ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจักรวรรดินิยม

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจักรวรรดินิยม

จักรวรรดินิยมคือนโยบาย ปฏิบัติการ หรือการสนับสนุนให้มีการขยายอำนาจและการควบคุมไปสู่ภายนอก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา นี่คือสิ่งที่รัฐ (ประเทศ) กระทำด้วยการยืดดินแดนโดยตรง หรือด้วยการได้มาซึ่งอำนาจควบคุมทางการเมืองและเศรษฐกิจของพื้นที่อื่น ๆ เพื่อขูดรีดทรัพยากรกลับไปยังศูนย์กลางของจักรวรรดิ ยกตัวอย่างเช่น การที่อังกฤษมีอำนาจควบคุมอาณานิคมอินเดียทำให้อังกฤษสามารถรีดเค้นความมั่งคั่งของอินเดียและส่งกลับไปยังอังกฤษได้ ปฏิบัติการดังกล่าวทำให้พลังอำนาจของระบบทุนนิยมแผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวางในศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มาร์กซ์ได้เขียน Das Kapital ขึ้น

จักรวรรดินิยมของทุกวันนี้ได้พัฒนาขึ้นจากปฏิบัติการทางประวัติศาสตร์ที่มีรากฐานมาจากลัทธิล่าอาณานิคม ทุกวันนี้เราจะเห็นตัวอย่างได้จากบริษัทเหมืองแร่ของอังกฤษที่ดำเนินกิจการในอินเดียและส่งผลกำไรกลับไปยังอังกฤษ ซึ่งไม่เหมือนเมื่อ 100 ปีก่อน การจะทำความเข้าใจจักรวรรดินิยม เราจำเป็นต้องใช้กรอบคิดทางการเมืองและเศรษฐกิจที่มองลึกลงไปอย่างถึงรากถึงโคน เช่น กรอบคิดแบบมาร์กซิสต์ (Marxism) ในทำนองเดียวกัน หากเราจะทำความเข้าใจระบบทุนนิยมในศตวรรษที่ 21 เราจำเป็นต้องเข้าใจลัทธิจักรวรรดินิยมด้วย จากมุมมองแบบมาร์กซิสต์ การต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคมและการต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมได้ก่อตัวขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ที่กว้างขวางยิ่งกว่า นั่นก็คือการต่อสู้ต่อต้านระบบทุนนิยมโลก

ลัทธิล่าอาณานิคม

ยุคที่ลัทธิอาณานิคมเฟื่องฟูอยู่ในประมาณช่วงปี ค.ศ. 1700 – 1950 ลัทธิล่าอาณานิคมขึ้นสู่จุดสูงสุดเมื่อราว ๆ ปี ค.ศ. 1900 ในช่วงเวลาดังกล่าว คาดการณ์กันว่า ประชากรโลกประมาณ 70 % อยู่ภายใต้อำนาจควบคุมของจักรวรรดิอังกฤษ ภายใต้การควบคุมของฝรั่งเศส 10 % ภายใต้การควบคุมของดัตช์ 9% และภายใต้การควบคุมของญี่ปุ่น 4%

จักรวรรดิถูกบริหารจัดการ (ปกครอง) โดยสั่งการจากสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นแผ่นดินแม่ การปกครองดังกล่าวเป็นไปได้ก็ด้วยพันธมิตรที่แน่นแฟ้นระหว่างรัฐกับทุนนิยม ซึ่งหมายความว่า รัฐบาลอังกฤษปกครองอาณาเขตทางกายภาพ เช่น อินเดียและกานา พร้อม ๆ กับที่บริษัทอังกฤษประสานงานขูดรีดทรัพยากร (สินค้า) โดยการขูดรีดแรงงานจากอาณาเขตเหล่านั้น รัฐบาลอังกฤษจะหักภาษีจากสินค้าเหล่านั้นเพื่อใช้เป็นทุนในการบริหารจัดการและการขยายจักรวรรดิต่อไป ในระบบอาณานิคมนี้ เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าทุนนิยมและจักรวรรดินิยมเกี่ยวพันกันอย่างไร และทั้งคู่ต่างก็สนับสนุนและให้ความชอบธรรมซึ่งกันและกันอย่างไรบ้าง

เราดูตัวอย่างได้จากพัฒนาการของการล่าอาณานิคมอินเดีย:

ขั้นตอนที่ 1

คนงานชาวนาในอินเดียผลิตผ้าไหมให้เจ้าที่ดินศักดินาของพวกเขา →

พ่อค้าชาวอังกฤษเดินทางไปอินเดียเพื่อซื้อผ้าไหมจากเจ้าที่ดินศักดินาชาวอินเดีย→

พ่อค้าเดินทางกลับไปยังอังกฤษเพื่อขายผ้าไหม

*ใน ขั้นตอนที่ 1 เจ้าที่ดินศักดินาอินเดียก็รีดเค้นผลกำไรจากกระบวนการดังกล่าวเช่นกัน*

ขั้นตอนที่ 2

รัฐอังกฤษทำการขับไล่เจ้าที่ดินศักดินาชาวอินเดีย →

ที่ดินถูกแจกจ่าย ปล่อยเช่า หรือขายให้กับพ่อค้าชาวอังกฤษ →

ตอนนี้ คนงานชาวนาในอินเดียผลิตผ้าไหมให้พ่อค้าชาวอังกฤษ →

พ่อค้าส่งออกผ้าไหมกลับไปขายที่อังกฤษ →

ผลกำไรจากกระบวนการดังกล่าวจะถูกหักภาษีโดยรัฐอังกฤษ →

รัฐเอื้ออำนวยเปิดพรมแดนใหม่ ๆ ให้กับทุนต่อไป

ลัทธิล่าอาณานิคมผู้ตั้งถิ่นฐาน

จักรวรรดิอาณานิคมหลายรายไม่ได้แค่ใช้อำนาจบังคับอาณาบริเวณอื่น ๆ ผ่านการปกครองแบบอาณานิคมทางไกลเท่านั้น แต่ยังส่งคนของพวกเขาไป “ตั้งถิ่นฐาน” (settle the land) และขับไล่ชนพื้นเมืองเดิมออกโดยยึดที่ดินมาเป็นของตัวเองอีกด้วย สิ่งนี้เห็นได้ชัดในสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา บ่อยครั้งก็มีการใช้แรงงานทาสในพื้นที่อาณานิคมแบบตั้งถิ่นฐานดังกล่าวด้วย ประเทศเหล่านี้ในปัจจุบัน ถูกครอบงำโดยกลุ่มคนที่ไม่ใช่ชนพื้นเมือง (ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยุโรป) ในขณะที่ชนพื้นเมือง เช่น ชนพื้นเมืองอเมริกัน ถูกขับไล่ และถูกพรากสิทธิ์พรากเสียงไปจนหมด หรือแม้แต่ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยเหล่าผู้ตั้งถิ่นฐาน 

เศรษฐกิจหลังยุคอาณานิคม

นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นต้นมา ประเทศใต้อาณานิคมหลายแห่งเริ่มจัดตั้งขบวนการปลดแอกเพื่อปลดปล่อยตัวเองจากการกดขี่ของเหล่าจักรวรรดิยุโรป หลังจากแรงกดดันท่วมท้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง การปฏิวัติก็ปะทุขึ้นไปทั่วทั้งเอเชีย แอฟริกา แคริบเบียน และลาตินอเมริกา ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 อดีตประเทศใต้อาณานิคมส่วนใหญ่ได้ปลดแอกตัวเองสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ขบวนการปลดแอกได้ล้มล้างโครงสร้างการปกครองของอาณานิคมลง ระบบการขูดรีดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจในระดับโลกส่วนมากก็ยังคงดำรงอยู่ นั่นก็ด้วยการผงาดขึ้นมาของสหรัฐฯ ในฐานะ “ผู้นำของโลกตะวันตก” (leader of the western world)

การครอบงำทางเศรษฐกิจที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องนี้เป็นไปได้ก็ด้วยการชักนำขบวนการเรียกร้องเอกราชโดยอดีตมหาอำนาจอาณานิคม โดยปกติแล้ว ขบวนการปลดปล่อยชนพื้นเมืองสุดขั้วจะจัดตั้งและปลุกปั่นเพื่อเรียกร้องอิสรภาพอย่างเต็มรูปแบบ ในขณะเดียวกัน เจ้าอาณานิคมจะต่อรองอิสรภาพดังกล่าวกับกลุ่มที่แข็งข้อน้อยกว่าภายในประเทศนั้น ๆ เพื่อให้มั่นใจว่า สินทรัพย์และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจะยังคงอยู่ภายหลังจากการปลดปล่อย สิ่งนี้เห็นได้ชัดตั้งแต่มาเลเซียไปจนถึงแซมเบีย

เหล่าอดีตประเทศใต้อาณานิคมที่ต้องการปลดแอกตัวเอง ต่างพากันจัดตั้งรัฐบาลสังคมนิยมและเข้ากุมบังเหียนเศรษฐกิจของประเทศตัวเอง และไล่บริษัทตะวันตกออกไป ในภายหลังประเทศเหล่านี้ถูกเอาคืนอย่างรุนแรง คาดการณ์กันว่า สหรัฐฯ มีส่วนพัวพันในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอย่างน้อย 81 ครั้งในต่างประเทศตั้งแต่ปี ค.ศ. 1946 ถึง ค.ศ. 2000 อดีตจักรวรรดิอาณานิคมอื่น ๆ เช่น สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ต่างก็มีส่วนเกี่ยวข้องในการกดขี่ทั่วโลกไม่แพ้กัน 

ตัวอย่างล่าสุดเกิดขึ้นในโบลิเวีย ที่ซึ่งพรรคสังคมนิยมได้รับเลือกตั้งและตั้งใจจะทำเหมืองลิเทียมให้กลายมาเป็นกิจการของรัฐ (nationalise) ซึ่งเป็นหนึ่งในทรัพยากรที่ถูกขูดรีดอยู่เรื่อยมา สิ่งนี้จะป้องกันไม่ให้บริษัทต่างชาติเข้ามารีดเค้นผลกำไรจากการขุดเหมืองข้ามทวีปได้ กลับกัน ผลกำไรจะไปตกอยู่ที่รัฐบาลโบลิเวียแทน ซึ่งจะนำมาใช้จ่ายเป็นสวัสดิการและโครงการทางสังคมของพวกเขาเอง ลิเทียมเป็นสินค้าสำคัญในสหรัฐอเมริกาเนื่องจากเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแบตเตอรี่ ดังนั้นหากชาวโบลิเวียสามารถควบคุมแหล่งอุปทานลิเทียมได้ พวกเขาก็จะสามารถขึ้นราคาและป้องกันเศรษฐกิจตัวเองจากสหรัฐอเมริกาได้ ในปี ค.ศ. 2019 สหรัฐอเมริกาสนับสนุนการทำรัฐประหารในโบลิเวีย ขับไล่รัฐบาลสังคมนิยมที่มาจากการเลือกตั้งตามวิถีประชาธิปไตย และแทนที่ด้วยรัฐบาลอนุรักษ์นิยมขวาจัด ซึ่งไม่เป็นที่ชอบพอของประชาชนอย่างมาก

