คอมมิวนิสม์อันมีชีวิตจากสำนึกของรากหญ้า (Abahlali baseMjondolo)

คอมมิวนิสม์อันมีชีวิตจากสำนึกของรากหญ้า (Abahlali baseMjondolo)

ผู้เขียน Quixote Joe
ผู้แปล Nalanda Maleeya Buatong
บรรณาธิการ Editorial Team

หมายเหตุ บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนก้าวหน้า โดย Common School


คอมมิวนิสม์อันมีชีวิตจากสำนึกของรากหญ้า (Abahlali baseMjondolo)

ในวันที่ 10 มีนาคมปี 2005 สหายชาวแอฟริกาใต้จากสลัมเคเนดี้โรด (Kennedy road) (เดอร์บัน, แอฟริกาใต้) ต้องตกตะลึงเมื่อพวกเขาเผชิญกับฝูงรถแทร็กเตอร์ดันดินเริ่มเข้าเคลียร์พื้นที่จัดสรรติดกับแหล่งที่อยู่อาศัยของพวกเขา แม้ว่ารัฐให้คำมั่นสัญญาว่าที่ดินนี้จะถูกใช้สำหรับการเคหะ แต่ไม่นานพวกเขาก็ค้นพบว่าแท้จริงพื้นที่นั้นจะถูกใช้เพื่อสร้างโรงอิฐ และเมื่อไม่เป็นไปตามคำมั่นสัญญา ผู้อยู่อาศัยในกระต๊อบทั้ง 750 คน ก็ทำการปิดทางหลวงหลักหกเลนใกล้ย่านธุรกิจหลักของเมือง ยื้อหยุดตำรวจไว้ได้สี่ชั่วโมงกว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ “คนยากจนสุดๆ ในหมู่คนจน” ท้าทายความชอบธรรมตามกฎหมายของรัฐบาลสมัชชาแห่งชาติแอฟริกา (ANC) ซึ่งถูกรู้จักกันว่าเป็นพรรคสังคมนิยม การเผชิญหน้าส่งผลให้ผู้อาศัยในสลัมถูกปราบและ 14 รายถูกจับกุม ในเดือนต่อมาการขับไล่และมาตรการกดดันได้เริ่มขึ้น แต่ก็ได้รับการต่อต้านอย่างแข็งขันจากชุมชนสลัมอื่นๆ ที่เริ่มตัดขาดการพึ่งพาจากรัฐบาลแอฟริกาใต้ และสร้างรูปแบบการปกครองของตนเองขึ้นมา เดือนตุลาคมในปีเดียวกันนั้นเอง 12 แหล่งชุมชนได้ร่วมจัดตั้งสมัชชาอิสระ โดยเลือกชาย 17 คนและหญิง 15 คนขึ่นมาเป็นผู้แทน และจัดตั้งขบวนการอิสระของตัวเอง ขบวนการนี้ถูกรู้จักในนาม “Abahlali baseMjondolo (AbM)” (ภาษาซูลูแปลว่า “ขบวนการชาวกระต๊อบ”) ซึ่งไม่นานก็พัฒนากลายเป็นชุมชนสมาพันธรัฐอิสระที่เน้นย้ำ ‘การเมืองแบบทำมือ (homemade politics)’ ที่ใครๆ ก็สามารถเข้าใจและสามารถค้นพบบ้านของตนเอง 

ขบวนการชาวกระต๊อบในแอฟริกาใต้เป็นกรณียกเว้น ที่มักพิสูจน์ให้เห็นถึงขบวนการอันมีชื่อว่าต่อต้านอาณานิคม หรือเป็นขบวนการสังคมนิยม/มาร์กซิสม์ นำโดยผู้นำไม่ธรรมดาประมาณเนลสัน แมนเดลา ที่ให้คำมั่นสัญญาต่อการปฏิวัติเปลี่ยนผ่าน แต่สุดท้ายก็เห็นสิ่งที่พยายามและใฝ่ฝันมาค่อยๆ เลือนหายไป เนื่องจากระบบรัฐการ (bureaucrats) ในอนาคตที่เน่าเฟะ และทุนนิยมที่ค่อยๆ แทรกซึมสู่ขบวนการ นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดจากแนวคิดบันดาลใจของเหล่านักปฏิวัติ แต่มาจากแนวคิดที่ว่า การปฏิวัติต้องดำเนินงานจากพวกแนวหน้า ซึ่งจะเข้าไปมีอำนาจรัฐและดำเนินนโยบายหลังจากนั้น ในกรณีนี้เอง เราจะเห็นคนที่ยังผลักดันการปฏิวัติ ค่อยๆ มีชนชั้นรัฐการ (bureaucratic class) ของตนเองขึ้นมา และไม่นานก็โอบรับนโยบายแบบเสรีนิยมด้วยอำนาจนำของทุนนิยมจากตะวันตก สุดท้ายทิศทางก็เป็นไปตรงข้ามกับแนวคิดปฏิวัติสังคมนิยมนั้นเสียเอง

แล้วเราก็เห็นผลที่ตามมาจากการเกิดขึ้นขององค์กรที่เหมือนกับอนาคิสต์ระดับรากหญ้า ก่อร่างจากผู้คนที่ก่อนเคยสนับสนุนขบวนการปฏิวัติสังคมนิยม แต่ภายหลังกลับกลายเป็นว่าฟ่อนเฟะไม่ต่างจากเจ้าอาณานิคมก่อนหน้านั้น ทำนองเดียวกับซาปาติสตา (EZLN) และโรยาวา (Rojava) ขบวนการ AbM ได้ตกลงกันว่าจะร่วมมือและมีโครงสร้างการปกครองแบบกระจายอำนาจ (การปกครองส่วนท้องถิ่นแบบเสรี) ซึ่งเป็นอิสระจาก ‘เงื้อมเงาที่ฟ่อนเฟะ’ ของรัฐบาลแห่งชาติและระบบทุนโลก มันเป็นความร่วมมือที่ทุกหัวข้อปัญหาจะถูกสนทนาอย่างเป็นทางการในการประชุมแบบเปิดทุกๆ สัปดาห์ บางหัวข้อพิจารณากันยาวจนบางครั้งต้องประชุมกันหลายครั้ง จนผู้เข้าร่วมแสวงหาฉันทามติกันได้ ผู้แทนก็จะส่งไปถามความเห็นแต่ละชุมชนตามลำดับ หากไม่สามารถแสวงหาฉันทามติได้ หัวข้อปัญหานั้นจะต้องโหวต พวกเขาเน้นย้ำการทลายอำนาจรวมศูนย์ ผู้แทนเทศบาลจะถูกเลือกมากจากแต่ละชุมชนถิ่นฐาน และทำหน้าที่เป็นผู้ประสานเชื่อมต่อแต่ละชุมชน พวกเขารับคำสั่งให้ตัดสินใจตามที่ตัดสินใจร่วมกันมาแล้ว มากกว่าจะตัดสินใจในนามขบวนการใดขบวนการหนึ่งหรือชุมชนใดชุมชนหนึ่ง พวกเขาเน้นย้ำการกระจายอำนาจเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่แต่ละชุมชนจะมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจทั้งในลักษณะที่อิสระและรวมกลุ่ม ซึ่งกลยุทธ์ทั้งสองแบบของระบบองค์กรนี้เองจะช่วยตรวจจับผู้ที่มีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการของพวกเขา ที่ว่าเมื่อมีเหตุกระทำการภายนอกเข้ามากำหนดบังคับชุมชน โครงสร้างการเอารัดเอาเปรียบและการครอบงำก็จะมีแนวโน้มจะพัฒนาตัวขึ้นมา อันนำไปสู่พฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์และยกตนว่าดีกว่าเหล่าผู้มีส่วนร่วมกันเอง ซึ่งเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมอย่างถึงรากเช่นนี้  

AbM ยังเน้นย้ำเรื่องการประชุมพบปะ ตั้งแต่สถาปนาตัวเองขึ้นมา การประชุมพบปะก็กลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการต่อสู้ของพวกเขา มันแทบจะเป็นแง่มุมเชิงพิธีกรรม มีกิจกรรมมากมายที่สานสามัคคีและรักษาความกล้าหาญในหมู่ชุมชน การประชุมพบปะมีทั้งดนตรี เต้นรำ และการระลึกถึงผู้ที่ตายไป เช่นเดียวกับการสนทนาตัดสินใจในทางเรื่องการเมือง เนื่องจากผู้อาศัยในสลัมส่วนใหญ่ยังคงนับถือศาสนา การประชุมพบปะจึงเริ่มขึ้นด้วยการสวดร้อง จากนั้นก็จะเป็นการอภิปรายอย่างจริงจังในหัวข้อปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ การสนทนาอภิปรายจะถูกขัดอยู่เนืองๆ ด้วยบทเพลงและจบลงด้วยการร้อง I am a Socialist โดยการประชุมพบปะนี้ได้กำหนดแนวทางที่เป็นภาระผูกพันสองประการหลัก นั่นคือจัดสร้าง “บ้านของคนจน” และความมุ่งมั่นต่อเรื่อง ‘การเมืองที่มีชีวิต’ ในด้านการจัดตั้งถิ่นฐาน “บ้านของคนจน” จะต้องคำนึงถึงความต้องการสร้างพื้นที่ที่ทุกคนได้รับความเคารพ จะไม่มีการโกหกและกินแหนงแคลงใจกัน ทุกชาติพันธุ์ เพศ กลุ่มคนอายุต่างๆ คนรวยและคนจน จะต้องรู้สึกปลอดภัยในพื้นที่นี้ เพื่อตนเองจะสามารถแสดงออกและความเห็นได้รับการเคารพ วิธีการนี้ช่วยผูกความคิดของคนในชุมชนเข้ากับหลักการที่ว่า ทุกคนล้วนสำคัญและควรค่าแก่การเคารพ ส่วน ‘การเมืองที่มีชิวิต’ อันเป็นข้อตกลงที่สองเป็นหัวใจหลักของ Abm เพื่อหลีกเลี่ยงการยึดติดรูปแบบและขจัดความเป็นลัทธิ ‘-นิยม’ (ภาษาทางวิชาการ) ที่ลอยตัวออกจากความเป็นจริง และส่วนใหญ่จะเป็นการให้อำนาจเพิ่มแก่พวกที่มีความรู้เฉพาะทางในโลกวิชาการ ข้อตกลงผูกพันในเรื่อง ‘การเมืองที่มีชีวิต’ คือการแสวงหาการพูดคุยและกระทำการที่มุ่งเน้นไปยังแนวคิดที่เป็นจริงและเป็นความต้องการของชุมชนเอง นี่ไม่ใช่การต่อต้านความรู้ แต่เป็นความรู้ที่ตอบโจทย์สถานการณ์จริง มากกว่าเพียงหลบอยู่ในภาษาที่ว่างเปล่า

Abahlali baseMjondolo

AbM ประสบความสำเร็จในการสร้างขบวนการและต่อต้านความพยายามของรัฐที่จะโยกย้ายชุมชนสลัมออกไป ในเดือนมิถุนายนปี 2021 ขบวนการมีสมาชิกมากขึ้นถึง 100,000 คน ขยับขยายเป็น 86 สาขาใน 5 จังหวัด พวกเขามีการประท้วงทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายอยู่เป็นประจำ เช่นมีการกระทำซึ่งหน้า (direct actions) อย่างการยึดครองที่ดินและติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นอิสระจากรัฐ อย่างเช่นระบบน้ำและไฟฟ้า รวมถึงมาตรการกฎหมายในเชิงกลยุทธ์เมื่อต้องต่อสู้ในศาล ในปี 2007 พวกเขาได้รับชัยชนะเรื่องรัฐบัญญัติสลัมควาซูลู-นาทาล (KwaZulu-Natal Slums Act) ที่พยายามบังคับให้เทศบาลต้องขับไล่ผู้อาศัยอยู่ในสลัมเมื่อเจ้าของที่ไม่สามารถทำได้ พวกเขายังคงเผชิญกับการควบคุมปราบปรามที่รุนแรง หนึ่งในเหตุการณ์รุนแรงที่สุดคือปี 2009 มีการโจมตีที่อยู่อาศัยเขตถนนเคนเนดี้จากพวกอันธพาลที่ถูกจ้างวานโดยตำรวจท้องถิ่น อันธพาลปล้นบ้าน ข่มขู่ผู้อยู่อาศัย และทำให้คนนับพันไร้ที่อยู่ และอีกสองคนที่ถูกฆ่าตาย เร็วๆ นี้พวกเขายังคงเผชิญหน้ากับการขับไล่และกระสุนจริง แม้ว่าจะมีการระงับการขับไล่เนื่องจากโรคระบาดโควิด-19 อย่างไรก็ตาม พันธกิจของพวกเขายังคงต้องสานต่อ มุ่งมั่นในการเมืองของผู้คนที่แสวงหาการอยู่ใต้อำนาจรัฐไปสู่ภาคประชาสังคม และด้วยบริบทที่เฉพาะตัวของแต่ละแหล่งอาศัย เอาชนะในการเข้าถึงบริการของรัฐเช่นเรื่องน้ำ ไฟฟ้า ห้องน้ำ การกำจัดขยะ การศึกษา และสาธารณสุข    

“ทุกคนย่อมรู้ว่าพรรคคอมมิวนิสต์แบบสตาลินทั่วโลกนั้นทำหน้าที่ปกป้องรัฐที่ต่อต้านการต่อสู้ของประชาชน นี่เป็นเรื่องจริงในบูดาเปสต์ปี 1968 ในปารีสปี 1968 และเป็นจริงในตอนนี้ที่กัลกัตตา เราไม่ได้ต่อต้านคอมมิวนิสต์ เราอยู่เพื่อคอมมิวนิสต์ที่มีเลือดเนื้อและชีวิต เราอยู่เพื่อคอมมิวนิสต์ที่เกิดขึ้นมาจากการต่อสู้ของคนธรรมดา ก่อเป็นรูปเป็นร่าง และเป็นของคนธรรมดาสามัญชน เราอยู่เพื่อคอมมิวนิสต์ที่สร้างมาจากรากฐานของชนชั้นล่าง เราอยู่เพื่อคอมมิวนิสต์ซึ่งที่ดินและความมั่งคั่งถูกแบ่งปันและจัดการอย่างเป็นประชาธิปไตย ไม่ว่าจะพรรคหรือกลุ่มหรือเอ็นจีโอใดๆ ที่ประกาศจากด้านบนว่าเป็นกองหน้าของการต่อสู้ของประชาชน ประชาชนต้องยอมรับอำนาจตามหน้าที่ของตนนั้น ก็ล้วนแต่เป็นศัตรูของการต่อสู้ของเหล่าประชาชนเอง ความเป็นผู้นำนั้นคือสิ่งที่ได้รับมาและไม่มีทางอยู่ได้ถาวรมันไม่สามารถประกาศจากเบื้องบนได้ มันจะคงอยู่ตราบเท่าที่การต่อสู้ของชุมชนได้เลือกที่จะฝากความหวังไว้กับโครงสร้างใดโครงสร้างหนึ่ง บ่อยครั้งก็มีอยู่มากมายที่ความชอบธรรมและโครงสร้างประชาธิปไตยได้รวมอยู่ในขบวนการการต่อสู้เดียวกัน แหละนั่นคือเหตุผลที่ทำไมเรายังคงยืนยันว่า ความเป็นอิสระขององค์กรประชาธิปไตยของคนจนนั้นจะต้องได้รับการเคารพและยอมรับ”

