อัตราการขูดรีด (ในกรณีของไอโฟน)

อัตราการขูดรีด (ในกรณีของไอโฟน)

ไตรทวีป : สถาบันเพื่อการวิจัยทางสังคม สมุดโน้ต เล่มที่ 2

(Tricontinental: Institute for Social Research Notebook No2)

คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) (ค.ศ. 1818-1883) เช่นเดียวกับหลาย ๆ คนที่มีชีวิตอยู่ในยุคเดียวกัน พวกเขาต่างอ่อนไหวและเป็นห่วงสภาพอันย่ำแย่ของคนงานในโรงงานและกิจกรรมด้านสหภาพแรงงานของเหล่าคนงาน เห็นได้ชัดว่า คนงาน ซึ่งผลิตสินค้าในโรงงาน อยู่ในสถานะที่ไม่สามารถเก็บหอมรอมริบและยกระดับคุณภาพชีวิตของตนได้ ในขณะที่เจ้าของโรงงานรวยขึ้น ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเจ้าของโรงงานและคนงานกลับเพิ่มมากขึ้นทุกปี

ทุกวันนี้ยังคงมีสถานการณ์แบบที่มาร์กซ์บรรยายถึงในอดีตเกิดขึ้นอยู่ บริษัทต่าง ๆ เช่น แอปเปิ้ล (Apple) ได้เติบโตขึ้น ในขณะที่คนงานที่ผลิตสินค้าของแอปเปิ้ลในโรงงานประเทศจีนกลับได้รับค่าแรงต่ำและมีสภาพการทำงานที่ยากลำบาก หากมองตัวเลขเหล่านี้ผ่านมุมมองเสรีนิยม คงจะมองว่า คนงานต้องได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้น พวกเขาต้องได้รับค่าแรงที่เหมาะสมกับงานที่ทำอยู่ มาร์กซ์เรียกสิ่งนี้ว่า ‘คติอนุรักษ์นิยม’ เพราะเสรีนิยมชอบอ้างแบบนั้น แต่ในขณะเดียวกัน ข้อเสนอดังกล่าวก็เป็นวิธีแก้ไขปัญหาที่ไม่สามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริงภายใต้ขอบเขตของระบบทุนนิยม

การเพิ่มค่าแรงเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ค่าแรงไม่สามารถเพิ่มขึ้นไปจนถึงระดับที่ ‘ยุติธรรม’ ได้โดยปราศจากการบ่อนทำลายความจำเป็นของทุนที่จะรีดเค้นผลกำไรจากคนงานให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ในกระบวนการผลิต 

การเรียกค่าแรงหรือค่าครองชีพเพิ่มเป็นสิ่งจำเป็นและเร่งด่วน แต่ข้อเรียกร้องดังกล่าวไม่สามารถปลดปล่อยคนงานออกจากการดึงเอาศักยภาพของมนุษย์ไปอยู่ใต้แรงบังคับให้ทำงานหาค่าแรงได้ การเรียกร้องค่าครองชีพจะทำให้การต่อสู้ระหว่างชนชั้นรุนแรงขึ้นเท่านั้น ผลลัพธ์ของการต่อสู้ต้องไม่ใช่แค่ค่าแรงที่สูงขึ้น แต่ต้องเป็นการทำลายระบบค่าจ้าง

ดังที่มาร์กซ์เขียนไว้ใน มูลค่า, ราคา, และกำไร (Value, Price and Profit) คนงาน ‘ควรจารึกคำขวัญปฏิวัติไว้บนพาดหัวเลยว่า ยกเลิกระบบค่าจ้าง!’

ใน สมุดโน้ตเล่มที่ 2 จาก Tricontinental: Institute for Social Research เราชี้ให้เห็นอย่างคร่าว ๆ ถึงกระบวนการผลิตที่ส่งผลให้เกิดไอโฟน (iPhone) ของบริษัทแอปเปิ้ลขึ้นมา

เราเปลี่ยนจากดูการผลิตตัวไอโฟน ไปดูกลไกการทำงานของผลกำไรและการขูดรีด เราไม่ได้สนใจแค่แอปเปิ้ลและไอโฟน แต่เรามุ่งความสนใจไปที่การวิเคราะห์อัตราการขูดรีดที่เกิดขึ้นในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อันซับซ้อนดังกล่าวผ่านมุมมองแบบมาร์กซิสต์ เราเชื่อว่า ต้องเรียนรู้วิธีวัดอัตราการขูดรีดเพื่อให้ทราบอย่างแน่ชัดว่า ในแต่ละปีนั้น คนงานส่งมอบความมั่งคั่งให้แก่สังคมทั้งหมดเท่าไร

 

 


ส่วนที่ 1: ยินดีต้อนรับสู่ iPhone

จะเกิดอะไรขึ้นถ้า ไอโฟน X (iPhone X) ถูกผลิตในสหรัฐอเมริกา?

ถ้าไอโฟน X ถูกผลิตในสหรัฐอเมริกา ราคาของมันจะแพงจนคนทั่วโลกส่วนใหญ่ไม่อาจซื้อได้ มีการประมาณการว่า หากไอโฟนถูกผลิตขึ้นในสหรัฐอเมริกา ราคาจะอยู่ที่อย่างน้อย 30,000 ดอลลาร์ต่อเครื่อง [เงินดอลลาร์ในสมุดโน้ตเล่มนี้หมายถึงดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งหมด]

ราคาปัจจุบัน (2019) ของไอโฟน X แตกต่างกันตามแต่ละพื้นที่ ในสหรัฐอเมริกาเครื่องละประมาณ 900 ดอลลาร์ ในบราซิลและตุรกีเครื่องละประมาณ 1900 ดอลลาร์

ราคา 30,000 ดอลลาร์สำหรับไอโฟนหนึ่งเครื่องนั้น เป็นราคาที่สูงเกินเอื้อม คนงานในอินเดียที่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำจะต้องทำงานเป็นเวลาสิบหกปีครึ่งโดยไม่หยุดพักเพื่อซื้อโทรศัพท์หนึ่งเครื่อง คนงานในแอฟริกาใต้ที่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำจะต้องทำงานเป็นเวลาสิบสี่ปีครึ่งถึงจะซื้อโทรศัพท์เครื่องหนึ่งได้

ทุกวันนี้ไอโฟน เกือบ 70 ล้านเครื่องที่วางขายอยู่ในตลาด รวมไปถึงไอแพด (iPad) 30 ล้านเครื่อง และผลิตภัณฑ์แอปเปิ้ลอื่น ๆ อีก 59 ล้านเครื่อง ต่างถูกผลิตนอกสหรัฐอเมริกา

ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา บารัค โอบาม่า (Barack Obama) รับประทานอาหารร่วมกันกับผู้บริหารระดับสูงของซิลิคอน วัลลีย์ (Silicon Valley) รวมไปถึงสตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2011

“จะต้องใช้อะไรบ้างถ้าจะผลิตไอโฟนในสหรัฐอเมริกา?”

งานเหล่านั้นมันจะไม่กลับมาหรอกนะ”

สิ่งที่จ็อบส์ไม่ได้กล่าวถึงก็คือ แอปเปิ้ลได้รับประโยชน์จากอัตราภาษีที่ต่ำตลอดห่วงโซ่สินค้าโลก (Global Commodity Chain) หากไอโฟนถูกผลิตขึ้นในสหรัฐอเมริกา แอปเปิ้ลจะต้องจ่ายภาษีถึง 35% ทว่า ในปัจจุบัน Apple จ่ายเพียง 2% ตลอดห่วงโซ่ดังกล่าว

ไอโฟนถูกผลิตนอกสหรัฐอเมริกาด้วยเหตุผลที่สัมพันธ์กันหลายประการ เหตุผลที่หนึ่ง (ซึ่งเป็นเหตุผลที่ชัดเจนที่สุด) คือเรื่องต้นทุนแรงงาน ต้นทุนแรงงานในสหรัฐอเมริกาสูงกว่าบางพื้นที่อื่น ๆ ในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ซึ่งมีการผลิตสินค้าเหล่านี้จำนวนมาก เหตุผลที่สองก็คือ สภาพการทำงานที่ไม่เอื้ออำนวยต่อแรงงาน (ไม่มีสหภาพแรงงาน มีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน) ในหลายพื้นที่ ๆ ของโลกโดยเฉพาะในเขตส่งออก-แปรรูปที่แบนสหภาพแรงงานอย่างชัดเจนและแทบไม่มีการจำกัดควบคุมโดยรัฐ การที่รัฐล่าถอยจากการควบคุมสถานทำงานและการขูดรีดทรัพยากรได้นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของผลกระทบภายนอกของการผลิตที่เป็นผลเสีย นั่นก็คือ การทิ้งของเสียที่เป็นพิษโดยไม่มีการดูแล สิ่งนี้เป็นการปฏิบัติของบริษัทเหมืองแร่ที่ปล่อยสารเคมีอันตรายออกมา โดยสิ่งดังกล่าวก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ และเป็นการทำลายการเกษตรไปในตัว

นี่ผลักให้เกษตรกรรายย่อยและชาวนาหลายพันล้านคนต้องออกจากที่ดินและไปเป็นแรงงานรายจ้างในกระบวนการผลิตแบบอุตสาหกรรม

แกนกลางของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้คือการผลิตแบบแยกส่วน (disarticulated production) ตามห่วงโซ่สินค้าโลก สมุดโน้ตเล่มนี้จะมุ่งเน้นความสนใจไปที่การผลิตแบบแยกส่วนและห่วงโซ่สินค้าโลก 

ห่วงโซ่สินค้าโลก? (The Global Commodity Chain?)

ครั้งหนึ่ง โรงงานเคยตั้งอยู่ในสถานที่แห่งเดียว จะมีการเช่าที่ดินหรือไม่ก็ซื้อ และจะมีการสร้างอาคารบนที่ดินแห่งนี้ นั่นก็คือโรงงาน จากนั้นเจ้าของโรงงาน ซึ่งก็คือนายทุน จะเช่าหรือซื้อเครื่องจักรมาติดตั้งภายในตัวโรงงาน ไฟฟ้าจะถูกติดตั้งในโรงงานเพื่อใช้เดินเครื่องจักรและจ่ายไฟ นี่ทำให้เวลาในการทำงานยาวนานขึ้น โดยกะที่สามจะทำงานจนล่วงเวลาดึก วัตถุดิบจะถูกจัดซื้อและนำไปผลิตเป็นสินค้าเพื่อจำหน่าย จากนั้น นายทุนก็จะจ้างให้คนงานนำทักษะและพลังงานของพวกเขามาทำงานในโรงงานเป็นเวลาหลายชั่วโมงเพื่อผลิตสินค้า ยิ่งเครื่องจักร ความร่วมมือร่วมใจ และการแบ่งงานระหว่างคนงานดีเท่าไร ผลิตภาพของโรงงานก็ยิ่งดีมากเท่านั้น

แต่คำจำกัดความของโรงงานแบบเก่าเหล่านี้ก็คือ มันอยู่ในสถานที่แห่งเดียว แม้ว่าโรงงานจะตั้งอยู่ในสถานที่แห่งเดียว แต่วัตถุดิบก็มีที่มาจากสถานที่หลายแห่ง ดังนั้นโรงงานจึงเชื่อมโยงกับหลาย ๆ แห่งทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นที่ ๆ วัตถุดิบถูกส่งมาหรือที่ ๆ สินค้าถูกขาย

ในช่วงทศวรรษ 1960 การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี 3 อย่าง และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจที่สำคัญอีก 3 อย่าง ทำให้โรงงานต่าง ๆ สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานอย่างค่อยเป็นค่อยไป

การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกันสามประการเหล่านี้ก็คือ:

  1. โครงข่ายโทรคมนาคม (telecommunication networks)

ในช่วงกลางทศวรรษ 1960 มีการเปิดตัวดาวเทียมจำนวนมากเพื่อจุดประสงค์ทางการค้า ดาวเทียมเหล่านี้ทำให้การสื่อสารระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ของโลกง่ายดายขึ้น

  1. คอมพิวเตอร์ (computerisation)

การใช้ฐานข้อมูลแบบคอมพิวเตอร์ทำให้บริษัทสามารถรักษาสินค้าคงคลังของตนได้ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบและสต็อกสินค้าสำเร็จรูป โดยเป็นการเก็บข้อมูลบนคอมพิวเตอร์มากกว่าในบัญชีแยกประเภทขนาดใหญ่ หากคอมพิวเตอร์สองเครื่อง (เครื่องหนึ่งอยู่ในฮ่องกงและอีกเครื่องหนึ่งอยู่ในแคลิฟอร์เนีย) สามารถเชื่อมต่อกันผ่านเครือข่ายดาวเทียม สำนักงานใหญ่ของธุรกิจในแคลิฟอร์เนียจะได้รับแจ้งทันทีเกี่ยวกับจำนวนที่ลดลงของสินค้าคงคลัง ทำให้สามารถสั่งวัตถุดิบและสินค้าใหม่ได้ทันท่วงที

  1. การขนส่งที่มีประสิทธิภาพและการสร้างมาตรฐาน (efficient logistics and standardisation)

เมื่อก่อน คนงานท่าเรือต้องใช้เวลาหลายวันในการขนถ่ายสินค้าลงจากเรือ ซึ่งสินค้าอาจถูกนำไปไว้ผิดที่ได้ง่ายในโกดังติดกับท่าเรือ แต่คนงานท่าเรือมักจะนัดหยุดงานผ่านสหภาพแรงงานสุดขั้ว (radical unions) โดยเป็นการประท้วงไม่ใช่แค่เพื่อเพิ่มค่าแรงและสภาพการทำงานที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่รวมไปถึงการเรียกร้องประเด็นทางการเมืองด้วย ความเป็นเอกภาพทางการเมืองของพวกเขาจำเป็นต้องถูกทำลายลง ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1950 เรือบรรทุกสินค้าเริ่มจัดเก็บสินค้าไว้ในตู้คอนเทนเนอร์โลหะขนาดใหญ่มาตรฐาน ซึ่งสามารถถอดออกจากเรือได้โดยใช้ปั้นจั่นภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง พร้อมทั้งจัดวางไว้บนหลังรถบรรทุกหรือบนรถรางได้ทันที นี่หมายความว่า การเคลื่อนย้ายสินค้าไปทั่วโลกนั้นใช้เวลาน้อยลง และหมายความว่า สหภาพแรงงานคนงานท่าเรืออ่อนกำลังลงอย่างมาก กระบวนการดังกล่าวลดต้นทุนการขนส่งโดยรวมและลดความเสี่ยงจากการนัดหยุดงานของคนงาน

แต่การใช้ตู้คอนเทนเนอร์บรรทุกสินค้าเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการปฏิวัติด้านการจัดเก็บขนส่งสินค้า (logistics) ระบบลอจิสติกส์ที่มีความซับซ้อนสูงช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถติดตามวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปเพื่อให้แน่ใจว่า ของจะไม่สูญหายและไปถึงที่หมายตรงเวลา สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีการสร้างมาตรฐาน (ขับเคลื่อนโดยองค์การมาตรฐานสากล) ซึ่งหมายความว่า ปัจจัยการผลิตสามารถมาจากที่ใดก็ได้ในโลก คุณภาพของสายไฟฟ้าหรือประเภทของแก้วจะไม่ถูกวัดแบบสุ่มสี่สุ่มห้าอีกต่อไป ตอนนี้มันถูกผลิตขึ้นด้วยมาตรฐานที่แน่นอน นี่ทำให้บริษัทที่จัดหาสินค้าสามารถหาประโยชน์จากการแข่งขันของผู้ผลิตรายอื่นและกดราคาสินค้าลงได้ หากคนงานในพื้นที่หนึ่งประสบความสำเร็จในการเรียกร้องสภาพการทำงานที่ดีขึ้น การสร้างมาตรฐานและการขนส่งที่มีประสิทธิภาพจะทำให้ทุนสามารถเปลี่ยนเส้นทางกระบวนการผลิตไปให้พ้นจาก “ปัญหา” ดังกล่าวและมุ่งตรงไปยังกำลังแรงงานที่อ่อนแอกว่า

การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทั้งสามอย่างนี้ทำให้บริษัทต่าง ๆ คิดค้นการแยกโรงงานออกเป็นหลาย ๆ ส่วนได้ โดยแต่ละส่วนตั้งอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบหรือใกล้แรงงานทักษะสูงราคาถูก

แม้กระบวนการผลิตจะถูกแยกออกไปยังหลาย ๆ ทวีป บริษัทก็ควบคุมกระบวนการทั้งหมดผ่านการประสานจัดการข้อมูลเกี่ยวกับการผลิต การขนส่ง และสินค้าคงคลัง ระบบการจัดเก็บขนส่งสินค้าที่มีประสิทธิภาพและเทคนิคการขนส่งที่ดีขึ้นช่วยทำให้แน่ใจว่า ชิ้นส่วนและสินค้าต่าง ๆ สามารถเคลื่อนย้ายไปทั่วทั้งโลกได้อย่างรวดเร็ว ตัวเก็บประจุ (capacitor) อาจถูกผลิตขึ้นในสถานที่หนึ่ง หน้าจอโทรศัพท์อีกที่หนึ่ง และส่วนประกอบต่าง ๆ ก็ถูกนำอีกไปยังอีกที่หนึ่งเพื่อประกอบเป็นไอโฟนได้

การแยกส่วนการผลิตเช่นนี้ทำให้รูปแบบเดิมของการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งเพื่อการผลิตขั้นสุดท้ายมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น สิ่งดังกล่าวก่อให้เกิดระบบแบบใหม่ที่บ่อนทำลายสิทธิแรงงานและโครงการพัฒนาชาติ นอกจากนั้นยังทำให้ทุนโลกเพิ่มพูนการขูดรีดได้ 

เราเรียกระบบใหม่นี้ว่าห่วงโซ่สินค้าโลก (Global Commodity Chain) (เรียกอีกอย่างว่า ห่วงโซ่มูลค่าโลก ‘Global Value Chain’) คำจำกัดความของห่วงโซ่สินค้าโลกนี้คือ การผลิต (รวมไปถึงการตลาดและการจัดจำหน่าย) สินค้าถูกแยกออกเป็นหลายบริษัทซึ่งอยู่ในพื้นที่ ๆ แตกต่างกัน ห่วงโซ่สินค้าโลกช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถจัดการสินค้าคงคลังผ่านกระบวนการที่เรียกว่า การผลิตแบบ ‘ทันท่วงที’ (just-in-time) นั่นก็คือ บริษัทไม่ได้กักเก็บสินค้าคงคลังไว้เยอะ แต่สั่งสินค้าตามความต้องการของตลาด สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ บริษัทข้ามชาติเช่นแอปเปิ้ล ไม่ค่อยผลิตอะไรนอกจากแบรนด์โทรศัพท์ แต่พวกเขาก็ควบคุมกระบวนการและรับส่วนแบ่งก้อนโตจากสิ่งดังกล่าว (สำหรับการอภิปรายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผลิตแบบแยกส่วนและห่วงโซ่สินค้าโลก โปรดดู Working Document #1: In the Ruins of the Present)

การผลักดันให้เกิดห่วงโซ่สินค้าโลกและการผลิตแบบ “ทันท่วงที” เป็นการตอบสนองต่อวิกฤตเชิงโครงสร้างที่ถาโถมเข้าใส่ระบบทุนนิยมในทศวรรษ 1970 ทำไมระบบทุนนิยมโลกจึงเผชิญกับวิกฤตเชิงโครงสร้างระยะยาว ซึ่งทั้งยังไม่ได้รับการแก้ไขอีกต่างหาก?

