คำถามของป้าข้างบ้าน

คำถามของป้าข้างบ้าน

ณัฐวุฒิ รังศรีรัมย์

“มีที่เรียนหรือยังหนู… ลูกป้าสอบติดคณะแพทย์เชียวนะ!”

“หนูเรียนจบหรือยัง… ลูกป้าจบแล้วนะ ได้เกียรตินิยมเลยนะ” 

“เรียนจบแล้ว ได้งานทำหรือยัง… ลูกป้าได้งานทำแล้วนะ”

“หนูทำงานอะไร… ลูกป้าได้เป็นถึงผู้จัดการบริษัทเชียวแหละ”

“ทำงานได้เงินเดือนเท่าไร… พอใช้เหรอ”

“จะมีบ้าน มีรถ มีครอบครัว ตอนไหน…”

ฯลฯ

อีกมากมายสารพัดคำถามที่ถาโถมลงมาเหมือนฝนห่าใหญ่ ใจหนึ่งก็นึกว่ากำลังถูกสอบสวนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะไปก่อคดีอาชญากรรมร้ายแรงอย่างไรอย่างนั้น

*

คนรุ่นใหม่ที่กำลังอยู่ในห่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาของการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ช่วงเวลาก่อนจะเรียนจบ ช่วงเวลาที่มีหน้าที่การงานทำแล้ว หรือช่วงเวลาที่คนในสังคมต่างพากันขนานนามว่าช่วงของการ “สร้างเนื้อสร้างตัว” ต่างก็รู้จักกันดี ต่างก็ไม่พอใจ และต่างก็ไม่อยากพบพาน บุคคลที่ถามคำถามเหล่านั้น

คนรุ่นใหม่ต่างก็เรียกบุคคลผู้ที่ถามคำถามข้างต้นว่า “ป้าข้างบ้าน”

เท่าที่ผมสังเกตจากประสบการณ์ทั้งในทางตรงคือได้พบเจอกับตัวเองจริง ๆ และประสบการณ์ในทางอ้อมผ่านเรื่องเล่าของบรรดาเพื่อนพี่น้องมิตรสหายทั้งหลาย เมื่อต้องเผชิญกับปรากฎการณ์ “ป้าข้างบ้าน” สิ่งที่พวกเขารับมือมีหลายระดับ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวคน ๆ นั้นด้วย กล่าวคือ 

บางคนก็อาจจะแค่ “ยิ้มสู้” แต่ในใจก็คิดว่า “ยุ่งอะไรกับกูวะ” 

บางคนก็อาจจะโต้ตอบแบบ “ผู้ดี” เรียกว่า “เชือดนิ่ม ๆ” 

บางคนก็นำไปแก้แค้นลับหลัง ผ่านการเขียนข้อความระบายในโลกโซเชียลมีเดียด้วยคำว่า “เสือก” 

ตลอดไปจนถึงบางคนที่มีความกล้าหาญ คือกล้าที่จะแตกหักขั้นรุนแรงเด็ดขาดอย่างการโต้ตอบแบบดุเดือด ทำนอง “ร้ายมาร้ายกลับไม่โกง” 

ทั้งนี้หากจะว่ากันแบบไม่ได้คิดอะไรมาก “คำถามของป้าข้างบ้าน” ก็เหมือนกับคำถามทั่วไปที่ “ผู้ใหญ่” ถาม “เด็ก” ด้วย “ความเอ็นดู” ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ “มนุษยสัมพันธ์” (human relationships) หรือการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคม ในแง่นี้ “คำถามของป้าข้างบ้าน” ก็คงจะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการที่ “มนุษย์” เข้ามาอยู่รวมกันเป็นสังคม 

ปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงไม่น่าจะก่อให้เกิดปัญหาหรือเรื่องเลวร้ายอะไร ในทางกลับกันอาจจะเป็น “เสน่ห์” ของมนุษย์ด้วยซ้ำไป กล่าวคือ เป็นลักษณะเด่น “ด้านหนึ่ง” ของมนุษย์ที่มีความ “เอ็นดู” มีความ “ห่วงใย” ซึ่งกันและกัน

กระนั้นก็ตาม ในความเป็นจริงถ้าพิจารณาจากรูปประโยคคำถามข้างต้น มันก็ชัดเจนในตัวของมันเองอยู่แล้วว่าไม่ใช่ “ความเอ็นดู” หากแต่เป็น “การกระทบกระเทียบเหน็บแนมกระแนะกระแหน” ดี ๆ นี่เอง หรือจะว่ากันแบบแรง ๆ ก็คือ “ความเสือก” ของ “ป้าข้างบ้าน” นั่นเอง

**

ผมคิดว่าปรากฏการณ์ “ป้าข้างบ้าน” ไม่น่าจะจบลงเพียงแค่ “ความเสือกของป้าข้างบ้าน” เพราะถ้ามันจบเพียงเท่านั้น ปรากฏการณ์นี้ก็คงจะไม่เป็น “วาระระดับโลก” คือนอกจากจะพบเจอกันทั่วโลกแล้ว (ดังที่พบว่าในต่างประเทศเรียก “ป้าข้างบ้าน” ว่า “Karen” และ “Ken”) มันยังดำรงอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่เป็นเพียงกระแสขึ้น ๆ ลง ๆ ชั่วครั้งชั่วขณะ 

ที่ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่จบลงเพียงแค่ “ความเสือกของป้าข้างบ้าน” นั้น เป็นเพราะ “นัย” ของคำถาม ซึ่งหมายถึง “แก่น” “ประเด็น” หรือ “เป้าประสงค์” ที่แท้จริงของคำถามได้เข้าไปทำงานในระดับ “จิตสำนึก” ของคนที่ถูก “ป้าข้างบ้าน” ถามด้วย

กล่าวคือ แม้ว่าเราจะถูกตั้งคำถามจาก “ป้าข้างบ้าน” มานานหลายวัน หลายสัปดาห์ หลายเดือน หรือหลายปี แล้วก็ตาม และเราก็ปากเก่งว่าเราไม่สนใจ “ความกระแนะกระแหน” นั้น กระทั้งในบางครั้งเราอาจจะลืมเหตุการณ์ดังกล่าวไปแล้วด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ตาม ในบางเวลาและบ่อยครั้ง “นัย” ของคำถามกลับผุดลุกขึ้นมาทิ่มแทงความรู้สึกของเราให้ “กดดัน” ตัวเองเช่นว่า

“ให้รีบเร่งหาที่เรียนซะ”

“เราต้องได้เข้าเรียนในคณะที่ดี ๆ และต้องเป็นคณะที่จบออกมาแล้วไม่อดตายหรือทำเงินได้”

“เมื่อเรียนจบแล้วก็ให้รีบหางานทำซะ”

“เราต้องได้งานที่มีอัตราเงินเดือนสูง ๆ จะได้มีบ้าน มีรถ มีครอบครัวที่อบอุ่นเร็ว ๆ”

ฯลฯ

นอกจากจะกดดันตนเองเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้แล้ว เมื่อไม่สำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้เราก็จะรู้สึกผิดและ “กล่าวโทษ” หรือ “ประณาม” ตัวเองว่า 

“ทำไมเราถึงทำไม่ได้วะ”

“ทำไมเราไม่เก่งเหมือนคนอื่นเขานะ” 

“ทำไมเราถึงไม่พยายามให้มากกว่านี้วะ”

ฯลฯ

ทั้งหมดที่ว่ามาไม่ว่าจะเป็นการ “กดดัน” ตัวเองหรือการ “กล่าวโทษ” ตัวเอง ต่างก็มีสารตั้งต้นมาจาก “ความอยากจะประสบความสำเร็จ” ทั้งสิ้น ฉะนั้น “คำถามของป้าข้างบ้าน” จึงเป็นคำถามที่มี “นัย” คือการคอย “ทวงถาม” “ย้ำเตือน” “กดดัน” “เร่งรัด” กับตัวผู้ถูกถามว่า “มึงจะประสบความสำเร็จตอนไหน”

กล่าวในแง่นี้ “นัย” ของ “คำถามของป้าข้างบ้าน” จึงมีลักษณะความหมายที่กว้างขวางลึกซึ้งมากกว่าจะปรากฏให้เห็นในแบบทื่อ ๆ เฉพาะในรูปประโยคคำถามของ “ป้าข้างบ้าน” เท่านั้น กล่าวคือ “นัย” ดังกล่าวแท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงการ “ทวงถาม” “ย้ำเตือน” “กดดัน” “เร่งรัด” ให้เราดำเนินรอยตาม “ตรรกะของยุคสมัย” ที่มันได้เข้าไปครองอำนาจนำเหนือความคิดจิตใจของทุกคนที่ดำรงชีวิตอยู่ใน “ยุคสมัย” (epoch) นี้เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง 

ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่า “ป้าข้างบ้าน” จะตั้งคำถามกับเราหรือไม่ก็ตาม แต่ “นัย” ของ “คำถามของป้าข้างบ้าน” หรือ “ตรรกะของยุคสมัย” ก็จะปรากฏผุดลุกขึ้นมาลอยเท้งเต้งอยู่ภายในจิตสำนึกของเรา เพื่อให้เรา “ทวงถาม” “ย้ำเตือน” “กดดัน” “เร่งรัด” ตัวเองอยู่ดี 

ดังนั้น “ป้าข้างบ้าน” จึงไม่ได้มีความหมายแคบ ๆ เพียงแค่หญิงที่มีอายุรุ่นราวคราวแม่ ที่คอยออกมา “เสือก” ในเรื่องส่วนตัวของเรา แต่ “ทุกคน” ต่างก็เป็น “ป้าข้างบ้าน” กันได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นใคร อาศัยอยู่ที่ไหน เพศอะไร อายุเท่าใด ซึ่งนั่นรวมถึงตัวของเราเองด้วย

อีกนัยหนึ่ง แม้ว่าเราจะไม่ชอบ “คำถามของป้าข้างบ้าน” มากเพียงใด หรือในชีวิตนี้เราอาจจะไม่เคยประสบพบเจอ “ป้าข้างบ้าน (ในความหมายแคบ)” เลยก็ตาม แต่เมื่อเราดำรงชีวิตอยู่ในยุคสมัยที่ “ตรรกะของยุคสมัย” ได้แพร่กระจายไปทั่วทุกปริมณฑลของสังคมรวมถึงภายในจิตสำนึกของตัวเราเองด้วย เราจึงไม่สามารถจะหลีกหนีไปจาก “คำถามของป้าข้างบ้าน” ได้เลย

กล่าวให้ถึงที่สุด การที่ใครต่อใครต่างก็เป็น “ป้าข้างบ้าน” ได้นั้น เป็นเพราะ “กระมลสันดาน” ในความหมายถึงอุดมการณ์ ทัศนะ ความคิด หรือโลกทัศน์ ของเรา ถูก “ตรรกะแห่งยุคสมัย” เข้ามากลืนกินเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง 

***

“ความสำเร็จ” ที่ “ป้าข้างบ้าน” คอย “ทวงถาม” “ย้ำเตือน” “กดดัน” “เร่งรัด” เรานั้น ในยุคสมัยนี้มันมี “ตัวชี้วัด” ที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ซึ่งผู้คนทั่วไปต่างก็รับรู้และยอมรับว่าเป็น “ตัวชี้วัด” ที่สำคัญ เช่น การมีรถมีบ้านเป็นของตนเอง การมีครอบครัวที่สมบูรณ์ (แบบครอบครัวเดี่ยว) การมีอาชีพการงานที่มั่นคง หรือความสามารถพึ่งพาตนเองทางการเงินได้ เป็นต้น

“ตัวชี้วัด” เหล่านี้จะยิ่งดูดีมีราคามากขึ้น เมื่อมันอยู่ภายใต้คำกล่าวที่ว่า “จะต้องมีก่อนอายุ 30 ปี” ซึ่งเป็นตรรกะของแนวความคิด “การประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย” หรือที่เราคุ้นเคยกันดีในชื่อ “อายุน้อยร้อยล้าน”

“การประสบความสำเร็จ” ดังกล่าว จะเป็นเครื่องสะท้อนแสดงถึงว่า “เราได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ คุ้มค่า ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นคนแล้ว” เพราะ “ความสำเร็จ” บนตรรกะดังกล่าวมีเงื่อนไขเพียงข้อเดียวเท่านั้นที่จะก่อเกิดขึ้นได้จริง นั่นคือ “ทำงาน ทำงาน ทำงาน”

กล่าวคือ ภายใต้ตรรกะทางวัฒนธรรมของทุนนิยม “การไม่ทำงาน” คือข้อจำกัดที่ขัดขวางการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ของความเป็นมนุษย์ ฉะนั้น ยิ่งเรา “ทำงาน” มากเท่าไหร่ เราก็จะมี “ความสมบูรณ์” หรือ “ความสำเร็จ” ในชีวิตความเป็นมนุษย์มากเท่านั้น ในแง่ดังกล่าว “การไม่ทำงาน” จึงถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ไร้ศีลธรรม เช่น เราจะรู้สึกผิดทันทีเมื่อเราไม่ทำงาน เราจะกล่าวโทษตัวเองทันทีเมื่อทำงานไม่ดีหรือยังหาที่ทำงานไม่ได้ เราจะรู้สึกละอายแก่ใจทันทีเมื่อเรา “นอน” หรือทำกิจกรรมอื่นที่ทุนนิยมมองว่าไม่ใช่ “งาน” มากจนเกินไป เป็นต้น 

ดังนั้น “คำถามของป้าข้างบ้าน” จึงสะท้อนถึงการเรียกร้องให้ผู้ถูกตั้งคำถามดำเนินชีวิตไปตามแนวแถวหรือตรรกะของระบบทุนนิยมอย่างเคร่งคัด ไม่ให้หย่อนยาน ได้เป็นอย่างดี เพราะระบบทุนนิยมต้องการให้เราทำงานให้มากที่สุด ยิ่งช่วงชีวิตของเราได้เริ่มต้นทำงานเร็วเท่าไหร่ ทุนนิยมก็จะยิ่งสรรเสริญว่าเราเป็นคนที่ “สมบูรณ์แบบ” มากเท่านั้น หรืออีกนัยหนึ่ง ยิ่งเราทำงานมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งจะ “ประสบความสำเร็จ” เร็วและมากเท่านั้น 

กล่าวให้แคบลง ในระบบทุนนิยมจะไม่ยอมให้เราใช้ชีวิตแบบ “สโลว์ไลฟ์” เด็ดขาด หรือสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ทุนนิยมเรียกว่า “แรงงานรุ่นใหม่” ทุนนิยมจะไม่ยอมให้เรามี “ปีเว้นว่าง” (Gap Year) เช่น เมื่อเราจบการศึกษาแล้ว ในกรณีมัธยมศึกษา เราก็ต้องรีบสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัย หรือหลังจบมหาวิทยาลัยเราก็ต้องรีบเร่งหางานทำ เราจะหยุดพักทำกิจกรรมอื่นที่ทุนนิยมเห็นว่าไม่ใช่ “งาน” ไม่ได้ ถ้าหากเราหยุดพักเมื่อใด “ป้าข้างบ้าน” ก็จะเริ่มตั้งคำถามกับเราทันที

****

ประเด็นที่บทความนี้ต้องการจะเสนอก็คือ ปรากฏการณ์ “ป้าข้างบ้าน” อย่างที่พวกเราเข้าใจกันทุกวันนี้ แท้จริงแล้วเป็นปรากฏการณ์ของ “ยุคสมัยแห่งระบบทุนนิยม” และ “ตรรกะของยุคสมัย” ซึ่งเป็นสิ่งที่ “นัย” ของ “คำถามของป้าข้างบ้าน” เรียกร้องให้ดำเนินชีวิตไปตามครรลองของมัน ที่ผมกล่าวถึงไปแล้วก่อนหน้านี้ก็คือ “ตรรกะของยุคสมัยแห่งระบบทุนนิยม” นั่นเอง

เอาเข้าจริง “ป้าข้างบ้าน” ก็เป็นเพียงแค่ร่างทรงให้ “ปีศาจ” ที่มีนามว่า “ระบบทุนนิยม” เข้าแฝงร่างเพื่อมาคอย “กดดัน” “เร่งรัด” “ทวงถาม” “ย้ำเตือน” กับผู้ถูกถามว่า “ให้รีบประสบความสำเร็จได้แล้ว” หรืออีกนัยหนึ่งคือ “ให้รีบทำงานได้แล้ว” เท่านั้น 

“คำถามของป้าข้างบ้าน” จึงเป็นหนึ่งในหลากหลายกระบวนการของระบบทุนนิยมที่เรียกว่า “กระบวนการทำให้เป็นกรรมาชีพ” (proletarianization)

ดังนั้น ปรากฏการณ์ “ป้าข้างบ้าน” จึงไม่ได้มีสาเหตุเริ่มต้นมาจากตัวของ “มนุษย์” แต่เป็นปัญหาที่เริ่มมาจาก “ยุคสมัย” หรืออีกนัยหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ “นิสัย” ของ “ป้าข้างบ้าน” หากทว่าเป็น “สันดาน” ของ “ระบบทุนนิยม” 

