กรณีแปลก ๆ ของเจฟรีย์ เอ็ปสไตน์ (Jeffrey Epstein)

กรณีแปลก ๆ ของเจฟรีย์ เอ็ปสไตน์ (Jeffrey Epstein)

ผู้เขียน Gabriel Ernst [EN] & ice_rockster [แปลไทย]
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

ฉันเป็นคนที่สงสัยในตัวของพวกชนชั้นสูงและมีอำนาจมาโดยตลอด ซึ่งในฐานะฝ่ายซ้ายฉันดูถูกพวกเขา เช่นเดียวกับที่ฉันดูถูกพวกอนุรักษ์นิยมและเสรีนิยม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2019 ทำให้ฉันตกใจมากและทำให้ฉันมีความเข้าใจใหม่ทั้งหมดเกี่ยวกับความเลวทรามและความชั่วร้ายอย่างตรงไปตรงมาของคนร่ำรวยและคนมีอำนาจ นี่เป็นกรณีของเจฟรีย์ เอ็ปสไตน์

ถ้าจะให้พูดสั้น ๆ ง่าย ๆ เอ็ปสไตน์นั้นเป็นทั้ง แมงดา-เฒ่าหัวงู-โคแก่กินหญ้าอ่อน มืออาชีพที่ร่ำรวย และมีเครือข่ายทางการเมืองที่ดีอย่างเหลือเชื่อ เขามีเกาะส่วนตัวของตัวเองนอกชายฝั่งของสหรัฐอเมริกา ที่ซึ่งเขาจะให้ทาสทางเพศสาวของเขาคอยต้อนรับแขกผู้มีอำนาจที่บินไปที่นั่นด้วยเครื่องบินส่วนตัวของพวกเขา ซึ่งเขาตั้งชื่อเล่นว่า “สายด่วนโลลิต้า” ‘The Lolita Express’

แขกที่มาเยือนเกาะนี้รวมถึงประธานาธิบดีหลายคนของสหรัฐฯ อาทิเช่น บิล คลินตั้น (Bill Clinton), นายกรัฐมนตรีอิสราเอล Ehud Barak และประธานาธิบดี Andrés Pastrana ของโคลอมเบีย รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น เจ้าชายแอนดรูว (Prince Andrew) จากสหราชอาณาจักร แลรรี่ ซัมเมอร์ส์ (Larry Summers) อดีตประธานของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด หรือ นักวิชาการและนักเขียนชื่อดังอย่างสตีเว่น พิ้งเกอร์ (Steven Pinker) ของคนดัง สามารถดูรายชื่อผู้เยี่ยมชมเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ไมอามี่

ฉันเริ่มรู้จักเอ็ปสไตน์เป็นครั้งแรกหลังจากที่หนังสือพิมพ์ไมอามีเฮรัลด์เขียนบทความสอบสวนเขา บทความนี้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์แปลก ๆ ในการตัดสินคดีอนาจารครั้งแรกของเอ็ปสไตน์ในปี 2007 โดยปกติแล้วเอ็ปสไตน์จะจ้างเด็กผู้หญิงที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ซึ่งมักมาจากครอบครัวที่ยากจนมาก เพื่อพาให้ไปนวดที่คฤหาสน์ปาล์มบีชในฟลอริดา ในระหว่างการนวดเขาได้ทำการล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงเหล่านั้น จากนั้นเขาจะเสนอเงินเพื่อหาผู้หญิงให้เขามากขึ้น ซึ่งบางคนก็หาคนรับสมัครที่โรงเรียนห้างสรรพสินค้าและปาร์ตี้ที่บ้าน ไม่มีใครรู้ว่ามีเด็กผู้หญิงทั้งหมดกี่คนที่เกี่ยวข้อง แต่จากการสอบสวนของตำรวจระบุว่ามีเหยื่ออย่างน้อย 80 คน

เหยื่อรายหนึ่งกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า “เขาบอกฉันว่าเขาต้องการให้หาเด็กที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ เขาต้องการผู้หญิงให้มากที่สุดเท่าที่หาได้ ซึ่งมันไม่เคยเพียงพอ”

หลังจากให้คำแนะนำกับตำรวจท้องถิ่น FBI ได้ตั้งข้อหาเอ็ปสไตน์ในปี 2007 ในข้อหาอาชญากรรมที่ควรส่งเขาเข้าคุกตลอดชีวิต แต่เขาได้ทำข้อตกลงลึกลับกับอัยการซึ่งอนุญาตให้เขารับโทษเพียง 13 เดือน และไม่ใช่ในเรือนจำของรัฐบาลกลางหรือของรัฐ แต่อยู่ในคุกส่วนตัวของเรือนจำในเขตปาล์มบีชซึ่งหลายคนอธิบายว่าคล้ายกับโรงแรมราคาแพง

เขาได้รับการปล่อยงานให้ไปอยู่ใน “สำนักงานที่สะดวกสบาย” เป็นเวลา 12 ชั่วโมงต่อวัน หกวันต่อสัปดาห์ แม้ว่าจะมีกฎหมายห้ามปล่อยงานสำหรับผู้กระทำความผิดทางเพศก็ตาม และยังมีรายงานในภายหลังว่าเขายังคงลวนลามเด็ก ๆ หลายคนที่สำนักงานของเขาในช่วงเวลานี้

ส่วนที่แปลกประหลาดที่สุดของข้อตกลงที่แปลกประหลาดนี้คือส่วนที่เรียกว่า “ข้อตกลงการไม่ดำเนินคดี” ซึ่งให้ภูมิคุ้มกันแก่ “ผู้สมรู้ร่วมคิดใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น” ซึ่งหมายความว่าหากเพื่อนที่มีอำนาจของเอ็ปสไตน์คนใดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมของเขาพวกเขาจะไม่ต้องเผชิญกับผลที่ตามมา

ข้อตกลงดังกล่าวไม่เคยมีมาก่อนในระบอบกฎหมายของสหรัฐอเมริกาและดูเหมือนจะใช้กับคดีนี้เท่านั้น

ข้อตกลงที่ใจกว้างอย่างมากจากอัยการทำให้หลายคนเชื่อว่าเอ็ปสไตน์ได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนที่มีอำนาจของเขาเบื้องหลัง หรือแม้กระทั่งอาจจะใช้ความได้เปรียบบางอย่างข่มขู่บุคคลสำคัญในระดับที่สูงมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกคุมขัง

นั่นคือเขาเอง

ไม่ค่อยมีใครรู้เกี่ยวกับสถานการณ์เบื้องหลังว่าเอ็ปสไตน์ กลายเป็นคนร่ำรวยอย่างมากได้อย่างไร เมื่อยามที่เขายังหนุ่ม เขาทำงานเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ที่โรงเรียนสตรีของชนชั้นสูงในนิวยอร์ก ดูเหมือนว่าเขาจะถูกเลือกจากที่นั่นเพื่อทำงานระดับสูงในการธนาคารการลงทุน (ซึ่งเขาไม่มีประสบการณ์) เมื่อถึงจุดหนึ่งในปี 1986 เขาได้พบกับมหาเศรษฐีที่ชื่อว่า เล เว็กซเนอร์ (Les Wexner) ผู้ซึ่งมอบอำนาจให้เขาด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้เขามีโชคลาภอันมหาศาลไม่นานหลังจากพบเขา

