“มันเป็นการต่อสู้ทางชนชั้น ไม่มีวิธีอื่นแล้วจริงๆ”: สัมภาษณ์แอดมิน ‘ทะลุแก๊ซ’

“มันเป็นการต่อสู้ทางชนชั้น ไม่มีวิธีอื่นแล้วจริงๆ”: สัมภาษณ์แอดมิน ‘ทะลุแก๊ซ’

เผยแพร่ครั้งแรกเป็นภาษาอังกฤษที่ DinDeng


 

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีวิดีโอที่ฉายให้เห็นถึงผู้ชุมนุมประท้วงที่บริเวณย่านดินแดง กรุงเทพฯ ออกมาอย่างต่อเนื่อง (ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับบล็อกของเรา) ดินแดงเป็นพื้นที่ในเมืองหลวงที่มีความเป็นอยู่อันยากลำบากและขาดแคลนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหลังจากการล็อกดาวน์อย่างเข้มงวดในช่วงการระบาดของโควิดครั้งล่าสุด โดยที่ไม่ได้มีการสนับสนุนทางด้านเศรษฐกิจอย่างจริงจังจากรัฐบาล ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนสิงหาคม ประชาชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชนได้ออกมาตามท้องถนนและต่อสู้กับตำรวจ อาวุธของพวกเขานั้นถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเองเท่าที่จะพอทำกันได้ เช่นประทัด ระเบิดทำมือ หนังสติ๊ก และโมโลทอฟค็อกเทล ตำรวจโต้ตอบพวกเขาเหมือนอย่างเคย คือการใช้แก๊สน้ำตา ปืนฉีดน้ำความแรงสูง และกระสุนยาง มีการใช้กระสุนจริงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การสลายชุมนุมเสื้อแดง การต่อสู้ครั้งนี้แตกต่างจากการชุมนุมประท้วงของขบวนการประชาธิปไตยในครั้งก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด พวกเขามีความรุนแรงที่มากกว่าและจัดการชุมนุมถี่ขึ้นเรื่อยๆ

ในช่วงแรกของการประท้วงนั้ยังไม่มีความชัดเจนในการจัดตั้งขบวนการ กลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม ดาวดิน และเยาวชนปลดแอกนั้นหายไปจากพื้นที่ตรงนี้อย่างเห็นได้ชัด แต่ว่ากลับมีกลุ่มใหม่ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจัดตั้งการประท้วงที่ดินแดงในครั้งนี้ พวกเขาใช้ชื่อว่า ทะลุแก๊ซ ซึ่งในเพจเฟซบุ๊กของทะลุแก๊ซนั้นมีการแสดงออกทางอุดมการณ์ในลักษณะของอนาธิปัตย์และนักต่อต้านทุนนิยมอย่างชัดเจน ซึ่งพวกเขากล่าวว่านี้คือการพูดส่งเสียงแทนเหล่าผู้คนชนชั้นกรรมาชีพในกรุงเทพฯ ที่ถูกละเลยจากสังคม ครั้งนี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับแอดมินเพจทะลุแก๊ซ (สงวนชื่อ) เกี่ยวกับความเป็นมาและแนวทางในอนาคต

แนะนำตัวหน่อยครับ

ผมเป็นผู้ดูแลด้านโซเชียลเน็ตเวิร์กให้กับกลุ่มทะลุแก๊ซ เป็นฝ่ายจัดตั้ง โฆษก และผู้ประสานงานให้กับทางกลุ่มด้วยครับ มีทีมจัดตั้งการประท้วงที่อยู่ในพื้นที่ค่อนข้างเยอะครับ ดังนั้นถ้าพวกเขาอยากจะสื่อสารกับสาธารณะ ก็จะติดต่อมาให้ผมช่วยตรงนี้

เล่าความเป็นมาของทะลุแก๊ซหน่อย

มันเริ่มจากการที่ผู้ชุมนุมในกรุงเทพบางคนที่เขาเป็นชนชั้นแรงงาน รู้สึกว่าตัวเองถูกกีดกันออกจากการชุมนุมกระแสหลักที่มักจะโปรโมทสันติวิธี เพราะสำหรับเราแล้ว แค่นั้นมันไม่พอหรอกครับ คือเราไม่สามารถอดทนรอที่จะไม่ปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐได้ เราต้องทำอะไรบางอย่างที่แตกต่างออกไป ก็เลยตั้งกลุ่มใหม่ขึ้นมาชื่อว่าทะลุแก๊ซ

ใครอยู่เบื้องหลังทะลุแก๊ซ

ตอนแรกเราฟอร์มทีมปฏิบัติการในพื้นที่ โดยการพูดคุยกันเกี่ยวกับปัญหาและวิธีการจัดตั้ง ตอนนั้นผมก็เริ่มสื่อสารกับสาธารณะแล้ว คือเพจนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับทะลุแก๊ซ สื่อสารให้คนในวงกว้างได้รับรู้ เรายังไปคุยกับคนในพื้นที่ด้วย เพราะเราอยากให้พวกเขาสนับสนุนและเชื่อใจเรา เข้าใจว่าสิ่งที่เราทำเนี่ย  มันทำไปเพื่ออะไร เป็นเรื่องสำคัญนะครับที่เราจะต้องรู้ว่าคนในพื้นที่เขารู้สึกยังไงกับการประท้วง เพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์และความรู้สึกร่วมกัน ดังนั้นทีมปฏิบัติการก็จะรายงานเรื่องเหล่านี้มาให้ผม แล้วผมก็สื่อสารมันออกมา แต่จริงๆ แล้วคนในพื้นที่เขาก็เคยสู้กับรัฐบาลมาก่อนนะ หลายคนเป็นอดีตเสื้อแดง (หรือยังคงเป็นอยู่) เป็นชนชั้นแรงงาน พวกเขาก็เลยมีความเชื่อมโยงกับทะลุแก๊ซ

พูดให้ชัดเจนกว่านี้ก็คือ ผู้ชุมนุมทะลุแก๊ซเป็นคนรุ่นใหม่แล้ว บางคนไม่รู้จักเสื้อแดงเลยด้วยซ้ำ พวกเขายังเด็กมาก บางคนแค่อยากออกมาสู้กับตำรวจเพื่อความสนุกหรือสะใจ แต่อย่าลืมว่าในการชุมนุมก็มีคนที่อายุมากขึ้นมาอีกหน่อย คนที่เด็กกว่าก็เรียนรู้จากคนที่แก่กว่านี่แหละ

ผู้ชุมนุมทะลุแก๊ซจุดพลุใส่ตำรวจ (ภาพจาก ข่าวสด)

คนในพื้นที่มีปฏิกิริยายังไงต่อการชุมนุม

บอกตรงๆ พวกเขาไม่ได้ชอบหรอกนะที่มีการชุมนุมในพื้นที่ แต่พวกเขารู้ว่ามันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้แล้วก็เคารพการตัดสินใจของผู้ชุมนุม พวกเขาไม่ได้โทษพวกเรา พวกเขาเข้าใจว่าเราทำไปเพื่ออะไร

ชีวิตในย่านดินแดงมันมีลักษณะยังไง

ดินแดงคือย่านสลัมครับ พวกเราคือคนที่ถูกกดขี่ ตำรวจทำตัวเหมือนมาเฟียที่เราต้องจำยอมต่ออำนาจนั้น พวกเขาพรากทุกอย่างของเราไป มีอิทธิพลเหนือประชาชน และเราก็ต้องเชื่อฟังตำรวจ พวกตำรวคือตัวปัญหาหลักในพื้นที่ ใครๆ ก็เกลียดตำรวจกันทั้งนั้น ไม่ต่างอะไรจากการอาศัยอยู่ในรัฐตำรวจมาเฟียเลย

เพจของคุณสื่อสารอุดมการณ์อนาธิปไตยอย่างชัดเจน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

บอกตรงๆ ว่าสารเหล่านี้มาจากผมทั้งหมด ผมอ่านเกี่ยวกับอนาธิปไตยมาเยอะ แล้วก็ชอบแนวคิดเรื่อง Mutual Aid ของ Peter Kropotkin แต่แนวคิดเหล่านี้ก็เชื่อมโยงกับขบวนการและคนที่อยู่ในนั้นด้วย

แนวคิดทางการเมืองของคนในพื้นที่ดินแดงเป็นยังไง

หลายคนไม่สนหรอกครับว่าใครเป็นนายก ตราบใดที่ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น เพราะฉะนั้นการเมืองของคนที่นั้นจึงไม่ตายตัว เปลี่ยนไปมาเหมือนสายน้ำ แต่ก็อย่างที่บอกไปว่าหลายคนเคยเป็นเสื้อแดงมาก่อน คนที่อายุเยอะหน่อยก็ยังสนับสนุนทักษิณเพราะว่าในสมัยนั้นชีวิตของพวกเขาดีขึ้นจริงๆ แต่คนส่วนใหญ่เขาไม่ได้มีเวลามาสนใจการเมืองหรืออ่านหนังสือเกี่ยวกับการเมือง เพราะต้องทำงานตลอดเวลา ดิ้นรนต่อสู้เพื่อที่จะเอาชีวิตรอด แต่แน่นอนครับว่าพวกเขาเกลียดประยุทธ์และพวกตำรวจ

คุณเชื่อมต่อกับชุมชนชนชั้นแรงงานในวงกว้างกว่านี้ได้อย่างไร

เป็นเรื่องที่ยากครับ ก็เหมือนที่บอกว่าพวกเขาไม่มีเวลามาอ่านหนังสือหาความรู้หรือทฤษฎีทางการเมือง เราก็พยายามที่จะสื่อสารแบบกระชับและเข้าใจง่ายสำหรับพวกเขา ให้มันแตกต่างจากสื่อกระแสหลักอื่นๆ มันยังคงเป็นเรื่องยากนะแต่ใช่ว่าจะทำไม่ได้เลย

ตำรวจฉีดน้ำผสมสารเคมีใส่ผู้ชุมนุมทะลุแก๊ซ (ภาพจาก ข่าวสด)

ทำไมถึงรู้สึกว่ากลุ่มชุมนุมประท้วงอื่นๆ ถึงไม่สามารถเป็นตัวแทนให้กับคนในดินแดงได้

ต้องยอมรับก่อนครับว่ากลุ่มชุมนุมส่วนใหญ่เป็นปัญญาชนและชนชั้นกลาง แต่เราไม่ใช่แบบนั้น มันมีช่องว่างระหว่างกันอยู่ พวกเขามีแนวคิดว่าการจะสู้หรือปะทะกับตำรวจก็คือต้องรอให้ตำรวจเริ่มก่อน แล้วค่อยโต้ตอบกลับไป สำหรับเรา เราโดนตำรวจทำร้ายมาตลอดชีวิตครับ ตำรวจเริ่มก่อนทั้งนั้น ทำอย่างกับพวกเราเป็นเศษคน ดังนั้นจึงชอบธรรมแล้วที่เราจะเอาคืน โครงสร้างของรัฐนี้รวมทั้งระบบตำรวจมันอันตรายต่อชีวิตของประชาชนอยู่แล้ว แล้วทำไมเรายังต้องรอให้พวกตำรวจทำร้ายเราอีกล่ะ ในเมื่อเราโดนทำร้ายมาทั้งชีวิตและไม่มีใครที่จะมาสนใจหรือรับฟังพวกเราด้วย สำหรับเรานี่คือทางเดียวที่จะแสดงออกถึงความไม่พอใจ แสดงออกถึงตัวตนของคนที่อยู่ในซอกหลืบ ในเมื่อเราถูกกีดกันออกจากสังคมโดยสิ้นเชิง คนอื่นก็ควรจะรับจะรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของพวกเรา นี่คือการต่อสู้ทางชนชั้นครับ ไม่มีวิธีอื่นแล้วจริงๆ

ผมอยากบอกว่า เรายินดีต้อนรับทุกคนที่อยากจะมาเข้าร่วมกับทะลุแก๊ซ เราเปิดกว้างเต็มที่ แต่กลุ่มอื่นๆ ก็ยังคงลังเลที่จะมาร่วม คือไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเป็นศัตรูกับเรานะครับ แต่พวกเขาก็จะพูดประมาณว่า “รอดูไปก่อน” ผมพอจะเข้าใจว่าทำไม มันก็เป็นเรื่องของชนชั้นนั่นแหละ ถ้าให้พูดตามตรงก็คือ ชนชั้นกลางจำนวนมากก็แค่ไม่เข้าใจพวกเรา ไม่สามารถรู้สึกแบบเดียวกับพวกเราได้ พวกเขาก็แค่ไม่รู้จริงๆ

มีแผนอะไรต่อจากนี้ไหม

ระยะสั้นคือทำให้ขบวนการเติบโตและแสดงออกมากขึ้นครับ อยากจะสร้างพื้นที่ของฝ่ายซ้ายในการชุมนุม อย่างเช่นเราจะเปลี่ยนจากการชูสามนิ้วเป็นการชูกำปั้นข้างซ้ายแทน นอกจากนั้น เราอยากจะพูดคุย พบปะ จัดตั้งให้มากยิ่งขึ้น ตอนนี้กำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อที่จะเอาไปกำเนินการต่อ แต่ตอนนี้ขบวนการเรายังใหม่มากๆ และต้องการการสนับสนุนอีกเยอะครับ

โปรดอยู่ร่วมกันอย่างห่วงใย: การสร้างความเอาใจใส่และความยั่งยืนในกลุ่มแอคทิวิสท์

โปรดอยู่ร่วมกันอย่างห่วงใย: การสร้างความเอาใจใส่และความยั่งยืนในกลุ่มแอคทิวิสท์

ผู้เขียน Rushdia Mehreen และ David Gray-Donald 
ผู้แปล Taweesak Tabwong
บรรณาธิการ Editorial Team
Artwork ดัดแปลงจากต้นฉบับ

หมายเหตุ บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่ Briarpatch
บทแปลได้รับการสนับสนุนจากกองทุนก้าวหน้า โดย Common School


โปรดอยู่ร่วมกันอย่างห่วงใย
กลุ่มนักกิจกรรมจะสร้างความเชื่อใจ ความเอาใจใส่ และความยั่งยืนได้อย่างไรในโลกแห่งทุนนิยมและการกดขี่นี้

“ฉันรู้สึกเหนื่อยล้าและโดดเดี่ยว ฉันไม่รู้สึกว่าเหล่าสหายของฉันมีความสัมพันธ์ทางจิตใจที่ดีกับฉัน หรือในหมู่สหายด้วยกัน การต่อสู้ดิ้นรนของกลุ่มกลายเป็นการทำงานประจำ พวกเราแทบจะไม่สนใจปัญหาในชีวิตที่แต่ละคนเจอ เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ฉันไม่เห็นคุณค่าและความหมายในการขับเคลื่อนสังคมของฉัน ฉันรู้สึกว่างเปล่าทั้งทางอารมณ์และทางกายภาพ ฉันไม่มีความต้องการที่จะพาตัวเองไปเข้าร่วมกิจกรรมอีกต่อไป เพราะแทนที่ฉันจะรู้สึกมีพลังในการทำกิจกรรมเหล่านี้ ฉันกลับอ่อนล้าและหมดแรง”

นี่คือสิ่งที่ เลย์คุ (Laykü) อดีตผู้จัดตั้งการเคลื่อนไหวเพื่อความสามัคคีทางสังคมและกลุ่มความเป็นธรรมเพื่อผู้อพยพในมอนทรีอัล แคนาดา เล่าถึงความรู้สึกช่วงแรกของการหมดไฟในการเป็นนักเคลื่อนไหว

ทำไมนักเคลื่อนไหวถึงหมดไฟ และเราทำอะไรได้บ้างเพื่อจะแก้ปัญหานี้ ในช่วงที่มีการเคลื่อนไหวของนักศึกษาที่ควิเบก ในปี 2012 ได้มีการก่อตั้งกลุ่ม Politics & Care โดย รุชเดีย (Rushdia) ซึ่งเป็นกลุ่มที่นักเคลื่อนไหวและผู้จัดการชุมชนร่วมกันก่อตั้งเพื่อตอบสนองต่อปัญหาการหมดไฟ โดยกิจกรรมของกลุ่มนั้นประกอบไปด้วยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน และการส่งเสริมให้มีเวิร์กช็อปเพื่อทำให้การดูแลเอาใจใส่กันและกันหลอมเป็นส่วนหนึ่งเข้ากับงานด้านการเมือง