ถ้าจะว่ากันแรง ๆ แล้ว ในความเป็นจริง “ป้าข้างบ้าน” ไม่ได้เป็นคนที่มี “ความเสือก” มากไปกว่ามนุษย์คนอื่น ๆ ในสังคม แต่จริง ๆ แล้วสิ่งที่ “เสือก” กับตัวเราคือ “ระบบทุนนิยม” ต่างหาก

หนทางที่จะทำให้เราไม่ต้องพบเจอปรากฏการณ์ “คำถามของป้าข้างบ้าน” อีกต่อไป จึงมีเพียงหนทางเดียวเท่านั้น นั่นคือ การทำลาย “ระบบทุนนิยม” ให้สิ้นซาก และหากจะกลั่นกรอง “บทเอวังก็มีด้วยประการฉะนี้” ให้สั้นกระชับแบบย่นย่อที่สุดก็คงจะกล่าวได้ว่า 

“ที่เราเห็นว่าเป็น “คำถามของป้าข้างบ้าน” นั้น แท้จริงแล้วเป็น “คำถามของระบบทุนนิยม” ต่างหาก”

 

เจมส์ คอนนอลลี: ราชวงศ์อังกฤษคือตัวอย่างของการหมิ่นหยามประชาธิปไตย

เจมส์ คอนนอลลี: ราชวงศ์อังกฤษคือตัวอย่างของการหมิ่นหยามประชาธิปไตย

ผู้แปล – สหายตะขาบ

ที่มา: James Connolly: The British Monarchy Is an Affront to Democracy

ราชวงศ์อังกฤษคือสิ่งตกค้างของทรราชย์ เป็นสิ่งย้ำเตือนอันดีเยี่ยมให้นึกถึงสังคมลำดับชั้นและการปล้นชิง อย่างที่ เจมส์ คอนนอลลี (James Connolly) นักสังคมนิยมชาวไอริช ได้เขียนไว้ในปี 1911 ว่า เหล่าราชวงศ์มีอยู่เพื่อบรรดาผู้กดขี่ในสังคม อาทิ นายทุนและเจ้าที่ดิน ไม่ได้มีอยู่เพื่อชนชั้นแรงงาน

ถึงสหายแรงงานทั้งผอง,

อย่างที่พวกท่านคงได้ทราบแล้ว จากการอ่านหนังสือพิมพ์รายวันและรายสัปดาห์ พวกเรากำลังจะได้รับการอำนวยอวยพรจากการเสด็จมาเยือนของกษัตริย์จอร์จที่ 5 (King George V)

จากการเสด็จพระราชดำเนินของพระองค์ที่ผ่านมาในอดีต ตลอดจนจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกไม่กี่สัปดาห์ก่อนนั้น ทำให้เราทราบว่าพิธีการเหล่านี้ จะถูกใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของราชวงศ์และชนชั้นสูง เพื่อต่อต้านคลื่นประชาธิปไตยและเสรีภาพที่กำลังคืบคลานเข้ามา เราปรารถนาจะชี้แจงเหตุผลบางประการ ว่าทำไมคุณจึงควรปฏิเสธการมาเยือนของราชวงศ์ในครั้งนี้อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง หรือควรตอบรับด้วยการเข้าร่วมขบวนการประท้วง เราขอกล่าวกับคุณในนาม กรรมกร ที่พูดกับกรรมกรด้วยกัน ไม่ว่าคุณจะขายแรงด้วยการใช้สองมือหรือสมอง —ทำงานใช้แรงกายหรืองานใช้สมองก็ตาม เราคำนึงถึงคุณและบุตรหลานของคุณ เพราะเราปราถนาจะคุ้มครองและส่งเสริมอุดมการณ์ของคุณ

อนาคตในภายภาคหน้าของชนชั้นแรงงานนั้น ตำแหน่งทางการเมืองและสถานะทางสังคมทั้งปวงจำเป็นต้องเปิดกว้างให้เท่าเทียมกันทั้งชายหญิงในทุกๆคน โดยที่อภิสิทธิ์แต่กำเนิดและความมั่งคั่งทั้งหลายต้องถูกขจัดไปให้หมดสิ้น ถึงเวลานั้นทุกๆคนที่เกิดบนแผ่นดินนี้จะได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกันในการได้มาซึ่งตำแหน่งที่ภาคภูมิใจที่สุด นักสังคมนิยมต้องการให้สิทธิโดยกำเนิดเพียงประการเดียวอันเป็นคุณสมบัติจำเป็นต่อการดำรงตำแหน่งสาธารณะนั้น คือสิทธิโดยกำเนิดของการเป็นมนุษย์ที่เราทุกคนมีร่วมกัน

ด้วยเชื่อว่าไม่มีสิ่งใดในโลกจะศักดิ์สิทธิ์ไปกว่าความเป็นมนุษย์ เราจึงขอปฏิเสธการสวามิภักดิ์ยอมอยู่ใต้อำนาจของสถาบันราชวงศ์ทั้งปวง และด้วยเหตุนี้ เราจึงถือว่าการเสด็จเยือนของกษัตริย์ เป็นเสมือนการเติมเชื้อเพลิงให้กับเปลวไฟแห่งความชิงชังของเรา ที่มีต่อสถาบันแห่งการปล้นชิงทรัพย์โดยมีกษัตริย์ เป็นดั่งตัวแทน ปล่อยให้พวกนายทุนและเจ้าที่ดินยกโขยงกันไปสรรเสริญพระองค์เถอะ เพราะเขาเป็นพวกเดียวกัน พวกเขาย่อมเห็นพระองค์เป็นตัวแทนของระบบชนชั้นและวรรณะ พวกเขาจึงยกย่องและเชิดชูความสำคัญของกษัตริย์ เพื่อที่จะทำให้จิตสำนึกของสาธารณชน คุ้นชินกับแนวคิดเรื่องความไม่เท่าเทียมทางการเมือง เพราะรู้ดีว่าคนที่ถูกกลอมเกลาจิตใจจากการยกย่องสรรเสริญราชวงศ์นั้น ไม่อาจเข้าใจประชาธิปไตยแบบพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเข้าถึงเสรีภาพทางสังคมด้วย จิตสำนึกที่คุ้นชินกับการมีกษัตริย์ทางการเมือง จะทำให้สามารถยอมรับบรรดาราชาทางสังคมได้อย่างง่ายดาย นั่นคือ เหล่าราชาแห่งโลกทุนนิยมในโรงงาน โรงสี รางรถไฟ เรือสินค้า และท่าเรือ ดังนั้นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและการเสด็จเยือนของกษัตริย์จึงเกิดขึ้นจากน้ำมือของบรรดาเจ้านายผู้ตื่นตัวและแสนฉลาดของเรา ซึ่งได้ร่วมกันรณรงค์ระดมโฆษณาชวนเชื่อในลัทธิจักรวรรดินิยมครั้งใหญ่ เพื่อสนับสนุนโครงการทางการเมืองและทางสังคมที่ต่อต้านประชาธิปไตย กระนั้นถ้าบรรดาเจ้านายและผู้ปกครองของเราตื่นตัวต่อแผนการกดปราบเราอยู่เสมอ พวกเราในฐานะผู้ต่อต้านเจ้านายและผู้ปกครองก็ต้องไม่นิ่งเฉยในการเรียกร้องให้เหล่าสหายของเราคงไว้ซึ่งแนวความคิดการเคารพชนชั้นเราอย่างเปิดเผย นั่นก็คือ การเชื่อในอำนาจอธิปไตยสูงสุดของเหล่าแรงงาน

ระบบราชาธิปไตย (monarchy) คืออะไร? มันได้รับสิทธิอำนาจในการลงโทษผู้อื่นจากไหน? แล้วมันได้ประทานอะไรดีๆ แก่มนุษยชาติบ้าง? ระบอบราชาธิปไตย คือเศษซากของการปกครองแบบทรราชภายใต้อุ้งมือของความโลภและการทรยศต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ ในยุคที่มืดมนและโง่เขลาที่สุดในประวัติศาสตร์ของเรา ระบบราชาธิปไตยรับสืบทอดสิทธิอำนาจในการลงโทษผู้อื่นจากดาบของจอมโจรปล้นชิงและจากความไร้อำนาจของเหล่าผู้ทำการผลิต ส่วนสิ่งดีๆหรือของขวัญที่ระบบราชาธิปไตยมอบแก่มนุษยชาตินั้นแทบจะไม่ปรากฏ เว้นแต่จะนับตัวอย่างที่เป็นพิษเป็นภัยอย่างเช่น ชัยชนะที่เต็มไปด้วยความชั่วช้า และพฤติกรรมอยุติธรรมอันไร้ยางอาย