อย่างไรก็ดี ในช่วงปี 1990 เขาได้พบกับกิสเลน แม็กซเวล (Ghislaine Maxwell) ลูกสาวของเจ้าของหนังสือพิมพ์อังกฤษและโรเบิร์ต แม็กซเวล (Robert Maxwell) สายลับชาวอิสราเอลในตำนาน บางครั้ง กิสเลนถูกเรียกว่าแฟนของเอ็ปสไตน์ บางครั้งก็เป็นเพื่อนร่วมธุรกิจของเขาไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตามพวกเขามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากและกิสเลนมักถูกกล่าวหาโดยเหยื่อว่าเป็นคนที่พาพวกเขามาให้เอ็ปสไตน์

เซนต์เจมส์น้อย

คดีของศาลในฟลอริดาเกิดขึ้นอย่างเป็นเอกเทศเฉพาะในรัฐ เอ็ปสไตน์ยังมีอสังหาริมทรัพย์ในนิวเม็กซิโก นิวยอร์ก และเกาะส่วนตัวของเขาชื่อเซนต์เจมส์น้อย (Little Saint James) เหยื่อหลายคนบอกว่าพวกเขาถูกส่งตัวโดย เอ็ปสไตน์และแม็กซเวลไปยังสถานที่เหล่านี้ ทั้งหมดเพื่องานปาร์ตี้หรือเพื่อทำหน้าที่เป็นโสเภณี

แท้จริงแล้วไม่ใช่แค่เหยื่อเท่านั้นที่ยืนยันเรื่องนี้ แต่ยังรวมถึงพนักงานในสถานที่เหล่านี้รวมถึงเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่ที่เกาะเซนต์เจมส์น้อย ที่อธิบายว่ามีกิจกรรมทางเพศมากมาย ที่มีเด็กสาวและมีชื่อของเจ้าชายแอนดรูว์ ปรากฏว่ามาร่วมงานด้วย

จุดจบของเอ็ปสไตน์

ชีวิตและกิจกรรมส่วนใหญ่ของเอ็ปสไตน์ รวมถึงคดีในศาลในฟลอริดาเป็นที่รู้จักในแวดวงสังคมชั้นสูงเท่านั้น จนถึงปี 2018 เมื่อสำนักข่าวไมอามีเฮรัลด์เผยแพร่บทความที่ดังระเบิดระเบ้อของเขา ซึ่งเป็นช่วงเวลาตรงกับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม MeToo จากนั้นเรื่องราวก็จึงแพร่กระจายออกไปเป็นไวรัล สิ่งนี้กระตุ้นให้ศาลในนิวยอร์กทำการสอบสวนเอ็ปสไตน์ในที่สุด หลังจากมีการกล่าวหาเขามาหลายทศวรรษ

ในปี 2019 เขาถูกจับในข้อหาค้ามนุษย์ทางเพศและถูกคุมขังในคุกที่มีความปลอดภัยสูงในนิวยอร์ก ในเวลานี้มีการคาดเดากันอย่างมากว่าคดีในศาลสาธารณะอาจเกิดขึ้นได้อย่างไร ด้วยผลกระทบทางการเมืองและการบอกกล่าวเป็นนัย ๆ ของคนดังที่อาจเกี่ยวข้อง สื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียจึงเต็มไปด้วยการอภิปรายอย่างอื้อฉาว

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2019 เอ็ปสไตน์ถูกพบว่าหมดสติในห้องขังโดยได้รับบาดเจ็บที่คอ เขารอดชีวิตและอ้างว่าเขาถูกนักโทษอีกคนทำร้าย เจ้าหน้าที่ในเรือนจำอ้างว่า เขาพยายามจะฆ่าตัวตายซึ่งเป็นเรื่องแปลกมากตั้งแต่นั้นมา เขาอ้างว่าเขาถูกโจมตี จากนั้นมีมส์ (memes) มากมายที่สร้างขึ้นเกี่ยวกับบิลหรือฮิลลารี คลินตันวางแผนที่จะฆ่าเอ็ปสไตน์ เพื่อปิดปากไม่ให้เขาเปิดเผยพวกเขาในการพิจารณาคดี เขาจึงประหนึ่งว่าถูกวางไว้บนนาฬิกาฆ่าตัวตายแม้ว่าจะมีการประเมินว่าเขา “มีกำลังใจดี” ก็ตาม

เอ็ปสไตน์ใช้ห้องขังร่วมกับนักโทษคนอื่น โดยมีกล้องรักษาความปลอดภัยและผู้คุมสองคนประจำการอยู่ข้างนอกตลอดเวลาซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบเขาทุก ๆ 30 นาที เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2019 เพื่อนร่วมห้องขังของเขาถูกย้ายออกและไม่ได้ถูกแทนที่ และในวันที่ 10 เขาจึงเสียชีวิตลง ตามที่เจ้าหน้าที่เรือนจำได้รายงาน เขาได้ผูกคอตัวเองในห้องขัง และรายงานว่าบอกว่ากล้องรักษาความปลอดภัยหยุดทำงานลงทั้งหมด อีกทั้งผู้คุมสองคนนั้น ก็กำลังหลับอยู่ในเวลานั้นพอดี

วันนี้ขึ้นอยู่กับคุณแล้วว่าคุณเชื่ออย่างไรเกี่ยวกับการตายของเจฟรีย์ เอ็ปสไตน์ ซึ่งรายงานจากสื่อส่วนใหญ่ก็จะรายงานอย่างพร้อมเพรียงว่า เป็นเรื่องราวของการฆ่าตัวตายที่ธรรมดาทั่วไป อย่างไรก็ตามหลักฐานและสถานการณ์ทั้งหมดถูกชี้ว่าน่าสงสัยอย่างไม่น่าเชื่อ

มีทฤษฎีสมคบคิดมากมายเกี่ยวกับความจริงเบื้องหลังกรณีเอ็ปสไตน์ ทั้งชีวิตและความตายของเขา บางคนอ้างว่าเขาเป็นเพียงคนรวยที่มีเพื่อนที่มีอำนาจและมีนิสัยวิปริตต่อเด็กสาว ในขณะที่มีหลักฐานบ่งบอกถึงการเล่าเรื่องที่มืดมน อัยการในคดีเดิมของฟลอริดาเมื่อปี 2007 เคยกล่าวว่า “ฉันได้รับแจ้งว่าเอ็ปสไตน์ เป็นหน่วยข่าวกรองและปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว” สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงเครือข่ายมืดของหน่วยสืบราชการลับของสหรัฐฯ ที่ทำงานร่วมกับคนเฒ่าหัวงูผู้ร่ำรวย ซึ่งบางทีอาจจะเป็นการแบล็คเมล์บุคคลสำคัญในการเสนอราคาที่สูงกว่า หรือบางทีอาจจะเหนือกว่านั้น แต่ความสัมพันธ์ในครอบครัวของ กิสเลน แม็กซเวล จะเสริมสร้างสมมติฐานนี้เท่านั้น ซึ่งแม็กซ์เวลนั้น ขณะนี้เธอถูกจำคุกในนิวยอร์กเพื่อรอการพิจารณาคดี

