แนวคิดว่าด้วยปรัชญาและสันติภาพของ ปิยบุตร แสงกนกกุล

แนวคิดว่าด้วยปรัชญาและสันติภาพของ ปิยบุตร แสงกนกกุล

เรื่อ1 ทักษภณ โฆษิตพิพัฒน์ (กลอง กบฏ)2
ภาพ TUMS
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

ปิยบุตร แสงกนกกุล ถือได้ว่ามีจุดยืนทางการเมืองแบบ Post-Marxism ตามแบบข้อเสนอของ เออร์เนสโต ลาคลาว (Ernesto Laclau) และ ชองตาล มูฟ (Chantel Mouffe) ซึ่งเขาเรียกว่า Post-Marxism เขาบอกว่า ที่ผ่านมาพวกมาร์กซิสต์อยากเปลี่ยนแปลงอะไรมักจะ ผลักไส(Exclude) ปัญหาของคนอื่นออกไป ชองตาล มูฟ เล่าว่า “ขบวนการเฟมินิสต์ กลุ่มความหลากหลายทางเพศ กลุ่มเรียกร้องประเด็นสิ่งแวดล้อม เวลากลุ่มคนเหล่านี้นำเสนอปัญหา พวกซ้ายดั้งเดิมจะบอกว่า ‘ถึงเรื่องนี้เป็นสำคัญแต่เชื่อเราเถอะ เราต้องเริ่มต้นที่กรรมกรแล้วปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพก่อน แล้วก็ Exclude คนอื่นออกไป’ ” มูฟ มองว่า เราไม่อาจอธิบายด้วยเส้นแบ่งอย่างเดิมได้แล้ว ให้แบ่งแบบใหม่ คือ คุณต้องไปรวมเอาความต้องการของสังคมจากคนทุกกลุ่มออกมาให้ได้

ผมเลยประยุกต์ทฤษฎีของ ลาคลาว กับ มูฟ มาใช้ คุณจะเชียร์พรรคการเมืองคนละพรรค ใส่เสื้อคนละสี เป็นเรื่องปกติในการเมืองแบบระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่ได้หมายความว่า คุยกันไม่ได้แล้วเปิดโอกาสให้ทหารเข้ามายึดอำนาจ ผมจึงเสนอให้ชี้ชวนดูความขัดแย้งชุดใหม่ที่ถูกต้อง คือ ทุกคน, คุณถอดสีเสื้อออกไปก่อนนะ คุณต้องการอะไรจากประเทศนี้ คุณทนเห็นอะไรในสังคมไทยไม่ไหวแล้ว ใน 14 ปี ที่ผ่านมา คุณมองเห็นอนาคตของลูกหลานไหม คุณมองเห็นเรื่องการศึกษาที่ดีมีคุณภาพไหม คุณมองเรื่องความเหลื่อมล้ำที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ไหม คุณต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีไหม ทุนผูกขาดรวบประเทศแบบนี้จะเอาหรือ ทฤษฎีซ้ายใหม่ของลาคลาวและมูฟ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากคาร์ล ชมิตต์ (Carl Schmitt) มาอีกที บอกว่า การเมืองเป็นเรื่องของขั้วตรงข้าม มีความขัดแย้งกันอยู่เสมอ แต่ความขัดแย้งในที่นี้ไม่ได้แบ่งครึ่งตามแนวดิ่ง (Vertical) แยกซ้าย-ขวา แบบเดิม แต่แบ่งแบบตัดขวางตามแนวนอน (Transversal) สิ่งสำคัญภายใต้การแบ่งแบบใหม่คือ คุณต้องนิยามให้ได้ว่าใครเป็น “เรา” และใครเป็น “เขา”

“เรา” ก็คือทุกคนที่ประสบปัญหาจากระเบียบโลกใหม่ ยากลำบากจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ ได้รับผลกระทบจากลัทธิเสรีนิยมใหม่ทางเศรษฐกิจ บางคนอาจจะชาตินิยมมาก บางคนอาจจะชาตินิยมน้อย คนทำงานการเมืองต้องไปคุยให้หมดทุกกลุ่ม ทุกคนคือ “ประชาชน” คือ “เรา” ซึ่งต้องร่วมกันต่อสู้กับ “เขา” – ชนชั้นนำจำนวนน้อยสังคม

มูฟบอกว่า นี่คือประชานิยมแบบซ้าย (Left Populist) ความต่างจากประชานิยมแบบขวา (Right Populist) คือ ผู้นำของประชานิยมแบบซายไม่ปลุกระดมเรื่องชาตินิยม แต่มีภารกิจสำคัญในการหลอมรวมผู้คนทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบจากระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ ไม่ว่าคุณจะเป็นแรงงานอพยพ ข้าราชการ นักศึกษา หรือ LGBT ก็ตาม ความท้าทายของแนวทางใหม่นี้ คือ จะหลอมรวมความต้องการที่แตกต่างหลากหลายจากคนทุกกลุ่มทุกประเภท อันเป็นผลพวงจากระบบโครงสร้างที่ผ่านมา มาเป็นความต้องการของสังคม (Social demand) ที่จะนำไปต่อสู้กับชนชั้นนำได้อย่างไร ศิลปะของผู้นำจึงอยู่ที่การสร้าง Chain of Equivalence หรือห่วงโซ่แห่งการเทียบเท่าเชื่อมโยง เพื่อสร้างความต้องการของทั้งสังคม แสวงหาความต้องการร่วมของ “เรา” เพื่อจะไปสู้กับ “เขา” หลอมรวมความต้องการของคนทั้งสังคมเหล่านี้มาชนกับชนชั้นนำซึ่งเป็นกลุ่มคน 1 % ที่ดูดซับเอาทรัพยากร อำนาจ และทุนของประเทศไว้อยู่กระจุกเดียว ส่วนคนที่เหลือไม่ว่าคุณจะชอบสีไหน เชียร์พรรคอะไร ต่างก็ต้องลำบากด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ในขณะที่ชนชั้นนำ 1 % นั้น ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากการเลือกตั้งหรือกองทัพ เขาก็อยู่ได้เหมือนเดิมตลอด ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ในทรรศนะของ อ.ปิยบุตร (ซึ่งดัดแปลงมาจากข้อเสนอของ Chantal mouffe) มีทรรศนะต่อสงครามและสันติภาพที่วางอยู่บน Democracy มากกว่าบน Liberalism เพราะปิยบุตรนิยามความเป็นเรา (A) ในความหมายที่เป็น คน 99% ที่ได้รับผลกระทบจากการจัดระเบียบโลกใหม่แบบเสรีนิยม นิยาม “ศัตรู” ว่าเป็นคน 1 % ที่ดูดซับทรัพยากร อำนาจ เอาไว้แต่เพียงพวกเดียว

และปิยบุตร (เช่นเดียวกับ Mouffe และ Schmitt) ไม่เคยกล่าวเลยว่าเราควรจะทำอย่างไร กับ “เขา” ซึ่งในส่วนนี้ในสายตาของ Liberals อาจมองว่าเป็น “จุดอ่อน” ก็เป็นได้เพราะไม่ได้มีการกำหนด กฏเกณฑ์ กติกาสำหรับวิธีปฏิบัติต่อ ศัตรู (และแน่นอนว่าข้อเสนอของทั้ง 3 นั้น เสนอว่าทางออก คือ สงคราม (Conflict) ไม่ใช่ ฉันทามติร่วมของทุกคน (Consensus) ในขณะที่ฟากฝั่งของ Liberals จะต้องมี X (ศีลธรรม/ความยุติธรรม) ประกอบกับ A (ความเป็นเรา) จึงจะนำไปสู่ผล (Consensus) ได้ หรือ ต่อให้มีสงครามเกิดขึ้น สงครามเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น และ จะต้องมีศีลธรรมให้ได้มากที่สุด (เท่าที่จะเป็นไปได้) เช่น การจำเป็นต้องมีอนุสัญญาเจนีวา ที่วางมาตรฐานในการปฏิบัติต่อผู้เป็นเหยื่อของสงครามอย่างมีมนุษยธรรม

แต่กลับกันในทรรศนะของ Schmitt แล้ว “เรา” ไม่จำเป็นต้องสนใจ X (ศีลธรรม) ในการกระทำต่อ “เขา” ผลที่ออกมา คือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว,ยิปซี ฯลฯ การทรมานเชลยนักโทษต่าง ๆ ล้วนเป็นไปในนาม “สงครามที่ชอบธรรม” สำหรับ Schmitt แล้ว สงครามไม่ได้เป็นสิ่งที่จำเป็นและชอบธรรมเสมอไป หากแต่มีสงครามที่ไม่จำเป็น (สงครามอันหลีกเลี่ยงได้) และไม่ชอบธรรมอยู่นั่น คือ สงครามกลางเมือง (Civil war) ที่ Schmitt มองว่าสงครามกลางเมืองนั้นเป็นสิ่งไม่จำเป็นเพราะ มันคือสงครามที่ “เรา สู้กับ เรา กันเอง” (โดยความเป็นเราที่ว่านี่ คือ ความเป็นผู้มีเลือดอารยันเข่นฆ่ากันเอง)