โครงสร้างอาณานิคมในยุคหลังอาณานิคม

แม้ว่าบางครั้งประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาจะใช้ทหารเข้าแทรกแซงโดยบุกรุกประเทศใดประเทศหนึ่งเพื่อขัดขวางการปลดปล่อยทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น เช่นการรุกรานเวียดนาม ทว่าบ่อยครั้งก็มีการจัดวางกลไกทางเศรษฐกิจและทางการทูตที่ซับซ้อนขึ้นมาเพื่อการันตีว่า การถ่ายโอนความมั่งคั่งจากอดีตประเทศใต้อาณานิคมในซีกโลกใต้ไปสู่อดีตจักรวรรดิและรัฐอาณานิคมผู้ตั้งถิ่นฐานในซีกโลกเหนือจะดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง

สถาบันอย่างธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กระทำการต่าง ๆ เพื่อการันตีว่า กฎเกณฑ์ทางเศรษฐกิจรูปแบบหนึ่งจะถูกทุกประเทศนำไปปฏิบัติใช้ ซึ่งเป็นไปในทางบีบบังคับอย่างไม่มีทางเลือก โดยทั่วไปแล้วนี่หมายถึงการเปิดตลาดในประเทศให้บริษัทต่างชาติเข้ามาและปล่อยให้มีการขูดรีด เช่น การตั้งโรงงานนรกและการรีดเค้นทรัพยากรออกไปจำนวนมาก หากแข็งข้อไม่ทำตามสถาบันเหล่านี้ก็อาจโดนคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ เหมือนในคิวบาและเวเนซุเอลาที่ถูกห้ามนำเข้าและส่งออกสินค้าบางประเภท กีดกันพวกเขาออกจากส่วนอื่น ๆ ของโลก และทำให้ประชาชนของสองประเทศนี้ขาดแคลนทรัพยากรอย่างหนัก

ปฏิบัติการฉกฉวยอีกอย่างหนึ่งก็คือหนี้ระหว่างประเทศ โดยในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น ตลาดล่ม สถาบันอย่าง IMF จะเข้ามาปล่อยกู้แก่ประเทศที่กำลังประสบวิกฤต ทว่าเงินกู้เหล่านี้ก็มาพร้อมเงื่อนไขที่เข้มงวด เช่น ต้องแปรรูปกิจการของรัฐให้กลายมาเป็นของเอกชน (privatisation) หรือต้องทำลายรัฐสวัสดิการภายในประเทศ และต้องเปิดเศรษฐกิจในประเทศให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปขูดรีดได้ รัฐบาลของประเทศเหล่านี้ถูกบีบให้ต้องยอมรับเงินกู้เหล่านี้เนื่องจากพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทางเศรษฐกิจโลกรูปแบบดังกล่าว ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังคงบังคับใช้โดยอดีตมหาอำนาจอาณานิคม

อำนาจอ่อน

จักรวรรดินิยมยังบริหารจัดการตามโมเดลอำนาจอ่อนอีกด้วย นั่นก็คือ เมื่อนโยบายที่ไม่ใช่เชิงรุก (non-aggressive) หรือกระแสสังคมเป็นไปในทางที่สนับสนุนโครงการจักรวรรดินิยมไม่ว่าพวกเขาจะตระหนักรู้หรือไม่ก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น สหราชอาณาจักรยืนกรานให้ผู้บริหารจัดการพื้นถิ่นในเขตใต้อาณานิคมของตนพูดภาษาอังกฤษและประพฤติปฏิบัติเหมือนคนอังกฤษ สิ่งนี้เป็นที่รู้จักกันในนาม “การทำให้ชนพื้นเมืองมีความเป็นอารยะ” (civilising the natives) นโยบายแนวนี้มีเชื้อไขแยกย่อยออกมาอีกมากมายในปัจจุบัน เช่น การที่ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง (lingua franca) ของโลกอย่างชัดเจน ซึ่งเอื้ออำนวยให้แก่อำนาจนำของสื่อตะวันตก วงการวิชาการ วิถีชีวิต และปรัชญา ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ สิ่งนี้ได้ส่งเสริมแนวความคิดที่ว่า ตะวันตกคือ ผู้นำแห่งอารยธรรม กระทั่งเป็นธรรมเนียมของคนไทยที่จะใช้ชื่อฝรั่งเมื่อไปต่างประเทศเพื่อให้ดูมีอารยะมากขึ้น

เมื่อสังเกตจากวัฒนธรรม ในภาพยนตร์อย่าง Top Gun หรือหนังของค่าย Marvel เราจะเห็นค่านิยมแบบทุนนิยมสุดขั้ว แสดงออกมาผ่านมุมมองตะวันตกซึ่งนับวันยิ่งเข้นข้นขึ้นเรื่อย ๆ เช่น แนวคิดปัจเจกนิยม (individualism) ความเป็นลำดับขั้น (hierarchies) ลัทธิทหาร (militarism) ความเป็นผู้ประกอบการ (entrepreneurship) ฯลฯ บ่อยครั้ง ตัวละครจักรวรรดินิยมร่วมสมัยเหล่านี้ เช่น ซูเปอร์ฮีโร่ ฮีโร่บู๊ล้างผลาญ หรือแม้แต่ทหารสหรัฐฯ ที่ปรากฏตัวออกมาโต้ง ๆ ถูกวาดภาพดั่งผู้พิทักษ์โลกที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา แต่เป็นสิ่งที่รับใช้ผลประโยชน์ของระบบทุนนิยมโลกในท้ายที่สุด การใช้อำนาจอ่อนในวิถีทางเช่นนี้แผ่ขยายไปทั่วทั้งวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และภาคประชาสังคม มันคือเหตุผลว่าทำไมค่านิยมของทุนนิยมตะวันตก เช่น เสรีภาพในการพูด จึงถูกทำให้กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ค่านิยมอย่างอิสรภาพจากการเป็นหนี้กลับถูกเพิกเฉย ในที่นี้เราไม่ได้บอกว่า ผู้กำกับฮอลลีวูดเป็นตัวแทนของลัทธิจักรวรรดินิยมที่ตระหนักรู้ในตัวเอง แต่เรากำลังบอกว่า ความสำเร็จของพวกเขาในตลาดวัฒนธรรมโลกเป็นผลโดยตรงจากลัทธิจักรวรรดินิยม ซึ่งก็ทำหน้าที่เสริมความแข็งแกร่งให้แก่จักรวรรดินิยมไปพร้อม ๆ กัน

ลัทธิจักรวรรดินิยมท้องถิ่น

สิ่งสำคัญคือต้องยอมรับว่า จักรวรรดินิยมไม่จำเป็นต้องเป็นโครงสร้างระดับโลกอย่างเดียว ย้อนกลับไปที่คำจำกัดความที่เรากล่าวถึงก่อนหน้านี้ จักรวรรดินิยมคือนโยบาย ปฏิบัติการ หรือการสนับสนุนให้มีการขยายอำนาจและการควบคุมไปสู่ภายนอก สิ่งนี้เกิดขึ้นภายในประเทศเดียวหรืออาณาเขตเดียวก็ได้ เป็นการนำโครงสร้างแบบเดียวกันที่กล่าวถึงข้างต้นมาใช้ เช่น อำนาจควบคุมของกรุงเทพฯ เหนืออีสานหรือปาตานี

กระแสทุนไหลไปยังซีกโลกเหนือ

ในขณะที่มีเศรษฐี มหาเศรษฐี และนายทุนที่ฉ้อฉลมากมายในอดีตประเทศใต้อาณานิคมและซีกโลกใต้ ท้ายที่สุดแล้วหากเราดูที่โครงสร้างทุนโลก จะเห็นได้ชัดเจนว่า สุดท้ายความมั่งคั่งก็ยังคงมุ่งหน้าไปยังอดีตเจ้าอาณานิคมและผู้รับช่วงต่อของประเทศเหล่านั้นในซีกโลกเหนือ ตัวอย่างเช่น ภาคบริการทางการเงินขนาดใหญ่และธนาคารของสหราชอาณาจักรซึ่งคุ้มกันทุนโลกเอาไว้มหาศาล เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นซากเดนของจักรวรรดิที่ยังคงไม่ได้ตายจากไปไหน เป็นสิ่งที่ประกอบขึ้นมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ยังคงมีอยู่ทั่วโลกทุกวันนี้

 

ว่าด้วยการห้ามวิจารณ์ ‘เจ้านาย’

ว่าด้วยการห้ามวิจารณ์ ‘เจ้านาย’

ต้นฉบับ : ณัฐวุฒิ รังศรีรัมย์

คำว่า “เจ้านาย” ในสมัยโบราณ หมายถึง กษัตริย์ ราชวงศ์ หรือขุนนางข้าราชการระดับสูง โดยเฉพาะกษัตริย์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าของแผ่นดิน ดังที่มีการเรียกกษัตริย์ว่า “พระเจ้าแผ่นดิน” แต่ในปัจจุบัน “เจ้านาย” นอกจากจะมีความหมายดังที่กล่าวมา ยังมีอีกความหมายหนึ่งที่เข้าใจโดยทั่วไปว่าหมายถึง นายจ้าง นายทุน เจ้าของบริษัท หรือคำเรียกที่เป็นนามธรรมขึ้นมาหน่อยก็คือ “ผู้ถือครองปัจจัยการผลิต”

ดังนั้น “เจ้านาย” จึงเป็นคำที่ผมประสงค์เลือกใช้โดยจงใจ เพราะต้องการจะเล่นกับคำในภาษาไทย อันเนื่องมาจากบทความนี้ต้องการที่จะเปรียบเทียบ “ตรรกะ” ของการปกป้อง “นายจ้าง” ในฐานะที่หมายถึง “เจ้านาย” ในความหมายปัจจุบัน กับตรรกะของการปกป้อง “เจ้านาย” ในความหมายโบราณของ “สลิ่ม” (อนุรักษ์นิยม/ กษัตริย์นิยม/ ขวาจัด)

*

“อย่าวิจารณ์นายจ้าง ถ้าทำงานกับเขาแล้วไม่มีความสุขก็ลาออกไปซะ” 