ดังนั้น สิ่งที่กรณีของเอ็ปสไตน์แสดงให้เราเห็นคือความสามารถของชนชั้นสูงในการใช้ชีวิตนอกอาณาจักรของสังคมอื่น ๆ มีส่วนร่วมในการกระทำที่เลวร้ายและบิดเบือนที่สุดและเผชิญกับการฟ้องร้องเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย จนถึงทุกวันนี้นอกจาก เอ็ปสไตน์ และ แม็กซเวล ยังไม่มีใครถูกตั้งข้อหาข่มขืนกระทำชำเราในคดีนี้แม้จะมีการกล่าวหาเหยื่อหลายร้อยคน เห็นได้ชัดว่ากฎเกณฑ์ของสังคมไม่ได้ถูกใช้กับผู้ที่มีเงินและผู้ที่มีอำนาจ

 

Royalist Realism & Lèse-Majesté

Royalist Realism & Lèse-Majesté

Mondor Pakled

The Lèse-Majesté law, also known as Article 112 in Thailand, forbids any criticism of the monarchy in the kingdom under punishment of imprisonment. Even those far removed from the machinations of Thai politics are vaguely aware of this law. In an era where basic freedom of speech is held as sacrosanct, this law is globally recognised as being bizarre and archaic, and hardly used for anything other than protecting an already seemingly beloved institution”. This law, however, is not simply used to protect the dignity of the monarch against insult. Lèse-Majesté laws are in reality a relatively small mechanism which is part of a larger systematic structure of censorship, used as means of social coercion to manufacture what we can term royalist realism

Capitalist realism as defined by Mark Fisher is explained in the quote “It is easier to imagine an end to the world than an end to capitalism.” In Thailand switching out the word capitalist with royalist makes for an eerily similar comparison, that is until very recently. For decades, however, Thai society existed under ‘The Bhumiphol Consensus’, a term coined by professor Kasian Techaphira to define the second half of the reign of King Bhumiphol (Rama 9) who was king of Thailand from 1946 until his death in 2016. Such was the adoration of King Bhumiphol that it was considered sacrilegious to express any doubt in the monarch as well as the wider institution of the monarchy. While Thailand was officially a constitutional democracy, it was clear that King Bhumiphol had the final say in all major matters regarding the governance of the kingdom.

This is not to say that there were no opposition voices to the royalty. Whispers were abound in the kingdom but they were relegated to strictly private circles among trusted friends and family. For decades there were virtually no public displays of dissonance whatsoever. Those few who openly spoke out were immediately punished by Lèse-Majesté laws, while those who were lucky enough to escape into exile abroad remain there to this day. Lèse-Majesté laws are the last legal resort for the Thai superstructure, as part of the multi-layered system for manufacturing consent. 

Lèse-Majesté Law: It is illegal to defame, insult, or threaten the king, queen, heir-apparent, heir-presumptive, or regent.

The mechanism of Lèse-Majesté has mostly been used during times of political crisis. Ultra-royalist prime minister Sarit Thanarat was the first to utilize the law in the modern era. During Sarit’s premiership, the monarchy was desperately trying to recapture its hold on the kingdom following the coup that transformed Thailand into a constitutional monarchy in 1932. Sarit used the law to silence his own critics who disapproved of the increasing power of the royal palace. 

In the decades that followed, the law would often be laid down as a means of making an example of any perceived dissonance. For example, at the height of the student democracy movement in 1976, a man was arrested on charges of lèse-majesté for using a royal village scout scarf to wipe clean a table. 

If found guilty perpetrators would typically serve jail sentences between 2-10 years, depending on the severity of the perceived offence. Occasionally sentences of mandatory re-education would be handed out, like in one case in 2014, where a nurse who wore black on King Bhumibol’s birthday was charged with Lèse-Majesté.

There have also been cases where the law has been commandeered by civilians. For example, if two neighbours are having a dispute, one may make a fake social media account in their neighbour’s image and post content that violates Lèse-Majesté so as to have them jailed.

Academia too has been hit hard by the law, one notable case was with the famous scholar Ajarn Sulak who suggested that a legendary 1v1 duel on elephant-back won by a king of Ayutthaya (the kingdom that preceded Thailand) against a Burmese prince 500 years ago may not have happened. This precedent of criminalising insult against, not just the present, but past monarchs, even those from different dynasties, has also been used as a form of censorship for contemporary dissonance. For example, a magazine editor was charged for publishing a satirical cartoon, which depicted a famous statue of 3 former kings wearing face masks, during a bout of severe smog pollution in the northern province of Chiang Mai.

The leftist academic and prominent republican Giles Ji Ungpakorn was also charged with Lèse-Majesté and forced into exile for his book ‘A Coup For The Rich’ in which he criticised King Bhumiphol’s involvement in the coup of 2006. Ungpakorn noted “the lèse-majesté laws are not really designed to protect the institution of the monarchy. In the past, the laws have been used to protect governments and to shield military coups from lawful criticism. This whole [royal] image is created to bolster a conservative elite well beyond the walls of the palace.”

Judges have also said the accuser did not necessarily have to prove the information was factual. One judge famously said, “because if it is true, it is more defamatory, and if it isn’t true, then it’s super-defamatory.”

Royalist Realism

Despite all of the numerous cases, as mentioned earlier, Lèse-Majesté laws are a relatively small mechanism in the wider manufacturing of consent for the royalist institution and its proponents. Fealty to the monarchy is demanded and constantly reinforced in the kingdom, it’s intertwined through culture, spirituality and any kind of civic duty. 

Grandiose portraits of the king and company adorn the streets of the country, while almost every home and business has a portrait of King Bhumiphol or his son, the current king Vajiralongkorn. This is so extreme that it’s considered a small show of dissidence to instead hang a portrait of the reformer king Chulalongkorn, Bhumiphol’s grandfather who died in 1910.

The state school curriculum is heavily focused on Thai exceptionalism, which is constantly linked back to the monarchy. Students learn of the innumerable good deeds done by the royal family, which include protecting them from dangerous outside forces, showering them in charity, and even (to this day) providing the weather conditions for a bountiful harvest. Indeed every morning students line up for the national anthem and flag-raising ceremony which marks the start of the school day.

In Buddhist temples portraits of the monarchy are hung side by side with Buddhist and Hindu gods, embellished by flowers and incense, giving them a god-like aura. It is widely believed even, that the monarch carries so much holy merit that when in his presence some will wash onto you as a blessing. As such, believers flock to public appearances of even relatively minor royals in hopes of catching a modicum of grace.