บทความชิ้นนี้เป็นการเผยให้เห็นถึงพลวัตที่พบได้บ่อยในการจัดการองค์กรของนักเคลื่อนไหว ซึ่งนำไปสู่อาการหมดไฟที่จะสานต่อสิ่งต่างๆ รวมถึงสำรวจวิธีที่คอลเลกทีฟแคร์ (collective care) หรือการดูแลเอาใจใส่ร่วมกัน สามารถถูกนำไปผสานเข้ากับนโยบายการจัดการและการปฏิบัติ โดยเน้นไปที่กลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านอำนาจนิยม ซึ่งเป็นกลุ่มสามัญชนที่ปราศจากลำดับชั้นทางอำนาจในองค์กร

การดูแลเอาใจใส่ร่วมกันนั้น หมายถึงความรับรู้เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของสมาชิกคนอื่นๆ โดยเฉพาะด้านสุขภาพจิต ในลักษณะที่มีการรับผิดชอบร่วมกันของกลุ่ม มากกว่าที่จะเป็นการแยกกันทำงานคนเดียวของปัจเจก ซึ่งหมายความว่ากลุ่มทำการตกลงร่วมกันเพื่อระบุให้เห็นถึงการเอาเปรียบที่โยงใยต่อกัน และหาสาเหตุที่ก่อให้เกิดผลร้ายต่อความเป็นอยู่ที่ดีภายในกลุ่ม ขณะเดียวกันก็ต่อสู้กับการกดขี่ในสังคมวงกว้าง คอลเลกทีฟแคร์ยังเน้นย้ำถึงสำนึกในการรับผิดชอบที่มีร่วมกันในกลุ่มต่างๆ ของนักกิจกรรม พร้อมกับเป้าหมายที่นำไปสู่การเสริมพลังร่วมกัน (collective empowerment) โดยความคิดดังกล่าวนี้มีต้นแบบมาจากองค์กรเควียร์และสตรีนิยมผิวสี อย่างเช่น กลุ่มสตรีนิยม Combahee River Collective และกลุ่มเคลื่อนไหวของผู้พิการ ซึ่งสำนึกในการดูแลกันจะถูกห่อหุ้มไว้ในถ้อยคำที่ว่า “พวกเราอาจเป็นอันตรายต่อกันได้ ฉะนั้น โปรดอยู่ร่วมกันอย่างห่วงใย”

จากข้อถกเถียงก่อนหน้าเกี่ยวกับพลวัตที่มีปัญหา และข้อวิจารณ์ต่อความคิดเรื่องการดูแลตัวเอง (self-care) ของเสรีนิยมใหม่ จากบทความอันโด่งดังของ Upping The Anti ที่ชื่อ “ใครแคร์? การเมืองของการแคร์ในการจัดการองค์กรราดิคัล” ในบทความนี้จะเป็นการต่อยอดข้อถกเถียงซึ่งเกี่ยวกับการหาทางออกด้วยคอลเลกทีฟแคร์หรือการดูแลกันแบบส่วนรวม

อำนาจและการควบคุม

พวกเราต่างรู้จักหรือเคยได้ยินเกี่ยวกับกลุ่มนักกิจกรรมที่เรียกตัวเองว่า “ปราศจากลำดับชั้น” แต่กระนั้นแล้ว กลับมีปัญหาเรื่องลำดับชั้นที่ถูกซุกไว้ใต้พรมโดยไม่แม้แต่จะพูดถึงมัน เมื่อนักกิจกรรมบางคนทำงานโดยไม่ได้หลับได้นอนอยู่หลายวัน หรืออุทิศเวลาของพวกเขาในการจัดการองค์กร มันได้สร้างความกดดันให้สมาชิกคนอื่นในเรื่องการเปรียบเทียบมาตรฐานของพวกเขาในการสร้างผลผลิตและผลลัพธ์ ให้ได้เหมือนกับคนที่ทำงานหนัก กลุ่มคนที่รับผิดชอบในระดับที่สุดโต่งมักจะได้รับรู้ความเป็นไปของกลุ่มมากกว่าคนอื่น ได้สร้างทุนทางสังคมมากกว่า และมีอำนาจในการตัดสินใจหรือกำหนดข้อตกลงได้มากกว่า ลำดับชั้นล่องหนที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นยากที่จะนิยาม และยากที่จะแยกส่วนออกมาให้เข้าใจได้

บางรูปแบบของอภิสิทธิ์นั้นเกี่ยวข้องกับเชื้อชาติ ชนชั้น ความสามารถ เพศสภาพ และเพศวิถี ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเป็นสิ่งที่รองรับลำดับชั้นอำนาจ ที่อยู่บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมและมีอำนาจในการกำหนดข้อตกลงภายในองค์กร

“ผู้คนที่มักได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น ผู้อพยพที่ไม่สามารถเข้ามาร่วมประชุมได้ทุกครั้ง เนื่องจากมีความจำเป็นที่จะต้องดูแลครอบครัวของพวกเขา และมีความลำบากในการเข้ามาประชุม” เอนิ (Ani) นักจัดการองค์กรรากหญ้าเพื่อความยุติธรรมของผู้อพยพ กล่าวไว้ว่า ท้ายที่สุดแล้ว ผู้คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจะไม่มีสิทธิ์มีเสียงภายในกลุ่ม

พื้นที่ในการจัดการองค์กรมักขาดข้อผูกมัดที่แท้จริงต่อกระบวนการกำหนดข้อตกลงร่วมกันแบบประชาธิปไตย การแลกเปลี่ยนความเห็นและการอภิปรายถูกทำให้หมดความสำคัญไปภายใต้การทำงานที่เร่งรีบ สมาชิกที่มีอำนาจจะเป็นผู้มีสิทธิ์มีเสียงในการตัดสินใจต่างๆ และสมาชิกที่เหลือก็ถูกทิ้งให้จมอยู่กับความท้อแท้และถูกลดทอนอำนาจ

อำนาจและความรับผิดชอบที่สะสมเป็นทุนทางสังคม สามารถกลายเป็นวงจรอุบาทว์ได้ คนที่สะสมสิ่งเหล่านี้ไว้มากเกินไปมักจะส่งผลให้พวกเขามีความอดทนต่ำ โดยเฉพาะในช่วงเวลาวิกฤตอันเกิดจากความเหนื่อยล้าที่สะสมมาหลายครั้งจากการทำงาน พวกเขามักจะไม่ค่อยแสดงความอดทนต่อผู้คนที่กำลังเรียนรู้งาน หรือไม่ให้อภัยต่อความผิดพลาด นี่เป็นเหตุให้สมาชิกที่เข้ามาใหม่รู้สึกแปลกแยก และปล่อยให้คนที่อยู่มาก่อนรู้สึกว่าไม่มีทางเลือกนอกจากรับผิดชอบงานหนักขึ้น และทำการควบคุมการตัดสินใจของกลุ่มมากขึ้น รูปแบบที่กล่าวมานี้ยังนำไปสู่ภาวะหมดไฟได้เช่นเดียวกับการถูกลดทอนอำนาจ แม้ว่าจะเป็นการหมดไฟที่มาจากการโหมงานหนักก็ตาม

นักเคลื่อนไหวโดยเฉพาะผู้อาวุโสหรือคนที่ทำงานมานานควรจะเป็นผู้ไตร่ตรองว่า พวกเขามีส่วนร่วมในกลุ่มใดบ้าง และพวกเขามีอำนาจภายในแต่ละกลุ่มมากแค่ไหน ดังคติพจน์ของนักเคลื่อนไหวที่ว่า “คนอื่นจะก้าวไปข้างหน้าได้ เมื่อคุณถอยหลังกลับมาคิดทบทวน” ในเวลาเดียวกัน สิ่งนี้เรียกร้องให้นักเคลื่อนไหวที่มีประสบการณ์มากได้หันมาให้ความสำคัญกับการสร้างความทรงจำเกี่ยวกับองค์กร เพื่อที่จะให้สมาชิกหน้าใหม่ปรับตัวและทำงานกับองค์กรต่อไปได้ ซึ่งสามารถทำผ่านการให้คำปรึกษาและให้ความสำคัญกับกลุ่มคนชายขอบ

เหนือสิ่งอื่นใด การปรับแนวทางของเราให้มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น โดยการใส่ใจผู้คนและความต้องการของพวกเขาอย่างมีสติ ก็อาจทำให้การจัดระบบเป็นประสบการณ์ที่มีความเอาใจใส่และยั่งยืน

ความน่าเชื่อถือและความรับผิดชอบ

เลย์คุ ชี้ให้เห็นถึงพลวัตทางอำนาจที่ไม่เพียงแต่จะกัดกร่อนสวัสดิภาพส่วนตัวของเขาและส่วนรวม ตัวอย่างเช่น เมื่อต้องจองสถานที่สำหรับการอภิปราย หรือต้องออกแบบโปสเตอร์สำหรับการชุมนุม และสมาชิกในกลุ่มอาสาที่จะทำ ภายในกลุ่มจะมีความรู้สึกของการกระตุ้นให้ก้าวไปข้างหน้า องค์กรจะสามารถดำเนินการต่อได้จากความรู้สึกนี้

แต่ถ้าหากผู้ที่อาสาทำงานนั้นขาดการติดต่อไปหรือไม่สามารถเข้าถึงได้ ก็อาจทำให้สมาชิกในกลุ่มหมดพลังใจและท้อแท้ เพราะการหยุดชะงักดังกล่าวได้ขัดขวางแผนการและเป้าหมายในการเคลื่อนไหวของพวกเขา

สมาชิกที่มีอำนาจจะเป็นผู้มีสิทธิ์มีเสียงในการตัดสินใจต่างๆ และสมาชิกที่เหลือถูกทิ้งให้ผิดหวังและถูกลดทอนอำนาจ

ยิ่งไปกว่านั้น ความเชื่อใจจะถูกทำลายลง เลย์คุ อธิบายว่า “ต่อให้กิจกรรมจะเกิดขึ้นได้จริง แต่ในท้ายที่สุดมันจะไม่สร้างอิมแพ็กหรือความสำเร็จใดๆ และสมาชิกในกลุ่มจะไม่รู้สึกถึงการลุล่วงในเป้าหมายได้เลย” เลย์คุ ยังกล่าวจากประสบการณ์อีกว่า “[หลังจากนั้น] ผู้คนจะไม่อยากมีความรับผิดชอบ และพวกเราจะไม่มีพื้นที่อย่างแท้จริงสำหรับการเรียนรู้ที่มาจากการทบทวนความผิดพลาดอย่างเป็นส่วนรวม”

เลย์คุ กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่ดีที่สุด ผู้คนจะแจ้งให้ผู้ร่วมงานทราบว่า หากพวกเขาไม่สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ พวกเขาต้องมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือซึ่งกระทบต่อการทำงาน เช่น ปัญหาสุขภาพ เหตุฉุกเฉินในครอบครัว หรือเรื่องอื่นๆ ที่มีความสำคัญ นอกจากความน่าเชื่อถือแล้ว ความรับผิดชอบก็เป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าความรับผิดชอบจะเป็นคำที่รุ่มรวยและซับซ้อน แต่ในที่นี้มันหมายถึงการยอมรับและรับผิดชอบต่อผลสะท้อนกลับ ซึ่งมาจากการกระทำของคนคนหนึ่งที่อาจมีผลต่อสมาชิกคนอื่นในกลุ่ม “คำขอโทษอย่างจริงใจมักจะเป็นการเริ่มต้นที่ดี”

ในปี 2001 สิ่งพิมพ์จาก ChangeWork ที่ชื่อ White Supremacy Culture เขียนโดย เคนเนธ แจ็กสัน โจนส์ (Kenneth Jackson Jones) และ เทม่า โอคุน (Tema Okun) เสนอให้ทำข้อตกลงว่าจะดำเนินการอย่างไรก่อนเริ่มงาน ซึ่งอาจรวมถึงการวางแผนขั้นตอนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การกำหนดเดดไลน์ และการกำหนดความคาดหวังในการติดตามผล การสร้างนิสัยในการซักถามหลังจากสิ้นสุดกิจกรรมต่างๆ เช่น การประเมินว่าอะไรได้ผล อะไรไม่ได้ผล และวิธีปรับปรุงแก้ไข สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดซ้ำๆ หรืออย่างน้อยก็ฟื้นฟูความไว้วางใจที่สูญเสียไปได้

ทุนนิยมแบบประเมินคุณค่าตนเอง

“ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้ง วิกฤตทางการเมือง สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างไม่มีอะไรมาหยุดยั้งได้ ความรู้สึกของการเร่งรีบกำลังเพิ่มสูงขึ้น” ปาสคาล บรูเนต (Pascale Brunet) ผู้จัดงานองค์กรนักจัดตั้งชุมชน และผู้ร่วมก่อตั้ง Politics & Care กล่าว “ผสมผสานกับแรงกดดันของระบบทุนนิยมให้ทำการผลิตมากขึ้น ให้มีผลิตภาพ (productivity) และประสิทธิภาพมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา เรามักจะถูกบอกว่าเรายังดีไม่พออยู่บ่อยครั้ง”

เลย์คุ ให้ภาพคร่าวๆ จากภายในกลุ่มว่า “กลุ่มของฉันไม่กล้าสารภาพด้วยซ้ำว่าพวกเราถูกแทรกซึมโดยค่านิยมและแนวปฏิบัติของวิธีคิดแบบเสรีนิยมใหม่และทุนนิยม งานในกลุ่มนั้น ทั้งเน้นประสิทธิภาพ ความสำเร็จส่วนบุคคล การแบ่งงานตามเพศ และอื่นๆ”

แรงกดดันที่จะเป็นคนโปรดักทีฟ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้คนมีส่วนร่วมมากเกินไปในการเคลื่อนไหว ซึ่งนำไปสู่การกักตุนอำนาจที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้

พลวัตนี้เรียกร้องให้มีจริยธรรมของการแคร์ (ethics of care) โดยกลุ่มสตรีนิยมและกลุ่มต่อต้านทุนนิยม ซึ่งมุ่งเน้นและยอมรับความพยายามและผลกระทบมากกว่าประสิทธิภาพหรือผลลัพธ์ ส่งเสริมการพึ่งพาอาศัยกันผ่านการแบ่งปันและหมุนเวียนภาระหน้าที่ รวมไปถึงการรับรองและสนับสนุนสมาชิกโดยไม่คำนึงถึงระดับความสำคัญของผลงาน

ภาษาและการเข้าถึง

“ไม่ใช่ทุกคนที่มีศัพท์แสงและภาษาที่ถูกต้องเหมาะสมทางการเมือง ซึ่งภาษาที่ว่านี้มักจะกีดกันผู้คนออกไป” Ani โอดครวญ “ตอนนี้ โครงสร้างไม่เอื้อต่อคนที่ถูกมองข้ามจากปัญหานี้ พวกเขาไม่สามารถใช้พื้นที่ได้อย่างมีความหมาย”

ภาษาทางวิชาการไม่อาจเป็นกระบอกเสียงให้กับชุมชนชนชั้นแรงงานจำนวนมากได้ โดยปกติแล้วภาษาจะใช้เพื่อแสดงสิทธิพิเศษของผู้ที่มีสิทธิ์มีเสียงและส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยเพียงเท่านั้น การเรียกร้องให้ทุกคนใช้ภาษา แนวคิด และศัพท์แสงที่ถูกต้องทางการเมืองอันใหม่ล่าสุดที่กล่าวซ้ำไปมานั้น อาจทำให้ผู้คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงซึ่งเป็นผู้ที่มีพื้นฐานปัญหามาจากประสบการณ์ส่วนตัวนั้นยิ่งแปลกแยกและหนีห่างออกไป

