การปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพในตะวันตกนั้นเป็นไปไม่ได้

การปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพในตะวันตกนั้นเป็นไปไม่ได้

การปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพในตะวันตกนั้นเป็นไปไม่ได้ (โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักร!)

ประเทศในซีกโลกเหนือแทบไม่มีการผลิตสินค้าที่เป็นวัตถุอยู่เลย มีเพียงเงินทุนในการจ้างเพื่องานบริการ หนี้ และการถือครองทรัพย์สินในต่างประเทศ การมีอยู่ของชนชั้นกรรมาชีพในซีกโลกเหนือนั้นวางรากฐานอยู่บนแรงงานในซีกโลกใต้ พร้อม ๆ ไปกับการรีดเค้นพวกเขาอย่างไม่หยุดยั้ง ก่อเกิดเป็นข้อสงสัยขึ้นมาว่า การปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพที่ประสบความสำเร็จในซีกโลกเหนือ สามารถสร้างเศรษฐกิจที่จะมาแทนที่กระฎุมพีระดับโลกในปัจจุบันได้หรือไม่ ? หรือมันจะสร้าง “กระฎุมพีกรรมาชีพ ” (proletarian bourgeoisie) ระดับโลกขึ้นมาใหม่แทน ? และหากเป็นเช่นนั้น มีหนทางที่จะหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ดังกล่าวหรือไม่ ?

ส่วนที่ 1 – ไม่มีปัจจัยการผลิตอยู่ในซีกโลกเหนือ

ภาคส่วนทางการเงิน (Financial Sector)

ภาคการเงินในเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรมีขนาดใหญ่ถึง 500% ของ GDP โดยประมาณ ทุนมหาศาลเกือบทั้งหมดนี้ประกอบไปด้วยหนี้สินและสินทรัพย์จากต่างประเทศ (ซึ่งเป็นไปได้ว่ามันจะทำให้ GDP ของมันมีสัดส่วนมากกว่า 100% ของ GDP โดยรวม) นอกจากนี้ ยังไม่รวมทุนที่ไม่ได้สำแดงจำนวนมหาศาล ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มในส่วนของ 500% นั้นอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะเดียวกัน การผลิตสินค้าวัตถุที่เป็นสิ่งของจริง ๆ ในสหราชอาณาจักรนั้นมีเพียงเล็กน้อยมาก ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1.8% ในสัดส่วนของเศรษฐกิจทั้งหมด (เมื่อเทียบกับทุนของภาคส่วนทางการเงิน)

ชัดเจนว่า วิถีการผลิตหลักในสหราชอาณาจักรในปัจจุบันคือบริการทางการเงิน ซึ่งเป็นรูปแบบที่เศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรทั้งระบบกำลังมุ่งตรงไปหา แรงงานส่วนใหญ่ในสหราชอาณาจักรได้รับค่าจ้างจากการผลิตซ้ำหรือการผลิตสินค้าอวัตถุ (immaterial) ในการบริการภาคการเงิน กล่าวคือ แรงงานส่วนนี้ที่แม้ว่าจะไม่ได้ดำเนินการโดยตรงในภาคการเงิน กำลังมุ่งทางอ้อมไปสู่การทำให้สหราชอาณาจักรเป็นสถานที่สำหรับเก็บสะสมทุนจำนวนมหาศาลที่ทั้งสะดวก ปลอดภัย และมั่นคง ในขณะที่ตัวเลขเหล่านี้ชัดเจนเป็นพิเศษในสหราชอาณาจักร ทว่า ทุกประเทศที่มีเศรษฐกิจการบริการแบบหลังอุตสาหกรรม (post-industrial) ก็ดำเนินไปในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน เพื่อชี้ให้เห็นถึงเป้าประสงค์ของบทความนี้ เราจะเรียกประเทศที่มีเศรษฐกิจลักษณะแบบนี้ว่า ‘ซีกโลกเหนือ’

ความเป็นจริงของทุนที่ว่านี้ นำไปสู่คำถามที่กระอักกระอ่วนที่ผู้ต่อต้านทุนนิยม ‘ซีกโลกเหนือ’ จำต้องเผชิญ คำถามดังกล่าวมีอยู่ว่า เราจะยึดครองปัจจัยการผลิตได้อย่างไร ในเมื่อมันไม่มีปัจจัยการผลิตดำรงอยู่ ? มีเพียงหนี้สินและทุนซึ่งผูกติดอยู่กับสินทรัพย์ที่เป็นวัตถุที่ส่วนใหญ่ผลิตจากส่วนอื่น ๆ ของโลก (ทางประเทศในซีกโลกใต้ – รวมถึงจีน) เหล่านี้เป็นสถานที่ที่มีการผลิตสินค้าวัตถุเป็นส่วนมาก และเป็นแหล่งที่วัตถุดิบถูกรีดเค้นออกไป การรีดเค้นและการผลิตวัตถุเหล่านี้นี่เอง ที่ทำให้ชีวิตของผู้คนในซีกโลกเหนือสะดวกสบายและคงอยู่ได้ กล่าวคือ การมีชีวิตอยู่ของผู้คนในซีกโลกเหนือทั้งหมดขึ้นอยู่กับกิจการของประเทศในซีกโลกใต้ หรือประเทศกำลัง (ด้อย) พัฒนาโลกที่สามทั้งหมด ที่คอยจัดหาวัตถุดิบและทรัพยากรให้ประเทศโลกที่หนึ่งรีดเค้นและขูดรีด ทั้งสินค้าฟุ่มเฟือยและสินค้าที่เป็นปัจจัยความจำเป็นพื้นฐาน

น่าแปลกที่สหรัฐอเมริกายังคงมีการผลิตวัสดุที่เป็นสินค้าจริงในปริมาณที่พอสมควร (รวมถึงการใช้จ่ายทางทหารจำนวนมาก) แม้ว่าแรงงานที่ผลิตวัตถุสินค้าจริงส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานข้ามชาติ นอกจากนี้ การผลิตแบบวัตถุก็ลดลงเมื่อสหรัฐลดภาคส่วนอุตสาหกรรม การผลิตอาหารในรัฐทางใต้และเขตเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมอื่น ๆ ยังคงดำเนินต่อไป ในขณะที่การผลิตสินค้าในระดับเล็ก (low level manufacturing – เช่น การผลิตที่ไม่เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่) นั้นกำลังลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ www.bankofengland.co.uk

คำตอบเดียวสำหรับคำถามดังกล่าว คือให้ชนชั้นแรงงานในซีกโลกเหนือ “ยึดครองปัจจัยการผลิต” ที่เป็นกลไกที่เกี่ยวข้องกับการเงิน และจับมันเป็นตัวประกัน เพื่ออ้างสิทธิ์ในเงินทุนจำนวนมหาศาลที่ภาคส่วนทางการเงินนั้นสนับสนุน และหากงานครั้งมหึมานี้ประสบความสำเร็จและสังคมนิยมได้ก่อตั้งขึ้นในซีกโลกเหนือ มันก็จะทำให้เกิดภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกครั้งใหม่ กล่าวคือเศรษฐกิจซีกโลกเหนือใหม่ จะยังคงถือครองทรัพย์สินเหล่านั้นในประเทศในซีกโลกใต้ ที่ควบคุมคนงานในพื้นที่เหล่านั้น ซึ่งเศรษฐกิจของซีกโลกเหนือต้องพึ่งพาเพื่อความอยู่รอดทางวัตถุและสินค้า ซึ่งเป็นไปตามห่วงโซ่อุปทานของวัตถุสินค้าต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วโลก และจึงก่อให้เกิดรูปแบบของลัทธิสังคมนิยมเฉพาะสำหรับชนชั้นนายทุนโลกเท่านั้น สิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะอยู่ในรัฐชาติสังคมนิยม หรือชุมชนอิสระแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะอยู่ในรัฐรูปแบบใด พวกเขาก็ยังคงทั้งพึ่งพาและขูดรีดแรงงานจากประเทศในซีกโลกใต้ทั่วโลก เพื่อความอยู่รอดของพวกเขาเอง

วิธีเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ได้คือการโอนความมั่งคั่งและกรรมสิทธิ์มหาศาลจากเศรษฐกิจในซีกโลกเหนือไปทางใต้ การยกเลิกหนี้ทั้งหมด ปล่อยทรัพย์สินเหล่านั้นให้กับคนงาน และปิดห่วงโซ่อุปทานการขูดรีด ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสิ่งนี้จะส่งผลให้มาตรฐานการครองชีพในซีกโลกเหนือถูกตัดออกโดยสิ้นเชิง เพราะดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า “เศรษฐกิจซีกโลกเหนือ” นั้น แทบไม่มีการผลิตวัตถุที่เป็นสินค้าจริงของตัวเอง เพื่อพยุงตัวเอง และท้ายที่สุด จึงไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง

อันที่จริง รากฐานของการผลิตเชิงวัตถุสินค้าในซีกโลกเหนือส่วนใหญ่ได้ถูกทำลายลง ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงทางการเงินของทศวรรษ 1970/80 (โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักร) ดังนั้น การส่งต่อความมั่งคั่งนี้จะทำให้ซีกโลกเหนือตกต่ำกลับสู่สภาพที่คล้ายกับยุคก่อนอุตสาหกรรม แต่มีขนาดประชากรแบบยุคหลังอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเกษตรกรรมของสหราชอาณาจักรที่คิดเป็นเพียง 0.1% ของเศรษฐกิจของประเทศ (เมื่อเทียบกับทุนของภาคส่วนทางการเงิน) โดยประเทศจำเป็นต้องนำเข้าอาหารมากกว่า 80% และสินค้าอุปโภคบริโภคมากกว่า 75% การโอนกรรมสิทธิ์และความมั่งคั่งดังกล่าว จะเป็น

การกลับหัวกลับหางของเปเรสทรอยก้า (perestroika)2 ที่นำไปสู่ความทุกข์ทรมาน และการต่อต้านการปฏิวัติอย่างไม่ต้องสงสัย

การหลีกเลี่ยงเปเรสทรอยก้า

แม้แต่การพิจารณาว่าชนชั้นแรงงานใหม่ทางซีกโลกเหนือจะทำหน้าที่ขจัดความสูญเปล่ามหาศาลในระบบเศรษฐกิจของพวกเขา ทั้งของจำเป็นและเงินทุนจำนวนมหาศาลที่วางไว้บนสินค้าไร้ค่าทางวัตถุ (การนำเข้าที่มีมูลค่ามากที่สุดของสหราชอาณาจักรคืออัญมณีในปัจจุบัน) แต่นี่ก็ยังไม่ได้ตอบโจทย์ที่กล่าวมาข้างต้น ที่กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวของการผลิตวัตถุสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดแคลนสินค้าวัตถุในระบบเศรษฐกิจของซีกโลกเหนือ นอกจากนี้ ข้อสันนิษฐานที่ว่าซีกโลกเหนือจะ “ปลดหนี้” ที่บังคับใช้กับประเทศในซีกโลกใต้ ในปัจจุบันก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อเช่นกัน หนี้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นเจ้าของวิถีการผลิต ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งแครอทและไม้เรียว3 สำหรับประเทศในซีกโลกใต้ การปลดหนี้ก็เหมือนกับการปล่อยทรัพย์สิน ซึ่งอย่างที่เราทราบกันดีว่าชนชั้นนายทุนจะไม่มีวันทำโดยปราศจากการใช้กำลัง

กิโยตินคอของพวกเขาเอง

อย่างไรก็ดี คำกล่าวของฝ่ายปฏิกริยาฝ่ายขวาที่ว่า “ลัทธิสังคมนิยมจะทำให้คุณจน” นั้นถูกต้องอย่างยิ่งสำหรับซีกโลกเหนือในบริบททั่วโลก ตอนนี้เรากำลังเผชิญกับความจริงที่ไม่สะดวกใจจะยอมรับมัน ไม่ว่าพวกเขาจะอ้างว่าเป็นพวกเสรีนิยมปลดแอกหรือต่อต้านจักรวรรดินิยมก็ตาม พวกฝ่ายซ้ายในซีกโลกเหนือจะไม่ปล่อยมือจากแรงงานในประเทศในซีกโลกใต้ให้หลุดมือไป และจะปล่อยให้กิโยตินตกลงบนคอของพวกเขาเอง เพราะชนชั้นนายทุนทั้งหลายจะไม่ยอมปล่อยวิถี/ปัจจัยการผลิตของพวกเขาหลุดมือไปง่าย ๆ แม้กระทั่งทุกวันนี้ ความมั่นคงทางและผลประโยชน์ทางวัตถุของคนงานที่รับค่าจ้าง (wage worker) โดยเฉลี่ยของสหราชอาณาจักรก็ยังแตกต่างกับชนชั้นแรงงานในประเทศในซีกโลกใต้อยู่มาก ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้ข้อสรุปที่ไม่ค่อยสบายใจนัก ว่าการเปลี่ยนแปลงของชนชั้นแรงงานที่แท้จริงดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ในซีกโลกเหนือ และการยึดวิถีการผลิต (ที่จุดที่มีการผลิตจริง) ในประเทศในซีกโลกใต้ เป็นเทคนิคการปฏิวัติรูปแบบเดียวที่เป็นไปได้สำหรับการปลดปล่อยชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลก

ในที่นี้ เราต้องพิจารณาถึงบทบาทของสถาบันทางเศรษฐกิจที่ไม่ใช่ของรัฐ เช่น ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ซึ่งตั้งอยู่ในและดำเนินการโดยทุนในซีกโลกเหนือ และการจะเกิดกี่ปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับมัน เช่นเดียวกับทุนในภาคการเงินของซีกโลกเหนือ สถาบันทางการเงินเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีการผลิตระดับโลก และถ้าตอนนี้สถาบันทางการเงินเหล่านั้นอยู่ภายใต้แรงงานเศรษฐกิจใหม่ของซีกโลกเหนือ มันจะเสริมความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งของพวกเขาในฐานะชนชั้นนายทุนระดับโลก โดยได้รับมรดกสืบทอดเป็นหนี้สินและทรัพย์สินประเทศในซีกโลกใต้ ดังนั้น เราจึงต้องไม่ให้ข้อเรียกร้องที่ต่อต้านทุนนิยมของซีกโลกเหนือ ที่ต้องการให้ล้มเลิกสภาวะหลังการปฏิวัติ นั้นเกิดขึ้น

เราสามารถสันนิษฐานได้อย่างถูกต้องว่าการสั่นคลอนทางการเมืองในวงกว้างทางซีกโลกเหนือจะมีผลกระทบบางอย่างในประเทศซีกโลกใต้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการคาดการหรือตีความว่าผลกระทบนั้นจะเป็นอย่างไร หากการปลดปล่อยประเทศซีกโลกใต้นี้เกิดขึ้นจริง ชาวซีกโลกเหนือทั้งหลายจึงทำได้เพียงหวังว่าผู้ที่พวกเขาขูดรีด แสวงประโยชน์ มาเป็นเวลานานจะสงสารอดีตผู้กดขี่ของตน และยอมให้เกิดช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านได้ อีกครั้ง ถ้าให้ถามฝ่ายซ้ายชาวซีกโลกเหนือคนใดก็ตามว่าพวกเขาจะยอมให้ชนชั้นนายทุนมีช่วงเปลี่ยนผ่านของการเปลี่ยนมือของทุนดังกล่าวหรือไม่ และคุณคงจะถูกหัวเราะเยาะและเล่าเรื่องตลกแบบเรื่องกิโยตินนี้หลายเรื่อง !