ผมยกประโยคข้างต้นขึ้นมาด้วยความรู้สึกไม่เห็นด้วยอย่างแรงกล้า และผมก็ได้แสดงความคิดเห็นต่อประโยคดังกล่าวเพื่อเป็นข้อโต้แย้งในความไม่เห็นด้วยของตัวผมเองและเพื่อเปิดประเด็นชักชวนมิตรสหายพูดคุยถกเถียงแสดงความคิดเห็นอันเป็นกิจวัตรปกติของพวกเราอยู่แล้ว 

โดยผมได้เริ่มต้นแสดงความคิดเห็นเพื่อเปิดประเด็นว่าประโยคดังกล่าวมันเป็นตรรกะเดียวกันกับประโยคที่ว่า “การวิจารณ์ ‘ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ คือการไม่รักชาติ และถ้าไม่รักชาติก็ควรออกไปจากผืนแผ่นดินไทยซะ” ซึ่งเป็นตรรกะที่ “สลิ่ม” มักใช้ขับไล่คนที่ “ทะลึ่ง” ไปวิจารณ์ “เจ้านาย”

กระนั้นก็ดี บรรดามิตรสหายที่เห็นต่างก็ได้แย้งผมว่า มันคนละ “บริบท” กัน โดยเขาได้ให้เหตุผลประกอบอย่างน่าฟังทำนองว่า “เจ้านาย” ของ “สลิ่ม” นั้น เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ในพื้นที่ “สาธารณะ” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ในสังคมประชาธิปไตยนั้น “เจ้านาย” ของ “สลิ่ม” อยู่ในขอบข่ายที่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ เพราะตัวตน “เจ้านาย” ของ “สลิ่ม” ดำรงอยู่ได้โดยอาศัยปริมณฑลสาธารณะ แต่ “นายจ้าง” อยู่คนละบริบทกัน เพราะนายจ้างอยู่ในพื้นที่ “ส่วนบุคคล” หรือพื้นที่ “เอกชน” ที่มีอำนาจเต็มในการกำกับควบคุมสั่งการ “ลูกจ้าง” ของตนเอง และเมื่อลูกจ้างไม่พอใจนายจ้างก็สามารถลาออกจากที่ทำงานได้อย่างอิสระเสรี ซึ่งลักษณะเช่นนี้เราไม่สามารถทำได้ง่ายนักเมื่อเปรียบเทียบกับการไม่พอใจ “เจ้านาย” ของ “สลิ่ม” แล้วจะลาออกจากการอยู่ภายใต้อำนาจสาธารณะที่ “เจ้านาย” ของ “สลิ่ม” ใช้อยู่

ด้วยเหตุผลดังกล่าว มิตรสหายที่ไม่เห็นด้วยกับผมจึงสรุปว่ามันคนละ “บริบท” กัน

แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมกำลังสื่อสารมาตั้งแต่ต้น เพราะอันที่จริงผมใช้คำว่า “ตรรกะเดียวกัน” ที่หมายถึง การใช้วิธีคิด ระบบความคิด กระบวนการคิด แบบเดียวหรือคล้ายคลึงกัน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเรื่อง “บริบท” เลย

ที่ผมบอกว่าเป็น “ตรรกะเดียวกัน” จะสังเกตเห็นได้จากสองคำใหญ่ ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน นั่นคือ “การวิจารณ์” และ “ควร/ต้องเคลื่อนย้ายสังขารของตนเองออกไปจากพื้นที่นั้น” 

ในที่นี่… 

“การวิจารณ์” เป็นอาการที่เกิดจากความไม่พอใจ “เจ้านาย” ด้วยเหตุผล “ทำงานแล้วไม่มีความสุข”

“ควร/ต้องเคลื่อนย้ายสังขารออกไปจากพื้นที่นั้น” คือ ผลจากการไม่พอใจ “เจ้านาย”

ฉะนั้น จึงอธิบายความหมายของประโยคทั้งสองซึ่งมี “ตรรกะ” ที่เหมือนกันได้ว่า ไม่ว่าคุณจะไม่พอใจ “เจ้านาย” ที่อยู่ในความหมายแบบใดก็ตาม ผลของมันคือคุณ “ควร/ต้องอันตรธานออก” ไปจาก “พื้นที่” ของ “เจ้านาย” ไม่ใช่มานั่ง “วิจารณ์” เพราะการวิจารณ์เป็นการ “เสือก/ทะลึ่ง” ใน “พื้นที่” ของ “เจ้านาย” 

อธิบายให้เป็นรูปธรรมได้ว่า ไม่ว่าคุณจะไม่พอใจ “ชาติ” (ในฐานะที่เป็นองค์รวมของ ‘ชาติ ศาสนา กษัตริย์’) หรือ “นายจ้าง” ผลของมันคือคุณ “ควร/ต้องอันตรธานออก” ไปจาก “พื้นที่” ของ “ชาติ” หรือ “นายจ้าง” ไม่ใช่มานั่ง “วิจารณ์” เพราะการวิจารณ์เป็นการ “เสือก/ทะลึ่ง” ใน “พื้นที่” ของ “ชาติ” หรือ “นายจ้าง”

จากที่กล่าวมา แน่นอนว่าเราลาออกจากการอยู่ภายใต้อำนาจ “รัฐ-ชาติ” ได้ยากกว่าการลาออกจากบริษัทสักแห่งหนึ่ง แต่จะปฏิเสธประโยคที่ว่า “อย่าวิจารณ์นายจ้าง ถ้าทำงานกับเขาแล้วไม่มีความสุขก็ลาออกไปซะ” กับ “ถ้าไม่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็ออกไปจากผืนแผ่นดินไทยซะ” ว่าเป็นคนละ “ตรรกะ” กันนั้นก็กระไรอยู่ 

**

เพื่อให้บทความนี้ไม่ใช่การเล่าเรื่องส่วนตัว หรือกล่าวอย่างตรงไปตรงมาก็คือเพื่อให้ได้สาระสักหน่อย

นอกจากมิตรสหายของผมแล้ว เท่าที่ผมสังเกตมาระยะหนึ่ง บรรดาผู้ที่เรียกตนเองว่าเป็น “ฝ่ายต่อต้านเผด็จการ” หรือ “ฝ่ายประชาธิปไตย” นั้น “บางคน” ก็มีความเห็นไปในทางเดียวกันกับมิตรสหายของผม (ซึ่งเอาเข้าจริงเขาก็อยู่ในบรรดากลุ่มที่เรียกตนเองว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” นั่นแหละ) คือ เห็นว่าเป็นคนละ “บริบท” กัน

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ พวกเขาเห็นว่าสองประโยคดังกล่าวไม่ควรหรือไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ หรือกล่าวให้ถึงที่สุดก็คือ พวกเขาไม่เห็นด้วยและต่อต้านอย่างเต็มที่เมื่อมีคนถูกไล่ออกจากประเทศ เพราะไปวิจารณ์หรือมีความไม่พอใจ “ชาติ” แต่ถ้าเกิดความไม่พอใจ “นายทุน” หรือไม่มีความสุขในการทำงาน พวกเขาสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้ลาออกจากที่ทำงานไปซะ

ประเด็นก็คือการที่พวกเขาต่อต้านประโยคหนึ่ง แต่กลับสนับสนุนอีกประโยคหนึ่งทั้ง ๆ ที่มี “ตรรกะ” เดียวกันนั้นน่าจะสะท้อนอะไรบางอย่างของยุคสมัยปัจจุบัน

เพื่อจะค้นหาว่ามันสะท้อนอะไร ผมขอเริ่มต้นจากการวกกลับไปพิจารณาสองประโยคเจ้าปัญหา ซึ่งสารตั้งต้นที่ควบคุมกรอบความคิดของทั้งสองประโยคคือ “ความเป็นเจ้าของพื้นที่” โดยในแง่ของบริษัทเอกชน “เจ้านาย” เป็นเจ้าของที่ทำงาน ส่วน “เจ้านาย” ของ “สลิ่ม” เป็นเจ้าของแผ่นดิน

การที่ “ฝ่ายประชาธิปไตย” ไม่เห็นด้วยกับการไล่คนออกนอกประเทศ เป็นเพราะพวกเขาต่างก็เข้าใจและตระหนักดีว่า “รัฐ-ชาติ” หรือ “แผ่นดิน” ไม่ได้เป็นของ “เจ้านาย” ตามความหมายแบบโบราณหรือที่ “สลิ่ม” เชื่อมั่นยึดถือ กล่าวคือ ไม่ใช่ของ “ชาติ ศาสนา กษัตริย์” หรือ “พระเจ้าแผ่นดิน” หากแต่เป็นของ “ประชาชน” ดังคำกล่าวที่ว่า “อำนาจเป็นของประชาชน – ประเทศชาติเป็นของราษฎรทั้งหลาย” อันเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย แต่การที่ “บางคนของฝ่ายประชาธิปไตย” เห็นด้วยกับการให้แรงงานลาออกจากที่ทำงานไปซะ ถ้าทำงานกับนายจ้างแล้วไม่มีความสุขนั้น เนื่องจากพวกเขาเชื่อและยึดมั่นถือมั่นในคำว่า “ความเป็นเจ้าของพื้นที่” ตามความหมายแบบเสรีนิยมหรือกลไกตลาดในระบบทุนนิยม

กล่าวโดยรวมก็คือ พวกเขาต่างก็เห็นว่าในทางการเมืองนั้น “ประชาชน” คือ “เจ้าของแผ่นดิน” (ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจทางการเมือง) ส่วนในทางเศรษฐกิจผู้ที่เป็น “เจ้าของพื้นที่(ดิน)” หรือ ผู้ที่มีอำนาจในที่ดิน ที่ทำงาน โรงงาน บริษัท ฯลฯ คือ “ผู้ที่ถือครองกรรมสิทธิ์” 

เข้าทำนองคล้าย ๆ กับกรณีของ “มือปราบสัมภเวสี” กล่าวคือ เมื่อมือปราบฯ ต้องไปปราบผี แต่ดันไปเจอกรณีผีเจ้าที่ที่มาทวงที่ดินโดยอ้างว่าเป็นพื้นที่ของตน มือปราบฯ ก็จะแนะนำให้ถามผีเจ้าที่ตนนั้นกลับไปว่า “มีโฉนดที่ดินหรือไม่ ถ้าไม่มีแสดงว่าไม่ใช่ ‘เจ้าที่ (ดิน)’ ตัวจริง” โดยมีนัยยะที่สามารถตีความได้ว่า ที่ดินเป็นของผู้ที่ถือโฉนด ซึ่งก็คือคนเป็น ๆ ที่ยังมีชีวิต มีลมหายใจอยู่ มีความเป็นมนุษย์ปุถุชนเหมือนคนทั่วไป ไม่ใช่ของผีสาง เทวดานางฟ้า หรือผู้ที่มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ (เช่น พวก “เจ้านาย” ของ “สลิ่ม”) มาจากไหน ในแง่ดังกล่าวทำให้ผมนึกขำ ๆ ขึ้นมาว่า “มือปราบสัมภเวสี” กำลังใช้ทุนนิยมขับไล่ผีอยู่ (ฮา)