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่การบอกว่าเราควรแก้ต่างให้ผู้ที่ใช้ภาษาโบราณซ้ำซาก อย่างจงใจ แล้วก่อให้เกิดความเจ็บปวดหรือเป็นเท็จต่อผู้อื่น ตัวอย่างเช่น สมาชิกในกลุ่มต้องเคารพคำสรรพนามของสมาชิกคนอื่นๆ หรือวิธีการอธิบายเพศสภาพและเพศวีถีของพวกเขา

ในบทความสตรีนิยมในชีวิตประจำวันเกี่ยวกับวิธีการทำให้ความยุติธรรมทางสังคมเป็นเรื่องของอภิสิทธิ์ชนน้อยลงและทุกคนเข้าถึงได้มากขึ้น ไค เชิง โธม (Kai Cheng Thom) ให้รายละเอียดเกี่ยวกับความจำเป็นในการสร้างพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงได้ ซึ่งเป็นการเข้าถึงทั้งในทางกายภาพและทางเศรษฐกิจ ซึ่งเพิ่มเติมจากการเข้าถึงด้านภาษา “เราต้องแน่ใจว่าคนที่มีบุตรหลาน ผู้คนที่ต้องพึ่งพาสวัสดิการและมีรายได้จำกัด รวมถึงใครก็ตามที่อาจเข้าถึงเงินและเวลาได้ไม่มาก ก็สามารถมีส่วนร่วมในการสร้างชุมชนได้”

แรงงานทางอารมณ์

เป็นเรื่องที่รับรู้กันทั่วไปว่า พื้นที่ทางองค์กรของพวกเราอยู่ภายในและเคียงคู่ไปกับระบบการกดขี่ที่มีการทับซ้อนของเชื้อชาติ เพศสภาพ ชนชั้น เพศวิถี และความทุพพลภาพ เราเห็นความเหนื่อยหน่ายในหมู่นักจัดตั้งที่เป็นสตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงผิวสี เพราะการเหยียดเพศและการเหยียดเชื้อชาติมีอยู่ในพื้นที่ขององค์กรการเคลื่อนไหวนี้ ในลักษณะที่สะท้อนถึงระบบที่กว้างขึ้นของการกดขี่ทางเพศและทางเชื้อชาติ แรงงานทางอารมณ์เป็นภาระอย่างท่วมท้น โดยกลุ่มคนที่นิยามตนเองเป็นผู้หญิงและเป็นผู้หญิงผิวสี ขณะเดียวกันนั้นมันก็ถูกลดคุณค่าและจัดให้เป็นเรื่องไม่สลักสำคัญ

“ในแวดวงนักเคลื่อนไหวส่วนใหญ่ มีความเข้าใจเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ การกดขี่ และอภิสิทธิ์” บรูเนต อธิบาย “[แม้ว่าเราอาจ] ประณามระบบต่างๆ ของการกดขี่ที่จัดระเบียบโครงสร้างชีวิตของเรา แต่บางครั้งมันก็ซับซ้อนกว่าอย่างมากที่เราจะตระหนักว่าเมื่อระบบเดียวกันเหล่านี้ ได้หลุดรอดเข้าไปในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดของพวกเรา”

เพื่อแยกส่วนการกดขี่เหล่านี้ในวงกว้างมากขึ้น เราต้องระวังว่าความรับผิดชอบต่อการดูแล และการสื่อสารในการทำงานภายในกลุ่มไม่ได้ตกอยู่กับผู้หญิงเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะกับผู้หญิงผิวสี ซึ่งรับหน้าที่เพิ่มเติมจากที่ต่อสู้ในการเคลื่อนไหวอย่างกล้าหาญอยู่แล้วในหลายกลุ่ม ผู้หญิงมักจะสู้เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของกลุ่ม จนบางครั้งอาจส่งผลเสียต่อความผาสุกส่วนตัว ในขณะที่ผู้ชาย โดยเฉพาะผู้ชายผิวขาวเลือกออกจากกลุ่มเมื่อเจอสถานการณ์ยากลำบาก

“ความสัมพันธ์ของเราส่วนใหญ่เกี่ยวกับงานในองค์กรที่เราไม่รู้จักคนที่เราร่วมงานด้วย เราไม่มีเวลาและพื้นที่สำหรับความสัมพันธ์แบบองค์รวม เราไม่รู้ว่าคนอื่นต้องผ่านอะไรอีกบ้าง สถานการณ์แบบนี้ไม่อนุญาตให้เราสร้างความสามัคคีระหว่างกัน” เอนิ สะท้อนด้วยความกังวล

เธอแนะนำว่า “เราต้องคิดว่าผู้คนรอบตัวเราเป็นอย่างไร เราต้องหลุดออกจากความเป็นมืออาชีพ [ที่] สิ่งสำคัญคือการจัดระเบียบงาน ซึ่งต้องการเพียงแค่ให้เรามาพบกัน เรามีงานที่ต้องทำแล้ว ต่อจากนั้น มันเหมือนกับว่าเราไม่ได้รู้จักกันจริง ๆ”

สืบเนื่องจากการดูแลกันแบบส่วนรวม

เราพบว่าประเด็นทั่วไประหว่างกลุ่มต่างๆ ที่มีแนวทางปฏิบัติที่ไม่ดี คือการขาดการสื่อสารแบบเปิดระหว่างสมาชิกในกลุ่ม และบ่อยครั้งที่ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือการให้ผู้คนมานั่งพูดคุยกันเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้

การเริ่มต้นการประชุมตามปกติด้วยการเช็กอิน โดยที่สมาชิกแต่ละคนจะแบ่งปันว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ กำลังคิดอะไรอยู่ และมีความต้องการเฉพาะเจาะจงในระหว่างการประชุมหรือไม่ อาจเป็นวิธีที่ดีในการดูแลกันต่อหน้าและช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่ม นอกเหนือจากการประชุมแล้ว การสนทนาที่จริงใจและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างแท้จริงสามารถเริ่มต้นด้วยความเรียบง่ายแต่จริงใจว่า “คุณสบายดีไหม” การหาพันธมิตรในกลุ่มยังสามารถช่วยสร้างวัฒนธรรมการดูแลกันได้เช่นกัน

แม้ว่าการเช็กอินนั้นยังไม่เพียงพอที่จะเข้าถึงต้นตอของปัญหาได้ แต่มันอาจเป็นประโยชน์ในการสร้างพื้นที่อย่างมีโครงสร้างจำเพาะขึ้นมาเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความรู้สึกและความต้องการการดูแลและเยียวยาจากผู้คน จากการทำงานในองค์กร Politics & Care มามากกว่าห้าปี เราพบว่าการเชิญผู้ดำเนินงานจากภายนอกมาเข้าร่วม (เช่น คนจาก Politics & Care) จะช่วยให้มีการอภิปรายเชิงลึกที่สามารถนำไปสู่การเยียวยาได้ ในบางครั้งเราได้พูดคุยกับสมาชิกเป็นรายบุคคลเกี่ยวกับการสนทนาที่ยากลำบากกับกลุ่ม บางครั้งอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีกว่าที่กลุ่มจะจัดการประชุมการดูแลแบบส่วนรวมที่สมาชิกรู้สึกว่าถูกรับฟังขึ้นมาได้ ในกรณีอื่นๆ เราเคยเห็นกลุ่มต่างๆ ที่สมาชิกผลักดันให้มีการประชุมการดูแลสมาชิกแบบส่วนรวมเพื่อจัดการกับพลวัตของกลุ่มที่มีปัญหา แต่พลวัตเหล่านี้ เช่น การด้อยค่างานเกี่ยวกับการดูแลซึ่งกันและกัน หรือแนวคิดในการทำงานแบบทุนนิยมทำให้สมาชิกคนอื่นๆ ละเลยข้อกังวลและปฏิเสธที่จะหาเวลาสำหรับจัดการประชุม

ปี 2017 Politics & Care ได้เผยแพร่ชุดคำแนะนำสำหรับกลุ่มที่ต้องการสะท้อนวัฒนธรรมการดูแล (หรือวัฒนธรรมที่ขาดสิ่งนี้) ใน “Caring about thriving” ซึ่งนำเสนอในแหล่งข้อมูลชุมชนนักศึกษาอย่าง Convergence Journal คำถามต่างๆ และกลยุทธ์ข้างต้นที่กล่าวมา สามารถสร้างความแตกต่างในความรู้สึกของผู้คนที่มีต่อกลุ่มนักเคลื่อนไหว และต่อความยั่งยืนระยะยาวของขบวนการของเรา ความท้าทายที่เราเผชิญในโลกนี้ยิ่งใหญ่มาก และการรับมือกับความท้าทายเหล่านี้เรียกร้องให้เราต้องดูแลซึ่งกันและกัน

ไรเดอร์ทุกแห่งหนจงรวมตัวกัน: บทสัมภาษณ์สหายจากสหภาพไรเดอร์

ไรเดอร์ทุกแห่งหนจงรวมตัวกัน: บทสัมภาษณ์สหายจากสหภาพไรเดอร์

สัมภาษณ์โดย Afta

“แรงงานทุกคนในทุกประเทศ จงลุกขึ้น!”

 
หนึ่งในประโยคอมตะของคาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ในคำแถลงการณ์คอมมิวนิสต์ ที่ใช้ในการสร้างจิตสำนึกทางชนชั้นของแรงงานผู้ที่ถูกกดขี่โดยชนชั้นกระฎุมพี (Bourgeoisie)  ถูกกระตุ้นให้แสดงออกผ่านการต่อสู้ทางชนชั้น เพื่อนำมาซึ่งอิสระภาพที่ปราศจากการขดขี่  นอกจากนี้ในความคิดของมาร์กซ์นั้น  การต่อสู้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าปราศจากชนชั้นปฏิวัติ (Revolutionary class) ที่เป็นตัวแสดง และเครื่องมือขับเคลื่อนทางสังคงให้ไปสู่สังคมที่ใฝ่ฝัน สังคมคอมมิวนิสต์ที่ปราศจากการขูดของชนชั้นนายทุน

อย่างที่เราทราบกันว่า ในคำแถลงการณ์คอมมิวนิสต์ที่ถูกเขียนขึ้นตั้งแต่  ค.ศ. 1847 เป็นเวลาเกือบ 200 ปี มีการเปลี่ยนแปลงสภาพทางสังคมและเศรษฐกิจในระดับที่มาร์กซ์เองคาดไม่ถึง  การเปลี่ยนโฉมหน้าของเทคโนโลยีที่เป็นเครื่องมือทางการผลิต (mean of production) มีวิวัฒนาการอย่างล้ำลึก  และจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีนี้เอง ทำให้ความสัมพันธ์การผลิตระหว่างผู้คุมปัจจัยการผลิตและแรงงานการผลิตนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน

ในโลกเสรีนิยมใหม่ที่ได้คืบคลานครอบงำความคิดคนในเกือบทุกมุมโลก  โลกแห่งเสรีนิยมที่ยึดโยงอยู่กับปัจเจกได้เติบโตขึ้นในฐานะรากฐานของระบบประชาธิปไตย  1 คน 1 เสียง เป็นความคิดที่เติบโตมาขึ้นมากับระบบประชาธิปไตยในยุคเสรีนิยมใหม่  แต่ทำไมระบบที่เชื่อว่าคนมีความเท่ากัน 1 คน 1 เสียง กลับไม่สามารถสร้างความเท่าเทียมกันภายในสังคมได้ หนำซ้ำ ตัวเลขความรุนแรงของความเหลื่อมล้ำกลับมีความชัดเจนขึ้น  เมื่อผู้ร่ำรวย 1 เปอเซ็นต์ สามารถสะสมทุนได้อย่างต่อเนื่องภายใต้สภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ ที่แรงงานไม่แม้กระทั่งสามารถหางานที่มั่นคงให้กับชีวิตได้

เมื่อความอยุติธรรมเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจและสังคม การต่อสู้ก็ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงมิได้  การต่อสู้ของผู้ที่ถูกกดขี่ซึ่งถูกกดทับด้วยระบบเศรษฐกิจ และจากการโดนขูดรีดจากชนชั้นนายทุน ที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้  วันนี้พวกเขากลับมาอีกครั้งในรูปแบบที่แตกต่างจากเดิม  ค้อน-เคียว ที่ถูกฝังในลึกลงไปในหลุมศพ ถูกพัฒนาขึ้นในรูปแบบใหม่ ผ่านทางเทคโนโลยีที่ถูกเปลี่ยนแปลงไป และในครั้งนี้พวกเขามาพร้อมกับโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ หรือแท็ปเล็ต ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยเครื่องมือเหล่านี้  และตอนนี้พวกเขาพร้อมแล้ว ที่จะเปิดเผยข้อมูลของการโดนกดขี่และแนวความคิดของการต่อสู้ในระบบ Gig economy ที่ผู้เขียนเชื่อว่าหลายคนคงต้องใช้บริการพวกเขา ยินดีต้อนรับ สหภาพไรเดอร์ (Freedom Rider Union) 

แนะนำตัวได้เลยครับ

สวัสดีครับ ผมเรย์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งสหภาพไรเดอร์ ตอนนี้ดูแลทางฝ่ายเลขา และแน่นอนว่าเป็นไรเดอร์ด้วยครับ  ตอนนี้ผมอายุ 31 ปี ก็ถือว่าผ่านโลกมาพอสมควร จบการศึกษาระดับชั้นมัธยมปลาย และพยายามที่จะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาทางด้านเอกดนตรี และ sound engineer แต่ด้วยประสบปัญหาทางการเงิน ครอบครัวไม่ร่ำรวย ทำให้ต้องหยุดการศึกษาลง  และผมมีความชอบในเรื่องเครื่องยนต์เป็นพิเศษ สามารถซ่อมแซมและแก้ไขรถยนต์ยุโรปได้ ผ่านการเรียนรู้ด้วยตัวของผมเอง  ซึ่งมันก็ไม่ง่ายเลยครับ  

เริ่มขึ้นเป็นสหภาพได้อย่างไร

ผมตกงาน ในช่วงรัฐประหาร ปี พ.ศ. 2557 ผมเคยเปิดร้านอาหารเล็กๆ ของตัวเองในขณะนั้น  และจากพิษของรัฐประหาร ร้านจึงถูกปิดลงด้วยพิษทางเศรษฐกิจ  ผมเริ่มต้นหันมาเป็น ไรเดอร์กับ Lalamove ซึ่งในขณะนั้นทางบริษัท Food delivery ต่างๆ ต้องการไรเดอร์จำนวนมาก ในขณะที่เซ็นต์สัญญาไม่ได้มีการระบุในสัญญาว่าต้องมีการเสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่มีอยู่วันหนึ่งทางบริษัทเรียกเก็บเงินเป็นจำนวน 200 บาท ทางผมจึงไม่ยอม ซึ่งไม่ใช่แค่ผมคนเดียว ไรเดอร์เป็นร้อยเป็นพันคนก็ไม่ยอมด้วยเช่นกัน  ในตอนนั้นผมจึงคิดหาวิธีว่าต้องทำอย่างไรดี  จึงมีคนแนะนำให้ไปปรึกษากับทางสถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม (JELI) และได้รับการตอบกลับที่รวดเร็วมาก JELI ให้คำแนะนำในการตั้งสหภาพเพื่อสร้างอำนาจการต่อรอง  เราจึงได้เริ่มต้นในวันนั้น มีชื่อเรียกครั้งแรกว่า สหภาพลาล่า ซึ่งในช่วงแรกของการจัดตั้ง เราได้ตั้งเพจ Facebook ซึ่งมีเพียงแค่ไรเดอร์ของ Lalamove เท่านั้นที่เข้าร่วม  แต่เมื่อสถานการณ์ของไรเดอร์ที่ถูกบีบคั้นด้วยกฎของบริษัทต่างๆ ที่คล้ายกัน จึงไม่ใช่เพียงแค่ไรเดอร์ของ Lalamove เท่านั้นที่ประสบปัญหา แต่เป็นพวกพ้องจากบริษัทอื่นๆ ที่มีปัญหาแนวเดียวกัน  เราจึงมีพรรคพวกหรือสหายที่เพิ่มขึ้น  จนภายหลังเราได้เปลี่ยนเป็น Freedom Rider Union ที่ไม่ได้เจาะจงเพียงเฉพาะกลุ่มเราเท่านั้น  และผลของการต่อสู้ในการจ่ายเงินในครั้งนั้น ทำให้เราสามารถจ่ายเงินให้กับบริษัทเป็นจำนวน 100 บาท จำนวน 2 งวด