In the spiralling state bureaucracy of Thailand, sometimes compared to Kafka’s castle, all work is dedicated to not just the state but the monarchy. The act of giving your labour to the state is often perceived as giving yourself to the monarchy as the two are so deeply intertwined. Yellow, the royal colour is worn every Monday, as a show of fealty to the king, as both the late King Bhumibol and the current King Vajiralongkorn, were both born on a Monday. On mondays, Bangkok is awash with yellow shirts, particularly among civil servants, for whom the dress code is mandatory.

For any of those who don’t subscribe to the adoration of the monarchy, life can be made unlivable. As well as the legally codified aspects of fealty the social pressure is immense. Families will disown children should they privately express republican leanings or if they refuse to partake in royalist ceremonies and traditions. Ultra-royalist business owners, which make up the majority of big business owners, will also regularly force employees to take part in or display performative acts of adoration for the monarchy, this can range from wearing a yellow shirt on Mondays, to joining in with royalist religious ceremonies. Those who refuse will likely find themselves out of a job, if not worse, reported for Lèse-Majesté.

This super-structural royalism is so powerful and all-encompassing that certainly during the Bhumiphol Consensus era it was, like capitalist realism, impossible to imagine a world without it. Lèse-Majesté laws were only deemed necessary in the small number of instances of actual dissidence, which were, more often than not, tied to greater political concerns. However, after the death of King Bhumiphol in 2016 and the ascension of King Vajiralongkorn to the throne, this paradigm of royalist realism has finally begun to shift. 

A Crack In The Veil

Since becoming king, public adoration for Vajiralongkorn has paled in comparison to his father, while criticisms have grown louder and more vocal. The reasons for this shift can not be explored in this article, lest we find ourselves charged with Lèse-Majesté for naming his perceived transgressions, as so many others have. However, it is fair to say that for a huge number of (mostly younger) Thais, Vajiralongkorn is despised. 

In part due to the perceived egregious nature of the new King’s transgressions, and in part due to social media’s ability to anonymise criticism, 2020 saw the near-total collapse of royalist realism. In the summer, after the Covid 19 lockdown, protests that started as a response to the government’s handling of the pandemic quickly spiralled into anti-monarchy demonstrations which not only rocked Bangkok by the sheer number of protestors but by their radical discourse on the monarchy. 

Personally, when I first witnessed some of the speeches, signs and performances I was astonished by their boldness and lack of fear over the consequences. I was not the only one, after the tide of anti-monarchism had grown online the floodgates had opened so quickly it caught the majority of the country off guard. Once again, due to Lèse-Majesté laws, we would be putting ourselves at great risk of charges by repeating any specific quotations of this sentiment. 

While the protests were at their height the government was uncharacteristically slow to respond. However, since the movement’s momentum has slowed towards the end of 2020 Lèse-Majesté charges have been filed at a rate not only shocking in their quantity, but in their pettiness. While some protestors have been charged with actively trying to physically harm the monarchy, in the now infamous incident where the queen and prince royal’s vehicle was swamped by protestors, others have been charged for such minor offences as wearing inappropriate clothing. 

One woman, for example, was charged for dressing too similarly to the queen in a fashion show, while another was charged for wearing an exercise outfit similar to that of the king. Both were deemed by courts to be offensive parodies of the royals. These cases have drawn scorn from human rights groups, however, during a time of global pandemic the Thai state presumably feels it can get away with such gross censorship.

At the time of writing, there are currently 56 cases of Lèse-Majesté charges in the Thai courts. This goes to show that the court was always the final resort for a monarchy that has reinforced its power through almost every possible facet of life in the kingdom.

However, since the protests, the toothpaste is out the tube and many are sure that it can never go back in. The sheer levels of public dissidence and the dramatic rise of popularity in republican exiles overseas mean controlling this new anti-monarchy tendency, manufacturing monarchist consent, is never going to be as effective as it once was. 

Without question, in the year 2021 royalist realism has been virtually wiped out. The movement to abolish the Lèse-Majesté laws has become the focus of the majority of activists, with smaller demonstrations popping up in the kingdom on a near-daily basis. These activists hope that removing the threat of Lèse-Majesté can make it possible to criticise the greater royalist superstructure. To once again reference Fisher, vast numbers of the population have exited the royal castle, which now begs the new question: What of capitalist realism? 

รัฐประหารในพม่า (Burma coup)

รัฐประหารในพม่า (Burma coup)

ผู้เขียน Gabriel Ernst [EN] & Pathompong Kwangtong [แปลไทย]
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute
ภาพ Karuna Tilapaynat

So the million dollar question regarding the coup is: Why now? That’s what’s confusing so many Burma watchers.

คำถามโลกแตกเกี่ยวกับการรัฐประหารครั้งนี้ก็คือ ทำไมเป็นตอนนี้?  คำถามนี้กวนใจผู้ติดตามสถานการณ์ในพม่าตอนนี้อย่างยิ่ง

To begin this article we must openly state that we do not like Suu Kyi. She has failed to really reform Burma during her years in charge. She has been a supporter of devastating neo-liberalism and has done nothing to challenge the on going genocide and civil war that devastates ethnic minorities in the country.

ก่อนอื่นเราต้องขอบอกก่อนเลยว่า เรามิได้พิศมัยอองซานซูจี  เธอล้มเหลวในการปฏิรูปประเทศในช่วงเวลาที่เธออยู่ในตำแหน่ง  เธอคือผู้สนับสนุนแนวทางเสรีนิยมใหม่อันโหดร้ายป่าเถื่อนและหันหลังเมินเฉยต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และสงครามกลางเมืองที่กระทำต่อชนกลุ่มน้อยหลากหลายชาติพันธ์ุในประเทศ

Many have considered Suu Kyi an apologist for the Burma army for years now and her appearance at The Hague international criminal court in 2019, where she literally defended the militaries genocide of the Rohingya, underscored that. That’s what makes it so surprising that the military have bothered with this coup, they still have total control over the armed forces, make tremendous profits through corruption illicit industries and generally are feared by the populace. They can pretty much do whatever they want, regardless of the civilian government. So why bother with the coup?

หลายคนมองว่าอองซานซูจีเป็นผู้แก้ต่างให้รัฐบาลทหารในห้วงเวลาหลายปีมานี้ด้วยซ้ำ คำให้การในชั้นศาลของเธอที่ปกป้องการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุชาวโรฮิงยาโดยกองทัพ ณ ศาลอาญาระหว่างประเทศที่กรุงเฮกเมื่อปี 2019 เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดี  นี่ทำให้การรัฐประหารของกองทัพครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจยิ่งนัก ทำไมพวกเขาต้องรัฐประหารทั้งๆ ที่กองทัพยังคุมกองกำลังติดอาวุธได้เบ็ดเสร็จ กองทัพยังคงทำกำไรมหาศาลจากอุตสาหกรรมทุจริตผิดกฎหมาย อีกทั้งผู้คนก็ยังหวาดกลัวพวกเขาอยู่  กองทัพสามารถทำสิ่งใดๆ ได้ตามใจปราถนาโดยไม่ต้องสนใจรัฐบาลพลเรือน  แล้วทำไมเล่า ทำไมต้องรัฐประหาร?