เช่นเดียวกัน เมื่อ Mouffe นิยามความเป็น “เรา” ว่า คือ ผู้คนที่ประสบภัยจากระเบียบโลกใหม่และลัทธิเสรีนิยมใหม่ การที่ “เรา สู้กับ เรากันเอง” หรือก็คือ ประชาชนที่เป็นคน 99% ต้องมาต่อสู้กันเองด้วย เชื้อชาติ สีผิว เพศ ศาสนา หรือเหตุใดก็ตามเป็น “สงครามที่ไม่จำเป็น ไม่ชอบธรรม และ หลีกเลี่ยงได้) เป็นการต่อสู้ที่ผิด เพราะไม่ได้ต่อสู้กับ “ศัตรู” ที่แท้จริง และเช่นเดียวกับการต่อสู้ระหว่าง “เหลือง-แดง” ในประเทศไทย ซึ่ง “ต่างก็ต้องลำบากด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ในขณะที่ชนชั้นนำ 1 % นั้น ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากการเลือกตั้งหรือกองทัพ เขาก็อยู่ได้เหมือนเดิมตลอด ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง” ตามที่ อ.ปิยบุตรได้ว่าไว้ แนวคิดของ Schmitt มีที่มาจากคอนเซปเรื่อง Person เป็นผลรวมของ Legal และ Ethical ของมนุษย์ ในส่วนของ Legal เป็นฐานสำคัญของ Liberal อันนำไปสู่คอนเซป “การเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย” และความเป็นปัจเจกนิยม (รวมไปถึงความพหุนิยม) ซึ่ง Schmitt จะสนใจไปที่ด้าน Ethical โดยเขาอธิบายว่ามันเกิดขึ้นได้จากการ “สร้างศัตรูร่วมกัน” และในที่สุด ประชาธิปไตย (Democracy) ที่ปราศจากเสรีนิยม คือ State of war (เพราะถ้าไม่มีศัตรูที่ชัดเจน ก็จะไม่มีความเป็นเราที่ชัดเจนเช่นกัน) ความเป็นประชาธิปไตยอันเปลือยเปล่า แท้จริงแล้ว คือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของมวลประชา ซึ่งในบริบทที่ Schmitt เสนอ ณ ตอนนั้นเขาเสนอว่า “เชื้อชาติ” เป็นสิ่งที่สามารถระบุ “ความเป็นเรา” ได้ง่ายที่สุด (ในยุคสมัยของเขา) และ มีศัตรูร่วมชาติ คือ “เชื้อชาติอื่น” Schmitt วิจารณ์หลักการเรื่อง “ความเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย” อันเป็นหลักใหญ่ใจความของ Liberalism ว่าเป็นความเสมอภาคในนามธรรมที่กลวงเปล่า เพราะในความเป็นจริงแม้คนจนจะมีสิทธิฟ้องนายทุน แต่ถ้าฟ้องจริง ๆ ผลก็คือคนจนก็ตกงาน นอกจากนั้น ความเสมอภาคกันต่อหน้ากฏหมายไม่ได้ทำให้เกิดความเป็น “เรา” คนชนชั้นนายทุนกับกรรมาชีพก็ไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขาเป็นพวกเดียวกัน เพราะเสมอหน้ากันในทางกฎหมาย ประชาธิปไตยของ Schmitt จึงคือความเป็นเนื้อเดียวกัน ความ “เท่ากัน” ในแง่การระบุตัวตน (identify) ว่าเรารู้สึกว่าเรา “เท่ากัน” เป็นพวกเดียวกัน ดังนั้นเขาจึงไม่เชื่อว่า Legal จะครอบ Ethical ได้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมชาวอเมริกันในดินแดนแห่งเสรี โหวตเลือกประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ขึ้นมาเพราะเขาไม่ได้รู้สึก “อิน” กับเรื่อง PC และเรื่อง PC ก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่าพวกเขาเป็นเนื้อเดียวกัน แต่สิ่งที่ทำให้ Mouffe ต่างจาก Schmitt คือ Mouffe คิดว่า พหุนิยม (Pluralism) กับ “ความเป็นเรา” มันสามารถไปด้วยกันได้ ในขณะที่ “ความเป็นเรา” ของ Schmitt คือ ความเป็นเลือดอารยัน (ซึ่งเป็นผลพวงจากฉันทามติของชาวเยอรมันในขณะนั้น) เท่านั้น นอกเหนือจากเลือดอารยัน คือ “ความเป็นเขา”

Mouffe เสนอว่าความเป็น “เรา” จะต้อง “บาง” มีความหลากหลาย และ Include คนจำนวนมากได้ ในขณะที่ “ความเป็นเขา” จะต้อง “หนา” (ชัด) วิธีคิดเรื่อง “ความเป็นเขา” จึงเป็นมรดกที่ Mouffe สืบทอดต่อมาจาก Schmitt (หรือก็คือ Schmitt เชื่อว่า “ความเป็นเรา” ถูกกำหนดโดยภายนอกอย่างเดียว แต่ Mouffe เชื่อว่าถูกกำหนดโดยภายในได้) ความเป็น “เรา” ในทรรศนะของ Mouffe เองก็มี X (ศีลธรรม) อยู่แต่เนื่องจากเขาเป็นนักคิดหลังยุค Post-Modern ซึ่งข้อคิดสำคัญที่ได้จากปรัชญาในยุคนั้น คือ วาทกรรมและการครอบงำ ยิ่งมีกฏเกณฑ์ทางศีลธรรมมากเท่าใด ก็ยิ่งมีความครอบงำมากเท่านั้น หากแต่ถ้าเราไม่เลือกใช้วาทกรรมใด ๆ เลย ก็ไม่สามารถก่อร่างสร้างกลุ่มทางการเมืองและนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เงื่อนไขในความเป็น “เรา” จึง มีแค่ 2 ข้อ คือ Equality(ความเสมอภาค) และ Freedom(เสรีภาพ) ซึ่งเปิดกว้างให้กับการตีความ “ประชาธิปไตย” ในอุดมคติของ อ.ปิยบุตร คือ ความเป็นเนื้อเดียวกันของประชาชน 99% ที่ทำสงครามต่อคน 1% และ ต่อระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ซึ่งข้อจำกัดหรือปัญหาในทางทฤษฎีหากจะพึงมี คือ “แล้วเราจะทำอย่างไรกับศัตรู (คน 1%)” นั้น ในขณะที่ฟากฝั่ง Liberals มีสนธิสัญญาเจนีวาและสิทธิมนุษยชนเอาไว้ในการรองรับคำตอบ แต่ในฝั่งของ Democracy กลับไม่มี ซึ่งในส่วนนี้จะมองว่าเป็นข้อจำกัดก็ได้ หากแต่มันไม่ “ย้อนแย้ง” ในตัวเอง เนื่องจาก “ภาษาของสิทธิ” หรือหลักการทางนามธรรมต่าง ๆ เป็นชุดวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้น และ อาจจะเป็นฉันทามติของผู้คน 99% หรือไม่ก็ได้ การที่นักคิดเหล่านี้จงใจละส่วนนี้ไว้ ก็เนื่องจากการที่พวกเขาไปกำหนดกฏเกณฑ์ว่า “ควรปฏิบัติต่อศัตรูอย่างไร” ก็จะเป็นการไป “คิดแทน” มวลชน ที่อยู่คนละบริบทกับพวกเขา ทั้งเวลาประสบการณ์และสถานที่ ควรปล่อยไว้ให้เป็นฉันทามติของมวลชน ณ ขณะนั้น จึงจะถูกต้องตามหลักการที่เสนอมาหรือถึงที่สุดถ้าหากมติมหาชน (99%) ออกมาว่าให้กระทำความรุนแรงต่อคน 1% ขึ้นมาจริง ๆ คำถามที่น่าคิดทบทวน คือ

ข้อที่ 1. “ความรุนแรง คือ อะไร ?” สภาพความเป็นอยู่ของผู้คนส่วนใหญ่ในโลกภายใต้ระบอบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ที่ต้องทุกข์ทรมาน อยู่กับความยากจน หลายล้านคนขาดเครื่องอุปโภคบริโภค หลายล้านคนถูกใช้แรงงานจนเสียชีวิต หลายล้านคนถูกขูดรีดจนไม่มีเงินสำหรับค่ารักษาพยาบาล สิ่งเหล่านี้ไม่นับเป็นความรุนแรงหรือ ? แล้วทำไมความรุนแรงที่เกิดกับคนกว่า 99% กับมีค่าแค่เท่ากับหรือน้อยกว่าความรุนแรงที่จะเกิดกับคน 1% ?

ข้อที่ 2. “คน 1 % นั้นต้องเป็นคนประเภทใด ?” เนื่องจากฉันทามติที่มาจากคน 99% คือการล้มเลิกระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ที่ให้คุณประโยชน์แค่กับคน 1 % และ เงื่อนไขในการเป็นคน 99% ก็มีเพียงแค่เชื่อในความ “เสมอภาค และ เสรีภาพ” ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่พื้นฐานมาก ๆ

ถ้าคนที่จะตั้งตัวเป็น “ศัตรู” กับคน 99% เพราะเขาต่อต้านความ เสมอภาค และ เสรีภาพ หรือต้องการรักษาไว้ซึ่งระบบที่ “กระทำความรุนแรง” และเอาเปรียบคนส่วนใหญ่ในสังคมเพื่อประโยชน์ของตัวเขาเอง ก็แปลว่าตัวเขาไม่ได้ปฏิเสธ “ความรุนแรง” ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว นอกเหนือไปกว่านั้น คือ “หลักการสิทธิมนุษยชน” ถูกประกอบสร้างขึ้นโดยกระฎุมพีกลุ่มหนึ่ง และ แพร่กระจายออกไปเป็น “ความจริง (Truth)” ภายใต้เงาของลัทธิทุนนิยมและจักรรดินิยมอเมริกา ทำไมชุดวาทกรรมนี้จะไม่สามารถถูกรื้อสร้างหรือปรับปรุงได้โดยน้ำมือของมนุษย์ยุคปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นคนส่วนใหญ่ 99% ? ทำไมเราต้องสยบยอมต่อชุดวาทกรรมที่ “มีส่วน” ในการกดขี่คน 99% หรือชุดวาทกรรมที่ทำให้ “ความรุนแรง” ที่เกิดกับคน 99% อันเป็นผลจากระบบที่ล้าสมัยเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” (เช่น ชุดวาทกรรม ปลาใหญ่กินปลาเล็ก,บุญทำกรรมแต่ง,โชคชะตาฟ้าลิขิต,กฎแห่งป่า,There is no alternative ของ Thatcher ฯลฯ)

ในส่วนของปํญหาและข้อจำกัดในภาคปฏิบัติ ปัญหาและข้อจำกัดในภาคปฏิบัติถือว่ามีมากมายกว่าในทางทฤษฎีมาก ๆ เพราะแนวคิดของ Mouffe จะต้องต่อสู้แย่งชิงมวลชนกับพวกประชานิยมฝ่ายขวา และ กลุ่มคนที่เห็นด้วยกับระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่
ในส่วนของการต่อสู้กับพวกประชานิยมฝ่ายขวานั้น มีความท้าทาย คือ พวกฝ่ายขวามีความชำนาญในการฝังรากแห่งความเชื่อและอุดมการณ์ลงในมวลชนของ พวกเขามีอาวุธที่ร้ายแรงมากอย่าง “พิธีกรรม” อยู่ ซึ่ง “พิธีกรรม” ดูจะเป็นสิ่งที่ในภาคปฏิบัติฝ่ายซ้ายและลิเบอรัล ไม่ใคร่ให้ความสำคัญนัก เนื่องจากมองว่าเป็นผลิตผลจากศาสนาที่ไร้เหตุผลและล้าหลัง แต่ในภาคปฏิบัติการแล้วมันได้ผลอย่างมากในระดับจิตใต้สำนึกของมนุษย์ การสามารถตอบตัวเองว่า “ฉันได้ทำสิ่งนี้ ฉันจึงเป็นคนดี และ รู้สึกดีกับตัวเอง” เป็นความสามารถที่ฝ่ายขวาจารีตมีเหนือฝ่ายซ้าย และ เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญว่าทำไมฝ่ายขวาส่วนใหญ่จึงมีสุขภาพจิตที่ดี และ มีความเหนียวแน่นสามัคคีสูง ในขณะที่ปัจจุบันโรคทางจิตแพร่ระบาดในหมู่คนรุ่นใหม่เสรีนิยมและฝ่ายซ้าย (แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคน)ซึ่งสุขภาพจิตที่ดี ซึ่งมาจากการสามารถรู้สึกดีกับตัวเองได้ เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ฝ่ายซ้ายมีความเหนียวแน่นต่อกัน และ มีสุขภาพจิตที่ดี ฝ่ายซ้ายควรจะมี “พิธีกรรม” ซึ่งสร้างความรู้สึกที่ “ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของมวลรวมขนาดใหญ่” เป็นความรู้สึกทางจิตวิญญาณถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้ย่อมจะถูกต่อต้านจากคนที่ยังไม่ได้เข้าใจในระบบการทำงานของ “อุดมการณ์” และ จิตวิทยาการเมือง หรือ ยังไม่หลุดพ้นจากกับดักของ “Rationality”