สหภาพต้องการอะไรจากบริษัท Food delivery

ทุกครั้งพวกเขาพยายามอ้างว่า “เราเป็นพาร์ทเนอร์กับทางบริษัท เราไม่ใช่นายจ้าง-ลูกจ้าง” แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเลย พวกเขาเพียงแค่ต้องการผลักไสการจ่ายค่าจ้างอย่างเป็นธรรม และการจ่ายสวัสดิการให้กับแรงงานออกไปให้พ้นตัว  พวกเขาไม่ต้องการให้เราเป็นลูกจ้างเพื่อเพิ่มภาระในการแบ่งกำไร  ดังนั้นสิ่งที่เราต้องการคือสัญญาในการทำงานที่เป็นธรรม เหมือนกับแรงงานปกขาว เราต้องการสวัสดิการ รวมถึงประกันอุบัติเหตุที่เราต้องเจอเกือบทุกวันในชีวิตการทำงาน เราไม่เคยได้รับอะไรแบบนั้นเลย  จนกระทั่งตอนนี้ พวกเขาก็แค่หาแรงงานใหม่เมื่อแรงงานเก่าไม่สามารถทำงานต่อไปได้ และแน่นอนถ้าเป็นเช่นนี้ การเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิดขึ้น

ภาพจากเพจ สหภาพไรเดอร์ – Freedom Rider Union

สหภาพเติบโตขึ้นได้อย่างไร และเติบโตไปถึงไหนแล้ว

เราไม่สามารถจำกัดหรือบอกได้อย่างแน่ชัดว่าเติบโตขึ้นได้อย่างไร เพราะมันมีหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นกับพวกเรา  คนส่วนใหญ่รู้สึกถึงการโดนกดขี่ เอารัดเอาเปรียบ  และเริ่มตาสว่างจากคำหวานที่ทางบริษัทได้บอกเราอยู่เสมอๆ  ดังนั้น ผู้ที่เข้าร่วมจึงเข้าร่วมจากความรู้สึกของพวกเขาเอง เราไม่มีการบังคับ ถ้าในความคิดของผมแล้ว ก็เพราะความอยุติธรรมที่ทำให้พวกเราเติบโตขึ้นเรื่อยๆ  ตอนนี้เรามีการสร้างแพลตฟอร์มใน Facebook เพื่อเปิดลงทะเบียนอย่างเป็นทางการให้กับไรเดอร์ ซึ่งตอนนี้เรามีสหายในสหภาพไรเดอร์จำนวน 300 คนแล้ว และไรเดอร์ที่ลงทะเบียนก็อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นส่วนใหญ่ มีต่างจังหวัดบ้าง ถ้าใครสนใจสมัครสมาชิก เรียนเชิญที่หน้าเพจได้เลยครับ

เมื่อไม่นานมานี้มี สหภาพเริ่มมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง อะไรเป็นชนวนในการจุดประกาย

เราต้องการให้ทุกคนทราบว่าการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน  ถ้าคุณไม่สนใจการเมือง คุณจะถูกผู้ที่สนใจนำคุณไปใช้ประโยชน์  ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณออกจากบ้าน เราเห็นท้องถนน ทางเท้าที่เต็มไปด้วยหลุมเปรียบเสมือนอยู่บนดวงจันทร์ นั้นคือเรื่องการเมืองด้วยเช่นกัน  และถ้าเราปฏิเสธที่สนใจ นั่นคือคุณปฏิเสธสิทธิของตัวเองและปล่อยให้คนอื่นเคลมสิทธิของคุณไป

เราจึงต้องการให้ไรเดอร์ตระหนักในสิทธิของเราเอง ไม่ใช่เพียงแค่ทำงานก้มหัวให้นายทุน  แต่เรามีสิทธิในการเรียกร้องตามหลักของรัฐธรรมนูญ ตราบใดที่เราไม่ก้าวก่ายสิทธิของผู้อื่น เราสามารถทำได้ เพราะเราไม่ใช่ทาสที่ไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้ 

มาร่วมงานกับ Free youth และการต่อสู้ที่เชื่อมโยงกับระบบประชาธิปไตยได้อย่างไร

ครั้งหนึ่ง เราได้ประท้วงที่ตึก T-one ซึ่งเป็นตึกที่ทาง Line-man เช่าทำออฟฟิศ ทาง Free youth ได้ส่งหน่วยข่าวมาติดตามการเคลื่อนไหวของเรา และยังเผยแพร่การเคลื่อนไหวให้สังคมได้รับรู้ ซึ่งเราซาบซึ้งเป็นอย่างมาก และเนื่องจากที่ผมได้ติดตาม Free youth มานานแล้ว พร้อมกับการกระทำเช่นนี้ของพวกเขา มันสร้างความประทับใจให้กับสหภาพ เพราะเรารู้สึกว่ายังมีใครคนหนึ่งที่เห็นใจพวกเราอยู่

วันหนึ่งมีสายจาก Free youth ติดต่อเข้ามาขอสัมภาษณ์ผม  แน่นอนว่าผมตัดสินใจรับปากทันที  แต่ยังไม่ได้นัดวันในการสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ   จนกระทั่งหลังจากนั้นแอดมินคนหนึ่งของ เพจ พูด ติดต่อผมเข้ามา และเชิญชวนให้ผมขึ้นพูดปราศรัยในวันที่ Free youth จัดการชุมนุมขึ้น  จากการที่เราปรึกษากับทางสหภาพไรเดอร์ก็สรุปได้ว่า ทางสหภาพต้องการให้ผมพูดในตัวแทนคนทั่วไปมากกว่าในนามของสหภาพ  แต่ผลตอบรับที่ได้กลับดีเกินขาด พี่น้องประชาชนและสหายหลายคนเห็นด้วยกับคำปราศรัย ผมจึงเปิดเผยตัวว่าเราอยู่ในสหภาพไรเดอร์และได้รับผลตอบรับที่ดีมากๆ

การจัดตั้งสหภาพ ใช้หลักการคล้ายๆ กับหลักการในระบอบประชาธิปไตย เราเคารพในเสียงส่วนมาก และเราไม่ทิ้งเสียงส่วนน้อยไว้ข้างหลัง เรารับฟังปัญหาไรเดอร์ทุกคนและพร้อมที่จะแก้ไขปัญหา  ดังนั้นผมจึงคิดว่าเรามีลักษณะที่คล้ายกับประชาธิปไตย เช่น เรามีการโหวต veto จากสมาชิกและผู้เข้าร่วมประชุม มันคือหนังเรื่องเดียวกัน

ภาพจาก สถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม (JELI)

ในเพจของสหภาพไรเดอร์เริ่มมีการวิพากษณ์ทุนนิยมที่ค่อนข้างรุนแรง คุณสามารถบอกได้ไหมว่าคุณต่อต้านระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

เราวิพากษ์ระบอบทุนนิยมรูปแบบ “ทุนนิยมสามานย์” ที่กดขี่แรงงาน ทุนนิยมที่ก้าวหน้าแต่กลับใช้ช่องว่างของกฎหมาย (ในบางประเทศ) ฉกฉวยผลประโยชน์นี้ จนกลายเป็นความทุกข์ของพี่น้องแรงงาน เราไม่ได้ปฏิเสธสังคมแบบทุนนิยม ถ้าจะเปรียบเทียบ   

“ทุนนิยมก็เหมือนแรงงานที่ตายแล้วเป็นผีดิบ ทุนจะอยู่ได้ก็ต้องดูดเลือดแรงงานที่มีชิวิต” 

สหภาพไรเดอร์ไม่ได้ปฏิเสธระบอบทุนนิยม แต่อยากใช้ชีวิตร่วมกับสังคมแบบทุนนิยมให้เกิดความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่ายมากที่สุดเราอยู่ในสังคมที่ทุกคนอยู่ในโลกของปัจเจกชน ที่ไม่ต้องการช่วยเหลือผู้อื่น  “เอ็นดูเขา เอ็นเราเจ็บ” ทำไมเราไม่ช่วยเหลือผู้อื่นเท่าที่เราช่วยได้ล่ะ ทำไมเราต้องหลีกเหลี่ยงการช่วยเหลือผู้อื่นล่ะ นี่คือคอนเซ็ปทางความคิดของทุนนิยมที่พยายามปลูกฝังให้เราสนใจแต่เรื่องของตัวเอง จนเพิกเฉยปัญหาทางสังคม ซึ่งผมต้องการเปลี่ยนแปลงความคิดแบบนั้น  เราต้องการช่วยเหลือสังคมในส่วนเล็กๆ การทำสหภาพไรเดอร์จึงเป็นการช่วยเหลือพี่น้อง ตราบเท่าที่เราทำได้ 

ทุกวันนี้พวกคุณสู้อยู่กับอะไร

ถ้าเปรียบคอมพิวเตอร์เป็นมนุษย์ Mindset ก็คือ ซอฟต์แวร์ เรากำลังต่อสู้กับ “ซอฟต์แวร์” ที่ฝั่งทุนนิยมพยามจะปลูกฝัง Mindset ที่ส่งเสริมให้แรงงานเป็นทาส ทำงานหนักบนค่าแรงที่แสนถูก ทำงานหนักแต่กลับไม่มีสวัสดิการในชีวิต เพราะการจะทำให้แรงงานทำงานหนักโดยไม่ปริปาก ก็ต้องปลูกฝั่ง Mindset ทาส ด้อยค่าแรงงาน ส่งเสริมไม่ให้แรงงานมองเห็นคุณค่าในตัวเอง ส่งเสริมไม่ให้แรงงานตั้งคำถามถึงค่าแรงที่ได้ลงแรงไป เราสู้กับสิ่งพวกนี้ครับ ถ้าวันนี้คุณเห็นภาพว่าเรากำลังต่อสู้กับแพลตฟอร์ม คุณกำลังเห็นภาพลวงตาครับ 

ภาพจาก Voice

คุณคิดว่าแรงงานใน gig economy เช่น งานฟรีแลนซ์ที่ไม่มีรูปแบบประจำจะสามารถนำแนวคิดของสหภาพไปใช้ได้หรือไม่ และสุดท้ายในอนาคตอันใกล้ พวกคุณหวังอะไร

แนวคิดสหภาพไม่มีลิขสิทธิ์ครับ No copyright ผมไม่ว่าเลยถ้าใครที่จะนำแนวทางของพวกเราไปใช้ มันเป็นประโยชน์ต่อสังคม พวกเราส่งเสริมด้วยซ้ำ  การกระจายอำนาจเพื่อเป็นการต่อรองผลประโยชน์ในการต่อสู้กับนายทุน  ตอนนี้มีทาง JELI ซึ่งผมพูดไปข้างต้น ที่เป็นองค์กรที่ช่วยสนับสนุนแรงงาน gig economy  ถ้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อ JELI ได้เลยครับ

ผมอยากสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม การปลูกฝัง mindset ใหม่ที่สร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในสังคม ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่สละทิ้งกับคำว่า การทำงาน คือ “บุญคุณ” โลกไม่ได้หมุนแบบนั้นแล้วครับ นายทุนต้องการเราทำงาน  เราขายแรงงานให้พวกเขา เพื่อแลกกับเงินและสวัสดิการที่เราควรได้รับ  การปลูกฝังเรื่องระบบอุปถัมถ์เป็นระบบที่เสริมสร้างการกดขี่ขึ้นในสังคมครับ และสุดท้ายผมขอฝากไว้ว่า “ไม่มีสวัสดิการแรงงานไหนเกิดจากการร้องขอ มันล้วนแล้วเกิดจากการต่อสู้ครับ” 


ถึงแม้ว่า จำนวนที่แท้จริงของตามตัวเลขของการลงทะเบียนจะมีเพียงแค่ 300 คน แต่จากบทสัมภาษณ์ทำให้เราทราบว่า  สหภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าหากปราศจากการกดขี่  ดังนั้น การเกิดขึ้นของสหภาพก็เกิดขึ้นจากการกระทำของนายทุนที่เลือกกดขี่พนักงานของพวกเขาเอง  และการกดขี่นี้จะยิ่งสร้างเป็นพลังและเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมต่อไป  “Working Men of All Countries, Unite!”

อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐอยู่ข้างนายทุน เราจึงเห็นกลไกของรัฐและการกระทำต่างๆ ที่เอื้อต่อผลประโยชน์ต่อนายทุน โดยเพิกเฉยและมองไม่เห็นมูลค่าของแรงงานในรูปแบบของความเป็นมนุษย์ เมื่อทุกคนมองว่าแรงงานเป็นเพียงแค่ปัจจัยการผลิต โดยมองข้ามจิตวิญญาณที่อยู่ภายในตัวของพวกเขา มองคนเป็นเพียงเครื่องจักรที่เอาไว้ใช้งาน และโละทิ้งไปเมื่อเครื่องจักรได้พังลง  แรงงานจึงได้คืนชีพเพื่อทวงถามคุณค่าของความเป็นคนอีกครั้งต่อ นายทุนและรัฐที่มีนายทุนเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

 

 

 

ประวัติศาสตร์ขบวนการอนาธิปไตยเกาหลี

ประวัติศาสตร์ขบวนการอนาธิปไตยเกาหลี

ผู้เขียน Alan MacSimoin นักประวัติศาสตร์และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวไอริช (เสียชีวิต 2018)
ผู้แปล Madalyn Berneri
บรรณาธิการ Editorial Team

หมายเหตุ ดูต้นฉบับได้ที่ The Anarchist Library
บทแปลนี้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนก้าวหน้า โดย Common School


ประวัติศาสตร์ขบวนการอนาธิปไตยเกาหลี

ในประวัติศาสตร์ 2,000 ปี ของเกาหลี มีการเกิดขึ้นของขบวนการเคลื่อนไหวจำนวนมาก ตั้งแต่การต่อสู้เพื่อสิทธิชาวนา จนถึงการต่อสู้เพื่อประกาศเอกราช ในการเคลื่อนไหวเหล่านี้ ดูเหมือนว่าจะเป็นการกรุยทางให้เกิดหน่ออ่อนของแนวคิดอนาธิปไตยสมัยใหม่ในเกาหลี เช่นเดียวกับขบวนการ Diggers1Diggers เป็นขบวนการเคลื่อนไหวในช่วงกลางศตวรรษที่ 17 ของประเทศอังกฤษ พวกเขาเน้นย้ำวิถีชีวิตแบบเกษตรกรที่มีโครงสร้างสังคมแบบเท่าเทียม และเน้นความเป็นชุมชนอิสระ ซึ่งมีอิทธิพลต่อแนวคิดอนาธิปไตยสมัยใหม่ ในการปฏิวัติอังกฤษ (the English revolution)

ปี 1894 ญี่ปุ่นเข้ารุกรานเกาหลีอย่างเหี้ยมโหด ภายใต้ข้ออ้างที่ว่า เป็นการอารักขาเกาหลีจากการคุกคามของจีนแผ่นดินใหญ่ กระนั้นการดิ้นรนต่อสู้ปลดแอกตนเองจากญี่ปุ่นเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นเอกราชของเกาหลีนั้น ก็ได้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นและหัวใจหลักของปฏิบัติการทางการเมืองแบบราดิคัล