บริษัททุนต่างพยายามที่จะรักษาและเพิ่มผลกำไรของตน นั่นคือเป้าหมายของพวกเขา การที่จะรักษาหรือเพิ่มผลกำไร บริษัทต้องทำหลายสิ่งดังต่อไปนี้:

  1. สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ซึ่งทำให้พวกเขาผูกขาดตลาด อย่างไรก็ตาม ในไม่ช้าบริษัทอื่น ๆ ก็จะเลียนแบบผลิตภัณฑ์เหล่านี้ และความได้เปรียบด้านนวัตกรรมจะลดน้อยถอยลง เพื่อที่จะปกป้องนวัตกรรมและความได้เปรียบจากการผูกขาด บริษัทจะพยายามรักษาสิทธิบัตรในผลิตภัณฑ์ของตนให้ได้นานที่สุด
  2. แข่งขันกับบริษัทอื่นเพื่อขยายตลาดผ่านการโฆษณาและพัฒนาแบรนด์ หรือผ่านการติดสินบนและการจารกรรม หากแบรนด์สามารถพัฒนาความเชื่อมโยงทางอารมณ์กับผู้บริโภคได้ บริษัทก็จะสามารถครองตลาดได้แม้ว่าบริษัทอื่นจะทำสินค้าตัวเดียวกัน การขโมยดีไซน์ใหม่หรือการจ่ายเงินให้กับบริษัทค้าปลีกยังทำให้บริษัทได้เปรียบคู่แข่ง
  3. ใช้เทคโนโลยีใหม่ในการผลิตและบริหารจัดการแรงงานเพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงาน แนวคิด ผลิตภาพแรงงาน หมายความว่า บริษัทจะทำให้คนงานเพิ่มความเข้มข้นของแรงงานเพื่อผลิตสินค้าให้เยอะขึ้นกว่าเดิมในระยะเวลาที่กำหนด หากเทคโนโลยีหรือการจัดการสามารถทำให้คนงานทำงานหนักขึ้นด้วยค่าจ้างเท่าเดิม บริษัทก็จะได้เปรียบด้านผลิตภาพ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ บริษัทได้รับผลกำไรมากขึ้นจากระยะเวลาเท่าเดิมที่คนงานใช้ผลิตสินค้า

อาวุธที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในการทำสงครามระหว่างบริษัทคือการลดต้นทุนการผลิตโดยการใช้เครื่องจักร แต่บริษัทต้องลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยี รวมไปถึงการโฆษณาและการจัดการแบรนด์หากพวกเขาต้องการเพิ่มผลิตภาพแรงงานและขยายส่วนแบ่งในตลาด ในมุมมองแบบมาร์กซิสต์ นี่หมายความว่า บริษัทจะต้องเพิ่มอัตราส่วนทุนต่อแรงงานเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วยและรักษาความสามารถในการแข่งขันเอาไว้ หนึ่งในกรอบความคิดที่มาร์กซ์แนะนำให้ใช้ในการสังเกตเพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงคืออัตราส่วนทุนต่อแรงงาน (องค์ประกอบมูลค่าของทุน) ในการเพิ่มองค์ประกอบมูลค่าของทุน นายทุนจะต้องลงทุนในทุนคงที่ (constant capital) มากขึ้น ซึ่งรวมถึงทุนถาวร (fixed capital) (เช่น เครื่องจักร) และทุนหมุนเวียน (เช่น วัตถุดิบ) มากกว่าในทุนแปรผัน (ต้นทุนที่เกิดจากการจ้างกำลังแรงงาน)

สำหรับมาร์กซ์ องค์ประกอบมูลค่าของทุนทำให้เขาสามารถกำหนดความสัมพันธ์ในกระบวนการผลิตระหว่างการลงทุนในโรงงาน เครื่องมือ และวัตถุดิบ (ทุนคงที่) กับการลงทุนในกำลังแรงงาน (ทุนแปรผัน) ได้ ความสัมพันธ์นี้ทำให้มาร์กซ์สามารถระบุผลิตภาพของแรงงาน (โดยการใช้เครื่องจักร) และการสร้างมูลค่าส่วนเกินได้ การที่บริษัทลงทุนจำนวนมากในทุนคงที่ส่งผลให้องค์ประกอบมูลค่าของทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการทำกำไรในระบบเศรษฐกิจลดลงในระยะยาว ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา ช่วงปี ค.ศ. 1947-1985 องค์ประกอบมูลค่าของทุนเพิ่มขึ้น 103% ในขณะที่อัตรากำไรลดลง 53% วิกฤติของความสามารถในการทำกำไรดังกล่าว ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระบบทุนนิยมอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่ผลักดันให้นักลงทุนย้ายกิจกรรมการผลิตของตนไปยังพื้นที่ ๆ มีต้นทุนแรงงานต่ำกว่า นั่นก็คือ ซีกโลกใต้

การเคลื่อนย้ายการผลิตไปยังซีกโลกใต้ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลยหากปราศจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญสามประการซึ่งเกิดขึ้นในทศวรรษ 1980:

  1. การล่มสลายของสหภาพโซเวียต (Soviet Union) และกลุ่มประเทศสังคมนิยม (Socialist Bloc) ในยุโรปตะวันออก 

เมื่อสหภาพโซเวียต (USSR) และกลุ่มประเทศสังคมนิยมยุโรปตะวันออกล่มสลาย เกราะกำบังที่ป้องกันทุนนิยมข้ามชาติจากการย่ำเท้าไปทั่วโลกก็ถูกรื้อถอนออกไป สหภาพโซเวียตได้ให้อำนาจแก่กลุ่มประเทศโลกที่สามในการยืนหยัดตัวเองบนเวทีโลก กลุ่มประเทศโลกที่สามได้ใช้เกาะกำบังดังกล่าวผลักดันระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศใหม่ (NIEO) ซึ่งรวมไปถึงนโยบายการค้าระดับประเทศและการพัฒนา การล่มสลายของเกราะกำบังสังคมนิยมหมายความว่า ความสามารถของกลุ่มประเทศโลกที่สามในการเรียกร้องอธิปไตยอ่อนกำลังลง

  1. วิกฤตหนี้ของโลกที่สามและการเปิดประเทศจีน

อธิปไตยของชาติและความจำเป็นในการสร้างเศรษฐกิจของชาติหลังการล่าอาณานิคมหลายศตวรรษมีความสำคัญต่อรัฐหลังอาณานิคม รวมไปถึงจีนด้วย อย่างไรก็ดี วิกฤตหนี้ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 และ 1980 ทำให้ประเทศเหล่านี้ต้องยอมจำนนอิสรภาพของตนต่อระบบการค้าโลก ระบบการค้าโลกอันใหม่นี้ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาใหม่และองค์การการค้าโลก (World Trade Organization) (1994) เป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับบริษัทข้ามชาติและแนวคิดโรงงานระดับโลกมากกว่าโรงงานระดับท้องถิ่น ยุคปฏิรูปตลาดจีนซึ่งเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1978 เป็นตัวส่วนหลักของห่วงโซ่สินค้าโลก ในช่วงหลังจากปี ค.ศ. 1978 เป็นต้นมา คนงานชาวจีนหลายร้อยล้านอยู่ในสถานะพร้อมที่จะถูกจ้างเข้าไปในแวดวงการผลิตแบบแยกส่วน ซึ่งมีฐานใหญ่อยู่ตามแนวชายฝั่งของจีน

  1. การปลดเปลื้องนโยบายรัฐบาลในอเมริกาเหนือ ยุโรป และญี่ปุ่น ออกจากความต้องการของพลเมืองของตน 

รัฐบาลในกลุ่มองค์สาม (Triad) นั่นก็คือ อเมริกาเหนือ ยุโรป และญี่ปุ่น ได้ออกนโยบายใหม่ที่อนุญาตให้บริษัทที่มีฐานอยู่บนฟากฝั่งตัวเองสามารถข้ามไปยังต่างประเทศได้ นี่ทำให้การเงินมีอิสระแทบจะเต็มรูปแบบในการเคลื่อนเข้าและเคลื่อนออกประเทศของตน นโยบายต่าง ๆ เช่น ภาษีศุลกากรและเงินอุดหนุนที่ช่วยสร้างเศรษฐกิจชาติและโครงการพัฒนาชาติ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงการโลกที่สามและโครงการของรัฐหลังอาณานิคมใหม่ ถูกล้มเลิกลงในที่สุด พื้นที่นโยบายใหม่ เสรีนิยมใหม่ อนุญาตให้บริษัทลอยแพโรงงานเก่าในท้องถิ่นเดิมและสร้างโรงงานข้ามทวีปด้วยสินค้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่สร้างขึ้นข้ามเขตเวลา

ไอโฟนในห่วงโซ่สินค้าโลก

ไอโฟนของแอปเปิ้ลจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีห่วงโซ่สินค้าโลก วัตถุดิบและชิ้นส่วนของไอโฟนมีที่มาจาก 30 ประเทศด้วยกัน มีอินพุต (input) สองอย่างใน iPhone:

  1. วัตถุดิบ (Raw materials)

 

  1. ส่วนประกอบที่ถูกผลิตขึ้น (Manufactured components)

 

ปัจจัยเพิ่มเติมตรงนี้คือทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้ในการผลิต iPhone ทรัพย์สินทางปัญญาไม่ใช่อินพุตแบบวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนในการผลิต แต่เป็นสิทธิตามกฎหมายที่รัฐให้มา ซึ่งสามารถกลายมาเป็นกฎเกณฑ์ในการปล่อยเช่าได้ บริษัทที่อ้างสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาของผลิตภัณฑ์ยาหรือเทคโนโลยีเครื่องใช้ไฟฟ้าเก็บค่าเช่าจากการใช้สิทธิ์ที่รัฐมอบให้ และบริษัทก็ปิดกั้นไม่ให้ผู้อื่นใช้สิ่งเหล่านี้โดยอ้างสิทธิ์ผูกขาดดังกล่าว สมมติฐานหนึ่งคือ แอปเปิ้ลสร้างเทคโนโลยีดังกล่าวขึ้นมาเอง จึงสมควรที่จะได้รับค่าเช่าทรัพย์สินทางปัญญาจากการขายโทรศัพท์เหล่านี้ แต่เทคโนโลยีเกือบทั้งหมดของไอโฟน ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต ระบบจีพีเอส (GPS) หน้าจอสัมผัส ผู้ช่วยสั่งงานด้วยเสียง (Siri) ถูกพัฒนาขึ้นด้วยเงินสาธารณะที่มอบให้กับมหาวิทยาลัยและห้องปฏิบัติการวิจัย กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ แอปเปิ้ลผลิตไอโฟนโดยใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นโดยรัฐบาล รัฐอนุญาตให้บริษัทเอกชน เช่นแอปเปิ้ล ถือครองทรัพย์สินทางปัญญาของเทคโนโลยีเหล่านี้ ผลกำไรจากนวัตกรรมที่ได้รับทุนจากภาครัฐเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือของเอกชน บริษัทอย่างฟ็อกซ์คอนน์ (Foxconn) ที่ทั้งผลิตชิ้นส่วนของไอโฟนและประกอบตัวเครื่อง ไม่สามารถตัดแอปเปิ้ลออกไปได้ ทั้งไม่สามารถขายโทรศัพท์เหล่านี้ได้เนื่องจากมีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและเนื่องจากตัวบริษัทแอปเปิ้ลได้สร้างแบรนด์ที่ทรงพลังมาก

และในเมื่อแอปเปิ้ลไม่ได้สร้างเทคโนโลยีเหล่านี้ขึ้นมาเอง คำถามจึงมีอยู่ว่า ใครสมควรได้รับผลกำไรจากเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นโดยทุนสาธารณะ?

วัตถุดิบที่นำมาใช้ผลิตไอโฟนมีดังนี้:

  • อลูมิเนียม (Aluminium)
  • สารหนู (Arsenic)
  • ถ่าน, คาร์บอน (Carbon)
  • โคบอลต์ (Cobalt) 
  • โคลัมไบต์-แทนทาไลต์ (Coltan)
  • ทองแดง (Copper)
  • แกลเลียม (Gallium)
  • ทอง (Gold)
  • เหล็ก (Iron)
  • ทองคำขาว, แพลตตินั่ม (Platinum)
  • ซิลิกอน (Silicon)
  • ดีบุก (Tin)

วัตถุดิบเหล่านี้มีที่มาจากหลายแหล่งด้วยกัน ตั้งแต่สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกไปจนถึงโบลิเวีย รายงานจากหน่วยงานที่มีชื่อเสียงเช่น ยูนิเซฟ (UNICEF, หน่วยงานเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ) และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาว่า ซัพพลายเออร์ (suppliers) ของไอโฟนใช้แรงงานเด็กในการสกัดแร่ธาตุเหล่านี้จากเหมือง และพวกเขาจ่ายค่าจ้างให้คนงานเหมืองในจำนวนที่ไม่พอกินพอใช้ รายงานของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลชี้ให้เห็นว่า เด็ก 40,000 คนในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกทำงานในเหมืองที่มีสภาพอันตรายมาก

การเสียชีวิต การสูญเสียอวัยวะ และปัญหาสุขภาพในระยะยาวเกิดขึ้นจนกลายเป็นเรื่องปกติ เด็ก ๆ ทำงานถึงสิบสองชั่วโมงต่อวัน โดยต้องแบกของหนักออกจากเหมืองลึกโดยได้รับค่าจ้างแค่ 1 ถึง 2 เหรียญต่อวัน นอกจากนี้ แรงงานเด็กยังเป็นแรงงานบังคับ โดยบริษัทเหมืองตระหนักดีว่า การขุดแร่ธาตุที่หายากและวัตถุดิบที่สำคัญนั้นมีต้นทุนต่ำมากเพราะมีกลุ่มกองกำลังติดอาวุธใช้ปืนจ่อบังคับให้คนงานลงไปทำงานในเหมือง นี่เป็นสิ่งที่เห็นกันทั่วแอฟริกากลาง รูปแบบของระเบียบแรงงานเหล่านี้นำเอาองค์ประกอบและแร่ธาตุสำคัญที่ใช้ผลิตไอโฟนออกจากพื้นผิวโลก และยังเป็นส่วนที่ถูกนำมาใช้แล้วทิ้งมากที่สุดในห่วงโซ่สินค้าโลกอีกด้วย

หลักจรรยาบรรณของซัพพลายเออร์ของ Apple (อัปเดตเป็นประจำ ล่าสุดในปี 2019) กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า ‘แอปเปิ้ลเชื่อว่า พนักงานทุกคนในห่วงโซ่อุปทานของเราสมควรได้อยู่ในสถานทำงานที่เปี่ยมไปด้วยความยุติธรรมและจริยธรรม พนักงานจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างมีเกียรติและด้วยความเคารพสูงสุด และซัพพลายเออร์ของแอปเปิ้ลจะต้องรักษามาตรฐานสูงสุดของสิทธิมนุษยชนเอาไว้’

ถ้อยคำเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่ได้มีความหมายอะไรมากมายต่อแอปเปิลนัก และแทบจะไร้ความหมายต่อผู้รับเหมาช่วงที่จัดหาวัตถุดิบจากสถานที่ ๆ ห่างไกลจากจินตนาการของผู้ซื้อโทรศัพท์เหล่านี้

จากนั้นวัตถุดิบก็จะเข้าสู่หน่วยการผลิตในอย่างน้อยสามสิบประเทศ ตั้งแต่ยุโรปไปจนถึงจีน ชิ้นส่วนของไอโฟนส่วนใหญ่ถูกผลิตในโรงงานที่ตั้งอยู่ในประเทศจีน เพื่อให้เห็นความหลากหลายของซัพพลายเออร์ที่จัดหาชิ้นส่วนไอโฟน ให้ดูแหล่งที่มาของชิ้นส่วนเหล่านี้ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่นำมาประกอบเป็นไอโฟน 5s และ ไอโฟน 6 :


  • ตัววัดความเร่ง : Bosch ในประเทศเยอรมนี

Invensense ในสหรัฐอเมริกา

  • ชิปเซ็ตเสียงและตัวแปลงสัญญาณวงจรรวมระบบเสียง (Cirrus Logic) ในสหรัฐอเมริกา (จัดจ้างคนภายนอกเพื่อการผลิต)
  • โปรเซสเซอร์เบสแบนด์ (หรือหน่วยประมวลผลวิทยุ baseband) ผลิตโดย ควอลคอมม์ (Qualcomm) ในสหรัฐอเมริกา (จัดจ้างคนภายนอกเพื่อการผลิต)
  • แบตเตอรี่ : Samsung ในเกาหลีใต้

Huizhou Desay Battery ในประเทศจีน

  • กล้อง : Sony ในญี่ปุ่น.

OmniVision ในสหรัฐอเมริกาผลิตชิปกล้องหน้า FaceTime แต่จ้างช่วง TMSC (ในไต้หวัน) ให้ผลิตแทน

  • ชิปเซ็ตและหน่วยประมวลผล : Samsung ในเกาหลีใต้และ TSMC ในไต้หวัน

เคียงข้างไปกับคู่ค้า GlobalFoundries ในสหรัฐอเมริกา

  • ชิปควบคุม PMC Sierra และ Broadcom Corp ในสหรัฐอเมริกา (จ้างคนภายนอกเพื่อการผลิต)
  • จอแสดงผล Japan Display และ Sharp ในญี่ปุ่น

LG Display ในเกาหลีใต้

  • ดีแรม TSMC ในไต้หวัน SK Hynix ในเกาหลีใต้
  • อีคอมพาส (eCompass) Alps Electric ในญี่ปุ่น
  • เซ็นเซอร์ตรวจสอบลายนิ้วมือ

บริษัท Authentec เป็นคนผลิตในประเทศจีน แต่ว่าจ้างให้ไต้หวันผลิตแทน

  • หน่วยความจำแฟลช

Toshiba ในญี่ปุ่นและ Samsung ในเกาหลีใต้

  • ไจโรสโคป (Gyroscope) STMicroelectronics ในฝรั่งเศสและอิตาลี
  • ขดลวดเหนี่ยวนำ (เสียง). TDK ในญี่ปุ่น
  • เมนประกอบแชสซีหลัก (Main Chassis Assembly). Foxconn และ Pegatron ในประเทศจีน
  • ชิปสัญญาณผสม (เช่น NFC) ผลิตโดย NXP ในเนเธอร์แลนด์
  • โครงสร้างพลาสติก (สำหรับไอโฟน 5c)

Hi-P และ Green Point-Jabil ในสิงคโปร์

  • โมดูลคลื่นความถี่วิทยุ Win Semiconductors (ผู้ผลิตโมดูล Avago และ RF Micro Devices)  ในไต้หวัน

เทคโนโลยี Avago และ TriQuint เซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐอเมริกา

LTE connectivity = Qualcomm ในสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ผลิต 

  • หน้าจอและกระจก (สำหรับการแสดงผล) = คอร์นนิ่ง (Gorilla Glass) ในสหรัฐอเมริกา

GT Advanced Technologies เป็นผู้ผลิตแซฟไฟร์คริสตัล (sapphire crystals) ในหน้าจอ

  • เซมิคอนดักเตอร์. Texas Instruments, Fairchild และ Maxim ควบรวมอยู่ในสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ผลิต
  • เซ็นเซอร์ตรวจสอบลายนิ้วมือ (Touch ID sensor) = TSMC และ Xintec ในไต้หวันเป็นผู้ผลิต
  • ตัวควบคุมหน้าจอสัมผัส Broadcom ในสหรัฐอเมริกา (จ้างคนภายนอกเพื่อการผลิต)
  • โมดูลส่งสัญญาณและขยายสัญญาณ

Skyworks และ Qorvo ในสหรัฐอเมริกา (จ้างภายนอกเพื่อการผลิต)


บริษัทที่น่าจับตามองมากที่สุดในบรรดาบริษัทเหล่านี้คือฟ็อกซ์คอนน์ (Foxconn) (Hon Hai Precision Industry) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตจากไต้หวัน บริษัทดังกล่าวสร้างรายได้ถึง 160 พันล้านดอลลาร์ในปี ค.ศ. 2017 มีพนักงานทั้งสิ้นประมาณ 1.3 ล้านคนทำงานรับจ้างอยู่ในจีน ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ทั่วทั้งโลกมีเพียงแค่วอลมาร์ต (Walmart) และแม็กโดนัลด์ (McDonald’s) เท่านั้นที่มีพนักงานเยอะกว่าฟ็อกซ์คอนน์

มีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นจนเป็นเรื่องปกติ ณ โรงงานเหล่านี้ ตอนนี้มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘’Foxconn Suicides’ เนื่องจากคนงานจำนวนมากเสียชีวิตในการประท้วงค่าแรงที่ตกต่ำและสภาพการทำงานอันย่ำแย่ในเมืองฟ็อกซ์คอนน์ (Foxconn City) ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเซินเจิ้น (Shenzhen) ที่ประเทศจีน สื่อจีนเรียกสิ่งนี้ว่า ‘การฆ่าตัวตายด่วน’ (suicide express)

นักวิชาการชาวจีนสองคน (Pun Ngai และ Jenny Chan, 2012) ศึกษาปรากฏการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น ณ ฟ็อกซ์คอนน์ ตามรายงานที่บันทึกไว้อย่างน่าสะเทือนใจ พวกเขาอ้างอิงคำพูดของคนงานหลายคนจากโรงงานประกอบโทรศัพท์มือถือ:

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 ถึง 2012 สตีฟ จ็อบส์กล่าวอย่างหนักแน่นว่า แอปเปิ้ลตระหนักดีถึงอัตราการฆ่าตัวตายสูงริ่วที่เกิดขึ้นในฟ็อกซ์คอนน์ (“Foxconn suicides”) และปัญหานี้อยู่ภายใต้การควบคุม เขาย้ำอยู่เสมอว่า “เราเอาอยู่”  กระนั้นเอง ปัญหาก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ และการฆ่าตัวตายก็ไม่ใช่ตัวชี้วัดเพียงอย่างเดียวของปัญหานี้ ค่าแรงที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินและสภาพการทำงานที่ย่ำแย่ รวมไปถึงการขูดรีดความเป็นมนุษย์ในทุก ๆ วันคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของคนงาน บ่อยครั้งคนงานกว่า 150 คนเดินขึ้นไปบนดาดฟ้าอาคารและขู่ว่าจะกระโดดลงมา พวกเขาใช้ ‘Foxconn suicides’ เป็นกลยุทธ์ในการเจรจาต่อรอง นั่นคือขั้นระดับของกระบวนการผลิตไอโฟน


ส่วนที่ 2. วิเคราะห์ไอโฟนผ่านมุมมองมาร์กซิสต์

ถ้าคุณรู้สึกโกรธเคืองกับสิ่งที่คุณได้อ่านมา คุณก็วางใจได้ว่าคุณยังเป็นมนุษย์อยู่ ไม่ควรมีใครเมินเฉยต่อสภาพแวดล้อมของการผลิตไอโฟน ไม่ว่าจะเป็นเหมืองในอเมริกาใต้และแอฟริกา หรือโรงงานในเอเชียตะวันออก

แต่สมุดโน้ตเล่มนี้มองลึกลงไปมากกว่าความโกรธแค้น เรามุ่งเน้นไปที่การผลิตไอโฟน ซึ่งเป็นสินค้า ผ่านกรอบการวิเคราะห์แบบมาร์กซิสต์ เราไม่ได้มุ่งความสนใจไปที่ความโกรธแค้นต่อแอปเปิ้ลและฟ็อกซ์คอนน์เพียงอย่างเดียว แต่มุ่งไปที่การวัดว่าแรงงานถูกขูดรีดไปมากน้อยแค่ไหนในการผลิตสินค้าชิ้นนี้ กล่าวอีกอย่างก็คือ เรามุ่งความสนใจไปที่การวัด อัตราการขูดรีด (rate of exploitation) อัตราการขูดรีดเป็นหนึ่งในกรอบคิดที่สำคัญที่สุดในทฤษฎีของมาร์กซ์ การวัดดังกล่าวทำให้เราเห็นว่าคนงานมีส่วนในการเพิ่มมูลค่าในกระบวนการผลิตมากน้อยเพียงใด และยังชี้ให้เห็นว่า แม้คนงานจะได้รับค่าจ้างมากขึ้น ไม่ว่าจะด้วยมนตราของการใช้เครื่องจักรและการบริหารกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ อัตราการขูดรีดก็ยังเพิ่มขึ้นอยู่ดี 

อัตราดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงผลประโยชน์อันขัดแย้งกันระหว่างนายทุนและแรงงาน โดยวัดออกมาในเชิงปริมาณ ในการวิเคราะห์อัตราการขูดรีดนั้นมีความเป็นการเมืองสุดขั้วอยู่ลึก ๆ มันทำให้เราเห็นว่า สัดส่วนของมูลค่าที่คนงานผลิตได้นั้นถูกนายทุนฉกชิงไปมากน้อยแค่ไหน นอกจากนั้นยังช่วยให้เราคิดหาวิธีการจัดการการผลิตแบบอื่นและยุติการขูดรีดลงได้

 

การจะทำความเข้าใจอัตราของการขูดรีด เราต้องเข้าใจก่อนว่า สินค้า (commodity) และมูลค่า (value) ที่มาร์กซ์กล่าวถึงนั้นหมายถึงอะไร โดยทั้งสองเป็นคำศัพท์สำคัญในระบบความคิดทางเศรษฐกิจแบบมาร์กซิสต์

อะไรคือสินค้า? มาร์กซ์เริ่มต้นงานมหากาพย์ของเขา Capital (1867) ด้วยการอภิปรายถึงสินค้า เขาตั้งข้อสังเกตว่า ‘สินค้า เป็นวัตถุที่อยู่ภายนอกตัวเรา เป็นสิ่งที่มีคุณสมบัติตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ธรรมชาติของความต้องการดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นความต้องการอาหารหรือความปรารถนา ไม่ได้มีความแตกต่างกันแต่อย่างใด เราไม่ได้มุ่งหาว่าวัตถุตอบสนองต่อความต้องการเหล่านี้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยการดำรงชีพโดยตรง หรือโดยอ้อมในฐานะปัจจัยการผลิต’

สินค้าเป็นวัตถุที่มีประโยชน์ แต่การที่มันตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคหมายความว่ามันเป็นมากกว่านั้น มันคือสิ่งที่สามารถขายได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ที่สร้างมันขึ้นมาสามารถหาผลกำไรจากมันได้ ในตัวสินค้านั้นจึงมีทั้ง มูลค่าใช้สอย (use value) และ มูลค่า (value)

มูลค่าใช้สอยของสินค้าก็คือประโยชน์ในการใช้สอยของสินค้าดังกล่าว ซึ่งเป็นสิ่งที่ตกสู่ผู้บริโภคเอง ไอโฟนคือตัวอย่างที่ดี เพราะสามารถนำไปใช้ได้หลายอย่าง เช่น โทรออก ดูคลิปวิดีโอ ใช้เป็นเข็มทิศ หรือหยิบขึ้นมาเล่นเวลาที่คุณรู้สึกอึดอัด (หรือแม้แต่เสริมภาพลักษณ์ของคุณ)

การปรากฏเผย (expression) ของมูลค่าสินค้า (เช่น มูลค่าการแลกเปลี่ยน) คือราคาของสินค้าชิ้นนั้น เราทราบดีว่า มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในหมู่นักมาร์กซิสต์ถึงความสัมพันธ์ของราคากับมูลค่าของตัวสินค้า ข้อถกเถียงดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘ปัญหาของการเปลี่ยนแปลง’ (transformation problem) หรือก็คือ ปัญหาการแปลงมูลค่ามาสู่ราคาของการผลิต อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่า ในกรณีของไอโฟนมันชัดเจนในตัวมันเองอยู่แล้ว และเราก็ยังจับจุดสำคัญได้อยู่ ในกรณีของไอโฟน X การปรากฏเผยมูลค่าของสินค้าดังกล่าวคือ $999 มูลค่าก็คือสิ่งที่สินค้าสามารถเรียกร้องในตลาดได้

ทว่า เบื้องหลังราคาดังกล่าวก็คือกลุ่มมูลค่าที่ตกผลึกมาแล้ว (a mass of crystallised values) ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นสามส่วนของมูลค่าทั้งหมด: ทุนคงที่ (constant capital) ทุนแปรผัน (variable capital) และมูลค่าส่วนเกิน (surplus value) แนวคิดเหล่านี้เป็นคอนเซ็ปต์หลัก ๆ ของการวิเคราะห์แบบมาร์กซิสต์

ทุนคงที่ (constant capital)

วัตถุดิบต่าง ๆ ถูกนำเข้าสู่โรงงานโดยจะถูกแรงงานและเครื่องจักรแปรรูปให้กลายเป็นสินค้าต่อไป วัตถุดิบเหล่านี้ รวมไปถึงวัสดุเสริมอื่น ๆ และเครื่องมือของแรงงาน (เครื่องจักร เครื่องมือ ฯลฯ) ล้วนถูกดัดแปลงมาจากธรรมชาติในที่อื่นแล้ว

มีความเป็นแรงงานอยู่ในตัววัตถุดิบเหล่านี้ ซึ่งไม่ใช่วัตถุ ‘ดิบ’ อีกต่อไป มูลค่าของวัตถุดิบและเครื่องมือแรงงานมีความตายตัวในเชิงปริมาณอยู่แล้วในแง่ของปริมาณแรงงาน (labour content) มูลค่าที่ตายตัวนี้ถูกโอนไปยังสินค้าที่ถูกผลิตขึ้นมาใหม่ภายในกระบวนการผลิต

มูลค่าของมันเคลื่อนเข้าสู่สินค้าอันใหม่ คาร์ล มาร์กซ์ เรียกมูลค่าของวัตถุดิบและเครื่องมือแรงงานเหล่านี้ว่า ทุนคงที่ (constant capital)

ทุนคงที่ สำหรับไอโฟนนั้นรวมไปถึงแร่ธาตุและโลหะทั้งหมดที่ปรากฏอยู่บนสายพานการผลิต ตลอดจนชิ้นส่วนของเครื่องจักรที่ใช้แปรรูปวัตถุดิบที่นับวันก็ยิ่งเสื่อมสภาพลงไปเรื่อย ๆ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดจะถูกแปรรูปและประกอบกันขึ้นเป็นไอโฟน ในกระบวนการแปรรูปดังกล่าว แร่ธาตุ โลหะ และเครื่องจักร ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมูลค่าของแร่ธาตุเหล่านั้น มูลค่าของวัตถุดิบเหล่านั้นจะยังคงอยู่ในตัวไอโฟน กล่าวคือ มูลค่าจะยังคงที่ต่อไป

เมื่อสิ้นสุดกระบวนการผลิต มูลค่าของปัจจัยการผลิตทั้งหมดที่ถูกโอน ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ เครื่องจักร สิ่งปลูกสร้าง ไม่สามารถเป็นได้มากกว่าสิ่งที่มันมีอยู่แต่เดิม คุณค่าของมันซึ่งยังคงที่อยู่เหมือนเดิม จะถูกกักเก็บไว้ในตัวไอโฟน

ทุนแปรผัน (variable capital)

บริษัทนายทุนทำการลงทุนขั้นต้นในกระบวนการผลิต ดังนี้:

  • ค่าจ้างและเงินเดือนคนงาน
  • ค่าใช้จ่ายปัจจัยการผลิตที่ไม่ใช่มนุษย์ (non-human inputs) โดยเฉพาะเครื่องมือ เครื่องจักร อาคาร พลังงาน และอื่น ๆ

ค่าใช้จ่ายถัดมาคือค่าใช้จ่ายปัจจัยการผลิตที่ไม่ใช่มนุษย์ ซึ่งเรียกกันว่า ทุนคงที่ (constant capital) ตามที่อธิบายไว้ข้างต้น

ค่าใช้จ่ายอันแรก นั่นก็คือ ค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าจ้างและเงินเดือน เรียกว่า ทุนแปรผัน (variable capital) เพื่อให้คำนวณได้ง่ายขึ้น เราจะถือว่า คนงานทุกคนสร้างผลิตผล (productive) ในความหมายของมาร์กซิสต์ (กล่าวคือ พวกเขาผลิตมูลค่าส่วนเกินและไม่ได้กระจายมูลค่าส่วนเกินเหมือนคนงานที่ “ไม่ได้สร้างผลิตผล” เช่น ผู้ที่มีส่วนร่วมในการค้าแลกเปลี่ยน)

ในระบบทุนนิยม ผู้คนมี ‘อิสรภาพ’ สองอย่าง หนึ่งคือ พวกเขามีอิสรภาพจากการเป็นทาสและมีอิสรภาพที่จะอดตาย อิสรภาพจากการเป็นทาสและจากปัจจัยในการหาเลี้ยงชีพบังคับให้ผู้คนต้องขายความสามารถในการใช้แรงของตนแก่ผู้ที่มีทุน (ที่ดินหรือเงิน)

สิ่งที่คนขายไม่ใช่ตัวของเขาเอง (เพราะพวกเขาเป็นอิสระจากการเป็นทาสอยู่แล้ว) แต่พวกเขาขายกำลังแรงงานของตัวเองเพื่อแลกกับค่าแรง ค่าแรงสอดคล้องกับเงินจำนวนหนึ่ง ซึ่งแสดงถึงมูลค่าจำนวนหนึ่ง เป็นจำนวนที่จำเป็นในการตอบสนองต่อความต้องการบริโภคของคนงาน

มาร์กซ์เรียกกำลังแรงงานว่าเป็นสินค้าพิเศษ (peculiar commodity) เช่นเดียวกับสินค้าอื่น ๆ สินค้าพิเศษดังกล่าวต้องมีอยู่สองด้านด้วยกัน นั่นคือ มูลค่าใช้สอยและมูลค่า ค่าแรงคือ มูลค่าแลกเปลี่ยน ของกำลังแรงงาน ในขณะที่แรงงานคือมูลค่าใช้สอยของกำลังแรงงาน ความแตกต่างระหว่างมูลค่าใช้สอยของกำลังแรงงานกับมูลค่าแลกเปลี่ยนของกำลังแรงงานนี้เป็นพื้นฐานของการทำความเข้าใจมูลค่าส่วนเกินและการผลิตมูลค่าส่วนเกินในมุมมองแบบมาร์กซิสต์

ในวันทำงาน คนงานเปลี่ยนความสามารถในการใช้แรงไปเป็นการออกแรง (an act of labour) ทักษะต่าง ๆ ของพวกเขาถูกนำมาใช้เพื่อเปลี่ยนวัตถุดิบและเครื่องจักรให้กลายเป็นสินค้า (commodities)

ในระหว่างวันทำงานและตามสภาพเงื่อนไขของการทำงาน มูลค่าที่คนงานผลิตออกมาโดยรวมนั้นมากเกินความจำเป็นต่อการบริโภคและการผลิตซ้ำกำลังแรงงานของพวกเขาเอง มูลค่าที่พวกเขาต้องใช้ไปกับการบริโภคและการผลิตซ้ำกำลังแรงงาน ซึ่งแสดงออกมาผ่านค่าจ้างนั้น เป็นแค่ส่วนหนึ่งของมูลค่าที่พวกเขาสร้างได้ในระหว่างวันทำงาน

คนงานผลิตมูลค่ามากกว่าค่าแรงที่พวกเขาได้รับ มูลค่าที่มากกว่าปกตินี้เรียกว่า มูลค่าส่วนเกิน (surplus value) หากการจัดการด้านแรงงานเปลี่ยนไปหรือหากเครื่องจักรทำงานด้วยความเร็วที่ต่างกัน มูลค่าก็อาจจะถูกผลิตมากขึ้นหรือน้อยลง ซึ่งหมายความว่ามูลค่าส่วนเกินจะเพิ่มขึ้น (หรือลดลง) ด้วย ความจริงที่ว่า กำลังแรงงาน ซึ่งเป็นสินค้าพิเศษนี้ มีศักยภาพในการผลิตมูลค่าที่มากเกินจำเป็นต่อการผลิตซ้ำ เป็นสิ่งที่ทำให้ทุนดังกล่าวเป็น ทุนแปรผัน (variable capital)

มูลค่าส่วนเกิน (surplus value)

วัตถุดิบต่าง ๆ ที่อยู่ในสายพานการผลิต ไม่ว่าจะเป็น เครื่องจักร และไฟฟ้าซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยในการแปรรูปวัตถุดิบต่าง ๆ  ทั้งหมดจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าคนงานไม่ใส่กำลังแรงงานที่จำเป็น (necessary work of the labour power) เข้าไปในระบบ คนงานนำเครื่องมือต่าง ๆ มาแปรรูปวัตถุดิบให้กลายเป็นสินค้า สิ่งสำคัญคือการใส่กำลังแรงงานเข้าไป กำลังแรงงานที่ซื้อมาจากคนงานต่างจากสินค้าตัวอื่น ๆ ตรงที่มันต้องผลิตมูลค่าใหม่เหล่านี้ขึ้นมา คนงานเหนื่อยตอนไหนก็กลับบ้านไปผลิตซ้ำกำลังแรงงานเพื่อนำมาขายอีกครั้ง

คนงานขายกำลังแรงงานของตนแลกกับเงินจำนวนหนึ่ง เมื่อพวกเขาเริ่มทำงานผลิตสินค้า พวกเขาใช้เวลาเพียงเศษเสี้ยวของวันทำงานในการผลิตสินค้าให้เทียบเท่ากับค่าแรงของตน มาร์กซ์เรียกสิ่งนี้ว่า เวลาแรงงานที่จำเป็น (necessary labour time) มัน ‘จำเป็น’ เพราะในแต่ละยุคแต่ละประเทศ จะต้องใช้สินค้าและการบริการในปริมาณที่ต่างกันเพื่อผลิตซ้ำกำลังแรงงานที่คนงานได้ใช้ไป บางประเทศมาตรฐานการครองชีพต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ ซึ่งหมายความว่า เวลาแรงงานที่จำเป็นก็สั้นกว่าเช่นกัน เวลาที่เหลือของวันทำงาน ภายหลังจากเวลาแรงงานที่จำเป็น ก็คือ เวลาแรงงานส่วนเกิน (surplus labour time) มันคือเวลาที่คนงานใช้ในการผลิตสินค้า ซึ่งเกินกว่าจำนวนที่ต้องนำมาจ่ายค่าแรงให้แก่คนงาน

อัตรามูลค่าส่วนเกิน (Rate of Surplus Value)

แนวคิดของมาร์กซ์ นั่นก็คือ อัตราการขูดรีด สามารถวัดได้โดยใช้กรอบคิดทุนแปรผันและมูลค่าส่วนเกิน ทุนแปรผันคือสัดส่วนของมูลค่าที่ถูกผลิตขึ้นในกระบวนการผลิตซึ่งตกเป็นของคนงาน ในทางกลับกัน มูลค่าส่วนเกินคือสัดส่วนของมูลค่าซึ่งตกเป็นของนายทุน จะเห็นได้ว่า อัตราส่วนของมูลค่าส่วนเกินต่อทุนแปรผัน หรือ s/v แสดงให้เห็นถึงการขูดรีดคนงานในเชิงปริมาณ หรือเรียกอีกอย่างว่า อัตรามูลค่าส่วนเกิน (rate of surplus value)

ลองตั้งสมมติฐานว่ามีสินค้าชิ้นหนึ่งมูลค่า $1,000 ทุนคงที่มูลค่า $500 ทุนดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ เครื่องมือ และพลังงาน ต่างเข้าสู่กระบวนการผลิตและปรากฏออกมาอีกครั้งในรูปอื่นโดยที่ยังรักษามูลค่าเดิมเอาไว้ มูลค่าของมันไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทุนแปรผันซึ่งเป็นสิ่งที่คนงานได้รับก็คือ $250 มูลค่าส่วนเกินซึ่งเป็นสิ่งที่นายทุนฉกชิงไป คือปริมาณมูลค่าที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาแรงงานส่วนเกิน ซึ่งในตัวอย่างที่เรายกมาก็คือ $250

อัตราการการขูดรีดวัดโดย s/v หรือมูลค่าส่วนเกินหารด้วยทุนแปรผัน ตัวเลขของสินค้าตามสมมติฐานดังกล่าวมีสมการดังต่อไปนี้:

s/v = $250/$250 = 100%

S = $250

V = $250

C = $500

มูลค่ารวม = $1000

อัตราการขูดรีดแรงงานในกรณีนี้เท่ากับ 100% กล่าวคือ ทุก 1 ดอลลาร์ที่คนงานหามาได้ นายทุนจะฉกชิงมูลค่าส่วนเกินไป 1 ดอลลาร์

ตอนนี้เราจึงมีเครื่องมือทางทฤษฎีในการวัดอัตราการขูดรีดของคนงานที่ผลิตไอโฟน อย่างไรก็ดี จำต้องชี้ให้เห็นว่า หากจะคำนวณทฤษฎีมูลค่าแรงงานของมาร์กซ์ออกมาในเชิงประจักษ์ จะต้องสร้างสมมติฐานที่ลดทอนความซับซ้อนของความเป็นจริงขึ้นมาด้วย ถึงจะอย่างนั้น ในมุมมองของเรา สมมติฐานเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการที่ราคาสะท้อนมูลค่า ต่างก็มีความสมเหตุสมผล และการลดทอนความซับซ้อนดังกล่าวไม่ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เกินจริงแต่อย่างใด (Shaikh and Tonak, 1994)

