การเรียกร้องตั้งสหภาพแรงงานระดับชาติของพนักงานส่งอาหารในไต้หวัน

การเรียกร้องตั้งสหภาพแรงงานระดับชาติของพนักงานส่งอาหารในไต้หวัน

ผู้เขียน Brian Hioe
ผู้แปล Peam Pooyongyut
บรรณาธิการ Editorial Team

หมายเหตุ: บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่ New Bloom Mag
บทแปลนี้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนก้าวหน้า โดย Common School


“การต่อสู้เพื่อตั้งสหภาพของพวกเขานั้นสะท้อนให้เห็นถึงขบวนการเคลื่อนไหวที่กำลังเติบโตของพนักงานส่งอาหารทั่วโลก”

เบื้องหลังความสะดวกสบายของผู้บริโภคและ “ดิจิทัลโซลูชัน” ของแอพพลิเคชันสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่นั้นซุกซ่อนไว้ซึ่งคนงานนับหมื่นที่ต้องทำงานอย่างหนักและได้ค่าแรงต่ำกว่ามาตรฐาน ขบวนการแรงงานในไต้หวันที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ กำลังผลักดันให้เกิดสหภาพแรงงานระดับชาติ

บันทึกจากบรรณาธิการ Progressive International: ความไม่มั่นคง การบริหารงานด้วยวิทยาศาสตร์แบบดิจิทัล (digital Taylorism) การขูดรีดที่อยู่ในคราบของนวัตกรรมเทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้เป็นคำนิยามความเฟื่องฟูของบริการส่งอาหารแบบเดลิเวอรี่ที่กำลังเป็นปรากฏการณ์ไปทั่วโลก บทความชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีย์เกี่ยวกับการต่อสู้ของพนักงานส่งอาหารทั่วโลก

source: Progressive International

ในปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา พนักงานส่งอาหารจากแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Uber Eats, Foodpanda, GOGOX และ LaLaMove  ได้ออกมารวมตัวประท้วงที่หน้ากระทรวงแรงงานไต้หวัน เพื่อเรียกร้องให้มีการจัดตั้งสหภาพคนทำงานส่งอาหารขึ้นมาในระดับชาติ รายงานกล่าวว่าตอนนี้กลุ่มสหภาพมีสมาชิกมากกว่าหนึ่งร้อยคน และต้องการให้จัดตั้งสหภาพอย่างเป็นทางการขึ้นภายในสามเดือน

ประมาณการกันว่าพนักงานส่งอาหารในไต้หวันตอนนี้มีจำนวนมากกว่า 80,000 คน  เหล่าคนงานออกมาประท้วงเพื่อตอบโต้การคำนวณค่าตอบแทนแบบใหม่ที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Uber Eats และ Foodpanda ประกาศออกมา ซึ่งจะทำให้พวกเขาสูญเสียรายได้จากเดิมไป 10 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ปีก่อนพวกเขาได้ค่ารอบต่อครั้งอยู่ที่ราวๆ 65 -75 ไต้หวันดอลลาร์  (ประมาณ 75-85 บาท) แตปีนี้กลับตกลงมาเหลือ 43 -50 ไต้หวันดอลลาร์ (ประมาณ 50-57 บาท) แม้จะเป็นงานลักษณะเดียวกัน ดังนั้นพวกเขาต้องทำงานหนักขึ้นแต่ได้ค่าแรงที่ต่ำลง หนึ่งในผู้นำการชุมนุมบอกว่าเขาเคยได้ค่าแรง 9,600 ไต้หวันดอลลาร์ (11,000 บาท) จากการส่ง 110 ออเดอร์ในหนึ่งสัปดาห์ แต่พอมีการคำนวณค่าแรงใหม่ เขากลับทำเงินได้เพียง 9,000 ไต้หวันดอลลาร์ (10,300 บาท) จากการส่ง 164 ออเดอร์

เหล่าพนักงานต่างวิจารณ์กันว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกระทบต่อความเป็นอยู่ของพวกเขาอย่างรุนแรง แถมในความเป็นจริงนั้น บริษัทก็ประกาศออกมาโดยที่ไม่เคยปรึกษาพนักงานเลย พวกเขาจึงมองว่าสูตรการคำนวณค่าแรงแบบใหม่นั้นถูกตัดสินใจผ่าน “กล่องดำ” ซึ่งไม่มีใครรู้ได้

นอกจากนั้นเหล่าพนักงานส่งอาหารยังวิจารณ์อีกว่าบริษัทพยายามรณรงค์ให้พนักงานขับขี่อย่างปลอดภัย แต่เวลาที่พนักงานคนใดคนหนึ่งไม่สามารส่งอาหารได้ตามกำหนดเวลา ก็จะมีการโยนงานนั้นให้พนักงานคนอื่นทันที ดังนั้นแล้วการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงกระตุ้นให้พวกเขาต้องเร่งความเร็วในการส่งให้มากขึ้น ผู้จัดการชุมนุมคนหนึ่งบอกว่า อัตราการเกิดอุบัติเหตุของพนักงานในเขตภาคกลางของไต้หวันเพิ่มขึ้นจาก 1.4 ครั้งต่อเดือน เป็น 4 ครั้งต่อเดือน หลังจากที่บังคับใช้การคำนวณค่าแรงแบบใหม่ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นทั้งหมด 17 ครั้ง แต่เพียงแค่ 22 วันหลังจากปรับการคำนวณค่าแรง ก็มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นไปแล้วทั้งหมด 4 ครั้ง พนักงานจึงเรียกร้องให้มีการเพิ่มสินไหมทดแทนจากอุบัติเหตุเป็น 100,000  ไต้หวันดอลลาร์ (ประมาณ 115,000 บาท)