สากลนิยมของเหล่าสตรีเพื่อการต่อต้านปิตาธิปไตยระดับโลก

สากลนิยมของเหล่าสตรีเพื่อการต่อต้านปิตาธิปไตยระดับโลก

ผู้เขียน Dilar Dirik นักกิจกรรมในขบวนการเคลื่อนไหวผู้หญิงชาวเคิร์ด
ผู้แปล/เรียบเรียง sirisiri
บรรณาธิการ Editorial Team

หมายเหตุ บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่ Roar Magazine
บทแปลได้รับการสนับสนุนจากกองทุนก้าวหน้า โดย Common School

บทนำ [ผู้แปล]

 ช่วงแรกนั้นแนวทางสตรีนิยมเคลื่อนไหวโดยมี “เพศหญิง” เป็นตัวแทนสำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อมุ่งสู่ความเสมอภาคภายใต้พื้นที่ความเป็น หญิง/ชาย ทว่าในกระแสความคิดดังกล่าวได้ถูกพัฒนาและเผยให้เห็นเรือนร่างอื่นๆ ที่ถูกกดข่มไว้เพราะความผิดแผกจากกัน ผู้คนตระหนักรู้มากขึ้น บ้างพยายามปลดปล่อยตัวตนออกจากกรงในรูปแบบความเพิกเฉยที่มีต่อการดำรงอยู่ของพวกเขาเอง ทั้งก้าวพ้นไปไกลจากชื่อเรียกอันเป็นเส้นแบ่งทางเพศกำเนิดของผู้ร่วมขบวนการแต่แรกเริ่ม

Feminism ไม่สามารถหมายความถึง “ผู้หญิง” หรือการต่อสู้ของเพศหญิงเท่านั้นอีกต่อไป ขบวนการดังกล่าวเปิดพื้นที่ความเข้าใจที่อยู่เบื้องหลังกลไกอำนาจแบบปิตาธิปไตยซึ่งซ่อนอยู่ เช่น เงาคล้ายร่างมนุษย์เป็นตัวแทนของความจริงที่ขาดพลวัตลักลั่นแต่กลับมีเส้นแบ่งชัดเจนเหมือนกับสภาวะคู่ตรงข้ามอย่าง หญิง-ชาย ขาว-ดำ ดี-ชั่ว ถูก-ผิด เป็นตัวแทนของความเสร่อ ความอยุติธรรม ความน่าสมเพช และที่สำคัญที่สุดคือการเพิกเฉยต่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์อย่างสากล

‘บุตรของกษัตริย์บรรดาลลาภยศแก่มารดาของตน’ ‘ผู้ประกอบการน้อยใหญ่ใช้แม่บ้านหรือพ่อบ้านที่ดีเป็นสวัสดิการชั้นเลิศแก่ลูกจ้าง โดยไม่ต้องออกตัวสนับสนุนแต่อย่างไร’ ‘ผู้หญิงไม่เก่งเลข’ ‘เมื่อมีความคิดที่ถูกต้องบริบูรณ์แล้วเท่านั้นจึงควรแก่การปฎิวัติ’ ‘ฉันจะไม่ทำอย่างนั้นเพราะฉันดีกว่าเขา’ ‘ว่ากันตามกฎหมาย’ ‘เราไม่ยุ่งเรื่องการเมือง’

หลักการหรือคำอธิบายต่างๆ จากโลกที่ชายเป็นใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนามของทุนนิยมในปัจจุบันดำเนินไปทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังความรับรู้ของมนุษย์ ไม่ใช่แค่ในร่างกายของผู้ชาย แต่มันยังแทรกตัวอย่างเงียบเชียบทว่าทรงพลังคล้ายกับรากของต้นไม้ที่ชอนไชเข้าหาแหล่งแร่ธาตุอันอุดมสมบูรณ์อยู่ในผืนโลก ในที่นี้เป็นโลกทัศน์เปรียบแหล่งอาหารสำคัญของต้นไม้ รากนั้นรับรู้ได้เองว่าจะต้องไปที่ไหนเหมือนธรรมชาติอันลี้ลับล้วนมีวิธีของมัน เป็นกฎธรรมชาติที่อนุญาตให้อะไรมีค่าได้ และอะไรไม่มีค่า

เราต่างสลับไปมาระหว่างความเป็นนักเรียน เป็นข้าราชการ เป็นลูก เป็นเพื่อน เป็นฟรีแลนซ์ ชาวต่างชาติ ชาวไทย ชาวพุทธ ชาวคริสต์ อิสลาม หรือชาวโลก หรือเป็นหลายอย่างพร้อมๆ กัน แท้จริงแล้วเรา “ควร” ดำรงอยู่ในสภาวะใด มนุษย์รับรู้จริงๆ หรือ ว่าคนที่อยู่ต่างอำเภอเป็น “พวกเดียวกัน” ผ่านภาพร่างโครงข่ายที่ทอดไกลออกไปในความทรงจำที่อ้างอิงกับรูปถ่ายทางภูมิศาสตร์บอกเล่าอาณาเขตของรัฐที่ไกลออกไปเกินเอื้อมถึงได้นำพาความคิดของมนุษย์เข้าไปสำรวจอะไรได้มากกว่าศีลธรรมของคนดีหรือไม่ ความเป็นเราของเรานั้นมีความหมายต่อเราทุกคนที่ล้วนแตกต่างกันอย่างไรและมากน้อยเพียงใด คำถามอาจไม่ใช่ว่าเราควรมองไกลแค่ไหน แต่เรามองเห็นอะไรแล้วบ้าง

การเมืองเรื่องเพศที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบันยิ่งทำให้นึกถึงคำอธิบายของ สุจิตต์ วงษ์เทศ ซึ่งเผยให้เห็นความเป็นเพศที่เกี่ยวข้องกับปูมประวัติศาสตร์ก่อนการถือกำเนิดขึ้นของรัฐชาติ หรือก่อนความเป็นไทยในปัจจุบันทีขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้นผ่านคติผีและพุทธ (ซึ่งเกิดขึ้นเช่นเดียวกันกับโลกตะวันตกในคริสต์ศาสนา) และแน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นแค่ความเชื่อทางศาสนา แต่ยังสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมือง ซึ่งท่านได้รวบรวมไว้เป็นจำนวนมาก และสามารถใช้เริ่มต้นเพื่อเข้าไปสำรวจสมรภูมิทางเพศว่าแท้จริงแล้วความเป็นหญิง/ชาย ตามขนบประเพณีที่ขาดๆ เกินๆ ในปัจจุบันนั้นกดทับความเสมอภาคของเราไว้อย่างแยบยลเพียงใด

 ปล. บทความแปล/เรียบเรียง ชิ้นนี้ มีการใช้สำนวนและคำของผู้แปลผสมปนเปเข้าไปเพื่อให้ผู้อ่านชาวไทยสามารถอ่านได้เข้าใจยิ่งขึ้น ผู้แปลไม่ได้แปลตรงตามต้นฉบับทั้งหมด หากมีข้อผิดพลาดอันใดก็ขออภัยมาในที่นี้ และยินดีรับคำติชมทุกประการ


สากลนิยมของเหล่าสตรีเพื่อการต่อต้านปิตาธิปไตยระดับโลก

การต่อสู้กับระบอบปิตาธิปไตยไม่ว่าจะโดยมืออาชีพ หรือมือสมัครเล่น ประสบการณ์เหล่านั้นล้วนทับถมนำไปสู่เครือข่ายที่แยบยลราวสายใยของโชคชะตาซึ่งเชื่อมต่อความรับรู้ของผู้คนจากเบื้องหลัง ภาพฝันที่เป็นเพียงฉากหน้าของสังคมที่แสนสมบูรณ์พูนสุขได้เผยให้เห็นว่าระหว่าง “อำนาจที่กดขี่” และ “วิถีปฎิวัติ” นั้นมีเพียงเส้นแบ่งแสนพร่าเลือนขวางกั้น ความสัมพันธ์อันอุดมไปด้วยความซับซ้อนที่มากกว่าแนวทางของคู่ตรงข้ามทั้งยังซ่อนตัวอยู่ภายใต้สามัญสำนึกของเรา

รัฐที่มองไม่เห็นสตรีเพศ

ราวกับธรรมชาติได้สรรสร้างขึ้น สังคมถูกจัดแบ่งเป็นลำดับชั้นทางอำนาจที่แน่นอนและเข้มงวด ธรรมชาติได้เชิดชูเป้าหมายของของเพศชายเป็นอุดมการณ์เพียงหนึ่งเดียว ทั้งทางเศรษฐกิจ และอำนาจนำทางการเมือง พร้อมกับที่ผลักไส “ผู้หญิง” ออกไปจากพื้นที่ต่อรองนั้นอย่างกระตือรือร้น ธรรมชาติดังกล่าวได้บิดเบือนสิ่งที่ควรจะเป็นความเสมอภาคของสตรีให้กลับกลายเป็น ข้อห้าม ศีลธรรม คอยกล่อมเกลาว่าผู้หญิงนั้นเป็นสมบัติของเพศชาย และพวกเขาไม่เคยเล่าถึงการต่อต้านของเหล่าสตรีที่ถูกกดขี่ ทั้งจลาจลที่ไม่มีอะไรจะเสียของพวกเธอ

วิธีการเช่นเดียวกับที่ใช้กดข่มความเป็นหญิงมีความคล้ายคลึงกับความรุนแรงที่ชาวอาณานิคมต้องประสบเมื่อเจ้าอาณานิคมเข้าแทรกแซง ไม่เพียงแค่ตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนผ่านการทำให้ผู้ชายกลายเป็นผู้ถือสิทธิ์เด็ดขาดในเรือนของตน แต่ยังสร้างความเป็นศัตรูซึ่งกันและกัน และส่งเสริมความรุนแรงเทียมระหว่างพวกเขา โดยการปิดกั้นอำนาจต่อรองโดยเสมอภาคที่มีแต่เดิม ทำให้เพื่อนบ้านไม่สามารถสื่อสารหรือแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ในพื้นที่ซึ่งเคยต้องพึ่งพิงกันผ่านกลไกที่ถูกจัดแจงไว้แล้วแต่เดิม และนี่คือการแบ่งแยกเพื่อปกครอง (divide and rule) คือภาพย่อส่วนของโครงสร้างอาณานิคมขนาดใหญ่

ห้วงเวลานับศตวรรษท่ามกลางลัทธิชายเป็นใหญ่หล่อเลี้ยงและพัฒนาอุดมการณ์ของตัวเองไปด้วยความหมกมุ่นในครอบครัวเดี่ยวที่ตัดขาดออกจากชุมชน ประกอบเข้ากับการสนับสนุนให้ความรุนแรงนั้นกลายเป็นวิถีต่อรองโดยธรรมชาติของมนุษย์ ดังที่ ซิลเวีย เฟดริซี (Silvia Fedrici) และ มาเรีย มีส์ (Maria  Mies) วิพากษ์ไว้เกี่ยวกับลัทธิทุนนิยมและจักรวรรดินิยมว่า สิ่งนี้คือแกนกลางของระบอบปิตาธิปไตย ยิ่งมันแผ่ขยายอำนาจไปได้กว้างไกลเพียงใด ความเสมอภาคอันเป็นบ่อเกิดแห่งความเท่าเทียมระหว่างหญิงชาย ก็ยิ่งถูกทำลายในทุกๆ มิติ ปรากฏเป็นระบบสามัญสำนึกที่ลักลั่นประดักประเดิดเหมือนกับการสนทนาของคู่หญิงชายที่ผู้ชายถูกบังคับให้มี์สิทธิ์ในการพูดอยู่ฝ่ายเดียว

ในปัจจุบันนักเคลื่อนไหวและนักวิจัยในแนวเฟมินิสต์ได้ถกเถียงกันถึงความเชื่อมโยงระหว่างการกดขี่ทางเพศ ซึ่งส่งผลต่อกระบวนการคิดที่ละเอียดอ่อนโดยที่ตัวเราเองแทบไม่รู้ตัว การเฟื่องขึ้นของลัทธิชาตินิยมนั้นมีรากฐานจากการผลิตแบบปิตาธิปไตย เช่น การมีสิทธิธรรม การตกทอดแบบมรดกผ่านเครือญาติ แนวทางชาตินิยมทำให้ผู้หญิงสยบยอมเพื่อใช้พวกเธอเป็นดั่งตัวประกันของรัฐกระบวนการดังกล่าวที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในขณะที่โลกหมุนไปตามแนวทางอนุรักษ์นิยมมากขึ้นด้วยค่านิยม ฟักชิส1Fascist/Facism บทความนี้ผู้แปลจงใจใช้คำว่าฟักชิส โปรดจำไว้ว่ามันหมายความถึงฟาสซิสต์ และขวาจัดดัดจริตมักให้ความสนใจบนเรือนร่างทางอำนาจของผู้หญิง “จงปกป้องพวกเธอจากความงี่เง่าของพวกเธอเอง” ยังคงเป็นข้ออ้างของฝ่ายขวาที่ใช้เป็นอาวุธทางจิตวิทยา ทางวัฒนธรรม และทางร่างกาย ที่พวกเขาใช้กับสตรีเพศเสมอมา ซึ่งผลลัพธ์คือความสำเร็จที่ทำให้ผู้หญิงกลายเป็นนักประนีประนอมนิยมทุน (นักถอยคนละก้าวนิยมทุน)