ขั้นตอนที่ใช้ในสมุดโน้ตเล่มนี้ในการคำนวณอัตรามูลค่าส่วนเกินในไอโฟน X คล้ายคลึงกับที่คาร์ล มาร์กซ์ เคยคำนวณอัตรามูลค่าส่วนเกินในการผลิตเส้นด้าย ใน Capital I มาร์กซ์บันทึกไว้ว่า ‘สัดส่วนคงที่ของมูลค่าของสินค้าในแต่ละสัปดาห์คือ 378 ปอนด์ แต่ค่าจ้างต่อสัปดาห์คือ 52 ปอนด์ ราคาเส้นด้ายคือผลรวม 510 ปอนด์ มูลค่าส่วนเกินในกรณีนี้ก็คือ 510 – 430 ปอนด์ = 80 ปอนด์ …อัตรามูลค่าส่วนเกินจึงเป็น 80/52 = 153 11/13%’

เราเริ่มจากราคาของไอโฟน X ในสหรัฐอเมริกา นั่นก็คือ $999 เราเชื่อว่า ตัวเลขนี้แสดงถึงมูลค่าโดยรวมที่อยู่ในตัวสินค้า (commodity) ในสินค้าทุก ๆ ชิ้นที่ถูกผลิตขึ้นในกระบวนการผลิตแบบทุนนิยม มวลของมูลค่าที่อยู่ในสินค้าชิ้นนั้นประกอบไปด้วยส่วนมูลค่าสามส่วน นั่นก็คือ ทุนคงที่ ทุนแปรผัน และมูลค่าส่วนเกิน ดังนั้น เราต้องประมาณค่าแต่ละส่วนของมูลค่าทั้งหมดของ iPhone X 

ทุนคงที่ ข้อมูลจาก TechInsights ช่วยให้เราเห็นราคาของชิ้นส่วนต่าง ๆ ของไอโฟน XS Max และไอโฟน X อย่างละเอียดโดยเฉพาะ

ราคารวมทั้งหมดของมือถือทั้งสองรุ่นนี้อยู่ที่ 453 ดอลลาร์และ 395.44 ดอลลาร์ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายอันดับแรก ๆ นั้นรวมไปถึงค่า “การทดสอบ/การประกอบ/ข้อมูลสนับสนุน” สิ่งดังกล่าวทำให้ข้อมูลที่มาร์กซ์จะนำมาใช้ในการชี้ลักษณะเฉพาะของการวิเคราะห์มีความสับสนปนเป ‘การทดสอบ/การประกอบ’ นั้นเป็นทุนแปรผัน เนื่องจากต้องมีการซื้อกำลังแรงงานมาก่อนเพื่อที่จะทำงานเหล่านี้ได้ อย่างไรก็ตาม ‘ข้อมูลสนับสนุน’ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวัตถุดิบและเป็นทุนคงที่ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น เราจะตัดส่วนนี้ของรายการด้านบนออกจากการประเมินทุนคงที่ ดังนั้นจำนวนเงินที่แสดงถึงทุนคงที่โดยคร่าวก็คือ 428.50 ดอลลาร์ (453 – 24.50 ดอลลาร์) และ 370.89 ดอลลาร์ (395.44 – 24.55 ดอลลาร์)

กรณีของไอโฟน X เราประเมินจำนวนทุนคงที่ได้ 370.89 ดอลลาร์

ทุนแปรผัน (variable capital)

การประมาณค่าทุนแปรผันจากมูลค่ารวมของ iPhone นั้นยิ่งจะมีปัญหา เพราะเรากำลังเผชิญหน้ากับการปกปิดของแอปเปิ้ล ซึ่งไม่เปิดเผยข้อมูลค่าจ้าง เราต้องตระหนักถึงปัญหาเพิ่มเติมเกี่ยวข้อมูลอีกสองประการ ประการแรก เราไม่มีข้อมูลที่ครบถ้วนเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของแอปเปิ้ลในเรื่องการวิจัยและการออกแบบไอโฟนขั้นต้น เราเชื่อว่า สามารถมองข้ามค่าใช้จ่ายในการวิจัยและการออกแบบเบื้องต้นไปได้ เนื่องจากค่าใช้จ่ายเหล่านี้ถูกกระจายไปยังไอโฟนรุ่นต่าง ๆ นอกจากนี้ต้นทุนในการวิจัยและพัฒนาก็ยิ่งถูกมองข้ามมากขึ้นในไอโฟนรุ่นใหม่ ๆ ประการที่สอง เราไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับความแตกต่างของค่าแรงที่คนงานผลิตชิ้นส่วนไอโฟนในแต่ละประเทศได้รับ ส่วนต่างของค่าจ้างดังกล่าวอาจถูกมองข้ามไปได้ เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่ที่ผลิตชิ้นส่วนไอโฟนตั้งอยู่ในโซนที่ค่าจ้างเหล่านี้ไม่ได้ต่างกันมาก ตามจริงแล้ว เนื่องจากเราประเมินค่าแรงโดยพิจารณาในด้านการผลิตและไม่ได้นับรวมการขูดรีดวัตถุดิบ เราจึงประเมินค่าแรงสูงเกินจริงแทนที่จะต่ำกว่านี้

เราคิดว่า สมมติฐานเหล่านี้เป็นสิ่งที่ยอมรับได้เนื่องจากตัวเลขของทุนแปรผัน (24.55 ดอลลาร์) ตั้งอยู่บน “การทดสอบ/การประกอบ/ข้อมูลสนับสนุน” ซึ่งอาจประเมินขอบเขตแรงงานการผลิต (productive labour) ที่ใช้ในกระบวนการผลิตไอโฟน X สูงเกินไป

มูลค่ารวมของไอโฟน = $999

เงินทุนคงที่ = $370.89 

ทุนแปรผัน = $24.55 

มูลค่าส่วนเกินเท่ากับเท่าไร?

มูลค่าส่วนเกิน = (มูลค่ารวม) – (ทุนคงที่ + ทุนแปรผัน)

$999  – ($370.89 + $24.55 )

= $603.56

ทุกครั้งที่ไอโฟน X ถูกขายในราคา $999 แอปเปิ้ลจะได้รับมูลค่าส่วนเกิน $603.56 เป็นเงิน

อัตราการขูดรีดเท่ากับเท่าไร?

s/v = 603.56/24.55 = 2458%

อัตราการขูดรีดเท่ากับ 2458% ตัวเลขดังกล่าวเท่ากับอัตราการขูดรีดที่รวบรวมจากตัวอย่างของมาร์กซ์ใน Capital ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1867 ถึง 25 เท่า กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ คนงานที่ผลิตไอโฟนในศตวรรษที่ 21 ถูกขูดรีดมากกว่าคนงานทอผ้าในอังกฤษเมื่อศตวรรษที่ 19 ถึง 25 เท่า

S = $603.56 

V = $24.55

C = $370.89

มูลค่ารวม

= $999

ตัวเลขดังกล่าว 2458% บอกอะไรกับเรา? มันชี้ให้เห็นว่า คนงานได้รับค่าแรงที่จำเป็นต่อการดำรงชีพเพียงน้อยนิดเท่านั้นเมื่อเทียบกับงานที่เขาทำอยู่ คนงานใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการผลิตสินค้าที่ช่วยเพิ่มความมั่งคั่งให้กับนายทุน ยิ่งอัตราการขูดรีดสูงเท่าใด แรงงานของคนงานก็จะยิ่งเพิ่มความมั่งคั่งให้แก่ทุนมากเท่านั้น

ภาคผนวก

Kenneth L. Kraemer, Greg Linden และ Jason Dedrick (2011) วิเคราะห์การกระจายกำไรขั้นต้นในเชิงภูมิศาสตร์ที่ซัพพลายเออร์ชั้นหนึ่งของไอโฟน 4 ได้รับ ในบทวิเคราะห์ของพวกเขา พวกเขาแบ่งต้นทุนของปัจจัยการผลิตออกเป็นวัตถุดิบและแรงงาน มองจากจุดยืนที่ไม่ใช่มาร์กซิสต์ พวกเขาพยายามระบุสัดส่วนโดยประมาณของมูลค่าส่วนเกิน (กำไรขั้นต้น) ทุนคงที่ (วัตถุดิบ) และทุนแปรผัน (แรงงาน) จากมูลค่ารวมของไอโฟน 4

จากข้อมูลในแผนภูมินี้ เราสามารถทำการคำนวณคร่าว ๆ เพื่อหาอัตราการขูดรีดของไอโฟน 4 ได้

  • สัดส่วนโดยประมาณของมูลค่าส่วนเกินในมูลค่ารวมของไอโฟน 4 คือ 73% (กำไรของแอปเปิ้ล + กำไรที่ไม่ใช่ของแอปเปิ้ลในสหรัฐอเมริกา + กำไรยุโรป + กำไรไต้หวัน + กำไรญี่ปุ่น + กำไรเกาหลีใต้ + กำไรที่ไม่ปรากฏชื่อ)
  • สัดส่วนของต้นทุนวัสดุโดยรวมคือ 21.9%
  • สัดส่วนของต้นทุนแรงงานทั้งหมดคือ 5.3% ซึ่งแรงงานนอกประเทศจีนคือ 3.5%

สมมติว่า สัดส่วนใหญ่ ๆ ของต้นทุนแรงงานนอกประเทศจีนเป็นเงินเดือนของลูกจ้างระดับผู้บริหารและหัวหน้างาน (คนงานที่ไม่ได้สร้างผลิตผล ซึ่งเงินเดือนมาจากส่วนแบ่งของมูลค่าส่วนเกิน) เราจะสามารถสรุปได้อย่างสมเหตุสมผลว่า 1.5% ของต้นทุนนั้นเป็นทุนแปรผัน

ทุนแปรผันทั้งหมดคือสัดส่วนแรงงานจีน (1.8%) และแรงงานผลิตที่ไม่ใช่จีน (1.5%) สัดส่วนของทุนแปรผันทั้งหมดจากมูลค่ารวมของ iPhone 4 จึงเป็น 3.3%

  • จากตัวเลขเหล่านี้ อัตราการขูดรีดของไอโฟน 4 คือ 75/3.3 = 2273%

สมุดโน้ตนี้อิงข้อมูลจากบทวิเคราะห์ของ E. Ahmet Tonak นักเศรษฐศาสตร์ของเรา บทวิเคราะห์ชิ้นนี้ในเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ปรากฏในชื่อ “iPhone 6’daki sömürü orani?’ (Sendika.org, 30 พฤศจิกายน 2014)

References. 

  • Anwar M. Shaikh and E. Ahmet Tonak, Measuring the Wealth of Nations. The Political Economy of National Accounts, Cambridge: Cambridge University Press, 1994. 
  • Baruch Gottlieb, A Political Economy of the Smallest Things, New York: ATROPOS Press, 2016. 
  • Brian Merchant, The One Device: The Secret History of the iPhone, New York: Little, Brown and Company, 2017. 
  • Kenneth L. Kraemer, Greg Linden and Jason Dedrick, ‘Capturing Value in Global Networks: Apple’s iPad and iPhone’, July 2011. 
  • Karl Marx, Capital, volume 1, New Delhi: LeftWord Books, 2014. 
  • Pun Ngai and Jenny Chan, ‘Global Capital, the State, and Chinese Workers: The Foxconn Experience’, Modern China, vol. 38, no. 4, 2012. 
  • Tricontinental: Institute for Social Research, In the Ruins of the Present, Working Document no. 1, 2018.

ไตรทวีป: สถาบันเพื่อการวิจัยทางสังคม

เป็นสถาบันนานาชาติ ขับเคลื่อนด้วยการเคลื่อนไหว มุ่งส่งเสริมการอภิปรายถกเถียงทางปัญญาซึ่งตอบสนองต่อปณิธานของผู้คน

www.thetricontinental.org

 

 

လူတန်းစား(Class) ဟာ ဘာကြောင့် ဖမေးနစ်အရေးကိစ္စ ဖြစ်ရသလဲဆိုတဲ့ အကြောင်းရင်း ၇ ချက်

လူတန်းစား(Class) ဟာ ဘာကြောင့် ဖမေးနစ်အရေးကိစ္စ ဖြစ်ရသလဲဆိုတဲ့ အကြောင်းရင်း ၇ ချက်

Erin McKelle ၏ 7 reasons why class is a feminist issue ဆောင်းပါးအား မြန်မာဘာသာသို့ပြန်ဆိုသည်။

 

သဘောကျသည်ဖြစ်စေ၊ လက်မခံချင်သည်ဖြစ်စေ၊ ကျွန်မတို့အားလုံး အရင်းရှင်လူ့အဖွဲ့အစည်းမှာ နေထိုင်နေရတာပါပဲ။ လူတိုင်းဟာ အသက်ရှင်ရပ်တည်ဖို့အတွက် ငွေကြေးအပေါ်မှာ မှီတည်နေရတယ်။

ကျွန်မတို့ လူတန်းစားအကြောင်းပြောတဲ့အခါ အခြားဖိနှိပ်မှုအသွင်တွေကနေ ကင်းလွတ်နေသယောင် ဆွေးနွေးကြပါတယ်။ (Occupy Wall Street ဖြစ်စဉ်ကို ကြည့်ပါ) လူတန်းစား ကို ဖမေးနစ်အရေးကိစ္စသဖွယ် မဆွေးနွေးကြပေမယ့် လူတန်းစားအရေးဟာ ဖမေးနစ်လုပ်ရပ်တွေရဲ့ ဗဟိုအူတိုင်မှာ ရှိနေပါတယ်။ လူတစ်ယောက်ရဲ့ ကုန်ထုတ်လုပ်စွမ်းပါဝါက ၎င်းရဲ့ ကျန်းမာပျော်ရွှင်အောင်မြင်ဖြစ်ထွန်းမှုရဲ့ အချက်အချာဖြစ်နေပါတယ်။

လူတန်းစားဟာ ဖမေးနစ်အရေး ဘာကြောင့်ဖြစ်ရသလဲဆိုတဲ့ အကြောင်းရင်း ခုနစ်ချက်က အောက်ပါအတိုင်းဖြစ်ကြပါတယ်။

၁။ လူတန်းစားခွဲခြားမှုက ပိုနေမြဲ ကျားနေမြဲ အခြေအနေကို အားပေးတယ်။

ပိုက်ဆံက တကယ့်ကို အရေးပါပါတယ်။

ခုနကပြောခဲ့သလိုပဲ၊ အရင်းရှင်အဖွဲ့အစည်းမှာ နေရတယ်ဆိုတာ အခြေခံလိုအပ်ချက်တွေပြည့်မီဖို့ ငွေကြေးရနိုင်မယ့်လမ်းကြောင်းတစ်ခုခုလိုအပ်တယ်ဆိုတဲ့အဓိပ္ပါယ် ဖြစ်ပါတယ်။ အစာ၊ ရေ၊ နားခိုရာတွေတောင်မှ အခြေခံလူ့အခွင့်အရေးလို့ ထင်စရာရှိပေမယ့် တကယ့်လက်တွေ့မှာတော့ အာမခံထားခြင်းမရှိပါဘူး။

ဆိုလိုတာက ကျွန်မတို့ဘဝရဲ့ အချိန်၊ အင်အား(အကုန်လုံးမဟုတ်ရင်တောင်)အများစုကို ငွေရရေးအတွက် ကုန်ဆုံးရမလိုဖြစ်နေတာပါ။ ကျွန်မတို့ တော်လှန်ရေးကြံစည်ဖို့ထက် လုပ်အားအပေါ်မှာ အသားပေးကြပါတယ်။

ကိုယ်မွေးလာတဲ့ လူတန်းစားဟာ ကိုယ်တစ်သက်လုံးနေသွားရမယ့် လူတန်းစား ဖြစ်ပါတယ်။ အထူးသဖြင့် လူဆင်းရဲ သို့မဟုတ် အလုပ်သမားလူတန်းစားဖြစ်နေရင်ပေါ့။ အမေရိကန်ပြည်ထောင်စုမှာ ဆင်းရဲချမ်းသာကွာဟမှု အမြင့်ဆုံးအခြေအနေရောက်လာတဲ့အတွက် ငွေကြေးပါဝါနဲ့ မွေးလာသူတွေပဲ ရှင်သန်နိုင်မလို ဖြစ်နေပါတယ်။

အဲဒီ့တော့ ဒီဓလေ့ကို ပြင်ဖို့ ပိုခက်သွားပါတယ်။ ဖမေးနစ်တွေအနေနဲ့ ပိုနေမြဲ ကျားနေမြဲ အခြေအနေကို ဖြိုဖျက်မယ်ဆိုရင် ဖြိုဖျက်ရေးကို တားဆီးမယ့်အရာမှန်သမျှကို နားစွင့်ထားဖို့ လိုအပ်ပါတယ်။

၂။ လူတန်းစားက လိင်ခွဲခြားမှုနဲ့ တပူးတွဲတွဲနေတယ်။

အမျိုးသမီးများဟာ အချိုးမမျှမတ ပိုဆင်းရဲကြပြီး အမျိုးသားများထက် ပိုဆင်းရဲတွင်းနက်တာကို တွေ့ရပါတယ်။ လူမျိုးနွယ်စုအသီးသီးမှာလည်း ဒီအတိုင်းပါပဲ။ လူဖြူမဟုတ်တဲ့ အမျိုးသမီးတွေက လူဖြူအမျိုးသမီးတွေထက် ဆင်းရဲမွဲတေမှုနှုန်း နှစ်ဆရှိနေပါတယ်။

တူညီတဲ့အလုပ်အတွက်ကိုပဲ အမျိုးသမီးများက လုပ်ခလစာ နည်းပါးပြီး ရရှိပါတယ်။ (ဟုတ်ပါတယ်၊ အလုပ်ချိန်နာရီ စသည် ကန့်သတ်တာမျိုးကြောင့်ပေါ့။) ၂၀၁၂ ခုနှစ်အတွင်း အမျိုးသားတစ်ယောက် တစ်ဒေါ်လာရရှိတဲ့အချိန်မှာ အမျိုးသမီးတစ်ယောက်ကတော့ ၇၇ ဆင့်ပဲရရှိနေပါတယ်။ လူမျိုးနွယ်စုအားဖြင့် နှိုင်းယှဉ်မယ်ဆိုရင်တော ့လူဖြူအမျိုးသားတစ်ဦး တစ်ဒေါ်လာရရှိချိန်မှာ လူမည်းအမျိုးသမီးတစ်ဦးက ၆၄ ဆင့်နဲ့ လက်တင်အမျိုးသမီးတစ်ဦးက ၅၃ ဆင့်သာရရှိနေတာကို တွေ့ရှိရပါတယ်။

အမျိုးသမီးတွေက စီးပွားရေးအခြေအနေ နိမ့်ပါးနေတဲ့အခါ ဘဝရဲ့အခြားနယ်ပယ်တွေမှာလည်း ပါဝါနဲ့ ကိုယ်ပိုင်ဆုံးဖြတ်ပိုင်ခွင့်လည်း နည်းပါးသွားပါတယ်။ ငွေကြေးဟာ ပါဝါပဲမဟုတ်ပါလား။

အမျိုးသမီးတွေဟာ ဘဏ္ဍရေးလိုအပ်ချက်တွေအတွက် သူတို့ပါတနာတွေနဲ့ (တစ်ခါတလေမှာ တကယ်မရှိတဲ့) လူမှုစနစ်တွေအပေါ် ပိုမှီခိုလာရပါတယ်။ တစ်ကိုယ်တည်းနေတဲ့အမျိုးသမီးတွေက အမျိုးသားများထက် ထပ်ဆောင်းဝင်ငွေ ပိုလိုအပ်ပါတယ်။ ဆိုတော့ အားလပ်ချိန်၊ မိမိကိုယ့်ကိုယ်စောင့်ရှောက်ချိန်နဲ့ ဖိုကြီးစိုးမှုကို တိုက်ဖျက်ဖို့အချိန် ပိုနည်းသွားစေပါတယ်။

ဒါကြောင့် လိင်ခွဲခြားမှုအကြောင်းပြောမယ်ဆိုရင် လူတန်းစားခွဲခြားမှုကို ချန်လှပ်ထားခဲ့လို့မရပါဘူး။

၃။ လူတန်းစားက လူမျိုးရေးခွဲခြားမှုနဲ့ တပူးတွဲတွဲနေတယ်။

လူဖြူမဟုတ်သူတွေက လူဖြူတွေနဲ့ နှိုင်းယှဉ်ရင် အချိုးမမျှမတစွာ ဆင်းရဲတွင်းနက်ကြပါတယ်။ လူမည်းနဲ့ လက်တင်အမေရိကန်တွေရဲ့ ဆင်းရဲမွဲတေမှုနှုန်းက တစ်နိုင်ငံလုံးပျမ်းမျှနှုန်းထက် ပိုမြင့်နေပါတယ်။ ၂၀၁၀ မှာ လူမည်းတွေရဲ့ ၂၇.၄ %၊ လက်တင်အမေရိကန်တွေရဲ့ ၂၆.၆ % တို့က ဆင်းရဲတွင်းနက်နေကြပြီး လူဖြူတွေရဲ့ ၉.၉ % ဆင်းရဲမှုနှုန်းနဲ့ နှိုင်းယှဉ်ရင် အတော်ကွာဟနေတာ တွေ့ရပါတယ်။