การเคลื่อนไหวของอนาธิปไตยสมัยใหม่ในเกาหลีเริ่มก่อตัวขึ้นท่ามกลางคนเกาหลีที่ลี้ภัยในประเทศจีนหลังจากการต่อสู้เพื่อเอกราชในปี 1919 อีกทั้งยังมีนักศึกษาและแรงงานที่เคยเดินทางไปญี่ปุ่นได้เข้าร่วมการต่อสู้ที่เรียกว่า ขบวนการ 1 มีนาคม  (1st March  Movement) โดยการต่อสู้ของแรงงานและนักศึกษาร่วมกับเหล่าอนาธิปไตยในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างมาก กว่าสองล้านคนที่มีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหว มีการประท้วงมากกว่า 1,500 จุด กว่า 7,500 คนที่ถูกคร่าชีวิต อีก 16,000 คนที่บาดเจ็บ บ้านเรือนมากกว่า 700 หลังและโบสถ์กว่า 47 แห่งก็ถูกทำลายด้วยเช่นกัน

ในช่วงระยะเวลาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สหพันธ์อนาธิปไตยแห่งเกาหลี (Korean Anarchist Federation – KAF) ได้ถูกนิยามและแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลาด้วยกัน

ช่วงแรกครอบคลุมตั้งแต่ครึ่งแรกของทศวรรษ 1920 และ KAF ได้อธิบายไว้ว่าการขับเคลื่อนในช่วงนี้เป็นระยะตั้งไข่ของขบวนการ

ช่วงต้นศตวรรษ 20 ชนชั้นปกครองญี่ปุ่นเริ่มแผ่ขยายความเป็นจักรวรรดิไปทั่วทั้งแถบเอเชีย พวกเขามุ่งตรงเข้าปราบปรามภายในพื้นที่ของฝ่ายตรงข้ามอย่างโหดเหี้ยม ขบวนการอนาธิปไตยในญี่ปุ่นคือพวกแรกที่ออกมาต่อกรกับคำโฆษณาของเหล่าจักรวรรดินิยม กระทั่งในปี 1910 โกโตะกุ ซูซุย (Kotoku Shusui) นักอนาธิปัตย์แนวหน้าชาวญี่ปุ่นถูกประหารชีวิตอย่างโหดเหี้ยมด้วยข้อหากบฏ ต่อมามีการชุมนุมต่อต้านสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น (Russia-Japan war) และการยึดครองเกาหลี ที่นำโดยสำนักข่าว Commoners Newspaper จากนั้นเหตุการณ์ปฏิวัติรัสเซียในปี 1905 และ 1917 การจลาจลข้าวในญี่ปุ่น (the Rice Riot)2การจลาจลครั้งนี้มีสาเหตุมาจากราคาข้าวที่ผันผวนและความยากลำบากของชาวนาในญี่ปุ่น ทำให้พวกเขาออกมาก่อจลาจลและทำร้ายพ่อค้าคนกลางรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐจนได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก  ปี 1918 และการจลาจลในเกาหลี เมื่อปี 1919 ก็เกิดขึ้นตามลำดับ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ชนชั้นปกครองของญี่ปุ่นรู้สึกกังวลใจอย่างมาก

ภาพถ่ายสุดท้ายของพัคและฟุมิโกะ

ตามมาด้วยการปราบปรามอย่างนองเลือดในการเคลื่อนไหว 1 มีนาคม อีกทั้งยังเกิดการต่อสู้ทางชนชั้นในญี่ปุ่นเอง ผู้นำของญี่ปุ่นต่างก็ออกมาตำหนิพวกอนาธิปไตยและคนเกาหลีในเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปี 1923 แรงงานเกาหลีในญี่ปุ่นกว่า 6,000 คนถูกตามล่าพร้อมกับถูกฆ่าด้วยกระบองและหอกไม้ไผ่ นอกจากนี้กลุ่มอนาธิปไตยญี่ปุ่นและเกาหลีก็ถูกจับกุม พัค ยอล (Park Yeol) และภรรยาของเขา กาเนะโกะ ฟุมิโกะ (Kaneko Fumiko)  ทั้งสองคือนักอนาธิปไตยเกาหลีซึ่งเป็นทหารผ่านศึกจากการต่อสู้เพื่อเอกราช ทั้งนี้ยังเป็นผู้จัดตั้ง Black Workers Society ในกรุงโตเกียว ถัดมาพวกเขาได้ถูกลงโทษด้วยการจำคุกตลอดชีวิต นักเคลื่อนไหวคนอื่นๆ ก็ถูกจับเข้าคุกเช่นกัน กาเนะโกะนั้นเสียชีวิตในคุก ส่วนพัคยังไม่ถูกปล่อยตัวจนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สองจบลง ชาวเกาหลีหลายคนถูกจำคุกและกลายเป็นที่รู้จักในนาม “คดีกบฏ” (“the High Treason case” ) ต่อมาพวกเขาผันตัวมาเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวในขบวนการอนาธิปไตยในประเทศของตน

สหพันธ์อนาธิปไตยเกาหลีในจีน (The Korean Anarchist Federation in China – KAFC) ก่อตั้งขึ้นในเดือนเมษายนปี 1924 และกล่าว “แถลงการณ์การปฏิวัติเกาหลี” (“Korean Revolution Manifesto”) ซึ่งเป็นการต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมอย่างแข็งกร้าว ดังนี้

“เราขอประกาศว่าการเมืองแบบลอบกัด (burglar politics) ของญี่ปุ่นเป็นปฏิปักษ์ต่อการดำรงอยู่ของประเทศเกาหลี และเรามีสิทธิ์อันชอบธรรมแล้วที่จะโค่นล้มจักรพรรดินิยมญี่ปุ่นด้วยวิธีการปฏิวัติเสียที”

สิ่งเหล่านี้ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องทำมากกว่าการสับเปลี่ยนผู้ปกครอง ทว่าต้องชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการปฏิวัติทางการเมืองกับการปฏิวัติทางสังคม จนถึงตอนนี้ ไม่มีข้อกังขาใดๆ เกี่ยวกับบทบาทของนักอนาธิปัตย์อีกแล้ว พวกเขาเน้นย้ำบทบาทของตนเองที่มีต่อสถานการณ์การปฏิวัติ ด้วยประการนี้แล้ว สหพันธ์จึงเริ่มทำสิ่งพิมพ์ออกมาเผยแพร่แก่สาธารณชน นั่นก็คือ เหล่าใบปลิว Recapture และ Justice Bulletin

โดยปี 1928 การแพร่กระจายของการเมืองแบบอิสระนิยมนั้นเป็นใจให้อนาธิปไตยเกาหลีจัดตั้งสหพันธ์อนาธิปไตยตะวันออก (Eastern Anarchist Federation) รวมกับสหายทั้งจากจีน เวียดนาม ไต้หวัน และญี่ปุ่น ซึ่งการประกาศศักดาในระยะแรกคือ การตีพิมพ์แถลงการณ์ Dong-Bang (ตะวันออก) “แถลงการณ์” ดังกล่าวนี้ ได้รับการรับรองโดยสหพันธ์ตะวันออกในฐานะที่มันเป็นระเบียบวาระอย่างเป็นทางการของเหล่านักอนาธิปัตย์

ช่วงเวลาระยะที่สองของ KAF ครอบคลุมตั้งแต่ปี 1925 ถึง 1930 ซึ่งถูกดำเนินการโดยองค์กรจัดตั้งของขบวนการเป็นหลัก  พวกเขามีอาวุธหลักคือ ทฤษฎีการปฏิวัติอนาธิปไตยที่กำหนดไว้ใน “แถลงการณ์” และประสบการณ์จริงจากการขับเคลื่อนในขบวนการ 1 มีนาคม พร้อมทั้งองค์กรแรงงานในญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีกลุ่ม “คดีกบฏ” (the High Treason case) ที่ได้รวมตัวกันในกรุงโซล แทกู เปียงยาง และพื้นที่อื่นๆ ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ปี 1929 สหพันธ์อนาธิปไตยคอมมิวนิสต์เกาหลีมีการเติบโตขึ้นอย่างมาก และได้ก่อตั้งขึ้นเป็นองค์กรระดับชาติในที่สุด ในฐานะที่มันเป็นส่วนหนึ่งของการต่อต้านญี่ปุ่น ซึ่งปฏิบัติการอยู่ใต้ดินโดยเบ็ดเสร็จ ดังนั้นจึงไม่ควรคิดว่าขบวนการเหล่านี้เป็นเพียงกลุ่มย่อยๆ และไม่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอื่น

สหพันธ์อนาธิปไตยแห่งเกาหลี ปี 1928

เพื่อที่จะเข้าใจว่าขบวนการเติบโตขึ้นไปในแนวทางไหนนั้น ฉันก็เลยต้องการสอดส่องว่าสิ่งต่างๆ ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1920 มีความก้าวหน้าไปในลักษณะใดบ้าง หนังสือพิมพ์รายวัน Dong-a Ilbo รายงานไว้ในเดือนตุลาคม ปี 1925 ว่าสมาชิกสันนิบาตธงดำ (League of Black Flag) สิบคนที่อยู่ในจังหวัดคิโฮ (Kiho) ถูกจำคุกเป็นเวลาหนึ่งปี ส่วนปีถัดมา หนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันนี้ก็ได้รายงานอีกว่า แรงงานวัยเยาว์ 5 คนถูกจำคุกเนื่องจากออกแถลงการณ์ที่มีลักษณะและเนื้อหาคล้ายคลึงกันมากกับ “แถลงการณ์การปฏิวัติเกาหลี” (Korean Revolution Manifesto) ในปี 1929  Dong-a Ilbo เล่าถึงสมาคมลับของกลุ่มอนาธิปไตยที่จัดตั้งโดย อีอึนซอง (Lee Eun-Song) ซึ่งมีสมาชิกถึงหนึ่งร้อยคนในเมืองอินชอน (Icheon) จังหวัดกวังวอน (Kwangwon) ส่วนปีเดียวกันนั้นก็ได้ทราบว่า สมาชิกทั้งหมดของ Chunju Artists Movement Society ล้วนแต่เป็นพวกอนาธิปไตย แต่นั่นเป็นเพียงชื่อที่ใช้เพื่ออำพรางกลุ่มองค์กรเหล่านี้ให้รอดพ้นจากการตามรอยของตำรวจญี่ปุ่น  แน่นอนว่าฝ่ายผู้มีอำนาจตอบโต้สิ่งเหล่าด้วยโทษประหารชีวิต เพื่อจัดระเบียบสังคมเสียใหม่โดยมีเป้าหมายคือ “การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของชาติ” (โดยปราศจากพวกอนาธิปไตย-ผู้แปล)

ในแทกู สมาคมความจริงและภราดรภาพ (League of Truth and Fraternity) ถูกจัดตั้งขึ้นในปี 1925 โดยชาวเกาหลีพลัดถิ่นที่กลับมาจากญี่ปุ่น สมาคมการปฏิวัติก็ถือกำเนิดขึ้นขณะนั้นเช่นกัน ทั้งคู่ได้ติดต่อกับสมาคมเยาวชนทมิฬแห่งโตเกียว (Tokyo Black Youth Society) อย่างสม่ำเสมอ ฉันยังเจอกลุ่มอนาธิปไตยใน อานูอี มีซาน ซางวอน และกลุ่ม Mutual Aid บนเกาะเชจู กลุ่มหลังสุดนี้ใช้ความห่างไกลจากรัฐบาลกลางในการจัดตั้งความร่วมมือของเกษตรกรและช่างฝีมือ รวมไปถึงกลุ่มชาวนา ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสุดท้ายแล้วนักจัดตั้งเหล่านี้ก็โดนตามจับเข้าคุกอยู่ดี

ในจังหวัดควันซอและควันบูล ฉันพบว่ามีอย่างน้อยอีกแปดกลุ่มที่ถูกกล่าวถึง เกือบทุกกลุ่มทั่วประเทศมีส่วนร่วมในการผลิตแผ่นพับและใบปลิวเพื่อเผยแพร่การจัดตั้งสหภาพแรงงานและการต่อต้านการยึดครองของพวกจักรวรรดิ

ในตอนนี้ พวกเรารู้ว่ามีกลุ่มเคลื่อนไหวอยู่เกือบทุกพื้นที่ของเกาหลี ซึ่งนอกเหนือจากกลุ่มดังกล่าวข้างต้นก็ยังมีองค์กรในแมนจูเรียและในหมู่ผู้ถูกเนรเทศในประเทศจีนและญี่ปุ่นที่ขับเคลื่อนขบวนการอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ระยะต่อไปของ KAF คือช่วงการต่อสู้ซึ่งดำเนินไปจนถึงปี 1945

ในบรรดาชาวเกาหลีสองล้านคนในแมนจูเรีย กลุ่ม KAF ในแมนจูเรียสามารถลงหลักปักฐานได้ทันทีหลังจากการก่อตั้งในปี 1929  คิม จอง-จิน ผู้ดูแลโครงการหลักของสหพันธ์ฯ ได้จัดทำแผนเพื่อนำไปใช้ร่วมกับเหล่ากองโจรที่ต่อต้านญี่ปุ่น และครอบคลุมไปถึงกลุ่มอาสาสมัครสำหรับเกษตรกรอย่างมีส่วนร่วม เช่น การศึกษาฟรีสำหรับเยาวชนจนถึงอายุ 18 ปี พร้อมกับสนับสนุนการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการการเรียนรู้ อีกทั้งยังมีการฝึกอาวุธให้กับผู้ที่บรรลุนิติภาวะทั้งหมด ในท้ายที่สุดแผนการในแนวทางอนาธิปไตยเหล่านี้ ก็ได้รับการพิจารณาและมีความเห็นพ้องต้องกันงว่า “เป็นไปตามหลักการสหพันธ์ที่มีอิสระตามเจตจำนงเสรีของมนุษย์”

ส่วนปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังก็คือ วิธีจัดการกับพวกสตาลินที่อยู่ในภูมิภาคนี้ซึ่งกำลังปฏิบัติการใส่ร้ายป้ายสีเหล่าผู้นิยมอนาธิปไตยและคนอื่นๆ ว่าเป็น “เผด็จการ” เหล่านักอนาธิปัตย์รุ่นเยาว์อย่างกลุ่ม Yu-Rim ก็ต้องการต่อสู้กับอุดมการณ์ของสตาลินด้วยอุดมการณ์แบบอนาธิปไตย ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาอยากจะแสดงให้เหล่าสตาลินนิสต์เห็นว่าอุดมการณ์ของพวกเขานั้นมันเหนือชั้นกว่าพวกสตาลินิสต์เป็นไหนๆ ส่วนกลุ่มกองโจรรุ่นเก๋าที่นำโดย  Kim Jwa-Jin (บางครั้งเรียกว่าโคเรียน แม็กโน [Korean Makhno] ) ซึ่งเคลื่อนไหวต่อต้านญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน กลับคิดว่ามันน่าจะเพียงพอแล้วสำหรับการการกล่าวถึงและสนับสนุนกลุ่มอนาธิปไตย อันที่จริงพวกเขาสามารถเพิกเฉยต่อพวกสตาลินได้จนกว่าจะได้รับเอกราชของชาติ ซึ่งเมื่อนั้นการเมืองที่แท้จริงจะปรากฏขึ้นมาอยู่ในแนวหน้า จะเอาอะไรกับความคิดพรรค์นี้ที่มันไม่ต่างจากทฤษฎีขั้นตอน (stage theory) ซึ่งหยิบฉวยมาจากข้อเสนอของพรรค Sinn Fein ในไอร์แลนด์กันเล่า!