กระแสแห่งจักรวรรดินิยม ตามมาด้วยทุนนิยมสงครามในปัจจุบันยังคงจ้องทำลายล้างสายใยที่ร่องแร่งซึ่งแฝงตัวอยู่ในความเป็นหญิงจากมุมมองของปิตาธิปไตย มันยังคงอธิบายได้ยากว่าใครเป็นเจ้าของ หญิง หรือชาย แต่การเผยตัวของมันมักมีความสัมพันธ์ของผู้คนเกี่ยวข้องด้วยเสมอ หรือมันอาจเป็นเสรีภาพที่มาพร้อมความเสมอภาคแม้จะขาดๆ เกินๆ ไปบ้าง พวกเขาไม่ได้รังเกียจผู้หญิงหรือการที่ผู้คนเท่าเทียมกัน เพียงแต่ว่าตัวตนบางอย่างที่สะท้อนอยู่ในความเป็นหญิงนั้นยังคงตามหลอกหลอนความเป็นจักรววรดินิยม ความเป็นทุนนิยมที่ถูกครอบงำโดยอะไรบางอย่างที่อยู่เบื้องหลังความเป็นชายที่อธิบายไม่ได้ว่าใครเป็นเจ้าของ

source: voiceofmargin.com, artist: latuff

สตรีนิยม อาณานิคม และสังคมนิยม ปิตาธิปไตย

ปัญหาติดหล่มสองประการของสตรีนิยมฝ่ายซ้าย

อาจจะเป็นปัญหาสำคัญทั้งของพวกหัวก้าวหน้า ขบวนการสตรีนิยม สังคมนิยมทั้งหลายที่แตกแขนงภายใต้แนวคิดปีกซ้าย เมื่อผู้หญิงเข้าร่วมในขบวนการเคลื่อนไหวทั้งเล็กและใหญ่ที่ผ่านมา ข้อเรียกร้องของพวกเธอมักถูกลดทอนความสำคัญอยู่บ่อยครั้ง และยิ่งเด่นชัดเมื่อผู้นำการเคลื่อนไหว (ที่เป็นผู้ชาย) เป็นผู้จัดลำดับความสำคัญเหล่านั้นเสียเอง อย่างไรก็ตามมันไม่ได้เกิดกับทุกๆ การเคลื่อนไหวจากแนวทางสังคมนิยมหรือทุนนิยม ทางเลือกนี้เป็นตัวอย่างของความยากในการขัดขืนต่อการกดขี่ข่มเหงทางความคิด ที่ทำให้ปัจเจกกลายเป็นศัตรูของตนเองและไม่ใช่เรื่องง่ายเลยหากต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

พวกอำนาจนิยมมักจะหลงใหลในแนวทางมนุษย์นิยมอย่างสุดโต่ง และหมกมุ่นกับมายาคติที่เชื่อมโยงแนวคิดแบบปิตาธิปไตยในระดับสามัญสำนึก ดังที่นักประวัติศาสตร์สตรีนิยมได้ชี้ให้เห็นว่ามายาคติระหว่าง “ชนชั้น” เป็นอะไรที่ต่างออกไปจาก “เพศ” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อแม้ทางกายภาพของเพศหญิง แรงงานของเธอถูกตีค่าให้ต่ำเข้าไว้ไม่ว่าจะโดยเหตุผลที่ว่า ร่างกายที่ไม่แข็งแรง ความเป็นแรงงานขาดคุณภาพ เพศแห่งความฟุ่มเฟือย หรืออะไรก็ตามเพื่อลดอำนาจต่อรอง ทำให้พวกเธอดูไร้ค่าภายใต้การรับรู้ผ่านโครงสร้างระดับชั้นอำนาจแบบทุนนิยม

ระบบความรุนแรงที่มีทั้งการเหยียดและความรุนแรงอื่นๆ ต่อเพศหญิงนั้นไม่แม้แต่จะปรากฏอยู่ในชั้นเรียนวิชาประวัติศาสตร์ จนถึงปัจจุบันมันได้ขยายตัวไปสู่มิติของความรักแบบหญิง-ชาย ครอบคลุมไปจนถึงความรักแบบครอบครัวและแผ่ไปสู่มิติของการดูแล ทำให้ผู้มีอำนาจนำในบ้านต้องสมาทานความเกลียดกลัวบาปกำเนิดที่ยึดโยงกับเรือนร่างของผู้หญิง เพราะการผลิตซ้ำอย่างยาวนานในระบอบปิตาธิปไตยควบคุมอำนาจทางวัฒนธรรมให้เบียดเบียนความเป็นหญิงโดยตรง เกิดเป็นความพิการเทียมที่ถูกฝังลึกลงไป เราจำเป็นที่จะต้องยกเลิกกระบวนการทางสังคมที่ทำให้ผู้หญิงตกไปสู่พื้นที่ชายขอบผ่านกระบวนการแบบสถาบันเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอย่างเสมอภาค ผ่านวิธีการที่มีลักษณะเป็นส่วนรวม (collectives)

การเคลื่อนไหวของดิลาร์ (Dilar) ในขบวนการปลดปล่อยเคอร์ดิสถาน (Kurdish freedom movement) เป็นตัวอย่างสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่ามันจำเป็นที่จะต้องรื้อทิ้งคติแบบปิตาธิปไตยซึ่งเป็นดั่งคุกชีวที่ตีกรอบความคิดให้ผู้คนไม่อาจสร้างสายใยเพื่อร่วมกันไปสู่การสร้างคติชนใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องและหลากหลายได้ ที่แตกต่างออกไปจากแผนที่แบบรัฐชาติ แทนที่จะตัดขาดทุกคนออกจากกันและผลักไสให้แต่ละคนต่างหมกมุ่นอยู่กับปัญหาหรือเรื่องส่วนตัว ไม่ก็ให้ทุกคนทำตามๆ กันไปทั้งหมดแบบเครื่องจักรที่ทวีคูณแต่ไร้การประยุกต์วางแผน ดังนั้นแล้วเสรีภาพที่มาควบคู่กับความเสมอภาคนั้นจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดเปลื้องพันธนาการจากอำนาจกดขี่ซึ่งมักง่ายทั้งหลายเหล่านี้

Alina (source: original article)

ในทางกลับกันปัญหาใหญ่ที่กำลังขยายตัวของลัทธิแม่ประนอม (นักนิยมสันติวิธีแบบทุน หรือลัทธิคลั่งการประนีประนอม) จากฝั่งเสรีนิยมทุนปัจเจกสุดโต่ง ที่ อรุณธตี รอย (Arundhati Roy) เรียกว่า การเมืองของมืออาชีพ (NGO-ization) ส่งเสริมแนวคิด “คนดี” เพื่อผลักดันปัญหาโครงสร้างไปเป็นปัญหาศีลธรรมส่วนตัวของปัจเจก

ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่เหตุบังเอิญที่นานาประเทศได้ถูกลัทธิเสรีประชาธิปไตยจากตะวันตกเข้ามาเคลมความสำเร็จและปรากฏเป็นองค์กรอิสระเพื่อสิทธิของผู้หญิงผุดขึ้นมากมาย (NGOs) ในถิ่นที่ตกเป็นเมืองขึ้นของเหล่าผู้สนับสนุนองค์กรดังกล่าวนั้นเอง มันมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลใช่หรือไม่ องค์กรเหล่านี้ได้กระตือรือร้นที่จะบรรเทาปัญหาโดยการใช้ใจสงบสยบความเคลื่อนไหว คล้ายกับการชักว่าวทางศีลธรรมเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดในปมปัญหาที่ควรจะถึงจุดแตกหัก

สังคมปัจจุบันคาดหวังที่จะเห็นผู้หญิงสร้างความภูมิใจในตนเองในแนวทางเดียวกับจักรววรดินิยม เสรีนิยมใหม่ “สู่” ความเท่าเทียมในตัวเอง หรือสาวๆ นิสัยเฟรนด์ลี่มีความเป็นมิตรช่างเจรจา ช่างประนีประนอม จุดประสงค์พิสดารของการเคลื่อนไหวเหล่านี้แสดงให้เห็นความสับสนงุนงงกับประเด็นที่ถูกฉกฉวยเบี่ยงเบนไปเป็นอย่างอื่นเพื่อส่งเสริมกำแพงของอัตลักษณ์ไปสู่ความเป็นวงกตเพื่อกีดกันผู้คนออกจากความเข้าใจเรื่องเสรีภาพที่ควบคู่ไปกับความเสมอภาค หรือประเด็นแองเจลิน่า โจลี่ ที่กลายไปเป็นแค่การฝันถึงชีวิตที่แยกขาดโดยสมบูรณ์ทางอัตลักษณ์

การฉกฉวยที่แสนพิศดารต่อประเด็นการต่อสู้ของผู้หญิงและความเท่าเทียมทางเพศนั้นแสดงออกมาผ่านบทความของการ์เดี้ยนเมื่อไม่นานมานี้ มันถูกเขียนโดยดาราฮอลลีวู้ดและทูตของสหประชาชาติอย่าง แองเจลิน่า โจลี่ กับเลขาธิการนาโต้ (NATO) เยนส์ สโตลเธนเบิร์ก (Jens Stoltenberg) บทความชิ้นนี้พยายามจะแสดงให้สาธารณชนเห็นว่านาโต้จะทำตามพันธกิจ “ตอบรับและคว้าโอกาสที่จะเป็นนักปกป้องสิทธิสตรีแนวหน้า”

เหล่าผู้นิยมปีกขวา อนุรักษ์นิยม และกลุ่มสตรีนิยมปิตาธิปไตย หรือพวกซ้ายอำนาจนิยมในโลกตะวันตกมักชูประเด็นการเมืองอัตลักษณ์ พวกเขาชอบความเปราะบางของความบริสุทธิ์ผุดผ่องในความเป็นสิ่งซึ่งไม่ลื่นไหล และไม่มีการตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงใดๆ

 คำว่า “การเมืองอัตลักษณ์” ถูกสร้างขึ้นในทศวรรษ 1970 โดยกลุ่ม Combahee River Collective ซึ่งเป็นกลุ่มนักเคลื่อนไหวสตรีเลสเบี้ยนผิวสีราดิคัล เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของเสรีภาพที่ควบคู่ไปกับความเสมอภาคเพื่อการปลดแอกตนเองและสังคมจากการกดขี่ พวกเขาใช้คำนี้เพื่อสื่อถึงการที่ตนเองโดนกดขี่ ไม่ใช่เพื่อการยกตัวเองเป็นศูนย์กลางในการเคลื่อนไหวโดยแยกอัตลักษณ์ออกจากปัญหาที่กว้างกว่านั้น เช่น ชนชั้นและสังคม คำๆ นี้ถูกใช้ในการเคลื่อนไหวที่มีฐานมาจากประสบการณ์การถูกกดขี่ เพื่อต่อสู้กับความเลวร้ายที่พวกเขาเคยเผชิญมาในหลายๆ ระดับ ทั้งชนชั้น ผิวสี เชื้อชาติ ความเป็นเลสเบี้ยน ผู้หญิง และอื่นๆ

ทว่าปัญหาที่ปรากฏในทุกวันนี้ไม่ควรเป็นปัญหาเรื่องการเมืองของอัตลักษณ์ แต่พวกเสรีนิยมมักจะบ่ายเบี่ยงและเกลียดกลัวแนวทางราดิคัล (Radical) ที่มักจะสวนทางกับทิศทางที่รากของทุนนิยมชอนไชไป เหล่าผู้นำสตรีผิวขาวที่พบได้ทั่วไปภายใต้รัฐทุนนิยมเสรีนิยม ไม่น่าแปลกใจที่พวกเธอมักเป็นผู้หญิงที่เกี่ยวดองกับชนชั้นสูง อีกทั้งยังนิยมการเหยียดเพศและเชื้อชาติ ด้วยเหตุนี้พวกเธอจึงได้เป็นตัวแทนของสตรีนิยมในสื่อของพวกลิเบอรัล แทนที่จะเป็นอาสาสมัครหญิงที่เสี่ยงตายต่อสู้กับความรุนแรงจากการเอารัดเอาเปรียบ ตำรวจ ทหาร หรือการกดขี่ครอบงำของรัฐดังกล่าว ที่อาจต้องแลกด้วยชีวิต

การเมืองอัตลักษณ์ของนักเสรีนิยมปัจเจกชน เปรียบเสมือนคุกวงกตที่ตัดขาดผู้คนออกจากกันอย่างสิ้นเชิง ปิดหูปิดตาและทำเหมือนว่าทุกอย่างกำลังไปได้ดี การเมืองไม่เกี่ยวกับเพศ การเมืองไม่เกี่ยวกับปัญหาปากท้อง การเมืองไม่เกี่ยวกับปัญหาความอยุติธรรมในสังคม ปัญหาของใครก็เป็นปัญหาของมันไม่มีโครงสร้าง ไม่มีอะไรเลยให้แก้ไข

ความเป็นสากล คือ ประชาธิปไตยทางตรง

ความล้มเหลวของขบวนการต่อสู้ในปัจจุบันคือการที่ไม่สามารถก้าวพ้นจินตกรรมที่ยึดโยงตัวเองเข้ากับคติชนรวมกลุ่มที่นอกเหนือไปจากความเป็นสายอาชีพ รัฐ ชาติ และอื่นๆ ไปได้จริงๆ เสียที ปัญหาที่ลัทธิเสรีนิยมประชาธิปไตย (แบบตัวแทน/มืออาชีพ) ได้โยนมาใส่พวกเราก็คือพวกเขาไม่ได้มองเห็นผู้คนหรือทุกคนอย่างที่เขากล่าวอ้าง และก็ไม่ได้สนใจที่จะเข้าใจอะไรมากไปกว่าที่เป็นอยู่ ภายใต้ร่มเงาของปิตาธิปไตยเช่นนี้ กลไกของมันก็ยังคงดำเนินไปเช่นเดิมแล้วมันก็จะผลักใครสักคนให้ตกลงเหว ในขณะที่ยืนนั้นกลับแคบลงเรื่อยๆ ในโลกแห่งอุตสาหกรรมที่บดย่อยทรัพยากรเพื่อไปเป็นกำไรระยะสั้นอย่างบ้าคลั่งนี้

กว่าร้อยปีที่ผ่านมา The Month of March (1908) ได้ถูกจัดตั้งโดยกลุ่มแรงงานสังคมนิยมสตรีให้เป็นวันแห่ง “สตรีสากล” เพื่อเชิดชูการต่อสู้อย่างเข้มแข็งของพวกเธอ ต่อมาเดือนมีนาคมก็กลายเป็นสัญลักษณ์วันสตรีสากลของขบวนการปฎิวัติในโรจาวา เพื่อรำลึกถึงสองสหายหญิงแอนนา แคมป์เบล  (Anna Campbell/Hêlîn Qerecox) นักปฎิวัติต่อต้านฟักชิสจากอังกฤษ และ อาลินา ซานเชส (Alina Sanchez/Lêgêrîn Ciya) นักเสรีนิยมสากลนิยมผู้ซึ่งเป็นบุคคลากรทางการแพทย์จากอาร์เจนตินา ได้สละชีวิตของพวกเธอในการปะทะกับทหารรับจ้างกับพวกปิตาธิปไตยฟักชิสและพวกทหารเช่าที่มาจากค่าจ้างในระบบทุนนิยมของพวกมัน