ส่วนที่ 2 – การทำให้ไข้วเขว

ความเข้าใจในทุน

การโต้เถียงนี้ดูเหมือนจะไม่คุ้นหูรู้จักในฝ่ายซ้ายชาวซีกโลกเหนือทั้งหลาย เรื่องที่เกี่ยวข้องที่สุดในขณะที่ค้นคว้าหัวข้อนี้ไม่ใช่ความน่ากลัวของการค้นพบ แต่เป็นความยากลำบากในการติดตามข้อมูลทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง จริง ๆ แล้วข้อมูลมันอยู่ตรงหน้า แต่ยากต่อการค้นหาและตีความ ดูเหมือนว่าฝ่ายซ้ายชาวซีกโลกเหนือล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในองค์ประกอบแรกสุดของการต่อต้านทุนนิยม ซึ่งก็คือการเข้าใจทุน ในขณะที่ค้นคว้าหาข้อมูลดิบที่อยู่เบื้องหลังเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรนั้น ไม่มีการรายงานข่าวจากสื่อที่ต่อต้านทุนนิยมเกี่ยวกับเงื่อนไขเหล่านี้ ที่เดียวที่พวกเขาได้รับการตีพิมพ์คือในวารสาร Bank of England และบล็อกที่เกี่ยวข้องกับการเงินจำนวนหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ในกรณีของบทความวิจัยทางวิชาการ ที่คนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน เพียงแต่สามารถค้นชื่อของผู้เขียนและชื่อบทความได้เท่านั้น ส่วนหากอยากจะอ่านฉบับเต็มก็ต้องเสียเงิน

ผลผลิตทางเศรษฐกิจและความสับสน

บางที หากเราประเมินสถานการณ์ด้วยความสุจริตใจ ตัวเลขทางเศรษฐกิจในปัจจุบันอาจทำให้เข้าใจผิดได้อย่างสมบูรณ์ ตัวอย่างเช่น ในสหราชอาณาจักร ปรากฏว่าภายใต้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมในปัจจุบัน เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 10 ของโลก แม้ว่าจะมีกำลังการผลิตวัสดุเพียงเล็กน้อยก็ตาม แน่นอนว่าเป็นเพราะการส่งออกบริการ จึงได้รับการจัดอันดับดังกล่าว กล่าวคือ การส่งออกนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ “อวัตถุ” ซึ่งผลิตขึ้นโดยใช้แรงงาน “อวัตถุ” บางอย่างอาจเป็น “การสร้างความรู้” ที่จำเป็น เช่น การวิจัยทางการแพทย์ แต่การส่งออกส่วนใหญ่ของสหราชอาณาจักรนั้น เป็นบริการทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้มีผลผลิตเป็นวัตถุจริง

www.worldstopexports.com

ยังมีความสับสนเพิ่มเติมอีก เมื่อประเมินผลผลิตทางเศรษฐกิจเทียบกับ GDP ผลผลิตทางเศรษฐกิจคือ ระดับการผลิตของเศรษฐกิจ (ทุนถูกสร้างขึ้นเท่าใด) ในขณะที่ GDP เป็นเพียงปริมาณเงินทุนภายในเศรษฐกิจ เช่นนี้ เมื่อคุณค้นหาใน Google “ภาคส่วนทางการเงินของสหราชอาณาจักรมีขนาดใหญ่เพียงใด ?” คุณจะพบการอ้างอิงที่ไม่มีที่สิ้นสุดของผลผลิตทางเศรษฐกิจของภาคส่วนทางการเงิน ซึ่งค่อนข้างน้อย เพียง 6.9% ต่อปี นี่เป็นเพราะว่าทุนเพียงอย่างเดียว ไม่ได้สร้างเงินทุนเพิ่มเติม และภาคส่วนทางการเงินของสหราชอาณาจักรส่วนใหญ่เพียงแค่สะสมทุน มากกว่าที่จะสร้างผลผลิตที่มีนัยสำคัญใด ๆ ของความมั่งคั่งที่แท้จริง

รูปแบบอื่น ๆ ของการใช้แรงงานที่อวัตถุ เช่น ศิลปะ สื่อ วารสารศาสตร์ การวิจัยและพัฒนา ฯลฯ ล้วนแต่ให้ผลผลิตในรูปแบบของตนเอง เช่นเดียวกับภาคบริการที่สำคัญหรือภาคการเพิ่ม/พัฒนาประชากร เช่น การขนส่ง โรงพยาบาล และโรงเรียน อย่างไรก็ตาม ภายใต้โครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบนี้ในปัจจุบัน เช่นในสหราชอาณาจักร พื้นที่เหล่านี้เป็นเพียงค่าแรงที่จ่ายให้กับภาคการเงิน ดูดซับเอาผลผลิตทั้งหมด และนำไปใช้เพื่อจุดประสงค์ในการเสริมสร้างเศรษฐกิจด้วยตัวมันเอง กล่าวโดยย่อ บริการทางการเงินนั้นค้ำจุนและกำกับดูแลเศรษฐกิจทั้งหมด โดยไม่มีที่ว่างให้ดำเนินการนอกระบบ วิถีการผลิตหลักจึงเป็นบริการทางการเงิน กิจการเช่น ร้านกาแฟ รถเมล์ โรงพยาบาล ช่องทีวี ร้านเสื้อผ้า นั้นสามารถประทังชีวิตชนชั้นกรรมาชีพชาวซีกโลกเหนือได้เล็กน้อยเท่านั้น ให้มีชีวิตที่ค่อนข้างปลอดภัยและสบายพอตัว โดยขณะที่ทุนจำนวนมหาศาลเหล่านี้ถูกเก็บไว้ด้วยอาณัติโดยปริยาย

แม้แต่การส่งออกวัตถุสินค้าต่าง ๆ ของสหราชอาณาจักรยังเป็นเรื่องราวที่ถูกทำให้เข้าใจบิดเบี้ยว เช่นการส่งออกวัสดุหลักของประเทศของสหราชอาณาจักรคือ เครื่องจักร ยานพาหนะ และคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตาม สินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าที่ประกอบในสหราชอาณาจักรเท่านั้น โดยวัตถุดิบ ส่วนประกอบต่าง ๆ และแรงงานนั้น จำเป็นต้องนำเข้าและสกัด ขูดรีด มาจากที่อื่น รวมถึงการแปรรูปและการขนส่ง หากไม่มีงบประมาณด้านเงินทุนจำนวนมาก ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะประเมินตัวเลขเบื้องหลังการนำเข้า วัตถุดิบก่อนการประกอบ หรือวัตถุดิบที่ ‘กึ่งสำเร็จรูป’ ว่าเป็นเท่าไรแน่ อย่างไรก็ตาม เราสามารถพูดได้อย่างมั่นใจว่า หากปราศจากห่วงโซ่อุปทานที่ขูดรีดจากประเทศในซีกโลกใต้ เพื่อรักษาบทบาทการประกอบของสหราชอาณาจักรนั้น อุตสาหกรรมการผลิตในสหราชอาณาจักรทั้งหมดก็จะยุติลงอย่างแน่นอน

น่าแปลกที่สหราชอาณาจักรและประเทศซีกโลกเหนืออื่น ๆ ที่ส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษ นั้นจ้างหรือ outsource แรงงานบริการอวัตถุจำนวนมากพอ ๆ กับแรงงานวัตถุปกติ ซึ่งโดยหลักแล้วจะส่งไปอินเดีย เพื่อทำงานการธนาคาร โทรคมนาคม และบริการสื่อ จากนั้นบริการเหล่านี้จะถูกนำเข้ากลับไปยังประเทศต่าง ๆ เช่น สหราชอาณาจักร (แม้ว่าจะไม่ถือเป็นการนำเข้าอย่างเป็นทางการ) และนับเป็นการทำการตลาดเป็นสินค้าอวัตถุที่ผลิตในประเทศของตนเอง

ซึ่งแหล่งนำเข้าหลักของสหราชอาณาจักรคือจีน ตามมาด้วยเยอรมนี สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเบลเยี่ยม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาคบริการมากกว่า แต่ยังมีสินค้าที่เป็นปัจจัยและส่วนประกอบสำคัญต่อการอยู่รอดและความสะดวกสบายของแรงงานในสหราชอาณาจักร วัตถุดิบในสินค้าเหล่านี้มาจากแหล่งเดียวกันและเป็นไปตามห่วงโซ่อุปทานระดับโลกแบบเดียวกันที่กล่าวถึงข้างต้น ซึ่งอาศัยการขูดรีดเอาวัตถุดิบและแรงงานในประเทศซีกโลกใต้ที่ราคาถูก

การประเมินมูลค่า

เป็นเรื่องที่น่าแปลกที่เกณฑ์ปัจจุบันที่ใช้ในการวิเคราะห์ความมั่งคั่ง ได้จัดให้ประเทศทางซีกโลกใต้ที่ถูกสกัดเอาวัตถุดิบและแปรรูปวัตถุดิบให้กับประเทศที่ในโลกเหนือ ถือเป็นพื้นที่ที่มี ‘เศรษฐกิจที่ยังไม่พัฒนา’ การเปรียบเทียบที่น่าสนใจคือเมียนมาร์และลักเซมเบิร์ก ซึ่งมี GDP ของประเทศใกล้เคียงกัน ลักเซมเบิร์กเป็นหนึ่งในไม่กี่ตัวอย่างของประเทศที่มีภาคการเงินที่ใหญ่กว่าสหราชอาณาจักร เมียนมาร์ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดปานกลางถึงใหญ่ อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและกำลังแรงงานจำนวนมาก ถือว่าไม่ได้รับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เนื่องจากการส่งออกที่สำคัญของพวกเขาเป็นวัตถุดิบ (ที่เป็นวัตถุจริง) ทั้งหมด ดังนั้นในระดับสากล เมียนมาร์อยู่ในระดับเดียวกับลักเซมเบิร์กในแง่ของ GDP แม้ว่าลักเซมเบิร์กจะมีประชากรเพียง 1% ของเมียนมาร์และ 0.3% ของที่ดินทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ในระดับบุคคล พลเมืองโดยเฉลี่ยในเมียนมาร์ถือเพียง 1% ของความมั่งคั่งของชาวลักเซมเบิร์กโดยเฉลี่ย (GDP ต่อหัว) หากเป็นเช่นนี้ การที่จะให้คนงานค่าจ้างจากสองประเทศนี้อยู่ในกลุ่มเดียวกันจึงเป็นเรื่องเหลวไหลอย่างชัดเจน การเปรียบเทียบนี้ไม่ได้หมายความว่าชนชั้นแรงงานในท้องถิ่นในลักเซมเบิร์กไม่ใช่ชนชั้นแรงงาน แต่ทำให้เห็นชัดถึงความคลุมเครืออย่างสมบูรณ์ของความเป็นจริงของวัสดุทั่วโลกและความเหลื่อมล้ำในการผลิตแบบอวัตถุ หากจะกระจายความมั่งคั่งอย่างเท่าเทียมกันในแต่ละประเทศหรือในกรอบเศรษฐกิจระดับภูมิภาค แม้ว่าจะมีการปรับปรุงภายในประเทศบ้าง ก็ย่อมยังมีความแตกแยกทั่วโลกอย่างมหึมานี้