เมื่อเนื้อแท้ของประชาธิปไตย คือ ความรู้สึกเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นสำนึกของตัวตนในลักษณะรวมหมู่(Collectivism) แล้วไซร้ สำนึกแบบ “ปัจเจกนิยม” (Individualism) ที่ตั้งอยู่ด้านตรงข้ามของประชาธิปไตย แต่ถูกนำมาแอบแฝงโดยลัทธิเสรีนิยมก็จะต้องถูกท้าทายผ่าน “พิธีกรรม” ดังกล่าวเช่นเดียวกัน สำนึกแบบปัจเจกนิยม ยังเป็นเหรียญอีกด้านของ ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ที่วางอยู่บนแนวคิด “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” และ American dream ซึ่งเป็นปัจเจกนิยมสุดขั้ว ที่ในที่สุด ตระหนักถึงตัวเองในฐานะที่เป็นปัจเจกแยกออกจากมนุษย์คนอื่น คำนึงเพียงการสะสมทุน และ มองมนุษย์คนอื่น ๆ เปรียบเสมือนวัตถุซึ่งเอาไว้ตักตวงผลประโยชน์ และ สร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำดังกล่าวผ่านขุดวาทกรรม “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก,กฎแห่งป่า,สัจนิยมแบบทุน ฯลฯ)

อุดมการณ์แบบปัจเจกนิยม,เสรีนิยมใหม่ เป็นอุดมการณ์ที่ถูกผลิตซ้ำ (ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ) จากสื่อของประเทศอเมริกา และ ประเทศที่นายทุนถืออำนาจสูงสุด (ครอบครองทรัพยากรและปัจจัยการผลิตสูงสุด) และได้เผยแพร่ออกไปทั่วโลกผ่านกระแสโลกาภิวัฒน์ และ เทคโนโลยีการสื่อสารใหม่ ๆ ในปัจจุบัน ทำให้จิตสำนึกแบบ ปัจเจกนิยมสุดขั้ว นี้ฝังรากอยู่ใน “จิตใต้สำนึก” ของผู้คนทั่วโลกที่ได้รับสื่อนั้น (และแน่นอนว่าเมื่อมันเป็น “อุดมการณ์” ซึ่งทำงานในระดับจิตสำนึก ตัวผู้สมาทานอุดมการณ์ไม่จำเป็นต้องรู้สึกตัวว่าตัวเองเชื่อในอุดมการณ์แบบไหน แต่อุดมการณ์นั้นจะเป็นตัวสั่งเขาให้ประเมินสถานการณ์ใดว่าเป็น “ธรรมชาติ” หรือ “ไม่เป็นธรรมชาติ”

ดังนั้น Mouffe , ขบวนการฝ่ายซ้ายอื่น ๆ ทั่วโลก และ อ.ปิยบุตร ไม่เพียงแต่ต้องสู้กับแนวคิดแบบฝ่ายขวาจารีตเท่านั้น (Ethical แบบเก่าภายในประเทศ) แต่ต้องสู้กับความเชื่อใน “เศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่” “สำนึกแบบปัจเจกนิยมสุดขั้ว” ที่สร้างภาพฝันว่า “ใคร ๆ ก็ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ หากพยายามมากพอ พวกที่พ่ายแพ้เป็นพวกไร้ความพยายาม หาใช่ความผิดของรัฐหรือระบบใดๆ แต่เป็น “กลไกตามธรรมชาติ “ และตอบแทนผู้ศรัทธาส่วนใหญ่ที่ไม่ได้สังกัดในชนชั้นนายทุน ด้วยการไม่มีงานทำ,รัฐที่ไร้รัฐสวัสดิการ,หนี้ที่ไม่มีวันใช้หมด และ การโทษตัวเองว่าไม่มี “ความพยายามหรือศักยภาพ” มากพอ จนนำไปสู่อาการทางจิตต่าง ๆ

แต่ปัญหาในภาคปฏิบัติดังกล่าวนี้ ก็อาจไม่ได้น่าสิ้นหวังขนาดนั้น เนื่องจาก Chain of Equivalent (ฉันทามติร่วม) ที่อ.ปิยบุตร จะต้องสร้างไม่ได้เรียกร้องถึงขนาดที่ผู้คนต้อง ละทิ้งจารีตประเพณี ความเชื่อ สีเสื้อ อัตลักษณ์ความหลากหลายต่าง ๆ ไป หากจุดร่วมที่ต้องมี คือ “ความสำนึกในฐานะที่ตัวเองเป็นคน 99% ซึ่งถูกระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ (ในบริบทไทยก็ต้องเพิ่ม ระบอบอุปถัมภ์และศักดินาเข้าไปด้วย)ก่อกรรมทำเข็ญ ก็เพียงพอสำหรับนิยามความเป็น “เรา” โดยในขบวนการแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้ จะยังรักษาความพหุนิยม เอาไว้ได้โดยไม่จำเป็นต้องบังคับให้ทุกคนต้องเหมือนกันหมด แบบที่เคยเกิดขึ้นกับการปกครองของ ฮิตเลอร์ หรือ สตาลิน


1 บทความนี้เป็นบทความที่เขียนส่งอาจารย์ในวิชา PO315 ปรัชญาสงครามและสันติภาพ
2 สมาชิกก่อตั้งกลุ่มมาร์กซิสต์ศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TUMS)

Being Karenni

Being Karenni

Photo courtesy of The Karenni Culture Development Committee

Anonymous 

For a few days, every September, the Karenni hills are alive with the sound of children singing and playing as they head into the forest. Carrying axes and saws the adults lead the way to a large tree to cut down. As the group haul the log back into the village, women and younger children come out of their huts. Music plays and sacrifices are offered, chickens are killed and de-feathered, the meat is taken away and offered around to neighbouring villages as a show of good faith, community and tradition. 

The festivities though, are more than just a cultural practice, it’s an act of resistance and revolution. These are the Karenni people, my people. We’ve lived through 50 years of repression, 50 years of war, 50 years of displacement. For us, our culture and our identity is something we dare not let go, in case in the vacuum of war it’s lost forever.

Over one hundred years ago we resisted the strength of the British colonists and still today we live in a state of resistance. As we’re not many in numbers, around 500,000 people, we are often overlooked in the Burma Civil War, but what we lack in numbers we make up for it in strength and resilience. From our rebel soldiers in their bases, to the orphans in the refugee camps, there’s an identity we all share and hold, an identity that few outsiders can understand. 

It’s not just our soldiers who fight imperialism with guns, it’s the farmers, the teachers and the refugees, every single one of whom resist, through embracing their identity, remembering their past and enduring through their present suffering. 

Violence and peace respectively can have very different meanings. Bombs and bullets don’t reach the refugee camps, but who could say the residents live in peace? The violence of a family broken apart by war, the violence of going to bed hungry or the violence in traumatic memories, PTSD and deep depression. 

People in the refugee camps, on the Thai border, have a lot of time on their hands to think about these things. The majority are not permitted to work so they just sit around, thinking, trying to find meaning in their suffering. They drink to find an escape from reality. So many of us have trouble sleeping, it drives you crazy, it makes you sick. 

The Thai government would prefer us to not be there, our existence is a frustration for them. There are people born in the camp, 40 years ago, who have never left, lack of freedom and no options. It can feel like an open-air prison in the middle of the jungle and they’ve been prisoners since birth. 

We’re denied a dignified life. We just want to live peacefully, to sustain ourselves, to work, to be useful, to contribute to the world, but no, we’re forced to be a burden. 

Thai people always ask: “Why don’t you go back to Burma?” I don’t think they can imagine the fear, the danger. Go back to our villages that have been burnt to the ground, the place where our fathers were murdered and our mothers were raped. 

Do we have a choice?

In the forest however, on our sacred days, the children are still singing and the music is still playing. People are smiling, laughing and dancing. This is what it’s like to be Karenni, we’re stoic, funny, easy-going, we don’t give a fuck. If something goes wrong we just laugh it off, we have to, because the trivial things have no meaning. When you’ve lost so much you have to appreciate what can’t be taken away. Your identity. Dancing around a tree with your neighbours, your family, and your people.

February Revolution Burma & The Road Forward

February Revolution Burma & The Road Forward

NA – Anonymous – Na is a leftist political activist and organiser in Burma.

A protest organiser in Burma reflects on the current crisis following the February 1st coup. Examining the road that led there, the state of Burma’s “Military Bureaucratic Capitalist System” and the future of the movement.

Since the February coup, the back of the old Burmese society has been breaking. With on-going nationwide street protests against the military dictatorship, the decades-old military bureaucracy has been paralysed since February 2nd, after health-care workers began the civil disobedience campaign. Since then, civil servants from other state departments have joined them en masse.

The financial sectors are also collapsing as a result of staff from private and state-owned banks joining the campaign, people withdrawing their savings, and people swearing to not pay any tax money to the military government. The decaying military dictatorship is moribund now and is resorting to their oppressive apparatuses like the police forces, soldiers, and top-level bureaucrats in the civil administration.

These phenomena, of the people’s struggles against the military dictatorship, is not new to the people of Burma. What has happened in Burma is like a seasonal pattern. As the famous journalist and politician Hantharwaddy U Win Tin put it: “the revolution in Burma will happen once every decade, as long as the military dictatorship prevails.” The present nationwide struggles have done well to lend credence to his words, and also reflect the conflicts between the oppressor and the oppressed—  the military-bureaucratic capitalist class and the masses. The root of this oppression can be found in the military-bureaucratic capitalist state.

Since 1958, Burma’s military leaders have founded military-owned businesses. They nationalized all industries in Burma after the 1962 coup in the name of the Burmese Way to Socialism. Actually, this was a crude imitation of Stalinist Socialism in Russia. As a result, the military-bureaucratic caste emerged within the civil administration through their economic planning. The democratic air was choked out of the people by the military-bureaucratic centralization and one-party rule. It is no wonder socialism could not work from the top command alone by blocking the democratic inputs from those below. Numerous labour and student strikes took place sporadically and were suppressed brutally, the economy was bankrupt, and the country became one of the least developed places in the world.