Anna (source: original article)

สามปีก่อนหน้านั้น ในเดือนมีนาคมปี 2015 เดียวกันนี้ ผู้เสียสละหญิงคนแรกในขบวนการโรจาวา คือ อิวานา ฮอฟฟ์มันน์ (Ivana Hoffmann) สหายเยอรมันผิวสี เสียชีวิตในการปะทะกับกลุ่มฟักชิสผู้นิยมการฆ่าและการข่มขืน ISIS ร่วมกับสหายอีกนับพันทั้งชาวเคิร์ด อาหรับ เติร์ก คริสเตียนซิริแอก อาเมเนียน และอื่นๆ สตรีทั้ง 3 เปรียบเสมือนผู้อุทิศการต่อสู้เพื่อมุ่งสู่ความเป็นสากลที่ได้เผชิญกับความรุนแรงที่แท้จริงของแนวทางระบอบปิตาธิปไตย ขณะที่เขียนบทความนี้ร่างของแอนนายังคงซ่อนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังในเมือง Afrin ของโรจาวา ซึ่งเป็นพื้นที่ในจักรวรรดิปิตาธิปไตยของรัฐเติร์ก

สตรีเหล่านี้กำลังต่อสู้เพื่อปกป้องความเป็นมนุษย์ที่ยังหลงเหลืออยู่ท่ามกลางการต่อสู้ในทุกทิศทุกทางที่กลืนกินเข้ามาจากรากฐานในระดับโลกทัศน์หรือกระบวนการคิดของพวกฟักชิส การต่อต้านสิ่งเหล่านี้ต้องตระหนักถึงรากของความรุนแรงที่ปรากฏให้เห็นจนชินตานี้ มันจึงไม่ใช่การประนีประนอมที่จะเป็นทางออกและพวกเธอได้แสดงส่วนหนึ่งให้เราเห็นแล้วผ่านการต่อสู้ของพวกเขาและเธอในโรจาวา

เมื่อช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา สหายชาวเคิร์ด อาหรับ คริสเตียนซีรีแอก และสตรีเติร์ก ได้ร่วมกันประกาศชัยเหนือเมืองรัขขะ (Raqqa) และบันทึกช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ร่วมด้วยกลุ่มสตรีจากเผ่ายาซิดี้ (Ezidi) ที่เข้าร่วมอย่างเสมอภาคในการบุกถล่มเอาคืนพวก ISIS ทำการล้างบาง และปลดปล่อยผู้หญิงที่ถูกจับไปกว่าพันคน

ขบวนการปฏิวัติของสตรี ในการต่อต้านพวกเสรีนิยมที่ช่วงชิงเอาความหมายของพวกเธอไป ในการต่อสู้ทางวัฒนธรรมที่ครอบคลุมหมายรวมถึงระบบการรับรู้ของผู้คนในระดับปัจเจก โลกทัศน์ของฟักชิสและพวกคลั่งชาติเป็นสิ่งที่การเคลื่อนไหวของสตรีนิยมต่อสู้มาอย่างยาวนานและอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากแนวทางที่นำไปสู่ความเป็นสากล ความเป็นเสรีภาพที่มีการจัดการและมีความเท่าเทียมกันในทุกมิติคืออาวุธหลักที่จะใช้ต่อต้านกับอำนาจดังกล่าวได้โดยตรง เพราะไม่ใช่แค่มิติทางความคิดที่มันจะจู่โจมเข้ามา แต่ยังมีความรุนแรงไปจนถึงการผลาญชีวิตของศัตรู หรือเลวร้ายกว่านั้นคือการจับเป็นทาสเพื่อจะคงอำนาจของตัวเองไว้ให้นานที่สุดอย่างเดือดดาล

ดังนั้นแนวทางความเป็นสากล (Internationalism) จึงเป็นหนทางไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยทางตรงที่ต้องมาจากการร่วมกันจัดตั้งจัดการโดยผู้คนในชุมชนเอง ไม่ใช่พึ่งการช่วยเหลือปลอมๆ จากรัฐ กลุ่ม หรือผู้อยู่เหนือที่ไม่ได้ร่วมเข้ากับผู้คนอย่างเสมอภาคเพื่อต่อต้านฟักชิสและรากที่หยั่งลึกของแนวคิดปิตาธิปไตย

มารู้จักกับ EZLN: ขบวนการการต่อสู้ของชนพื้นเมืองเม็กซิโก

มารู้จักกับ EZLN: ขบวนการการต่อสู้ของชนพื้นเมืองเม็กซิโก

ผู้เขียน Quixote Joe
ผู้แปล GoodDay
บรรณาธิการ Editorial Team

หมายเหตุ บทความชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนก้าวหน้า โดย Common School


มารู้จักกับ EZLN: ขบวนการการต่อสู้ของชนพื้นเมืองเม็กซิโก

เป็นเวลา 28 ปีมาแล้วที่ซาปาติสตา (the Zapatistas “EZLN”) ขบวนการการต่อสู้ของชนพื้นเมืองที่ตั้งอยู่ในเม็กซิโกตอนใต้ได้ดำเนินการต่อสู้กับรัฐเม็กซิกันอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะรักษาไว้ซึ่งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของพวกเขา ด้วยการผนวกรวมทฤษฎีการเมืองที่มาจากขนบอนาธิปไตยและสังคมนิยมแบบตะวันตกเข้ากับจักรวาลวิทยาของชนพื้นเมืองท้องถิ่น นอกจากที่ขบวนการซาปาติสตาจะเสนอแนวทางสุดขั้วที่ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การยึดอำนาจแล้ว พวกเขายังได้นำแนวทางเหล่านี้มาใช้ในภาคปฏิบัติการอย่างจริงจังอีกด้วย นั่นคือ พวกเขาได้ร่วมกันก่อตั้งสมัชชาการปกครองระดับท้องถิ่นอิสระต่างๆ ซึ่งวิพากษ์ต่อต้านระบบทุนนิยม รัฐชาติ และสถาบันสมัยใหม่อื่นๆ ทุกรูปแบบ (การศึกษา การแพทย์ กฎหมาย ฯลฯ) อย่างขุดรากถอนโคน อย่างไรก็ตาม EZLN ไม่ใช่ขบวนการชนพื้นเมืองชาตินิยมแบ่งแยกดินแดนหรือขบวนการต่อสู้เพื่อความเป็นเอกราชแต่อย่างใด กล่าวคือพวกเขาไม่ได้จองจำตัวตนของเขาเองไว้ในอุดมการณ์แค่แบบเดียว ในทางกลับกัน พวกเขามุ่งหมายที่จะ ‘เรียนรู้ระหว่างทาง’ (listen while walking) เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากขบวนการต่อสู้ของประชาชนในที่อื่นๆ และแสวงหาหนทางในการเชื่อมร้อยตนเองและหมู่เหล่าเข้าไว้ด้วยกันเพื่อที่จะสามารถสรรค์สร้างสังคมขึ้นมาจากฐานรากได้  

แม้ EZLN จะเคยแถลงไว้ว่าพวกเขาปฏิเสธการจัดแบ่งประเภททางการเมืองทุกรูปแบบ แต่อาจกล่าวได้เช่นเดียวกันว่าอุดมการณ์ของพวกเขามีความใกล้เคียงกับประชาธิปไตยแบบสุดขั้ว (radical democracy) สังคมนิยมแบบอิสรนิยม (libertarian socialism) นักต่อต้านเสรีนิยมใหม่ (anti-neoliberalism) และส่งเสริมความเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิม รากฐานทางปรัชญาของพวกเขาอาจสืบย้อนกลับไปถึงมาร์กซ์และเองเกลส์ (Marx and Engels) อัลธูแซร์ (Althusser) ปูลองซาส (Poulantzas) ฟูโกต์ (Foucault) และคนอื่นๆ อีกมากมาย ในส่วนของความเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิม EZLN มุ่งมาดปรารถนาที่จะเชื่อมประสานมุมมองต่อโลกระหว่างผู้คนที่เป็นชนพื้นเมืองและผู้คนที่ไม่ใช่ชนพื้นเมืองเข้าหากัน ส่งเสริมจินตภาพของ ‘พหุภพ’ (pluriverse) อันเป็นดั่ง “โลกที่ร้อยเรียงผู้คนจากทั่วทุกภพเข้าไว้ด้วยกัน”

วิถีปฏิบัติบางอย่างที่มีต้นกำเนิดมาจากขนบแบบชนพื้นเมืองนั้นได้แก่ ความเป็นชุมชนนิยม (communalism) การตัดสินใจตามมติมหาชน (consensus decision-making) หลักการปกครองตนเอง (self-governance) และประชาธิปไตยชุมชนทางตรง (direct community democracy)  อาจกล่าวได้ว่าหลักการของ EZLN อันเป็นที่รู้จักกันดี ไม่ว่าจะเป็น “preguntando caminamos” (ถามไถ่และมุ่งหน้า) หรือ “mandar obedeciendo” (การนำโดยการตาม) มีต้นกำเนิดมาจากชุมชนพื้นเมืองมายันบางชุมชนที่พวกเขาได้ทำงานด้วยกัน พวกเขาปฏิเสธระบบการศึกษาสมัยใหม่ของรัฐเม็กซิกัน และเลือกที่จะสอนภาษาและวิถีปฏิบัติทางวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองแบบดั้งเดิมแทน ประวัติศาสตร์ถูกสอนจากมุมมองของชุมชนพื้นเมืองท้องถิ่น ในขณะที่ค่านิยมแบบตะวันตกไม่ว่าจะเป็นแนวคิดปัจเจกนิยม การแข่งขัน บริโภคนิยมและกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลล้วนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างเอาจริงเอาจัง ซึ่งถูกแทนที่โดยคุณค่าอย่างเช่นความเคารพนอบน้อมต่อชุมชนและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

Ejército Zapatista de Liberación Nacional (source: wikimedia)

EZLN เป็นขบวนการต่อต้านทุนนิยมโดยแท้ ภายในอาณาเขตของพวกเขามีการปฏิบัติตามหลักความเป็นสังคมรวมกลุ่ม (collectivism) ซึ่งปัจจัยการผลิตเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนรวม นอกจากนั้นยังปฏิเสธการมีผู้ควบคุมดูแลและเจ้าของกรรมสิทธิ์อีกด้วย ในทางการเมือง พวกเขายึดถือในระบอบประชาธิปไตยทางตรงแบบกระจายศูนย์ (decentralized direct democracy) ที่ซึ่งคณะกรรมการ (councils) สามารถโหวตได้ในทุกเรื่องที่หยิบยกขึ้นมา โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของบุคคลที่โหวตหรือบุคคลที่ปกครอง ผู้แทนถูกเลือก (ซึ่งในนี้ไม่มีใครที่มาจาก EZLN) ให้เป็นตัวแทนของชุมชนแต่ละชุมชนเป็นการเฉพาะในสมัชชาทั่วไป (general assemblies) ซึ่งทำหน้าที่แบบสับเปลี่ยนหมุนเวียนและสามารถถูกถอดถอนจากตำแหน่งเมื่อใดก็ได้ที่ผู้คนเห็นว่าไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง สุดท้ายก็คือ ในขณะที่หนึ่งในเป้าประสงค์ที่สำคัญที่สุดของ EZLN คือการรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของชนพื้นเมือง แต่พวกเขาก็ไม่หวั่นเกรงแต่อย่างใดที่จะวิพากษ์และรื้อสร้างขนบแบบชนพื้นเมืองบางประการที่พวกเขาเห็นว่ามีลักษณะกดขี่กดทับ ประเด็นเกี่ยวกับผู้หญิงเป็นกรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ตามประเพณีแล้ว ผู้หญิงในเชียปัส (Chiapas) จะถูกบังคับให้แต่งงานและอยู่แต่ภายในบ้าน EZLN จึงเริ่มเปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมนี้ทีละเล็กทีละน้อยโดยการนำเอาแนวคิดสตรีนิยมแบบสุดขั้วมาใช้และบังคับใช้ ‘กฎหมายปฏิวัติของผู้หญิง’ (Women’s Revolutionary Law) อันประกอบไปด้วยสิทธิต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้หญิงสามารถดำรงตำแหน่งผู้นำทางการเมืองหรือทางการทหารได้ สิทธิในเงินเดือนที่เท่าเทียม สิทธิที่จะเลือกบุคคลที่ตัวเองต้องการจะอาศัยอยู่ด้วยและจำนวนบุตรที่ตนต้องการจะมี สิทธิในการศึกษา สิทธิที่จะมีส่วนร่วมในกิจการของชุมชน ฯลฯ

“ที่ผ่านมาผู้หญิงเป็นผู้ที่ถูกกดขี่มากที่สุด พวกเราตื่นนอนตอนตีสามเพื่อที่จะเตรียมข้าวโพดมาทำอาหารเช้าให้สามี และพวกเราจะไม่ได้พักเลยจนกว่าจะถึงเวลาดึกๆ ถ้ามีอาหารไม่พอ เราก็จะจัดหาอาหารให้ลูกๆ หรือสามีของเราก่อน “เพราะฉะนั้นแล้ว ณ ตอนนี้ ผู้หญิงจึงตัดสินใจที่จะโต้กลับพร้อมทั้งผันตัวมาเป็นซาปาติสตา”

— ผู้บังคับการราโมนา (Comandante Ramona)

อย่างไรก็ดี ท้ายที่สุดแล้วซาปาติสตาไม่ได้เสนอรูปแบบหรือนโยบายทางการเมืองที่สามารถรับมือได้ทุกสถานการณ์ กลับกันแล้ว พวกเขาใฝ่หากระบวนการที่ทุกคนจะสามารถสร้างสรรค์ออกแบบโลกแห่งการต่อสู้ของพวกเขาเองได้ เป็นการต่อสู้ต่อต้านการกดขี่ขูดรีดทุกรูปแบบจากทุกแห่งหน พวกเขาดำเนินการขยับขยายอาณาเขตอิสระของพวกเขาไปทั่วภูมิภาคผ่านสันติวิธี โดยปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนเพียงเพื่อแถลงการณ์ต่อต้านเสรีนิยมใหม่และบรรดาเมกะโปรเจกต์ (โครงการทางก่อสร้างทางวิศวกรรมขนาดใหญ่-ผู้แปล) และจากนั้นก็หายลับกลับเข้าไปในป่าทึบอีกครั้ง พวกเขาดำเนินการทำงานในระดับนานาชาติ โดยในปัจจุบันก็ได้ส่งกลุ่มคณะข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อเป็นแนวหน้าของ ‘การบุกรุกสเปนอันสันติ’ (peaceful invasion of Spain) และทำงานเคียงข้างกับสหายชาวยุโรปของพวกเขาในการต้านทานการกดขี่ของระบบทุนนิยม ดังที่พวกเขาได้กล่าวถ้อยแถลงเอาไว้ เป้าหมายหลักในระดับนานาชาติของพวกเขาคือ