สิ่งนี้เน้นให้เห็นถึงบทบาทที่ชัดเจนของ “ชนชั้นแรงงานอภิชนาธิปไตยในระดับโลก (global labour aristocracy)” ในระบบเศรษฐกิจที่มีอำนาจเหนือกว่าในปัจจุบัน แท้จริงแล้ว พวกฝ่ายซ้ายชาวซีกโลกเหนือส่วนใหญ่ดูเหมือนจะปฏิเสธโดยสิ้นเชิง หรือไม่มองว่ามันได้เกิดสิ่งที่เรียกว่าชนชั้นแรงงานอภิชนาธิปไตยในระดับโลก ซึ่งเป็นแนวคิดที่ว่าชนชั้นแรงงานในลักเซมเบิร์กและเมียนมาร์ไม่ได้ถูกขูดรีดอย่างเท่าเทียมกัน แม้แต่เรื่องนี้ก็เป็นที่ยอมรับของเลนินในปี 1917 ใครก็ตามที่มาจากประเทศในซีกโลกใต้ หรือแม้แต่ผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นก็จะยอมรับว่าการปฏิเสธนี้เป็นเรื่องเหลวไหล

ความไขว้เขวของวัตถุ

การประเมินว่าซีกโลกเหนือขึ้นอยู่กับความจำเป็นของวัตถุดิบจากประเทศในซีกโลกใต้นั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะอาหารและสินค้าทั้งหมดถูกวัดมูลค่าด้วยมูลค่าตลาดทุนนิยม เนื่องจากสถิติการค้าดังกล่าววัดเป็นสกุลเงิน มากกว่าการใช้แรงงานหรือความจำเป็นทางวัตถุ ดังนั้นสินค้าฟุ่มเฟือย (ที่ไม่จำเป็น) อย่างไวน์คุณภาพสูงจากฝรั่งเศสจึงถือว่ามีค่ามากกว่าสิ่งของจำเป็น ‘พื้นฐาน’ อย่างข้าวจากประเทศไทย เนื่องจากความสับสนที่ทำให้ไขว้เขวเหล่านี้ ทำให้ในสถิติเศรษฐกิจร่วมสมัยทั้งหมดฝรั่งเศสเป็นแหล่งอาหารนำเข้าที่ใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร* อย่างไรก็ตาม แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะประเมินว่าสินค้านำเข้าเหล่านี้เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยมากเพียงใด หรือที่สำคัญกว่านั้นคือสินค้าสำคัญที่ผ่านกระบวนการแปรรูปในฝรั่งเศสด้วยวัตถุดิบที่มาจากที่อื่น ที่นี่เราจะต้องคำนึงถึงเครื่องจักรที่ใช้ในการแปรรูปด้วย โดยเฉพาะแรงงานและวัตถุดิบที่ใช้ในการสร้างและบำรุงรักษาเครื่องจักรนั้น

แม้แต่อาหารที่ปลูกในประเทศในฝรั่งเศสก็ยังต้องพึ่งพาแรงงานตามฤดูกาลจากภูมิภาคที่มีรายได้น้อย โดยปกติในแอฟริกาเหนือ ในขณะที่ในสวีเดนโดยทั่วไปคือประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขที่เข้มงวดแนบมากับโปรแกรมการทำงานตามฤดูกาล เพื่อให้แน่ใจว่าแรงงานที่มีรายได้น้อยจะไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในแกนกลางของจักรวรรดิของประเทศซีกโลกเหนือ ซึ่งเป็นการผกผันของรูปแบบการเป็นทาสแบบเก่าที่คนงานไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากดินแดน ซึ่งในปัจจุบัน พวกเขาก็ไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่เช่นกัน

ห่วงโซ่อุปทานที่เป็นโลกาภิวัตน์ที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน จึงควรถูกใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศในซีกโลกใต้ การพึ่งพาอาศัยประเทศในซีกโลกใต้ที่เพิ่มขึ้นของรัฐต่าง ๆ ในซีกโลกเหนือทำให้เสี่ยงที่จะเกิดการต่อต้านลุกฮือขึ้นในประเทศในซีกโลกใต้ ซึ่งการลุกฮือนั้นมีศักยภาพมากกว่าที่จะทำลายเศรษฐกิจซีกโลกเหนือ สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นจุดควบคุมห่วงโซ่อุปทานดังกล่าว ซึ่งสถานที่ที่เป็นจุดควบคุมนั้นก็มีหลายแห่ง เช่น คลองสุเอซและปานามา ช่องแคบฮอร์มุซ บับอัล-มันดับ และมะละกา ตลอดจนท่าเรือหลักทั้งหมดที่ส่งสินค้าสำหรับตลาดในซีกโลกเหนือ นอกจากนี้ยังมีแหล่งที่มาของการสกัดวัสดุที่จำเป็นอย่างมาก เช่น เหมืองโคลแทนในคองโกและบราซิล รวมถึงเหมืองลิเธียมในชิลีและโบลิเวีย ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการที่ฝั่งซีกโลกเหนือไม่สามารถเพิ่มความสามารถในการแสดงอำนาจของตนได้หลังจากการทำรัฐประหารในปี 2019 พ่ายแพ้เพียงหนึ่งปีต่อมา

ส่วนที่ 3 – ความเป็นจริงของทุน

โลกาภิวัฒน์ไม่ใช่ปัญหา

นี่ไม่ได้หมายความว่าทุกภูมิภาคต้องพึ่งพาตนเองอย่างเป็นรูปธรรม เครือข่ายอาหารโลกาภิวัตน์บางรูปแบบจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกคนบนโลกใบนี้ ทำให้เกิดความหลากหลายและความมั่นคงในกรณีที่ผลผลิตพืชผลต่ำในบางภูมิภาค การผลิตวัสดุทุกภาคส่วนก็เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ปัญหาอยู่ที่มูลค่าตลาดและจัดจำหน่ายวัสดุเหล่านั้นอย่างไร ใครเป็นผู้จัดหาและใครเป็นเจ้าของแรงงาน

พูดง่าย ๆ ก็คือ ซีกโลกเหนือไม่ได้สร้างความมั่งคั่งทางวัตถุ และไม่สามารถสนับสนุนมาตรฐานการครองชีพในปัจจุบันได้โดยไม่แสวงหาประโยชน์และขูดรีดแรงงานและวัตถุดิบจากประเทศในซีกโลกใต้ผ่านระบบเศรษฐกิจระดับโลกที่มีอำนาจเหนือกว่า โดยที่ซีกโลกเหนือควบคุมทั้งทุนและแรงงานในที่สุด ชนชั้นกรรมาชีพชาวซีกโลกเหนือไม่ได้ผลิตผลผลิตทางวัตถุ คนรวยไม่กินแรงงานของชาวซีกโลกเหนือ แรงงานชาวซีกโลกเหนือเพียงแค่รับใช้มันเท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีเรื่องตลกร้ายที่ชนชั้นแรงงานชาวซีกโลกเหนือในปัจจุบันได้สร้างแนวหน้าระดับโลกให้กับชนชั้นนายทุน กล่าวคือ ด้วยอำนาจในการเลือกตั้งของพวกเขา ในระบอบประชาธิปไตย พวกเขาได้ทำการลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองที่ลงมือทำให้จักรวรรดิของพวกเขาแผ่ขยายไปทั่วโลก จัดการรัฐประหาร พลิกกลับการปฏิวัติ และการรุกรานของประเทศในซีกโลกใต้ใด ๆ ที่พยายามหลุดพ้นจากห่วงโซ่อุปทานที่ถูกขูดรีดโดยประเทศโลกที่หนึ่ง (ในแง่นี้ระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน จึงไม่ได้เป็นการเอื้อผลประโยชน์ให้กับชนชั้นแรงงานโดยรวมในโลกแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นการเอื้อประโยชน์กับพลเมืองของรัฐรัฐนั้นเท่านั้น เพราะการทำให้พลเมืองในประเทศ— ไม่ว่าจะชนชั้นใด นายทุนหรือแรงงาน— นั้นได้รับผลประโยชน์มากเท่าใด ก็ย่อมต้องขูดรีดเอาผลผลิตส่วนเกินจากประเทศหรือรัฐอื่นมากเท่านั้น เกมนี้จึงอาจกลายเป็นสัจธรรมในเศรษฐกิจการเมืองระดับโลกไปแล้ว)

บางคนอาจโต้แย้งว่าระบบอัตโนมัติ (automation) เป็นทั้งการปลดปล่อยหรือสาเหตุของการเสื่อมถอยของอุตสาหกรรมในซีกโลกเหนือแต่ไม่ว่าจะเป็นการบอกว่าการมีระบบอัตโนมัติขั้นพื้นฐาน เช่น รถแทรกเตอร์ ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นประเทศที่ “มีรายได้ปานกลางระดับบน” อย่างเช่นประเทศไทยแทนรถแทรกเตอร์ อย่างเช่นประเทศไทยซึ่งพบการใช้ควายในการไถนาเป็นปกติธรรมดา ในขณะนี้ การพัฒนาระบบอัตโนมัติระดับโลกครั้งใหม่มุ่งไปที่การทำให้ภาคบริการเป็นระบบอัตโนมัติ ซึ่งคาดว่าจะเป็นการปลดปล่อยชนชั้นแรงงานชาวซีกโลกเหนือจากการใช้แรงงานอวัตถุ เนื่องจากแรงงานในประเทศในซีกโลกใต้ยังคงทำงานหนักบนผืนดิน

แล้วใครกันคือชนชั้นแรงงาน ?

สิ่งนี้ไม่ถือเป็นการยกย่องผู้ที่อยู่ในซีกโลกใต้ว่าเป็นชนชั้นแรงงานที่บริสุทธิ์เพียงคนเดียวของโลก และไม่ได้หมายความว่าแรงงานชาวซีกโลกเหนือเป็นชนชั้นนายทุนน้อย ทุกวันนี้ชนชั้นแรงงานชาวซีกโลกเหนือยังคงเป็นชนชั้นแรงงานอย่างแท้จริง และน่าเศร้าที่พูดกว้าง ๆ ว่าจิตสำนึกทางชนชั้นในประเทศซีกโลกใต้นั้นแทบจะไม่มีการพัฒนามากไปกว่าในฝั่งซีกโลกเหนือ ประเทศในซีกโลกใต้แน่นอนว่าก็มีเจ้าของกิจการเช่นกัน ที่สามารถยึดอำนาจทางการเมือง และกลไกการเอารัดเอาเปรียบและขูดรีดในระดับท้องถิ่นได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อมองกลับไป ก็เป็นที่ชัดเจนว่ากลไกเหล่านี้ทำงานให้ใครในท้ายที่สุด และใครนั่งอยู่บนโครงสร้างระดับโลก ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าชนชั้นแรงงานในซีกโลกเหนือเป็นชนชั้นแรงงานที่แท้จริงหรือไม่ ประเด็นคือถ้าชนชั้นแรงงานในซีกโลกเหนือเหล่านั้นยึดวิธีการผลิตและทุนที่ติดอยู่กับมัน พวกเขาก็จะกลายเป็นชนชั้นนายทุนระดับโลกคนใหม่

การโต้เถียงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยเจตนาที่จะเอาเป็นเอาตายกันไปข้างนึง แต่เป็นเพียงการชี้ให้เห็นถึงความเป็นจริงของทุนที่ผู้ต่อต้านทุนนิยมชาวซีกโลกเหนือส่วนใหญ่ละเลยไป แล้วฝ่ายซ้ายชาวซีกโลกเหนือจะต้องทำอย่างไร ? แน่นอน ขั้นแรกคือต้องบรรลุข้อตกลงกับความเป็นจริงของภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจที่มันเป็นอยู่ เช่นที่กล่าวมาข้างต้น ต่อจากนั้น ต้องมีการเปิดแนวคิดใหม่เกี่ยวกับการต่อต้านจักรวรรดินิยมอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อจัดการกับความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจและวัตถุดิบต่าง ๆ ระหว่างประเทศในซีกโลกเหนือและประเทศในซีกโลกใต้ และห่วงโซ่อุปทานที่ความสัมพันธ์นี้พึ่งพิงอยู่ มันจึงถึงเวลาแล้วที่ต้องทำความเข้าใจว่าการต่อต้านทุนนิยมมีความหมายอย่างไรต่อทุน และสำหรับผู้ที่รับใช้ทุน

ลัทธิอาณานิคมนิยม กับการรุกไล่จากภายใน

ลัทธิอาณานิคมนิยม กับการรุกไล่จากภายใน

เรื่อง Samaideng Tungdin & Gabriel Ernst
แปล sirisiri
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute
แก้ไขเพิ่มเติมโดยผู้แปล 27 พฤศจิกายน 2021

English Version


คำนำผู้แปล

ความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็น “จักรวรรดินิยม” จากคำว่า Imperialism รวมถึงกระบวนการทำให้เป็นอาณานิคม (ทำให้เป็นเมืองขึ้น) จากคำว่า colonisation มีการพัฒนาในตัวเองอย่างสำคัญและต่อเนื่อง ด้วยกระบวนการดังกล่าวถือเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญในการเมืองโลกอย่างไม่เสื่อมคลาย และในขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องใหญ่ระดับโลก