ทุกชนชั้นในสังคมล้วนปกป้องราชวงศ์ โดยเฉพาะราชวงศ์อังกฤษ เพราะสมาชิกบางคนมีส่วนสำคัญบางประการต่อการยกระดับเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่ไม่มีตัวแทนของราชวงศ์อังกฤษหน้าไหนเลยที่มีส่วนผลักดันความก้าวหน้าทางศีลธรรม ทางปัญญา หรือทางวัตถุของมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นในด้านวิทยาศาสตร์ ศิลปะ วรรณกรรม การสำรวจดินแดน การประดิษฐ์เครื่องกล การร่างกฎหมายที่มีมนุษยธรรมหรือในอาณาบริเวณกิจกรรมใดๆ ของมนุษย์เลย โดยราชวงศ์นั้นขัดขวางทุกย่างก้าวที่ต้องการมุ่งไปข้างหน้า ขัดขาทุกการปฏิรูป ข่มเหงผู้รักชาติทุกคน และคบคิดกันต่อต้านอุดมการณ์อันดีทุกประการ ราชวงศ์ใส่ร้ายเหล่าสหายของประชาชนทุกคน และยังผูกมิตรกับผู้กดขี่ทุกนาม ทุกวันนี้ราชวงศ์ได้รับการสรรเสริญเยินยอจากบรรดานักบวชบาทหลวงที่หลงผิด ทั้งๆที่มีประวัติขึ้นชื่อลือชาในประวัติศาสตร์ว่าราชวงศ์เป็นอาชญากรที่น่ารังเกียจ รวมถึงการฆาตกรรม การทรยศ การผิดประเวณี การร่วมประเวณีในหมู่ญาติพี่น้อง การโจรกรรม การสาบานเท็จ หรือก็คืออาชญากรรมทุกประเภทที่มนุษย์รู้จักล้วนเกิดขึ้นจากน้ำมือของสมาชิกคนแล้วคนเล่าจากเผ่าพันธุ์ราชาที่กษัตริย์จอร์จภาคภูมิใจที่ได้สืบเชื้อสายมา

โลหิตของเขา

ได้คืบคลานผ่านเหล่าคนชั่วตั้งแต่เกิดอุทกภัย

เราจะไม่กล่าวโทษเขาจากอาชญากรรมของบรรพบุรุษ ถ้าหากเขาสละสิทธิราชสมบัติที่รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษเหล่านั้น แต่ตราบใดที่เขายังอ้างสิทธิ์จากการสืบสายเลือดกษัตริย์ เขาก็ยังคงต้องแบกรับความผิดความชอบจากอาชญากรรมของบรรพบุรุษด้วย

สหายแรงงานเอ๋ย จงยืนหยัดในศักดิ์ศรีของชนชั้นเราเถิด ขบวนแห่ของราชวงศ์ทั้งปวงเหล่านี้ บรรดาขุนนางที่เย่อหยิ่งเหล่านี้ เหล่านายทุนจอมทรยศที่หมอบกราบกลืนขี้ดิน ไอ้คนพวกนี้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของโรคร้ายที่ทำลายสังคมและรัฐต่างๆ โรคร้ายที่เสด็จมาเยี่ยมเยือนและสำรอกความน่าสะอิดสะเอียนทั้งหลายแหล่ของมันออกมาสู่สายตาของพวกเรา แต่เนื่องจากการรับรู้ว่ามีเชื้อโรคคือก้าวแรกของการรักษา เราจึงต้องตระหนักถึงองค์ประกอบที่เน่าเฟะเหล่านั้น เพื่อที่จะกำจัดโรคร้ายทางการเมืองและทางสังคมออกจากสังคมของเรา ด้วยเหตุนี้ ในฐานะที่เป็นการนำพวกมันทั้งหมดมารวมตัวกันและเผยให้เห็นความเป็นเอกภาพในหมู่พวกมัน การเสด็จพระราชดำเนินของกษัตริย์จึงอาจช่วยให้เราเข้าใจและตระหนักได้มากขึ้นว่า จะสามารถโค่นล้มราชวงศ์ ชนชั้นขุนนางและนายทุน ซึ่งมีมีชีวิตรอดอยู่ได้โดยอาศัยกำลังแรงงานของเราทั้งผองได้อย่างไร ห้องปฏิบัติงาน ที่ดิน โรงสี โรงงาน เรือสินค้า และรางรถไฟของพวกมันต้องถูกริบมาเป็นของพวกเราเพียงลำพังเท่านั้น การเป็นเจ้าของทรัพย์สินแบบสาธารณะจักต้องแทนที่การเป็นเจ้าของแบบทุนนิยม สังคมนิยมประชาธิปไตย (social democracy) จะต้องแทนที่ความไม่เท่าเทียมทางการเมืองและทางสังคม อำนาจอธิปไตยของชนชั้นแรงงานจะต้องเข้าแทนที่และทุบทำลายอำนาจอธิปไตยของชาติกำเนิดและราชาธิปไตยของระบบทุนนิยม

หน้าที่ของเราคือการให้ความกระจ่างแก่บรรดาผู้เพิกเฉยหรือขาดเขลาในหมู่ชนชั้นของเรา สลายและทำลายความเชื่องมงายทางการเมืองและทางสังคมของมวลชนที่ตกเป็นทาส และเร่งให้ถึงวันที่โลกทั้งโลกจะยังคงดำเนินไปตามคำของ โจเซฟ เบรแนน (Joseph Brenan) ผู้รักชาติอย่างกล้าหาญในการปฏิวัติปี 1848

อาญาสิทธิ์อันศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงของแรงงาน

เป็นสิ่งแรกในโลกหล้า

นั้นคือ นักคิดและคนงาน

มีความเป็นมนุษย์เพียงหนึ่งเดียวอันสูงสุด

 

 

Periphery, Core & Reconciliation

Periphery, Core & Reconciliation

Writer – Yung Kay

Here, we sit on the event horizon between core and periphery, if there is anywhere it can be reconciled, surely it must be here. Not just Thailand, but other regions that fall into the same global economic bracket of the middle-income trap. Can there be any interaction between the periphery and the core?

Right now, we’re in northern Thailand. Here, we’re caught between the periphery and the core. We’ve seen refugees from across the border, carrying deliveries from the ice trucks into the co-working spaces, effortlessly gliding past the professional email writers in their air-conditioned chambers. 

Thailand itself is caught between the periphery and the core. Still today a “major Non-Nato ally,” which pays endless lip service to our comrades in Beijing. In reality, our heydays as a cold war colonial outpost are long past. Slowly crumbling away Thailand is a relic of the old bipolar world, weighed down by auto-imperialist bloat and imprisoned by long irrelevant foreign imposed dogmas.

How do you reconcile it?

Which is which?

Provinces GDP Per-Capita

To begin any reconciliation, we have to first try to establish what is the periphery and what is the core. One simple way to do so is to look at the GDP spread across the kingdom. Bangkok is all-consuming. A black hole that sucks in wealth and labour from across the country. Almost 50% of the whole country’s wealth lies in Bangkok, while it hosts just 22% of the population, much of whom are domestic and foreign migrant labourers. Of course, of that wealth, the vast majority is in the hands of the bourgeois class. 

Since its founding in the mid-18th century, Bangkok has been developing its outposts across its kingdom. Chiang Mai in the north, Khon Kaen and Korat in Isaan, Had Yai in the south. These outposts serve the purpose of bringing the periphery into the core. The Thaification policies of the 1930s were not just cultural imperialism but an economic program, it is how they sought to reconcile the periphery and core, by absorbing the periphery into the core’s economic strata. 

The north, per capita, is the poorest region, largely due to the poverty found in Mae Hong Son, and is undoubtedly the province furthest from the core, geographically, economically, culturally and in terms of the reach of governance— it is often said by indigenous locals that Mae Hong Son is not Thailand. From or through Mae Hong Son come many of the aforementioned subaltern labourers, refugees in one way or another both domestic and from over the border, indeed the border means very little when out in the periphery.  

Bangkok, while it serves as the imperial core of Thailand, is itself becoming increasingly part of the global periphery of capital. However, once it was the bulwark of the American empire’s fight against communism in Southeast Asia— billions of dollars were poured into the capital, fortifying it from the peasantry who wished to seize it and redistribute its wealth. 

It was at this juncture that the domestic deep state was forged. The republican fascism that gripped Thailand from the 30s through to the early post-WWII era was under threat from a more Third-Worldist, non-aligned sentiment. The republican elements of the former openly fascist regime were discarded, instead uplifting the monarchy to the benevolent front of the nation. Harnessing their religious and feudal patronage networks, combining them with the nationalist militaristic fascism of the previous generation of leaders. This was the military, monarchy and capital in an alliance against communism, an alliance which was fiercely backed by global capital via the tendrils of the US empire. 