The best answer we can give right now is that it’s a confluence of reasons. The first being personal. Suu Kyi, in the circles of the higher echelons of the Burma government, is not well liked at all. She’s considered extremely hard to work with and surrounds herself with a gerontocracy of yes men. She’s had major fallings out with a number of people formerly close to her, including a very public feud with her brother. This makes her look weak and thus makes a coup easier.

คำตอบที่ดีที่สุดที่เราจะให้กับทุกท่านได้ ณ ตอนนี้คือ มันมีหลายเหตุปัจจัยด้วยกัน  หนึ่งคือเรื่องส่วนตัว  อองซานซูจีไม่ได้เป็นที่รักในกลุ่มชนชั้นนำระดับสูงของรัฐบาลพม่าแม้แต่น้อย  รอบๆ ตัวเธอมีแต่กลุ่มคนชราที่พร้อมเห็นด้วยกับเธอไปเสียทุกอย่าง การทำงานกับเธอจึงเป็นสิ่งที่ยากยิ่งนัก  เธอเองมีปากเสียงกับหลายต่อหลายคนที่เคยใกล้ชิดเธอ อาทิการวิวาทะกับพี่ชายของเธอเองต่อหน้าสาธารณชน  นี่ทำให้เธอดูอ่อนแอและการรัฐประหารเป็นไปได้ง่ายขึ้น

Secondly the USDP (military backed party) did embarrassingly poorly in the national elections late last year. To explain their bad performance a narrative grew that the elections were rigged, which honestly is quite absurd, but the embarrassment felt by the military certainly is not. These are bravado guys who don’t appreciate being shown up.

สอง พรรค USDP (ที่กองทัพหนุนหลัง) ทำคะแนนได้ย่ำแย่ในการเลือกตั้งระดับชาติเมื่อปีที่ผ่านมา  เรื่องเล่าที่ค่อนข้างไร้สาระว่าด้วยการเลือกตั้งอันสกปรกเกิดขึ้นเพื่ออธิบายความล้มเหลวของพวกเขาครั้งนี้ ทว่าสำหรับพวกกองทัพแล้ว มันไม่ไร้สาระเลยสักนิด  พวกเขาเป็นจอมวางท่าผู้ไม่นิยมการตกเป็นเป้าสายตาเท่าใดนัก

Thirdly Suu Kyi has been surrounding herself with foreign advisors, all of them die hard neoliberals, including one individual who quit the British embassy to join her advisory team. Historically the ideology of the military has been extremely hostile to the west, this was why they were such a isolated country during the junta years. This all traces back to British colonialism and the vein of anti-colonial thought in the higher levels of the military, who sought domestic protectionism from outside interference above all else. As such Suu Kyi’s decision to surround herself by foreign neo-liberal advisors goes hard against that and many of the economic reforms (opening up the country to large foreign business) have been pretty drastic. This likely enraged the military, more so the old brass who still are highly influential.

สาม อองซานซูจี รายล้อมด้วยที่ปรึกษาต่างชาติมากมาย พวกเขาทุกคนเป็นผู้อุทิศตนให้กับอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ หนึ่งในนั้นลาออกจากคณะฑูตสหราชอาณาจักรเพื่อมาเป็นที่ปรึกษาให้เธอ  ว่ากันตามประวัติศาสตร์แล้ว กองทัพมีอุดมการณ์ชิงชังตะวันตกหัวชนฝา นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลทหารของพม่าจึงมีนโยบายปิดประเทศในช่วงก่อนหน้านี้  ทั้งหมดทั้งปวงเป็นผลมาจากลัทธิล่าอาณานิคมอังกฤษและร่องรอยของความคิดต้านอาณานิคมที่ฝังรากลึกอยู่ในกองทัพ ผู้ลุ่มหลงคลั่งไคล้การปกป้องประเทศจากการแทรกแซงของต่างชาติ  การที่อองซานซูจีตัดสินใจให้ฝรั่งมังค่าเสรีนิยมใหม่มาเป็นที่ปรึกษาของเธอนั้น ก็เสมือนการตบหน้าความกองทัพเข้าอย่างจัง และการปฏิรูปเศรษฐกิจ (เปิดประเทศเพื่อกลุ่มทุนต่างชาติขนาดใหญ่) ของเธอนั้นก็ค่อนข้างรุนแรง  สิ่งเหล่านี้น่าจะทำให้กองทัพรวมไปถึงกลุ่มชนชั้นนำเก่าๆ ที่ทรงอิทธิพลอยู่เดือดดาลพอสมควร

Finally the head of the military who enacted the coup General Min Aung Hlaing was due to retire in 6 months. We don’t know a whole lot about his personal ambitions but perhaps he wasn’t content with a quiet retirement. For all we know he could be a staunch reactionary who pines for the old days of the junta. He’s promised elections one year from now so we will see. 

สุดท้าย วาระเกษียณอายุของผู้นำกองทัพที่ทำการรัฐประหารครั้งนี้อย่างนายพลมี่นอองไลง์ก็ใกล้เข้ามาอีกเพียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น  เราไม่รู้นิสัยใจคอของเขาในหลายๆ อย่าง ไม่รู้ว่าความทะเยอทะยานส่วนบุคคลมีผลมาเพียงใด แต่เขาก็คงไม่พึงพอใจในการเกษียณอายุเท่าใดนัก  ที่เรารู้ก็คือเขาต้องการรักษาแผลของพวกปฏิกิริยาที่คิดถึงคืนวันเก่าๆ ในห้วงเวลาเผด็จการทหาร  เขาสัญญาว่าจะให้มีการเลือกตั้งในอีกหนึ่งปีถัดจากนี้  เรามารอดูกัน


สำหรับประวัติศาสตร์การเมืองในประเทศพม่า โปรดฟัง podcast #Analysand EP 14 ด้านล่างนี้ (ภาษาอังกฤษ)

Haji Sulong – Patani’s Reformer, Martyr and Father

Haji Sulong – Patani’s Reformer, Martyr and Father

Gabriel Ernst

The name Haji Sulong is little known in Thailand proper, despite being considered a hero and the founding father of the modern separatist movement in Thailand’s deep south ‘Patani’ region. Little is known outside the region about the conflict that erupted following his death, showing just how localised a civil war can be. This nescience is embodied in Haji Sulong, a man who lived an extraordinary life, was wildly influential and yet almost totally unknown to Thai society at large. 

Origins

Haji, originally Muhammed Sulong, was born in 1895 to a Jawi family of religious teachers in Lukson Village in the Patani Sultanate, Thailand (then Siam). The Jawi are a Malay Muslim people localised in what is today the ‘Three Deep Southern Provinces of Thailand’. Sulong attended the local Jawi religious school where he was trained in Malay, basic Arabic and Islam.

The greater kingdom of Siam would have had little influence on the young Sulong, as Patani was almost entirely self-governing at the time, in fact, it is said that Sulong never spoke a word of Thai in his life. The local Sultans of Patani had for centuries paid tribute to distant Siamese kings, who in return offered their protection from encroachment by the other Malay Sultanates to the south. This arrangement also kept the British Empire at bay, as they gradually conquered the Malay states, formalising Siam’s ownership of Patani in the treaty of 1905. 