กรณีที่เจ้าอาณานิคมเข้าดำเนินการบริหารจัดการอำนาจเหนืออาณานิคมอย่างเปิดเผยโดยใช้ “คน” ของตนไปปกครองอย่างในยุคอาณานิคมทางเรือช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 นั้นถือว่าล้าหลังไปแล้ว ปัจจุบันเจ้าจักรวรรดิใช้การครอบงำอาณานิคมของตนผ่าน “อุดมการณ์” ในระดับปัจเจกทั้งยังทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เป็นเรื่องน่าสับสนเมื่อพยายามจะทำความเข้าใจต่อข้อสงสัยที่ว่า “ไทยตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตกหรือไม่?” (ซึ่งจะตามมาด้วยข้อสงสัยอีกหลายประการ) อุปสรรคในการพัฒนาความเข้าใจต่อประเด็นดังกล่าวประการหนึ่งเกิดจากว่ามันไปกระตุ้นความเป็นนักชาตินิยมฟาสซิสต์ของชาวไทยให้ต้องเดือดดาลจนเสียสมาธิที่จะทำความเข้าใจถึงโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ การเมืองไทยที่ไม่เคยยึดโยงกับคนในชาติอย่างแท้จริง หรือพูดอย่างถึงที่สุดคือความเป็นทาสทางความคิดของคนไทยโดยการครอบงำของชาติตะวันตกได้ฝังลึกลงไปในระดับจิตใต้สำนึกอันสุดแสนจะเสรีของพวกเขาเสียแล้ว (เช่น กิจกรรมรับน้องอย่างเสรี) โดยเฉพาะข้อเสนอที่ยิ่งกระตุ้นความโกรธเคืองของพวกเขาอย่างมาก เพราะความรักอย่างบริสุทธิ์ต่อกรณีความเกี่ยวข้องของครอบครัวแห่งชาติที่เป็นทั้งสัญลักษณ์แห่งความดี และเครือข่ายอุปถัมภ์แบบไทยๆ ในฐานะเครื่องมือของฝรั่ง

หากคุณเชื่อคำคมที่ว่า “คุณในวันพรุ่งนี้ต้องดีกว่าเมื่อวาน” จงอย่าละเลยว่าศักยภาพที่จะ “งมงาย” นั้นสามารถถูกพัฒนาได้ง่ายกว่ายิ่งกว่าศักยภาพอื่นๆ นั่นทำให้การครอบงำทางอุดมการณ์ยิ่งมีประสิทธิภาพสูง เพราะผู้งมงายไม่จำเป็นต้องสงสัย ไม่มีใครสามารถบังคับขู่เข็ญเอามันไปจากพวกเขาได้ และมันจะเพิ่มขึ้นในทุกๆ วันอย่างไม่มีสิ้นสุด

 

“การถูกคุกคามโดยจักรวรรดิในระดับจิตไร้สำนึก”

หากพิจารณากิจกรรมของรัฐจักรวรรดิไทยที่มักผลักไส ประชากร/แรงงาน ของตนออกจากความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันระหว่างรัฐกับราษฎร ขณะเดียวกับที่พยายามอย่างมากที่จะเพิ่มอำนาจชี้นำวิถีผลิตและวิถีชีวิต โดยมุ่งกีดกัน ผล/ประโยชน์ ออกจากผู้ผลิต ในที่นี้คือจังหวัดต่างๆ หรือบ้านนอก และเรียกมันว่า “ผลประโยชน์แห่งชาติ” หรือพูดอย่างถึงที่สุดได้ว่ารัฐไทยต้องการให้ชุมชนทั้งหมดที่อ้างอิงแผนที่อาณาจักรไทย

ผู้เขียนบทความ (ผู้เขียนบทความต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษ) เคยมีโอกาสไปเยือนหมู่บ้านของชาวลีซูแถบชายแดนภาคเหนือตอนบน ขณะที่ได้พบกับหัวหน้าหมู่บ้าน เขาเห็นธง 2 ผืน ผืนหนึ่งสีแดง, ขาว และน้ำเงิน นี่คือธงไตรรงค์ของรัฐไทย คู่กับธงสีเหลืองของราชวงศ์ หัวหน้าเผ่าไม่ใช่คนไทย ไม่มีใครที่นี่เป็นคนไทย ถึงอย่างนั้นธงเหล่านี้ก็โบกสะบัดอยู่เหนือบ้านของหัวหน้าชุมชน มันช่างดูคลับคล้ายว่าเคยเกิดขึ้นมาแล้วในพม่า ไกลออกไปไม่กี่กิโลเมตรที่นั่นมีธงอังกฤษโบกไสวแบบเดียวกันนี้มาก่อน

จักรวรรดิต่างๆ พยายามขยายขอบเขตอำนาจของตน แน่นอนพวกเขาไม่ใช่เจ้าเดียวที่พยายามจะขยายร้านสาขาของตน (แบบเดียวกับที่ CP ทำ) ที่เด่นที่สุดเห็นจะเป็นจักรวรรดิอังกฤษในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 จนถึง 20 กิจกรรมเหล่านี้ทิ้งร่องรอยเป็นมรดกให้เห็นทั่วไป กล่าวได้ว่าแนวทางข้างต้นเป็นแบบแผนที่จักรวรรดิอเมริกานำมาใช้ในปัจจุบัน

แน่ล่ะพวกเขาไม่ได้แปะป้าย “This is America (Property)” (นี่คือทรัพย์ส่วนตัวของอเมริกา) และป่าวประกาศไปทั่วว่าที่ดินผืนนั้น หรือแผ่นดินถิ่นนี้เป็นสินทรัพย์ของพวกเขา พวกเขาเพียงใช้ทุกวิถีทาง โดยเฉพาะกำลังรบ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม เพื่อให้เหล่าชนพื้นถิ่นทั้งผู้มีและผู้ยาก ทั้งผู้กดขี่และผู้ถูกกดขี่ คล้อยตามอำนาจต่างด้าวอันเป็นดั่งสายพันธุ์ต่างถิ่นที่นำความฉิบหายมาสู่ระบบนิเวศ (alien species) ก็คืออำนาจจากจักรวรรดิที่เข้ามาขัดขวางการปรับตัวของชนพื้นถิ่นจนไม่สามารถใช้มุมมองข้อแม้ที่สอดคล้องกับวิถีผลิตและวิถีชีวิตของพวกเขาเอง (autonomia) ไม่ได้หมายถึงว่าเราควรจะรักษาความบริสุทธิ์ของท้องถิ่น หากแต่ว่าอำนาจที่เข้ามาของเจ้าจักรวรรดินั้นมักไม่ใช่อำนาจที่เข้ามาอย่างเป็นมิตร แต่มักจ้องจะจับเอาชุมชนต่างๆ เข้าเป็นทาสของตนอย่างโจ่งแจ้ง

อาจเปรียบเทียบกับต้นปาล์มต่างถิ่นใน ภาพยนตร์ DUNE (2021) ที่ชาวเฟรแมนในดาวอาราคิสที่มีภูมิประเทศแบบทะเลทรายทั้งดาว ได้นำพืชเข้ามาปลูกด้วยเหตุว่ามันเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์จากความเชื่อของจักพรรดิ หรือจักรวรรดิ อันไม่สอดคล้องกับความต้องการที่จะนำความอุดมสมบูรณ์มาสู่ดาว หรือกระทั่งหวังว่าไม้มงคลจะนำพาการปลดปล่อยพวกเขาเองจากการเป็นทาส (อาณานิคม) สู่อิสรภาพในสักวัน ต้นไม้นี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของความเชื่อที่ครอบงำและชี้นำผู้คนที่ถูกผลักไสโดยอาณาจักรของตน ผู้ดูแลสวนยังเล่าอีกว่า “ต้นไม้นี้ใช้น้ำสำหรับคน 5 คนต่อวันต่อต้น ในสวนนี้มีปาล์ม 20 ต้น สวนนี้ใช้น้ำสำหรับคน 100 คนต่อ 1 วัน” (ผู้แปล)

อย่างไรก็ตามการขยายตัวของอำนาจดังกล่าวไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แต่ในโลกฝั่งตะวันตกเท่านั้น จักรวรรดิญี่ปุ่นเองได้แผ่อำนาจของตนออกไปอย่างกว้างขวาง ร้ายกาจจนเป็นที่โจษขานไม่ต่างจากศัตรูทางโครงสร้างของมันเอง (นั่นคือกลุ่มจักรวรรดิยุโรป)

เรายังสามารถพบตัวอย่างความพยายามของอาณานิคมที่ถูกครอบงำได้ปราบปรามคนของตนโดยที่มองว่าพวกเขาเป็นคนอื่น เป็นศัตรูไม่ต่างจากที่จักรวรรดิทำต่อชนชั้นนำอันเป็นตัวแทนของรัฐ เพียงแต่มีขนาดที่ย่อส่วนลงมาในระดับ อบต. และที่นี่ในประเทศไทยก็เช่นกัน

ความเป็นจักรวรรดินิยมผ่านจิตไร้สำนึกและผู้ถูกกีดกันหรือคนชายขอบ

Imperialism (อิมพีเรียลลิสซึ่ม) หมายถึงวิถีคิดที่มุ่งหาการขยายกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ซึ่งอ้างอิงเอาจากแผนที่รัฐชาติสมัยใหม่ รวมเข้ากับ auto จาก auto-canibalism ซึ่งหมายถึงการกัดเล็บ, งูกินหางจากสภาวะกดดันทำให้ทำร้ายหรือกัดกินตัวเองโดยไม่รู้ตัว ในที่นี้

auto-imperialism จึงหมายถึงการยัดเยียดวิถีชีวิตสู่ระดับชุมชนพื้นถิ่น

(เช่นในทางภูมิศาสตร์อย่างง่ายให้นึกถึงระดับภูมิภาคเหนือ, ใต้, ออก, ตก หรือจังหวัด ซึ่งในทางวัฒนธรรมยังจะซับซ้อนมากขึ้นเมื่อคำนึงถึงการย้ายถิ่นฐาน)

ซึ่งก็คือการบังคับให้ชุมชนท้องถิ่นที่ตกอยู่ในฐานะแรงงานของเจ้าอาณาจักรแล้วยังต้องรับภาระจากการตกเป็นแรงงานของเจ้าจักรวรรดิซ้อนทับเข้าไปอีก ชั้นในที่นี้ผู้เขียนเปรียบเสมือนการกัดกินตัวเอง เพื่อเพิ่มผลิตผลให้พอต่อความต้องการจากทั้งนายเก่าและนายใหม่

แอนโตนิโอ กรัมชี่ ได้นิยามความหมายของ Subaltern หรือ ใกล้เคียงกับ คนชายขอบ คือประชากรของอาณาจักรที่ถูกกีดกันออกจากอำนาจที่ถือครองโดยเจ้าจักรวรรดิทั้งทาง สังคม การเมือง และภูมิศาสตร์ หรือก็คือถูกกีดกันออกจากระบบอำนาจแบบสูงต่ำทั้งหมด เป็นเพียงทาสเพื่อใช้งานของเจ้าจักรวรรดิ ซึ่งเป็นโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เข้าขวางทับความสัมพันธ์แต่เดิมในระดับอาณาจักรกับผู้คนพื้นถิ่นนั่นเอง

*Subaltern หรือ คนชายขอบ อาจไม่ได้เป็นคนเขาคนดอย หรือชาวบ้านที่อยู่ตามชายแดนพื้นที่ห่างไกล อันที่จริงแล้วแม้แต่คนในเมืองทั่วไปก็ตกอยู่ในสภาวะความเป็น “คนชายขอบ” ไม่น้อยเนื่องจากถูกผลักออกไปจากประโยชน์ที่พึงแบ่งสรรปันส่วน และการได้รับการดูแลจากรัฐในฐานะชุมชนที่พึ่งพาอาศัยกันในระดับอาณาจักร

ตัวแทนของคนชายขอบในไทย ได้แก่ ชาวดอย กลุ่มมาเลย์มุสลิมทางตอนใต้สุด และกลุ่มขนาดใหญ่สุดถือเป็นประชากร 3 ใน 10 ส่วนของไทยคือชาวอีสาน

ถึงกระนั้นชาวอีสานไม่มีสิทธิต่อรองใดๆ บนผลประโยชน์ที่พวกเขาสร้างขึ้นในขณะที่กลุ่มผู้ถืออำนาจทั้งในทางวัฒนธรรมและการเมืองกลับถูกผูกมัดอยู่เพียงกับคนกรุงเทพเท่านั้น

ความพยายามของจักรวรรดิไทยเพื่อหลีกเลี่ยงการครอบงำอย่างเบ็ดเสร็จจากอิทธิพลตะวันตก มักจะถูกเชิดชูในฐานะบุญคุณด้วยพระปรีชาสามารถด้านการทูตของกษัตริย์ รัชกาลที่ 4 และ 5 นั้นได้กอบกู้สยามจากเงื้อมมือตะวันตกอย่างปาฏิหาริย์ก็ว่า

หากตรึกตรองอย่างถ้วนถี่เราอาจต้องยอมรับว่าตัวแปรสำคัญในความพยายามของทั้ง 2 พระองค์นั้นประสบผลโดยมีโชคเป็นส่วนสำคัญ จากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการเมืองที่กำลังดำเนินไปด้วยดีขณะนั้นระหว่างอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส ประกอบกับในฐานะที่ไทยมีความเป็นรัฐกันชนที่ดี ซึ่งจะขอพูดถึงในโอกาสต่อไป

ผลลัพธ์คือไทยไม่ตกเป็นเมืองขึ้น ทำให้สามารถดำเนินกิจกรรมของเจ้าที่ดินศักดินาได้ต่อไป และยิ่งเป็นตัวเร่งให้เจ้าไทยมองเห็นโครงสร้างของเป้าหมายที่จะขยายอำนาจทางพรมแดนที่มีแนวโน้มว่าจะอยู่นอกเหนือความสนใจของเจ้าจักรวรรดิขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม สยามยังอ่อนแอมากในเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจขณะนั้นและไม่สามารถชักนำชุมชนที่อยู่ไกลออกไปในทางภูมิศาสตร์ และวัฒนธรรม เข้ามาได้โดยง่าย ข้อแม้ดังกล่าวส่งผลให้ประชากรเหล่านี้กลายเป็น คนชายขอบที่ตกออกไปจากทัศนะที่จะพึ่งพาอาศัยกันระหว่างชุมชนกับรัฐไปโดยอัตโนมัติ เมื่อความสัมพันธ์ระดับชุมชนแต่เดิมนั้นเคลื่อนไปสู่คติแบบแผนที่ “สำหรับแบ่งแยกทรัพย์สินของรัฐชาติ” ในเวลาต่อมา หลายส่วนยังคงถูกกีดกันในฐานะคนนอกมาจนถึงปัจจุบัน