The kingdom became a key base of operations, from which aggression against neighbouring states was launched on behalf of global capital. While capital suffered minor setbacks in Vietnam, Laos and Cambodia, that aggression was ultimately successful. Come the 90s, Bangkok was largely left to its own devices, the slush funds had been cut and imperial bloat began to set in. Today, the decay is evident throughout; an absurdly overcrowded city, its boulevards of empty shop fronts literally sinking as the sea slowly reclaims the land on which sparkling new malls and condos are still being erected.

For the top end of the bourgeois class, however, nothing needed to change. Consent has been so thoroughly manufactured. However, in the race to the bottom for capital to find new frontiers of extracting as much surplus as possible, Thailand is plateauing. Today, pristine Teslas glide effortlessly over the cracked streets and past the crumbling slums— their drivers entirely unaware of the rot that surrounds them, blissfully ignorant to the truth that they’re running on fumes, capital is abandoning them, though the stench remains. 

Those who can see the rot first-hand are, of course, the working class. The most recent figures show that Thailand’s household debt now exceeds 90% of GDP, ranked 11th-highest in the world, with the vast majority of this debt concentrated in lower-income households.

The economy urgently needs massive investment and overhaul, however, the pillars that prop up the nation are bowing. The military, the monarchy, the bureaucracy and its parliament are all entirely impotent at anything other than upholding the status quo. These institutions are anchored and bound by their bloated patronage networks and confined by the deep state which itself is bound by the dogma of Thailand’s mid-20th century past, a festering relic of US implementation. 

The one meaningful attempt at reform came in the shape of Thaksin Shinawatra. For better or for worse, Thaksin was a revolutionary force within the Thai economy, while politically he aimed to bring the nation into the 21st century. Though his policies still solidly served the bourgeois class, he was deemed too much of a threat to the aforementioned bloated dogmatic institutions of state and capital which ousted him and worked tirelessly to crush any remnants of reform, proving the inability of the deep state institutions to adapt to the pace of global capital. 

We Are Not Alone

This peril is not an uncommon one worldwide. Look for countries with large populations, mainly rooted in agricultural sectors which underwent massive urbanisation and developed a manufacturing base in the past half-century. Spot the telltale signs of sprawling cities which host both a well-fortified domestic elite and a massive slum-dwelling population. Note the geographical periphery, the stretches of the country near ungoverned by the central state. See too the political violence on top of which these contemporary iterations of the state were built, with US intelligence operatives lurking in the background. Brazil, Indonesia, South Africa, Mexico, etc. 

These countries serve as a kind of mediator between the core and periphery. Lowly sub-Lieutenants of global capital. Few climb the ladder into the upper ranks, South Korea being one of the few major nations to enter the fraternity of the bourgeois core. Thailand’s leaders look to them enviously questioning… “Why can’t we have that?”

The answer is that South Korea was coerced into abandoning all sovereignty on behalf of capital, more specifically its enforcers, the US empire. South Korea, a state with such an absurd history, filled with such grotesque violence and such brutal subjugation was moulded into the perfect capitalist state largely through force and due to being the outcome of a freak occurrence in 20th-century history. A few other cases dot east Asia; namely, Taiwan and Singapore, these are more freak accidents of history rather than shrewd governance and economic management. One commonality they all share, however, is a history of near-total lack of domestic sovereignty which in reality lies in the hands of the west and global capital. 

The elites of Thailand were not willing to give away this degree of sovereignty, as we saw in 1973, or perhaps they were never even given the opportunity. Either way, it seems that they ended up believing their own fairytales of a “special” plucky little state, capable of holding its own in the face of colonial empires. In reality, it merely rolled over for the British Empire and its successor; 20th-century capital and its enforcer; the US empire. When it was no longer of any use post-cold war, the empire lost interest. Fortunately for the Korean and Taiwanese bourgeois class, our comrades further north kept them relevant in the eyes of the empire, and so they were permitted into the core, the fraternity of “advanced economies”. 

Why can’t we have that?” — the Thai deep state cries to capital. 

Because you’re too irrelevant” — capital casually replies to deaf ears.

Violence

To define politics in these middle-income trap countries as compared to the true periphery and true core, we have to understand violence. In the core, explicit political violence is seldom seen. Of course, there is that kind of constant undercurrent of violence of subjugation in advanced economies, but it rarely breaks out in mass political brutality. The true periphery, however, is defined by violence. Just across our western border, violence is ubiquitous in everyday life, it is the primary factor in almost all decision-making for the working class. Along our event horizon, there exists an uneasy understanding of violence, one that has lived it and is extremely reluctant to live it again.

Thai politics is dotted, but not littered, with political massacres, some visible others not. Phumi Bhoon, Thammasat, Black May, Tak Bai, Krue Se, and Ratchaprasong weigh heavy on the minds of the proletariat. These are instances where the state has shown that it is willing and capable of publicly using mass violence. Many in the working class too, remember the violence of the mid-2000s’ war on drugs, the arrests, spontaneous savage interrogations and masses of near invisible extrajudicial murders— which were so prevalent and yet somehow so inconspicuous. Those who sought to harbour the revolutionaries of the insurgency in the previous century faced murder and state brutality which is publicly still entirely ignored to this day, yet still remembered by those who lived it.

On an individual level, if you’re willing to challenge the power of the state, violence is not so much of a threat but an inevitability. How many activists have been beaten, tortured or thrown into overcrowded sadistic prisons in the past decade alone? Their stories and experiences, their blood send a chilling message to anyone else brave enough to emulate them. These are the survivors, many others have simply been murdered, disposed of, sometimes on the phone to their loved ones, their bodies tossed into the Mekong

Of course, in Thailand’s domestic periphery, violence is far more of a ubiquitous facet of daily life. Those who live on “land they do not own” face the constant threat of violent eviction. For migrants who travel to the core to sell their labour, life is marred by violence in the workplace and in the slums of the city. Women, in particular, are subjected to horrifying violence in the sex industry, a historic haven for misogynistic barbarity which was built to serve the colonial troops of the last century, imported from the USA— today, the sons and grandsons of those troops continue the legacy of their forefathers. 

This kind of violence, both present and historical, both seen and unseen, serves as a constant threat to those who would seek to change their present conditions. In August, during the early days of the 2020 protest movement, nearly 50 years after the massacre at Thammasat University, students fought the police in the streets, for many of them, it was their first experience of state violence. Seeking refuge from tear gas in Chulalongkorn University the fearful whispers echoed the memory of Thammasat— “could they do it again? I think they could do it again?” The fear is prevalent and justifiable, one that is unknown in the global core, but known all too well in the true periphery. 

In places like our event horizon, the state has proof of concept for explicit mass violence, but this exists in the context of overall peace. Those who wish to challenge the status quo are put in an awkward existential position. 

How do you reconcile it?

An Opportunity at Reconciliation

Perhaps we are not caught between a tiger and an alligator, but rather we’re in the best of both worlds.

Capitalism, as we know it, is gradually entering its death throes. Most importantly, the US empire is becoming increasingly unable to project itself to play the role of enforcer. But what happens to semi-periphery when the core collapses… when the Visigoths sack Rome?… an opportunity arises.  

We know brutal repression intimately enough to conceive of what we’re up against. The wealth of the bourgeois presents itself in the same frame as the plight of the working class in a way that it wouldn’t dare in the core nor the true periphery. The crumbling economy is a threat to the proletariat, but so too to the bourgeois class— a bourgeois class, that is growing complacent, slow and bloated, juxtaposed to a proletariat that is growing impatient, discontent and increasingly bold. 

The labour aristocracy of the core is incapable of genuinely challenging capital without losing its material comforts. While here, in the north, in Isaan, we have Bangkok in our sights. We have the potential to bring the wealth of the core into the hands of the periphery, a potential that is out of reach in much of the rest of the planet. 

Equally though, this middling malaise means that for the time being, we have little agency. We’re dependent on the collapse of the core providing us with an opportunity for that moment of conflict with capital, with the core. Here, we sit in wait and quiet preparation. If it can be reconciled anywhere then surely it must be here.