“….สร้างเครือข่ายร่วมของการต่อสู้และการต่อต้านรูปแบบเฉพาะต่างๆ เครือข่ายขบวนการต่อต้านเสรีนิยมใหม่ในระดับนานาทวีป เครือข่ายการต่อต้านระดับนานาทวีปเพื่อมวลมนุษยชาติ” เครือข่ายของการต่อต้านข้ามทวีปนี้ตระหนักถึงจุดร่วมและจุดต่าง เสาะหาวิถีทางที่จะผนึกผสานเข้ากับการต่อต้านอื่นๆ ทั่วโลก เครือข่ายของการต่อต้านในระดับนานาทวีปนี้จะเป็นสื่อกลางที่ทำให้การต่อสู้รูปแบบต่างๆ สามารถสนับสนุนซึ่งกันและกันได้”

ชื่อของขบวนการนี้มีที่มาจาก “เอมิลิอาโน ซาปาตา” (Emiliano Zapata) ชาวนาผู้นำการปฏิวัติในช่วงการปฏิวัติเม็กซิกัน (1910-1920) ผู้ซึ่งเชื่อว่าที่ดินเป็นของผู้ที่ทำงานบนผืนดินแผ่นนั้น ด้วยความที่เป็นชาวนา เขาได้นำชุมชนชาวนาขึ้นมาต่อต้านการปรากฏตัวของพวกเมสติโซ “Mestizo” (เหล่าคนที่มีสายเลือดผสมระหว่างชนพื้นเมืองและชาวยุโรป) อันเป็นชนชั้นเจ้าที่ดินขนาดเล็กซึ่งมีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ และได้ผูกขาดทรัพยากรที่ดินและแหล่งน้ำ รวมไปถึงชนชั้นที่มีขนาดใหญ่กว่าที่เรียกว่าฮาซิเอนดา “hacienda” (เจ้าของไร่ขนาดใหญ่) ในกาลถัดมาเขาได้ถูกลอบสังหาร แต่ทว่าชื่อของเขาก็จะยังคงอยู่ต่อไป

Emiliano Zapata [with mustache, sitting in the middle] and his men (sorce: snl.no)

ในปี 1970 นักศึกษามหาวิทยาลัยมากหน้าหลายตาที่สมาทานแนวคิดมาร์กซิสต์ (Marxist) และแนวคิดเหมาอิสต์ (Maoist) ได้ก่อตั้งกองกำลังเพื่อการปลดปล่อยแห่งชาติ (the National Liberation Forces-FLN) โดยมุ่งหมายที่จะโค่นล้มรัฐบาลอำนาจนิยมในขณะนั้น (PRI) โชคไม่ดีนัก ในตอนนั้นพวกเขาถูกโจมตี ถูกสังหาร และถูกทรมานภายในระยะเวลาอันสั้นโดยกองทัพ ซึ่งนำไปสู่การสลายตัวของเหล่านักศึกษาในที่สุด อย่างไรก็ตาม ในปี 1983 สมาชิกที่ยังคงอยู่ในขณะนั้น (หนึ่งในนั้น กาลถัดมาได้กลายเป็นที่รู้จักในนามว่า รองผู้บัญชาการมาร์กอส “Subcomandante Marcos” ซึ่งต่อมาเขาได้เปลี่ยนชื่อเป็นกาลีอาโน “Galeano”) ได้รวมกลุ่มขึ้นมาใหม่และให้ความช่วยเหลือในการจัดตั้งกองกำลังซาปาติสตาแห่งการปลดปล่อยชาติ (EZLN) ในป่าฝนเขตร้อนชื้นของเชียปัสซึ่งรู้จักกันในชื่อ ‘ป่าลาคานโดน่า’ (the Selva Lacandona)

ภายหลังจากช่วงสิบปีที่นักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีแนวคิดสุดขั้วเหล่านี้ได้เรียนรู้ (ไม่ได้สอน) จากชุมชนชนพื้นเมืองของเชียปัส รากฐานของโครงสร้างองค์กรและอุดมการณ์ก็เริ่มที่จะแตกหน่อออกใบ กลายเป็นการผสมผสานกันระหว่างอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายสุดขั้วของโลกตะวันตก (อนาธิปไตย มาร์กซิสม์ สังคมนิยมแบบอิสรนิยม ประชาธิปไตยแบบสุดขั้ว แนวคิดการปกครองตนเอง (autonomism) และอื่นๆ) กับความรู้พื้นเมืองของชุมชนในพื้นถิ่น โลกได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขาเป็นครั้งแรกในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1994 เมื่อข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) เริ่มบังคับใช้ คล้ายกันกับผลกระทบอันแสนสาหัสที่ CPTPP มีต่อผู้ถือกรรมสิทธิ์รายย่อยในประเทศไทย ผู้ถือกรรมสิทธิ์รายย่อยที่เป็นชนพื้นเมืองและที่เป็นเม็กซิกันจะได้รับผลเสียจากคลื่นซัดทลายของสินค้าการเกษตรราคาถูกที่มาจากสหรัฐอเมริกา นำมาสู่การเป็นหนี้สินของคนจำนวนมาก และนำมาสู่การแตกสลายของชุมชนและวัฒนธรรม รวมไปถึงการที่หลายคนไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากต้องขายที่ดินของพวกเขาทิ้ง

Source: Schools for Chiapas

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ กองกำลังติดอาวุธซาปาติสตาราว 3000 คนจึงเคลื่อนกำลังพลลงมาจากป่าลาคานโดน่า เข้าสู่จุดศูนย์กลางของเมืองต่างๆ และทำการปลดปล่อยนักโทษ เผาอาคารสถานีตำรวจกับค่ายทหาร และสุดท้ายได้ถอยร่นกลับเข้าไปในป่าอีกครั้งหลังจากที่มีผู้บาดเจ็บหลายราย ในวันที่ 12 มกราคม ปีเดียวกันนั้นเอง มีการหยุดยิงโดยการเจรจาด้วยความช่วยเหลือของบาทหลวงคาทอลิก ซามูเอล รูอิส การ์เซีย “Samuel Ruiz Garcia” ผู้เดินตามรอยขนบเทวนิยมสุดขั้วเพื่อปลดปล่อยตามแนวมาร์กซิสต์คาทอลิก (the radical Marxist-Catholic tradition of liberation theology) เป็นเวลา 1 ปีมาแล้วที่สันติสุขได้บังเกิดในพื้นที่ดังกล่าว โดยที่ EZLN ได้ถือครองและดูแลอาณาเขตของพวกเขา นอกจากนั้นเองยังเริ่มได้รับความเป็นอิสระบางส่วนจากรัฐเม็กซิกันอีกด้วย อย่างไรก็ตามในปี 1995 กองทัพเม็กซิกันได้เปิดฉากโจมตีเขตแดนของ EZLN อย่างไม่ทันตั้งตัว ส่งผลให้ซาปาติสตาจำนวนมากต้องละทิ้งชุมชนของพวกเขาและหลบหนีอย่างต่อเนื่องเข้าไปในภูเขา นับจากนั้นเป็นต้นมาก็เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘ความขัดแย้งที่ถูกแช่แข็ง’ (frozen conflict) เป็นการต่อสู้ที่ EZLN สามารถปกป้องเขตแดนของพวกเขาไว้ได้จากการโจมตีอย่างต่อเนื่องของกองกำลังกึ่งทหารที่มีรัฐเม็กซิกันให้การสนับสนุน

ในปี 2018 คาดการณ์กันว่ามีประชากรราว 360,000 คนอาศัยอยู่ในเขตแดนของ EZLN ผู้เยี่ยมเยือนที่มุ่งหน้าไปยังเขตแดนดังกล่าวจะพบกับป่าฝนสีเขียวชะอุ่มและทุ่งมิลปา (milpa) [ที่ดินที่ไว้ใช้ปลูกข้าวโพดถั่วเหลืองและสควอช] อยู่ทั้งสองข้างทาง ซึ่งผู้คนได้เพาะปลูกเอาไว้เพื่อยังชีพ ผู้เยี่ยมชมอาจเชื่อว่ากำลังอยู่ในชุมชนชาติพันธุ์ที่เป็นชนกลุ่มน้อยในเม็กซิโกตอนใต้ที่ไหนสักแห่ง จนกระทั่งพวกเขาสังเกตเห็นว่าป้ายบอกทางของรัฐบาลถูกแทนที่ด้วยป้ายที่ทำขึ้นเอง อีกทั้งที่ชายแดนพวกเขายังสังเกตเห็นป้ายต่างๆ ที่บอกกับผู้มาเยือนว่ากฎหมายท้องถิ่นซึ่งเป็นกฎหมายของชุมชนถูกบังคับใช้ในบริเวณนี้ (ยาเสพติดเป็นสิ่งต้องห้ามและคนนอกไม่ได้รับการอนุญาตให้ถ่ายรูปใดๆ ) มากไปกว่านั้นเอง ผู้มาเยือนจะพบจิตรกรรมฝาผนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับศิลปะทางการเมืองที่ยกย่องเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วีรบุรุษและจุดมุ่งหมายของการต่อสู้ของพวกเขา จิตรกรรมฝาผนังเหล่านี้ถูกวาดขึ้นในโรงเรียนที่ดำเนินการอย่างเป็นอิสระ รวมไปถึงพื้นที่สำหรับการรวมตัวของผู้คนอันเป็นสถานที่ที่สามารถได้ยินเสียงของเด็กน้อยที่บ้างก็กำลังเล่นสนุก บ้างก็กำลังร่ำเรียนอยู่ ในช่วงระหว่างวันผู้ใหญ่ส่วนมากก็จะทำงานอยู่ในที่ดินของตัวเองด้านนอก

ในปี 2005 EZLN ได้ออกปฏิญญาที่ 6 แห่งป่าลาคานดอน (Lacandon) คำประกาศดังกล่าวระบุว่าพวกเขาจะยังคงเป็นองค์กรทางการเมืองและทางการทหารซึ่งมีภาระหน้าที่ในการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้น ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ไม่ขึ้นต่อฝ่ายซ้ายเม็กซิกันดั้งเดิม และมุ่งผนึกกำลังของกลุ่มผู้ไร้เสียง ผู้ถูกกดทับ (subaltern) ทุกกลุ่มในการต่อสู้กับทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ พวกเขาเชิญองค์กร นักกิจกรรมทางการเมือง และพลเมืองทั่วไปจำนวนนับร้อยให้มาเยือนดินแดนของพวกเขา พร้อมทั้งคิดค้นยุทธศาสตร์ใหม่ๆ ในการบรรลุโครงการดังกล่าว ลงเอยเป็นโครงการทางการเมืองที่รู้จักกันในชื่อ La otra Campaña (the Other Campaign) โดย The Other Campaign ประกอบไปด้วยทัวร์คาราวานที่เดินทางไปทั่วเม็กซิโกโดยใช้เวลานานหลายเดือนเพื่อพบปะกับองค์กรเล็กองค์กรน้อยให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ว่าจะเป็นนักจัดตั้งสหภาพแรงงาน ชุมชนคนพื้นเมือง นักสตรีนิยม กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ บรรดานักศึกษา ชาวนา รวมไปถึงผู้ที่ทำงานค้าบริการทางเพศ และครูอาจารย์ จุดหมายสูงสุดของโครงการนี้คือการกดดันให้รัฐบาลร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ โดยต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับสิทธิของชนพื้นเมืองและความเป็นอิสระในการปกครองตนเอง รวมไปถึงการขจัดองค์ประกอบของทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ออกไปให้หมดสิ้น

“Zapatismo ไม่ใช่อุดมการณ์ทางการเมืองใหม่หรือการนำอุดมการณ์เก่ากลับมาใช้ใหม่…มันไม่มีตำรา ระเบียบ ยุทธวิธี กลวิธี กฎเกณฑ์ หรือสโลแกนที่เป็นสากลแต่อย่างใด มันมีเพียงความปรารถนาหนึ่งเดียวเท่านั้น คือความปรารถนาที่จะสร้างสรรค์โลกให้ดีขึ้นกว่าเดิม เป็นโลกใบใหม่”

— รองผู้บัญชาการกาลีอาโน (Subcomandante Galeano)

เหล่าผู้ถูกกดขี่แห่งประเทศไทยจงร่วมกันผนึกแรงบันดาลใจจากการเคลื่อนไหวดังกล่าว จงนำสิ่งนี้มาปรับใช้ในวิถีทางและในจังหวะก้าวเดินแบบของพวกเราเอง พร้อมเป้าหมายเพื่อผนวกรวมกลุ่มผู้ถูกกดทับทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นชาวกะเหรี่ยง ชาวลาหู่ ชาวอาข่า ชาวม้ง ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ผู้ที่ทำงานค้าบริการทางเพศ เหล่านักศึกษา แรงงานอพยพ คนตกงาน ผู้หญิง มุสลิม คนไร้บ้าน คนชรา และเหล่าคนที่ไม่ได้สังกัดกลุ่มใด บรรดาคนที่ไม่ได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งไม่ว่าจะที่ไหน คนที่ต้องทุกข์ทรมานกับความไร้ซึ่งความหมายในโลกทุกวันนี้ จงรวมตัวกันและสลัดคราบเส้นแบ่งที่แยกพวกเราออกจากกันเสีย จงรวมกันต่อต้านลัทธิปัจเจกนิยม บริโภคนิยม และความละโมบของระบบทุนนิยม จงสุมไฟแห่งความโกรธที่มีต่อ CPTPP รวมเราเข้าไว้ด้วยกันเพื่อมุ่งสร้างขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านเสรีนิยมใหม่ให้ได้อย่างแน่แท้ จงสร้างขบวนการที่ถอดบทเรียนจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต โดยทำให้แน่ใจว่าจะไม่มีการร่วมมือร่วมใจกันกับเหล่านายทุนภายในประเทศหรือเหล่าอนุรักษ์นิยมศักดินา จงร่วมกันสร้างวัฒนธรรมแห่งการต่อต้านอันใหม่ของพวกเราเอง เป็นวัฒนธรรมที่อ้าแขนยอมรับวัฒนธรรมทั้งปวง และส่งเสริมการดำรงอยู่ที่ยั่งยืนของวัฒนธรรมเหล่านี้ รวมไปถึงส่งเสริมพัฒนาการต่อต้านแรงขับอันเบ็ดเสร็จของระบบทุนนิยม