เมื่อเดือนสิงหาคมปี 1929 กลุ่มอนาธิปไตยได้จัดตั้งคณะบริหารในชินมิน (หนึ่งในสามจังหวัดของแมนจูเรีย) ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงในหมู่ผู้นิยมอนาธิปไตยว่าองค์กรลักษณะนี้มีความเป็นรัฐบาลหรือไม่  พวกเขาใช้ชื่อว่า สมาคมประชาชนเกาหลีในแมนจูเรีย (Korean People’s Association in Manchuria) โดยประกาศเป้าหมายว่านี่เป็น “ระบบความร่วมมือที่ปกครองตนเองโดยอิสระของชาวเกาหลี ซึ่งรวบรวมพลังอย่างเต็มที่เพื่อกอบกู้ชาติของเราด้วยการต่อสู้กับญี่ปุ่น” องค์กรนี้มีโครงสร้างแบบสหพันธ์ โดยการตัดสินใจทางการเมืองจะเริ่มต้นจากการประชุมระดับหมู่บ้านไปจนถึงการประชุมระดับอำเภอ และระดับพื้นที่ ซึ่งสมาคมกลางก็จะประกอบไปด้วยผู้แทนจากหลายๆ อำเภอและหลายๆ พื้นที่รวมกัน

สมาคมกลางได้จัดตั้งฝ่ายบริหารเพื่อจัดการกับการเกษตร การศึกษา การโฆษณาชวนเชื่อ การเงิน การทหาร สภาพสังคม เยาวชน และกิจการทั่วไป แต่ว่าพนักงานของแต่ละหน่วยงานจะได้รับค่าจ้างไม่เกินไปกว่าค่าเฉลี่ย

เราคาดหวังว่าองค์กรจะค่อยๆ เริ่มต้นในระดับหมู่บ้านแล้วรวมกันให้ใหญ่ขึ้นเป็นสหพันธ์ อย่างไรก็ตาม EAPM เชื่อว่าสถานการณ์สงครามทำให้ไม่สามารถใช้หลักการดังที่ว่าได้ทันที แต่ในระหว่างนี้พวกเขาได้แต่งตั้งผู้ดำเนินงานในลักษณะจากบนลงล่าง จากนั้นจึงส่งทีมองค์กรและทีมเผยแพร่ออกไปจัดตั้งสนับสนุนการรวมตัวของคนในชุมชน พร้อมกับสร้างคณะกรรมาธิการของหมู่บ้านไปพร้อมๆ กัน อย่างเช่น หมู่บ้านแห่งหนึ่ง โรงสีข้าวที่สามารถสีข้าวได้มากกว่า 1 ล้านบุชเชลถูกสร้างขึ้นเพื่อให้สหกรณ์ในท้องถิ่นเลิกพึ่งพาพ่อค้า ดูเหมือนว่าทีมงานเหล่านี้จะได้รับการตอบรับและการต้อนรับที่ดีจากทุกที่ที่พวกเขาย่างกรายไป

ฝ่ายบริหารท้องถิ่นของผู้ร่วมต่อต้านญี่ปุ่นในเมืองชิมินได้ยุบพรรคโดยสมัครใจและให้การสนับสนุน KAPM ซึ่งเมื่อกลุ่มอนาธิปไตยได้รับการสนับสนุนและมีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมากขึ้น พวกสตาลินและกลุ่มที่สนับสนุนญี่ปุ่นในแมนจูเรียขณะนั้นจึงรู้สึกว่าฐานอำนาจของพวกเขาถูกสั่นคลอน

เมื่อวันที่ 20 มกราคม นักอนาธิปัตย์ นายพลคิม จวาจิน (Kim Jwa-Jin)  ถูกลอบสังหารขณะทำงานซ่อมแซมโรงสีข้าวที่ฉันเพิ่งพูดถึง ฆาตกรหนีรอดไปได้ แต่ลูกน้องของเขาถูกจับพร้อมกับประหารชีวิต

ในการประชุมเมื่อเดือนมิถุนายนที่กรุงปักกิ่งของ KAFC ได้มีการตัดสินใจถ่ายโอนทรัพยากรทั้งหมดจากเกาหลีไปยังแมนจูเรีย สมาชิก KAFC ส่วนใหญ่ย้ายไปยังเขตอนาธิปไตยทางตอนเหนือของแมนจูเรีย สถานการณ์ตรงนี้ควรสังเกตว่าสหายสตรีมีความกระตือรือร้นในฐานะผู้ปั่นหัวพวกอำนาจนิยมและมีส่วนในการปฏิบัตการลักลอบขนย้ายอาวุธ

อนุสาวรีย์ของจวาจิน ที่จังหวัดกอมรี เกาหลีใต้

ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1930  เป็นต้นมา ญี่ปุ่นได้โจมตีเป็นระลอกจากทางใต้ และพวกสตาลินนิสต์ที่โจมตีจากทางเหนือโดยได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต และเมื่อช่วงต้นปี 1931 พวกสตาลินได้ส่งทีมลอบสังหารพร้อมกับทีมลักพาตัวไปยังเขตอนาธิปไตยเพื่อสังหารผู้นำการเคลื่อนไหว พวกเขาเชื่อว่าหากกำจัด KAFM ออกไป KAPM ก็จะเหี่ยวเฉาและตายลงในที่สุด ในฤดูร้อนปี 1931 ผู้นำอนาธิปไตยจำนวนมากเสียชีวิต และสงครามระหว่างทั้งสองฝ่ายได้ทำลายล้างอาณาบริเวณนี้จนหมดสิ้น ดังนั้นพวกอนาธิปไตยจึงตัดสินใจกระทำปฏิบัติการแบบใต้ดิน ซึ่งนั่นคือการแสดงเป็นนัยว่า นักอนาธิปัตย์ในชิมินได้ล่มสลายลงไปเรียบร้อยแล้ว

แต่ยังมีอีกมากมายหลายอย่างที่จะต้องพูดถึงปฏิบัติการของเหล่าอนาธิปไตยในจีนและญี่ปุ่น รวมถึงเกาหลีในช่วงหลายปีก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ทัศนคติของเหล่าอนาธิปไตยที่มีต่อการแบ่งแยกประเทศ พร้อมกับการคำนึงถึงตำแหน่งแห่งที่ของพวกเขาในปัจจุบันนั้น อาจต้องใช้เวลาข้ามวันข้ามปีในการอภิปรายทั้งหมด แต่สิ่งสำคัญที่ควรทำให้ชัดเจนมากกว่านั้นคือ อนาธิปไตยในเอเชียมีประวัติศาสตร์อันแท้จริง เราต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประเมินสถานการณ์ทางการเมือง ที่ความสำเร็จและความล้มเหลวเป็นไปได้อย่างเหมาะสม ในระหว่างนี้ เราสามารถดึงพลังจากประสบการณ์อันเป็นภูมิปัญญาในอดีตที่ว่า อนาธิปไตยเคยเป็นกำลังสำคัญในภูมิภาคนี้ และบัดนี้มันสามารถเป็นเช่นนั้นได้อีกครั้ง!

 

เวียดนามเป็นประเทศสังคมนิยมหรือไม่

เวียดนามเป็นประเทศสังคมนิยมหรือไม่

ผู้เขียน Luna Oi
ผู้แปล Napakorn Phoothamma (TUMS)

กล่าวนำโดยผู้แปล

ลูน่าเป็น Youtuber ชาวเวียดนามที่มีชื่อเสียงในเรื่องสังคมนิยมแบบเวียดนาม โดยเนื้อหาบนช่องของเธอมักจะเป็นเรื่องการท่องเที่ยว การทำอาหาร และการพูดคุยเรื่องสังคมนิยม ซึ่งในบทความนี้เธอจะเล่าถึงความเป็นสังคมนิยมในเวียดนามตามแบบฉบับของเธอ พร้อมกับพาทุกท่านเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเวียดนามไปพร้อมกัน เนื่องด้วยบทความชิ้นนี้ถูกเขียนโดยลูน่า ซึ่งดัดแปลงมาจากวีดีโอในช่องของเธอในชื่อเดียวกัน ทุกอย่างที่เธอเสนอมาอาจไม่ใช่ข้อมูลในเชิงวิชาการแต่เป็นสิ่งที่เธออยากถ่ายทอดให้ทุกท่านได้รับรู้


เวียดนามเป็นประเทศสังคมนิยมหรือไม่ (Is Vietnam Socialist?)

ก็เพราะว่าฉันเป็นคนเวียดนาม ผู้คนเลยมักจะถามคำถามฉันว่ารัฐบาลในประเทศของฉันเป็นอย่างไร ซึ่งการที่พวกเขาถามฉันแบบนั้นมันก็เป็นอะไรที่เข้าใจได้ ฉันเองรู้ดีว่าชาวต่างชาติหลาย ๆ คนก็คงไม่รู้ว่าการใช้ชีวิตในเวียดนามนั้นเป็นอย่างไร ประเทศที่มีการปฏิวัติโดยคอมมิวนิสต์แถมยังมีสัญลักษณ์ค้อนเคียวอยู่ทุกหนทุกแห่ง และสื่อนานาชาติก็มักสื่อไปในทางที่ไม่ดีแทบจะทุกครั้ง มันก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ถ้าคนจะสงสัยและถามถึงความเป็นมาเป็นไปของรัฐบาลประเทศฉัน

อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้งฝ่ายซ้ายจากต่างประเทศมักจะพูดกันทำนองว่า “เออ…นี่พวกคุณยังจะคอยใช้คำว่าสังคมนิยมอยู่หรือนี่” ซึ่งฉันก็ไม่แน่ใจนักว่าพวกเขาจะสื่ออะไรกันแน่? แต่ฉันบอกได้เลยว่า เวียดนามคือสังคมนิยมเว้ย!

ฝ่ายซ้ายจากที่อื่นๆ มักจะพร่ำสอนฉันเกี่ยวกับประเทศของฉัน นี่ไม่ได้จะบอกว่าความคิดฉันถูกต้องเพราะฉันเป็นคนเวียดนาม แต่จะบอกว่าฉันรู้สิ่งต่าง ๆ มากมายที่พวกเขาไม่รู้เพราะฉันพูดเวียดนามได้จ้าาา!

แต่ก็น่าเสียดายที่ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศเวียดนามมักจะไม่ค่อยถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษ ดังนั้นเองฉันจึงต้องพยายามตอบคำถามเหล่านี้ที่ผู้คนมักจะถามเข้ามายังช่องของฉัน

เวียดนามเป็นสังคมนิยมอยู่ไหม?
คำตอบคือเป็นสิ!

ฉันเองก็รู้ดี คุณก็คงจะสงสัยกับความเป็นสังคมนิยมของเวียดนามสินะ ฝ่ายซ้ายมักจะพูดถึงเวียดนามว่า ไม่ใช่ประเทศสังคมนิยมจริงๆ แต่เรียกเวียดนามว่าเป็น “รัฐทุนนิยม (state capitalist)” ซึ่งไม่ได้ต่างอะไรไปจากประเทศทุนนิยมอื่น พวกที่เป็นฝ่ายขวาก็มักจะบอกว่าที่เวียดนามมีดีได้เป็นเพราะทุนนิยม แต่สิ่งที่เลวร้ายสำหรับเวียดนามก็คือคอมมิวนิสต์ ซึ่งฉันก็ต้องรับมือกับความเห็นแบบนี้แทบทุกวันเลย

แล้วสังคมนิยมคืออะไรกัน

เรื่องนี้มันค่อนข้างซับซ้อน ต่างคนต่างอุดมการณ์ก็นิยามสังคมนิยมแตกต่างกันไป แม้แต่นักสังคมนิยมที่เรารู้จักดีอย่าง มาร์กซ์ เลนิน และโฮจิมินห์ ต่างมีคำเรียกสังคมนิยมในแต่และยุคของพวกเขา ที่ต่างก็มีความหมายแตกต่างกันไป เรามาดูกันที่ความคิดของ ‘มาร์กซ์’ เป็นคนแรก แนวคิดสังคมนิยมในแบบของมาร์กซ์ค่อนข้างจะมีความซับซ้อน และผู้คนต่างถกเถียงกันถึงความหมายของสังคมนิยมที่เขาให้คำนิยามเป็นเวลากว่าร้อยปี ซึ่งความคิดพื้นฐานของมาร์กซ์เชื่อว่า หากสังคมนิยมล่มสลายลงเราไม่สามารถไปสู่สังคมไร้รัฐ ไร้ชนชั้น แบบคอมมิวนิสต์ได้โดยทันที

มาร์กซ์เชื่อว่ามันควรจะมีช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อที่ชนชั้นแรงงานจะนำสังคมที่มีรัฐไปสู่สังคมไร้รัฐ ซึ่งไม่ใช่แค่รัฐแบบเดิมที่เพียงแต่เปลี่ยนผู้นำเป็นชนชั้นแรงงาน โดยมันควรจะเป็นรัฐที่มีรัฐบาลแบบใหม่ กฎกติกาแบบใหม่ และหลักการใหม่ ซึ่งบางครั้งมาร์กซ์ได้พูดถึง “เผด็จการชนชั้นกรรมชีพ” โดยแนวคิดนี้เองถูกเข้าใจผิดเป็นอย่างมาก สิ่งนี้เองทำให้พวกโปรทุนนิยมมักจะพูดถึงสังคมนิยมว่าเป็นเผด็จการ แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่มาร์กซ์หมายถึงคือ แทนที่เราจะมีชนชั้นนายทุนซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยที่คอยเป็นเผด็จการอยู่เหนือคนหมู่มากที่เป็นชนชั้นแรงงาน เราควรจะให้ชนชั้นแรงงานซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่เป็นผู้ควบคุมสังคมจนกว่าระบบบชนชั้นจะสลายไปในที่สุด ระบบสังคมที่จะนำไปสู่สังคมไร้รัฐนี่เองคือสิ่งที่มาร์กซ์เรียกมันว่าสังคมนิยม เรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อน แต่นี่ก็คือสิ่งที่ฉันพยายามย่อยให้เข้าใจง่ายที่สุด เพราะถึงมันจะฟังดูซับซ้อนแต่นี่ก็คือพื้นฐานของแนวคิดมาร์กซิสต์

คราวนี้เรามาพูดถึงเลนินกันบ้าง โดยงานเขียนของเลนินก็มีอิทธิพลต่อการพัฒนาแนวคิดในเวียดนามเช่นกัน เลนินเองก็บอกเช่นเดียวกับมาร์กซ์ว่าสังคมนิยมคือรูปแบบรัฐที่เปลี่ยนผ่านมาจากรัฐแบบทุนนิยม ซึ่งเขาเคยเขียนไว้ด้วยว่าระบบสังคมนิยมจะชนะทุนนิยมอย่างแน่นอนเพราะว่าสังคมนิยมได้สร้างความเป็นประชาธิปไตยที่มากกว่าประชาธิปไตยลวงหลอกตามแบบชนชั้นนายทุนเป็นล้านๆ เท่า

เลนินยังได้เขียนอีกว่าเขาอยากให้สหภาพโซเวียตเป็นรัฐสังคมนิยมเพื่อที่จะได้เอาชนะระบบทุนนิยม ถึงตอนนี้เอง คุณจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ได้ว่าสหภาพโซเวียตได้ทำตามเป้าหมายนั้นสำเร็จแล้วหรือไม่ ซึ่งมันไม่ใช่ประเด็นที่เราจะพูดถึงกัน แต่นี่เรากำลังพูดถึงเวียดนาม และเมื่อเราพูดถึงสังคมนิยมเวียดนามเราจะขาดสหายโฮจิมินห์ไปไม่ได้!