 

Capitalocene – การค่อย ๆ ล่มสลายลงของสิ่งแวดล้อม

Capitalocene – การค่อย ๆ ล่มสลายลงของสิ่งแวดล้อม

ระบบทุนนิยมค่อย ๆ พรากชีวิตออกไปจากโลก มหาสมุทร และป่าเขา เรากำลังเผชิญกับภูมิประเทศรกร้างว่างเปล่าที่ไร้ซึ่งชีวิต โลกกำลังล่มสลายลงอย่างช้า ๆ จนเราแทบไม่ทันสังเกต

เกิดปรากฏการณ์ผิดธรรมชาติอันเป็นผลมาจากช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงชั่วชีวิตเดียวของมนุษย์ นั่นคือ เรามองว่าโลกทุกวันนี้อยู่ในสภาวการณ์ “ปกติ” สิ่งนี้เรียกกันว่า “สภาวะเส้นฐานขยับ” (Shifting Baseline Syndrome) วิธีการหนึ่งในการทำความเข้าใจสภาวะเส้นฐานขยับ (shifting baseline) นี้ก็คือการทำความเข้าใจก่อนว่าสภาพแวดล้อมที่เราถือกันว่า “เป็นธรรมชาติ” ในปัจจุบันนั้นถูกดัดแปลงจากสิ่งที่เคยเป็นมาในอดีตอย่างไรบ้าง

ป่าไม้เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในบรรดาสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ในขณะที่พื้นที่ป่าปกคลุมเปลี่ยนไปเยอะมากในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา แต่ก็มีการดัดแปลงพื้นที่ป่าอย่างเห็นได้ชัดมากกว่า ตัวอย่างเช่น ตั้งแต่ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยุโรปเดินทางมาถึงทวีปอเมริกา 90% ของป่าดิบที่เคยปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ในรัฐทางใต้ 48 รัฐก็ไม่มีอยู่อีกต่อไป อย่างไรก็ดี เป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่าป่าดิบมีหน้าตาเป็นอย่างไรเพราะมีข้อมูลอ้างอิงหลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย ป่า เก่าแก่ (old-growth) หลายแห่งถูกแทนที่ด้วย “ป่า” ที่มนุษย์ปลูกขึ้นมาเอง ซึ่งเรียกว่า ฟาร์มต้นไม้ (tree farms) น่าจะถูกต้องกว่า กระทั่งป่าหลายแห่งที่ถูกจำแนกอย่างเป็นทางการว่าเป็น “ป่าเก่าแก่” ก็ยังถูกตัดลงเมื่อช่วงต้น ๆ ศตวรรษที่ 20 แม้ลักษณะบางอย่างของป่าจะใช้เวลาหลายพันปีถึงจะโตเต็มที่ก็ตาม

ด้วยความที่เรามองไบโอมบนบก (ชีวนิเวศบนบก) อย่างไม่เป็นกลาง มหาสมุทรที่ดีในความคิดของเราก็ยิ่งผิดเพี้ยนเข้าไปใหญ่ นับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา วาฬ ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ก็ถูกฆ่าอย่างเป็นอุตสาหกรรม เหตุผลคือเพื่อตอบสนองความต้องการน้ำมันตะเกียง (lamp oil) ของชาวยุโรป โดยเป็นสิ่งที่นำออกมาจากส่วนที่เรียกว่า blubbler (เปลวไขมันระหว่างผิวหนังและกล้ามเนื้อของปลาวาฬ) ส่งผลให้ประชากรวาฬลดลงถึง 99% ภายในศตวรรษเดียว ถ้าเราไม่ได้เปลี่ยนไปใช้น้ำมันปิโตรเลียมในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 วาฬคงจะถูกล่าจนแทบสูญพันธุ์อย่างแน่นอน

ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าจำนวนประชากรวาฬที่ลดฮวบลงนั้นส่งผลกระทบโดยรวมอย่างไรบ้าง แต่เชื่อกันว่า การลดลงของมูลวาฬซึ่งเป็นปุ๋ยอาหารให้แก่สาหร่ายทะเลนั้นส่งผลให้ผลผลิตของสายใยอาหารในมหาสมุทรเสียหายอย่างถาวร และถึงขั้นทำให้สภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงไปเลย

สัตว์ทะเลชนิดอื่น ๆ ไม่ได้โชคดีเท่าไรนัก ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยุโรปได้บรรยายถึงฝูงปลาค็อด (cod stocks) ในแกรนด์แบงค์แห่งอเมริกาเหนือ (Grand Banks of North America) (บริเวณน้ำตื้นของไหล่ทวีปอเมริกาเหนือ ในมหาสมุทรแอตแลนติก อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะนิวฟันด์แลนด์ ประเทศแคนาดา-วิกิพีเดีย) โดยเล่าว่า แหล่งตกปลานั้นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยปลาถึงขั้นที่พวกเขาสามารถเหยียบกรายลงไปได้ แต่หลังจากการเกิดขึ้นของการประมงเชิงพาณิชย์สมัยใหม่ในทศวรรษที่ 1960 อัตราการขูดรีดในแกรนด์แบงก์ก็เพิ่มสูงเกินกว่าที่ปลาค็อดจะรับได้ ทำให้ฝูงปลาที่ครั้งหนึ่งเชื่อกันว่ามีให้ใช้ไม่จำกัด หายไปอย่างรวดเร็ว

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายคนเริ่มสังเกตเห็นว่า แมลงที่บินมาติดกระจกหน้ารถของพวกเราจำนวนลดลงอย่างมากหลังการเดินทางไกลเมื่อเทียบกับปีที่ผ่าน ๆ มาซึ่งเรียกกันว่า “ปรากฏการณ์กระจกหน้ารถ” (windshield phenomenon) จากการศึกษาในเวลาต่อมาพบว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดจากระบบแอโรไดนามิกส์ (aerodynamics) ของรถยนต์สมัยใหม่ หรือการเลือกจำ (selective memory) ของคน แต่ปรากฏการณ์นี้เป็นหลักฐานที่ยืนยันจริง ๆ ว่า จำนวนแมลงทั่วโลกลดลงไปอย่างน่าตกใจ สาเหตุหลักก็คือการใช้ยาฆ่าแมลงอย่างแพร่หลาย รวมไปถึงการแทนที่ทุ่งดอกไม้ป่าด้วยถั่วเหลืองหรือข้าวโพด บางคนอาจดีใจที่สิ่งที่มักถูกมองว่าเป็นศัตรูพืชนั้นลดน้อยลง แต่หารู้ไม่ว่า แมลงเป็นรากฐานของสายใยอาหารซึ่งไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้ และยังผสมเกสรพืชจำนวนนับไม่ถ้วนอีกด้วย

สภาวะเส้นฐานขยับส่วนหนึ่งนั้นเป็นผลมาจากการที่เรามักจะไม่สังเกตเห็นสิ่งที่หายไปมากเท่ากับการสังเกตเห็นสิ่งใหม่ ๆ ตัวอย่างเช่น ในยุโรปช่วงทศวรรษที่ 1960 ผู้คนเริ่มพูดว่าไม่ได้ยินเสียงนกร้องเป็นเพลงในช่วงฤดูใบไม้ผลิซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก ราเชล คาร์สัน (Rachel Carson) นักวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมได้เริ่มวิเคราะห์เรื่องนี้ โดยพิจารณาจากการฉีดสารกำจัดศัตรูพืชสุ่มสี่สุ่มห้า เช่น DDT ในพื้นที่ขนาดใหญ่เพื่อกำจัดยุงและพบว่ามันทำให้ประชากรนกป่าลดลงไปอย่างมาก

วิทยาศาสตร์ทำให้เราสามารถมองย้อนกลับไปได้ไกลยิ่งกว่า ตลอด 3.5 พันล้านปีนับตั้งแต่มีสิ่งมีชีวิตกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ มีการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่อยู่ 5 ครั้งด้วยกัน และกิจกรรมของมนุษย์กำลังนำไปสู่การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่ 6 และแม้สิ่งมีชีวิตจะแสดงให้เห็นว่าฟื้นคืนสภาพได้ไวอย่างน่าเหลือเชื่อหลังเหตุการณ์สูญพันธุ์แต่ละครั้ง ความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลกกลับต้องใช้เวลาหลายล้านปีในการฟื้นตัว

การสูญพันธุ์ที่เกิดจากมนุษย์นี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ในประวัติศาสตร์ แต่ *อัตรา* การสูญพันธุ์ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาได้เร่งเร็วขึ้นจนถึงจุดที่มันกลายเป็นภัยคุกคามในระดับเดียวกับสงครามนิวเคลียร์ต่อความอยู่รอดระยะยาวของเราเอง การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่หมายถึงการสูญเสียมากกว่า 70% ของสปีชีส์ที่ดำรงชีวิตอยู่ตลอดระยะเวลา 2 ล้านปี ดังนั้น ลองพิจารณาดูว่า อัตราการสูญพันธุ์ในปัจจุบันนั้น *เร็วกว่า* การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งล่าสุดถึง 20-100 เท่า ซึ่งเกิดจากการพุ่งชนของดาวเคราะห์น้อยที่ปิดฉาก “ยุคไดโนเสาร์” ลง พูดง่าย ๆ ก็คือ ตอนนี้เรากำลังประสบกับเหตุการณ์การสูญพันธุ์ที่เกิดขึ้นรวดเร็วยิ่งกว่าเหตุการณ์ที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ เหตุการณ์การสูญพันธุ์ดังกล่าวและยุคใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นบนโลกนี้ได้รับการขนานนามจากหลาย ๆ คนว่าเป็น “Capitalocene”