 

แปลก และยูโรฟาสซิสต์

พุทธศักราช 2475 อภิวัฒน์สยาม เป็นภาพแทนของความพยายามที่จะสร้างคติคิดเกี่ยวกับความเสมอภาคทางการเมือง(ของนายทุนกับคนขุนนาง ทหารและกษัตริย์) แม้ยังไม่ใกล้เคียงสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” ตั้งแต่นั้นทหารยังคงใช้กำลังเข้ารัฐประหารและควบคุมอาณาจักรทั้งหมดส่งผลให้นโยบายนั้นเน้นใช้ความรุนแรงแบบทหาร ในหลายครั้งได้ใช้การปราบปรามด้วยความรุนแรงต่อประชาชนที่ไม่เห็นด้วยอย่างจริงจังตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

จอมพล ป. หรือ แปลก พิบูลสงคราม เข้าสู่ช่วงเรืองอำนาจเมื่อเขาเข้ารับช่วงรัฐมนตรีกลาโหมต่อจาก พจน์ พหลโยธิน (พระยาพหลพลพยุหเสนา) ในปีพุทธศักราช 2481 พจน์ คือผู้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจจากนายกรัฐมนตรีสำเร็จเป็นครั้งแรกในไทย เขาชื่นชมมุสโสลินี ผู้นำฟาสซิสต์ผู้ยิ่งใหญ่จากอิตาลี เช่นเดียวกับจอมพล ป. นี่เองที่เป็นแรงบันดาลใจให้ใช้ระบบปกครองแบบรัฐอาณานิคมฟาสซิสต์ตามที่ท่าน ป. ได้ประสบจากการไปเรียนในยุโรปช่วง ค.ศ. 1920 (พ.ศ. 2463)

ป. ได้นำเข้าวัฒนธรรมการปกครองแบบนิยมตัวบุคคล โดยบุคคลในที่นี้ก็คือตัวท่านแปลกนั่นเอง เพื่อก่อร่างโครงสร้างสังคมและการเมืองโดยรวมศูนย์สู่ความเป็น “ไทยภาคกลาง” วัฒนธรรมดังกล่าวเป็นภาพสะท้อนอย่างดีของความเป็นอาณานิคมทางความคิดใต้แนวคิดฟาสซิสต์

การผลักไสคนที่ได้ชื่อว่า คนชายขอบ หรือ subaltern ออกจากผลประโยชน์ของรัฐ เป็นกระบวนการที่รู้จักกันในนามของการสร้าง “ความเป็นไทย” คือแนวคิดเหยียดเชื้อชาติ (state-sanctioned racism ในปัจจุบันพบตัวอย่างได้ง่ายกว่า ในรูปแบบของชนชั้น เช่น คุกไม่ขังคนรวยเป็นต้น//ผู้แปล) ในกระบวนการยุติธรรมไทย

ตัวอย่าง https://wlrc.uic.edu/state-sanctioned-violence-against-black-women/
(ปรากฎการณ์ Black lives matter ในอเมริกาที่ตำรวจฆ่าคนดำถือเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบที่ดี ที่จริงแล้วปัญหาที่เกิดจากกระบวนการยุติธรรมในบ้านเราก็อาจจะมองเป็นปัญหาของระบบยุติธรรม มากกว่าที่จะเห็นว่าเป็นการทอดทิ้งโดยรัฐในคำศัพท์ต้นทาง)

ป. ในฐานะ “ผู้นำ” ท่านนำประเทศเข้าสู่สงครามกับ กลุ่มอินโดจีน เพื่อทวงคืนอาณาเขตที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสยามได้สำเร็จคือ พระตะบอง เสียมราฐ จำปาศักดิ์และบางส่วนของหลวงพระบางหรือล้านช้างในปัจจุบัน จากอาณานิคมอินโดจีนภายใต้ฝรั่งเศส จากความคึกคะนองของเขา ตามรอยปรมาจารย์ของเขา มุสโสลินี ในการบุกโจมตี อบิสสิเนีย เอธิโอเปีย สุดท้ายพ่ายแพ้ให้แก่กองกำลังร่วมของอังกฤษ และเอธิโอเปียอย่างสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1941

เมื่อโลกผ่านห้วงเวลาวิกฤตของสงครามโลกครั้งที่ 2 อำนาจของจักรวรรดิญี่ปุ่นได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วรุนแรงไปทั่วเอเชีย ไม่กี่ปีต่อมาเมื่อกองทัพของดังกล่าวมาถึงหน้าบ้านของไทย ป. ไม่รีรอที่จะเข้าสวามิภักดิ์ในพลัน อรุณรุ่งแล้วในแดนสยามนี้ ญี่ปุ่นได้ช่วยเจรจาในการรบชิงดินแดนที่ถูกเขาเอาไปมาคืนแด่ไทย (อินโดจีนโดยฝรั่งเศส) เป็นสัญญาแทนสัมพันธ์ใจไทย-ญี่ปุ่น

ตัวอย่าง

https://victorytale.com/th/thai-indochina-war/

https://www.blackpast.org/global-african-history/italo-abyssinian-war-1889-1896/

https://www.blackpast.org/global-african-history/second-italo-abyssinian-war-1935-1936/

ท่านผู้นำหลงใหลไปกับแสงสีของยูโรฟาสซิสซึ่มอย่างเข้าขั้น เห็นได้จากการสร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ประกาศชัยเหนือ อินโดจีน โดยออกแบบตามแนวทางของฮิตเลอร์และมุสโสลินี ได้ชื่อเป็นประติมากรรมแห่งฟาสซิสต์ในไทย

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิยังคงตั้งตระหง่านอยู่ถึงทุกวันนี้ ชื่อนั้นถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษเพื่อนำเสนอแก่ชาวต่างชาติในระบบประกาศของสถานีรถไฟฟ้า BTS อนุสาวรีย์ที่ประกาศชัยเหนือฟาสซิสต์ ขณะเดียวกับที่ถูกออกแบบโดยศิลปะฟาสซิสต์เสมือนเป็นสัญลักษณ์แทนความผูกพันที่มีต่อแนวคิดดังกล่าวที่แฝงฝังในคติคิดของคนไทยจนถึงทุกวันนี้

 

ราษฎรและความรุนแรงโดยรัฐ(เผด็จการ)

ส่วนใหญ่แล้วความรุนแรงโดยรัฐมักจะกระทำกับกลุ่มชายขอบชาวอีสาน ภาพเหมารวมต่อชาวอีสานที่สร้างโดยรัฐไทย เดิมภูมิภาคดังกล่าวเป็นถิ่นทุรกันดารอย่างสาหัส ทั้งป่าไม้และหนองน้ำ ถึงกระนั้นสยามก็ทุ่มทุนมหาศาลเพื่อที่จะเข้าไปใช้ทรัพยากรแรงงานอีสานรวมทั้งกวาดต้อนชาวลาวเข้าสู่อีสานด้วยในช่วงปี ค.ศ. 1827 (พ.ศ. 2370)

การบังคับเคลื่อนย้ายประชากรเป็นกิจกรรมที่แพร่หลายในกลุ่มเจ้าอาณานิคมยุโรป อย่างไรก็ตามยิ่งรัฐสยามดำเนินกิจกรรมดังกล่าวเข้มข้นขึ้นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มแรงต้านของชาวอีสานมากขึ้นตามไปด้วย เกิดการจลาจลโดยชาวนาลาว หรือกลุ่มชนพื้นถิ่นอีสาน จากการไม่ถูกยอมรับ หรือก็คือถูกมองเป็นทาสโดยมุมมองของรัฐไทยจึงไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ นำมาซึ่งความขัดแย้งที่แท้จริง

ตัวอย่างของการต่อต้านที่โดดเด่นที่สุดในช่วง ค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2543) การขยายตัวของคอมมิวนิสต์ในแถบนี้ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493) จนยุติลงในช่วง ค.ศ. 1984 (พ.ศ. 2527) พบว่าผู้ที่เข้าร่วมจับอาวุธขึ้นสู้กับรัฐไทยส่วนมากเป็นชาวอีสาน แม้ว่าจะมีการสงบศึกของรัฐไทยตามนโยบาย 66/23 โดยเปรมในช่วง พ.ศ. 2523 ชาวอีสานส่วนมากยังคงต่อต้านอย่างไม่ลดละจนถึงต้นศตวรรษ ที่ 21

ตัวอย่าง อนุสรณ์สถานวีรชนประชาชนอีสานใต้ ณ อำเภอปะคำ ตำบลโคกมะม่วง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นตัวแทนของชาวอีสานที่ลุกขึ้นสู้กับรัฐไทยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง

 

คนไม่เอารัฐ

อีสานไม่ใช่แค่กลุ่มเดียวที่ตกเป็นเหยื่อการคุกคามของจักรวรรดิไทย ดังที่ได้ยกตัวอย่างเกี่ยวกับชนเผ่าลีซูในตอนต้น ชนกลุ่มน้อยหลากหลายเผ่ากระจายตัวทั่วหุบเขาล้วนหนีไม่พ้นการล่าอาณานิคมของไทยเช่นกัน กำแพงธรรมชาติของหุบเขาป่าไม้เป็นอุปสรรคที่ถ่วงเวลาจักรวรรดิไทยอยู่นานหลายสิบปี

เจมส์ ซี สก็อต นักมานุษยวิทยายืนยันว่าชาวเขาพยายามหลีกหนีจากการเข้าครอบงำโดยรัฐจักรวรรดิไทย ครั้นเมื่อเส้นชายแดนถูกระบุชัดเจน สยาม หรือไทยในเวลาต่อมาก็ได้อ้างสิทธิ์ครอบครองเหนือชุมชนเหล่านั้น ซึ่งเราเคยพูดถึงประเด็นนี้ไปแล้วในบทความ Nationalism and Anti-Statehood in Thailand

ชาวกะเหรี่ยงในแม่ฮ่องสอน

ชาวกะเหรี่ยงในแม่ฮ่องสอน

วิธีที่รัฐไทยมองและกระทำต่อชุมชนในชายแดนแม่ฮ่องสอนเหมือนกับที่จักรวรรดิยุโรปกระทำกับอาณานิคมของพวกเขา คือ จัดตั้งเป็นเมืองด่านหน้า เผยแผ่ศาสนา ส่งคนเมืองไปปกครองคนพื้นถิ่น(ในยุคบุกเบิก) ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นการใช้กำลังทหารกดดันให้เกิดความกลมกลืนทางวัฒนธรรมหลักของจักรวรรดิกรุงเทพ ผ่านการควบคุมให้มีกิจกรรมทางวัฒนธรรมของรัฐไทยอย่างเข้มงวด

 

สู่ชายแดนใต้

พื้นที่ติดชายแดนสามจังหวัดภาคใต้ (นราธิวาส, ยะลา, ปัตตานี) ย่อมประสบชะตากรรมเดียวกัน พื้นที่ดังกล่าวได้รับการยอมรับจากอังกฤษในปี ค.ศ. 1912 (พ.ศ. 2455) โดยบริเวณดังกล่าวแต่เดิมเป็นถิ่นอาศัยของชาวมุสลิมมาเลย์ คล้ายกับดินแดนแถบชายแดนภาคเหนือที่วิถีชีวิตของคนเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวโยงกับความเป็นไทยตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา (ไม่ได้หมายความว่าไม่ควรเกี่ยวข้อง แต่ชุมชนเหล่านั้นล้วนมีแนวทางของตัวเองที่ถูกบังคับให้เปลี่ยนตามข้อแม้ที่ไม่ได้สอดคล้องกับวัฒนธรรม หรืออรรถประโยชน์ของพวกเขาเอง//ผู้แปล)

ตั้งแต่ค.ศ. 2004 (พ.ศ. 2547) ในพื้นที่ 3 ชายแดนใต้และสงขลาจึงเกิดการต่อต้านรัฐไทยอย่างหนักสืบเนื่องถึงปัจจุบัน (หรือที่ถูกรัฐขนานนามว่าเหตุการณ์ไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้) ความไม่พอใจแสดงออกมาต่อสัญลักษณ์ต่างๆ ที่เป็นตัวแทนรัฐไทย เช่นโรงเรียนรัฐ(ไทย) และบุคลากรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันของรัฐ (ผู้แปล//เช่นบุคลากรทางศาสนา หรือพระ)

เหตุวางระเบิดโดยกลุ่มติดอาวุธอยู่เนืองๆ นั้น เหยื่อล้วนเป็นตัวแทนของความเป็นรัฐไทย โดยเฉพาะค่ายทหารหรือจุดตรวจการณ์ สถานที่ราชการ อาจารย์ที่ถูกนำเข้ามาเพื่อสอนหลักสูตรมาตรฐานของรัฐไทยกลาง