โฮจิมินห์ได้ศึกษางานเขียนของมาร์กซ์ เลนิน และนักสังคมนิยมคนอื่นๆ อย่างกว้างขว้าง และนำแนวคิดเหล่านั้นมาต่อยอดเป็นแนวคิดสังคมนิยมในแบบเวียดนาม ด้วยเหตุนี้เองการทำความเข้าใจนิยามแนวคิดสังคมนิยมเฉพาะแบบเวียดนาม ตามแนวคิดของโฮจิมินห์จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ท่านได้กล่าวถึงสังคมนิยมไว้ว่า “กระผมจะอธิบายความหมายของมันเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ สังคมนิยมคือสังคมที่ยกระดับผู้คนทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเหล่าชนชั้นแรงงาน”

ท่านยังได้กล่าวอีกว่า การเปลี่ยนสังคมแบบเวียดนามให้ไปสู่สังคมนิยมนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และปัจจัยที่สำคัญคือการเปลี่ยนชนชั้นแรงงานให้เป็นนักสังคมนิยม (socialist people) ที่มีทั้ง อุดมการณ์ คุณค่า และวิถีชีวิตในแบบสังคมนิยม แนวคิดนี้เองคือหนึ่งในแนวคิดสำคัญบนเส้นทางการปฏิวัติเวียดนามของโฮจิมิน

ยุคหลังสงครามกับอเมริกา

ก็เหมือนที่คุณรู้กันดี เวียดนามชนะอเมริกาในปี 1975 และหลังจากที่อเมริกาถอนกำลังจากเวียดนาม อเมริกาก็ได้ห้ามไม่ให้ประเทศต่างๆ ค้าขายกับเวียดนาม ทำให้เวียดนามถึงกับฉิบหายในเวลานั้น

ช่วงสงครามเวียดนาม อเมริกาและประเทศพันธมิตรร่วมรบ “ได้ระดมทิ้งระเบิดใส่พวกเราจนต้องกลับไปใช้ชีวิตแบบยุคหิน” และในช่วงที่พวกเราได้อิสรภาพ อเมริกายังบังคับให้นานาประเทศหันหลังใส่เรา สหภาพโซเวียตคือประเทศเดียวในโลกที่พยามช่วยเราในตอนนั้น ด้วยการส่งอาหาร ปุ๋ย และการสนับสนุนอื่นๆ อีกมากมาย โซเวียตยังช่วยฝึกวิศวกรของเราด้วย เนื่องจากระบบการศึกษาของเวียดนามในช่วงนั้นเองได้ถูกทำลายจนไม่เหลือซาก เราแทบจะไม่เหลือโรงเรียนเลย ซึ่งพ่อของฉันเป็นหนึ่งในสองร้อยชาวเวียดนามผู้โชคดีที่ได้เป็นวิศวกร และได้โอกาสไปฝึกหัดในสหภาพโซเวียตระหว่างปี 1975 ถึง 1978

ฉันเคยสัมภาษณ์พ่อของฉันเกี่ยวกับประสบการณ์ของเขาบนช่องฉันด้วย

อย่างไรก็ตาม ฉันรู้ดีว่าหลายคนก็วิพากษ์วิจารณ์สหภาพโซเวียต ฉันเองก็มีข้อวิพากษ์วิจารณ์สหภาพโซเวียตด้วยเช่นกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสหาภาพโซเวียตก็เป็นประเทศมหาอำนาจเดียวที่ช่วยเราในขณะนั้นจนถึงช่วงยุค 1980 สิบปีหลังจากที่เราได้เอกราช เราจึงเริ่มสร้างสังคมคอมมิวนิสต์ที่สมบูรณ์แบบ 

พวกเราพยายามให้รัฐคอยกำกับกลุ่มธุรกิจทั้งหมด หลีกเลี่ยงการใช้เงินสด ณ ช่วงเวลานั้นแม่ของฉันมีอายุ 20 ปี เธอได้เล่าถึงวิถีชีวิตในช่วงนั้นไว้ว่า ผู้คนในหมู่บ้านของเธอทำงานร่วมกันและแบ่งปันทรัพยากรกันโดยไม่ได้รับค่าจ้าง แต่สิ่งที่เธอจะได้ก็คือแสตมป์ในทุกๆ เดือน ซึ่งเธอนำแสตมป์นี้เองไปใช้แลกอาหาร เสื้อผ้า ปุ๋ย และสิ่งจำเป็นอื่นๆ ในร้านสะดวกซื้อ

เธอได้พูดไว้ว่าทุกๆ คนต่างก็ยากจน แต่มันก็เป็นช่วงชีวิตที่ไม่มีความเครียดหรือความกังวล แถมยังสนุกอีกด้วย ในความเห็นของฉันแล้วระบบสังคมดังกล่าวคงสำเร็จได้ถ้าหากว่าเรามีทรัพยากรธรรมชาติที่เพียงพอ มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี และถ้าผู้คนได้เข้าถึงการศึกษาในระดับสูง และสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยคือ หากนานาประเทศยอมค้าขายกับเราเหมือนประเทศอื่นๆ แต่ก็น่าเศร้าว่าเวียดนามในตอนนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันบอก

จริงๆ แล้วสิ่งที่ประเทศเวียดนามได้เผชิญมาในช่วงทศวรรษ1970 และ 1980 นี่เอง เป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศเวียดนามตัดสินใจสร้างสังคมคอมมิวนิสต์แบบสมบูรณ์ด้วยตัวเอง ซึ่งในโลกที่มีการพึ่งพากันอย่างเป็นองค์รวมก็เหมือนว่าจะเป็นสิ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เนื่องด้วยเราแทบไม่มีทรัพยากรธรรมชาติหลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนเหลือง (agent orange สารเคมีที่ทางสหรัฐใช้ในช่วงสงครามเวียดนาม) กระจายตัวไปทั่วเวียดนามใต้ ซึ่งมันได้ทำลายอาหาร น้ำ และป่าไม้ รวมทั้งพืชผลของเราด้วย 

สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าที่ฉันพูดหมายถึงอะไร ฉันจะอธิบายให้ฟัง สหรัฐอเมริกาได้พ่นสารพิษจำนวนถึง 80 ล้านตันเข้าไปในประเทศเวียดนาม โดย 60% ของสารพิษคือฝนเหลือง ในจำนวนนี้ยังรวมถึงไดอ๊อกซิน (Dioxin) หนึ่งในสารพิษที่มีความอันตรายที่สุดเท่าที่มนุษยชาติเคยรู้จัก โดยคุณสามารถฆ่าคนจำนวน 8 ล้านคนได้ โดยใช้ไดอ๊อกซินแค่ 85 กรัมเท่านั้น

ในเวลาเดียวกันสหรัฐก็ ‘ระดมทิ้งระเบิดใส่พวกเราจนต้องกลับไปใช้ชีวิตแบบยุคหิน’ ซึ่งผลที่ตามมาก็คือเมืองต่างๆ ซึ่งรวมถึงบ้านเกิดของฉันด้วยที่ต้องมีการรื้อสร้างทุกสิ่งทุกอย่างใหม่ ซึ่งบ้านเกิดของฉันที่ทัญฮว้า (Thanh Hóa) สิ่งปลูกสร้างแทบจะทั้งหมดมีความใหม่มากเมื่อเทียบกับที่อื่นในเวียดนาม

ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่าบ้านเกิดของฉันถูกระเบิดของสหรัฐ จึงเป็นสาเหตุที่การสร้างสังคมคอมมิวนิสต์ที่สมบูรณ์เป็นสิ่งที่ยากลำบากภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว รัฐบาลของเราเองก็ยอมรับด้วยเช่นกันว่าในขณะนั้นพวกเขาอ่อนประสบการณ์ และรีบเกินไปในการสร้างสังคมที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นเรื่องที่เพ้อฝันเมื่อดูจากปัจจัยทางวัตถุของประเทศเรา

ยังไม่พอหลังจากสงครามกับสหรัฐจบลง เราก็ทำสงครามกับเขมรแดง ซึ่งเขมรแดงมีผู้นำที่โหดเหี้ยมชื่อ พลพต เขาสังหารชาวกัมพูชาและเวียดนามตลอดระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 1975 ถึง 1978 พลพตได้รุกราน ทรมาน และเข่นฆ่าชาวเวียดนามไปกว่าพันคนโดยไม่มีเหตุผล

ผู้นำเวียดนามต่างพยายามอย่างมากในการประนีประนอมโดยสันติ แต่กัมพูชาก็ปฏิเสธที่จะฟังในปี 1979 พลพตส่งทหารกว่า 190,000 คน บุกเข้ามายังเวียดนามใต้ ซึ่งเราไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องสู้กลับ ซึ่ง 6 ปีให้หลัง เขมรแดงก็ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ไทย และจีน

ในยุคแห่งความโหดร้ายของเขมรแดง ซึ่งคร่าชีวิตคนนับล้านทั้งชาวเขมรและเวียดนาม เวียดนามจากที่พึ่งน่วมมาจากสงครามกับอเมริกา ยังต้องส่งทหารกว่าพันคนเพื่อต่อสู้กับกองกำลังของพลพต

ในช่วงนั้นเองถือได้ว่าเป็นยุคมืดเลยก็ว่าได้และเวียดนามยังถูกปฏิบัติอย่างไร้เยื่อใย ซึ่งก็เป็นอีกครั้งที่เหล่าประเทศมหาอำนาจได้รวมตัวกันเพื่อที่จะเล่นงานเวียดนาม แต่กลับกลายเป็นว่าจริงๆ แล้วเวียดนามเป็นเพียงประเทศเดียวที่ช่วยกอบกู้กัมพูชาในช่วงนั้น

เป็นอะไรที่ตลกดีเหมือนกันที่ทั่วโลกต่างพากันลงโทษและปฏิบัติกับเวียดนามแย่ๆ เพราะว่าหลายประเทศอยากที่จะให้เขมรแดงชนะและให้เวียดนามแพ้ เพื่อที่จะไม่ให้สังคมคอมมิวนิสต์ที่สมบูรณ์แบบนั้นเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ดีเวียดนามเป็นฝ่ายชนะ ส่วนเขมรก็พ่ายแพ้ไปและผู้นำเขมรหลายคนยังขึ้นศาลโลกอีกด้วย

หากเล่าย่อๆ ในช่วงทศวรรษ 1980 ประเทศต่างๆ อย่า จีน ประเทศฝั่งตะวันตก และประเทศต่างๆ ในเอเชียใช้เหตุผลดังกล่าวในการโจมตีประเทศเวียดนาม พร้อมปิดกันการค้าไม่ให้ต่างประเทศค้าขายกับประเทศเวียดนาม ซึ่งถ้านั่นยังฟังดูไม่โหดร้ายพอ ฉันอยากจะเพิ่มเติมว่า หลังจากที่เราชนะพลพตในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ต่อมาในต้นทศวรรษ 1990 โซเวียตก็ดันล่มสลายไปเสียอย่างนั้น

กลับกลายเป็นว่าสหายหนึ่งเดียวของเรากลับไม่สามารถช่วยเราได้ ขนาดโซเวียตยังเอาตัวเองไม่รอดเลย 

เพื่อที่จะให้เรารอดพ้นภยันตรายจากอเมริกา เราจึงจำเป็นต้องปฏิรูปประเทศของเรา ซึ่งนำมาสู่การปฏิรูปโด๋ยเม้ย (Đổi Mới) ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ถึงแม้ว่าเราจะเอาชนะประเทศทุนนิยมได้ในสงคราม แต่ประเทศเหล่านั้นก็ยังต่อสู้กับเราผ่านสงครามการเงิน  และเนื่องจากเราไม่มีพันธมิตร มันก็เป็นเรื่องยากที่เราจะเอาชนะได้ แน่นอนสถาบันการเงินต่างๆ ทั่วโลก ยังตงสนับสนุนการต่อต้านสังคมนิยมแบบเวียดนามด้วย 

สถาบันทางการเงินอย่างธนาคารโลกซึ่งเป็นสถาบันจักรวรรดินิยมที่พยายามยัดเยียดความเป็นทุนนิยมใส่เหล่าประเทศที่ประกาศเอกราชจากเจ้าอาณานิคม แน่นอนพวกเขาให้การสนับสนุนทางด้านการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนา แต่มันก็มาพร้อมกับเงื่อนไขที่ว่าพวกเราต้องมีการผ่อนผันกฎระเบียบในตลาดและปล่อยให้นายทุนเข้ามายังประเทศกำลังพัฒนานั้น ๆ

เพื่อที่จะให้ประเทศอยู่รอด เราจึงเปลี่ยนระบบจากเศรษฐกิจเดิมที่พึ่งพาการเกษตรแบบครอบครัว เป็นการเปิดการค้าข้าวเสรีภายในประเทศ ลดงบประมาณในการบริหารประเทศที่ไม่จำเป็นลง เช่น ลดค่าใช้จ่ายในทางราชการ ทำลายข้อจำกัดในทางการค้า ที่สำคัญเลยคือการให้โควตาการค้าต่างประเทศแก่เอกชน ทำให้เอกชนสามารถทำการค้าขายกับต่างประเทศได้โดยตรง 

ซึ่งมันคือการที่ธนาคารโลกบีบให้รัฐบาลเวียดนามมอบอำนาจแก่บริษัทนายทุน โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติ หรือจะให้พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ พวกเขาพยายามเพิ่มอำนาจแก่ประเทศที่ร่ำรวยเพื่อครอบงำเวียดนามในแบบจักรวรรดินิยม ถ้าหากเวียดนามปฏิเสธแล้วล่ะก็ เวียดนามจะไม่ได้รับการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจใดๆ เลย ทำให้เวียดนามจำเป็นต้องทำทุกอย่างตามที่ธนาคารโลกบอก นั่นเพราะว่าพวกเราจนตรอกไม่มีทางเลือก 

พวกเขาบอกเราว่าเราต้องปรับปรุงโครงสร้างนโยบายสาธารณะ มันฟังดูดีไปเลยใช่ไหมล่ะ แน่นอนว่าทุกประเทศต้องมีการลงทุนกับนโยบายสาธารณะ แต่! ก็มาพร้อมข้อแม้ด้วย อยย่างเช่น

“แต่ในขณะเดียวกันนี้ ข้อกฎหมายอันเป็นการให้นักลงทุนต้องเสียประโยชน์ในกิจการใด ที่นักลงทุนหรือนักลงทุนต่างชาติได้ทำภายในประเทศ ข้อกฎหมายนั้นเป็นอันต้องยกเลิกไป”

เห็นแล้วใช่ไหมล่ะว่าทุนนิยมไม่ได้ให้อะไรฟรี ทุกอย่างจำเป็นต้องจ่าย นักลงทุนต่างชาติและพวกจักรวรรดินิยมมักจะได้ผลประโยชน์ที่ดีกว่า ไม่ใช่แค่นั้น  IMF  หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ยังมีการเสนอให้เวียดนามลดงบประมาณในส่วนการจัดการความเป็นอยู่ของประชาชน

ทั้งการลดงบประมาณค่าใช้จ่ายของรัฐบาล ลดเงินที่ใช้อุดหนุนเยียวยา ลดค่าแรง ลดบำนาญราชการ และลดการใช้จ่ายสาธารณะ

คนจำนวนมากทั่วโลกล้มตายก็เพราะกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดนี้และจากพวกกองทุนหน้าเลือด ในปี 2007  เราได้เป็นสมาชิกของ WTO  หรือองค์กรการค้าโลก ฟังดูเป็นก้าวสำคัญใช่ไหม แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่เราต้องทำในฐานะสมาชิกก็คือ เราต้องลดภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าที่มีความจำเป็น อย่างเช่น เครื่องจักร จักรยานยนต์ เหล้า เนื้อ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และอื่นๆ บางครั้งถึงกับลดภาษีลงเหลือศูนย์เปอร์เซ็นต์

ใน 5 นาทีแรกที่คุณได้อ่านบทความนี้ คุณคงจะรู้สึกว่ามันก็เป็นเรื่องดีนี่ เพราะว่าการนำเข้าก็คงจะถูกลงเช่นกันและผู้บริโภคก็คงจะมีตัวเลือกมากขึ้น กลไกแบบตลาดเสรีเจ๋งไปเลยใช่ไหมล่ะ

จริงๆ ไม่เลย ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ฉันจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพ การลดภาษีนำเข้าของรถอาจจะทำให้ราคารถถูกลงและคนสามารถซื้อรถได้มากขึ้น แต่จริงๆ แล้วโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเราไม่ได้ก้าวหน้าพอที่จะรองรับรถที่มีจำนวนมากขนาดนั้น การออกแบบถนนในเมืองฮานอยและเมืองโฮจิมินห์ซิตี้ก็ออกแบบมาเพื่อรถไม่กี่คันเท่านั้น ไม่ใช่เป็นหลักล้าน การที่รัฐบาลของเรากำหนดภาษีรถที่สูง จะทำให้การนำเข้ารถเหมาะสมกับโครงสร้างพื้นฐานของรัฐและเพื่อความสะดวกในการจัดการ 