လူဖြူမဟုတ်သူတွေအတွက် လူတန်းစားခွဲခြားမှုရဲ့သက်ရောက်မှုတွေကို တိုက်ရိုက်ခံစားရရုံတင်မက တိုက်ရိုက်မဟုတ်တဲ့နည်းလမ်းတွေနဲ့လည်း သက်ရောက်နိုင်ပါသေးတယ်။ ဥပမာဆိုရရင်၊ လူဖြူမဟုတ်သူတွေက အိမ်ငှားခ ပိုစျေးပေါတဲ့၊ ကျောက်မီးသွေးစက်ရုံအနီးတဝိုက်မှာ နေနိုင်တဲ့အတွက် လေထုညစ်ညမ်းမှုကြောင့် ကျန်းမာရေးထိခိုက်ရပါတယ်။

အိမ်ရာအကြောင်းပြောမယ်ဆိုရင် လူမျိုးရေးနဲ့ လူတန်းစား နှစ်ခုပေါင်းခွဲခြားမှုကြောင့် လူဖြူမဟုတ်သူတွေ အထိနာရတဲ့အခြားအရေးတစ်ခုရှိပါသေးတယ်။ လူဆင်းရဲလူတန်းစားကို လူလတ်တန်းစားနှင့်အစားထိုးခြင်း၊ ဖယ်ကျဉ်ခံရခြင်း၊ လူမျိုးရေးအားဖြင့် ခွဲထုတ်ပစ်ခြင်း စတာတွေဟာ လူဖြူမဟုတ်သူတွေကြုံရတဲ့ လူတန်းစားပြဿနာတွေထဲက ဥပမာတချို့ဖြစ်ပါတယ်။

အိမ်ရာအခြေအနေက ဘဝရဲ့အရည်အသွေးပေါ် အများကြီးသက်ရောက်ပါတယ်။ အခွင့်အလမ်း (အလုပ်ခွင်၊ အလုပ်ခွင်ပြင်ပ) ၊ မှုခင်းဖြစ်ပွားမှုအခြေအနေ၊ ပညာရေး (ကျောင်းတွေကို ဘတ်ဂျတ်ချပေးဖို့ အခွန်တွေကို သုံးတဲ့ လူတန်းစား၊ လူမျိုးရေးခွဲခြားတဲ့ မူဝါဒတွေ) စသဖြင့် ဆက်စပ်နေတာကြောင့်ပါ။

တကယ်လို့ ဖမေးနစ်တွေအနေနဲ့ လူမျိုးရေးခွဲခြားမှုရဲ့ ချည်ခင်ထွေးကို ကိုင်တွယ်ချင်တယ်ဆိုရင် လူတန်းစားခွဲခြားမှုကို ထည့်ဆွေးနွေးဖို့ လိုအပ်ပါတယ်။

၄။ ‘အမျိုးသမီးများရဲ့လုပ်အား’ ကို စျေးနှိမ်ခံနေရပါတယ်။

ကျွန်မတို့နေထိုင်ရာ အရင်းရှင်နစ်မှာ အမျိုးသမီးတွေဟာ လုပ်ခမရတဲ့အလုပ်အများစုကို လုပ်နေရပါတယ်။ ကလေးထိန်းကျောင်းမှု၊ သန့်ရှင်ရေး၊ ချက်ပြုတ်ရေး၊ အိမ်ထောင်မှု စသဖြင့်ပေါ့။

စာရင်းများအရ အမျိုးသမီးများဟာ တစ်နှစ်ကို သန်း ၁၁၀ သောနာရီတွေ လုပ်ကြရပြီး အမျိုးသားတွေကတော့ ၅၅ သန်းသော နာရီများပဲ လုပ်ကြရပါတယ်။

လုပ်ခမရတဲ့လုပ်အားတွေကို ထည့်တွက်မယ်ဆိုရင် အမေရိကန်ပြည်ထောင်စုရဲ့ တစ်မျိုးသားလုံး ထွက်ကုန်ပမာဏဟာ ဒေါ်လာ ၃၅၂ သန်းကနေ သန်းပေါင်း ၅ သိန်း ၄ ထောင်ထိ မြင့်တက်သွားမယ်လို့ လေ့လာမှုတစ်ခုက ဆိုပါတယ်။ ဒါဟာ ဒီအလုပ်တွေလုပ်နေရတဲ့အမျိုးသမီးတွေရဲ့ ဘဝအခြေအနေနဲ့ မွဲတေမှုကြား ကွဲပြားမှု ဖြစ်ပါတယ်။

အသက် ၆၅ နှစ်ကျော် အမျိုးသမီးတွေက ရွယ်တူအမျိုးသားတွေထက် မွဲတေမှုနှုန်း နှစ်ဆပိုမြင့်ပါတယ်။ ဒီလိုဖြစ်ရတဲ့အဓိကအကြောင်းရင်းကတော့ ဒီအမျိုးသမီးတွေက ၎င်းတို့ရဲ့အိမ်ထောင်ဖက်၊ ကလေးတွေကို (လုပ်ခမရဘဲ) စောင့်ရှောက်ထိန်းကျောင်းခဲ့ရသူတွေဖြစ်နေလို့့ပါပဲ။

ဒီလုပ်အားတွေကို အမျိုးသမီးတွေဆီက ရရှိမယ်လို့ မျှော်လင့်ထားပြီးသားဖြစ်နေပါတယ်။ အချိန်ပြည့်အလုပ်ရှိတဲ့အမျိုးသမီးတွေတောင်မှ ဒီလုပ်ခမရတဲ့အလုပ်အများစုကို လုပ်နေရတုန်းပါပဲ။

ဒီလူ့အဖွဲ့အစည်းရဲ့ လိင်ခွဲခြားမှုအပေါ်အခြေတည်ထားတဲ့ မျှော်မှန်းချက်တွေက လူတန်းစားခွဲခြားမှုနဲ့လည်း အတွင်းကျကျ ဆက်စပ်နေသလို အမျိုးသမီးများကို ဆင်းရဲတွင်းထဲလည်း နှစ်နေပါတယ်။

၅။ မသန်စွမ်းလုပ်သားတွေကို ဆင်းရဲတွင်းထဲ ဆွဲသွင်းပါတယ်။

မသန်စွမ်းလုပ်သားတွေက ဝင်ငွေရရှိရေးမှာ ကန့်သတ်မှုတွေ ပိုများသလို တခြားသူတွေထက် ဆေးကုသစရိတ်ပိုလိုပါတယ်။ မိသားစုအတွင်းမှာ မသန်စွမ်းသူတစ်ယောက်ရှိနေရင်ကို တစ်မိသားစုလုံး ဆင်းရဲမွဲတေသွားနိုင်ပါတယ်။

မသန်စွမ်းသူတွေက အချိုးမမျှတစွာ ဆင်းရဲမွဲတေနေကြပါတယ်။ အလုပ်အကိုင်ရရှိခြင်းနဲ့ အဆင့်မြင့်ပညာရေးဆီ တက်လှမ်းနိုင်မှုနည်းပါးလို့ဖြစ်ပါတယ်။ ၂၀၀၆ ခုနှစ်မှာ မသန်စွမ်းလုပ်သားတွေရဲ့ ပျမ်းမျှဝင်ငွေက ဒေါ်လာ ၁၇၀၀၀ ရှိပြီး သန်စွမ်းသူတွေရဲ့ဝင်ငွေကတော့ ဒေါ်လာ ၂၈၀၀၀ ရှိနေပါတယ်။

အလုပ်ရှင်တွေအနေနဲ့ သန်စွမ်းမှုအခြေခံခွဲခြားမှုမရှိစေရလို့ သတ်မှတ်ထားပေမယ့် မူဝါဒတွေကို စောင့်ကြည့်လေ့လာမှုမရှိပါဘူး။ ၂၀၀၈ လေ့လာမှုတစ်ခုအရဆိုရင် အလုပ်ရှင်တွေမှာ မသန်စွမ်းလုပ်သားတွေနဲ့ပတ်သက်ပြီး အနုတ်လက္ခဏာဆောင်တဲ့အမြင်တွေရှိကြပါတယ် တဲ့။

ဒီအချိုးအစားမမျှတမှုတွေ ဘာကြောင့် ဖြစ်နေရတာလဲ။ လက်ရှိလူတန်းစားစနစ် တည်ဆောက်ပုံကြောင့်ပါပဲ။

သန်စွမ်းသူတွေလုပ်နိုင်တဲ့လုပ်အားအမျိုးအစားတွေကို တန်ဖိုးထားတာကြောင့် မသန်စွမ်းလုပ်သားတွေအတွက် ရွေးချယ်စရာနည်းပါးသွားပါတယ်။

ဒါ့အပြင် လူထုကျန်းမာရေးစောင့်ရှောက်မှုလုံလုံလောက်လောက်မရှိတဲ့အတွက် မသန်စွမ်းလုပ်သားတွေက ကိုယ့်အိတ်ထဲကစိုက်ပြီး ဆေးကုသကြရပါတယ်။

ဒီစနစ်က သူတို့ကို ဖိနှိပ်ပြီး လည်ပတ်နေပါတယ်။

၆။ ဖမေးနစ်ဝါဒမှာ လူတန်းစားပြဿနာရှိနေပါတယ်။

…သတိမထားမိဘူးဆိုရင် ပြောပြရမှာပေါ့။

လူသိအများဆုံးဖမေးနစ်တွေက စီးပွားရေးတည်တည်ငြိမ်ငြိမ်ရှိတဲ့ အမျိုးသမီးတွေ ဖြစ်နေတာ သတိထားမိရဲ့လား။

ဟုတ်ပ၊ ကျွန်မရောပဲ။

တက်ကြွလှုပ်ရှားသူတစ်ယောက်ဖြစ်ဖို့ အချိန်၊ အင်အား၊ အားစိုက်ထုတ်မှုများစွာ လိုအပ်ပါတယ်။ ဆိုတော့ အချိန်နဲ့ အင်အား နည်းနည်းပါးပါးရှိသူတွေ (အလုပ်တစ်ခုထက် ပိုမလုပ်နိုင်တဲ့ အလုပ်သမားလူမွဲတွေ၊ တစ်ကိုယ်တော်အမေတွေ) က စည်းရုံးရေးမလုပ်နိုင်ဖြစ်နေပါတယ်။

“ပရော်ဖက်ရှင်နယ်” ဖမေးနစ်တစ်ယောက်ဖြစ်ဖို့ဆိုတာ အထူးအခွင့်အရေးတစ်ခုဖြစ်ပါတယ်။ အတိအကျပြောရမယ်ဆိုရင် လူတန်းစားဆိုင်ရာအထူးအခွင့်အရေးပေါ့။

လူတန်းစားပြဿနာကို တည်မြဲစေတဲ့အဆောက်အဦးတွေကို ဖြိုဖျက်ပစ်ဖို့ လိုအပ်နေပါပြီ။

ဒီကနေ ဆက်သွားရမယ်ဆိုရင် …

၇။ လူတန်းစားက ဖိုဝါဒနဲ့ နက်နက်နဲနဲချိတ်ဆက်နေပါတယ်။

ဆိုတော့ ကျွန်မညွှန်းဆိုခဲ့တဲ့အဆောက်အဦးက ဖိုဝါဒပါပဲ။ ပိုပြီးတိတိကျကျပြောရမယ်ဆိုရင် သြဇာပေးတဲ့၊ အရင်းရှင် ဖိုဝါဒ ဖြစ်ပါတယ်။

ဖိုဝါဒက ပါဝါရှိသူတွေကို ပါဝါဆက်ရှိစေပြီး ဝါဝါမရှိသူတွေကို အစွန်ပို့ပစ်ကာ ဒီလူတန်းစားစနစ်ကို လည်ပတ်စေပါတယ်။

လူချမ်းသာနဲ့ တခြားတွေကြား ဝင်ငွေမမျှတမှုကို တွေ့ဖူးပါသလား။ လုံးဝမယုံနိုင်စရာပါပဲ၊ ပြီးတော့ ကွာဟမှုက တဖြည်းဖြည်း ပိုဟလာပါတယ်။ ၂၀၁၂ မှာ အမေရိကရဲ့ ထိပ်ပိုင်း ၁၀ % က ဝင်ငွေစုစုပေါင်းရဲ့ တစ်ဝက်ကျော်ကို ရယူထားပါတယ်။ ဒါက အမေရိကသမိုင်းမှာ အမြင့်ဆုံးအချိုးအစားဖြစ်ပါတယ်။

ကျွန်မတို့ရဲ့စနစ်က ချမ်းသာသူတွေကို ဆက်ချမ်းသာစေပြီး တခြားသူတွေကို အောက်မှာပဲဆက်ရှိစေပါတယ်။ ပါဝါအဆောက်အအံကို ဆက်မြဲစေပါတယ်။

လူတန်းစားခွဲခြားမှုကို တိုက်ဖျက်တာက ဖမေးနစ်ဝါဒမှာ ခပ်နက်နက်ထိအမြစ်တွယ်နေပါတယ်။ အကြောင်းကတော့ လူတန်းစားခွဲခြားမှုဟာ ဖိုဝါဒရဲ့ အင်အားကြီး ဖိနှိပ်ရေးလက်နက်တွေထဲက တစ်ခုဖြစ်နေပြီး ဒါကို ဖမေးနစ်ဝါဒက တိုက်ဖျက်နေတာကြောင့်ပါပဲ။

***

ဆိုတော့ လူတန်းစားခွဲခြားမှုကို သေချာစောင့်ကြည့်ဖို့လိုပါတယ်။

လူတန်းစားခွဲခြားမှုက အခြားသောဖိနှိပ်မှုအသွင်ပုံစံတွေနဲ့လည်း ဆက်စပ်နေပြီး ဒီမမျှတမှုကို ဆက်ရှိနေဖို့ အားပေးရုံတင်မက ဒီမမျှတမှုတွေကို အစကတည်း ဖန်တီးပေးခဲ့သူလည်း ဖြစ်နေပါတယ်။

ဆိုတော့ ပါဝါကို တိုက်ကြပါစို့။ လူတန်းစားခွဲခြားမှုကို အဆုံးသတ်နိုင်မယ့် နည်းလမ်းတချို့ကို ဖော်ပြပေးလိုက်ပါတယ်။

၁။ ပုံသေကားချပ်သတ်မှတ်ခြင်းကို ရပ်တန့်ပါ။

လူတန်းစားအထူးအခွင့်အရေးမရှိသူတွေထဲမှာ အတွေ့အကြုံနဲ့ နောက်ခံမျိုးစုံရှိသူတွေပါဝင်ကြပါတယ်။

“တောသားတွေ” ၊ “အစိုးရထောက်ပ့ံကြေး မှီစားသူတွေ” ဆိုတဲ့ ပုံသေကားချပ်နာမည်တွေနဲ့ မသတ်မှတ်လိုက်ပါနဲ့။

၂။ လူတန်းစားခွဲခြားမှုရှိနေတဲ့ အဖွဲ့အစည်းတွေကို စိန်ခေါ်ပါ။

အကျိုးအမြတ်မပါ၊ လူမှုတရားမျှတမှုအတွက် လုပ်ကိုင်နေတဲ့အဖွဲ့အစည်းတွေရဲ့ လူတန်းစားခွဲခြားမှုအဆောက်အဦတွေကို စိန်ခေါ်ဖို့ ဒီလင့်ခ်က လမ်းညွှန်ကို သုံးနိုင်ပါတယ်။

၃။ ပညာသားပါပါ မြှုပ်နှံပါ။

ကိုယ့်မှာရှိနေတဲ့ငွေကြေးကို ကောင်းကျိုးအတွက် သုံးပါ။

ဘဏ်အကြီးကြီးတစ်ခုခုအစား ငွေကြေးသမဂ္ဂတစ်ခုခုဆီ ဝင်ပါ၊ ဒေသခံအဖွဲ့အစည်းတွေဆီ လှူဒါန်းပါ၊ အလုပ်သမားအခွင့်အရေးမချိုးဖောက်တဲ့ ကုမ္ပဏီတွေ၊ လယ်သမားစျေးတွေမှာ စျေးဝယ်ပါ။

၄။ ရပ်တည်မှုတစ်ခု ရှိပါစေ။

ဆန္ဒပြမှုတစ်ခု ဖန်တီးပါ၊ အဖွဲ့အစည်းတစ်ခုခုကို တည်ထောင်ပြီး လက်မှတ်ရေးထိုးတောင်းဆိုမှု ပြုလုပ်ပါ။

လူတန်းစားခွဲခြားမှုကို ဆန့်ကျင့်မယ့် တစ်ခုခုကို စလုပ်ပါ။ ဘယ်လိုနည်းတွေနဲ့ စတင်နိုင်မလဲဆိုတာ ဒီမှာကြည့်ပါ။ လူတန်းစားခွဲခြားမှုကို ရပ်တန့်ဖို့ ဘယ်လုပ်ရပ်တွေကို စလုပ်မလဲ။