Subcomandante Marcos (sorce: wikimedia)

 

“สำหรับข้อกังขาที่ว่ามาร์กอสเป็นเกย์หรือไม่: มาร์กอสเป็นเกย์ในซานฟรานซิสโก เป็นคนดำในแอฟริกาใต้ เป็นเอเชียนในยุโรป เป็นชิคาโน่ในซานอิสิโดร (San Ysidro) เป็นอนาธิปัตย์ในสเปน เป็นปาเลสไตน์ในอิสราเอล เป็นมายันอินเดียนบนท้องถนนซานคริสโตบัล (San Cristobal) … เป็นยิวในเยอรมัน เป็นยิปซีในโปแลนด์ เป็นโมฮอกในควิเบก เป็นผู้ต่อต้านสงครามในบอสเนีย เป็นหญิงโสดในเมโทรตอน 4 ทุ่ม เป็นชาวนาไร้ที่ดิน เป็นสมาชิกแก๊งในสลัม เป็นคนตกงาน เป็นนักเรียนนักศึกษาที่เศร้าโศก และแน่นอน เป็นซาปาติสตาในเทือกเขา” 

— รองผู้บัญชาการมาร์กอส

ภาพรวมของสงครามกลางเมืองในซีเรีย

ภาพรวมของสงครามกลางเมืองในซีเรีย

สงครามกลางเมืองซีเรียเป็นหนึ่งในกรณีพิพาทขัดแย้งที่ใหญ่และโหดร้ายที่สุดในรอบทศวรรษที่ผ่านมา กรณีขัดแย้งครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่าครึ่งล้านคน อีกทั้งยังทำให้เกิดผู้ลี้ภัยที่ต้องหนีออกจากประเทศมากถึง 6 ล้านคน และมีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศอีก 6 ล้านคน สงครามครั้งนี้ทำให้โลกได้เห็นถึงการการสถาปนาขึ้นมามีอำนาจและการล่มสลายลงของรัฐอิสลาม ISIS ซึ่งก็ยังเป็นชื่อที่สามารถสร้างความหวาดกลัววิตกกังวลให้กับคนทั่วโลก ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ปัจจุบันในซีเรียจะสามารถเรียกได้ว่าเป็นโศกนาฏกรรมด้านมนุษยธรรม  แต่ในระดับสากลนั้น คนส่วนใหญ่อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจหรือรับรู้เกี่ยวกับความขัดแย้งครั้งนี้

อันที่จริง เราเคยได้เกริ่นคร่าวๆ เกี่ยวกับความขัดแย้งในซีเรียไปแล้วในบทความของเราที่ได้พูดถึงดินแดนปกครองตนเองโรจาวา ดังนั้นวันนี้เราจะมาสำรวจสถานการณ์นี้ในวงกว้างมากขึ้น

ต้นฉบับภาษาอังกฤษโดย Anonymous
ผู้แปล Kong


ภาพรวมของสงครามกลางเมืองในซีเรีย

สงครามกลางเมืองในซีเรียนั้นเริ่มขึ้นในช่วงที่รุนแรงที่สุดของ “อาหรับสปริง” หรือการเคลื่อนไหวประท้วงต่อต้านรัฐบาลเผด็จการในประเทศอาหรับต่างๆ ในช่วงต้นปี 2011 โดยมีจุดเริ่มต้นที่ประเทศตูนีเซียและแพร่ไปยังประเทศซีเรีย ประชาชนที่โกรธแค้นประธานาธิบดี บัชชาร์ อัล-อัสซาด (Bashar al-Assad)  ผู้นำเผด็จการ ได้กล่าวหาว่าเขาทุจริตและไม่ดูแลประชาชนที่กำลังประสบกับปัญหาราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงภัยแล้งอย่างหนักในชนบทที่ทำให้เกษตรกรต้องย้ายไปอยู่ในเขตเมือง ประชาชนจึงได้ลุกฮือขึ้นประท้วงโดยเริ่มจากการเลียนแบบการประท้วงในตูนีเซียและบาห์เรน

รัฐบาลอัสซาดตอบโต้ผู้ประท้วงอย่างรุนแรงและออกคำสั่งให้ยิงกระสุนใส่พวกเขา จึงทำให้ประชาชนโกรธแค้นและมาเข้าร่วมกับการประท้วงมากขึ้น ต่อมากลุ่มผู้ประท้วงได้เริ่มรวมตัวกันเป็นกลุ่มติดอาวุธและทหารกองทัพซีเรียบางส่วนก็ได้ผันตัวมาอยู่ฝ่ายผู้ประท้วง ภายในเดือนมิถุนายนของปีนั้นได้ตั้งตนเป็นกลุ่มกบฏใหม่ซึ่งเรียกตัวเองว่ากองทัพซีเรียเสรี (Free Syrian Army – FSA)

ในปีถัดมาสงครามได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้เกือบทั้งประเทศตกอยู่ในความขัดแย้ง กองทัพของอัสซาดมีความพร้อมมากกว่าฝ่ายกบฏมาก เช่นอาวุธหนัก เฮลิคอปเตอร์โจมตี และเครื่องบินรบ ในขณะที่กลุ่มกบฏส่วนใหญ่มีอาวุธเพียงปืนไรเฟิลและวัตถุระเบิดขนาดเล็กที่ได้ฝังไว้ใต้เมืองต่างๆ เพื่อรอระเบิดใส่กองกำลังของอัสซาด

การต่อสู้ระหว่างสองฝ่ายนั้นได้นำไปสู่เหตุการณ์โศกนาฏกรรมหลายครั้ง ที่พลเรือนในเมืองต่างๆ ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างน่าสยดสยองจากการทิ้งระเบิดครั้งใหญ่โดยรัฐบาลอัสซาด ผู้ที่รอดชีวิตก็อพยพไปยังตุรกีและสู่ยุโรปในที่สุด

สงครามกลางเมืองในซีเรียได้รับการเรียกว่าเป็นสงครามตัวแทน หรือ proxy war นั่นคือสงครามที่มหาอำนาจจุดประกายให้เกิดขึ้นเพื่อผลประโยชน์ตัวเองโดยจะไม่ทำสงครามกันโดยตรง แต่จะสนับสนุนให้ประเทศพันธมิตรของตนเข้าทำสงคราม อันที่จริงแล้วอัสซาดและรัฐบาลของเขาไม่ได้เป็นมุสลิมหัวรุนแรงโดยสิ้นเชิง แต่พวกเขาเป็นศัตรูกับรัฐบาลสหรัฐอย่างแน่นอนเนื่องจากจักรวรรดินิยมของสหรัฐ เข้ามาแทรกแซงการเมืองของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ รวมไปถึงการสนับสนุนอิสราเอล นี่จึงเป็นสาเหตุของความตึงเครียดอย่างมากในโลกอาหรับเนื่องจากความทุกข์ทรมานของชาวปาเลสไตน์ ประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลางนั้นมีการแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างผู้นำประเทศและกลุ่มต่างๆ ที่เป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกาและผู้ที่เป็นศัตรู

เป็นมิตรกับสหรัฐฯ เป็นศัตรูกับสหรัฐฯ
ซาอุดิอาระเบีย

อิสราเอล

อียิปต์

จอร์แดน

สาธารณรัฐตุรกี

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

อิหร่าน

ซีเรีย

กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ 

กลุ่มฮูธิ 

ภราดรภาพมุสลิม หรือ มุสลิมบราเธอร์ฮูด 

 

ในช่วงต้นของความขัดแย้ง สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะปลดอัสซาดออกจากอำนาจ พวกเขาพร้อมกับพันธมิตรอาหรับโดยเฉพาะซาอุดิอาระเบียได้ทำการสนับสนุนกองทัพซีเรียเสรีด้วยอาวุธและความช่วยเหลือทางการเงิน รวมทั้งสนับสนุนการต่อต้านอัสซาดของกองทัพซีเรียอิสระในต่างประเทศ

ยิ่งไปกว่านั้น ฝ่ายพันธมิตรต่อต้านอัสซาดได้เริ่มนำกองกำลังต่างชาติเข้ามาในประเทศอย่างไม่เป็นทางการ ทหารเหล่านี้หลายคนเป็นกลุ่มหัวรุนแรงอิสลามและวะฮาบีย์ ที่เชื่อในการตีความศาสนาอิสลามแบบอนุรักษ์นิยมและเต็มใจที่จะตายเพื่ออุดมการณ์ การเกณฑ์นี้ได้รับการช่วยเหลืออย่างยิ่งโดยซาอุดิอาระเบียและตุรกี เนื่องจากพวกเขาเคยมีประวัติการใช้เทคนิคเดียวกันกับความขัดแย้งอื่น ๆ 

อันที่จริงกลุ่มหัวรุนแรงเหล่านี้เองก็เกลียดชังสหรัฐอเมริกาและอำนาจตะวันตกทั้งหมด แน่นอนว่าหนึ่งในกลุ่มหัวรุนแรงที่เกณฑ์มาคืออัลกออิดะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ปฏิบัติการโจมตีในเหตุการณ์ 9/11 

แสดงให้เห็นว่าสงครามกลางเมืองนั้นสามารถสร้างพันธมิตรที่แปลกประหลาดได้ เนื่องจากทุกฝ่ายในแนวร่วมต่อต้านอัสซาดเห็นพ้องกันว่าจุดมุ่งหมายหลักของพวกเขาคือการกำจัดอัสซาดไม่ว่าอย่างไรก็ตาม และค่อยตามยุติปัญหาอื่นๆ ในภายหลัง

ปรากฎว่ากลุ่มหัวรุนแรงทางศาสนาเหล่านี้มีทหารที่มีประสิทธิภาพมากกว่ากองทัพซีเรียเสรีเสียอีก ด้วยเหตุนี้ผู้บัญชาการกองทัพซีเรียอิสระหลายคนจึงส่งมอบอาวุธให้กับกลุ่มหัวรุนแรงและหลบหนีออกนอกประเทศ โดยที่สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง กลุ่มหัวรุนแรงจึงใช้โอกาสนี้ในการสถาปนาการปกครองของตนเองในภูมิภาคที่อยู่ใต้การควบคุม และบังคับให้ชาวบ้านยอมรับศาสนาอิสลามอย่างรุนแรงและประหารชีวิตผู้ที่ปฏิเสธ

แต่ทว่ากลุ่มหัวรุนแรงทั้งหลายไม่ได้เป็นพันธมิตรกันเองเลย กลุ่มหัวรุนแรงต่างๆ ต่อสู้กันเองอยู่ตลอดเวลา สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรยังคงยืนยันว่ากลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้เป็นทหารของกองทัพซีเรียเสรีและยังคงสนับสนุนพวกเขาอยู่เรื่อยๆ ในการต่อสู้กับอัสซาด อันที่จริงสงครามนี้เป็นสถานการณ์ที่แปลกประหลาดเหลือเกิน เพราะมีกำลังทหารจากหลายฝ่าย กระทั่งเกิดกรณีที่กองกำลังหัวรุนแรงติดอาวุธกลุ่มนึงที่สนับสนุนโดยเพนตากอนและอีกกลุ่มที่สนับสนุนโดย CIA ต่อสู้กันเองในซีเรีย

ในช่วงเวลานี้เอง รัฐบาลอัสซาดถอนกำลังเกือบทั้งหมดออกจากพื้นที่ที่มีชาวเคิร์ดอาศัยอยู่เป็นส่วนใหญ่ จึงนำไปสู่การปฏิวัติโรจาวาในกลางปี ​​2012 โดยมีอุดมการณ์ใหม่ที่ถูกกลุ่มหัวรุนแรงต่อต้านเป็นอย่างมาก พวกเขาให้ความสำคัญกับสตรีนิยม พหุนิยมทางการเมือง สิทธิของประชาชนในการเลือกรูปแบบการปกครองและรัฐบาลของตน และความเท่าเทียม มากกว่านี้ชาวโรจาวายังได้สถาปนากองกำลังทหารป้องกันที่เรียกว่า หน่วยพิทักษ์ประชาชน (YPG / J)

ความคลั่งไคล้ทางศาสนาที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ส่วนที่เหลือของซีเรียนำไปสู่การก่อตั้งขึ้นอย่างรวดเร็วของกลุ่ม ISIS ในกลางปี ​​2013 ซึ่งได้บุกเข้ายึดครองพื้นที่ขนาดใหญ่ของประเทศซีเรียเอง รวมถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศเพื่อนบ้านอิรัก กลุ่ม ISIS เป็นกลุ่มกบฏที่รุนแรงที่สุดและเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักรบจีฮัดต่างชาติ

กลุ่ม ISIS ทำให้ชีวิตสำหรับคนในท้องถิ่นในพื้นที่ที่ถูกยึดนั้นลำบากจนเหลือทน โดยได้บัญญัติกฎหมายใหม่ที่โหดเหี้ยม พร้อมการลงโทษอย่างรุนแรงสำหรับใครก็ตามที่ฝ่าฝืนกฎ ซ้ำร้ายยังทำการก่อการร้ายหลายครั้งทั่วโลก ข่าวของการก่อตั้งขึ้นมาของกลุ่ม ISIS ทำให้คนทั้งโลกตกใจและนำไปสู่การแทรกแซงทางทหารโดยการโจมตีทางอากาศของสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และรัสเซียเพื่อต่อต้าน ISIS (แม้ว่าอเมริกาเองยังคงสนับสนุนกลุ่มหัวรุนแรงอิสลามอื่นๆ ทั่วประเทศอยู่)

ในที่สุด หลังจากมีความทุกข์ทรมานและผู้เสียชีวิตจำนวนมาก กลุ่ม ISIS ก็ถูกกำจัดไปเกือบทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการรุกรานของกองทัพ YPG จนภายในปี 2019 ก็ถูกขับใล่จนต้องหนีไปเป็นขบวนการใต้ดินอย่างสมบูรณ์