ฉะนั้น การที่พวกเขาเห็นด้วยว่า ถ้าทำงานกับนายจ้างแล้วไม่มีความสุข ก็ลาออกไปซะ จะมาวิจารณ์นายจ้างกันทำไม ก็หมายความว่าพวกเขาต่างก็เชื่อและยึดมั่นถือมั่นในกฎพื้นฐานของระบบทุนนิยมที่เรียกว่า “กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล” (Private Property) นั่นเอง

กระนั้นก็ตาม อาจจะมีคนโต้แย้งขึ้นว่า ก็ถูกแล้วไง พวกเราสนับสนุนทุนนิยมเสรี ดังนั้น เราก็เห็นด้วยว่าในเมื่อคุณไม่พอใจนายจ้าง ก็ควรลาออกไปจากบริษัทของเขา ซึ่งมันคนละประเด็นกันกับการไล่คนออกจากประเทศอันเนื่องมาจากการวิจารณ์ “ชาติ”

คำถามที่ตามมาก็คือ ทำไมเรามีความสามารถถึงขั้นหาญกล้าที่จะวิจารณ์ “ชาติ” ได้ขนาดนั้น

“ก็เพราะมันเป็นหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานไงล่ะ” แววตาพราวระยับบ่งบอกถึงความมั่นใจในคำตอบ

นี่จึงนำมาสู่ประเด็นคำถามของผมว่าพวกเขากำลังขัดแย้งในตนเองอยู่หรือไม่ 

เพราะเมื่อพวกคุณยืนยันในหลักการประชาธิปไตย ยืนยันในสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญคือ สิทธิในการที่จะพูด/วิจารณ์/เรียกร้อง สิทธิที่จะมีคนรับฟัง แต่ในขณะเดียวกันพวกคุณกลับกำลังสร้างวัฒนธรรม “ปิดปาก”!?

กล่าวคือ ในเมื่อพวกคุณยืนยันว่าทุกคนมีสิทธิที่จะพูด/วิจารณ์/เรียกร้อง แต่พวกคุณกลับเห็นชอบและยืนยันถึงการไม่มีสิทธิของ “ลูกจ้าง” ที่จะลุกขึ้นมาพูด (วิจารณ์) ดัง ๆ ว่าไม่พอใจอะไรนายทุน ลุกขึ้นมาสะท้อนว่าทำไมทำงานกับนายทุนแล้วไม่มีความสุข หรือต้องการเรียกร้องอะไรจากนายทุน ผ่านการที่พวกคุณบอกว่าถ้าไม่มีความสุขในการทำงาน อย่าวิจารณ์นายจ้าง แต่ให้แรงงานลาออกไปอย่างเงียบ ๆ

อาจจะมีคนแย้งขึ้นมาอีกว่า ก็ถูกแล้วไง เมื่อไม่มีความสุขในที่ทำงานก็เป็นสิทธิของแรงงานที่จะลาออกไป

ผมไม่เถียง…

แต่คำถามของผมคือ อะไรที่ทำให้แรงงานทำงานแล้วไม่มีความสุข เราควรมุ่งค้นหาปัญหาตรงนี้ก่อนหรือไม่ ก่อนที่จะไล่ใครต่อใครออกจากที่ทำงานอย่างเลือดเย็น

แน่นอนคงจะไม่เกินเลยไปนัก ถ้าจะตะโกนคำตอบดัง ๆ ว่า สิ่งที่ทำให้แรงงานทำงานแล้วไม่มีความสุขคือ “การกดขี่ขูดรีด” หรือกล่าวให้ถึงที่สุดก็คือ การทำงานในระบบทุนนิยม ซึ่งคำตอบนี้สะท้อนผ่านคำกล่าวที่ว่า “you don’t hate Mondays, you hate Capitalism” (ซึ่งมีนัยยะว่า คุณไม่ได้เกลียดวันจันทร์นะ แต่คุณไม่ชอบวันทำงานในระบบทุนนิยมต่างหาก) ได้เป็นอย่างดี

บนฐานของคำตอบดังกล่าว หมายความว่า การที่แรงงานทำงานแล้วไม่มีความสุขไม่ได้อยู่ที่ตัวของแรงงาน แต่อยู่ที่ “ระบบ” กล่าวในแง่นี้ การบอกให้แรงงานลาออกไปถ้าทำงานแล้วไม่มีความสุข จึงเป็นการกล่าวโทษว่าที่ไม่มีความสุขในการทำงานเป็นเพราะตัวของแรงงานเอง ไม่เกี่ยวกับบริษัท นายทุน หรือระบบทุนนิยม กล่าวอีกนัยคือ ไม่ใช่ปัญหาในระดับโครงสร้างหรือระบบ แต่เป็นปัญหาในระดับปัจเจกบุคคล ซึ่งนี่เป็นแนวคิดหนึ่งที่คอยสนับสนุนค้ำจุนระบบทุนนิยมให้สามารถผลิตซ้ำตัวเองต่อไปได้ 

ด้วยเหตุดังกล่าว แม้ว่าแรงงานจะได้ลาออกจากที่ทำงานไปจริง ๆ แต่เมื่อแรงงานได้ที่ทำงานใหม่ พวกเขาก็จะพบเจอสภาพเช่นเดิมอยู่ดี ซึ่งเป็นสภาพที่ไม่มีความสุขในการทำงาน

ดังนั้น คนที่เห็นชอบกับประโยคดังกล่าวจึงกำลังสนับสนุนให้แรงงานอ่อนแอ สหภาพแรงงานไม่เข้มแข็ง กล่าวในแง่นี้ พวกคุณกำลังส่งเสริมให้เสียงของแรงงานแผ่วเบาลงเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้ตัวนั่นเอง

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด จึงกลายเป็นว่า ในขณะที่เหล่า “สลิ่ม” กำลังลดทอนกระบวนการสำคัญในทางการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอย่างการพูดคุย ถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ หรือเสรีภาพในการพูด (Freedom of Speech) บรรดาผู้คนที่เห็นชอบกับประโยคที่ให้แรงงานลาออกจากที่ทำงานไปซะถ้าไม่มีความสุขในการทำงาน ก็กำลังลดทอนและทำลายเครื่องมือพื้นฐานของแรงงานในการเรียกร้องหรือต่อรองกับ “เจ้านาย” (นายทุนและรวมถึง “รัฐ” ด้วย)

***

ดังที่กล่าวมา การที่มิตรสหายของผมก็ดี กลุ่มคนที่เรียกตนเองว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” (บางคน) ก็ดี ที่ไม่ยอมรับประโยคหนึ่งแต่กลับยอมรับอีกประโยคหนึ่ง ทั้งที่ทั้งสองประโยคใช้ “ตรรกะ” เดียวกัน มันได้สะท้อนยุคสมัยว่า “อุดมการณ์ของกระฎุมพี” หรือ “อุดมการณ์แบบทุนนิยม” ได้เข้าไปครอบงำโลกทัศน์ของผู้คนเป็นวงกว้าง กล่าวคือ ในทางการเมืองนั้นต่างก็พากันยอมรับระบอบประชาธิปไตย ที่ให้อำนาจแก่ประชาชนมากกว่า “เจ้านาย” ของ “สลิ่ม” แต่ในทางเศรษฐกิจต่างก็พากันยอมรับเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรี ที่ให้เสรีตามกลไกตลาด ส่งผลให้เกิดการยอมรับในสิ่งที่ปัจจุบันเราต่างก็เรียกมันว่า “ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม” “ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา” หรือ “ประชาธิปไตยแบบตัวแทน” ในแบบที่ไม่ตั้งคำถามกับมันหรือในแบบที่เรียกได้ว่า “ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว” 

ซึ่งผมจะขอวิจารณ์ผ่านการตั้งคำถามว่า ประชาธิปไตยแบบดังกล่าวสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้จริงหรือไม่ หรืออย่างน้อยที่สุด มันเป็นระบอบที่ “เพียงพอ” ในการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีกว่าที่เป็นอยู่หรือไม่ เพราะอุดมการณ์และแนวทางหรือยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการต่อสู้ภายใต้ “ประชาธิปไตยแบบเสรี” แน่นอนมันสามารถต่อสู้เพื่อกำจัดการครอบงำกดขี่ในทางการเมืองได้ แต่ดูเหมือนว่าไม่สามารถนำพาไปสู่การกำจัดการกดขี่ขูดรีดเอารัดเอาเปรียบในทางเศรษฐกิจได้เลย กล่าวให้ถึงที่สุดก็คือ มันสามารถกำจัดอำนาจ “เจ้านาย” ของ “สลิ่ม” ได้ แต่ไม่สามารถกำจัดอำนาจ “เจ้านาย” ในความหมายของปัจจุบันได้เลย 

กล่าวในแง่นี้ การต่อสู้ตามอุดมการณ์และแนวทางดังกล่าวจึงหนีไม่พ้น “การเมืองภายใต้ระบบทุนนิยม” หรือหนีไม่พ้นการเมืองแบบเก่า ที่สุดท้ายชีวิตของเราก็จะหมุนเวียนอยู่ภายใต้ “วัฏสงสารแห่งทุนนิยม” ไม่สามารถตรัสรู้บรรลุถึงโลกใหม่ที่สวยงามกว่าได้ และในท้ายที่สุดแล้วอุดมการณ์ดังกล่าวก็จะคอยย้ำเตือนบอกกับเราเสมอว่า “ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว ประวัติศาสตร์ได้จบลงตรงที่พระเจ้าได้เลือกให้เราใช้ชีวิตอยู่กับทุนนิยมไปตลอดชั่วกัลปาวสาน!” (The end of history) 