Against this backdrop, the students’ protests ignited a spark in 1988 and nationwide protests exploded and fractured the shell of the old society. People from all corners of the country took part in the 88 General Uprising under a banner calling for a multi-party democratic system. Intellectuals and leaders of the mass movement were crying out for an individual to focus and coordinate the nationwide general strikes.

A reductionist interpretation of history, following the axiom of, “The Heroes Make the World” might lead us to believe, that since The Burmese people were able to fight back against the Japanese Fascists and gained independence from the British colonials under the sole leadership of the national leader General Aung San, then his daughter would be the most suitable candidate to lead this new struggle. Aung San Su Kyi, who had come back from England to take care of her sick mother, was cast as the future national leader of the Burmese people. The movement came to accept her as their national leader and liberator, as did the bourgeois press and governments in the western countries who thought to cultivate their own jockey for capitalism praised her as a democratic icon.

From the beginning, Aung San Suu Kyi (ASSK) was an opportunist and never a revolutionary. She dared not challenge junta rule outright and asked for minor concessions, rather than mass reform. As a result, precious time and the revolutionary momentum of the people were wasted. Further, under the opportunistic and reconciliatory leadership of ASSK, and following a brutal crackdown by the military, the revolutionary energy of the masses was finally dissipated.

Then following the movement in 1988, another military coup took place and the top military leaders transformed their rule into another form by opening the capitalist economy, selling the state-owned enterprises and export-import permits for ludicrously low prices to their close associates. The Burmese economy became dominated by military conglomerates and their lackeys. Politically, they promised to draw a new constitution and hold an election in the name of democracy under the guidance of the military. Eventually, in 2008, the military-drafted constitution was ratified in a so-called popular referendum.

In 2010, the founding of political parties was permitted and an election was held. The majority of people, including ASSK’s party, The National League for Democracy (NLD), boycotted the election and the military-backed Union Solidarity and Development Party (USDP) composed of ex-military leaders won comfortably.

Two years later in 2012, the NLD, led by ASSK, entered a by-election and went on to win a landslide victory in the 2015 general election. The so-called political analysts and think-tanks funded by western donors, and the so-called international community, dominated by the representatives of the global capitalists, praised Burma as now being in a transitionary state towards democracy.

In reality, the economic and political base of Burmese society has never been challenged and left untouched by ASSK. The military-bureaucratic rule allowed the people simply the freedom to criticize, whilst maintaining their monopoly on violence and power, continuously expanded their wealth by engaging with global capitalism, and exploiting workers and peasants by seizures of land. It is no wonder ASSK and her party became the representatives of military-bureaucratic capitalism in Burmese politics, and championed the economic and political interests of this class.

She even asked the people not to call the military lackeys, “cronies”, but rather as “tycoons” so as to soften the public’s hatred towards their wealth accumulation within the framework of the military-dominated economy. Finally, in 2019, she even defended the military, in front of the International Criminal Court, against the charge of genocide against the Rohingya people.

In the eyes of the military-bureaucratic capitalist class, the elected political representatives are no more than their employees. They could employ and fire them as they wish since the actual power is not in the politicians’ hands and does not rely on the power of people’s votes. 

The current Commander-in-chief Min Aung Hlaing, who enacted the coup this year, has his own economic empire. Due to the changes by the International Court of Justice, I believe he decided to take the presidency in order to maintain his economic interests and to protect himself from becoming a sacrificial lamb for the ICJ, on behalf of other military bureaucratic capitalists’ interests, as his retirement was imminent due to his age being over the limit for military officers. He enacted the military coup on February 1, 2021. All the employees of the military-bureaucratic capitalist class and NLD leaders including ASSK were arrested.

The day after the coup, health-care workers (particularly doctors and nurses) initiated a civil disobedience campaign (CDM) calling for the release of the elected leaders including ASSK, and other NLD government officials and representatives. They also called for the restoration of the NLD government, which had won a landslide victory in the 2020 general election. Later, other civil servants from several state departments started the Red Ribbon Movement Campaign (RRM) and later joined the CDM under the same slogans.

Their slogans might be strange to our comrades in other countries since the workers and peasants suffered the same fate under the NLD government, which was not significantly different from the outright military rule. Following some limited political and economic liberalizations regarding international markets and donors, many jobs were created in private economic sectors (including many NGOs jobs). It was mainly the middle class that benefited from these opportunities.

The NLD government also put a significant emphasis on the healthcare system during the onset of Covid-19. Civil servants have a long history of hatred towards filling administrative positions with military personnel. For the middle class, as long as the elections and civilian rule continued, despite the presence of the existing military constitution which was designed to limit civilian government power, they seemed to be satisfied with the incremental and minimal changes they believed NLD government led by ASSK was trying to push.

Their tactical decisions centered around non-cooperation with the military government and they refused to go to work. As usual, the middle class dare not take the risk of actually protesting in the streets publicly. Expecting international pressure and intervention, they restrained each other to wait for 72 hours without taking any action on the streets. Some even believed the military would give back state power to the NLD government, and that it would enact a real coup if people took to the streets.

But no one could control the momentum of the coming class struggle arising out of the old decaying conflict-ridden society. A crack has already appeared due to the military coup and the façade of the old society has been unmasked by arresting ASSK and elected government officials. After seeing the unmasked old face of military-bureaucratic capitalism, the working class and the progressive youth stepped forward to try to shatter the shell of the old society into pieces.

The Burmese working class, historically, has never hesitated in class struggle and always takes the leading role in resistance against the military dictatorship. It is true in every mass movement that has ever taken place in Burma. After a small group of student protests in Mandalay on February 5th, thousands of workers from the Hlaing Thar Yar Township in Yangon marched in the centre of Yangon City ,combining forces with the progressive youth from the Student Union on February 6th. The next day, workers from the South Dagon Township joined the street protests, and some politicians and activists became involved in the movement as well.

After their outright challenge against the coup, the protests spread all across the country including among the ethnic minority peoples in the more remote areas, with the movement increasing in number day by day. Even the ethnic minority people who have endured great suffering and casualties in the wars and dehumanization in genocidal attacks during NLD rule, came out to call for the release of the NLD leaders and restoration of the elected government. Many of the workers and peasants who have faced suppression and imprisonment during the NLD rule also joined the movement and chanted the same slogans as well.

If you are not on the ground and don’t have access to the real movement, understanding who is leading the protests can be difficult. Even the domestic media and exiled broadcasting outlets can not explain what’s going on. For the security of our comrades, I would like to explain those questions generally.

In reality, the majority of people are from labour organisations in the Hlaing Thar Yar and South Dagon Townships, as well as the progressive youth forces, led and organised by our experienced comrades. These people have tremendous experience of economic struggles in their industries, and have the class solidarity already formed in the democratic trade unions in their own factories for years. Everyone else has followed their lead spontaneously out of their shared hatred for the military dictatorship.

Copper Mine Strikers

While our comrades have to play low-profile roles due to security, some opportunistic former political activists as well as one of the leaders from the 88 generation, Ko Min Ko Naing, has been making empty interviews with the media and using his old political credits. In reality, he has no real popular base and no leading role in the daily mass movement. But I have to admit that since the Burmese people in the countryside have to struggle for their daily meals and have no time to study the daily political news, they only know of Ko Min Ko Naing, since they rely only on the radio for their political news. Thus, his political demands, of releasing the NLD leaders and the restoration of the NLD government, have become the widespread slogans of the people.

International political analysts should not be rash and assume the Burmese people still admire or believe in ASSK. They want to fight against the military dictatorship firstly and foremostly, and do not like to argue about the controversial matters that would disintegrate the solidarity of the people before any overthrow of the military dictatorship.

The progressive youth in Burma have said in reference to ASSK’s cult-like status, “No Supreme Saviour,” and so they continue marching instep with other comrades in the working class and other progressive forces

The military government now has one last resort, to utilise the oppressive apparatuses like the police force, military, and top-level bureaucrats. The police started firing on protesters in Myawaddy on February 7. Some protesters were arrested and some have been killed. 

Our comrades spread pamphlets on that day, proposing to form self-defence organisations under a self-governing body in every neighbourhood which should work to disobey the authority of the government. On February the 10th, the police and authorities from the Township General Administration started night raids to pressure and arrest the protest organisers and lower level NLD representatives.

The opportunistic old leaders from the 88 generation followed only part of our pamphlet and agreed to form the neighbourhood protection group to protect the targets of the raids, but the only tactics they proposed is that the people should beat the pots and pans to frighten the night raiders who came in the area.

We have repeatedly said that this is not enough, and the youth from the self-defence organisations must form small units composed of not more than five people in each unit, whose duty is to disarm the weapons and communication materials of the night raiders and arm themselves for the coming street fights when necessary. Later, the military government started using soldiers for the night raids who do not hesitate to fire the real bullets.

On February 10, riot police used water cannons to disperse protesters and fired on the crowd. Myat Thet Thet Khaing, a 19-year old girl, was shot dead. On the night of February 14, the protesters in Myitkyina were shot at by riot police. Protesters in Mandalay were also shot by riot police and soldiers as well. Live rounds, teargas and water cannons were used in dispersing protestors as well as night raids. In Yangon city, the military tanks have been stationed near the central bank since February 14.

The dictatorship is gasping and convulsing by now, having reached the last of their violent measures. At present, the organisers from the middle class still stick to the illusion of non-violence. Some of them are even spreading belief in the myth of military intervention by the US or a UN peace-keeping task force.

This of course will not happen. The masses, in my opinion, are now calling for the complete overthrow of the military-bureaucratic capitalist system, in line with the policy, ‘Combating the military three’ (Military businesses, military bureaucracy, and the old military structure). Ultimately we hope to replace them with a people’s democracy.

The next steps we are now proposing, are to set up strike groups in every neighbourhood, to form the self-defence groups, to disarm the oppressor’s apparatuses, arm our democratic organs by any means, to convene the National Congress with the elected representatives from each strike group and form a Provisional Revolutionary Government which would command the remaining police forces and soldiers loyal to the military dictatorship to throw down their weapons and obey a newly established Provisional Revolutionary Government.

To sum up, no one can bring the Burmese people back into the shell of the old military-bureaucratic capitalist society and the old society. Neither can bourgeois democracy or global capitalism that encourages reconciliation with the old Burmese order solve the age old conflict in Burma.

The only solution to these problems is to completely shatter the old society into pieces and burn them into ashes, and to build a new democratic and socialist society which can serve the majority of the Burmese people including the peasants living in the sprawling, rural lands, the workers in the major cities, and as well as the ethnic minorities who have suffered for decades under the brutal oppression of the militaristic state.

To strive for that, the only motto we have to remember in our mind, is the line from The International, “No Supreme Saviour.”