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสงครามที่เหลือก็ยังคงดำเนินต่อไป เมื่อถึงจุดหนึ่งดูเหมือนว่าความพ่ายแพ้ของอัสซาดกำลังจะใกล้เข้ามา แต่ด้วยความช่วยเหลือจากพันธมิตรของเขารวมถึงรัสเซีย (ผู้ให้การสนับสนุนทางเศรษฐกิจ การทหาร และทางอากาศ) อิหร่าน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกองกำลังอาสาสมัครเฮซบอลเลาะห์จากเลบานอนทำให้เขาสามารถยึดอำนาจเอาไว้กับตัวได้ต่อไป

ในช่วงต้นปี 2018 รัฐบาลตุรกียุยงให้มีการบุกรุกเข้าไปในดินแดนโรจาวา โดยมีทั้งกองกำลังของตุรกีเองและพันธมิตรหัวรุนแรง พวกเขาบุกเข้ายึดจังหวัดอัฟรินและสังหารพลเรือนผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก

ตั้งแต่นั้นมาสงครามก็เงียบลงในหลายๆ ประเทศ แต่อัสซาดก็ยังคงอยู่ในอำนาจ อย่างไรก็ตามยังคงมีกลุ่มกบฏจำนวนมากรอบๆ เมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือของอะเลปโป ที่สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรยังคงให้การสนับสนุนพวกเขา และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังยืนยันว่ากลุ่มกบฏเหล่านี้เป็นกบฏฝ่ายผู้ประท้วงที่ยึดถนนในปี 2011

เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ก็จะยังคงไม่มีผู้ชนะที่แท้จริงในความขัดแย้งครั้งนี้ แต่ผู้แพ้และผู้ได้รับผลกระทบนั้นมีจำนวนมาก มีคนจำนวนมากที่สูญเสียทั้งที่อยู่ ชุมชน สมาชิกในครอบครัว รวมทั้งชีวิตของพวกเขาเอง

 

แนวคิดว่าด้วยปรัชญาและสันติภาพของ ปิยบุตร แสงกนกกุล

แนวคิดว่าด้วยปรัชญาและสันติภาพของ ปิยบุตร แสงกนกกุล

เรื่อ1 ทักษภณ โฆษิตพิพัฒน์ (กลอง กบฏ)2
ภาพ TUMS
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

ปิยบุตร แสงกนกกุล ถือได้ว่ามีจุดยืนทางการเมืองแบบ Post-Marxism ตามแบบข้อเสนอของ เออร์เนสโต ลาคลาว (Ernesto Laclau) และ ชองตาล มูฟ (Chantel Mouffe) ซึ่งเขาเรียกว่า Post-Marxism เขาบอกว่า ที่ผ่านมาพวกมาร์กซิสต์อยากเปลี่ยนแปลงอะไรมักจะ ผลักไส(Exclude) ปัญหาของคนอื่นออกไป ชองตาล มูฟ เล่าว่า “ขบวนการเฟมินิสต์ กลุ่มความหลากหลายทางเพศ กลุ่มเรียกร้องประเด็นสิ่งแวดล้อม เวลากลุ่มคนเหล่านี้นำเสนอปัญหา พวกซ้ายดั้งเดิมจะบอกว่า ‘ถึงเรื่องนี้เป็นสำคัญแต่เชื่อเราเถอะ เราต้องเริ่มต้นที่กรรมกรแล้วปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพก่อน แล้วก็ Exclude คนอื่นออกไป’ ” มูฟ มองว่า เราไม่อาจอธิบายด้วยเส้นแบ่งอย่างเดิมได้แล้ว ให้แบ่งแบบใหม่ คือ คุณต้องไปรวมเอาความต้องการของสังคมจากคนทุกกลุ่มออกมาให้ได้

ผมเลยประยุกต์ทฤษฎีของ ลาคลาว กับ มูฟ มาใช้ คุณจะเชียร์พรรคการเมืองคนละพรรค ใส่เสื้อคนละสี เป็นเรื่องปกติในการเมืองแบบระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่ได้หมายความว่า คุยกันไม่ได้แล้วเปิดโอกาสให้ทหารเข้ามายึดอำนาจ ผมจึงเสนอให้ชี้ชวนดูความขัดแย้งชุดใหม่ที่ถูกต้อง คือ ทุกคน, คุณถอดสีเสื้อออกไปก่อนนะ คุณต้องการอะไรจากประเทศนี้ คุณทนเห็นอะไรในสังคมไทยไม่ไหวแล้ว ใน 14 ปี ที่ผ่านมา คุณมองเห็นอนาคตของลูกหลานไหม คุณมองเห็นเรื่องการศึกษาที่ดีมีคุณภาพไหม คุณมองเรื่องความเหลื่อมล้ำที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ไหม คุณต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีไหม ทุนผูกขาดรวบประเทศแบบนี้จะเอาหรือ ทฤษฎีซ้ายใหม่ของลาคลาวและมูฟ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากคาร์ล ชมิตต์ (Carl Schmitt) มาอีกที บอกว่า การเมืองเป็นเรื่องของขั้วตรงข้าม มีความขัดแย้งกันอยู่เสมอ แต่ความขัดแย้งในที่นี้ไม่ได้แบ่งครึ่งตามแนวดิ่ง (Vertical) แยกซ้าย-ขวา แบบเดิม แต่แบ่งแบบตัดขวางตามแนวนอน (Transversal) สิ่งสำคัญภายใต้การแบ่งแบบใหม่คือ คุณต้องนิยามให้ได้ว่าใครเป็น “เรา” และใครเป็น “เขา”

“เรา” ก็คือทุกคนที่ประสบปัญหาจากระเบียบโลกใหม่ ยากลำบากจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ ได้รับผลกระทบจากลัทธิเสรีนิยมใหม่ทางเศรษฐกิจ บางคนอาจจะชาตินิยมมาก บางคนอาจจะชาตินิยมน้อย คนทำงานการเมืองต้องไปคุยให้หมดทุกกลุ่ม ทุกคนคือ “ประชาชน” คือ “เรา” ซึ่งต้องร่วมกันต่อสู้กับ “เขา” – ชนชั้นนำจำนวนน้อยสังคม

มูฟบอกว่า นี่คือประชานิยมแบบซ้าย (Left Populist) ความต่างจากประชานิยมแบบขวา (Right Populist) คือ ผู้นำของประชานิยมแบบซายไม่ปลุกระดมเรื่องชาตินิยม แต่มีภารกิจสำคัญในการหลอมรวมผู้คนทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบจากระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ ไม่ว่าคุณจะเป็นแรงงานอพยพ ข้าราชการ นักศึกษา หรือ LGBT ก็ตาม ความท้าทายของแนวทางใหม่นี้ คือ จะหลอมรวมความต้องการที่แตกต่างหลากหลายจากคนทุกกลุ่มทุกประเภท อันเป็นผลพวงจากระบบโครงสร้างที่ผ่านมา มาเป็นความต้องการของสังคม (Social demand) ที่จะนำไปต่อสู้กับชนชั้นนำได้อย่างไร ศิลปะของผู้นำจึงอยู่ที่การสร้าง Chain of Equivalence หรือห่วงโซ่แห่งการเทียบเท่าเชื่อมโยง เพื่อสร้างความต้องการของทั้งสังคม แสวงหาความต้องการร่วมของ “เรา” เพื่อจะไปสู้กับ “เขา” หลอมรวมความต้องการของคนทั้งสังคมเหล่านี้มาชนกับชนชั้นนำซึ่งเป็นกลุ่มคน 1 % ที่ดูดซับเอาทรัพยากร อำนาจ และทุนของประเทศไว้อยู่กระจุกเดียว ส่วนคนที่เหลือไม่ว่าคุณจะชอบสีไหน เชียร์พรรคอะไร ต่างก็ต้องลำบากด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ในขณะที่ชนชั้นนำ 1 % นั้น ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากการเลือกตั้งหรือกองทัพ เขาก็อยู่ได้เหมือนเดิมตลอด ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ในทรรศนะของ อ.ปิยบุตร (ซึ่งดัดแปลงมาจากข้อเสนอของ Chantal mouffe) มีทรรศนะต่อสงครามและสันติภาพที่วางอยู่บน Democracy มากกว่าบน Liberalism เพราะปิยบุตรนิยามความเป็นเรา (A) ในความหมายที่เป็น คน 99% ที่ได้รับผลกระทบจากการจัดระเบียบโลกใหม่แบบเสรีนิยม นิยาม “ศัตรู” ว่าเป็นคน 1 % ที่ดูดซับทรัพยากร อำนาจ เอาไว้แต่เพียงพวกเดียว

และปิยบุตร (เช่นเดียวกับ Mouffe และ Schmitt) ไม่เคยกล่าวเลยว่าเราควรจะทำอย่างไร กับ “เขา” ซึ่งในส่วนนี้ในสายตาของ Liberals อาจมองว่าเป็น “จุดอ่อน” ก็เป็นได้เพราะไม่ได้มีการกำหนด กฏเกณฑ์ กติกาสำหรับวิธีปฏิบัติต่อ ศัตรู (และแน่นอนว่าข้อเสนอของทั้ง 3 นั้น เสนอว่าทางออก คือ สงคราม (Conflict) ไม่ใช่ ฉันทามติร่วมของทุกคน (Consensus) ในขณะที่ฟากฝั่งของ Liberals จะต้องมี X (ศีลธรรม/ความยุติธรรม) ประกอบกับ A (ความเป็นเรา) จึงจะนำไปสู่ผล (Consensus) ได้ หรือ ต่อให้มีสงครามเกิดขึ้น สงครามเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น และ จะต้องมีศีลธรรมให้ได้มากที่สุด (เท่าที่จะเป็นไปได้) เช่น การจำเป็นต้องมีอนุสัญญาเจนีวา ที่วางมาตรฐานในการปฏิบัติต่อผู้เป็นเหยื่อของสงครามอย่างมีมนุษยธรรม

แต่กลับกันในทรรศนะของ Schmitt แล้ว “เรา” ไม่จำเป็นต้องสนใจ X (ศีลธรรม) ในการกระทำต่อ “เขา” ผลที่ออกมา คือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว,ยิปซี ฯลฯ การทรมานเชลยนักโทษต่าง ๆ ล้วนเป็นไปในนาม “สงครามที่ชอบธรรม” สำหรับ Schmitt แล้ว สงครามไม่ได้เป็นสิ่งที่จำเป็นและชอบธรรมเสมอไป หากแต่มีสงครามที่ไม่จำเป็น (สงครามอันหลีกเลี่ยงได้) และไม่ชอบธรรมอยู่นั่น คือ สงครามกลางเมือง (Civil war) ที่ Schmitt มองว่าสงครามกลางเมืองนั้นเป็นสิ่งไม่จำเป็นเพราะ มันคือสงครามที่ “เรา สู้กับ เรา กันเอง” (โดยความเป็นเราที่ว่านี่ คือ ความเป็นผู้มีเลือดอารยันเข่นฆ่ากันเอง)

เช่นเดียวกัน เมื่อ Mouffe นิยามความเป็น “เรา” ว่า คือ ผู้คนที่ประสบภัยจากระเบียบโลกใหม่และลัทธิเสรีนิยมใหม่ การที่ “เรา สู้กับ เรากันเอง” หรือก็คือ ประชาชนที่เป็นคน 99% ต้องมาต่อสู้กันเองด้วย เชื้อชาติ สีผิว เพศ ศาสนา หรือเหตุใดก็ตามเป็น “สงครามที่ไม่จำเป็น ไม่ชอบธรรม และ หลีกเลี่ยงได้) เป็นการต่อสู้ที่ผิด เพราะไม่ได้ต่อสู้กับ “ศัตรู” ที่แท้จริง และเช่นเดียวกับการต่อสู้ระหว่าง “เหลือง-แดง” ในประเทศไทย ซึ่ง “ต่างก็ต้องลำบากด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ในขณะที่ชนชั้นนำ 1 % นั้น ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากการเลือกตั้งหรือกองทัพ เขาก็อยู่ได้เหมือนเดิมตลอด ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง” ตามที่ อ.ปิยบุตรได้ว่าไว้ แนวคิดของ Schmitt มีที่มาจากคอนเซปเรื่อง Person เป็นผลรวมของ Legal และ Ethical ของมนุษย์ ในส่วนของ Legal เป็นฐานสำคัญของ Liberal อันนำไปสู่คอนเซป “การเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย” และความเป็นปัจเจกนิยม (รวมไปถึงความพหุนิยม) ซึ่ง Schmitt จะสนใจไปที่ด้าน Ethical โดยเขาอธิบายว่ามันเกิดขึ้นได้จากการ “สร้างศัตรูร่วมกัน” และในที่สุด ประชาธิปไตย (Democracy) ที่ปราศจากเสรีนิยม คือ State of war (เพราะถ้าไม่มีศัตรูที่ชัดเจน ก็จะไม่มีความเป็นเราที่ชัดเจนเช่นกัน) ความเป็นประชาธิปไตยอันเปลือยเปล่า แท้จริงแล้ว คือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของมวลประชา ซึ่งในบริบทที่ Schmitt เสนอ ณ ตอนนั้นเขาเสนอว่า “เชื้อชาติ” เป็นสิ่งที่สามารถระบุ “ความเป็นเรา” ได้ง่ายที่สุด (ในยุคสมัยของเขา) และ มีศัตรูร่วมชาติ คือ “เชื้อชาติอื่น” Schmitt วิจารณ์หลักการเรื่อง “ความเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย” อันเป็นหลักใหญ่ใจความของ Liberalism ว่าเป็นความเสมอภาคในนามธรรมที่กลวงเปล่า เพราะในความเป็นจริงแม้คนจนจะมีสิทธิฟ้องนายทุน แต่ถ้าฟ้องจริง ๆ ผลก็คือคนจนก็ตกงาน นอกจากนั้น ความเสมอภาคกันต่อหน้ากฏหมายไม่ได้ทำให้เกิดความเป็น “เรา” คนชนชั้นนายทุนกับกรรมาชีพก็ไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขาเป็นพวกเดียวกัน เพราะเสมอหน้ากันในทางกฎหมาย ประชาธิปไตยของ Schmitt จึงคือความเป็นเนื้อเดียวกัน ความ “เท่ากัน” ในแง่การระบุตัวตน (identify) ว่าเรารู้สึกว่าเรา “เท่ากัน” เป็นพวกเดียวกัน ดังนั้นเขาจึงไม่เชื่อว่า Legal จะครอบ Ethical ได้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมชาวอเมริกันในดินแดนแห่งเสรี โหวตเลือกประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ขึ้นมาเพราะเขาไม่ได้รู้สึก “อิน” กับเรื่อง PC และเรื่อง PC ก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่าพวกเขาเป็นเนื้อเดียวกัน แต่สิ่งที่ทำให้ Mouffe ต่างจาก Schmitt คือ Mouffe คิดว่า พหุนิยม (Pluralism) กับ “ความเป็นเรา” มันสามารถไปด้วยกันได้ ในขณะที่ “ความเป็นเรา” ของ Schmitt คือ ความเป็นเลือดอารยัน (ซึ่งเป็นผลพวงจากฉันทามติของชาวเยอรมันในขณะนั้น) เท่านั้น นอกเหนือจากเลือดอารยัน คือ “ความเป็นเขา”