ข้อเสนอของผมคือ ในเบื้องต้นเราต้องมองอะไรต่อมิอะไรซึ่งเป็นปัญหาในปัจจุบันว่ามีสาเหตุมาจากระบบทุนนิยม ผมขอเรียกว่า “ยุคสมัยแห่งทุนนิยม” (Capitalocene) อันจะทำให้เราเห็นทางเลือกใหม่ที่ไปไกลกว่าทุนนิยม หรือกล่าวอีกนัยคือ เราควรมองว่าทุนนิยมที่เราใช้ชีวิตอยู่กับมันในปัจจุบันนี้คือ “โลกเก่า” ที่มี “เจ้านาย” แบบเก่า ๆ (ซึ่งหมายความว่า “เจ้านาย” ในแบบปัจจุบันก็ไม่ต่างจาก “เจ้านาย” ของบรรดา “สลิ่ม” ทั้งหลายเท่าไหร่นัก) เพื่อที่เราจะได้มองหา “โลกใหม่” โลกที่ปราศจาก “เจ้านาย” (ในทุกความหมาย) ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่าง “ภราดรภาพ” 

“กรรมาชีพทั่วสากลจักรวาลจงลุกขึ้นสู้”

ยิ้มรับการกดขี่ในคราบความกตัญญู

ยิ้มรับการกดขี่ในคราบความกตัญญู

เมื่อไรก็ตามที่วันแม่หวนกลับมา เรามักจะนึกถึงกิจกรรมสมัยประถมที่เราต้องกราบแม่ เพลงค่าน้ำนม อิ่มอุ่น ทำให้เรานึกถึงความรักความอบอุ่นที่แม่มีให้เรา บุญคุณของแม่ที่อุ้มท้องและเลี้ยงดู และครอบครัวที่มีแม่รักใคร่กลมเกลียวกัน แต่หากมองโดยปราศจากอุดมการณ์ที่รัฐพยายามสร้างขึ้นให้บทบาทความเป็นแม่และความสัมพันธ์แบบครอบครัวดู หอมหวาน แม่นั้นก็คือแม่งานหญิงที่โดนระบบเศรษฐกิจแบบครอบครัวขูดรีดและต้องรู้สึกแปลกแยกออกจากความเป็นมนุษย์นี่เอง

ในความสัมพันธ์ทางการผลิตของครอบครัวแบบดั้งเดิม ผู้หญิงที่แต่งงานกับผู้ชายจะกลายเป็นแรงงานของครอบครัวนั้น ซึ่งนอกจากจะเป็นแม่บ้านแล้ว ยังกลายเป็นแม่ ซึ่งเป็นแรงงานที่อุ้มท้อง คลอด และดูแลบุตร ซึ่งเป็นผลผลิตสืบสกุลของตระกูลผู้เป็นพ่อ 

ความเป็นแม่ทำให้ผู้หญิงแปลกแยกจากแรงงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเป็นมนุษย์ เพราะเมื่อผู้หญิงเป็นแม่แล้ว ในหลายกรณี ผู้หญิงต้องทิ้งชีวิตด้านอื่นๆ ซึ่งเป็นด้านที่เธอปรารถนาจะมี เพื่อทำหน้าที่แม่ ให้ดีที่สุด นั่นคือการทุ่มเทความสนใจทุกอย่างไปที่ลูก ทุ่มเทวันเวลา เหงื่อเลือดและน้ำตาเพื่อเลี้ยงดูลูก ให้ออกมาเป็นแบบใดแบบหนึ่งเพื่อตอบสนองสถานะของครอบครัว หรือให้ลูกเป็นสินค้า(1)ของครอบครัว นอกจากนี้การเป็นแม่นี้ทำลายชีวิตผู้หญิงในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านสุขภาพกาย ที่ผู้หญิงต้องสุขภาพลดถอยลงจากการมีลูก กระดูกเปราะง่ายขึ้น สุขภาพจิต จากอาการซึมเศร้าหลังตั้งครรภ์ และความเหนื่อย ความเครียด และ ความกดดันในการเลี้ยงลูก และอื่นๆ พูดอีกอย่างก็คือ ชีวิตที่มีอิสระของผู้หญิงจบลงเมื่อเป็นแม่ ฉะนั้นแล้ว วาทกรรมสนับสนุนความเป็นแม่ก็ถือเป็นความรุนแรงต่อผู้หญิงอย่างหนึ่ง

แม้ว่าผู้หญิงจะถูกทำให้รู้สึกแปลกแยก ถูกขูดรีดแรงงาน เวลา ร่างกายและจิตใจจากความเป็นแม่ ก็ยังคงมีอำนาจนำรองรับความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบครอบครัว ที่ทำให้ผู้หญิงรู้สึกว่าลูกนั้นเป็นผลผลิตของตัวเอง ซึ่งแนวคิดนี้ทำให้ผู้เป็นแม่นั้นสามารถใช้อำนาจในการควบคุมดูแลลูก และขัดเกลาลูกให้เป็นในสิ่งที่ตัวเองต้องการ รวมถึงการให้ลูกแสดงความกตัญญูรู้คุณต่อแม่ ในฐานะผู้ให้กำเนิดและผู้เลี้ยงดู ซึ่งอำนาจนำแบบนี้นำไปสู่การแปลกแยกลูกออกจากความเป็นมนุษย์อีกที เพราะลูกจะไม่ได้เป็นในสิ่งที่ตัวเองอยากเป็น แต่ต้องเป็นในสิ่งที่พ่อแม่อยากให้เป็นแทน

รัฐมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้ผู้หญิงอยู่ในบทบาทของแม่ เพราะรัฐต้องการให้ครอบครัวผลิตเด็กที่เป็นประชากรที่ดีของประเทศชาติ แต่รัฐเองกลับสนับสนุนแม่น้อยมาก สวัสดิการวันลาคลอดที่น้อย ทั้งเงินค่าเลี้ยงดูบุตรที่น้อย และการรักษาพยาบาลที่เข้าถึงยากสำหรับแม่ สวัสดิการเด็กที่แทบไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น เช่น โครงการของกระทรวงสาธารณะสุขที่สนับสนุนให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ด้วยการมอบวิตามิน ธาตุเหล็ก และ โปแตสเซียมให้แก่ผู้ตั้งครรภ์ (2) ทำให้แม่เองนั้นยิ่งต้องรับภาระจากการขูดรีดนี้ที่มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐกลับสนับสนุนอำนาจนำว่าด้วยการเป็นเจ้าของลูก ผ่านวันแม่ที่มีกิจกรรมให้ลูกกราบแม่ ผ่านการการศึกษา รวมถึงศาสนาพุทธ ที่มีการบังคับเปิดคลิปวีดิโอที่แม่คลอดลูกให้นักเรียนดู รวมกับว่ามันเป็นหน้าที่ แสดงให้เห็นว่า รัฐไม่คิดจะสนับสนุนแม่เรื่องการเลี้ยงดูบุตร แต่กลับทำให้แม่ชื่นใจที่บุตรมีความกตัญญูต่อแม่ ซึ่งเป็นภาพหลอกให้แม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้มีอำนาจ แทนที่จะเป็นผู้ถูกกดขี่จากสังคม

ปัจจุบัน ระบบทุนนิยมทำให้แม่เองเปลี่ยนจากผู้หญิงที่ต้องอยู่บ้านดูแลลูกอย่างเดียว เป็นผู้หญิงที่ต้องออกไปทำงานหาเงิน และต้องเลี้ยงลูกด้วย เนื่องจากเงินจากพ่อฝ่ายเดียวนั้นไม่พอสำหรับการหาเลี้ยงครอบครัว แม้จะดูเหมือนว่าผู้หญิงมีอิสระมากขึ้นเพราะสามารถหาเงินได้ด้วยตัวเอง แต่ความเป็นจริงผู้หญิงกลับถูกแปลกแยกและขูดรีดจากการทำงานและการเป็นแม่ ซึ่งสองระบบนี้ก็เรียกร้องในสิ่งที่ขัดแย้งกัน หากคุณต้องการทำงาน คุณต้องเสียเวลาในการดูแลลูก หรือการคุณต้องการดูแลลูก คุณก็ต้องเสียเวลาในการทำงาน ทำให้ผู้หญิงบางส่วนที่สามีสามารถหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้ เลือกที่จะกลับไปทำหน้าที่แม่บ้านอย่างเดียว และผู้หญิงอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่มีเวลาและความมั่นคง เลือกที่จะไม่มีลูก หรือทำแท้งลูก เพื่อที่จะทำงานหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว แต่การทำแท้งนั้นกลับเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม และผู้หญิงที่ทำแท้งนั้นก็โดนหาว่าเป็นผู้หญิงที่ไม่ดี ไม่มีความรับผิดชอบ ทั้งที่ความจริงแล้วระบบเศรษฐกิจทั้งทุนนิยมและครอบครัวทำให้ผู้หญิงต้องรับผิดชอบอะไรต่างๆ มากเกินไปด้วยซ้ำ

ดังนั้น ในวันแม่ปีนี้ กลุ่มดินแดงอยากชวนมองภาพของแม่ใหม่ ในฐานะแรงงานที่ถูกกดขี่จากความสัมพันธ์การผลิตแบบครอบครัวและทุนนิยม ไม่อย่างนั้นผู้เป็นแม่ก็ต้องรวมตัวกันเพื่อปฏิวัติไปสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ไม่กดขี่ผู้เป็นแม่ต่อไป

 


1 การทำให้ลูกกลายเป็นสินค้า (commodity) คือผลิตลูกให้เป็นแรงงานในระบบทุนนิยม เพื่อให้สะสมทุน สร้างความมั่นคง หรือดำรงไว้ซึ่งสถานะของครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปลูกฝังเชิงกดดันให้ลูกทำอาชีพใดอาชีพหนึ่งที่มีความมั่นคงหรือมีสถานะที่ดีเป็นพิเศษ เช่น การกดดันให้ลูกสอบเข้าคณะดัง หรือทำอาชีพราชการ

2 อ่านต่อได้ที่ https://www.hfocus.org/content/2017/02/13420

 

A Short History of LAWAN – Malaysia

A Short History of LAWAN – Malaysia

Jeremy Lim

The Lawan (to fight or oppose) Protests will be remembered by many in Malaysia as a critical voice of dissent during this tumultuous period of our history. Its capacity to mobilise and execute so many actions in such a short period of time is certainly remarkable by Malaysian standards. More noteworthy is the engagement and participation that was engendered from outside the activist circle – many first-time protestors attending the protest at Independence Square on 31st July. Its demobilisation and possible demise should also be understood from the perspective of wider failures within progressive and left movements. 

This lays out the context in which the protests occurred, the political and organisational conditions leading up to the protests, a detailed account of the actions carried out, why it did not have the immediate potential to transform into a movement, and most importantly, what can we do about it. 