ยุทธศาสตร์การปฏิวัติ

ยุทธศาสตร์การปฏิวัติ

ผู้เขียน T. Derbent
ผู้แปล Dion de Mandaroon
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

ยุทธศาสตร์ 11 ข้อดังต่อไปนี้ เป็นการสรุปสั้นๆ ยุทธศาสตร์การปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพในประวัติศาสตร์โลกตามการจำแนกในคู่มือ หมวดหมู่นโยบายทางทหารการปฏิวัติ (Categories of Revolutionary Military Policy) เขียนโดย T. Derbent สหายคอมมิวนิสต์สายยุทธศาสตร์การทหารจากประเทศเบลเยี่ยม

11 ข้อนี้ ไม่ใช่สูตรหลักที่เราต้องหยิบไปใช้อย่างตายตัว (ต้องคำนึงถึงและปรับใช้ตามวัตถุสภาพในประเทศไทย) หากแต่เป็นการสรุปความเป็นไปได้ต่างๆ ทางการปลดแอกทางการเมืองที่เกิดขึ้นแล้วทั่วโลกเพื่อการเรียนรู้และจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ทางทหารใหม่ๆ ให้กับท่านผู้อ่าน ซึ่งไม่แน่ว่าสักวันหนึ่งการปฏิวัติประชาชนในประเทศไทยที่มีแผนยุทธศาสตร์แบบฉบับของเราเอง จะกลายเป็นข้อ 12 เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างให้สหายและผู้ถูกกดขี่ในสมรภูมิอื่นได้ศึกษากันต่อไป

1. ยุทธศาสตร์การกบฏสำนัก Blanquist

เป็นยุทธศาสตร์ของนักปฏิวัติสังคมนิยมชาวฝรั่งเศส Louis Auguste Blanqui วิธีการของเขาคือใช้กองกำลังติดอาวุธขนาดเล็ก (ประมาณ 500 – 800 คน ในการกบฐวันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ.1839) โดยคาดไว้ว่ามวลชนในส่วนมากพร้อมที่จะก่อการกบฏแล้ว แต่ไม่ได้มีการ organize กับมวลชนจริงๆ เป็นการปฏิบัติแทนชนชั้นกรรมาชีพที่ยังไม่พร้อม ยุทธวิธีของ Blanqui คือเข้าโจมตียึดคลังอาวุธเพื่อแจกจ่ายให้มวลชนที่ต้องการเข้าร่วมขยายขนาดกองกำลังเดิม, เข้ายึดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, และตั้งด่านเครื่องกีดขวางเพื่อปิดถนนขัดขวางการเคลื่อนตัวของกองกำลังฝ่ายรัฐ ยุทธศาสตร์สำนักนี้พึ่งพาการใช้ด่านเครื่องกีดขวางตามถนนในเมืองใหญ่มากจนเกินไป ไม่สามารถเคลื่อนไหวตัวเองได้สะดวกตามที่ Freidich Engels วิเคราะห์ไว้ ขบวนการปฏิวัติกรรมาชีพจึงเลิกใช้ยุทธวิธีนี้ไปในปี ค.ศ.1848 ทางเดียวที่ Blanqui จะชนะได้ในตอนนั้นคือมีทหารจำนวนมากแปรพักตร์มาอยู่ฝั่งผู้ก่อกบฏ

2. ยุทธศาสตร์การกบฏโดยการประท้วงหยุดงานทั่วประเทศ

เป็นมรดกยุทธศาสตร์จาก Mikhail Bakunin นักสังคมนิยมอนาธิปไตยชาวรัสเซีย โดยมีเป้าหมายคือการทำลายรัฐผ่านการเคลื่อนไหวโดยประชาชนจำนวนมากเพียงครั้งเดียว เช่น การประท้วงหยุดงานทั่วประเทศ ซึ่งยุทธศาสตร์นี้จะเริ่มขึ้นได้เป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยธรรมชาติของมวลชน จะผิดกับยุทธศาสตร์ของ Blanqui ข้างต้น ที่ไม่รอให้มวลชนพร้อม เมื่ออัตวิสัยของมวลชนพร้อมที่จะก่อการกบฏแล้ว ขั้นต่อไปก็คือการวางแผนเชิงวัตถุประสงค์รูปธรรม เช่น การจัดรูปแบบองค์กรและการปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งจะเป็นไปได้โดยง่ายเพราะยิ่งมวลชนผู้มีส่วนร่วมมีจำนวนมาก ความคิดสร้างสรรค์และความเป็นไปได้ทางยุทธวิธีก็จะมีมากตามกันเป็นสัดส่วน ยุทธศาสตร์นี้พึ่งพา (แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลัก) การแตกแยกภายในอำนาจรัฐของชนชั้นปกครอง เช่น ทหารจำนวนมากหนีทัพมาอยู่ฝ่ายมวลชน เป็นต้น ในประวัติศาสตร์โลกมีกลุ่มที่ใช้ยุทธศาสตร์นี้ เช่น กลุ่มสหการอนาธิปไตย (Anarcho Syndicalism) ต่างๆ ในทวีปยุโรปตะวันตกในช่วงระหว่างสงครามโลก (ฝรั่ง) ครั้งที่ 1 และ 2, และกลุ่มซ้ายสุดโต่งของสำนัก Amadeo Bordiga ผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลี เป็นต้น

3.ยุทธศาสตร์การก่อการร้ายที่สมควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง (Exemplary Terrorism)

เป็นยุทธศาสตร์ที่ใช้กันโดยอนาธิปไตยชนบางสำนักและโดยกลุ่มประชานิยมรัสเซีย เช่น Narodniks และกลุ่ม Narodnaya Volya (แปลเป็นไทยว่า เจตจำนงแห่งปวงประชา) ที่ต่อสู้กับระบอบกษัตริย์ในรัสเซียและทำการสังหารซาร์อเล็กซานเดอร์ที่สองได้สำเร็จ ยุทธศาสตร์นี้ใช้รูปแบบเป็นองค์กรลับที่ไม่ได้รับเสียงสนับสนุนหรือมีความสัมพันธ์ใดๆ กับมวลชนส่วนใหญ่เลย โดยวิธีเดียวที่จะเชื่อมสัมพันธ์กับมวลชนคือก่อการให้ประชาชนเห็นเป็นแบบอย่างหรือการวางตัวของผู้ก่อการเมื่อโดนรัฐปราบปราม

ยุทธศาสตร์นี้สามารถทำได้เพียงสร้างความหวาดกลัวในหมู่ศัตรู, เรียกให้ศัตรูมีปฏิกิริยาทำการโต้ตอบด้วยกำลัง, และชนะใจมวลชนในเชิงนามธรรมเท่านั้น ในประวัติศาสตร์แล้วยุทธวิธีนี้ยังไม่สามารถแปรผลที่เกิดขึ้นสามประการที่ว่าให้เป็นกำลังทางรูปธรรมที่สามารถโค่นล้มรัฐบาลได้ มีแต่นำไปสู่ความล้มเหลว เพราะการปลุกให้ส่วนของมวลชนที่พร้อมจะก่อการปฏิวัติตื่นขึ้น ไม่สามารถทำได้ถ้าไม่มีการ organize โดยตรงจากภายในมวลชน

4. ยุทธศาสตร์การกบฏของ Lenin และองค์กรคอมมิวนิสต์นานาชาติ (Comintern)

นำไปใช้สำเร็จครั้งแรกในการปฏิวัติรัสเซียเดือนตุลาคม ปี ค.ศ.1917 และเป็นหัวข้อถกเถียงเชิงทฤษฎีอย่างแพร่หลายหลังจากนั้นเป็นต้นมา ยุทธศาสตร์นี้เป็นยุทธศาสตร์ที่ใช้โดยของพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลกในช่วงทศวรรษ 1920s และ 1930s โดยตกผลึกสังเคราะห์การวิเคราะห์ของ Marx และ Engels รวมไปถึงประสบการณ์จากการปฏิวัติรัสเซียครั้งก่อนในปี 1905 การจัดการทางองค์กรจะให้ความสำคัญกับพรรคแนวหน้า (Vanguard Party) ที่เป็นผู้ลงแรงพยายามรวบรวมปัจจัยต่างๆ ทั้งในทางวัตถุ, ในเชิงอุดมการณ์, และเชิงสังคม ที่จะนำมาซึ่งการปฏิวัติที่สำเร็จ เช่น การสร้างจิตสำนึกการปฏิวัติให้มวลชนผ่านการศึกษา, การจัดองค์กรทางการเมืองและทางทหารของมวลชนอย่าง Red Guard, เน้นการฝึกและจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กองกำลังจู่โจมเคลื่อนที่ (Shock Troops) และใช้ยุทธวิธีของกองกำลังนี้แทนการใช้เครื่องกีดขวางแบบยุทธศาสตร์ของสำนัก Blanqui, ตั้งกองบัญชาการให้เป็นรูปร่าง, ร่างแผนการรบ, พิจารณาโอกาสการปฏิบัติการที่เหมาะสม เป็นต้น ยุทธศาสตร์นี้สำเร็จในประเทศรัสเซียแต่ล้มเหลวเมื่อนำไปปรับใช้กับสภาพรัฐอื่นในเวลาต่อมา เช่น การลุกฮือที่เมืองฮัมเบิร์กประเทศเยอรมนีในปี 1923, การลุกฮือนำโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนในนครเซี่ยงไฮ้เมื่อปี 1927 ที่ถูกปราบปรามโดยรัฐบาลเจียงไคเช็ค, สงครามกลางเมืองออสเตรียปี 1934 นำโดยพรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตย, การลุกฮือในบราซิลปี 1935 นำโดยขบวนการปลดแอกแห่งชาติ (National Liberation Alliance) สนับสนุนโดยพรรคคอมมิวนิสต์บราซิล และอื่นๆ

5. ยุทธศาสตร์สงครามประชาชน (อีกชื่อหนึ่งคือ สงครามประชาชนยืดเยื้อ; Protracted People’s War)

มีสามระยะ คือ 1. ช่วงสงครามกองโจร เป็นช่วงยุทธศาตร์เชิงรับที่ค่อนข้างมีการเคลื่อนไหวทางยุทธวิธีอยู่ตลอดเวลา ฝ่ายประชาชนเป็นผู้เริ่มชิงปฏิบัติก่อนมากกว่าที่จะเป็นผู้รอตอบโต้ฝ่ายรัฐ 2. ช่วงยุทธศาสตร์สมดุล 3. ช่วงยุทธศาสตร์เชิงรุก เป็นช่วงที่กองกำลังปฏิวัติสามารถทำสงครามได้ทั้ง สงครามกลยุทธ์ (War of Movement คือการสู้รบทางกำลัง มีจุดมุ่งหมายคือเข้ายึดหรือทำลายส่วนบัญชาการรบของฝ่ายศัตรู) เป็นหลักและสงครามที่ตั้ง (War of Position; ผู้แปลเข้าใจว่าหมายถึงสงครามนอกสนามรบเพื่อสั่งสมอิทธิพลในสังคม ไม่ว่าจะผ่านการสร้างพันธมิตรและการสนับสนุนการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงาน เพื่อต่อกรกับอำนาจนำของรัฐตามความคิดของสำนัก Antonio Gramsci) เป็นรอง