ลักษณะพื้นฐานในการรับรู้ของมนุษย์อันมีข้อจำกัดอย่างหนึ่งก็คือ เรามักจะมองว่า สิ่งที่ปรากฏอยู่ตอนนี้คือสิ่งที่ดำรงมาตลอดอยู่แล้ว เรามองว่าโลกปัจจุบันของเราเป็นสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง แต่การมองว่าธรรมชาติคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงนี้ขัดแย้งกับธรรมชาติที่แท้จริงของโลกวัตถุ ซึ่งไม่มีสิ่งใดหยุดนิ่งและทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และความเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณเพียงเล็กน้อยตลอดเวลา ซึ่งมักจะไม่เป็นที่สังเกตเห็น สามารถนำไปสู่ช่วงของการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพได้อย่างรวดเร็ว

Capitalocene นำไปสู่การผงาดขึ้นของ “ลัทธิฟาสซิสต์สิ่งแวดล้อม” (“eco-fascism”) ซึ่งเป็นอุดมการณ์ที่สนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยมองว่า มนุษยชาติส่วนมากเป็นหายนะที่ต้องกำจัดออกไป เพื่อจะได้รักษาโลกเอาไว้ดั่งสวนบริสุทธิ์ที่สงวนไว้สำหรับผู้ถูกเลือกให้มีชีวิตอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น

น่าเศร้าที่บ่อยครั้งปฏิกิริยาต่อลัทธิฟาสซิสต์สิ่งแวดล้อมกลับถลำลึกลงไปอีกทางแทน นั่นคือการมองโลกว่าเป็นกลไกเครื่องจักร ไม่ได้เป็นอะไรที่มากไปกว่าคลังที่เอาไว้รีดเค้นทรัพยากร เป็นมุมมองหยาบ ๆ ที่มองว่า มนุษย์แยกขาดออกจากหรือ ‘อยู่เหนือ’ สายใยแห่งชีวิตอันสลับซับซ้อนอันเป็นที่พึ่งของพวกเราเอง

นี่คือมุมมองของหลาย ๆ คนในขบวนการสังคมนิยมยุคศตวรรษที่ 20 ไม่ว่าจะเป็นสหภาพโซเวียตและคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งทุ่มหมดหน้าตักไปกับการเพิ่มการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยมองว่ามันจำเป็นอย่างอับจนหนทางที่จะต้องเร่งแซงหน้าจักรวรรดิทุนนิยมที่เป็นภัยคุกคามและป้องกันการรุกราน และคิดว่าความเสียหายต่อโลกถือเป็นเรื่องรอง ทว่าในศตวรรษนี้ เรากำลังเผชิญกับ Capitalocene เราจึงต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่เมื่อมองไปยังอนาคตและสู้เพื่ออนาคต ทั้งนี้ก็เพื่อตัวเราเองและคนรุ่นต่อ ๆ ไป

แม้ว่าเหตุการณ์การสูญพันธุ์ในปัจจุบันจะค่อนข้างสั้นเมื่อมองจากเส้นทางประวัติศาสตร์โลกอันยาวนาน ทว่ามันส่งผลกระทบต่อเนื่องไปหลายชั่วอายุคน ดังนั้น ในชั่วชีวิตหนึ่งมันยากมากที่จะจินตนาการถึงการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ๆ ของสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ ยิ่ง 2-3 ปียิ่งไม่ต้องพูดถึง แต่เมื่อคุณตระหนักถึงสภาวะเส้นฐานขยับแล้ว ก็ยากที่จะมองผืนป่าในแบบเดิมได้อีก มีความรู้สึกน่าขนลุกบางอย่างที่คุณไม่สามารถสลัดมันออกไปได้เวลาเข้าไปในป่าหรือเวลาดำดิ่งลึกลงไปในมหาสมุทร มันคือความรู้สึกของการไม่ขยับเขยื้อนและ *ความว่างเปล่า* แบบที่เราสัมผัสได้ซึ่งกำลังคลืบคลานเข้ามาหาเราอยู่

 

 

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับรัฐนิยมและชาตินิยม

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับรัฐนิยมและชาตินิยม

เราอยู่ภายใต้ร่มเงาของรัฐ ในขณะที่ทุนนิยมเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ปกครองชีวิตเราอยู่ ทุนนิยมก็ได้รับการอำนวยความสะดวกและไกล่เกลี่ยโดยรัฐ ทุกวันนี้ระบบทั้งสองต่างพึ่งพาอาศัยกันและกัน ลัทธิชาตินิยม (nationalism) ทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงให้กับรัฐซึ่งเป็นชุมชนจินตภาพ (imagined community) ที่ซึ่งเราเชื่อมโยงถึงกันผ่านสายใยผูกพันธ์ภายในเส้นเขตพรมแดนที่แน่นอนของรัฐ ในหลาย ๆ ทาง เราทุกคนต่างถูกผูกมัดด้วยการคิดแบบรัฐนิยม (statist) ซึ่งทำให้เรามองไม่เห็นความลึกตื้นหนาบางของความเป็นจริง มองข้ามความเป็นจริง ความแตกต่าง และความสลับซับซ้อนของความสัมพันธ์ทางสังคมและทางเศรษฐกิจของพวกเราเอง

ทุกวันนี้ รัฐคือจุดรวมศูนย์ของพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ทั่วโลก กล่าวคือ ทุกที่ในโลกที่มีคนอาศัยอยู่ ถูกแบ่งออกและถูกจัดให้เป็นพื้นที่ของการบริหารจัดการโดยสิ่งที่เราเรียกว่ารัฐ รัฐออกกฎหมายและสร้างเขตแดนที่กฎหมายเหล่านั้นมีผลบังคับใช้ ทุกรัฐทั่วโลกเดินตามโครงสร้างนี้โดยมีระบบทุนนิยมกุมบังเหียนอยู่ด้านบน รัฐคือความสัมพันธ์ทางสังคม เช่นเดียวกับเงิน ถ้าไม่มีใครยอมรับ สิ่งเหล่านี้ก็จะไร้อำนาจ หรือก็คือ มันเป็นสิ่งที่ถูกจินตนาการขึ้นมาเอง

ทุกรัฐทั่วโลกมีลักษณะคล้ายกันอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่อิตาลีไปจนถึงเกาหลีเหนือ รัฐเหล่านี้มีผู้นำ เขตแดน ศาล ตำรวจ ฯลฯ ทุกคนในโลกใบนี้ล้วนอยู่ภายใต้อำนาจทางกฎหมายของรัฐไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ว่าจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม อำนาจนำดังกล่าวยิ่งใหญ่เสียจนการจินตนาการหรือการสร้างทางเลือกอื่นที่นอกเหนือไปจากรัฐทุนนิยมเป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยตัวอย่างที่ล้มเหลวของการทำลายรัฐนิยม อย่างไรก็ดี การจะทำลายแนวคิดนี้ได้เราจะต้องเข้าใจมันก่อน

ชาตินิยม

ลัทธิชาตินิยมคือนิยามของรัฐสมัยใหม่ ลัทธิชาตินิยมคือความเชื่อที่ว่า รัฐของคุณรักษาผลประโยชน์ของคุณในฐานะกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งภายในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์นั้น ๆ ส่วนรัฐกับขบวนการชาตินิยมจะนิยามคำว่า ‘ประชาชน’ อย่างไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับอุดมการณ์ของชนชั้นนำและผลประโยชน์ของพวกเขา ซึ่งมักจะกีดกันชนกลุ่มน้อยและชนชั้นแรงงานออกไป รัฐสร้างลัทธิชาตินิยมขึ้นมาและรักษาเอาไว้อย่างมั่นคงและเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่การผลิตแบบทุนนิยม ด้วยเหตุนี้ ผลประโยชน์แบบชาตินิยมก็มักจะเข้ามาแทรกแซงและบดบังผลประโยชน์ทางชนชั้น กล่าวคือ แค่เพราะคุณเกิดในพื้นที่เดียวกันกับคนอื่น ไม่ได้หมายความว่าคุณปรารถนาหรือต้องการในสิ่งเดียวกันกับคนอื่น

จิตสำนึกชาตินิยม

ฉันเป็นคนไทย ฉันมาจากประเทศไทย ฉันเลยมีผลประโยชน์ร่วมกันกับคนไทยคนอื่น ๆ โดยไม่เกี่ยวว่าคนอื่นจะอยู่ในชนชั้นไหน แนวคิดแบบนี้ถูกค้ำจุนไว้โดยสถาบันของรัฐ ระบบการศึกษา เพลงชาติและสัญลักษณ์เกี่ยวกับชาติ และสิ่งอื่น ๆ อีกมากมาย