Historical & Regional Currents

The emergence of the Lawan protest in 2021 is significant when seen against the backdrop of two trends or currents – the national and regional context. The Lawan protests follow a trend of popular expressions of discontent in times of economic crises. The Reformasi movement was triggered by the political shifts in the UMNO party, which were themselves caused by the 1997/8 Asian Financial Crisis. The Bersih protests and Occupy Dataran movement could be linked to the 2007/8 Great Financial Crisis. The ‘Tangkap Najib’ (Arrest Najib) rally in response to the 2015 1MDB revelations, which, along with the slump in oil prices, depreciated the Ringgit significantly and caused greater economic hardship. 

In 2020, during the Covid-19 pandemic, Malaysia’s neighbours saw critical moments of popular protest. Thailand saw waves of anti-government and anti-monarchy protests, comprised mainly of youth and students across the country. In Indonesia, protests were organised largely by labour unions and environmental groups to oppose the passage of the Omnibus Bill. The bill would see a reduction in basic protections for labour and environmental deregulation in the name of development. At this point, Malaysia did not see any major protests aside from the party-political infighting before the pandemic.  

The Poly-Crisis

Malaysia had the absolute misfortune of undergoing a parliamentary coup right before the pandemic swept the world that ended with the return of the wildly unpopular UMNO (United Malay National Organisation) as a junior partner in the new Perikatan Nasional (PN) coalition.

The PN government chose to handle the pandemic with strict lockdown measures that had initially earned international acclaim, despite abysmal economic aid that was given to the people who were, for the most part, not allowed to work in person or operate their non-essential businesses. In a bid to strengthen its position, the ruling coalition chose to have elections in the state of Sabah in late September 2020, even as the pandemic had not been completely addressed. The aftermath of the election, with a large number of campaigning politicians and voters leaving the state, resulted in a surge of Covid-19 cases and deaths for the rest of 2020. The year 2021 began with, then Prime minister, Muhyiddin’s move to declare a state of nationwide emergency – something not done since the racial riots of 1969 – in what is widely seen to be an effort to prevent another parliamentary coup against him. Muhyiddin held a very slim majority of just one seat and constantly faced allegations over his loss of that majority – worsened by the “party-hopping” incidents that were regularly occurring – by both opponents from UMNO and the opposition parties. 

Compounding the political instability and global pandemic, the poor economic conditions were worsened by the inadequate and counter-productive state response. The ruling regime allocated financial resources equal to about 3.8 per cent of GDP, ranking second lowest in terms of financial aid provided in the ASEAN region. To add insult to injury, the government moved to allow citizens to withdraw from what is essentially their retirement funds to carry them through the crisis rather than providing direct aid as seen elsewhere around the world. 

A Fragile Youth Alliance

In the depths of the interconnected crises befalling Malaysia, a loose coalition would attempt to channel the grievances and helplessness of the people after enduring worsening conditions under an incompetent political class. The Sekretariat Solidariti Rakyat (SSR) would begin to take shape in early 2021. A loose coalition, the SSR would be made up of the youth of mainstream opposition parties, prominent civil society organisations and collectives, as well as student groups that had gained new life during the PH administration (2018-2020). These groups occupied a wide left-to-liberal spectrum with varying degrees of ideological leanings and anti-establishment politics. What will later be seen is the – though short-lived – effectiveness of such a diverse coalition, mobilised and up and running within such a short period of time. 

Heading to the Streets

The first action organised by the SSR was a small march on Parliament and 18 minutes of silence in response to the government’s attempt to obstruct the lowering of the voting age from 21 to 18. About 100 people from the SSR’s groups and collectives came to the protest on 27 March 2021, demanding the implementation of the bill, an end to the emergency and the restoration of formal democracy. (2) 

It would not be long before a follow-up protest would be organised on 30 April 2021, called ‘Buka Puasa Buka Parlimen’ (Break Fast, Open Parliament) with about also 100 protestors. This protest put forward six demands (#EnamTuntutan): 

  1. Guarantee the economic wellbeing of The People
  2. Serve The People, reopen parliament and end the emergency
  3. Immediate lowering of the voting age to 18
  4. Ensure a safe education environment for all Malaysians
  5. Enforcement of laws in a just and humane manner
  6. Uphold of rights of Sabah and Sarawak

Both protests would proceed without police intimidation or direct resistance, but prominent personalities and SSR leaders were called in for lengthy police questioning that would not result in legal charges – an indirect form of intimidation. 

The momentum of the SSR would be diminished by the reimposition of nationwide lockdowns in May that would not begin to ease until early July. In late June, as the new round of lockdowns began to compound the previous round, wiping out the financial reserves of many, the #BenderaPutih or White Flag movement was organised through social media and word of mouth. The movement asked those in need of assistance to raise a white flag outside their house to signal their need, sparking an invigorated wave of mutual aid. The political establishment was likely feeling uneasy about ordinary people publicly pointing out their failure to provide aid and allegedly used the state to threaten those who did. This was happening in conjunction with the increased use of the black flag by the SSR to signal its opposition to the present government. (3)

The restarting of activity for the SSR would coincide with another significant time in Malaysian social history. 9 July 2021 would be an important date to parallel as it was the 10th anniversary of the Bersih 2.0 protests – Fahmi Reza has a good Twitter thread commemorating and recounting the protest. The protest was a historic moment for civil society as a public action of that scale had not been seen since the Hartal (General Strike) of 1947. The accelerating rollout of the vaccines and easing of the lockdowns allowed the SSR to move forward with its plans for public actions. 

3 July would see the kickoff with what one outlet dubbed ‘Operation Black Flag’, a social media campaign that called on the public is display a black flag and post it online, demanding the resignation of Muhyiddin, the convening of Parliament and the end to the Emergency. Over 300,000 Malaysians expressed frustration at the Malaysian government on social media using the hashtag #Lawan. Encouraged by the response, the SSR demanded that the government fulfil their demand in three weeks from the date of the press statement on 6 July, promising more public actions if the demands were not met. 

A follow-up campaign would then proceed on 10 July, titled ‘3 HARI, 3 AKSI, 3 TUNTUTAN’ (3 days, 3 actions, 3 demands). The SSR called on the public to put up a black flag in their home, wear black attire or fly a black flag from their vehicle from 3 PM, 10 to 12 July, asserting the 3 initial demands. A physical flash mob of about 20 people would on 17 July be carried out by the SSR at Independence Square. The black flags and effigies of corpses were used to symbolise the government’s failure to prevent Covid-19 deaths under its watch. 

The growing momentum would later lead to a protest in Independence Square called for 31 July. A vehicle convoy protest would be called in major cities on 24 July throughout the country to build up interest and confidence for the later physical protest on the 31st to reiterate the three demands (resignation of Muhyiddin, convening of Parliament and an end to the Emergency). This would be carried out amid the Covid restriction on not going 10km beyond your registered place of residence was in place, a risk the SSR had prepared well to mitigate. (4)

It is worth noting that strike and protest actions did occur prior to this planned demonstration.  One that drew much public attention was the ‘mishandling’ of packages by workers of a courier service over a dispute over year-end bonus payments in February. In early July, 23 contract workers for the national postal service protested their termination over the excuse of a ‘rationalisation exercise’. One high-profile strike was carried out on 26 July by doctors who were on precarious contracts with little opportunity for career advancement. They were under immense pressure due to the medical admissions as a result of the pandemic. While there were attempts to link the doctors’ strike to the Lawan movement, these opportunities for the SSR to link up with economic struggles did not materialise. 

Weeks of planning and coordination had led up to the 31 July protest at Independence Square. Through testimonials and social media posts, the SSR would later find out that a sizable number of the protestors that had come were first-timers to politics. (5) Estimates of the crowd size have it at over 2000, a praiseworthy number by Malaysian protest standards. The police had set up extensive roadblocks and posted up a heavy presence in and around the Dataran area. Because of the obstruction, the SSR attempted to negotiate with the police to allow the protestors to reach Independence Square but were unable to persuade the officers on site. After about 30 minutes of a sit-in with speeches, the organisers asked the crowd to disperse slowly and follow Covid-19 standard operating procedures while doing so. (6) This would arguably be the SSR’s highest achievement in terms of its capacity to mobilise youths who were looking for ways to express their dissatisfaction and demand better from their government. 

The mobilisation is also admirable in the confidence it was able to inspire despite the heavy state and police intimidation – a constant throughout the various actions organised by the SSR. Prominent politicians in attendance and the better-known leaders of the SSR were repeatedly brought in for questioning. The worst of this harassment was the arrest and detention of an SSR organiser, Sarah Irdina, on 29 July, in which she was in police custody for 11 hours – 5 of those hours in lockup, her room raided, and she and her family threatened. Acts of solidarity and help from the SSR’s legal team got her out of police custody at about 1 AM on 30 July. 

Demobilisation and the Fracturing of SSR

After this massive action by the SSR, the initiative seemed to have shifted to the political parties. On 2 August, dozens of politicians from the opposition parties gathered and attempted to march on parliament to protest the Muhyiddin government but were stopped by police. The de facto leader of the opposition claimed that Muhyiddin no longer held a majority in the lower parliament, and the government had already fallen. 

Not long after, on 16 August, Prime Minister Muhyiddin Yassin announced his resignation after mounting pressure and attempting to keep together a combative coalition of parties. Sensing this would not be the end of the political turbulence, the SSR organised a small candlelight vigil at Independence Square to remember the victim of Covid-19 under the government’s watch. This seemingly harmless action was met with a very disproportionate response from the authorities. Police forcibly hauled the roughly 30 attendees into trucks and brought them to the station for questioning despite insisting they were not being arrested. The attendees, mainly made up of SSR component organisation members, were eventually released later that night. 

Source: Malay Mail

On 20 August, Ismail Sabri from the former dominant ruling party, UMNO, became the new Prime Minister of Malaysia. The SSR, seemingly burnt out from the steady succession of public actions, went into a period of low activity for the rest of the year. In December 2021, the SSR would threaten to take to the streets once more if the new Sabri-led government did not take measures to address the rise in food prices, but no public action was organised. Heading into 2022, SSR effectively demobilises after rifts between key members of the leadership over the lawsuit on the unlawful arrest and questioning of the candlelight vigil attendees. The lawsuit involved a high-profile lawyer who was accused of sexual misconduct, and the discomfort felt by some of the SSR members involved was inadequately handled by the leadership. With many of its component collectives and organisations choosing to leave, it seemed that the SSR was at an end. 

The Making of a Movement?

It is hard to say if the Lawan protests or at least the SSR – a coalition of NGOs and party representatives – could have formed the nucleus of a new social movement in Malaysia. Given enough time, it could have been possible but, in my opinion, unlikely. The opposition party reps, who were happy to join the dissent when their enemies were in power, may not be so inclined when their party leadership reels them back or if their parties return to power and become the next object of criticism.