ปัจจุบันไทยใช้กำลังทหารอย่างหนักหน่วงจนอาจกล่าวได้ว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกยึดครองโดยกำลังทหารอย่างเปิดเผย (ผู้แปล//ช่วงปีพ.ศ. 2562 ผมมีโอกาสได้ไปในพื้นที่ดังกล่าว สังเกตเห็นยานเกราะลาดตระเวนพร้อมติดตั้งปืนกลหนัก M60 ตามจุดตรวจ และเส้นทางหลักให้เห็นเป็นปกติ ทั้งสังเกตเห็นมีเส้นทางโครงการตัดถนนเข้าสู่พื้นที่ธรรมชาติเขตป่าเขาอย่างต่อเนื่อง คาดว่าเพื่อจะทำให้กลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงไม่มีที่หลบซ่อนทางธรรมชาติอีกต่อไป)

ข้อเรียกร้องต่อรองจากชุมชนส่วนใหญ่เป็นเพียงการขอใช้หลักสูตรทางการศึกษาของท้องถิ่นเอง มีเพียงส่วนน้อยที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน ทว่าไม่ว่าจะเป็นข้อเรียกร้องใดๆ รัฐไทยไม่สู้จะสนใจเรื่องต่างๆ จากชุมชนนัก ไม่มีการประนีประนอมในแนวทางการยัดเยียดความเป็นไทย รัฐมองชาวบ้านเป็นอาณานิคม, เมืองหน้าด่าน หรือเมืองกันชนของตน ประเทศกรุงเทพคิดอย่างง่ายๆ เพียงแค่ว่าอะไรก็ตามที่ตกอยู่ในเส้นกั้นอาณาเขตของประเทศไทยก็คือทรัพย์ของไทยกรุงเทพ

ตัวอย่าง

https://www.voanews.com/a/usa_how-afghanistan-withdrawal-looks-south-korea-americas-other-forever-war/6209777.html

(ตัวอย่างการเข้าไปกดดันด้วยกำลังทหารแน่นอนว่าทางอเมริกาไม่ได้ประกาศตนว่าใช้กำลังทหารเข้ามาควบคุมรัฐต่างๆ เหล่านี้โดยอาจอ้างว่าช่วยปกป้องจากภัยเผด็จการ ก่อการร้าย ฯลฯ แต่ขณะเดียวกันก็ปฎิเสธไม่ได้ว่ากำลังทหารเหล่านั้นเองคือเครื่องมือกดดันต่อตัวเกาหลีใต้โดยตรงในการต่อรองกับอเมริกาเช่นกัน//ผู้แปล)

ชาวมุสลิมในประเทศไทย

 

ชาวมุสลิมจากมาเลย์ในรัฐต่างแดน ในฐานะคน(ในครอบครองของ)ไทย

เราจะสังเกตเห็นว่ารัฐไทยมองคน, ชุมชนในปกครองโดยทั่วไปของพวกเขาเหมือนกับตัวอย่างข้างต้น ซึ่งนั่นหมายความว่าแนวคิดแบบ “จักรวรรดินิยม” นั้นเป็นแนวทางที่ฝังลึกอยู่ในวิธีคิดของอาณาจักรไทย นำไปสู่การกำหนดนโยบายที่มีหลักชัยไม่พ้น “การพิชิต” เพื่อให้เหล่าทาสในอาณานิคมสร้างผลิตผลอยู่ภายใต้ผลประโยชน์ของ “ประเทศกรุงเทพ” มากกว่าประโยชน์ของตัวพวกเขาเองเหมือนๆ กับที่เจ้าจักรวรรดิตะวันตกทำตลอดมา

เมื่อเข้าสู่ยุคสงครามเย็น การล่าอาณานิคมขนานใหญ่โดยเจ้าจักรวรรดิต่างๆ ถึงคราวซบเซาลงทั้งด้วยความบอบช้ำจากสงครามโลก และสงครามเย็นที่สืบเนื่องกันมา ทว่าไทยนั้นไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจึงยังคงดำเนินการล่าเมืองขึ้นสู่เหนือ ใต้ อีสาน และในพื้นที่ที่ยังตกหล่นอยู่อย่างไม่ลดละ แนวทางแบบฟาสซิสต์คลาสสิคมุ่งเน้นการขยายดินแดนทั้งล้าหลังไร้การพัฒนาทางความคิดความเข้าใจต่อบริบทการเมืองที่เปลี่ยนแปลงซึ่งยังคงเป็นแนวทางหลักของรัฐไทยจวบจนปัจจุบัน

 

อ่านเพิ่มเติม

Ethnicity, Borders, and the Grassroots Interface with the State: Studies on Southeast Asia in Honor of Charles F. Keyes by John A. Marston, 2014 Silkworm Books

The Art of Not Being Governed: An Anarchist History of Upland Southeast Asia by James C. Scott, 2009 Yale University Press

Subaltern Social Groups: A Critical Edition of Prison Notebook 25 by Anthonio Gramsci, Columbia University Press

The Real Face of Thai Feudalism Today TLDR – Part 2

The Real Face of Thai Feudalism Today TLDR – Part 2

Part II: The History of the Saktina System 

Samaidaeng Thungdin

In Part 1 of this series, we examined the initial thesis of Jit Phumisak’s seminal work, The Real Face of Thai Feudalism Today. In the first section of the book, Jit outlines the characteristics of the international Saktina mode of production and its relationship to the emergence of bourgeois capitalism. Jit’s initial thesis is an international one, however deeper into his unfinished text it becomes increasingly Thai-centric. Whether that is due to lack of time on the author’s part, or his intention we do not know. However, what is evident is the robust nature of his analysis which is seemingly applicable to both Thai and international contexts. 

In this second article, we will outline the different periods in Tai history, beginning in the ‘primitive communism era’ and concluding in the formation of the Saktina state, examining how they developed through Jit’s understanding of historical materialism.

The Origins of the Saktina System in Thailand

Jit begins this section by referencing a problem with classical Thai historiography. In that, there is a dearth of written histories that detail information outside of the exploits of the ruling class. In this specific case, he refers to how scholars are even unaware of the exact moment that the Saktina period originated, as most written history from this time (the Sukhothai period) was generally dedicated to the Monarch’s present affairs or the construction of temples (wats) rather than any historical texts that could date the development of the Saktina system.

He then outlines the uncertainty surrounding the historical consensus on the origins of Tai people within the state, known as the ‘Nanchao origin’ and its relationship to the Sukhothai kingdom. Jit opts to disregard the Nanchao question altogether and to focus squarely on the Sukhothai era.

Tai Society and the Slave System 

Jit argues that the Tai Saktina system developed from the Tai Slave system, as opposed to the ‘Saktina Scholars’ who attempt to disprove the existence of explicit institutional slavery within the Saktina system. Their key evidence seems to be the citation of the word ‘Tai’ (the ethnic group) in relation to the potentially unrelated word ‘Thay’ (meaning freeman) insisting there was an abundance of ‘freemen’ when according to Jit there was not. 

Providing counter-evidence, Jit, an astute linguist, cites the use of language in the famous Ramkamhaeng inscription as clear proof of the existence of slavery within the Saktina system. Specifically, in the law of inheritance, upon a father’s death, their property is transferred to their children. The examples of belongings include a reference to the term ‘phraifa khathai’. Jit unpacks these terms to mean ‘serfs that belong to lords’ (phraifai), and ‘slaves that belong to freemen’ (khathai). Further, he cites a Sukhothai law on theft which refers to the violation of property, including ‘kha’ (slave). There are several more linguistic citations from legal texts presented as extensive evidence of Saktina slavery. Even in the inscriptions, there are references to not killing or beating captured slaves. Jit suggests the reason vestiges of the slave system persisted linguistically into Thai language was due to elements of the slave system persisting socially.

The Emergence of Tai Societies – According to Jit

Following the Marxist conception of history, Jit briefly outlines the conditions of ‘primitive communes’ or ‘primitive communism’. Jit characterised primitive communism as groups of people organised into clans that entered into conflict with other clans in order to acquire productive land (assumingly these were semi-nomadic/semi-agricultural peoples). Execution or forced exile of captured enemies was the norm, however, as these clans and their lands grew in size, they began subjugating captive populations to work their lands instead. From this arose a distinct class-based society, and the slave system. In place of clans fighting clans, slavemasters now fought each other over control of productive forces, which now includes slave labour.

In Jit’s chronology, the Saktina system already existed by the Sukhothai period which suggests it came into existence prior to or in the very early days of the establishment of the Sukhothai kingdom.

To more deeply understand the coming together of Tai people into a Saktina system Jit examines the different trajectories of Tai societies in several different regions and their later coalescence. 

Tais in Tonkin

The Tonkin (in the north of modern Vietnam) system of organisation did not allow for Tais to own land. Ownership of land was centralised in the hands of the chief of the Muang, it was his job to distribute land to the community. New plots of land were allowed to be settled, but only with the permission of the chief. Jit argues the centralisation of land into the hands of the chief was not so that the chief may economically exploit those who worked it, but rather for the purpose of social organisation via a land-based social hierarchy. Reallocation of land tended to be done based on changes to the village’s population as well as on the size of the household and the household’s productive capacity. This land-based social hierarchy is similar to the Saktina system, but those who worked the plots did not pay rent nor a tax in kind. This suggests different economic relations, but similar political/social relations. 

Jit argues these agricultural collectives resemble primitive communal forms of social organisation congruent with Marxist theory. He further writes that over time, the chiefs used to work their land until changes in the village’s dynamics called for increased administrative and protective work which the chief and his men would need to perform instead of working their lands. They then got other villagers to work the chief’s land and over time this created systems of inheritance and private property.

Tais in Laos

For Tais in the Huaphan region of Laos (now Houaphanh), land was allocated and redistributed as necessary when families split, new people joined the community, or plots of land began to return insufficient yields. There was no regular redistribution, which allowed for plots of land to be under the control of one family for extended periods of time and eventually passed down, creating private property and inheritance. Not all land was involved in redistribution as well. There was a distinction between housed and arable land. Housed land was privately owned,  inherited and could be bought and sold, whereas arable land was part of the redistributive process. 

If a family lost its capacity to produce, its land would be reallocated to keep the land productive. Hence, influential families could use rented or slave labour to work the land and would therefore be considered as worthy recipients of the unused arable land, this encouraged the acquisition of slaves, which would go on to encourage new conflicts with other slavemasters and slave-based states.

The Nineteen Chaofa 

Due to external threats from other states, which Jit described as ‘Chinese attacks’ (likely raiders from the north), Tais pushed into already occupied lands with indigenous populations and established states like the Khmer, Burmans, and Mon. This resulted in conflict and the taking of slaves. One key example is the settlement of contemporary Shan areas. They formed nineteen small clans that are assumed to have followed a primitive communal model. These clans eventually united into a federation known as the Nineteen Chaofa (or the Nineteen Chiefs). This federation was a slave master’s democracy, akin to Athenian democracy, as by this time conflict had led to the rise of the institution of slavery. The masters then used their slaves to expand their domains until eventually clashing with other nearby states.

Eventually, the Nineteen Chaofa slave master democracy split up and Tais ventured in different directions, including towards Assam, which is the understood origin of the Ahom people. The Ahom people eventually became part of the Indian sphere of influence and the Monarch which eventually developed in the region, whereas other Tais moving to Tonkin did not meet much resistance upon arrival, but eventually, developments in their agricultural collective system resulted in the creation of a slave system.

Following the Mekong and the Ping

Tais that moved along the Mekong into Lanna fought indigenous populations as well as the dominant Khmer presence. This resulted in the establishment of a slave state (the 12 Thai Lords) which later went on to become the Saktina state of the Lanna Kingdom.

Those that moved down the Ping river basin came into conflict with the indigenous Lawa, and the dominant Mon rulers of Lamphun. They also wound up in conflict with the Khmer state and many Tais were taken captive as slaves. In Khmer documentation, the term ‘sayam’ is used to refer to slaves taken from Tai populations. 

Regardless of the different ways in which slave and then Saktina systems arose, according to Jit, conquests and external conflict were the general cause that pushed primitive agricultural collectives into becoming slave states, as the autonomous production made possible by slave-owning families facilitated the growth of slave states over time. Nevertheless, remnants of the communal system persisted, including calling chiefs ‘father’ (pho), as and the chief of the state was then called ‘phokhun’, whilst slaves were called ‘lukkun’, ‘children’. ‘Ku’ and ‘mung’, which today are used as the pronouns ‘I’ and ‘you’ became disliked by the ruling class and were looked down upon as being low-class. However, Jit suggests that the origin of these terms was in a class-less and fairly egalitarian context, which might lend credence to the idea that in order to enforce a strict class-oriented society, language that defied class had to be assimilated (classed). 

The Slave System

The slave mode of production was characterised by the class division of slaves and slave masters. Slaves were treated as the private property of slave masters and were essentially the primary means of production, with land being a secondary means of production. The ability to own slaves stripped slaves of their personhood, reducing them into “talking tools”. Due to the ownership of slaves as property and the situating of slaves as the primary means of production, slaves were treated as property in both their personal and productive lives. 

Jit identifies the relationship between power and the ownership of slaves, much like during the Saktina period, the greater the proportion of the means of production a family had, the greater their influence and power in state and community affairs. Slave masters were able to spend more time focusing on non-material pursuits such as philosophy, politics, cultural endeavours and theology whilst their slaves worked and created wealth for their masters. 

Slavery came into existence as a means to expand productive forces. As mentioned, rather than killing captives of war, enslaving them was far more materially beneficial for victors as they needed people to tend to their newly conquered lands, by being put to work to generate income for the slave masters. The antagonistic friction between slaves and slave masters eventually reached a point where slaves became unproductive as a form of rebellion against their lack of political rights. Even with the advent of Athenian-style democracy, there was no power given to slaves due to their non-personhood, this is why Jit refers to certain societies as ‘slave master democracies’. 