At just 12 years old, Sulong was chosen to make Haj and to study in Mecca, a rare honour in the Jawi community. This was seemingly made possible by his family’s influential religious status and his intellectual prowess shown as a student. Making Haj for a member of the Jawi community at the time was not only expensive but extremely time-consuming, the trip would typically take around one full year to complete, on top of that it was dangerous, around 15% of pilgrims did not survive the journey. 

Time in Mecca

On arrival in Mecca, Sulong had the opportunity to meet Syeikh Wan Ahmad bin Muhammad Zain al-Fatani, a leading scholar from Patani and a prominent modernist. He spent the next two decades studying Quranic Arabic and Islamic theory, moving between several mosques and schools. Eventually, he earned a reputation as a scholar and attained the position of Junior Lecturer at al-Haram Mosque specialising in Islamic law. At some point, after completing Haj he attained the name Haji.

Mecca Circa 1910

The Islamic world that Sulong had entered into was tumultuous, with power towing and throwing between the Ottoman and British Empire as well as resistance from local rulers. Without a doubt, the secular nationalist influences of the new Young Turks impacted on the young Sulong as well as the teachings of the legendary scholar Muhammad Abduh, who is today known as a key founding figure in Islamic Modernism. During this era, he also spent time in colonial Jerusalem and Egypt.

Islamic Modernism was a relatively new and bold current in Islamic thought at the time. The concept attempted to reconcile the Islamic faith with modern values such as democracy, civil rights, rationality, equality, and progress. Sulong pursued this avenue of theology rather than the reactionary Wahabism which was also on the rise.

Age 29 Sulong, now a widower after a brief first marriage, remarried a woman named Khadijah who was a member of Kelantan Royalty, from British Malaya, which increased his ties and influence among the Jawi community back in Southeast Asia. 

Living in Mecca during the First World War, Sulong witnessed what many Arab Muslims considered to be a betrayal by the British and French Empires after they fought against the Ottomans. The western empires carved up the Arab world as their own newly-acquired colonies, leading to much resentment. This would later give rise to post-colonial Arab nationalism, which was highly influential on Sulong. Shortly after WWI, however, Wahabist Islamic extremists took control over Mecca. The new rulers did not at all favour the Jawi community, many of whom left for elsewhere in the Islamic world, including Sulong and his wife, who, shortly after the death of their young son, departed back to Patani. 

During Sulongs time in Mecca, he witnessed tremendous upheaval and was exposed to numerous strains of synthesised Islamic thought in nationalism, colonialism, identity, theology and self-determination. He left Patani as Muhammed, the child and returned as Haji, the widely respected scholar, well versed in theology, politics and their synthesis. 

Return to Patani

On his return to Patani, he saw his homeland in desperate need of redevelopment, particularly in regards to Islam. He considered typical Jawi spirituality to be far removed from authentic Islam, with many people incorporating aspects of Animism, Hinduism and even Buddhism into their religious practices, this influenced both the individuals’ spiritual lives and their systems of education and governance.

He felt a responsibility to teach Islam as he had learnt in Mecca. As such he began touring the south of Siam, lecturing and meeting with local spiritual leaders. His teachings were described as ‘progressive and bold’ upsetting many of those local leaders. The purpose of this tour was first seeking to revive Islamic teachings, then to reform Islamic education and finally to implement modern political and legal systems within a pluralist Islamic context.

‘Three Southern Provinces of Thailand’

Following his tour, Sulong decided to build a school in Patani. This would not be another Jawi Islamic school, as were typical in the region, but an institution that taught a modernist progressive curriculum within an Islamic context. As construction of the school neared completion Siam was rocked by the 1932 coup that toppled the absolute monarchy of King Prajadhipok. 

This development made necessary a completely new relationship between Patani and the new civilian post-coup leadership in Bangkok. Sulong saw this as an opportunity to forge good ties with Bangkok so as to have more influence over what he considered the reactionary old guard in Patani. In 1933 he travelled to Bangkok to meet with the new leadership and request funds for his school. Prime Minister Phahol agreed and future Prime Minister Pridi Phanomyong, while he was Minister of the Interior, visited the newly built school where he was warmly received. This cemented the perception from Bangkok of Sulong as the leading authority in Patani, despite the existing influence of other powerful families who hadn’t yet been able to forge ties with the new regime. 

Sulong became headmaster of his new school and gained tremendous influence among the local community. The school also served as a mosque for the community, proselytising Sulong’s modernist teachings on Islam.

The warm relationship with Bangkok, however, was short-lived as the national leadership began to see Sulong’s movement as a threat to their governance over the region and the school was closed down just 2 years after opening. Sulong then resumed his touring of the South, continuing his education program with his dedicated followers. 

Thaification

In 1937 Siam held its first general elections, which included votes from Patani. In the Patani election, Sulong controversially supported a Buddhist candidate, Jaroen Suebsaeng, over the more locally populist Muslim candidate Phraphiphitphakdi who was a descendent of the Jawi Sultanate. Sulong saw Jaroen as being more inclined to his own political aims of modernism and pluralism rather than supporting a member of the old Jawi elite purely on the basis of shared identity. Jaroen was also aligned with the reformist Pridi who Sulong surely admired. Phraphiphitphakdi won the election, however, Jaroen would later become elected as governor of Patani in large part due to Sulongs support.

The fall out of the general election spelt bad news for not only Sulong but the majority of the Jawi community in the deep south. Field Marshal Plaek Phibunsongkhram replaced Phahol as the Prime Minister of Thailand and established a military dictatorship inspired by the Italian fascism of Benito Mussolini. Phibun launched a reactionary modernization campaign known as the Thai Cultural Revolution that included a series of cultural mandates, changing the country’s name from “Siam” to “Thailand”, and enforced promotion of the Central Thai language. This cultural mandate program was particularly problematic for the people of Patani as after centuries of near-complete autonomy from Bangkok they were now suddenly being forcibly assimilated into the Thai state. 

Thai cultural mandates poster

School curriculums were forced to focus on Central Thai culture and all lessons had to be in the Thai language. Traditional Jawi clothing was banned and Islamic courts, which were previously used in civil cases were prohibited. The local population passively resisted, when there was a dispute among Muslims it would be arbitrated informally, Sulong was often chosen to act as arbiter in these cases. 

Sulong became the leader of an informal extrajudicial legal system in Patani and part of the tacit resistance movement to Thai imperialism. Certainly to Sulong, this would have been all too familiar, having spent decades living under western colonial powers while in Mecca.

World War II

The outbreak of World War II saw Phibhun’s Thailand align with Imperial Japan. The Japanese Army also conquered Malaya from the British Empire and the British sought allies to resist the Japanese in the region. Many Jawi joined the underground Thai resistance movement against the Japanese-Phibhun alliance. The British supported the Jawi independence movement, which had grown stronger during the Phibhun era and supposedly promised them national independence post-war, thus further undermining Bangkok’s control over the deep south. 