နေသန်ဘာသာပြန်သည်

တရားမျှတမှုလိုအပ်နေတဲ့ ချစ်ခြင်း

တရားမျှတမှုလိုအပ်နေတဲ့ ချစ်ခြင်း

သက်ဝေ

ငယ်ငယ်က ချစ်ခြင်းမေတ္တာနဲ့ ပတ်သက်လို့ Romanticize ( အမွှန်းတင်) အလုပ်ခံရတဲ့ ဇာတ်လမ်းပုံပြင်တွေထဲမှာ ရိုမီယိုနဲ့ဂျူးလီယက်က ထိပ်ဆုံးက ပါပါတယ်။ ဒါ့အပြင် Disney ရဲ့ animation တွေမှာလဲ အမြဲတမ်း မင်းသမီးလေးတွေဟာ ကယ်တင်ခံရပြီး အချစ်ခံရ၊ အကြင်နာ ခံရတာတွေလည်း မြင်ခဲ့ရပါတယ်။ အရွယ်ရောက်လာတော့ ဇာတ်လမ်းရုပ်ရှင်တွေထဲမှာ အမြဲ မြင်ရတဲ့ လူနှစ်ဦးရဲ့ချစ်ခြင်းတွေကို အမြဲပြောင်းပြန်ထားကြည့်တတ်လာတယ်။ စွဲစွဲမြဲမြဲရှိတဲ့ ဇာတ်ကားတစ်ကားကတော့ Seven Years in Tibet လို့ခေါ်တဲ့ ကားတစ်ကားပဲ။ သြစတေးလျယားက တောင်တက်သမား Heinrich Harrer (ဟိန်းနရစ်ချ်ဟာရာ)အကြောင်းကို ရိုက်ကူးထားတဲ့ဇာတ်ကားဖြစ်ပါတယ်၊ အိန္ဒိယမှာရှိတဲ့ Nanga Prabat တောင်ကိုတက်ဖို့ ကိုယ်ဝန်ရှိနေတဲ့ အမျိုးသမီးကိုထားခဲ့ပြီး ထွက်လာခဲ့ပါတယ်၊ တကိုယ်ကောင်းဆန်တဲ့စိတ် သဘောရှိတဲ့သူမို့ တောင်တက်အဖွဲ့ကကျန်သူများနဲ့လည်း သူက အဆင်မပြေပါဘူး။ သိပ် မကြာခင်မှာပဲ ဒုတိယကမ္ဘာစစ်ဖြစ်တဲ့အခါ အဖမ်းခံလိုက်ရပါတယ်၊ အကြိမ်ကြိမ် ထွက်ပြေးဖို့ ကြိုးစားပြီးနောက် တိဗက်မှာရှိတဲ့ နိုင်ငံခြားသားတွေ ဝင်ခွင့်မရှိတဲ့ အထွတ်အမြတ်ထားရာ လာဆာမြို့ရုံးတော်ကို မိတ်ဆွေတစ်ယောက်နဲ့အတူရောက်ပြီး အဲမှာပဲ (၇) နှစ်ကြာ နေဖြစ် သွားတဲ့ကြောင်း ရိုက်ထားတာပါ၊ ဒလိုင်းလားမားနဲ့လည်း မိတ်ဆွေတွေဖြစ်ပြီး နေ့စဉ် တစ်လျှောက်လုံး ခဏခဏ ဆုံဖြစ်ကြပါတယ်။ တိဗက်သူတစ်ဦးနဲ့လည်း တော်တော်ရင်းရင်း နှီးနှီးနေဖြစ်ပြီး နောက်ဆုံး သူအိမ်ကိုပြန်လာတဲ့အချိန်မှာတော့ သူမထွက်သွားခင် ဇနီးသည်ကို စောင့်ရှောက်ပါလို့မှာခဲ့တဲ့ သူ့သူငယ်ချင်းနဲ့ ဇနီးသည်က အိမ်ထောင်ပြုပြီးသား ဖြစ်နေပါပြီ၊ အဲဒီအချိန်က ကြည့်ခဲ့ရတုန်းက ကျွန်မ တောင်တက်သမားနေရာမှာ အမျိုးသမီးနဲ့ အစားထိုးပြီး မေးခွန်းထုတ်ကြည့်ပါတယ်။ ကျွန်မတို့လူ့အဖွဲ့အစည်းဟာ အဲဒီနေရာမှာ အမျိုးသမီးက သူ့ယောက်ျားနဲ့ ကလေးကိုထားခဲ့ပြီး ကိုယ့်ရည်မှန်းချက်အောင်မြင်ဖို့ထွက်သွားရင် လက်ခံကြ မလား။ အပြစ်ပြောကြမှာလား၊ အမျိုးသမီးတစ်ယောက်အတွက် လူ့အဖွဲ့အစည်းက မျှော်လင့် ထားတဲ့အရာတွေကို မလုပ်တဲ့အခါ ထိုအမျိုးသမီးက အတ္တကြီးသူရယ်လို့ အလိုအလျောက် ဖြစ်သွားပြီးကိုယ့်ရည်မှန်းချက်တွေကို အကောင်အထည်ဖော်ဖို့ ကိုယ်ချစ်တဲ့သူတွေကို စတေး ခိုင်းတဲ့သူများကို (များသောအားဖြင့် အမျိုးသားများ) ကိုတော့ ထက်မြက်တဲ့သူတွေ အဖြစ် ပုံဖော်ကြတာဟာ ကျမတို့လူ့အဖွဲ့အစည်းက တည်ဆောက်ထားတဲ့ မတရားမှုပါပဲ။ လူ့အဖွဲ့ အစည်းမှာ နာမည်ကြီးအတွေးအခေါ်ပညာရှင်တွေ၊ သိပ္ပံပညာရှင်တွေအကြောင်း ရိုက်ကူးထား တဲ့ဇာတ်လမ်းတွေမှာ ကြည့်မိတော့လည်း သူတို့ရဲ့ပါတနာ (partner) တွေဟာ ထိုသူတို့ အဲဒီနေရာရောက်ဖို့အတွက် အများကြီး ပံ့ပိုးပေးထားရတာမြင်မိတယ်။ အဲဒီကနေမှ ဆက်စပ်ပြီး ကျွန်မမေးခွန်းတွေ ဆက်ထုတ်ကြည့်မိတယ်။ ချစ်ခြင်းမေတ္တာမှာတရားမျှတမှုဆိုတဲ့ အခန်း ကဏ္ဍက ဘယ်မှာလဲ၊ ရှိရောရှိသလား၊ ပျောက်ကွယ်နေတာလား။ အချစ်ဆိုတဲ့အရာနဲ့ ဖုံးကွယ်နေတာလား၊ လူနှစ်ဦးရဲ့ချစ်ခြင်းဟာ ပလေတိုးနစ်အချစ်ကစလို့ တဏှာရာဂပါဝင်တဲ့ အချစ်အဆုံး တရားမျှတမှုလိုအပ်ပါတယ်။ လူနှစ်ဦးရဲ့ချစ်ခြင်းမှာ တစ်ဦးကကျန်တစ်ဦးကို ချစ်လွန်းလို့ ဖြစ်ချင်တာကို အစစအရာရာ ပံ့ပိုးပေးတာဟာ ချစ်စရာကောင်းတဲ့ အပြုအမူ ဖြစ်သော်ငြား အဲလိုပံ့ပိုးဖို့အတွက်ကို အလိုအလျောက် မွေးကတည်းက ကျွန်မတို့အမျိုးသမီး တွေအတွက် အသင်ကြားခံထားရတာဖြစ်နေရင်တော့ ဒီအပြုအမူဟာ ကျွန်မတို့အမျိုးသမီးတွေ အပေါ် အမြတ်ထုတ်အလွဲသုံးစားလုပ်ထားတဲ့ လူ့အဖွဲ့အစည်းရဲ့ ရာဇဝတ်ပြစ်မှုတစ်ခုလို့ ယူဆပါတယ်။

(Patriarchy) ဖိုကြီးစိုးတဲ့ ချစ်ခြင်း

ဖိုကြီးစိုးတဲ့(ပေထရီအာခီ) ရှုထောင့်ကနေ ကြည့်ရမယ်ဆိုရင်တော့ ကျွန်မတို့ဟာ ချစ်ခြင်းကို ပုံဖော်တဲ့အခါ လူ့အဖွဲ့အစည်းရဲ့ အလယ်ဗဟိုမှာရှိတဲ့ ကျားတွေကို စံထားပြီး ပုံဖော်ကြတယ်၊ လူ့အဖွဲ့အစည်းရဲ့ သတ်မှတ်ထားတဲ့ လိင်နှစ်မျိုးဖြစ်တဲ့ ကျား၊ မ ဖြစ်မှုအပေါ်မှာ တည်ဆောက်ထားပြီးသား စံသတ်မှတ်ချက်တွေရဲ့အပေါ်မှာ ထပ်ပြီးတော့ ချစ်ခြင်းနဲ့ပတ်သက် လို့ တည်ဆောက်ကြတယ်။ အဲဒီတည်ဆောက်ထားတဲ့ ချစ်ခြင်းမှာတော့ ကျားဖြစ်သူတွေက အမြဲရယူလိုသူ၊ အတ္တကြီးသူ၊ ချစ်ခြင်းတရားမှာ အမြဲအနိုင်ရသူလို့ ပုံဖော်ခံရပြီး မိန်းမဖြစ်သူတွေကတော့ အမြဲစွန့်လွှတ်အနစ်နာခံပေးဆပ်ရမယ့်သူ၊ ကိုယ့်ဆီလာမယ့်ချစ်ခြင်း ကိုပဲ စောင့်ရမယ့်သူရယ်လို့ ပုံဖော်ခံရတယ်၊ ချစ်ခြင်းတရားမှာ ပေးမယ်သူနဲ့ ယူမယ့်သူအဖြစ် လက်ခံပြီး ကျင့်သုံးကြတယ်။ အဲဒီအခြေအနေဟာ ကျား နဲ့ မရဲ့လိင်မှုရေးရာမှာပါပေးမယ့် သူနဲ့ ယူမယ့်သူအဖြစ်ကျင့်သုံးဖို့တွန်းအားပေးတယ်။ တကယ်တော့ ဖိုကြီးစိုးတဲ့ချစ်ခြင်းဆိုတာဟာ အမျိုးသားနဲ့အမျိုးသမီးချစ်ခြင်းမှာသာမက လိင်တူအချင်းချင်းချစ်ခြင်းမှာပါ တွေ့ရတတ်ပါတယ်။ ဆိုလိုချင်တာက လိင်တူချစ်ခြင်းမှာလဲ ပေးသူနဲ့ယူသူဆိုတဲ့ အခန်းကဏ္ဍတွေပုံဖော်ပြီး ဆက်ဆံ ရေးတွေ တည်ဆောက်ကြပါတယ်။ လိင်မှုရေးရာပါလာတဲ့အခါမှာတော့ ပါဝါအာဏာဟာ ပိုလို့တောင်မျှခြေတည်ဆောက်ဖို့ ခဲယဉ်းသွားပါတော့တယ်၊ လူ့အဖွဲ့အစည်းကတည်ဆောက် ထားတဲ့ချစ်ခြင်းမှာ ကျား၊မဆိုတဲ့ ပုံစံခွက်ထဲကိုထည့်ပြီး ဖိုဆန်တဲ့ချစ်ခြင်းကသာလျှင် မြန်မာ့ လူ့အဖွဲ့အစည်းရဲ့ချစ်ခြင်းအဖြစ် မှတ်ယူကြပါတယ်။ တရားမျှတမှုမရှိတော့ဘဲ အရောင်းအဝယ် သဘောဆန်လာတဲ့ ပေးသူနဲ့ယူသူချစ်ခြင်းကသာလျှင် ideal (စံပြ)ဖြစ်တဲ့ချစ်ခြင်းဖြစ်လာ ပါတယ်။ မိသားစုချစ်ခြင်းမှာလဲ ကျွန်မတို့ဟာ ဖိုကြီးစိုးတဲ့ချစ်ခြင်းတွေအဖြစ် ပုံဖော်ကြပြီး စွန့်လွှတ်အနစ်နာခံသူ၊ ပေးဆပ်သူ၊ ရယူလိုသူစသဖြင့် ချစ်ခြင်းကို အားကြီးသူနဲ့အားနည်းသူ ပေးကြတဲ့ပုံစံအနေနဲ့ တည်ဆောက်ကြတယ်။ အမေတွေဆိုတာဟာ ထာဝရချစ်ခြင်းကို ပေးဆပ်ရမယ့်သူများအဖြစ် သတ်မှတ်ကြပြီး အဖေများကတော့ မိသားစုထဲမှာ သြဇာအာဏာ ကြီးမားပြီး နွေးထွေးတဲ့ချစ်ခြင်းကို သိပ်မပေးတဲ့သူများအဖြစ် အကြမ်းဖျင်းပုံဖော်ခံကြရပါတယ်။ တကယ်တော့ လူသားတွေရဲ့လုပ်နိုင်တဲ့ စွမ်းဆောင်ရည်တစ်ခုထဲမှာ ချစ်ခြင်းမေတ္တာလည်း ပါဝင်သလို အဲဒီချစ်ခြင်းမေတ္တာကိုလည်း လူသားပီပီပုံဖော်ကျင့်သုံးဖို့ပါပဲ၊ ဒါပေမဲ့ လူ့အဖွဲ့ အစည်းတိုင်းရဲ့ထက်အောက် (hierarchy) ပုံစံနဲ့ဖွဲ့စည်းပုံဖော်ထားမှုမှာ ချစ်ခြင်းမေတ္တာ ဟာလည်း ၎င်းဘောင်အောက်ထဲရောက်သွားပြီး ချုပ်ထိ်န်းလိုခြင်း၊ ကျား ဗဟိုပြုထားခြင်း၊ စီးပွားရေးဆန်သော အကျိုးအမြတ် ချစ်ခြင်း၊ အားကြီးသူနဲ့ အားနည်းသူပြိုင်ပွဲစတဲ့ပုံစံမျိုးစုံနဲ့ တည်ရှိလာပါတော့တယ်။ အမျိုးသမီးတွေဟာ ၎င်းဘောင်ထဲမှာ အမြဲတမ်း ပါရမီဖြည့်ရမယ့် သူများအဖြစ် ချစ်ခြင်းမေတ္တာကို လေ့ကျင့်ကြပြီး အမျိုးသားများကတော့ လူ့အဖွဲ့အစည်းရဲ့ အောင်မြင်မှုဆိုတဲ့ သတ်မှတ်ချက်တစ်ခုကိုရဖို့ ပါရမီဖြည့်ဖက်ကောင်းကောင်း လိုအပ်တယ် ဆိုတဲ့ အတွေးအခေါ်တွေစပြီး တွေးလာပါတော့တယ်၊ ဒီလိုဖိုကြီးစိုးတဲ့ ချစ်ခြင်းမေတ္တာမှာ လူအချင်းချင်း ပြုမူနေထိုင်ရမယ့်ကျင့်ဝတ်တွေပျောက်ဆုံးပြီး မတရားမှုများအတိနဲ့လူသား ဆက်ဆံရေးတွေ ပေါ်ပေါက်လာပါတော့တယ်။

ကျွန်မတို့ဟာ လူ့အဖွဲ့အစည်းထဲမှာ ရှိနေတဲ့လူသားတိုင်းကို ကျား၊ မ၊ LGBTIQ (လိင်စိတ်ခံယူမှု ကွဲပြားသူများ) စသဖြင့် ခွဲမြင်နေသရွေ့လူသားတို့ပီပီ ပြုမူဆောင်ရွက်ရမယ့် စိတ်နေစိတ်ထား။ အမူအကျင့်များလည်း မပေါ်လာနိုင်တော့ပါ။ လူသားတို့ရဲ့ချစ်ခြင်းကို ကျား၊မ ဆိုတဲ့ဘောင်ထဲ ကျဉ်းမြောင်းစွာသတ်မှတ်ပြီး ထည့်ထားမယ်ဆိုရင် ကျွန်မတို့ လူ့အဖွဲ့အစည်း မှာ တရားမျှတမှုကို လက်လှမ်းမီဖို့ဆိုတာလည်း ခရီးအဝေးကြီးဖြစ်နေဦးမှာပါ။ မိန်းမဖြစ်လို့ အပိုင်တွက်ထားပြီး၊ ဒါလုပ်ပေးရမယ်၊ ဒီပါရမီဖြည့်ရမယ်၊ ယောက်ျားမို့လို့ဒါတွေတော့ မှီခိုလို့ ရရမယ်၊ အားကိုးလို့ရရမယ်လို့ တရားသေသတ်မှတ်ပြီး ချစ်ခြင်းကို ပုံဖော်နေသရွေ့ ကျွန်မတို့ဟာ တရားမျှတမှုနဲ့ အလှမ်းဝေးနေဦးမှာဖြစ်ပါတယ်။ တစ်ဦးယောက်ရဲ့ရွေးချယ် ပိုင်ခွင့်ကို တည်ဆောက်ထားတဲ့ သတ်မှတ်ချက်တွေနဲ့ အကျဉ်းထောင်ချထားမယ်ဆိုရင် ကျွန်မ တို့ရဲ့လူသားဆန်တဲ့ ချစ်ခြင်းဟာ ပျောက်ဆုံးပြီး နောက်ဆုံးမှာ စီးပွားရေးဆန်တဲ့ ချစ်ခြင်း မေတ္တာတွေပဲ ရှိလာပါလိမ့်မယ်။ တစ်ဦးရဲ့ရွေးချယ်ပိုင်ခွင့်အတွက် ၎င်းကို ချစ်ရသူများက မတရားစွာထောက်ခံ ပါရမီဖြည့်ခိုင်းတာဟာလည်း လူ့အခွင့်အရေးချိုးဖော်မှုတစ်ခုဖြစ်ပြီး ယဉ်ကျေးသောလူ့အဖွဲ့အစည်းတစ်ခု ဖြစ်မလာနိုင်ပါဘူး။ တရားမျှတမှုရှိဖို့က ကျွန်မတို့ရဲ့ စိတ်စွမ်းအင်တွေဟာ သတ္တိရှိဖို့ လိုအပ်ပါတယ်။ ချစ်ခြင်းမေတ္တာကို မြတ်နိုးတဲ့စိတ်ရှိရပါမယ်။ လွတ်လပ်တဲ့ စိတ်အင်အားရှိဖို့လိုအပ်ပါတယ်။ ကျွန်မတို့ရဲ့ လူ့အဖွဲ့အစည်းမှာ လိုအပ်နေတဲ့ တရားမျှတမှုကို ချစ်ခြင်းမေတ္တာကနေစပြီး တရားမျှတမှုရှိဖို့လုပ်ရင်း လွတ်လပ်စွာ ရှင်သန်နိုင် ကြပါစေလို့ ဆန္ဒပြုရင်း….။

သံလွင်မြစ်နံဘေးက အတွေးများ 

သံလွင်မြစ်နံဘေးက အတွေးများ 

သက်ဝေ 

သံလွင်မြစ်နံဘေးက ဟိုကယ်ဆိုတဲ့ရွာကလေးကို သြဂုတ်လနှောင်းပိုင်းကရောက်ဖြစ်ခဲ့ပါတယ်။ အခုလို မိုးရာသီမှာ သံလွင်မြစ်ထဲသွားရတာက ကြောက်စရာကောင်းပါတယ်။ မြစ်ထဲရေပိုများလို့ သွားရတာအဆင်ပြေတာမဟုတ်ဖူးလားလို့မေးကောင်းမေးကြမယ်။ ဒါပေမယ့် ရေများတဲ့အခါမှာ ဝဲတွေပိုများလာတယ်။ ကျောက်တုံး၊ ကျောက်ဆောင်တွေက ရေမြုပ်သွားတဲ့အခါ မှန်းပြီး ရှောင်ရှားရတယ်။ စတဲ့အချက်တွေကြောင့်မို့သွားရတာ ပိုခက်ခဲသလို ပိုလဲ ကြောက်စရာကောင်းပါတယ်။ မြစ်ရေကပိုတက်နေတဲ့အတွက်လဲနွေဦးတုန်းကဖြတ်ခဲ့ရတဲ့ ရွာလေးတွေတချို့ကိုတောင် မမှတ်မိတော့ပါဘူး။ ကိုဗစ်ကာလမှာသွားရတာဖြစ်တဲ့အတွက် သွားရလာရတာမလွယ်ပါဘူး။ အထူးသဖြင့် ထိုင်းဖက်ခြမ်းက ပိုပြီးအစစ်အဆေးတွေရှိတာရယ်၊ ပြီးတော့လဲ ကော်သူးလေဖက်ကလဲအပြင်လူအဝင်အထွက်ကို တင်းတင်းကြပ်ကြပ်ထိန်းချုပ်ထားတာရယ်ကြောင့်ရယ်ပါ။ ဘားအံကနေမှတဆင့် သေဘေထ (Thay Bay Hta)* ကနေ မြစ်ကိုကူးပြီး တဖက်ကမ်း မယ်ဟောင်ဆောင်ကိုသွားရပါတယ်။ မိုးတွင်းကာလဖြစ်နေလို့ ပြည်တွင်းလမ်းဖက်ကသွားလို့အဆင်မပြေလို့ မယ်ဟောင်ဆောင်ကနေတဆင့်သွားရတာပါ။ 

အဲဒီအခါမှာ တခါမှမတွေးဖူးတဲ့အတွေးက တရားမဝင်ဝင်ရောက်သူဆိုတဲ့ အတွေးကို စပြီးသွားတွေးမိပါတယ်။ ဒါကလဲ အတူသွားတဲ့ သူငယ်ချင်းကပြောတော့မှ ကျမသတိရမိတာပါ။ ကားအကြာကြီးစီးပြီးတော့ လာရတဲ့ ခရီးဖြစ်တဲ့အတွက် မယ်ဟောင်ဆောင်ကိုရောက်ရောက်ချင်းမှာ ပင်ပန်းပေမယ့် ခဏဝင်တည်းခိုတဲ့နေရာကညီမလေးတွေက ညစျေးရှိတယ်ပြောတော့ သူငယ်ချင်းနဲ့ နှစ်ယောက်သား သွားကြမလားဆိုပြီး အခြား ညီမလေးတွေနဲ့ပါ ညစျေးဖက်ကို ဆိုင်ကယ်စီးပြီး သွားလည်ဖြစ်တယ်။ အဲဒီအချိန်ထိ ကိုယ့်ဖာသာကိုယ် တရားမဝင်ဆိုတဲ့ အသိိလဲ မရှိဘူး။ ရုပ်သွင်ပြင်တွေကလဲ ကိုယ်တွေ အာရှနွယ်ဖွားချင်းတူတူဆိုတော့ သိသိသာသာကွဲထွက်နေတာမျိုး မရှိတော့ ညစျေးထဲ အေးဆေးလေ ျှာက်သွားဖြစ်တယ်။ တည်းတဲ့နေရာပြန်ရောက်မှ သူငယ်ချင်းနဲ့ စကားပြောကြတဲ့အခါ သူက ငါတို့တွေအခု တရားမဝင်ဆိုတဲ့ illegal status နဲ့ ဒီမှာနေနေတာနော်တဲ့၊ ခဏတာပဲ ဝင်တည်းခိုတာဖြစ်ဖြစ် illegal status ဆိုတာကိုတွေးမိတော့မှ နယ်စပ်နယ်နမိတ်မျဉ်းတွေအကြောင်းကို သွားတွေးမိပါတော့တယ်။ ပြီးတော့လဲတရားမဝင် ဝင်ရောက်နေထိုင်သူ၊ တရားမဝင် အလုပ်လာလုပ်သူဆိုတဲ့ အကြောင်းအရာတွေပါ တဆက်တည်း သွားတွေးမိပါတော့တယ်။ နယ်စပ်နယ်နမိတ်မျဉ်းတွေကြောင့် လူသားတွေအများကြီး ဒုက္ခရောက်ကြရတာ၊ လူသားဖြစ်မှုကနေ အဆင့်လေ ျှာ့ချခံရတာတွေ၊ တရားဝင်မှု၊ မဝင်မှု စတာတွေက စာရွက်စာတမ်းတွေနဲ့ သာတိုင်းတာကြပြီး တကယ့် သက်ရှင်ထင်ရှားလူတွေရဲ့ အသက်အိုးအိမ်စည်းစိမ်တွေက နယ်နမိတ်မျဉ်းတွေအပေါ်မှာ ဖျက်ဆီးခံလိုက်ရတာတွေ အများကြီးလဲ တရစပ်တွေးမိသွားပါတယ်။