การมีรถจำนวนมากในขณะที่เรายังมีโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เข้มแข็งพอ ทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ในเวียดนามโดยเฉพาะฮานอยและโฮจิมินห์ซิตี้ แต่เดิมเวียดนามมีระบบขนส่งสาธารณะที่ดีอยู่แล้ว เรายังเป็นประเทศที่ขับรถจักรยานยนต์กันเป็นส่วนใหญ่ และถนนในประเทศเราก็ออกแบบมาเพื่อจักรยานยนต์เป็นการเฉพาะ 

ถนนในเวียดนามมันไม่ได้กว้างพอให้รถเป็นพันคันมาเบียดกันในท้องถนน คงจะดีถ้ามีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน แต่นั่นก็ใช้เวลาและเงินทุน ซึ่งการเก็บภาษีรถในจำนวนมหาศาลของรัฐบาลเวียดนามก็เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน แต่เราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะจัดการหรือพัฒนาโครงสร้างเหล่านี้

ภาษีนำเข้าที่ถูกลงทำให้ผู้คนนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมากขึ้น ทำให้เกิดการขาดดุลทางการค้า ซึ่งนั่นหมายความว่าเศรษฐกิจของเราต้องพึ่งพาประเทศอื่นเป็นหลัก 

นี่คือองค์ประกอบสำคัญของจักรวรรดินิยม นั่นคือการบังคับให้เราส่งออกสินค้าไปทั่วโลกในราคาที่ถูกที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งในขณะเดียวกันก็บีบบังคับให้เราต้องพึ่งพาประเทศร่ำรวยอย่างประเทศทุนนิยม

ประเทศทุนนิยมเรียกสิ่งนี้ว่า “การแข่งขัน ” แต่พวกเขาก็ลืมไปที่จะบอกว่าการแข่งขันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของพวกเขาเอง ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 พวกเขารู้ว่าเราไม่สามารถมีสังคมคอมมิวนิสต์ที่สมบูรณ์ได้ภายใต้สถานการณ์แบบนี้

โครงสร้างพื้นฐานของเรายังไม่ได้รับการเยียวยานับแต่ภัยสงคราม ซึ่งไล่มาตั้งแต่สงครามกับฝรั่งเศส ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา กัมพูชา และการรุกรานจากจีนในปี 1979 ทั้งยังต้องอยู่ในสภาวะที่แร้นแค้นสุดๆ และเรายังอยู่โดยตัวคนเดียว เราไม่มีทรัพยากรในการสร้างสังคมที่เราต้องการขณะเดียวกันเราก็ไม่อยากอยู่ในสังคมทุนนิยม 

การปฏิรูปโด๋ยเม้ยจึงเป็นหนทางเดียวที่เราเลือกได้ในการต่อต้านทุนนิยม เราต้องเปลี่ยนสังคมไปสู่สังคมที่มีหลักการแบบสังคมนิยมโดยการปฏิรูปแบบทุนนิยม เราจะต้องอยู่อย่างทุนนิยมเสียบ้างเพื่อให้อยู่รอดและเพื่อให้ทั่วทั้งโลกยอมทำการค้ากับเรา

ความมั่นคงในแบบสังคมนิยม 

เวียดนามยังไม่ยอมแพ้กับเป้าหมายในการนำประเทศไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์ที่แท้จริง แต่เท่าที่อ่านมาคุณคงเข้าใจแล้วว่าการปฏิรูปโด๋ยเม้ยนั้นสำคัญอย่างไร ไม่ใช่เพราะว่าเรายอมก้มหัวต่อทุนนิยม แต่ถ้าหากเราไม่ทำในสิ่งที่ประเทศทุนนิยมบังคับ เวียดนามก็คงถูกทำลายไปแล้ว ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ว่าทำไมหลายคนจึงเห็นเวียดนามเป็นภาพผสมของสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ และทุนนิยม

เลนินได้เคยมองเห็นถึงสถานการณ์แบบนี้ไว้แล้ว และได้กล่าวถึงมันในหนังสือของเขาว่าการที่เราจะไปสู่เป้าหมายหรือสังคมคอมมิวนิสต์ เราต้องมีช่วงเปลี่ยนผ่านซึ่งเป็นช่วงที่เรียกว่าสังคมนิยม การปฏิรูปโด๋ยเม้ยจึงอยู่บนฐานของนโยบายเศรษฐกิจใหม่ของเลนินหรือที่เรียกว่า  NEP

แล้วก็ด้วยเหตุผลนี้เอง เราต้องปล่อยให้ทุนนิยมเข้ามาเพื่อให้เราอยู่รอด อ้างจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งเวียดนาม เรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์ มาร์กซ์เรียกช่วงเวลานี้ว่าช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน นี่จึงเป็นเหตุผลที่เวียดนามมีชื่อทางการว่า ‘สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม’ ซึ่งมันไม่ได้มาแค่ชื่อ

เราพยายามอย่างหนักเพื่อให้สังคมมีความเป็นสังคมนิยม รัฐบาลของเราเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่าได้ต่อสู้เพื่อสังคอมมิวนิสต์  อุดมการณ์หลักของชาติเวียดนามยังคงยึดถือตามแบบมาร์กซิสต์ เลนินนิสต์ และแนวคิดของโฮจิมินห์ แต่ที่ว่ามานั้นจริงๆ แล้วหมายความว่าอย่างไร

รัฐบาลเวียดนามมีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับทิศทางของสังคม 8 ประการ  ที่พรรคคอมมิวนิสต์เชื่อว่าหนทางนี้จะนำพาไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์ คือ

  1. ต้องมีเศรษฐกิจที่ทันสมัยและผู้คนที่มีการศึกษา รักษาทรัพยากรธรรมชาติและปกป้องสิ่งแวดล้อม
  2. พัฒนาระบบตลาดในปริทัศน์แบบเศรษฐกิจสังคมนิยม
  3. สร้างวัฒนธรรมของชาวเวียดนามที่ดีงาม ช่วยเหลือเกื้อกูล และเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม
  4. สร้างความเชื่อมั่นในสาธารณะ ประเทศชาติ และความสงบเรียบร้อยของสังคม 
  5. สร้างความสัมพันธ์กับต่างประเทศอย่างสงบสุข เป็นประชาธิปไตย และสมานฉันท์
  6. สร้างประชาธิปไตยแบบสังคมนิยมด้วยความเป็นหนึ่งเดียวของชาติ 
  7. สร้างรัฐบาลสังคมนิยมที่เป็นธรรมตามกฎหมายที่เหมาะสมกับประชาชนตามหลักมาร์กซิสต์ 
  8. สร้างพรรคคอมมิวนิสต์ที่สมบูรณ์และแข็งแรง 

เราสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสิ่งเหล่านี้ แต่ก็น่าเสียดาย เพราะเราเป็นประเทศกำลังพัฒนาซึ่งต้องใช้เวลาอย่างมากในการสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้น เป้าหมายของพวกเราคือบรรลุวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้ได้ภายในปี 2050 และหลังจากนั้น เราก็จะเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมแบบรัฐไร้ชนชั้นและเป็นสังคมคอมมิวนิสต์ 

นี่คือหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าเรากำลังต่อสู้เพื่อสังคมนิยม และนี่คือนโยบายสังคมนิยมที่ใช้ได้ในเวียดนาม เรามีการจัดการราคาของอาหารและเครื่องใช้ที่จำเป็นได้อย่างมีเสถียรภาพ

เรามีการรักษาพยาบาลและการศึกษาที่จับต้องได้  เรามีสหกรณ์กว่า 25,000 แห่งทั่วเวียดนาม ทั้งสหกรณ์การเกษตร สหกรณ์การขนส่ง และสหกรณ์ในบริษัทเล็กๆ 

ไร่นาในเวียดนามกว่า 50%  ถือครองเป็นแบบสหกรณ์ ด้วยจำนวนสมาชิกสหกรณ์ชาวนากว่าหกล้านคน ในส่วนของรัฐบาล รัฐถือครองความเป็นเจ้าของบริษัทประมาณ 700 แห่ง ซึ่งอยู่ในภาคการผลิตที่สำคัญเช่น อินเทอร์เน็ต ไฟฟ้า ประปา แก๊สหุงต้ม โยธา และอื่นๆ ที่สำคัญ นี่คือเหตุผลที่ทำไมสาธารณูปโภคอข่างเช่น อินเตอร์เน็ต ประปา ไฟฟ้า แก๊สหุงต้ม จึงมีราคาถูกในเวียดนาม

มีสิทธิประโยชน์มากมายหากคุณเข้าร่วมสหกรณ์ และรัฐบาลก็สนับสนุนการตั้งสหกรณ์ด้วย ประชาชนก็รวมกลุ่มเพื่อตั้งสหกรณ์ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการสร้างบริษัทขนส่งด้วยตัวเอง มันก็จะมีความยุ่งยากในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจและเอกสารประกอบอื่นๆ มากมายตามมา ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก

แต่ถ้าหากคุณเข้าร่วมสหกรณ์การขนส่ง คุณจะได้รับการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ รัฐบาลจะเข้ามาช่วยจัดการงานด้านเอกสารต่างๆ ช่วยคุณในการบริหารการเงิน ให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ ฯลฯ  ซึ่งนั่นก็เป็นวิธีการที่รัฐบาลเชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมสหกรณ์ ด้วยการทำให้งานเอกสารนั้นเป็นเรื่องง่ายสำหรับสมาชิกสหกรณ์

อีกตัวอย่างหนึ่ง แม่ของฉันเธอเป็นชาวนาและเธอยังเข้าร่วมสหกรณ์ในหมู่บ้านของเธอด้วย ดังนั้นเองทุกครั้งที่มีโรคระบาดเกิดขึ้นกับผลผลิตของเธอ เธอจะได้รับคำแนะนำและข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการในการจัดการกับโรคเหล่านี้ และถ้าเธอไม่มีเงินพอที่จะซื้อปุ๋ยหรือเมล็ดพันธุ์เพื่อที่จะปลูกข้าว เธอก็สามารถไปยังสหกรณ์และขอเงินช่วยเหลือ และการเข้าร่วมสหกรณ์ยังทำให้เธอได้รับสิทธิประโยชน์จากนโยบายการรักษาเสถียรภาพของราคาข้าวที่ช่วยเหลือทั้งผู้บริโภคและชาวนาในเวียดนาม

ก่อนหน้านี้ในวีดีโอ “เวียดนามเป็นสังคมนิยมหรือไม่” ของฉัน  ฉันได้กล่าวถึงสิ่งที่โฮจิมินห์เชื่อว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการสร้างสังคมแบบสังคมนิยม มันคือการสร้างประชาชนที่มีความเป็นสังคมนิยมเพื่อสรรสร้างสังคม จนกระทั่งทุกวันนี้เวียดนามยังคงพยายามอย่างหนักในการพัฒนาคุณค่าแบบสังคมนิยมในสังคม ทุกโรงเรียนในเวียดนามมีการสอนแนวคิดมาร์กซิสต์  เลนินนิสต์ และแนวคิดของโฮจิมินห์ ทั้งในโรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยม หรือแม้กระทั่งในคณะบริหารธุรกิจ ทุกที่จะต้องมีการสอดแทรกแนวคิดทฤษฎีและปรัชญาแบบสังคมนิยมเอาไว้

ฉันศึกษาแนวคิดสังคมนิยมตั้งแต่ฉันอายุ 6 ขวบจนกระทั่งจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย การปูพื้นฐานแนวคิดสังคมนิยมเริ่มด้วยการสร้างเรื่องราวที่เล่าความหมายของสังคมนิยมให้เด็กๆ เข้าใจและพัฒนาต่อไปเป็นการศึกษาเรื่องอุดมการณ์แนวคิดมาร์กซิสต์  เลนินนิสต์ และโฮจิมินห์ ในมหาวิทยาลัยวิชาเหล่านี้เป็นวิชาที่สำคัญซึ่งจำเป็นต่อการศึกษาหากนักเรียนนักศึกษาต้องการจบการศึกษา

สิ่งนี้เองทำให้คนเวียดนามทุกคนถูกฝึกให้คิดในแบบมาร์กซิสต์  เลนินนิสต์ และโฮจิมินห์ ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมในสภาของเวียดนามถึงมีการยกเอาแนวคิดมาร์กซิสต์ เลนินนิสต์ และโฮจิมินห์ รวมทั้งโซเวียตขึ้นมาในทุกๆ การประชุม

ก็ใช่ เรามีผู้นำหัวทุนนิยมในเวียดนามอยู่บ้างในบางครั้ง แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้นำของเรามักจะเป็นหัวมาร์กซิสต์และเลนินนิสต์ สำหรับชาวเวียดนามแล้ว คุณค่าแบบสังคมนิยมถือว่าเป็นส่วนสำคัญในตัวเรามาตลอดระยะเวลากว่า 4,000 ปีในประวัติศาสตร์ของเวียดนาม 

ฉันพูดได้เลยว่าชาวเวียดนามมีความเป็นสังคมนิยมโดยธรรมชาติ เรามีรากของความเป็นสังคมนิยมในวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เราเป็นสังคมนิยมมาก่อนที่คำว่าสังคมนิยมจะถูกนิยามขึ้นเสียอีก ชาวเวียดนามมีความเป็นส่วนรวม (collectivist) เรามีวัฒนธรรมของการช่วยเหลือกันและกัน เห็นใจซึ่งกันและกัน และให้ประโยชน์ของกลุ่มมาก่อนใครคนใดคนหนึ่ง

เราชาวเวียดนามถูกสอนว่าความเห็นแก่ตัวและความเป็นปัจเจกคือสิ่งที่แย่ และเราต้องทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น โฮจิมินห์ ถึงขั้นมีคำพูดถึงเรื่องนี้ว่า

“ชาติ ประชาชน ปัจเจกชน อาจจะมีวันวานที่ดี แต่ในวันนี้ พวกเขาอาจจะไม่ถูกรักและเทิดทูน ถ้าหัวใจพวกเขาไม่บริสุทธิ์อีกต่อไป หรือถ้าพวกเขาตกอยู่ภายใต้ความเป็นปัจเจกนิยม”

ฉันเห็นด้วยกับโฮจิมินห์

แน่นอนฉันคิดว่าทุกคนควรจะมีเสรีภาพ และเราควรจะเลือกสิ่งต่างๆ ได้อย่างเสรี แสดงความเป็นตัวของตัวเองและใช้ชีวิตอยู่ตามแบบที่เราต้องการ ตราบเท่าที่เราไม่ได้ไประรานผู้อื่น แนวคิดว่าปัจเจกนิยมไม่ควรเป็นแนวคิดหลักในการจัดการสังคมมันเป็นสิ่งที่ชาวเวียดนามส่วนใหญ่เห็นพ้องตรงกัน

และนี่ก็เป็นคำพูดของโฮจิมินห์อีกอัน

“ความเป็นปัจเจกสนใจเพียงผลประโยชน์ส่วนตนไม่ว่าผลประโยชน์นั้นจะกระทบต่อสังคมแค่ไหนก็ตาม”

“ก็เหมือนกับคำว่าฉันรวยดังนั้นฉันไม่ต้องไปแคร์คนจน”

“ความเป็นปัจเจกทำให้คนขี้เกียจ มีการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น มีความเย่อหยิ่ง อิจฉาริษยา และการคอรัปชั่น”

“มันคือศัตรูตัวร้ายต่อการปฏิวัติในแบบสังคมนิยม”

ปัจเจกนิยมไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ มันถูกสร้างขึ้นมาในสังคมที่คนส่วนน้อยเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตซึ่งเป็นกลุ่มที่กุมอำนาจทั้งหมดในสังคม  ในสังคมที่ผู้คนทำให้คนอื่นเป็นทาส และในสังคมที่ผู้คนสนใจแต่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ต่อผู้อื่น 


กิจกรรมถามตอบ Q&A กับสหายนักปฏิวัติจากต่างแดนกับ “ลูน่า” โดย TUMS

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/Tumarxisms/photos/a.127128865638519/371790461172357/