Mouffe เสนอว่าความเป็น “เรา” จะต้อง “บาง” มีความหลากหลาย และ Include คนจำนวนมากได้ ในขณะที่ “ความเป็นเขา” จะต้อง “หนา” (ชัด) วิธีคิดเรื่อง “ความเป็นเขา” จึงเป็นมรดกที่ Mouffe สืบทอดต่อมาจาก Schmitt (หรือก็คือ Schmitt เชื่อว่า “ความเป็นเรา” ถูกกำหนดโดยภายนอกอย่างเดียว แต่ Mouffe เชื่อว่าถูกกำหนดโดยภายในได้) ความเป็น “เรา” ในทรรศนะของ Mouffe เองก็มี X (ศีลธรรม) อยู่แต่เนื่องจากเขาเป็นนักคิดหลังยุค Post-Modern ซึ่งข้อคิดสำคัญที่ได้จากปรัชญาในยุคนั้น คือ วาทกรรมและการครอบงำ ยิ่งมีกฏเกณฑ์ทางศีลธรรมมากเท่าใด ก็ยิ่งมีความครอบงำมากเท่านั้น หากแต่ถ้าเราไม่เลือกใช้วาทกรรมใด ๆ เลย ก็ไม่สามารถก่อร่างสร้างกลุ่มทางการเมืองและนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เงื่อนไขในความเป็น “เรา” จึง มีแค่ 2 ข้อ คือ Equality(ความเสมอภาค) และ Freedom(เสรีภาพ) ซึ่งเปิดกว้างให้กับการตีความ “ประชาธิปไตย” ในอุดมคติของ อ.ปิยบุตร คือ ความเป็นเนื้อเดียวกันของประชาชน 99% ที่ทำสงครามต่อคน 1% และ ต่อระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ซึ่งข้อจำกัดหรือปัญหาในทางทฤษฎีหากจะพึงมี คือ “แล้วเราจะทำอย่างไรกับศัตรู (คน 1%)” นั้น ในขณะที่ฟากฝั่ง Liberals มีสนธิสัญญาเจนีวาและสิทธิมนุษยชนเอาไว้ในการรองรับคำตอบ แต่ในฝั่งของ Democracy กลับไม่มี ซึ่งในส่วนนี้จะมองว่าเป็นข้อจำกัดก็ได้ หากแต่มันไม่ “ย้อนแย้ง” ในตัวเอง เนื่องจาก “ภาษาของสิทธิ” หรือหลักการทางนามธรรมต่าง ๆ เป็นชุดวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้น และ อาจจะเป็นฉันทามติของผู้คน 99% หรือไม่ก็ได้ การที่นักคิดเหล่านี้จงใจละส่วนนี้ไว้ ก็เนื่องจากการที่พวกเขาไปกำหนดกฏเกณฑ์ว่า “ควรปฏิบัติต่อศัตรูอย่างไร” ก็จะเป็นการไป “คิดแทน” มวลชน ที่อยู่คนละบริบทกับพวกเขา ทั้งเวลาประสบการณ์และสถานที่ ควรปล่อยไว้ให้เป็นฉันทามติของมวลชน ณ ขณะนั้น จึงจะถูกต้องตามหลักการที่เสนอมาหรือถึงที่สุดถ้าหากมติมหาชน (99%) ออกมาว่าให้กระทำความรุนแรงต่อคน 1% ขึ้นมาจริง ๆ คำถามที่น่าคิดทบทวน คือ

ข้อที่ 1. “ความรุนแรง คือ อะไร ?” สภาพความเป็นอยู่ของผู้คนส่วนใหญ่ในโลกภายใต้ระบอบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ที่ต้องทุกข์ทรมาน อยู่กับความยากจน หลายล้านคนขาดเครื่องอุปโภคบริโภค หลายล้านคนถูกใช้แรงงานจนเสียชีวิต หลายล้านคนถูกขูดรีดจนไม่มีเงินสำหรับค่ารักษาพยาบาล สิ่งเหล่านี้ไม่นับเป็นความรุนแรงหรือ ? แล้วทำไมความรุนแรงที่เกิดกับคนกว่า 99% กับมีค่าแค่เท่ากับหรือน้อยกว่าความรุนแรงที่จะเกิดกับคน 1% ?

ข้อที่ 2. “คน 1 % นั้นต้องเป็นคนประเภทใด ?” เนื่องจากฉันทามติที่มาจากคน 99% คือการล้มเลิกระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ที่ให้คุณประโยชน์แค่กับคน 1 % และ เงื่อนไขในการเป็นคน 99% ก็มีเพียงแค่เชื่อในความ “เสมอภาค และ เสรีภาพ” ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่พื้นฐานมาก ๆ

ถ้าคนที่จะตั้งตัวเป็น “ศัตรู” กับคน 99% เพราะเขาต่อต้านความ เสมอภาค และ เสรีภาพ หรือต้องการรักษาไว้ซึ่งระบบที่ “กระทำความรุนแรง” และเอาเปรียบคนส่วนใหญ่ในสังคมเพื่อประโยชน์ของตัวเขาเอง ก็แปลว่าตัวเขาไม่ได้ปฏิเสธ “ความรุนแรง” ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว นอกเหนือไปกว่านั้น คือ “หลักการสิทธิมนุษยชน” ถูกประกอบสร้างขึ้นโดยกระฎุมพีกลุ่มหนึ่ง และ แพร่กระจายออกไปเป็น “ความจริง (Truth)” ภายใต้เงาของลัทธิทุนนิยมและจักรรดินิยมอเมริกา ทำไมชุดวาทกรรมนี้จะไม่สามารถถูกรื้อสร้างหรือปรับปรุงได้โดยน้ำมือของมนุษย์ยุคปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นคนส่วนใหญ่ 99% ? ทำไมเราต้องสยบยอมต่อชุดวาทกรรมที่ “มีส่วน” ในการกดขี่คน 99% หรือชุดวาทกรรมที่ทำให้ “ความรุนแรง” ที่เกิดกับคน 99% อันเป็นผลจากระบบที่ล้าสมัยเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” (เช่น ชุดวาทกรรม ปลาใหญ่กินปลาเล็ก,บุญทำกรรมแต่ง,โชคชะตาฟ้าลิขิต,กฎแห่งป่า,There is no alternative ของ Thatcher ฯลฯ)

ในส่วนของปํญหาและข้อจำกัดในภาคปฏิบัติ ปัญหาและข้อจำกัดในภาคปฏิบัติถือว่ามีมากมายกว่าในทางทฤษฎีมาก ๆ เพราะแนวคิดของ Mouffe จะต้องต่อสู้แย่งชิงมวลชนกับพวกประชานิยมฝ่ายขวา และ กลุ่มคนที่เห็นด้วยกับระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่
ในส่วนของการต่อสู้กับพวกประชานิยมฝ่ายขวานั้น มีความท้าทาย คือ พวกฝ่ายขวามีความชำนาญในการฝังรากแห่งความเชื่อและอุดมการณ์ลงในมวลชนของ พวกเขามีอาวุธที่ร้ายแรงมากอย่าง “พิธีกรรม” อยู่ ซึ่ง “พิธีกรรม” ดูจะเป็นสิ่งที่ในภาคปฏิบัติฝ่ายซ้ายและลิเบอรัล ไม่ใคร่ให้ความสำคัญนัก เนื่องจากมองว่าเป็นผลิตผลจากศาสนาที่ไร้เหตุผลและล้าหลัง แต่ในภาคปฏิบัติการแล้วมันได้ผลอย่างมากในระดับจิตใต้สำนึกของมนุษย์ การสามารถตอบตัวเองว่า “ฉันได้ทำสิ่งนี้ ฉันจึงเป็นคนดี และ รู้สึกดีกับตัวเอง” เป็นความสามารถที่ฝ่ายขวาจารีตมีเหนือฝ่ายซ้าย และ เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญว่าทำไมฝ่ายขวาส่วนใหญ่จึงมีสุขภาพจิตที่ดี และ มีความเหนียวแน่นสามัคคีสูง ในขณะที่ปัจจุบันโรคทางจิตแพร่ระบาดในหมู่คนรุ่นใหม่เสรีนิยมและฝ่ายซ้าย (แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคน)ซึ่งสุขภาพจิตที่ดี ซึ่งมาจากการสามารถรู้สึกดีกับตัวเองได้ เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ฝ่ายซ้ายมีความเหนียวแน่นต่อกัน และ มีสุขภาพจิตที่ดี ฝ่ายซ้ายควรจะมี “พิธีกรรม” ซึ่งสร้างความรู้สึกที่ “ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของมวลรวมขนาดใหญ่” เป็นความรู้สึกทางจิตวิญญาณถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้ย่อมจะถูกต่อต้านจากคนที่ยังไม่ได้เข้าใจในระบบการทำงานของ “อุดมการณ์” และ จิตวิทยาการเมือง หรือ ยังไม่หลุดพ้นจากกับดักของ “Rationality”

เมื่อเนื้อแท้ของประชาธิปไตย คือ ความรู้สึกเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นสำนึกของตัวตนในลักษณะรวมหมู่(Collectivism) แล้วไซร้ สำนึกแบบ “ปัจเจกนิยม” (Individualism) ที่ตั้งอยู่ด้านตรงข้ามของประชาธิปไตย แต่ถูกนำมาแอบแฝงโดยลัทธิเสรีนิยมก็จะต้องถูกท้าทายผ่าน “พิธีกรรม” ดังกล่าวเช่นเดียวกัน สำนึกแบบปัจเจกนิยม ยังเป็นเหรียญอีกด้านของ ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ที่วางอยู่บนแนวคิด “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” และ American dream ซึ่งเป็นปัจเจกนิยมสุดขั้ว ที่ในที่สุด ตระหนักถึงตัวเองในฐานะที่เป็นปัจเจกแยกออกจากมนุษย์คนอื่น คำนึงเพียงการสะสมทุน และ มองมนุษย์คนอื่น ๆ เปรียบเสมือนวัตถุซึ่งเอาไว้ตักตวงผลประโยชน์ และ สร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำดังกล่าวผ่านขุดวาทกรรม “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก,กฎแห่งป่า,สัจนิยมแบบทุน ฯลฯ)

อุดมการณ์แบบปัจเจกนิยม,เสรีนิยมใหม่ เป็นอุดมการณ์ที่ถูกผลิตซ้ำ (ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ) จากสื่อของประเทศอเมริกา และ ประเทศที่นายทุนถืออำนาจสูงสุด (ครอบครองทรัพยากรและปัจจัยการผลิตสูงสุด) และได้เผยแพร่ออกไปทั่วโลกผ่านกระแสโลกาภิวัฒน์ และ เทคโนโลยีการสื่อสารใหม่ ๆ ในปัจจุบัน ทำให้จิตสำนึกแบบ ปัจเจกนิยมสุดขั้ว นี้ฝังรากอยู่ใน “จิตใต้สำนึก” ของผู้คนทั่วโลกที่ได้รับสื่อนั้น (และแน่นอนว่าเมื่อมันเป็น “อุดมการณ์” ซึ่งทำงานในระดับจิตสำนึก ตัวผู้สมาทานอุดมการณ์ไม่จำเป็นต้องรู้สึกตัวว่าตัวเองเชื่อในอุดมการณ์แบบไหน แต่อุดมการณ์นั้นจะเป็นตัวสั่งเขาให้ประเมินสถานการณ์ใดว่าเป็น “ธรรมชาติ” หรือ “ไม่เป็นธรรมชาติ”

ดังนั้น Mouffe , ขบวนการฝ่ายซ้ายอื่น ๆ ทั่วโลก และ อ.ปิยบุตร ไม่เพียงแต่ต้องสู้กับแนวคิดแบบฝ่ายขวาจารีตเท่านั้น (Ethical แบบเก่าภายในประเทศ) แต่ต้องสู้กับความเชื่อใน “เศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่” “สำนึกแบบปัจเจกนิยมสุดขั้ว” ที่สร้างภาพฝันว่า “ใคร ๆ ก็ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ หากพยายามมากพอ พวกที่พ่ายแพ้เป็นพวกไร้ความพยายาม หาใช่ความผิดของรัฐหรือระบบใดๆ แต่เป็น “กลไกตามธรรมชาติ “ และตอบแทนผู้ศรัทธาส่วนใหญ่ที่ไม่ได้สังกัดในชนชั้นนายทุน ด้วยการไม่มีงานทำ,รัฐที่ไร้รัฐสวัสดิการ,หนี้ที่ไม่มีวันใช้หมด และ การโทษตัวเองว่าไม่มี “ความพยายามหรือศักยภาพ” มากพอ จนนำไปสู่อาการทางจิตต่าง ๆ

แต่ปัญหาในภาคปฏิบัติดังกล่าวนี้ ก็อาจไม่ได้น่าสิ้นหวังขนาดนั้น เนื่องจาก Chain of Equivalent (ฉันทามติร่วม) ที่อ.ปิยบุตร จะต้องสร้างไม่ได้เรียกร้องถึงขนาดที่ผู้คนต้อง ละทิ้งจารีตประเพณี ความเชื่อ สีเสื้อ อัตลักษณ์ความหลากหลายต่าง ๆ ไป หากจุดร่วมที่ต้องมี คือ “ความสำนึกในฐานะที่ตัวเองเป็นคน 99% ซึ่งถูกระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ (ในบริบทไทยก็ต้องเพิ่ม ระบอบอุปถัมภ์และศักดินาเข้าไปด้วย)ก่อกรรมทำเข็ญ ก็เพียงพอสำหรับนิยามความเป็น “เรา” โดยในขบวนการแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้ จะยังรักษาความพหุนิยม เอาไว้ได้โดยไม่จำเป็นต้องบังคับให้ทุกคนต้องเหมือนกันหมด แบบที่เคยเกิดขึ้นกับการปกครองของ ฮิตเลอร์ หรือ สตาลิน


1 บทความนี้เป็นบทความที่เขียนส่งอาจารย์ในวิชา PO315 ปรัชญาสงครามและสันติภาพ
2 สมาชิกก่อตั้งกลุ่มมาร์กซิสต์ศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TUMS)