The goal of the enslaved masses was to be recognised as a person by the slave master class. One small concession was that slaves were now able to own personal property, however, they did not enjoy the ownership of private property (which is what defined ‘personhood’). This was one small concession granted by the slave masters to ensure their workers maintain material productivity.

Jit identifies another factor for the fall of the European slave systems as the large scale barbarian invasions in Europe. He then draws a parallel between this and the destruction of the Khmer empire in 1352 AD. After the expansion of the Khmer empire to its greatest extent in that year. The conflict between the Khmer slaves and slave masters grew to the point that when the Tai armies attacked, the Khmer slaves had no enthusiasm for defending the lands of their masters. This lack of enthusiasm was seemingly evident across all slave societies, leading to the eventual downfall of many slave states. In some cases, invading armies understood the antagonism between the slaves and their masters and worked to spread sentiment that would make the slaves more open to joining the invading army’s efforts (Jit refers to this specifically in the Tai-Khmer context). 

Slaves of a former empire were then absorbed as slaves of a different empire. They had a new master and would once again seek to free themselves, even, once again, working with other empires that were bound to assimilate these slaves yet again for themselves. This is demonstrative of the cyclical nature of slave society. 

Jit argues that slave/master antagonisms eventually reached critical mass, due in part to the constant changing of masters which ultimately led to reduced production and a challenge to the authority of the masters. This allowed some slaves to break away from their bonds, becoming freemen. However, due to the constant threat of invaders, who would re-enslave the now freemen, these peasants had to turn to the former slave masters and negotiate their protection. 

Their former lords had defensive structures and bands of armed fighters, which they used to protect the freemen in exchange for produce. This established an exploitative relationship based on a tax-in-kind. In addition to taxation, freemen were also widely conscripted into the lords’ armies. This demonstrates that even though it was the lord who was ostensibly protecting the freemen, the lord was just a central figure for organisation and leadership.

Due to this new exploitative co-dependent relationship, freemen soon became tied to the lands they worked, creating the serf class, they were unable to leave or to work anywhere other than the land they were tied to. Serfs, unlike slaves, possessed their own personal property and could accumulate produce (with which they paid their tax).

Hence, via a combination of ‘rewards’ in the form of parcels of land (small holdings) and the ownership of their own tools as well as the eventual granting of ‘personhood’ to slaves, the phrai & lek (serf) class began to come into existence. The condition stipulated by the ruling class for allowing the recognition of ‘personhood’ was the inability to move from the parcel of land which the now-serf was given. Simultaneously the former slave masters became the new landlord class as they collected taxes and tributes from their former slaves, this eventually led to the prominence of the new emergent Saktina system over the old slave system.

Peasant serf slave diagram

Transition to Saktina

Following a typical Marxist interpretation of history, productive systems do not cease to exist and begin out of nowhere, they transition into each other. Jit agrees with this in his assertion that the Saktina mode of production is born out of the slave mode of production. Jit compares the slave mode of production with the Saktina mode of production by briefly reiterating some of the points from previous sections (which can be found in the previous article). 

One of the other factors that led to the creation of the Saktina hierarchy was the paranoia of opportunism, in the sense that if a moderate-sized ruling master did not acquire the protection of a bigger ruling master, then another ruling master would try and assimilate them into their own realms — this continues the theme of dependence in the Saktina system. 

Earlier in the Saktina period, the larger ruling masters (known as Suzerains) would distribute land to smaller ruling masters (Vassals) to ensure the latter’s loyalty to the former. This land would then be distributed by the vassals to the peasants and serfs who depended upon him for their protection. Independent peasants (arguably the petit-bourgeoisie of the time) would either become ruined by debt and lose either their independence or land, would gain favour with their lords and receive more land, eventually needing to rent out their own lands, as they became landlords in their own right. Over time, the number of landlords grew, and as such, land was subdivided into smaller parcels. As parcels of land became progressively smaller, their owners ranked lower in the Saktina hierarchy, reducing them from lords to lesser noblemen. Jit uses the example of Portuguese colonialism in Brazil and how 13 original tracts of land eventually became smaller and smaller until there were hundreds of landlords in any one of these original 13 tributary tracts of land.

Through a series of traditions and customs, the relationship between the ownership of land and power was further reinforced as the vassal rulers continued to pledge their allegiance to the Monarchs in exchange for their own tracts of land which they could control— establishing a cultural element to the Saktina system, developing what was essentially a Saktina ideology

In addition to the distribution of land to vassals, the Monarch was also the highest form of regulatory and legal authority, hence they were the grand administrator of justice when vassal lords could not resolve issues themselves. Vassal lords then became the Monarch’s administrators, working in internal and external affairs, fighting wars, and even paying the Monarch’s gold and silver so as to:

  • Gather a sufficient ransom to return a captured monarch
  • Send tributes when the Monarch’s sons became knights
  • Pay tributes when the Monarch’s daughters were married

All of which was afforded by further exploitation of the peasantry on the part of the vassal lords.

The feudal age had many ‘codes’ which centred around common themes such as normative gender roles, militarism and military might, religion and what is essentially nationalism prior to the formation of the nation-state. Examples include Bushido, Chivalry, and Siam’s own ‘code of the warlords’ or ‘code of the tiger-soldiers’. 

One contradictory aspect to the condition of the serf is their increased freedoms (as compared to their condition under slave society). Despite their supposed increase in freedoms, these new serf societies were more materially productive than the former slave societies, allowing for the rate of exploitation to remain consistent or even increase. Jit uses the example of taxation in pre-1789 France where for every 100 francs earned by a peasant, only 19 of those were retained by the peasant as the rest went towards taxes, tithes, and to pay off debts. Jit then turns to an Asian example of 17th century Japan where their feudal system operated almost identically in terms of the centralisation in the hands of a few big landlords with their subordinate lords granting smaller parcels of lands to peasants in exchange for percentages of their yields as well as rent and other forms of tax and exploitation. 

Jit summarises much of his analysis with a few key points on the Saktina system:

  1. The early days of the Saktina system emancipated the slaves into better social positions (making them freemen), however, this position was still situated at the bottom of the class hierarchy. 
  2. The height of advances in production during the Saktina age were greater than any preceding heights, allowing for advanced productive technologies, cooperative labour within the household in both agriculture and handicrafts, a system of independent production which increased the level of societies productivity, and the development of those handicrafts and trade exchanges which marked the transition to the capitalist system.
  3. The final stage of development in the Saktina system brought stagnation in production and backwardness in agriculture, and class exploitation caused loss and suffering to people’s welfare.

Fundamentally The Real Face of Thai Feudalism Today is an attempt at painting a ‘big history’ picture of human civilization from a historical materialist perspective. Considering the resources Jit had at the time, and the external pressures on him, the book is an absolutely remarkable accomplishment. Throughout the work, which again is incomplete, Jit constantly makes reference to vestiges (elements of today’s society that still remain from past structures). These vestiges, systems and mechanisms date back to the birth of mankind, through the pre-Saktina age and into the current global capitalist structure. As such, today, we still live with vestiges of the slave system as well as Saktina. 

Music For Life – Revisited

Music For Life – Revisited

How Thai Folk Music Went From Radical to Reactionary

Henri Lemieux

“In a dusty room at the back of the Thai Labour Museum in Bangkok, Jit’s pin (A lute-like instrument) sits behind glass, next to a portrait of a young Phumisak, immortalising him as one of the heroes of working people. Opposite from Jit is the guitar belonging to Nga Caravan, the group’s lead singer, peppered with leftist stickers. The ties between Plerng Chiwit and the labour movement run deep.” *

At its best, phleng phuea chiwit (เพลงเพื่อชีวิต, translated as songs for life) is a genre of music that communicates the immense perseverance of the working-class in the face of continued oppression. A genre of music that champions the rights of the working-class with songs that inspire solidarity. Phleng phuea chiwit can inspire all generations of radical musicians to carry on fighting for leftist beliefs.

Unfortunately, the ties between many of the original and most influential phleng phuea chiwit artists and their radical beginnings seem to have frayed long ago. In an exercise of separating art from artist, leftists today must analyze the troubling messages espoused by many of these artists during the tumultuous political period from 2008-2014.

Origins of Songs for Life

The origins of phleng phuea chiwit can be traced back to the 1970s during the popular movement preempting the October 1973 uprising. The popular music of the day, luk thung, featured troupes of dancers, loud instruments, and extravagant stage shows. It was born from the era of social engineering perpetuated by Phibunsongkhram. Students criticized the genre and did not see it as a viable form of protest music. Thus, phleng phuea chiwit was born.

‘“When I was young I listened to Luk Thung, but I was looking for something else. We wanted to shout at the government. Luk Thung lyrics did not deal with serious issues.” – Nga Caravan (Vater, 2003).

The songs of phleng phuea chiwit were influenced by the aforementioned genres, as well as Isaan melodies and the prominent folk music scene in America (e.g. Bob Dylan, Joan Baez, and Pete Seeger). Inspired by Jitt Phumisak and his ‘Art for Life’ ideology, the songs were criticisms of social hierarchies, imperialism, and championed the rights of laborers, farmers, and the rest of the working-class.

It was student activists that formed many of the genre’s bands; Caravan was formed by student activists (Surachai Jantimathawn (Nga Caravan) and Wirasak Sunthawnsi) from Ramkhamhaeng University. The period from 1973 to 1976 is when Caravan and other phleng phuea chiwit artists enjoyed their first peak in popularity. It was the October 6 1976 massacre and subsequent coup that forced Thai communists (including Caravan and many other phleng phuea chiwit artists) to flee into hiding.

While in hiding, artists and students were responsible for writing and recording communist propaganda (e.g. Ramwong neung thanwa and Ramwong su rop).

The communist insurgency began to decline with PM Prem Tinsulanonda’s amnesty in 1980. Over the following years more and more CPT members, students, artists, and others in hiding began to return to the public sphere. Caravan began releasing albums again, and in a move that echoed their Western counterparts, soon went electric.

Folk Music in the PAD

In 2008, in the midst of the anti-Thaksin movement, Nga Caravan took the stage at a People’s Alliance for Democracy (PAD) rally. Thaksin, seen by many of the rural poor as their champion had infuriated the urban elite, and seemingly Nga had switched sides, now standing with that very urban elite he had fought against.

Nga performed a selection of songs, in the setlist was ‘Fon Duean Hok’ (ฝนเดือนหก), a tune written by Phaibun Butkan (ูไพบูลย์ บุตรขัน) and made famous by Rungphet Lamsing (รุ่งเพชร แหลมสิงห์). ‘Fon Duean Hok’ is, in its original state, a song evoking the rainy season in rural Thailand in which the narrator pines over a lost love. While Nga maintained the melancholic tone of the original, he made a few lyrical changes. 

Original:

“Entering the rainy season, the rain falls gently.

The frogs croak loudly throughout the rice paddies.

Whenever it rains, I miss my sweetheart, my snow flower maiden of Banna, the one who used to call me snow flower prince.”

Nga’s version:

“Now that the sixth month begins, the rain is dripping – drip, drip.

The frogs are singing in the rice fields.

In our capital, the PAD meets again

against the sinister government that only benefits itself.”

If we are to search for the objective of Nga’s version, it could be that he sought reconciliation during a time of increasing hostility.  Notable about Nga’s performance of the tune is that refused to resort to the crass language used by other PAD protest songs. For example, the song ‘Khwai Daeng’ (ควายแดง) by Dek Yham (เด็กหยาม). Dek Yham raps, “You dumb water buffaloes, how much did they pay you per day? You rushed to take it, to admit that you are low peasants.” He goes on to unleash a slew of vile lyrics, including referring to Thaksin’s supporters as slaves, evokes the death of Se Daeng (a Red Shirt leader killed by an alleged military sniper), and accuses other prominent Red Shirt leaders of being paid cronies.

By comparison, Nga’s take on ‘Fon Duean Hok’ could be viewed as a credible piece of propaganda meant to win working-class sympathies by attacking government corruption, but stopping short of forgiving Thaksin. 

Nga was a regular at PAD rallies, along with various other prominent musicians. PAD music largely featured such genres as phleng phlukchai (patriotic march), classical (Western and Thai), luk-krung (westernized Thai love songs), jazz, and contemporary rock. – all genres that are typically produced by and for affluent urban society. This break from the assumed musical taste of the stereotypical PAD audience is what makes Caravan and other phleng phuea chiwit artists (Hammer, Malihuanna, and Folkner were all regulars at PAD rallies) appearances all the more puzzling.

Nga and far right politician Sondhi Limthongkul

One notable musician absent from the PAD publicity was Aed Carabao. Carabao began as a phleng phuea chiwit band but quickly grew into a brand with global recognition. Carabao differed from bands like Caravan as their songs were never as explicitly political. Instead of calling for revolution, they romanticized a sort of rural ruggedness — as evident in Aed’s signature style of dress. After launching an energy drink brand in 2002, promoted across English football competitions to motorsport, the Carabao logo can be found as a sponsor the world over. 

However, this doesn’t mean that Ad was not sympathetic to the PAD cause. Aed has never hidden his nationalism and has written political campaign songs for the likes of Banharn Silpa-archa and the conservative Chart Thai Party, as well as the legendary awe-inspiring performance for King Bhumiphol Addunyadet’s coronation anniversary, performing a song which would become forever linked to the monarch and Thai nationalist sentiment. Aed also penned a melancholy acoustic track lamenting the death of Thailand’s benevolent monarch, which served as the inescapable soundtrack of the nation in the months after the king’s passing, which included a bizarre English version.