နောက်တနေ့မှာတော့ ကျမတို့ဆွေးနွေးပွဲလုပ်မယ့် သံလွင်မြစ်နံဘေးက ဟိုကယ်ဆိုတဲ့ ရွာကလေးကို မြစ်ဆိပ်ကနေ လှေ ၃ နာရီလောက်နီးပါးစီးပြီးသွားခဲ့ပါတယ်။ ဟိုကယ်ဆိုတဲ့ ရွာကိုရောက်တော့ ညနေစောင်း ၃ နာရီဝန်းကျင်လောက်ရှိပါပြီ။ ကရင်အမျိုးသမီးအစည်းအရုံးက သင်တန်းသူတွေက ကျမတို့ကိုလာကြိုပါတယ်။ ကျမတို့နဲ့ အတူလှေပေါ်မှာပါလာတဲ့ ပစ္စည်းတွေလဲအကုန်ဝိုင်းကူသယ်ကြနဲ့ပေါ့။ နေရာအသစ်ကိုရောက်ရင် ကျမထုံးစံအတိုင်း မမောနိုင်မပန်းနိုင် လေ ျှာက်သွားကြည့်ရမှ ကျေနပ်တတ်တဲ့အတွက် အထုပ်တွေချပြီးတာနဲ့ လမ်းလေ ျှာက်ထွက်ခဲ့ပါတယ်။ ရွာက မြေပြန့်ရွာမဟုတ်ပဲ မြစ်ကမ်းနံဘေးကနေ တောင်ပေါ်ရွာလို တဆင့်တဆင့် တက်သွားရတဲ့ ပုံပါ။ ကျမတို့တည်းတဲ့ ကျောင်းတည်ရှိရာနေရာကတော့ မြစ်ဆိပ်ကနေ ၅ မိနစ်လောက် တော်တော်မတ်မတ်ကိုတက်ရင်ရောက်ပါတယ်။ ကျောင်းကနေမှ ဆက်တက်သွားရင်တော့ ဆရာဖြစ်သင်တန်းကျောင်းနဲ့ကောလိပ်ရှိပါတယ်။ ကရင်အမျိုးသမီးအစည်းအရုံးကဖွင့်ထားတဲ့ ကရင်မျိုးဆက်သစ်လူငယ်အမျိုးသမီးခေါင်းဆောင် ကျောင်းကတော့ မြစ်ဆိပ်နားလေးမှာပဲ တည်ရှိတာပါ။ ကျန်တာကတော့ အိမ်ခြေအနည်းငယ်ရှိပါတယ်။ အိမ်ဆိုင်လေးတွေ ၂ ဆိုင်၊ ၃ ဆိုင်လဲ တွေ့ရတယ်။ အကုန်လုံးက ထိုင်းနိုင်ငံဖက်ကနေ ကုန်ပစ္စည်းယူရောင်းကြတာပါ။ အိမ်ဆို်င် ၁ ဆိုင်က အဖွားကတော့ တောင်ငူဖက်ကလို့ဆိုပါတယ်။ စစ်ဒဏ်ကြောင့် သံလွင်မြစ်ကမ်းဘေးကို ပြေးလာရတာပါလို့ပြောပါတယ်။ အိမ်ကိုလွမ်းတယ်လို့ သူပြောတာနားထောင်ရင်း မြန်မာပြည်မှာ ပြည်တွင်းစစ်ကြောင့်ကိုယ့်မွေးရပ်မြေ၊ ကိုယ့်အိမ်ကိုစွန့်ခွာပြီး အရပ်တပါးမှာ အသက်ရှင်အောင်နေထိုင်ရတဲ့ သူတွေရဲ့နေ့စဉ်ဘဝတွေဟာ  စစ်ဝါဒနဲ့အကျိုးစီးပွားနိုင်ငံရေးအခင်းအကျင်းထဲမှာ ပျောက်ဆုံးဖျက်ဆီးခံရတာကို သွားတွေးမိပါတယ်။ 

မျိုးဆက်သစ်ကရင်အမျိုးသမီးလူငယ်ခေါင်းဆောင်သင်တန်းကျောင်း 

ဒီသင်တန်းကျောင်းကတော့ တနှစ်ပတ်လုံးဖွင့်တာဖြစ်ပြီး ကော်သူးလေမှာရှိတဲ့ တပ်မဟာ (၇) ခုလုံးက လူငယ်အမျိုးသမီးတွေ လာတက်ကြတာပါ။ ကရင်အမျိုးသမီးအစည်းအရုံးကဖွင့်တာဖြစ်ပြီး တနှစ်ပတ်လုံး သင်ရိုးညွှန်းတမ်းထဲမှာ ကရင်တော်လှန်ရေးသမိုင်း၊ KNU အဖွဲ့အစည်းရဲ့ အခြေခံဥပဒေအကြောင်း၊ ကရင်အမျိုးသမီးအစည်းအရုံးရဲ့အခြေခံဥပဒေအကြောင်း၊ အခြားသော စိုက်ပျိုးရေး၊ ရက်ကန်း စတဲ့ သင်ခန်းစာတွေပါ သင်ကြားရပါတယ်။ ကျမတို့ကတော့ ဖိနှိပ်မှုတွေအကြောင်း၊ မတရားမှုတွေအကြောင်းနဲ့အတူ ပေတရီအာခီ (ကျားပဓာနပြုလူမှုနိုင်ငံရေးစနစ်) အကြောင်း၊ ဖမ်မင်နစ်ဇင်အကြောင်း စတာတွေကို သူတို့နဲ့ အပြန်အလှန်ဆွေးနွေးကြဖို့ (၂) ပတ်တာရောက်ရှိခဲ့တာပါ။ ဘာသာစကားအခက်အခဲက ကျမအတွက် နယ်တွေကိုသွားတိုင်းမှာ ကြုံရတာပါ။ အဲဒီအခါမှာ ကျမရဲ့ ဗမာလူမျိုးဖြစ်မှုအခွင့်ထူးခံကို ပိုလို့နားလည်မိတယ်။ နယ်အစုံရောက်သွားတဲ့အခါတိုင်း တိုင်းရင်းသားဘာသာစကားတခုခုမပြောတတ်တဲ့အခါ ကျမအနေနဲ့ သူတို့ရဲ့တိုင်းရင်းသားဘာသာစကားမပြောတတ်လို့တောင်းပန်ပါတယ်လို့ ပြောရတဲ့ အနေအထားမျိုးမရှိပေမယ့် နယ်ကသူတွေအတွက် ကျမနဲ့ဆက်ဆံပြောဆိုဖို့ရာမှာ ဗမာစကားပြောဖို့အဆင်မပြေဖြစ်တဲ့အခါတိုင်း သူတို့က တောင်းပန်ပါတယ် ကျမတို့ ကျနော်တို့ ဗမာစကားက သေချာမပြောတတ်ပါဘူးလို့ ပြောတဲ့ စကားသံ အမြဲ ကြားရတယ်။ အဲလိုအခြေအနေတွေ အမြဲကြုံရတယ်။ ဒါကြောင့် ကျမရဲ့ဗမာဖြစ်မှုအခွင့်ထူးခံကို စပြီး သဘောပေါက်နားလည်တဲ့နေ့ကစပြီး ကျမက အမြဲပဲသတိထားပြီးတော့ ကျမသွားတဲ့နေရာဒေသက သူတို့ရဲ့ ဘာသာစကားကိုမပြောတတ်တဲ့အခါမှာ စတောင်းပန်တဲ့ အလေ့အကျင့်ကို ကျင့်ယူရပါတယ်။

နောက်အခြေအနေတခုက မြို့ကလာတဲ့ သူ၊ မြို့ကလာတဲ့ ဆရာမ စတဲ့ အခြေအနေတွေကို ကြုံရတာမျိုးပါ။ ဒါကလဲကျမရဲ့မြို့မှာမွေး၊ မြို့မှာကြီး၊ ဗမာလူမျိုးဖြစ်မှု၊ စတဲ့ အခွင့်ထူးခံအခြေအနေတွေကြောင့်သာ ကျမမှာ အခွင့်အလမ်းတွေကို ပိုလက်လှမ်းမီတဲ့ အနေအထားရှိနေတာပါ။ ကျမက တပါးသူထက် ပိုတော်နေလို့၊ ဦးနှောက်တွေးခေါ်နိုင်စွမ်းပိုသာနေလို့မဟုတ်ပါဘူး။ အဲဒီအတွက်လဲ နောက်ပိုင်းကျမရဲ့အခွင့်ထူးခံဘဝကို နားလည်သဘောပေါက်လာတဲ့အခါမှာ ကျမအတွက် မြို့ကမဟုတ်တဲ့ နယ်ကသူတွေနဲ့ပြောဆိုဆက်ဆံတဲ့အခါ ကျမက ဒီမှာရှိနေတဲ့သူတွေထက် ထူးခြားပြီး ပညာတတ်တဲ့သူ၊ ပိုသိတဲ့သူမဟုတ်ပါဘူးလို့ ဦးစွာပြောရပါတယ်။ မြို့မှာမွေးလာလို့သာ အချို့အရာတွေကို နယ်ကသူတွေထက် လက်လှမ်းမီနိုင်တဲ့အတွက် ဒီလိုအနေအထား အခြေအနေဖြစ်တာပါလို့ ပြောရပါတယ်။ အခု (၂) ပတ်တာကာလမှာလဲ ကျမအတွက် အသစ်အသစ်တွေအများကြီး သင်ယူရပါတယ်။ တကယ်တော့ ကိုယ်က မ ျှဝေပေးတာထက် သူတို့က ကိုယ့်ကို မ ျှဝေပေးတဲ့အရာတွေက ပိုများတာပါ။ ကရင်စကားသင်ပေးကြတယ်၊ ထမင်းဟင်းကအစ ဒေသမှာရှိတဲ့ အသီးအရွက်အစုံအကြောင်း ပြောပြကြတယ်။ တပ်မဟာ အသီးသီးက လာကြတဲ့ သူတို့ရဲ့ ဒေသအသီးသီးက အတွေ့အကြုံအဖုံဖုံကလဲ ညတိုင်း နားထောင်မကုန်အောင်ဖြစ်ရတယ်။ 

နိုင်ငံရေးနဲ့ အမျိုးသမီးတွေအကြောင်းဆွေးနွေးကြတဲ့အခါမှာတော့ သူတို့ကို ကရင်အမျိုးသမီးတွေအကြောင်းနဲ့ပတ်သက်ပြီးမေးတဲ့အခါမှာ သိပ်မသိကြပေမယ့် စောဘဦးကြီးကအစပြုလို့ကရင်အမျိုးသားခေါင်းဆောင်တွေအကြောင်းကိုတော့ နာမည်တွေတရစပ်ရွတ်ပြနိုင်ကြတယ်။ တဆက်တည်း ကျမစဉ်းစားမိတာက အမျိုးသမီးတွေရဲ့ သမိုင်းတွေအဖျောက်ခံရတာ၊ စာပေမှတ်တမ်းမှတ်ရာမရှိတာတွေ စတာတွေကို တွေးမိသွားပါတယ်။  အမျိုးသမီးတွေမရှိခဲ့တာမဟုတ်ပါဘူး၊ မပါခဲ့တာမဟုတ်ဘူး၊ သူတို့ပါဝင်လုပ်ဆောင်ခဲ့တဲ့ သမိုင်းတွေဟာ မှတ်တမ်းအတင်မခံရတာပါ၊ အဲဒီသမိုင်းတွေဟာ ရည်ရွယ်ချက်ရှိရှိ (ပေတရီအာခီ လူမှုနိုင်ငံရေးစနစ်အောက်မှာ) အဖျောက်ခံခဲ့ရတာပါ။ အဲဒီနေ့တနေ့လုံးကတော့ သမိုင်းထဲကပျောက်ဆုံးနေတဲ့ တိုင်းရင်းသူအမျိုးသမီးတွေအကြောင်းကို တွေးရင်း အချိန်ကုန်ခဲ့မိတယ်။ 

မိုးတွင်းကာလဖြစ်တဲ့အတွက် ကျမတို့ရောက်ပြီး ၂ ရက် ၃ ရက်လောက်နေတဲ့အခါ သံလွင်မြစ်ရေကြီးပါတော့တယ်။ ကျမရောက်နေတဲ့ ဟိုကယ်ရွာကနေ တနာရီလောက်ပဲ စက်လှေမောင်းရတဲ့ အီတူထ ဆိုတဲ့ ဒုက္ခသည်စခန်းမှာေရေကြီးတဲ့ သတင်းတက်လာပါတော့တယ်။ အိမ်ခြေ တော်တော်များများပျက်စီးပြီး မိသားစုဝင်တော်တော်များများလဲ ဒုက္ခရောက်ကြတယ်လို့ကြားသိရပါတယ်။ ကျမတို့နေတဲ့ နေရာကတော့ နည်းနည်းလေးပိုမြင့်တဲ့အတွက် ရေမတက်ပေမယ့် ကျမတို့ရောက်ခဲ့တုန်းက ဆင်းခဲ့တဲ့ မြစ်ဆိပ်ကတော့ ရေသားအတိဖုံးသွားတာပါ။ တချို့အိမ်တွေဆို ရေစပ်နားမြုပ်ကုန်တာကိုတွေ့ရပါတယ်။ ဒီနှစ်ရေကြီးတာ တော်တော်ဆိုးတယ်လို့ ဆိုကြပါတယ်။ အခင်းတွေလဲ ပျက်ကုန်ကြတယ်။ ရေတက်နေတဲ့ကြားထဲကပဲ တနေ့တနေ့လဲ သွားစရာမရှိတာကြောင့် တရက်မှာတော့ ၁၅ မိနစ်လောက် စက်လှေစီးသွားရတဲ့ ရွာကိုသွားလည်ကြပါတယ်။ အဲဒီရွာမှာ သစ်သားနဲ့ အိုးခွက်ပန်းကန် လက်မှုပညာလုပ်တဲ့ အဖိုးရှိတယ်ဆိုလို့ အဖိုးဆီသွားလည်တာပါ။ ရွာကလေးက တောင်စောင်းပေါ်မှာဖြစ်တဲ့အတွက် အမြင့်ကိုတော်တော်တက်ရပါတယ်။ ရွာကို စဝင်ဝင်ချင်းမှာတော့ ကိုဗစ်ရောဂါကာကွယ်ရေးပိုစတာတွေကို ကရင်ဘာသာစကားနဲ့ ရေးသားပြီး ကပ်ထားတာတွေ့ရပါတယ်။ ရွာလယ်မှာတော့ အရမ်းချစ်စရာကောင်းတဲ့ ကလေးကစားကွင်းလေးရှိပါတယ်။ တာယာအဟောင်းတွေ၊ စည်ပိုင်းတွေနဲ့ recycle ပြန်လုပ်၊ ဆေးရောင်စုံသုပ်ပြီးတော့ ကလေးကစားကွင်းလေး လုပ်ထားတာပါ။ ရွာရဲ့ ထိပ်ပိုင်း အမြင့်ဆုံးလောက်မှာမှ အဖိုးအိမ်ကတည်ရှိတာဖြစ်ပြီး အဖိုးအိမ်ဝင်းထဲရောက်တော့ အဖိုးက သစ်သားခွက်ကလေးထိုင်လုပ်နေတာကို တွေ့ရပါတယ်။ အိမ်ပေါ်တက်ဖို့ဖိတ်တဲ့အခါ အိမ်ပေါ်မှာ ရေနွေးကြမ်းသောက် နားရင်းနဲ့ သူလုပ်ထားတဲ့ ခွက်တွေ၊ ဇွန်းတွေ၊ ပန်းကန်တွေကို ဆာလာအိတ်ကြီးထဲကနေ ထုတ်ပြပါတယ်။ ထိုင်းနယ်စပ်ရွာဖြစ်တဲ့အတွက် ဘတ်ငွေပဲ သုံးကြတာပါ။ ပစ္စည်းတွေရဲ့အပေါ်မှာ ခဲသားနဲ့ ဘတ်ငွေတန်ဖိုးတွေကို ရေးထားတာတွေ့ရပါတယ်။ ရန်ကုန်မှာတော့ ဒါမျိုးလက်မှု ပစ္စည်းတွေက အခုဆိုရင် ဇိမ်ခံပစ္စည်းတခုလိုတောင်ဖြစ်နေပြီး လူတိုင်းဝယ်နိုင်ဖို့အတွက်လဲ လက်လှမ်းမမီပါဘူး။ အဖိုးရောင်းတဲ့ ပစ္စည်းထဲမှာ အများဆုံးက ဘတ်ငွေ (၃၀၀)တန်ပါ။ မြန်မာငွေ တသောင်းကျော်လေးပဲရှိတာပါ။ ဒါပေမယ့် အဲလိုတခွက်၊ တပန်းကန်ရဖို့ကို တနေကုန်ထိုင်ပြီး ထွင်းရ ထုရတာပါ။ ရွာကအပြန်၊ အဖိုးအိမ်ကအပြန်မှာတော့ ဒါမျိုး တိမ်မြုပ်နေတဲ့ လက်မှုပညာတွေဘယ်နှစ်ခုများရှိမလဲ၊ တိမ်မြုပ်နေတဲ့ လက်မှုပညာရှင်တွေဘယ်နှစ်ယောက်လောက်များရှိမလဲ၊ လက်မှုပစ္စည်းတွေကို စျေးကွက်ထဲရောက်အောင်ပို့တဲ့အခါမှာ တကယ်ဖန်တီးသူဆီကနေ ဝယ်ယူစားသုံးသူအထိ ကြားထဲမှာ ဘယ်နှစ်ဆင့်လောက်ဖြတ်ပြီးတော့မှရောက်ရသလဲ၊ ခေါင်းပုံဖြတ်မှုတွေအဆင့်ဆင့်တွေလဲ ရှိမှာပဲ ဆိုတဲ့အတွေးတွေနဲ့ ပြည့်နှက်နေပါတော့တယ်။ 