Sulong used this opportunity to ingratiate himself with the pro-independence movement and the British, however, he was always sceptical as he had witnessed the dark side of British colonialism during his time in Mecca and the middle east.

At the close of the war, however, the British didn’t live up to their promise. The United States wanted to treat Thailand as an ally, despite its alignment with Japan. This was due to the encroaching threat of communism, the US saw Phibhun, who managed to hold onto power post-war, as a useful anti-communist ally and as such the issue of Patani independence was ignored.

The Pridi Years

The post-war years in Thailand were chaotic, with an ever-shifting political climate, as the reformer and anti-Phibun politician Pridi came to power briefly in 1946 prospects were looking optimistic for Sulong and his movement. The young King Ananda even donated 20,000 Baht to promote welfare in the region and Pridi indicated his willingness to allow greater autonomy. 

In 1947 the Bangkok government sent a team of representatives to the deep south on a fact-finding mission regarding the possibility of greater autonomy for the region. Sulong was chosen by religious leaders as their representative and he proposed the following:

1. That the four southern provinces be governed as a unit, with a Muslim governor.
2. That for the first seven years of the school curriculum, Malay be allowed as the language of instruction.
3. That all taxes collected in the four southern provinces be expended there.
4. That 85 per cent of the government officials be local Malays.
5. That Malay and Thai be used together as the languages of government.
6. That the provincial Islamic committees have authority over the practice of Islam.
7. That the Islamic judicial system be separated from the provincial court system.

The delegation held extensive discussions with Sulong over the requests but had no authority to implement them, as such they returned to Bangkok. The national government was slow to respond, so Sulong started a very public pressure movement, collecting funds and again travelling around the region promoting his movement and its goals. He also declared that if Bangkok approved his suggestions he would invite back Haji Mahayiddin to govern the region, Mahayiddin was the son of the last Sultan of Patani and former leader of the underground movement during WWII. This demonstrated that Sulong had no real interest in governing, rather he was more interested in continuing his educational work. 

During this period, just over the border in British Malaya, separatist movements were becoming increasingly bold and insurrectionary. This along with Sulong’s increasing popularity made Bangkok nervous about the region falling into all-out separatist revolt. Some government officials in Bangkok saw Sulong’s movement as being the Patani branch of the independence movement that gripped Malaya. 

Conservatives Reclaim Bangkok

In November 1947 a coup overthrew the reformist national government, replacing it with a conservative royalist regime who were extremely hostile to the movement in Patani. A crackdown on reformists and dissidents followed and Sulong was arrested in January 1948 along with his more active supporters. Charged with sedition Sulong was sentenced to 4 years imprisonment, all of which were served in Bangkhwang Prison in Bangkok. In jail, he wrote extensively, however, all of his writings were screened and censored by prison officials. 

Without Sulong the movement in the deep south became increasingly paranoid and moved further underground. Those who were still free made little progress with a government in Bangkok who had no intention on ceding any ground. 

Sulongs release after 4 years saw him return to a hero’s welcome in Patani where over a thousand followers came to greet him at the train station. However, he was barred from taking part in any political activity and was told to stop teaching or else he would be imprisoned again. Sulong apparently obeyed but struggled personally without being able to fulfil his purpose in life.

During the next year, the Bangkok government grew increasingly paranoid of internal threats. The Communist Party of Thailand was becoming more influential, while the independence movement in British Malaya grew ever stronger. 

In August of 1954 Sulong was summoned to a police station in nearby Songkhla province for questioning. He attended with two colleagues and his 15-year-old son to act as a translator. The four were never seen again. Years later the police officers involved would admit to the brutal murder of Haji Sulong and company. Their bodies were never found. 

Post Sulong

To this day Sulong’s battle for self-determination lives on. However, the movement he helped to define has taken on an entirely different shape. A far more radical tendency has come out of the deep south in terms of its resistance to Bangkok, nowadays bombings, drive-by shootings and assassinations are commonplace as the Thai authorities have taken an increasingly heavy-handed approach to the separatists. 

Patani is a city under military occupation, full of checkpoints manned by heavily armed soldiers, brought in from distant provinces to crush the unrest. The era of reformist post-colonial Islam seems like a distant memory in the Muslim world. However, the influence of Haji Sulong as a martyr and as the intellectual force behind Patani’s self-determination movement remains. Indeed the current insurgency has generally continued its tradition of nationalism, rather than embracing a more Salafist creed, as has become increasingly common in rebellions throughout the rest of the Islamic world and we can only assume that this tradition in Patani stems from the extensive teachings and influence of Haji Sulong. 

Futher Reading:

Profile on Haji Sulong in Thai and Bahasa languages:
https://www.bbc.com/thai/thailand-53761549
https://www.bbc.com/indonesia/dunia-53831094

Extensive paper on Haji Sulong from which much of this information is sourced:
https://www.jstor.org/stable/23020304?seq=1

ฟรีแลนซ์ และจริยศาสตร์การทำงานแบบโปรแตสแตนท์

ฟรีแลนซ์ และจริยศาสตร์การทำงานแบบโปรแตสแตนท์

ผู้เขียน Gabriel Ernst
ผู้แปล Warisa Sukkumnoed
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

ภาพยนตร์ ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ (2015) ที่กำกับโดย นวพล ธำรงค์รัตนฤทธิ์ เป็นตัวอย่างที่หาได้ยากของภาพยนตร์ไทยที่มีเนื้อหาแบบมาร์กซิสต์ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้แฝงไปด้วยมุมมองการวิพากษ์ต่อระบบทุนนิยมและจริยศาสตร์การทำงานแบบโปรแตสแตนท์แบบมาร์กซิสต์ที่เราทั้งแบบแนบเนียนและตรงไปตรงมา

ด้วยนักแสดงอย่าง ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์, ดาวิกา โฮร์เน่ และ วิโอเลต วอเทียร์ ความคาดหวังต่อภาพยนตร์เรื่องนี้จึงมักจะเป็นในรูปแบบของความโรแมนติกแบบน่ารักและแปลกตา แต่หนังเรื่องฟรีแลนซ์กลับพาเราสำรวจถึงเส้นทางที่โหดร้ายและตรงไปตรงมาของความทุกข์ทรมานในระบบทุนนิยม และความจริงที่เจ็บปวดของการแข่งขันในระบบตลาด

คำเตือน: มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วน

ยุ่น ตัวเอกของเรื่องที่แสดงโดยซันนี่ เป็นกราฟิกดีไซเนอร์รับจ้างฝีมือดีที่ต้องทำงานที่เจ๋ (แสดงโดย วิโอเลต วอร์เทียร์) ผู้จัดการของเขามอบหมายให้ให้ทันเวลา งานที่เพิ่มขึ้นจนล้นมือทำให้ สุขภาพของยุ่นค่อยๆ แย่ลงเรื่อยๆ จนเกิดเป็นผื่นจากความเครียดที่กระจายไปทั่วร่างกาย ยุ่นได้ไปพบหมอที่โรงพยาบาลเอกชนเพื่อที่จะหาทางรักษา แต่ด้วยราคานั้นแพงเกินกว่าเงินในกระเป๋าที่เขามี เขาจึงเปลี่ยนไปรักษาที่โรงพยาบาลรัฐ ที่ทำให้เขาได้พบกับหมออิม (แสดงโดยดาวิกา)