เหมาเจ๋อตง สรุปหลักการของยุทธศาสตร์สงครามประชาชนเป็นข้อๆ ดังนี้

  • เริ่มแรกให้โจมตีกำลังของศัตรูที่อยู่กันกระจัดกระจายโดดเดี่ยวก่อน แล้วจึงโจมตีกำลังอื่นที่สำคัญกว่าในภายหลัง
  • ให้ปลดปล่อยอาณาเขตต่างๆในชนบทก่อน (liberated zones; หมายถึงหน่วยพื้นที่การปกครองไม่ว่าจะเป็น อำเภอ,ตำบล, หมู่บ้าน ที่กองกำลังปฏิวัติได้เข้าโจมตีและปลดปล่อยมวลชนออกจากโครงสร้างการปกครองของรัฐแล้ว และประชาชนกลายเป็นรัฐบาลท้องถิ่นบริหารตัวเองไม่ขึ้นตรงกับรัฐบาลกลาง) ล้อมตัวเมืองต่างๆ ด้วยอาณาเขตอิสระเหล่านี้ แล้วจึงค่อยๆ เริ่มเข้ายึดจากตัวเมืองเล็กสู่เมืองใหญ่
  • ในการปะทะทุกครั้ง ควรมีกองกำลังมากกว่าฝ่ายศัตรูเป็นจำนวนมาก (กล่าวคือ ในภาพรวมยุทธศาสตร์นี้คือหนึ่งสู้สิบ แต่ในทางยุทธวิธีคือสิบสู่หนึ่ง; มีตัวอย่างให้เห็นที่การปฏิวัติในประเทศอื่นนอกจากจีนนำหลักการนี้ไปประยุกต์ใช้และคำว่า “กองกำลัง” ไม่ได้หมายความถึงจำนวนคนเพียงอย่างเดียว เช่น Viet Minh ขบวนการปลดปล่อยเวียตนามจาก ฝรั่งเศส, ญี่ปุ่น, และรัฐบาลเวียตนามใต้ นำโดย โว เหงียน เกียป ซึ่งกองกำลัง Viet Minh นั้นมีจำนวนน้อย บ่อยครั้งที่ไม่สามารถสู้ศัตรูในสภาพสิบต่อหนึ่งได้ ในทางยุทธวิธีส่วนมากจะสู้ด้วยกำลังที่มีจำนวนคนเท่าๆ กัน แต่ตัดสินกันด้วย การโจมตีไม่ให้ข้าศึกตั้งตัว, ความรู้เรื่องภูมิประเทศ, คุณภาพการปฏิบัติการของกองกำลัง เช่น ความพร้อมรบ และความกล้าหาญเชิงปฏิวัติ)
  • ต้องมั่นใจว่ากองกำลังต่อสู้มีจิสำนึกทางการเมืองในระดับสูง เพื่อสร้างความอดทน, ความกล้าหาญ, และความตระหนักถึงการเสียสละตนเอง ที่เหนือกว่าฝ่ายศัตรู
  • ต้องได้รับการสนับสนุนจากประชาชน เคารพผลประโยชน์และความต้องการของประชาชน (ในบริบทของประเทศที่ไม่เคยเป็นอาณานิคมของชาติจักรวรรดิ เช่น ประเทศไทยและในศูนย์กลางทุนนิยมใหญ่อื่นๆ มิได้หมายความว่าต้องได้รับเสียงสนุบสนุนจากประชาชน “ส่วนมาก” ภายใต้การจัดสรรทางนามธรรมของอุดมการณ์ชาตินิยม เพราะข้อขัดแย้งหลักคือข้อขัดแย้งระหว่างชนชั้นล่างกับระบอบกษัตริย์และนายทุนภายในประเทศ มิใช่ระหว่างชนชั้นล่างกับนายทุนนอกประเทศ)
  • ศัตรูที่จับได้ให้ส่งเข้าค่ายกักกันนักโทษทางสงคราม
  • ใช้เวลาระหว่างการสู้รบ ฝึกฝน, เรียนรู้, และพัฒนาตนเอง

ยุทธศาสตร์นี้ประสบความสำเร็จใน ยูโกสลาเวีย, อัลแบเนีย, จีน และในภูมิภาคอินโดจีนบางส่วน และล้มเหลวครั้งใหญ่ในประเทศกรีซ (ปี 1945-49) และมาเลเซีย (ปี 1948 – 60)

6. ยุทธศาสตร์การรัฐประหาร

เป็นยุทธศาสตร์ที่อาศัยว่าความสัมพันธ์ระหว่างคณะปฏิวัติกับกองกำลังอื่นๆ ในประเทศอยู่ในระดับดีมากซึ่งเป็นสภาพที่เห็นได้ไม่บ่อยนัก ยกตัวอย่างเช่นการรัฐประหารของพรรคคอมมิวนิสต์ที่นครปราก ในปี 1948 มีปัจจัยต่างๆ เช่น กองทัพโซเวียตประจำอยู่ใกล้, พรรคคอมมิวนิสต์ เช็คโกสโลวาเกียในตอนนั้นมีบารมีและพลังสูงส่ง, มีกองกำลังประชาชนคนงานติดอาวุธอยู่ 15000 – 18000 คน, หน่วยงานความมั่นคงของรัฐและหน่วยทหารถูกแทรกแซงเรียบร้อย เป็นต้น ยุทธศาสตร์นี้เมื่อเทียบกับยุทธศาสตร์อื่นแล้วมีความเป็นไปได้ที่จะเสียเลือดเนื้อน้อยที่สุด แถมยังสามารถอ้างความชอบธรรมทางกฏหมายได้ ทำให้รัฐบาลชุดใหม่สามารถต่อต้านกลบเสียงครหาของสังคมชนชั้นกลางได้ง่าย ในทางประวัติศาสตร์แล้วการทำรัฐประหารส่วนมากเกิดจากการฉกฉวยโอกาสในสถาณการณ์ที่เอื้ออำนวยมากกว่าเป็นการวางแผนยุทธศาสตร์การปฏิวัติ อย่างไรก็ดีในหลายประเทศโลกที่สามช่วงยุค ค.ศ. 1960s และ 70s ยุทธศาสตร์นี้ถูกนำไปใช้โดยเหล่านายทหารหนุ่มๆ ความคิดก้าวหน้าที่มีความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียต

7. ยุทธศาสตร์การเมืองเลือกตั้งแบบติดอาวุธ

ตั้งอยู่บนทฤษฎีที่ว่าการยึดอำนาจส่วนหนึ่งเป็นไปได้ผ่านวิธีการทางกฏหมาย มีเงื่อนไขคือ มีการเคลื่อนไหวดิ้นรนของมวลชนขนาดใหญ่มากพอที่จะการันตีสิทธิเชิงประชาธิปไตยหลังจากการเลือกตั้ง โดยหลังจากยึดอำนาจผ่านกระบวนการทางประชาธิปไตยได้ส่วนหนึ่งเป็นก้าวแรกแล้ว อำนาจทางกฏหมายหนุนหลังโดยมวลชนที่ได้มาเมื่อเอาไปรวมกับทรัพยากรของกองกำลังปฏิวัติเองจะเป็นเครื่องมือในขั้นตอนการปฏิวัติขั้นต่อไปเพื่อยึดอำนาจรัฐเสร็จสมบูรณ์และมีพลังมากพอจะต่อกรกับปฏิกิริยารุกกลับของอำนาจรัฐเดิมที่จะทำรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจคืน หรือต่อกรกับการแทรกแซงจากภายนอกประเทศที่จะฉวยโอกาสในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้

กล่าวง่ายๆ คือองค์กรที่เลือกใช้ยุทธศาสตร์นี้ต้องมีศักยภาพทางทหารมากพอที่จะถือครองอำนาจที่ยึดมาได้ด้วยวิธีการทางกฎหมาย (ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยทางรัฐสภาหรืออะไรก็แล้วแต่) ในประเทศชิลี นายพลปิโนเช่ผู้นำรัฐบาลเผด็จการเสรีนิยมใหม่ทุ่มเทดิสเครดิตสมมติฐานยุทธศาสตร์นี้เพื่อไม่ให้ประชาชนสู้กลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ (เห็นได้จากที่ปิโนเช่ทำรัฐประหารรัฐบาลสังคมนิยมที่มาจากการเลือกตั้งของ ซัลวาดอร์ อะเย็นเด้ ผู้ซึ่งไม่สามารถต่อกรกับกำลังทหารของรัฐได้) แม้ว่ายุทธศาสตร์นี้จะประสบความล้มเหลวขั้นนองเลือดไปแล้วก็ตามเมื่อช่วงสงครามกลางเมืองออสเตรีย ปี 1934 ที่พรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตย (ซึ่งมีความชอบธรรมทางกฏหมายในรัฐสภาออสเตรียอยู่แล้ว) พยายามใช้กำลังรบกึ่งทหารต่อกรกับกำลังทหารของสาธารณรัฐออสเตรียที่หนึ่ง

8. ยุทธศาสตร์โฟกัส หรือโฟโคอิสซึม (The Focoist Strategy; คำว่า foco ในภาษาสเปนแปลว่า focus)

เป็นทฤษฎีที่เกิดจากการอ่านและรวบรวมประสบการณ์จำเพาะของการสู้รบแบบกองโจรช่วงปลายทศวรรษที่ 1950s และต้น 1960s ในทวีปละตินอเมริกาและประเทศคิวบา นักทฤษฎียุทธศาสตร์โฟกัส Regis Debray จัดให้สหาย เช เกวาร์ร่า เป็นผู้ปฏิบัติใช้ยุทธศาสตร์สำนักนี้คนสำคัญ โดยลักษณะหลักของยุทธศาสตร์นี้คือการปฏิวัติจะเน้นหนักการใช้ฐานปฏิบัติการชนบทเคลื่อนที่สำหรับการรบแบบกองโจร ซึ่งโฟโกอิสซึมไม่ได้ถูกกำหนดมาให้นำไปใช้เป็นสากลได้ และจำกัดอยู่ในบริบทของสังคมละตินอเมริกาที่ในตัวเมืองเป็นสังคมทุนนิยมแต่ในชนบทเป็นสังคมศักดินาแบ่งกันเห็นได้ชัด ทำให้กองกำลังปฏิวัติไม่สามารถก่อตั้งอาณาเขตอิสระ (liberated zones) ตามยุทธศาสตร์สงครามประชาชนในข้อ 5 ข้างต้นได้ ในทางทฤษฎีแล้วฐานปฏิบัติการกองโจรเคลื่อนที่ต่างๆ จะขยายขนาดและพัฒนารวมกันกลายเป็นกองทัพประชาชน (ซึ่งไม่มีที่ตั้งถาวร) จนสามารถปิดล้อมตัวเมืองต่างๆ ได้ จนกระทั่งรัฐบาลปัจจุบันถูกโค่นล้มจากภายในโดยคนงานในเมืองที่ไม่พอใจจนประท้วงหยุดงานทั่วประเทศ บทบาทของชนชั้นกรรมาชีพในยุทธศาสตร์นี้ก่อนจะถึงจุดประท้วงหยุดงานจำกัดอยู่เพียงให้การสนับสนุนกองโจรในชนบท ไม่มีส่วนร่วมหลักในกระบวนการ