ပြန်ခါနီး ၃၊ ၄ ရက်လောက်မှာတော့ ကိုဗစ်ရောဂါကူးစက်မှုတွေ တကျော့ပြန်လာတာကြောင့် အပြန်ခရီးအတွက်တောင် စိတ်ပူပန်မိပါသေးတယ်။ ဆွေးနွေးပွဲနောက်ဆုံးရက်မှာ အသည်းအသန် အထုပ်သိမ်းပြီး သေဘေထ (Thay Bay Hta) စခန်းကို အရောက်ပြန်ရပါတယ်။ နောက်တနေ့ဆိုရင် နယ်စပ်ဂိတ်တွေက အကုန်ပိတ်ပစ်တော့မယ်လို့လဲပြောပါတယ်။ တဆက်တည်းကြားတာကတော့ မြန်မာပြည်မှာ ကိုဗစ်ကူးစက်နှုန်းကတစထက် တစပိုများလာတာကြောင့်လဲထိုင်းဖက်ကနေ အဝင်ကိုတင်းကြပ်မယ်၊ ထိုင်းစစ်တပ်ကို တရားမဝင်ဖြတ်ကူးသူမှန်သမ ျှကို ပစ်ဖို့ရာအတွက် ပစ်မိန့်ပေးထားတယ်လို့လဲကြားမိပါတယ်။ သေဘေထမှာ တညအိပ်ပြီးတော့မှ နောက်နေ့မနက်စောစောမှာ ဘားအံကိုခရီးဆက်ရပါတယ်။ အပြန်လမ််းခရီးတလေ ျှာက်မှာတော့ ကျမအတွက် တွေးစရာတွေပိုများလာပါတယ်။ အထူးသဖြင့် နေရာဒေသအသီးသီးက ဌာနေတိုင်းရင်းသူ၊ တိုင်းရင်းသားတွေ၊ အခြားဖိနှိပ်ခံနေရတဲ့သူတွေ၊ ပြည်တွင်းစစ်ကြောင့် ကိုယ့်အရပ်ဒေသမှာ နေလို့မရတဲ့အတွက် ထွက်ပြေးလာရသူတွေ နယ်စပ်တလေ ျှာက်မှာ အများကြီးပါ။ နယ်နမိတ်မျဉ်းရဲ့ဟိုဖက်ဒီဖက်တွေမှာ နေထိုင်နေကြတဲ့ သူတို့ဘဝတွေကနေ ကျမတို့လို မြို့နေ လူတွေအတွက်တော့ သင်ယူစရာတွေအများကြီးရှိတယ်။ Human Made disasters (လူသားတွေကျူးလွန်ကြတဲ့ကပ်ဘေး) တွေကြားထဲမှာ သူတို့အသက်ရှင်အောင် တနေ့တနေ့နေထိုင်နေကြတာကိုက သူတို့ရဲ့ လွတ်မြောက်ရေးတိုက်ပွဲတခုလဲဖြစ်တယ်လို့တွေးမိပါတယ်။ အပြန်လမ်းခရီးတလေ ျှာက်မှာ ကူညီပေးကြသူတွေအများကြီးရှိပါတယ်။ အဓိကကတော့ ထိုင်းဖက်က အဝင်တွေကိုတင်းကြပ်လိုက်လို့ အလာတုန်းကလို လှေဆိပ်အထိ ပေါ်ပေါ်ထင်ထင်ပြန်လို့မရတာကြောင့် လှေဆိပ်မရောက်ခင် ကမ်းနံဘေးက ရွာကလေးမှာ ရပ်ပြီး အဲဒီအိမ်မှာ ဆိုင်ကယ်လာခေါ်တာကို တဖြတ်စောင့်ရတာပါ။ ဒီခရီးစဉ်ဟာ ကျမအတွက်တော့ မြန်မာပြည်အနှံ့အပြားမှာရှိနေတဲ့ မတရားမှုတွေ၊ ဖိနှိပ်မှုတွေကို ပိုပြီးမြင်စေတဲ့၊ ပိုပြီးနားလည်စေတဲ့ ခရီးစဉ်လို့ပြောရရင်မမှားပါဘူး။ ဒါ့အပြင် ကျမရဲ့ မွေးရာပါ အခွင့်ထူးခံဖြစ်နေမှုကိုလဲ ပိုပြီးတော့ သိနားလည်စေပါတယ်။ အခွင့်ထူးခံအဖြစ်နဲ့ မွေးလာခြင်း၊ မမွေးလာခြင်းဟာ ရွေးချယ်လို့ မရတဲ့အတွက် အပြစ်မဟုတ်ပေမယ့် လူ့အဖွဲ့အစည်းထဲက မတရားမှုတွေကို မြင်အောင်မကြည့်တတ်ရင်တော့၊ နားလည်အောင်မလုပ်ရင်တော့၊ အထူးသဖြင့် မိမိအခွင့်ထူးခံဖြစ်နေတဲ့ အနေအထားကို အသုံးချပြီး အခြားသော အလွှာအထပ်ထပ် ဖိနှိပ်ခံရမှုတွေကို နားလည်အောင်မလုပ်ရင်၊ ရေငုံနှုတ်ပိတ်နေနေရင်တော့ ဒါတွေက မိမိရဲ့အပြစ်တွေဖြစ်သွားပါပြီ။ ဒါတွေကတော့ ကျမရဲ့သံလွင်မြစ်ဘေးက ချစ်စရာ ဟိုကယ်ရွာကလေးမှာ (၂) ပတ်တာနေပြီး ရခဲ့တဲ့ အတွေးတွေပဲဖြစ်ပါတယ်။ (၂) ပတ်တာကာလလုံး ကျမကို အသစ်အသစ်တွေသင်ကြားပေးတဲ့အပြင် ကျွေးမွေးစောင့်ရှောက်ပေးတဲ့ ဟိုကယ်ရွာက သူတွေအကုန်လုံးကို ကျေးဇူးတင်အောက်မေ့လျက်……။ 

ทุนนิยมทำให้นักเรียนขูดรีดตัวเอง

ทุนนิยมทำให้นักเรียนขูดรีดตัวเอง

นักเขียน – Fem rest

เราเคยสงสัยกันหรือไม่ว่า ทำไมยิ่งเรียน เรายิ่งรู้สึกหลงทางและทุกข์ทรมานมากกว่าเดิม เราอาจรู้สึกว่าเราพยายามไม่พอ เก่งไม่พอ เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนคนอื่น อย่าเพิ่งน้อยใจไป เพราะระบบการศึกษาไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนแต่แรก แต่มันเป็นระบบที่คล้ายโรงงานผลิตแรงงานออกไปรับใช้ตลาด และนายทุนต่างหาก

การขยายตัวของทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ในช่วง 1970s-ปัจจุบัน ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของทุกคนในหลาย ๆ ด้าน อธิบายให้ครอบคลุมที่สุด ตัวมันเองพยายามเปลี่ยนแปลงทุกกิจกรรมของมนุษย์ ให้เป็นไปตามมุมมองแบบทุนนิยม ตลาดเสรี การลงทุนและการเก็งกำไร ทุนมันครอบงำจิตใจมนุษย์นั่นแหละ มันพยายามลดบทบาทของรัฐให้ได้มากที่สุด เช่น แปรรูปรัฐวิสาหกิจ การจำกัดรัฐสวัสดิการ และเปิดโอกาสให้บริษัทของนายทุนเข้ามาทำกำไร และปล่อยทุกอย่างไปตามกลไกตลาด หรือพูดง่าย ๆ คือปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม และ การแข่งขันแบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา”

เสรีนิยมใหม่เปลี่ยนแปลงทุกอย่างให้กลายเป็นสินค้า มันเป็นเรื่องของกำไร และการศึกษาก็เช่นกัน

“คุณอยากเข้าโรงเรียนคุณภาพ โรงเรียนชั้นนำหรอ คุณต้องมีเงินก่อนนะ”

ทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ มันทำลายและตัดงบสวัสดิการที่ทุกคนควรได้รับ เอกชนเข้าไปหากินจากระบบการศึกษา แต่ไม่ใช่แค่เอกชน รัฐก็ด้วย ทั้งที่การศึกษาควรเป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรเข้าถึงได้ ภาษีทุกคนก็จ่ายเหมือนกันหมด แต่ทำไมภาครัฐถึงไม่สนับสนุนอะไรพวกนี้เลยล่ะ การส่งลูกหลานเข้าเรียนเลยกลายเป็นภาระของผู้ปกครองและตัวนักเรียนเอง และมันยังเป็นเหมือนการซ้ำเติมแก่ครอบครัวยากจนอีกด้วย ว่าระบบนี้ไม่ได้รองรับพวกเขาเอาซะเลย 

เราต่างทำหน้าที่ประชาชนอยู่เสมอ แต่รัฐกลับไม่ทำตามหน้าที่ของรัฐเลย เพรารัฐในระบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่มีหน้าที่อยู่อย่างเดียว คือปกป้องทุนและระบบตลาด

เราปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า การเรียนจบจนมีวุฒิสูง ๆ มันเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เรามีงานดี เงินเดือนเยอะ เป็นหนทางเดียวที่จะก้ามข้าวความจนในสังคมที่ต้องใช้เงินไปได้

การศึกษาภายใต้ระบบทุนนิยม มันเลยกลายเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งเพื่อรับประกันความมั่นคงในอนาคต เราแทบจะไม่มองว่ามันเป็นกระบวนการพัฒนาศักยภาพ หรือแม้กระทั่งกระบวนการส่งเสริมการใช้ชีวิต

เราเชื่อว่า หลายคนเคยดูซีรีส์ Squid game มาแล้ว ซึ่งนั่นก็สะท้อนปัญหาเรื่องของการแข่งขันของระบบตลาด เพื่อเอาตัวรอดในโลกทุนนิยม มันสั่งสมความเห็นแก่ตัวของมนุษย์, คุณแทบจะมองทุกอย่างเป็นศัตรู, มันทำให้คุณไร้เยื่อใยใด ๆ แก่คนอื่น, แม้แต่คนที่ทำผิดพลาด ก็ไม่สมควรได้รับโอกาส, คุณต้องเหยียบหัวคนอื่นไปเพื่อให้ถึงจุดหมาย, คุณต้องกดดันตัวเองตลอดเวลา ต้องกังวลในทุกเรื่อง นี่มันนรกชัด ๆ

การศึกษาก็แบบเดียวกัน หากเรามองดี ๆ จะพบว่า การเรียน = การแข่งขัน มันเหมือนกับระบบตลาดเสรีแบบเป๊ะ ๆ เราต้องแข่งกันตลอดเวลา ทั้งกับตัวเอง และกับเพื่อนคนอื่น ๆ เพื่อไปให้ถึงจุดหมายของแต่ละคน จากกรณีที่ผ่านมา เราก็เห็นกันแล้วว่ามันทำให้นักเรียนไทยเห็นคนอื่นเป็นอะไร ทุกคนต่างต้องทำเพื่อความฝันของตัวเองและครอบครัว แต่ระบบการแข่งขันมันเป็นตัวปิดกั้นความฝันของมนุษย์ เพราะเมื่อมีผู้ชนะ ย่อมมีผู้แพ้เสมอ

ทุนนิยมทำให้คนเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตน มากกว่า ผลประโยชน์ร่วมกันซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสังคมขนานใหญ่ได้ นักเรียนเปรียบเสมือนแรงงานรูปแบบหนึ่งในโลกทุนนิยม เมื่อแรงงานกลายเป็นสินค้าในตลาดแรงงาน คนต้องแก่งแย่งแข่งขันกันเอง เพื่อให้ตนถูกจ้าง และใช่ นักเรียนก็ต้องแข่งขันกันเอง เพื่อให้สถาบันการศึกษารับเข้าเรียนเหมือนกัน

และจากการแข่งขันจะนำไปสู่สภาวะแปลกแยก (alienation) ซึ่งเป็นความรู้สึกที่พวกเรารู้สึกแปลกแยกจากสภาพต่าง ๆ ในสังคม เราอาจรู้สึกเป็น “พวกเรา/พวกเขา” เมื่อเวลาผ่านไป เราจะไม่มองเพื่อน หรือคนอื่น ๆ เป็นพันธมิตรสำคัญที่ประสบปัญหา หรือมี struggle แบบเดียวกัน แต่จะมองว่าเป็นคนอื่น “พวกเขา” เพราะกลัวว่าจะมาแย่งที่นั่งหรือลำดับของตนไป

เมื่อมีการแข่งขัน สิ่งที่จะตามมาคือ ความกดดัน วัฒนธรรมการเรียนแบบโต้รุ่งเป็นสิ่งที่เราเห็นได้ทั่วไป มันเป็นการกดดันกับตัวเองว่าเราจะต้องเก่ง ต้องขยันอยู่เสมอ คนส่วนมากมักเลือกจะทำการบ้าน อ่านหนังสือในยามกลางคืน เพราะเรารู้สึกว่ากลางคืนนั้นปลอดภัยและรู้สึกดีกว่า และเวลากลางวันของเรานั้น ถูกกลืนด้วยกิจกรรมอื่นไปแล้ว

วัฒนธรรมการเรียนหนักถูกผลิตซ้ำอยู่ตลอดเวลา ผ่านสถาบันสอนพิเศษ ติวเตอร์ “คนเรามีเวลาเท่ากัน อยู่ที่ใครจะเลือกทำอะไร” หรือ “ในขณะที่เราพัก คนอื่นก็ไปไกลแล้ว”

ทุนนิยมบีบคั้นให้เราต้องขยัน (Productive) อยู่ตลอดเวลา เด็กต้องใช้เวลาอย่างคุ้มค่า ใครขยันชนะ ใครเรียนมากชนะ สุดท้ายเราจะกลับมาถามตัวเองว่า “เราดีพอหรือยัง” “เก่งพอหรือยัง” มันเป็นการขูดรีดตัวเอง ผลที่ตามมาคือสภาพร่างกายและจิตใจที่แตกสลาย และรวมถึงโรคซึมเศร้า แต่ยังไงก็ตาม เสรีนิยมใหม่มันไม่สนหรอก แนวคิดแบบปัจเจกของมันจะทำให้คุณโทษตัวเองอยู่ดี มันละเลยปัจจัยด้านอื่นออกไป เช่น กิจกรรมในห้องเรียนไม่ได้ตื่นเต้น แต่เป็นเพียงแค่จดตามทฤษฎี การสั่งงานแบบไม่ลืมหูลืมตาของครูหลาย ๆ คน แม้กระทั่งเวลาใกล้สอบ เราคาดหวังให้เด็กได้คะแนนดี แต่เรากลับไม่ได้ให้เวลาเด็กเหล่านั้นในการเตรียมตัวเขาเองเลย

คนที่รู้สึกไม่ไหวต่อโลกปัจจุบัน ไม่ใช่คนขี้แพ้ เพราะการแข่งขันจะไม่มีความแฟร์เลย ตราบใดที่เราไม่ได้เริ่มมาจาก 0 ตั้งแต่แรกกันทุกคน บางคนเกิดมาในครอบครัวมีเงิน บางคนเกิดมาในครอบครัวยากจน บางคนอยู่ในเมือง บางคนอยู่ในชนบท บางคนมีเวลาว่าง บางคนต้องทำงาน ซึ่งแน่นอนว่าคนที่มีเงิน มีเวลาก็สามารถเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ความรู้ที่มากกว่า โรงเรียนชั้นนำคุณภาพได้มากกว่าคนไม่มีเงินเสมอ

(แต่อย่างไรก็ตาม ระบบการแข่งขันในไทยก็มีปัญหาอยู่มาก เพราะมันไม่ใช่การสอบเพื่อวัดความรู้ แต่มันกลายเป็นการอวดความรู้ของคนออกข้อสอบ การสอบเข้ามหาวิทยาลัย มักมีวิชาวัดความถนัดที่ไม่ได้สอนในโรงเรียน ทำให้นักเรียนต้องไปหาซื้อหนังสือมาอ่านเอง หรือไม่ก็ต้องไปติวกับสถาบันสอนพิเศษ ซึ่งนั่นก็เป็นการโยนภาระไปที่นักเรียนและครอบครัวอีก)

คุณคิดว่า เด็กนักเรียนที่มีอายุตั้งแต่ 10-20 ปีควรจะต้องมาจมปลักกับสภาพปัญหาทั้งเรื่องเรียนและการเงินแบบนี้หรือป่าว หลายคนต้องมานั่งเรียนเครียดและเตรียมตัวตั้งแต่ชั้นประถม ทำไมพวกเขาต้องมานั่งกดดันตัวเอง ต้องมานั่งเครียดกับเรื่องในอนาคต เด็กทุกคนควรจะได้มีความสุขตามวัยของเขาเอง เพราะวัยรุ่นมีเพียงครั้งเดียว

“เพราะทุนนิยมออกแบบการศึกษา การศึกษาเลยต้องกลับไปรับใช้ทุน”

รูปแบบการเรียนในปัจจุบันก็ไม่ต่างอะไรกับโรงงาน มันเป็นการผลิตแรงงานออกไปเพื่อรับใช้ทุนนิยม มันไม่ได้ดึงศักยภาพ และความหลากหลายของนักเรียนออกมาเลย นักเรียนหลายคนเรียนจะจบ ม.ปลาย แต่ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร อยากเรียนอะไร เพราะการศึกษาไม่ได้เสนอตัวเลือกที่หลากหลาย มันทำแค่เชิดชูสิ่งที่เป็นอยู่ โดยมีแนวคิดแบบตลาดมากำหนดกรอบไว้ หลายครั้งที่เรากดดันตัวเอง พยายามแทบตายเพื่อให้ได้ไปสู่จุดหมาย สุดท้ายแล้วเมื่อเราเรียนจบ เราก็ต้องกลับไปทำงานรับใช้ระบบตลาด

เมื่อสถานศึกษากลายเป็นโรงงาน การศึกษาภายใต้สังคมทุนนิยม มันจึงกลายเป็นความแปลกแยกของนักเรียน โรงเรียนมักไม่ได้เปิดโอกาสและมีพื้นที่ที่นักเรียนจะแสดงความสร้างสรรค์ หรือแรงจูงใจออกมามากนัก นักเรียนบางส่วนมีความรู้สึกที่ว่า “เรียนไปจะได้จบ” ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับการทำงานอื่น ๆ ในโลกทุนนิยม ซึ่งก็มีสภาวะแปลกแยกแบบเดียวกัน

มีหลายครั้ง ที่บางโรงเรียน หรือมหาลัยอาจจะดูก้าวหน้า และเปิดกว้าง แต่ในทางปฏิบัติ มหาวิทยาลัยก็คล้ายกับโรงงานที่ผลิตนักศึกษาในรูปแบบที่ดูทันสมัยและตอบโจทย์กับผู้บริโภค หรือตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่แม้กระทั่งตัวนักศึกษาเองก็ยินดีที่จะอยู่ในระบบที่ขูดรีดนั้น

พูดง่าย ๆ คือ เด็กหลายคนต้องแบกความคาดหวังในการเรียนเพื่อที่จะจบออกไปให้มีงานทำ ในขณะเดียวกันโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเองก็ไม่ได้เปิดกว้างมากพอที่จะรองรับความหลากหลายของเด็ก แต่เลือกที่จะผลิตเด็กในรูปแบบเดียวกันซ้ำๆ เพื่อออกไปตอบโจทย์ตลาดแรงงานหรือโลกของทุนนิยม

ถ้าเราลองมองผ่านเลนส์ของโลกทุนนิยม จะเห็นได้ว่าสิ่งใดที่กำลังเกี่ยวและตัดตอนความมั่นใจในคุณค่าของตนออกไปเรื่อยๆ การที่โลกของทุนนิยมไม่ได้สร้างความหลากหลายที่แท้จริงไม่ได้แปลว่าตัวตนเรานั้นจะไร้คุณค่า หรือไม่ดี แต่เป็นเพราะโครงสร้างของระบบสังคมที่ผิดเพี้ยนจนไม่ได้มองเห็นถึงความหลากหลายนี้ต่างหาก

มันจะไม่ดีกว่านี้หรือ หากเราเปลี่ยนระบบให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและไม่ต้องแข่งขัน ใครอยากเรียนอะไร ต้องได้เรียน ระบบการศึกษาภายใต้ทุนนิยม มันเป็นการปิดกั้นการกำเนิดขึ้นของศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ และคนมีความรู้ ความสามารถนับหมื่น นับแสนคนเพียงเพราะเขาพ่ายแพ้ในการแข่งขัน เพียงเพราะเขาไม่มีเงินพอ และมันจะดีกว่านี้หรือป่าว หากสังคมมีพื้นที่รองรับสำหรับทุก ๆ ความฝันที่ไม่ได้อยู่ในกรอบของทุน

ทำไมระบบที่มือใครยาวสาวได้สาวเอายังคงอยู่ มันอยู่มานาน ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่มีปัญหา ระบบที่ใครแข็งแกร่งคือผู้ชนะน่ะเหรอ ทั้งที่มันเป็นการปิดกั้นความฝันของผู้อื่นเนี่ยนะ?

อ.ษัษฐรัมย์ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยบอกไว้ว่า

“โลกนี้มีอะไรให้ทำอีกเยอะ มีความสุขในส่วนของเรา เท่าที่ทำได้ ความสุขมันไม่ได้เยอะอยู่แล้ว สำหรับคน 99% ไม่จำเป็นอย่าขูดรีดตัวเองเพิ่มเลย

อย่าคิดว่าเราทำงานเพื่อคนอื่นแล้วมันเป็นความชอบธรรมให้เราทำร้ายตัวเอง หรือทำงานหนักเกินไป ไม่ว่างานแบบไหนมนุษย์ก็มีสิทธิจะปล่อยผ่านได้

ขี้เกียจบ้าง เพราะคนขี้เกียจคือคนที่มีเวลาวางแผนสำหรับอนาคต ถ้าใครไม่อนุญาตให้เราขี้เกียจ ให้รวมตัวกันแล้วต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้า องค์กร หรือรัฐ การเที่ยวเล่น และขี้เกียจคือสิทธิพื้นฐานของทุกคน

ยิ่งขยันมีโอกาสทำเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ที่อาจเครียดแล้วไม่ไปถึงไหน

เวลาอยู่ข้างเรา อย่าทำร้ายตัวเอง มีสิ่งดี ๆ นอกเหนือเรื่องงานเสมอ”

บทความต้นฉบับ “เราควรต่อต้านทุนนิยม 101”  https://www.readawrite.com/a/c2ed1245294e5ba5906d8a28e8254232?r=my_page&page_no=2