จากภาพความเป็นจริงที่สะท้อนออกมาในภาพยนตร์ โรงพยาบาลรัฐนั้นแออัดและมีความเป็นลำดับขั้นสูงที่แสดงออกผ่านการรอเข้ารักษาเป็นเวลานาน หลังจากการรักษาผ่านไปในอีกไม่กี่เดือนต่อมา หมออิมได้รักษาผื่นของเขา ซึ่งได้แสดงความเป็นห่วงอย่างจริงใจต่อสุขภาพของเขา และแนะนำเขาว่าภาระงานที่หนักเกินไปของเขาอาจทำให้เขาตายได้ แต่ยุ่นยังคงยืนกรานอยู่ตลอดว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกเสียจากการรับงานที่หนักเหล่านั้น ซึ่งถ้าเขาปล่อยงานผ่านไปงานจะไม่กลับมาหาเขาอีกแล้ว ยุ่นเป็นตัวอย่างของแรงงานทาสในระบบตลาด ที่ค่าจ้างที่ค่อนข้างสูงไม่สามารถทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้เพราะเขาไม่สามารถใช้มันในการหาความสุขให้ตัวเองได้ เนื่องจากงานที่หนัก

เมื่อภาพยนตร์ได้เล่าถึงความรักที่กำลังเบ่งบานมากขึ้นระหว่างยุ่นและหมออิม (ซึ่งถูกโฆษณาในตอนแรกว่าเป็นพล็อตหลักของเรื่อง) ยุ่นก็เริ่มที่จะดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิต ทั้งการจัดเวลานอนด้วยตัวเอง กินอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกาย

เจ๋ ผู้จัดการของเขา ก็เผชิญกับสภาวะเดียวกันกับเขาที่เครียดและอยู่ใต้ความกดดันอยู่ตลอดเวลา เจ๋มีวิธีคิดเช่นเดียวกับยุ่น คือ “ทำงาน ทำงาน ทำงาน” เธอจึงพยายามเร่งยุ่นเรื่อยๆ นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ภาพยนตร์พยายามพาเราสำรวจแนวคิดจริยศาสตร์การทำงานแบบโปรแตสแตนท์อย่างไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นแนวคิดของคาล์วินนิสต์ว่าด้วยการทำงานคือการช่วยให้มนุษย์ไถ่บาป เพราะเราจะพบเป้าหมายทางจิตวิญญาณของชีวิตผ่านการทำงาน วิธีคิดนี้ ซึ่งเกิดขึ้น ณ โลกโปรแตสแตนท์ฝั่งตะวันตกที่ถูกใช้ในการอธิบายและผสานกันอย่างลงตัวกับทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ของโลกฝั่งตะวันตกจนถึงจุดที่แทรกซึมเข้าไปทั่วสังคมทุนนิยม ไม่ว่าจะเป็นศาสนาที่อยู่ในพื้นที่ใดก็ตาม หรือแม้แต่ไม่มีศาสนาเลย ยุ่นถูกมองว่าเป็นศาสนิกชนที่เคร่งครัดต่ออุดมการณ์ โดยไม่ได้มีการพินิจพิจารณาหรือวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ 

วงจรอุบาทของการทำงานที่นำไปสู่งานที่มากขึ้นเรื่อยๆได้ถึงจุดจบของยุ่นเมื่อเขาทำงานหนักเกินไป จนตัดต่อรูปผิดพลาด และทำให้ไม่ได้รับการจ้างงาน งานของเขาที่หายไปอย่างไม่ทันตั้งตัวกลับไปตกอยู่ในมือของรุ่นน้องที่มีความกระตือรือร้นมากกว่า ส่วนเขาก็ถือเอาเวลาที่เขาว่างงานไปดูแลสุขภาพตัวเอง ถึงกระนั้นช่วงเวลาพักผ่อนของเขาก็ไม่ได้อยู่ตลอดไป เพราะอยู่ดีๆเขาก็ได้รับงานใหญ่และเงินดี ซึ่งโอกาสในการทำงานที่ผู้จ้างบอกเขาว่าจะพัฒนาตัวเขาให้ก้าวข้ามจากข้อผิดพลาดเดิมๆ

เมื่อยุ่นรับงาน เขาก็เริ่มทำงานอย่างบ้าระห่ำ และไม่สนใจในสิ่งที่หมออิมเคยแนะนำ หลังจาก 6 วันของการทำงานโดยไม่หยุดพัก ยุ่นล้มลง และเผชิญกับอาการหัวใจวาย ณ เวลานั้น ภาพงานศพของเขาก็ผุดขึ้นมา ทำให้เขารู้ว่ามีเพื่อนไม่กี่คนและคนที่เขารักที่ห่วงใยเขา มันคือช่วงเวลาที่ยุ่นเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตตัวเอง และรู้ตัวว่างานของเขามันไม่ได้มีค่าเท่าชีวิตของเขา

เมื่อเขาตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาล สิ่งแรกที่ยุ่นเห็นคือผู้จ้างวางคอมพิวเตอร์ไว้บนโตะเสิร์ฟอาหารบนเตียงที่เขานอนอยู่ และบังคับให้เขาทำงานต่อแม้ว่าเขาจะอยู่ในโรงพยาบาลก็ตาม ยุ่นปฏิเสธการทำงาน ณ จุดนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเขาพยายามหาความหมายของการทำงาน เขากลับไม่พบเจอความหมายอะไรให้เลย แต่กลับเป็นความหมายของการค้นหาและพัฒนาความสัมพันธ์ทางสังคมและความรัก การดูแลตัวเอง และการรักษาสุขภาพ นี่คือวินาทีอันทรงพลังของการต่อต้านทุนนิยมเมื่อยุ่นหันหลังให้กับการสะสมทุนที่ไม่หยุดนิ่งของความมั่งคั่งและการทำงานเพื่อ ‘หาความหมายของชีวิต’ แต่เขาได้เลือกวิธีการไถ่บาปวิธีอื่นแทน

แม้ว่าภาพยนตร์จะไม่ได้พูดถึงมาร์กซิสต์แบบตรงๆ แต่มันก็พาเราไปสำรวจข้อวิพากษ์ของมาร์กซิสต์หลายประการที่มีต่อระบบทุนนิยม นี่เป็นความตั้งใจหรือไม่ผมไม่อาจทราบได้ แต่แน่นอนว่ามันคือภาพยนตร์ที่สามารถใช้ในการแสดงให้เห็นถึงความจริงอันโหดร้ายและทารุณของสังคมที่ถูกขับเคลื่อนโดยการโหยหากำไร ที่ความหมายของชีวิตถูกกำหนดแค่โดยการทำงานและผลประโยชน์ต่อระบบทุนนิยม

คะแนน: 8/10