9. ยุทธศาสตร์การกบฏสมัยใหม่ (The Neo-Insurrectionary Strategy)

ยุทธศาสตร์นี้เกิดขึ้นหลังจากความสำเร็จของการปฏิวัติประชาชนในประเทศนิการากัวนำโดยกลุ่มแนวหน้าประชาชาติปลดแอก Sandanista (Sandanista National Liberation Front) ชัยชนะในนิการากัวทำให้กองกำลังปฏิวัติจำนวนหนึ่งทั่วโลกเลิกใช้ยุทธศาสตร์สงครามประชาชนบางส่วนหรือทั้งหมด และปรับมาใช้ยุทธศาสตร์นี้เพื่อเร่งให้การปะทะกับรัฐบาลปลายขึ้นโดยปลุกระดมให้เกิดการลุกฮือจากภายในตัวเมืองต่างๆ แทน การปรับใช้อย่างไม่ถูกต้องนี้นำไปสู่ความล้มเหลวในช่วงปี 80s ของกองทัพประชาชนใหม่ (New People’s Army) ซึ่งเป็นกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์ฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะบนเกาะมินดาเนา ในเวลานั้น NPA ละทิ้งยุทธศาสตร์สงครามประชาชนและฝืนผลักดันช่วงระยะสงครามจากยุทธศาสตร์เชิงรับ เป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกตอบโต้ หน่วยรบเล็กเคลื่อนที่ถูกจัดโครงสร้างใหม่เป็นกองพันแต่แกนนำจากพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่พร้อมที่จะบังคับบัญชาการทางทหารในรูปแบบใหม่นี้เพราะเป็นการบริหารแบบมีลำดับชั้นมากเกินไป ทำให้ไม่สามารถสู้กับกองทัพรัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ ในปี 1992 NPA จึงต้องหันกลับไปใช้ยุทธศาสตร์สงครามประชาชนอีกครั้ง

10. ยุทธศาสตร์การสงครามปฏิวัติแบบผสม (The PASS Strategy of Combined Revolutionary Warfare [CRW])

ถูกนิยามและนำไปใช้โดย Mahir Çayan และผู้ก่อตั้งอื่นๆ ของ แนวหน้า/พรรคประชาชนปลดแอกประเทศตุรกี (THKP-C) มีองค์กรอื่นในช่วงยุค 70s และ 80s ที่รับยุทธศาสตร์นี้ไปใช้ เช่น กลุ่มซ้ายปฏิวัติ (Dev Sol), กลุ่มเส้นทางปฏิวัติ (Dev Yol), หน่วยข่าวโฆษณาชักชวนมาร์กซิส-เลนินนิสท์ติดอาวุธ (MLSPB), แนวหน้าปฏิวัติของประชาชน (THKP-C/ People’s Revolutionary Vanguards) เป็นต้น ในทางทฤษฎียุทธศาสตร์นี้ยึดการสู้รบแบบกองโจร(เป็นหลัก) ผสมกับการต่อสู้(เป็นรอง) ทางการเมือง, ทางเศรษฐกิจ, ทางกระบวนการประชาธิปไตย, และทางอุดมการณ์ควบคู่กันไป จนกระทั่งถึงเวลาเหมาะสมเปลี่ยนยุทธวิธีทั้งหมดเป็นการสงครามตามจารีต ยุทธศาสตร์ PASS แบ่งได้เป็นสามระยะ ดังนี้

  • เริ่มจากการจัดตั้งกองโจรเมือง
  • กองโจรจากในเมืองกระจายไปทั่วประเทศและจัดตั้งกองโจรชนบทขึ้นมาคู่ขนาน การปฏิบัติการของกองโจรทั้งสองประเภทไม่เหมือนกันและมีความสำคัญต่างกัน กองโจรชนบทสามารถถอยทัพและเสริมกำลังได้โดยการเกณฑ์กำลังจากชาวบ้านเป็นระยะๆ ในขณะที่กองโจรในเมืองไม่สามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่เกินจำนวนหนึ่งได้ หลังจากปฏิบัติการก็ต้องแยกย้ายกันกลับสู่ฐานที่ตั้งลับที่กระจายกันอยู่หลายที่ ทำให้ไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์โดยตรงต่อเนื่องกับมวลชนได้
  • เปลี่ยนกำลังกองโจรให้กลายเป็นกองทัพประจำการ

11. ยุทธศาสตร์การสงครามปฏิวัติยืดเยื้อ

ถูกนิยามและนำไปใช้โดยองค์กรคอมมิวนิสต์ในทวีปยุโรป ตั้งอยู่บนพื้นฐานสงครามประชาชนของเหมาเจ๋อตงแต่แตกต่างกันตรงที่ไม่มีการใช้กองโจรชนบท หรือยุทธวิธีการปิดล้อมเมืองจากภายนอก โดยแทนที่จะใช้อาณาเขตอิสระเปลี่ยนเป็นการใช้เครือข่ายแฝงตัวอยู่ในองค์กรมวลชนต่างๆ เช่น ในสหภาพแรงงาน และอื่นๆ, ให้ความสำคัญกับวิธีการติดอาวุธเป็นโฆษณาชักชวน (Armed Propaganda คือ การติดอาวุธปฏิบัติการรุนแรงกับทรัพย์สินและบุคลากรของรัฐและชนชั้นปกครองและในขณะเดียวกันกระจายข่าวตามแพลตฟอร์มสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ของพรรค หรือการประกาศสาธารณะเพื่ออธิบายเหตุผลและวัตถุประสงค์ของแต่ละปฏิบัติการ เป็นการคงตัวอยู่ในสื่อ ทำให้สามารถชักชวนมวลชนในส่วนที่ตื่นตัวทางการเมืองแล้วส่วนหนึ่งมาสนับสนุน) , รวมไปถึงการจัดรูปแบบความสัมพันธ์องค์ใหม่ระหว่างส่วนรับผิดชอบงานที่เกี่ยวกับพรรคและส่วนรับผิดชอบงานทางทหาร เช่น ปฏิเสธการแยกตัวกันอย่างชัดเจนระหว่างตัวพรรคคอมมิวนิสต์และกองทัพแดงซึ่งเป็นโครงสร้างองค์กรตั้งแต่ยุคเหมาเจ๋อตง ปรับเปลี่ยนเป็นพรรคที่พร้อมสู้ (Fighting Party) และอื่นๆ

11 ยุทธศาสตร์ที่กล่าวไปนี้สังเกตได้ว่าสามารถแบ่งเป็น 2 จำพวกใหญ่ๆ (หรือมี 2 จำพวกนี้ผสมผสานกันภายในหลายอัตราส่วน) คือ ยุทธศาสตร์การกบฏ (เป้าหมายคือการทำให้สถานการณ์บานปลายเพื่อเอาชนะรัฐบาลในการต่อสู้ครั้งสุดท้ายครั้งเดียว) และยุทธศาสตร์กองโจร (ใช้การต่อสู้ย่อยๆ หลายๆ ครั้ง) โดย 2 จำพวกใหญ่นี้ แต่ละอันก็มีข้อผิดพลาดการปฏิบัติภายในที่ออกนอกลู่นอกทางของมันอยู่ที่เราต้องระวังไว้ คือ 1. การปฏิบัติเบี่ยงขวา (right-wing deviation) ที่เกิดขึ้นในยุทธศาสตร์การกบฏ ซึ่งจะมีบุคคลหรือกลุ่มบางส่วนในการเคลื่อนไหวโดยรวมที่เป็นพวกฉวยโอกาส ชอบเลื่อนการปะทะไปเรื่อยๆ ไม่ยอมเผชิญหน้ากับอำนาจรัฐสักที 2. การปฏิบัติเบี่ยงซ้าย (left-wing deviation) ที่เกิดขึ้นในยุทธศาสตร์กองโจร คือกองกำลังที่ปฏิบัติไม่ยอมเสียเวลา เสียแรงทำงานเชื่อมความสัมพันธ์กับมวลชน สักแต่จะปฏิบัติการอย่างเดียว (ถ้าแม้แต่รัฐไทยยังสามารถ “สร้าง” ความสัมพันธ์กับชาวบ้านในท้องถิ่นชนบทได้ด้วยการลงพื้นที่ของกองทัพบกและโฆษณาชวนเชื่อ แล้วฝ่ายคณะปฏิวัติมีข้ออ้างอะไรที่จะไม่ทำสิ่งนี้?)

 


เนื้อหาแปลและเรียบเรียงจาก บทที่ 9 ของ Categories of Revolutionary Military Policy เขียนโดย T. Derbent (April 2006) ฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Kersplebedeb

ยกเลิกเมืองหลวง

ยกเลิกเมืองหลวง

ผู้เขียนและภาพประกอบ Karuna Tilapaynat
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

ผบ.ตร.: “ที่บ้านไม่มีรถไฟฟ้าใช่ไหมพาลูกน้องมาดูรถไฟฟ้าชอบไหม?”

เจ้าหน้าที่: “ชอบครับ”

ผบ.ตร.: “คราวหน้ามาอีกไหม?”

เจ้าหน้าที่: “นายสั่งก็มาครับ”

บทสนทนาที่แฝงด้วยอารมณ์ขัน + ดูถูกดูแคลนของ ผบ.ตร ยศพลตำรวจเอก กับ ตำรวจจากต่างจังหวัด หลังจากการสลายชุมนุมของคณะราษฎรบริเวณแยกปทุมวัน การกระทำนี้สวนทางกับอารมณ์โกรธแค้นของกลุ่มผู้ชุมนุมคณะราษฎรและผู้ติดตามข่าว นำไปสู่มุขตลกขบขันที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในโลกอินเตอร์เน็ต “ที่บ้านไม่มีรถไฟฟ้า”

นี่เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างจากหลายๆ เหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศนี้ อันเป็นผลพวงจากการเป็นรัฐรวมศูนย์มากเกินไปทั้งในเรื่องของการรวมศูนย์ทางอำนาจและเศรษฐกิจ ซึ่งถ้าจะให้เขียนว่ามันส่งผลให้เกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้าง บทความนี้ก็คงยาวเกินไปจนอ่านสามวันสามคืนก็คงไม่จบ อยากให้ท่านลองมาคิดกันเล่นๆ ว่ามันทำให้เกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้าง????