But even if it could have a critical mass without the political parties, the SSR would have had to figure out how to turn this loose coalition and a relatively small number of politicised individuals into a movement proper. It seems unlikely that this coalition of left and liberal forces could come together to agree on a next step, mainly if it involved electoral politics. Furthermore, its heavy concentration in urban spaces and reliance on social media for mobilisation would limit its reach to the fairly educated and better-off people in the Klang Valley. While this limit could be overcome with a great deal of time and effort, the resources and momentum to do so would be challenging to gather and sustain. 

The Liga Demokratik Rakyat (People’s Democratic League) – with its primary activity being political education and, during the pandemic, mutual aid – represented a similar and more recent attempt at developing a youth movement. Its politics spanned the left-liberal-centre of the political spectrum and were drawn from civil society and the student movement. However, it had its leadership and energy diverted in part towards campaigning for the People’s Justice Party (PKR) approaching the elections in 2018 and, in some ways, became a point of contact for those who would later join the Malaysian United Democratic Alliance (MUDA). Sporadic instances of mutual aid throughout the country during the pandemic also did not lay the foundations for a social movement, given the widespread NGO-isation and very voluntaristic nature of social and refugee care in Malaysia – as opposed to local communities coming together. 

Despite the well-known shortcomings of parliamentary socialism, as the history of the Left in the 21st century shows, electoral politics remains the most relied upon outlet for social movements. The early 2000s saw the Pink Tide, where social movements brought leftist leaders to power across Latin America. The 2007-8 Great Financial Crisis generated Occupy Wall Street and the European anti-austerity protests, which led to political parties like Podemos in Spain and Syriza in Greece. In the US and UK, these protests laid the foundation for the movement behind Jeremy Corbyn in the UK Labour Party and Bernie Sanders in the US Democratic Party. (7)

With the SSR’s demands being primarily institutional – with a focus on abiding by the laws and governance, the possibility that they would evolve into political demands is difficult to imagine. The economic dimensions of the demands were present but rarely centred and were diluted among the other demands due to the contending views on what constituted bread and butter issues. Left forces within the SSR – Malaysia Muda, Parti Sosialis Malaysia (PSM) and Misi Solidariti – did attempt to centre such economic demands but fell short of proposing a positive vision for the movement. That being said, putting forth such a vision would indeed be a challenging task in the middle of a pandemic. Regional protests such as the anti-Omnibus Bill protests in Indonesia were mobilised by the trade union movement and could take on an explicitly bread and butter dimension because their leadership and base were fundamentally rooted in such economic concerns. 

What Is to Be Done Now? (How is it to be Done?)

The need for a social movement in Malaysia that is by the people and for the people is more urgent than ever. The recent UMNO victories after Sabah, in the states of Melaka and Johor signal a possible complete return to the full-blown authoritarian capitalism prior to 2018. The pandemic-induced need to recover lost profits and the constant fight over state resources has created a slow-biting cost of living crisis. 

Left and liberal forces need to be sober about their failures to bring about meaningful social change and reconsider what it takes to convert public anger into a lasting institution rather than merely periodic protests and NGOs. Unlike many societies, the Malaysian state is strong, has massive reach and is able to provide the bare minimum of relief to most of its people. Within this context, the Left would have to be creative in playing its traditional role of social integration and political education. A recent example of this creativity is the La Morada (The Residence) in Spain, where the political party Podemos set up a social space for community and political interactions that became centres for organising. 

Going forward, however, it appears inevitable that the Malaysian Left – because it is relatively small – will have to continue engaging in alliances with liberal or progressive forces. This will no doubt be a tricky tight rope to walk as we struggle to affirm our commitment to our principle while working with people we may not fundamentally agree with, especially on political and economic outcomes. In line with Trotsky’s thinking on the United Front strategy, left forces must see themselves as “independent detachment[s]” in these alliances, taking the initiative to “lead the struggle” when the occasion calls for it. There also needs to be more forethought on the gains from such alliances as they would demand precious resources that are often in short supply. An example is the Parti Sosialis Malaysia’s participation in Bersih, which neither dramatically increased its membership nor its public profile. Defending freedoms and public institutions alone do not build lasting movements. Building the capacity to participate in moments of social unrest, within or without such alliances, would be critical to ensuring the Malaysian Left grows its presence numerically and ideologically. 

The role of left forces, such as PSM within the Lawan coalition or such coalitions in the future, heavily depends on their capacity to mobilise and maintain a mass base for public action. The larger the base they command, the more likely economic demands can be centred and fought for. PSM’s efforts to link the struggle of workers and the peasantry to wider ‘reformist’ struggles, while admirable, have not had much success. More will need to be done to effectively tap into pre-existing social structures with the potential for greater mobilisation. Given the destruction and co-optation of the labour movement, as well as the deep penetration of the Malaysian state into many other facets of social life, finding those structures for left-wing mobilisation will be a challenge that demands deep and strategy planning. 

Epilogue

Seeing the SSR as a failure seems shortsighted given the exposure it gave the current generation of activists and the newly politicised youths who took part in its protests. While its somewhat premature end is unfortunate, what is more critical now is that the Left internalises the SSR’s limitations from the start, both its creation and the conditions it was born into. Strategies for transcending protests and mutual aid must be developed if socialism is to have any purchase in 21st century Malaysia. Despite the SSR’s earlier threats against the government’s inaction on the cost of living, the student movement has picked up where they left off. They, too, will have to confront the challenge of building something that will last beyond this crisis. 

NOTES

(1) This wiki page does a decent job of summarizing the important characters in the Sheraton Move and subsequent political crisis.

(2) See #Undi18NOW and #ManaUndiKami.

(3) Read a piece by Zikri Rahman on the importance and symbolism of the white and black flags https://malaysiamuda.wordpress.com/2021/07/04/hubaya-hubaya-bahaya-dua-warna/,  and this Twitter thread on white and black flag movement by YPolitics https://twitter.com/YPoliticsMY/status/1411673902925811712

(4) For a full list of cities, read this article

(5) Read the #KisahLawan project (#1 and #2) for the story of first-time participants who went to the 31 July Lawan protest. 

(6) For a more detailed timeline of the events on 31 July: https://www.amnesty.my/2021/08/03/lawan-a-recap-of-31-july/  

(7) For a detailed analysis of the successes and failures of Left strategy in the 21st century, watch this lecture by Leo Panitch. This lecture served as the inspiration for writing this essay. 

Glossary

1MDB – The 1MDB scandal refers to a 2015 scandal in which then-Prime Minister, Najib Razak, was accused of channelling over RM 2.67 billion from 1Malaysia Development Berhad, a government-run strategic development company, to his personal bank accounts. 

Barisan Nasional (BN) – This is the primary ruling coalition that has ruled Malaysia from independence till 2018, historically consisting of UMNO, the Malaysian Chinese Association and the Malaysian Indian Congress. A variety of other parties have since joined BN from the 70s onwards. 

Bersatu – (The word for united in Malay) The Malaysian United Indigenous Party is a component party of the ruling coalition, with its current leader, Muhyiddin Yassin. This party was founded by Mahathir Mohamad, who is no longer with the party, and a splinter party of UMNO. 

Bersih – (The word for clean in Malay) Also known as the Coalition for Clean and Fair Elections. A coalition of NGOs, formerly in league with political parties, that demanded an end to the unfair electoral practices under the BN regime.  

Ismail Sabri – Malaysia’s ninth Prime Minister (August 2021 – present) and vice president of UMNO. 

Mahathir Mohamad – Malaysia’s fourth (1981 – 2003) and seventh (May 2018 – March 2020) Prime Minister, and leader of a Bersatu splinter party, Pejuang. 

Muhyiddin Yassin – Malaysia’s eighth Prime Minister (March 2020 – August 2021) and current leader of Bersatu. 

Najib Razak – Malaysia’s sixth Prime Minister (2009 – 2018), son of the second Prime Minister, Abdul Razak Hussein and heavily involved in the 1MDB scandal. 

Pakatan Harapan (PH) – The coalition of parties that won the fourteenth general election, consisting of BERSATU (prior to their leaving the coalition in 2020 in the Sheraton Move), PKR (another UMNO splinter party led by Anwar Ibrahim), DAP (a centre-left party) and Amanah (a splinter party of PAS). 

Parti Islam Se-Malaysia (PAS) – The Malaysian Islamic Party is an Islamist political party currently in government with the present coalition. This party is also a splinter party of UMNO from the 1950s, prior to independence. 

Perikatan Nasional (PN) – A coalition led by Bersatu, comprising of PAS and a handful of small parties that are currently in government with UMNO-led Barisan Nasional under Ismail Sabri. 

ทำไมแนวคิดการเปลี่ยนจากภายใน(ระบบ)จึงไม่เข้าท่า ?

ทำไมแนวคิดการเปลี่ยนจากภายใน(ระบบ)จึงไม่เข้าท่า ?

ต้นฉบับ : สหายS!nk

ก่อนอื่นเลยผมต้องขอชื่นชมในความตั้งใจของเพื่อน ๆ ที่ตั้งปณิธานไว้ว่าต้องการจะลงมือเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจการเมืองของสังคมด้วยมือของตัวเอง นั่นแปลว่าในทางจิตใจพวกคุณมาถูกทางแล้ว ที่ได้เห็นความวิปริตในระบบ และตระหนักได้ว่าถ้าหากเราไม่ทำอะไรสักอย่างเลย ก็ไม่มีทางที่จะมีอะไรดีขึ้น ผมเคยได้ยินหลายคนบอกว่า จะเข้าไปฝังตัวในระบบราชการหน่วยต่าง ๆ ตามแต่ที่ตนสนใจและมีความถนัด บ้างก็จะสะสมทุนเพื่อวันนึงพอมีเงินแล้ว ก็จะใช้จ่ายเงินนั้นในการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง บ้างก็ตั้งใจจะเป็นนักการเมืองเองไปเลย สิ่งเหล่านี้เป็นความตั้งใจที่ควรหวงแหนรักษาเอาไว้ 

แต่ถึงอย่างนั้นในฐานะที่เป็นผู้ร่วมอุดมการณ์ฝั่งก้าวหน้า ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงขนบเดิม ๆ ระบบเดิม ๆเหมือนกัน ผมเห็นความจำเป็นที่จะต้องมาชวนคิดทบทวนถึงวิถีปฏิบัตินี้กันสักเล็กน้อย 

ขั้นแรกก็ คือ หากเราพิจารณาถึงปัญหาทางเศรษฐกิจการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ถ้าหากเราไปดูในเชิงรายละเอียดเราก็จะพบว่ามาจากการตัดสินใจผิดพลาดของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในแต่ละเคส แต่ถ้าหากเราสังเกตถึงจุดร่วมของปัญหาดังกล่าว ก็จะเห็นได้ว่าแท้จริงแล้ว หลายปัญหาที่เหมือนเป็น “ปัญหาเชิงเทคนิค/การบริหาร” เบื้องหลังของมัน คือ ปัญหาทางการเมือง นั่นคือการขาดประชาธิปไตย และ การรวมศูนย์อำนาจ 