จิตสำนึกทางชนชั้น

ฉันเป็นชนชั้นแรงงาน ฉันเลยมีผลประโยชน์ร่วมกันกับชนชั้นแรงงานคนอื่น ๆ โดยไม่เกี่ยวว่าคนอื่นจะมีสัญชาติอะไร สิ่งนี้เห็นได้จากการที่ชนชั้นแรงงานเผชิญกับการขูดรีดร่วมกันและสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อรับมือกับการขูดรีดนั้น

ลัทธิชาตินิยมปลดแอก

แม้ว่าลัทธิชาตินิยมจะบดบังผลประโยชน์ทางชนชั้นได้ แต่บางครั้งลัทธิชาตินิยมก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปลดปล่อยของขบวนการสังคมนิยมมากมายในซีกโลกใต้ เช่น ในเวียดนาม ลาว และคิวบา สิ่งเหล่านี้วางอยู่บนสิทธิของบรรดาคนที่ถูกกดขี่ในการกำหนดชะตากรรมและกำหนดเส้นทางการพัฒนาของตนเอง เพื่อให้กลายมาเป็นผู้กำหนดชะตาประเทศของตนเองสู้กับเจ้าอาณานิคม แนวคิดนี้สามารถอ้างอิงจากทฤษฎีต่อต้านอาณานิคมได้ ซึ่งก็คือ ชาติทั้งชาติอาจถูกกดขี่อยู่ ทำนองเดียวกันกับชนชั้นแรงงานที่ถูกกดขี่

ตัวอย่างเช่น เวียดนามตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสเพื่อที่ฝรั่งเศสจะขูดรีดกำไรจากเวียดนามได้ ความสัมพันธ์นี้อาจตีความได้ว่าเป็นขั้วตรงข้ามระหว่างกระฎุมพีกับกรรมาชีพ ประชาชนคนเวียดนามเป็นชาติกรรมาชีพ ฝรั่งเศสเป็นชาติเจ้าอาณานิคมกระฎุมพี เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ การปลดปล่อยในแบบชาตินิยมของเวียดนามจากฝรั่งเศสจึงถูกมองว่าเป็นการต่อสู้ทางชนชั้นและการต่อสู้แบบชาตินิยมในเวลาเดียวกัน เป็นการเปลี่ยนเจ้าของรัฐ (ownership of the state) จากที่อยู่ในมือของเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสไปสู่มือของชาตินิยมเวียดนาม

บทบาทของรัฐทุนนิยม

ตั้งแต่โบราณกาล รัฐเป็นแนวทางของเหล่าอภิสิทธิ์ชนไม่ว่าจะในสังคมใดในการรีดเค้นส่วนเกินจากประชากรที่เป็นผู้ผลิต โดยทั่วไปแล้วหมายถึงระบบศักดินาและสังคมทาส ในขณะที่ระบบทุนนิยมพัฒนาขึ้นในยุโรป รัฐก็ปรับตัวรับใช้ระบบทุนนิยมเพื่อรักษาความสัมพันธ์ของตัวมันเอง สิ่งนี่ลุล่วงไปได้ก็ด้วยการเก็บภาษีเพื่อนำมาผลิตซ้ำคนงานซึ่งต่อมาก็สร้างมูลค่าส่วนเกินต่อไปอีกเรื่อย ๆ

กลไกของรัฐ

เด็กทารกชนชั้นแรงงานเกิดมา→

รัฐอำนวยความสะดวกแก่พัฒนาการของเด็กทารกคนนั้น ให้กลายมาเป็นคนงาน โดยจัดสรรการศึกษา การดูแลสุขภาพ และความปลอดภัย →

เด็กทารกเติบโตมาเป็นคนงานคนใหม่ เริ่มทำงานสร้างมูลค่าส่วนเกิน (กำไร) ให้กับชนชั้นนายทุน →

กำไรของนายทุนถูกรัฐหักภาษีไปบางส่วน →

รัฐสามารถอำนวยการพัฒนาเด็กทารกคนใหม่ ๆ ให้กลายมาเป็นคนงานต่อไปได้

การจำกัดควบคุม

รัฐแต่ละรัฐใช้แนวทางที่ต่างกันในการอำนวยความสะดวกให้กับระบบทุนนิยมอย่างดีที่สุด รัฐบางรัฐตัดสินใจที่จะจัดสรรการรักษาพยาบาล การศึกษา และที่อยู่อาศัยฟรีให้คนงาน เพื่อให้พวกเขาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อรีดเค้นผลกำไรให้กับชนชั้นนายทุนให้ได้มากที่สุด ในขณะเดียวกัน รัฐอื่น ๆ ไม่ได้จัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ให้คนงาน ทำให้ชนชั้นแรงงานต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล การศึกษา หรือที่อยู่อาศัยเอง ทำให้เกิดช่องทางอื่น ๆ เอาไว้รีดเค้นความมั่งคั่งให้กับชนชั้นนายทุน รัฐทำหน้าที่อำนวยสิ่งพื้นฐานอื่น ๆ เช่น ทำถนนที่ใช้งานได้ ตรวจสอบว่าอาหารสะอาดปราศจากสารพิษและกฎหมายถูกนำไปปฏิบัติใช้อย่างเคร่งครัด

หน้าที่หลักของรัฐภายใต้ระบบทุนนิยมคือการการันตีว่า การรีดเค้นความมั่งคั่งจะดำเนินไปได้อย่างราบรื่น แม้ในขณะที่รัฐดูเหมือนจะช่วยเหลือชนชั้นแรงงานก็ตาม เราต้องวิพากษ์แรงจูงใจในระดับโครงสร้างของรัฐอย่างรอบคอบว่าจริง ๆ แล้วรัฐรับใช้ผลประโยชน์ของใครอยู่ จริง ๆ แล้วรัฐรับใช้ผลประโยชน์ของชนชั้นแรงงานหรือชนชั้นนายทุน?

เราจะต่อสู้กับรัฐทุนนิยมอย่างไร

มีสังคมนิยมอยู่หลายสำนัก แต่ละสำนักต่างก็มีวิธีการมุ่งสู่รัฐที่ไม่เหมือนกัน ทั้งโดยผ่านการปฏิรูป การปฏิวัติ หรือการทำลายรัฐไปเลย นักสังคมนิยมบางคนเชื่อว่า พวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงรัฐผ่านการเลือกตั้งได้ เปลี่ยนแปลงลักษณะของรัฐโดยวิถีประชาธิปไตยและโดยสันติ เปลี่ยนเป็นรัฐสังคมนิยมอย่างค่อยเป็นค่อยไป นักสังคมนิยมคนอื่น ๆ มองเห็นข้อจำกัดของแนวทางดังกล่าวและสนับสนุนให้มีการทำลายหรือรื้อถอนรัฐทุนนิยมทิ้งเสีย และแทนที่ด้วยรัฐในรูปแบบที่บริหารโดยคนงาน และยังมีผู้ที่ต่อต้านรัฐอย่างสิ้นเชิงและเรียกร้องให้มีสังคมนิยมที่ปราศจากรัฐอย่างสิ้นเชิง โดยใช้โครงสร้างและสถาบันทางสังคมแบบอื่นปกครองแทน

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงหรือโค่นล้มรัฐทุนนิยมมักจะหนีไม่พ้นโครงสร้างที่กดขี่แบบอื่น ๆ รัฐที่มีคนงานเป็นเจ้าของ (Worker-owned state) ได้ผลิตซ้ำสภาพการทำงานประจำวันของกรรมาชีพที่ไม่ได้ต่างจากเดิมเท่าไรนัก นอกจากนั้น ยังมีการให้ความชอบธรรมแก่การจำกัดเสรีภาพในการพูดและการปราบปรามการคบค้าสมาคมอย่างเสรีในนามของการปกป้องการปฏิวัติ

เช่นเดียวกับระบบทุนนิยม เรากำลังถูกผูกมัดด้วยการคิดแบบทุนนิยม-รัฐนิยม (capitalist-statist thinking) การจินตนาการและการใช้ทางเลือกแบบอื่นนอกจากจะเป็นการหลบเลี่ยงทางเดินเก่า ๆ แล้ว ยังต้องพึ่งพาการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในจิตสำนึกของผู้คนอีกด้วย การปฏิวัติที่มากกว่าการปกครอง โดยเป็นการปฏิวัติในจิตสำนึกด้วยนั้น อย่างที่มันแนบเกี่ยวสัมพันธ์กับรัฐ จะเป็นโครงการที่กินเวลาชั่วอายุคนโดยเราอาจจะไม่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในชั่วชีวิตของเรา เช่นเดียวกับคอมมิวนิสต์ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 การโค่นล้มรัฐทุนนิยมนั้นเป็นเส้นขอบฟ้าที่ดำรงอยู่เรื่อยไป เอื้อมถึงมันได้ตลอด แต่อาจไม่มีวันคว้ามาได้