เมื่อการรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่เมืองหลวงมากเกินไปจนเกิดความรู้สึกว่าการเป็นรัฐแบบนี้มันมีปัญหาในตัวเอง แล้วเราจะทำอย่างไรให้เกิดการกระจายอำนาจมากขึ้นได้บ้างนะ? จะย้ายเมืองหลวงหรอ??? แต่การย้ายเมืองหลวงไปที่อื่นเช่นนั้นมันก็เป็นการสร้างศูนย์รวมอำนาจแห่งใหม่ขึ้นมาแทนน่ะสิ!!! เราเคยลองถามคำถามกับเพื่อนคนหนึ่งว่า

“นี่ๆ มีข่าวกรุงเทพจะจมน้ำในอนาคตอันใกล้?? ถ้าต้องย้ายเมืองหลวงอยากให้เมืองหลวงไปอยู่ตรงไหน?”

“อยากให้ทุกๆ ที่เป็นเมืองหลวงเลยจะได้ไหมอะ?”

คำตอบของเราอาจจะดูเหมือนเพ้อฝัน ดูเป็นไปไม่ได้ ดูเป็นโลกในอุดมคติ ยูโทเปีย สวนทางกับระบบการปกครองของโลกที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน แต่เรากลับรู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก เพราะอดีตโลกเรานั้นก็เคยผ่านจุดที่ไม่มีประเทศ ไม่มีรัฐ ไม่มีเมืองหลวง

การจินตนาการถึงระบบการปกครองแบบรัฐที่ไม่มีเมืองหลวงอาจดูเป็นไปไม่ได้ในโลกความเป็นจริง แต่หลายประเทศมีลักษณะของความเป็น Capitalless Country ไม่ว่าจะประเทศที่มีขนาดเล็กหลายๆ ประเทศที่มีเมืองเดียวในลักษณะ City-states เช่น Singapore, Vatican, Monaco หรือประเทศที่มีลักษณะ Countries with no cities ซึ่งเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรน้อยมาก อย่างเช่น Nauru, Tavalu  แม้ประเทศตัวอย่างที่ยกมานั้นมีลักษณะพิเศษในตัวมันเองทั้งขนาดหรือจำนวนประชากร แต่ก็ยังมีอีกประเทศหนึ่งนั้นก็คือ Switzerland ที่มีขนาดและประชากรเทียบเท่ากับประเทศอื่นๆ แต่ Switzerland กลับไม่มีเมืองหลวงอย่างเป็นทางการ

“ยกเลิกเมืองหลวง” อาจจะฟังดูแล้วไม่รู้ว่ามันคืออะไร? ยกเลิกไปทำไม? เพื่ออะไร? ต้องการอะไร? เอาจริงๆ ก็ยังไม่รู้ว่าจะนำไปสู่จุดไหน แต่เราก็พยายามทดลองแตะขอบเขตของความสามัญ ความปกติ ความเป็นไปได้ต่างๆ เพื่อให้เกิดการพูดคุยถึงทั้งสิ่งที่เป็นปัญหา และไม่เป็นปัญหาในภาวะที่สังคมกำลังมีแรงผลักดันที่นำไปสู่สิ่งต่างๆ ………

“การที่คนจะเท่ากัน เมืองก็ควรจะมีฐานะเท่ากันด้วย”

Centralised Thailand

Thailand Horizontal Fused

Pluralised Thailand

Thailand Vertical Fused

ร่วมพูดคุย

ผู้เขียน Pathompong Kwangtong
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

วันนี้ผู้เขียนบทความจากทางบ้านส่งบทความขนาดสั้นมาเพื่อต้องการสนทนาแลกเปลี่ยนกับทีมงานและมิตรสหายผู้อ่านทั้งหลาย บทความนี้ผู้เขียนบอกเองว่าไม่ได้ให้คำตอบใดๆ อย่างชัดเจนถึงคำถามที่เขาได้ตั้งไว้ในตอนท้าย กระนั้นผมกลับคิดว่าตัวบทความเองได้ตอบคำถามเหล่านั้นไปแล้วบางส่วน

ผู้เขียนเริ่มต้นด้วยบทสนทนาอันเป็นที่ฮือฮาในแวดวงสื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทยช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเมืองบนท้องถนนในปี 2020 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป แล้วต่อด้วยการเสนอเป็นนัยว่าบทสนทนานี้ชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของราชอาณาจักรไทยอันเป็นที่รักยิ่งของชนชั้นปกครองทั้งหลาย จากนั้นจึงพูดถึงข้อเสนอเรื่องการยกเลิกเมืองหลวงแล้วพาไปตระเวนตามประเทศขนาดเล็กต่างๆ จนมาจบที่สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศเล็กๆ ในยุโรปซึ่งไม่มีเมืองหลวง สุดท้ายก็โยนหินถามทางมายังผู้อ่านทุกท่านให้ช่วยกันขบคิดเรื่องนี้ต่อถึงความเป็นไปได้ของข้อเสนอนี้

หากทุกท่านติดตามแฟนเพจเฟสบุ๊คของเราอยู่ก็น่าจะพบโพสต์ที่เราลงรูปป้ายประกาศขนาดใหญ่อันปรากฏข้อความว่า ‘ยกเลิกเมืองหลวง’ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ใหม่ ใหม่ขนาดที่ว่าตำรวจก็คงไม่รู้จะหาหนทางจัดการอย่างไร ไม่เหมือนครั้งที่พูดถึงสหพันธรัฐไทที่อำนาจรัฐไทยมิอาจยอมให้ตั้งคำถามกับรูปแบบของรัฐได้แม้แต่น้อย  สิ่งที่ขบวนการในครั้งนี้แตกต่างออกไป คงเป็นเพราะการยกเลิกเมืองหลวง เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคิดถึง และผลกระทบที่ตามมาจะเป็นเช่นไร การยกเลิกเมืองหลวงมีส่วนคล้ายกับการพูดเรื่องสังคมคอมมิวนิสม์ไม่มากก็น้อย มากตรงที่ดูเป็นไปไม่ได้ น้อยตรงที่อย่างหลังมันล้มเหลวไม่เป็นท่ามาแล้วในศตวรรษที่ 20 ส่วนอย่างแรกนั้นแทบไม่มีใครเขากล่าวถึงกันมาก่อน อย่างน้อยก็ในประเทศไทยที่แสนสวยงามของเรา

การพูดถึงสหพันธรัฐไทเป็นสิ่งที่ชนชั้นปกครองที่เสวยสุขอยู่ในระบบรัฐเดี่ยวรวมศูนย์มิอาจทานทนได้ เพราะมันไปท้าท้ายความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจส่วนกลางซึ่งเริ่มสถาปนามาตั้งแต่ช่วงปลายสมัยระบอบเก่าของไทยจนกระทั่งทำให้เข้มแข็งเป็นปึกแผ่นได้ค่อนข้างสมบูรณ์ด้วยสงครามต่อต้านภัยคอมมิวนิสต์  สหพันธรัฐเองเป็นรูปแบบการปกครองที่มีใช้กันโดยทั่วไป ชนชั้นปกครองจึงคาดการณ์วิถีปฏิบัติและผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องใช้เซลล์สมองมากมายนัก ก่อเกิดเป็นความกลัว กังวล และต้องจัดการอย่างรวดเร็วตามมา

ทว่าการยกเลิกเมืองหลวงนั้นต่างออกไป การยกเลิกเมืองหลวงไม่ใช่ปรากฏการณ์ ข้อเรียกร้อง หรือขบวนการกระแสหลัก  ไม่เหมือนการเปลี่ยนรูปรัฐ ไม่เหมือนการแบ่งแยกดินแดน  การเรียกร้องให้ยกเลิกเมืองหลวงเป็นเสมือนการตั้งคำถามไปจนสุดทางถึงการอยู่ร่วมกันในสังคมการเมืองขนาดใหญ่มากกว่าเป็นโครงการทางการเมืองที่ชัดเจนและเป็นไปได้ในเดี๋ยวนี้ ตอนนี้  เมื่อพิจารณาเช่นนี้จึงไม่แปลกใจในน้ำเสียงของผู้เขียนที่ไม่ได้แสดงลักษณะปลุกเร้า หรือมั่นใจในข้อเสนอของตนเพื่อต่อยอดทางการเมืองอย่างทันทีทันใด การยกเลิกเมืองหลวงจะมองว่าเพ้อฝัน หรือกระทั่งประนีประนอมก็ได้ ทุกอย่างดูเหมือนการพูดลอยๆ ขึ้นในวงร่ำสุรา

อย่างไรก็ตาม ผมไม่คิดว่าสิ่งที่ผู้เขียนเสนอเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้แต่อย่างใด กลับกัน สำหรับผมซึ่งชื่นชอบรูปแบบการอยู่ร่วมกันในสังคมโรจาวานั้นคิดว่ามันเป็นข้อเสนอที่เข้าท่าเลยทีเดียว เพียงแต่มันคงเป็นเหมือนโครงร่างแกนกระดูกของความคิดที่รอคอยให้เราใส่อวัยวะและเนื้อหนังเข้าไป  มันสามารถเป็นโครงการในระยะเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมแบบอื่นๆ ได้  มันอาจเป็นโครงการทางการเมืองเพื่อการปลดปล่อยอย่างละมุนละม่อม ลดความบอบช้ำจากอำนาจรัฐรวมศูนย์ลงได้บ้าง และเป็นช่องทางการพูดถึงสังคมรูปแบบใหม่ๆ ที่รัฐมิอาจนำอำนาจเถื่อนมาปิดปากเราได้โดยง่าย

สุดท้าย เมื่อผู้เขียนเชิญชวนเช่นนั้นแล้ว ผมจึงอยากช่วยชวนผู้อ่านร่วมพูดคุยด้วยอีกแรง ไม่ว่าท่านผู้อ่านจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม เรามาช่วยกันขบคิด แชร์ต่อ คอมเมนต์ในเว็บไซต์ของเรา พูดถึงตามสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ หรือกระทั่งพูดคุยกับเพื่อนสนิทมิตรสหาย เพื่อแสดงพลังประชาธิปไตยออกมาให้ชนชั้นนำรู้ว่าอำนาจของประชาชนนั้นน่ากลัวเกินกว่าที่พวกท่านจะสูบเลือดเนื้อแรงงานประชาชนทั่วมหาราชอาณาจักรสยามแห่งนี้ไปใช้ขับเคลื่อนรถไฟฟ้าใกล้บ้านท่านเพียงอย่างเดียว