เราไม่จำเป็นต้องยกเคสตัวอย่างให้มากก็เข้าใจได้ผ่านตรรกะว่า หากผู้ทำหน้าที่แก้ปัญหา ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ได้มีความใกล้ชิดกับสถานที่ ผู้คน การแก้ปัญหาก็มักจะเป็นไปแบบไม่ตรงจุด นอกจากนี้ยังมีปัญหาการคอรัปชั่นเชิงอำนาจ อันเป็นผลมาจากความเป็นศักดินาเล่นเส้นเล่นสาย ซึ่งก็นำไปสู่ความไม่โปร่งใส การคอรัปชั่นเชิงนโยบาย-เชิงเศรษฐกิจตามมา สุดท้ายเงินภาษีประชาชนที่เสียไปก็ไปเข้ากระเป๋า นายทุน-ขุนศึก-ศักดินาตามระเบียบ

ซึ่งถ้าหากเราไม่พิจารณาอย่างถี่ถ้วนก็ง่ายที่เราจะสรุปไปว่า ปัญหาอย่างเรื่องถนนหนทางชำรุดไม่มีคนซ่อม, ปัญหาโรงพยาบาลรัฐไร้ประสิทธิภาพ ขาดแคลนอุปกรณ์ คนไข้นอนกันแออัดอนาถา, ปัญหาความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนที่มีการปราบปรามอย่างโหดร้ายทารุณ ฯลฯ ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นเพราะ 

“ผู้มีอำนาจโง่เกินกว่าจะคิดได้” ว่าวิธีการแก้ปัญหาดี ๆ มันควรเป็นยังไง การขึ้นสู่อำนาจของรัฐบาลเผด็จการทหารโดยมีนายประยุทธ์เป็นหน้าฉากยิ่งตอกย้ำแนวคิดแบบนี้เป็นอย่างดี 

คนเป็นทหารจะไปรู้อะไรเรื่องการบริหารประเทศ!

ซึ่งมันก็จริง …

แต่เราต้องไม่ลืมว่าประยุทธ์เป็นเพียงแค่หน้าฉาก เป็นแค่หุ่นเชิด ขององคาพยพแห่งชนชั้นนำที่อยู่เบื้องหลัง อันประกอบไปด้วยลูกท่านหลานเธอผู้มีการศึกษา เรียนจบมหาลัยชั้นนำระดับโลก มีคอนเนคชั่นกับนักวิชาการ ปัญญาชนฝ่ายขวาในระดับสากล มีบุคลากรที่ “ไม่โง่” มากมาย 

“สมคิด จาตรุศรีพิทักษ์” เป็นตัวอย่างที่ดีในการทำความเข้าใจเรื่องนี้ เขาเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และในปี 2558 สมคิดจึงได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลประยุทธ์ 

ถ้าหากว่าปัญหาเศรษฐกิจการเมืองสามารถแก้ได้ด้วยการเอาคนเก่งมาปกครอง รัฐบาลนายประยุทธ์คงสามารถนำพาความเจริญมั่งคั่งมาสู่ประเทศไทยได้เหมือนสมัยรัฐบาลทักษิณเป็นแน่แท้ แต่มันจะเป็นยังงั้นได้จริงหรือไม่ 

ท่านสามารถพิสูจน์ได้ด้วยการเข้าแอพธนาคารของตัวเองตอนนี้ แล้วเช็คดูจำนวนเงินในบัญชีของท่าน

ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนเก่ง และ คนไม่เก่ง

ไม่มีใครจะทำให้ทุกคนเป็นคนเก่งได้ทั้งหมด

การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย

จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนเก่ง

หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนเก่ง

ให้คนเก่งได้ปกครองบ้านเมือง

และควบคุมคนไม่เก่งไม่ให้มีอำนาจ

ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ ๖ ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๑๒

ใช่แล้วครับ ทุกคนคงสังเกตได้ว่าโควทที่ผมยกมา ดูแปลกจากโควทเดิมที่ทุกคนเคยเห็นกัน นั่นเพราะผมแทนคำว่า “คนดี” ด้วยคำว่า “คนเก่ง” เข้าไป แต่เนื้อหาใจความของแนวคิดทางการเมืองในโควทนี้ก็ยังคงเดิม 

นั่นคือการให้ค่ากับ “ยอดมนุษย์บางจำพวก” อยู่เหนือประชาธิปไตย ให้คนเหล่านี้ได้มีอำนาจ ส่วนประชาชนธรรมดาสามัญก็มีหน้าที่เพียงก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองไป แล้วก็รอไปร่วมพิธีกรรมที่เรียกว่า “การไปเลือกตั้ง” ซึ่งก็ยังได้ผลทางจิตใจแก่คนบางจำพวก ให้สามารถบอกตัวเองได้ว่า “ได้มีส่วนร่วมทางการเมืองแล้วนะ ประเทศเรายังมีประชาธิปไตยอยู่” 

สังคมไทยที่เราเติบโตขึ้นมานั้นเป็นสังคมอำนาจนิยมอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ พวกเราถูกครอบงำสั่งสอนความคิดแบบนี้มาตั้งแต่เด็กผ่านระบบการศึกษา… ไม่สิ ตั้งแต่ระบบครอบครัวเลยด้วยซ้ำ เราถูกทำให้เข้าใจว่า การเมืองเป็นเรื่องของผู้มีอำนาจ ดังนั้นถ้าเราอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองล่ะก็ …

เราก็ต้องเป็นผู้มีอำนาจซะเอง! 

ถ้าหากเรามีอำนาจแล้ว ใคร ๆ ก็ต้องฟังเรา 

ถ้าหากเรามีอำนาจแล้ว ไอเดียของเราจะต้องถูกนำไปใช้

ถ้าหากเรามีอำนาจแล้ว เราจะกำจัดพวกล้าหลังออกไปให้หมด

ถ้าหากเรามีอำนาจแล้ว เราจะใช้อำนาจนั้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวม!

แล้วอะไรทำให้เรามั่นใจได้ล่ะ ว่าไอเดียอันก้าวหน้าที่เราคิดได้ 

คนที่อยู่ในอำนาจตอนนี้ไม่สามารถจะคิดได้ ?

แล้วอะไรทำให้เรามั่นใจได้ล่ะ ว่าเราจะเข้าใจปัญหาของชุมชน ผู้คน ที่อยู่ห่างไกลไปจากชุมชนที่เราคุ้นเคย พิกัดทางชนชั้นที่ต่างจากเรา วัฒนธรรม ค่านิยม คุณค่าต่างๆ การมองเห็นปัญหา ที่แตกต่างไปจากเรา ?

และอะไรจะรับประกันได้ล่ะ ว่าจะไม่มี “คนที่มีอำนาจยิ่งกว่า” ที่พร้อมจะทำการปลดเราออกจากสถานะทางอำนาจ เพราะเราตัดสินใจที่จะเป็น “ผู้มีอำนาจที่สวนกระแส” ?

และถ้าหากเราร่วงหล่นจากอำนาจนั้นแล้ว เราจะยังประโยชน์ใดให้แก่ขบวนการประชาธิปไตยได้หรือไม่ ภายใต้แนวคิด “อำนาจนิยมของคนก้าวหน้า” 

ประเทศไทยเราถูกครอบงำด้วยวิธีคิดแบบอำนาจนิยมอย่างถึงราก ปกครองลงไปในระดับจิตใต้สำนึก แม้แต่ขบวนการต่อสู้ฝ่ายประชาธิปไตยที่ผ่านมา โดยมากก็เป็นการโทนของการ “เรียกร้องต่อผู้มีอำนาจ” มากกว่าจะเป็นโทนของการ “ต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจมาไว้ในมือประชาชน” 

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเงื่อนไขทางวัตถุ และ ประวัติศาสตร์ ผมไม่ได้มีเจตนาเขียนบทความนี้มาเพื่อสื่อแค่ว่า ขบวนการใดๆ หรือ ปัจเจกคนไหนนั้น “ก้าวหน้าไม่พอ” โดยโจมตีไปในลักษณะแบบจิตนิยม หรือ โจมตีอัตบุคคล 

เราต้องใช้เวลาพอสมควรในการค่อย ๆ กระเถิบออกจากหลุมโคลนดูดของแนวคิด-แนวเชื่อแบบอำนาจนิยม เพื่อออกไปสู่แนวคิดแบบประชาธิปไตย การหมั่นตรวจสอบร่องรอยของแนวคิดอำนาจนิยมในตัวเอง รวมไปถึงการชวนเพื่อนร่วมอุดมการณ์ทบทวนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

แล้วในภาคปฏิบัติล่ะ ผมจะเสนออะไร ? 

ในแง่ของการทำงานหาเลี้ยงชีพ ผมว่าควรคิดแยกส่วนกันกับปฏิบัติการทางการเมือง ถ้าหากคุณมีความถนัดในการทำงานราชการ ก็สามารถทำได้ มีความถนัดในการสะสมทุนทำธุรกิจ ลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ก็ทำได้ มีความถนัดในการเป็นนักการเมืองก็ทำได้

แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจว่า

มันไม่ใช่เรื่องเดียวกับกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 

การกระทำที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ อาจเริ่มต้นในระดับปัจเจก แต่ไม่เคย และ จะไม่มีวันจบลงได้ด้วยการกระทำของปัจเจก เราอาจใช้สถานะทางอำนาจ ทางอาชีพ ทางตำแหน่ง ในการให้ข้อมูลเชิงลึกกับขบวนการฝ่ายประชาธิปไตย หรือ สนับสนุนเงินทุน เพื่อให้ขบวนการนั้น ๆ ชักนำมวลชนไปสู่การเปลี่ยนแปลง ทำให้ประชาชนตระหนักถึงอำนาจที่พวกเขามีมากขึ้น

สร้างความตระหนักรู้ 

ไปสู่ขั้นที่ไม่อาจย้อนคืนสู่ความล้าหลัง 

ปัญหาเชิงบริหารภายในองค์กรไม่อาจแยกจากปัญหาเชิงนโยบาย

ปัญหาเชิงนโยบายไม่อาจแยกจากปัญหาเศรษฐกิจ

ปัญหาเศรษฐกิจไม่อาจแยกจากปัญหาการเมือง

และ

ปัญหาการเมือง 

ไม่อาจแยกได้

“จากการยึดอำนาจกลับสู่มือของประชาชน”