According to Crawley (2007), “[Aed Carabao] said he was too busy to make it, but it is more likely that his being co-opted to many Thaksin government projects had compromised his position.” This is certainly true. While internationally the Carabao brand attempts to sell itself as a high-end energy drink associated with sport (much the same as Red Bull), within Thailand it very much holds onto the folk and working-class roots of the band. The brand would certainly have suffered if Aed were to be publicly aligned with “the enemy” of the rural working-class red shirts.

While Aed was absent from much of the PAD publicity, he was front and center just a few years later during the PDRC protests that installed the current Prime Minister, Prayut Chan-o-cha.

State, Religion, Monarchy

For many, the root cause of the PAD was to protect Thainess – which they identified with the state, religion, and the monarchy. As such, for those sympathetic to the PAD they were not fighting for an economic cause – but for the continued existence of the Thai identity.

Leftists participating in PAD were not limited to musicians. Various other former communists, CPT members, and labour leaders were involved in the leadership and organizing of the movement. Similarly worth noting is the Assembly of the Poor, a network of farmers, fishermen, and other labourers who rose to prominence in the 1990s, and how the leadership fell on both sides of the red and yellow split. The Assembly of the Poor came to prominence based on appealing to popular conceptions of morality and welfare as opposed to politics or formal reform of law. On some level, it would be sensible to assume that former participants of the Assembly of the Poor would favor the red shirts. What actually happened was a schism inside the leadership. Officially, the Assembly of the Poor did not join the PAD, stating that their focus was on material issues and problems instead of politics. But the group did allow individual leaders to join the PAD — and they did.

Much has been written about the arguments between the two factions, and without delving into the details of pro and anti-Thaksin views it can be troublesome to identify individuals’ reasoning for joining the movement. However, generally speaking, it can be understood that the PAD supporters viewed Thaksin as corrupt and undemocratic. He was criticized for his nepotism, privatisation, monopolizing power, human rights abuses (including killings of drug traffickers and conflict in the south), and a host of other charges. In short, PAD supporters took issue with what they perceived as a movement for corporate-dominated politics. PAD protestors claimed their cause was patriotic.

Simplifying protestors’ participation in the conflict as poor and oppressed vs. privileged and elite would be disingenuous and understanding this is important when examining the participation of leftists, revolutionaries, and radicals. For many, the PAD cause was a reaction to what they deemed a misuse of political power for private economic gain. In their eyes, Thaksin was using corporate power to undermine the pillars of a free and democratic society. This, alongside the charges of human rights violations, emboldened PAD supporters of all backgrounds to rally against the red shirt cause.

For many phleng phuea chiwit musicians, many issues facing Thailand could be traced back to corruption. As such, perhaps they rationalised it by perceiving the conflict not as a class struggle of red vs. yellow, but instead about corruption within Thaksin’s regime.

Looking past the artist’s personal views, it’s not a surprise that the PAD would use phleng phuea chiwit in their messaging. There is a long history of co-opting folk music, or any other genre perceived to be “of the people” by reactionary forces. Take, for example, the history of American country music. Country music in America descended from traditions of blues, folk, and other working-class and social-justice traditions. The popular conception of country music as a right-wing political tool only began in earnest with Nixon’s Southern Strategy, but arguably became most notable during the Bush years when the genre became a tool to champion US imperialism, white-grievance, illiberalism, and anti-intellectualism (living a simple life with beer and a truck is good, actually). In fact, in an anecdote that hits closer to home for this article, Terry Miller notes in his book Traditional Music of the Lao: Kaen Playing and Mawlum Singing in Northeast Thailand that the USA used morlam as a propaganda tool during both the Vietnam War and its secret bombing campaigns in Laos and Cambodia.

Dr. James Mitchell, an ethnomusicologist renowned for his catalogue of work on Thai music (specifically luk thung) had the following to say in a 2015 interview:

When the Yellow Shirts and the other offspring groups used luk thung it was clear that they didn’t have any real connection to the music. They use it because it is popular and it is party music, so all the yellow luk thung songs are either very patriotic songs or they are party songs.

The Red Shirts were able to use luk thung with what might be the main focus of this genre, namely themes of sadness and mourning. For example, they were able to write all these songs about Thaksin and his absence. And really, the theme of absence is what luk thung is all about. But not only songs about Thaksin, also mourning songs for Red Shirts who were killed during protests or about the absence of democracy.

For the Yellow Shirts, there were never these kinds of songs. When the yellow side used luk thung, it wasn’t professional luk thung singers performing, but more Thai pop stars or old luk krung singers – it always felt quite token.

While Dr. Mitchell is referring to the usage of luk thung, I believe the same argument can be made for the usage of phleng phuea chiwit.

However, the co-opting of the genre by the PAD does not explain the willing participation of the artists themselves. As the famous words go, “The history of all hitherto existing human society is the history of class struggles.” At its core, the Red and Yellow shirt protests told a story of class struggle, and if this is the case, are we not able to judge former comrades for taking up the cause of the ruling class in order to maintain the status quo? Furthermore, were these participants ever ‘true’ communists? Or had they simply let go of their radical pasts in order to embrace parliamentary neoliberal/conservative politics in hopes of achieving socialist policies? 

Insurgency In Yangon – Interview

Insurgency In Yangon – Interview

The civil war in Burma has been ongoing for decades, however, it was almost exclusively fought along the country’s borders in the ethnic minority regions. After the coup in February, mass street protests were brutally crushed. Since then, thousands of young people have deserted the cities and fled to ethnic rebel strongholds to undergo military training with the armed ethnic groups in preparation for a final confrontation with the Tatmadaw junta (the Burmese military). 

Out of this exodus, a new army has been formed, The Peoples Defence Force (PDF), which is supposedly under the command of the National Unity Government (NUG), who are currently operating in exile in Thailand and other ethnic minority strongholds within Burma. Members of the PDF are tight-lipped about their strategic plans, but it is no secret that many have returned to the major cities to carry out surveillance, assassinations and make preparations for intense urban guerrilla warfare when the time comes.

The National Unity Government has attempted to ally with the armed ethnic groups to form a united front against the junta, though there are no certain signs yet that these attempts have been successful. Earlier this month the National Unity Government declared war on the junta, vowing to take the country back. Since then there have been daily sporadic assassinations, bombings and sabotaging of infrastructure, but there is yet to be any major fighting.

We spoke to Myo Min, an ethnic Rohingya, Din Deng contributor, activist and Yangon resident about the current situation in the former capital city on the eve of war. 

Can you tell us what Yangon has been like since the February coup?

Yangon is the main economic city in Burma, before it was always extremely busy, with heavy traffic every day. But since the coup it’s been extremely quiet, you don’t see many people and there’s military everywhere, they’re patrolling 24 hours a day and they stop anyone they vaguely suspect. It feels like we’re living in a war zone. If we look outside there’s always heavily armed police and military everywhere. There are also raids every night by the military, they raid houses and apartment blocks arresting people, the general feeling is that we’re extremely insecure.

Everyone is also struggling economically because of both Covid and the military so the prices are hiking up and industry is leaving the country. People are struggling with basic needs because there are no jobs. Also, the civil disobedience campaign is ongoing, people aren’t paying their taxes or paying their electricity bills, stuff like that. 

When people go out they don’t even take their mobile phones with them because at the checkpoints they’ll check your phone and if they find anything they don’t like they’ll arrest you on the spot. 

Is it harder for you as a Rohingya person?

It is hard for us but we don’t identify as Rohingya when we are in Yangon. We hide our identity. On my ID card, it says Bengali, but luckily in my neighbourhood, they’re not so strict, so I don’t take my ID with me if I have to go out. Where I live it’s actually one of the safest places, mostly they stop you in the evening around here, so I just don’t go out in the evening and if I get stopped in the day they just check phones and stuff. However, if they see that I’m Rohingya it’s going to be a big problem. We only reveal our identity among people we can trust. Also, most people don’t take their real phones, they have like a second phone that they take with them in public, although the military can see that like, this is a cheap phone, they know what you’re doing, so that can be a problem too, in that situation you’ll probably have to pay a bribe. 

How many young people have left the city to join the PDF or to go into exile, is it very noticeable?

Most of my friends have left Yangon to join the Kachin, Karen or Shan ethnic groups. It’s very noticeable. I think almost all of the youth that are still here are engaged in some activity against the Tatmadaw even if they didn’t join the armed groups. Still, they’re helping in one way or another. I work at a school teaching short courses, we’re all online and not surprisingly a lot more people are joining political courses.

On the streets, it’s mostly elderly people, not young ones. Also, young people from the rural areas who have moved to Yangon aren’t even going back to their homes in the countryside because even Yangon is safer than those kinds of places, as in more quiet villages if people are organising the military can just tear villages apart with impunity. 

So in my opinion, almost all the young people in Yangon now are fighting the junta in some way or another. We feel like this is the time we need to stand for something. If we don’t do it this time, we have to suffer for generations. It’s like, this short-term sacrifice will be our long-term gain.

Has any guerrilla warfare begun in the cities?

Yeah, some people have returned from training with the ethnic armies to Yangon and other major cities, like Mandalay. But the problem is they don’t have enough equipment and the Tatmadaw are very well equipped. So they are doing something like throwing handmade grenades into military cars, and some shootings also in the street, also targeting Tatmadaw businesses and informants, police stations, checkpoints etc… But the main issue for the insurgents is that they’re underequipped.

How coordinated is this activity?

I think it’s very well coordinated. There are other groups as well as the PDF, but there is still coordination because the common enemy is the Tatmadaw. So we don’t look at those kinds of differences for now. 

How unified do you think these insurgents are? How long will it last?

Well, many of my friends who have gone for military training are not under the PDF. They’re more like… Associated with small groups or are independent. They’re doing it on their own with the help of their friends or from collective donations and they’re not getting help from the NUG, but still, as I said before, they have a common enemy, so they cooperate with each other. They’re thinking that once we get rid of the Tatmadaw it will be much easier for us to negotiate and they believe that they can work it out after.

Urban youth arrive for military training with the rebel Karen National Union military.

At the beginning of the protests, some neighbourhoods tried to become autonomous against the Tatmadaw, are any of those still effectively keeping them out?

No, not like before. That was a tactic at the beginning but now the military is absolutely everywhere all the time, so that’s impossible.

How functional are government services right now?

Well for the police, like every police station, they’re just covering them in sandbags and hiding behind them pointing guns towards the street, or manning checkpoints. Public hospitals are still running but people are avoiding all engagement with the government. They don’t like going to government hospitals, but there are a lot of underground clinics operating, these clinics are mostly helping the poor, while the rich go to private hospitals. There’s like an emergency secondary state infrastructure being operated underground. 

The banking system has almost entirely collapsed like you can’t withdraw or send money and schools and universities are still closed. Pretty much all public institutions are not running. Also, people are not paying taxes, not even for electricity or water, because we don’t want to do anything that will benefit the junta. Then they send someone to come and cut our water or electricity, but thanks to people underground, maybe PDF, they’ll go to whoever’s cutting the power and set them straight.

This is all part of the civil disobedience movement that started after the coup in February and it’s still going strong, and we can keep going for quite a while I think, how long for I can’t predict but the people are still strong. 

Do you expect that there will be guerrilla warfare in Yangon and the other major cities?

Yes absolutely. We are anticipating a much more intense battle with the Tatmadaw here and we are prepared for that. Everyone is expecting it, unfortunately, that means businesses are hiking up prices because people are preparing for the war, collecting food and necessities. Right now we have this low-level insurgency but it will undoubtedly grow to a higher frequency. We will destroy this junta using any method we can and not let them run smoothly at all.

How is this movement different to the one in 1988?

I think the main thing that sets this movement apart from 1988 is that in the past the junta would come to negotiate, to talk about reconciliation. Last time people accepted that, but not this time. This is something we’ve learnt from the past. The junta needs to be completely destroyed. 

Also tactically we’ve learned not to flee to the rebels for training and abandon the cities. A lot of people have returned to the cities already and the movement is strong here. Really the movement has been spread all across the country, everywhere. Also, they’re not going to wait for a long time, like before, 6 months training and return. 

Are you, as a Rohingya minority, sceptical of the NUG?

I’m very sceptical. I think they’re not going to do anything for the minorities. Even if they put some minorities in important, visible positions, it’s an empty gesture. Those who really stand for the minorities weren’t selected. The NUG is more like an NGO, a lot of the members are from NGOs. To solve these political problems, you need to give political guarantees, which they’re not. They’re just making this organisation that looks inclusive, but this solves no political problems. 

Even in the past 7 months, the NUG hasn’t actually formed close ties with the ethnic minorities. It’s like they have no real intention to give away any kind of actual power, just something that looks like representation. 

Are there any Rohingya people in the PDF as far as you’re aware?

Not that I know of, but yes we’re helping back home or here in Yangon, we’re helping financially, helping on a case by case community basis. 

Are Bamar people in Yangon sceptical of the NUG too? 

I would say that the vast majority blindly follow the NUG, that’s the Burmese political culture, they’re very chauvinistic. Even those who have been radicalised, politically, they don’t really understand, it takes a lot of time to change this in mass public opinion, Bamar chauvinism is very deeply intertwined with the political culture. Sometimes when I think about these things, I feel hopeless. 

Now I’m not feeling great about the future, but I will do what I can do in my power to get rid of the junta. Frankly, there has not been much discussion about what’s going to happen after this war. This conflict could definitely continue, we have many armed organisations, each one has different aspirations, there is a real lack of discussion on that. Personally, what I’m really concerned about is that there is no plan to solve the situation for the Rohingya or the other minorities.