ตอนนี้กลุ่มสหภาพคนงานส่งอาหารในระดับท้องถิ่นกระจายอยู่ตามเมืองและเทศบาลต่างๆ ทั่วไต้หวัน แต่ยังไม่มีสหภาพในระดับชาติ ซึ่งถ้าทำได้มันก็จะนำมาซึ่งพลังต่อรองของคนงานกับบริษัทแพลตฟอร์มส่งอาหาร เช่น Uber Eats และ Foodpanda ในระดับชาติ ดังที่เดือนตุลาคม 2019 พนักงานส่งอาหารถึง 3 คนเสียชีวิตจากการทำงาน ซึ่งนำไปสู่การเรียกร้องให้บริษัทส่งเสริมความปลอดภัยของพนักงานให้มากยิ่งขึ้น

ในขณะเดียวกันก็มีความคาดหวังว่ารัฐบาลและกลุ่มอุตสาหกรรมจะออกมาโต้ตอบกับนโยบายใหม่นี้ แพลตฟอร์มส่งอาหารอย่างเช่น Uber Eats และ Foodpanda นั้นเป็นส่วนหนึ่งของ “gig economy” ซึ่งมักจะอ้างว่ามีการจ้างงานที่เป็นอิสระและยืดหยุ่นในด้านของชั่วโมงการทำงานและการจัดสรรเวลาทำงาน แต่รูปแบบการจ้างงานแบบนี้มองว่าพนักงานนั้นอยู่ในสัญญาจ้างชั่วคราว ไม่ใช่สัญญาจ้างแบบเป็นทางการ ดังนั้นบริษัทจึงมีสิทธิ์ปฏิเสธผลประโยชน์ที่พนักงานควรจะได้รับ

source: Rest of World

การที่ Uber เข้ามาทำธุรกิจในไต้หวันในฐานะแพลตฟอร์มแชร์การเดินทางนั้นถูกท้าทายในทางกฎหมาย เนื่องจาก Uber จดทะเบียนเป็นบริษัทซอฟต์แวร์แทนที่จะเป็นบริษัทแท็กซี่เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกควบคุม และสุดท้ายก็โดนปรับจากการปฏิเสธที่จะหยุดดำเนินธุรกิจ นั่นจึงนำไปสู่การปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจเป็นการส่งอาหาร เพื่อให้พนักงานเก่าสามารถทำงานต่อไปได้อย่างถูกกฎหมาย จนในที่สุดก็สามารถจดทะเบียนเป็นบริษัทรถแท็กซี่ได้

ยิ่งกว่านั้นเมื่อ Uber ถูกต่อต้านจากแท็กซี่ท้องถิ่น พวกเขาจึงบอกว่านี่เป็นปัญหาของรัฐบาลไต้หวันที่ไม่ปรับตัวตามกระแสโลก ซึ่งเห็นได้จากความล้มเหลวในการสนับสนุน Uber ดังนั้น Uber จึงวาดภาพให้สหภาพคนขับแท็กซี่ของไต้หวันว่าเป็นพวกอนุรักษ์นิยมที่ไม่เปิดใจรับนวัตกรรมใหม่ๆ โดยพยายามควบคุม Uber ให้อยู่ในระบบการจ้างงานแบบเดิมๆ เป็นไปได้ว่าทั้ง Uber Eats และ Foodpanda  จะใช้กลยุทธ์เดียวกันนี้เพื่อต่อต้านสหภาพแรงงานระดับชาติที่กำลังจะเกิดขึ้น

ในอีกทางหนึ่งเราจะเห็นว่า การพยายามก่อตั้งสหภาพแรงงานของพนักงานส่งอาหารในทุกประเทศ ตั้งแต่สหรัฐฯ จนถึงจีนนั้นเป็นตัวอย่างว่าพนักงานเหล่านี้พยายามรวมตัวกันเพื่อโต้กลับความพยายามของบริษัทที่จะขูดรีดแรงงานจากพวกเขามากขึ้น ในขณะที่ความปลอดภัยในการทำงานกลับต่ำลง  ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลไต้หวันก็มักจะอ่อนไหวกับข้อถกเถียงที่ว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องใช้ระบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันเป็นลักษณะเฉพาะทางธุรกิจ ดูเหมือนว่าทั้ง Uber Eats และ Foodpanda ก็จะใช้ข้อเสนอนี้ในการโต้ตอบกับข้อเรียกร้องของพนักงานเช่นกัน

ความรุนแรงของตำรวจ : วิธีการที่ผู้ประท้วงทั่วโลกใช้ต่อต้านความรุนแรงที่มาจากรัฐ

ความรุนแรงของตำรวจ : วิธีการที่ผู้ประท้วงทั่วโลกใช้ต่อต้านความรุนแรงที่มาจากรัฐ

ผู้เขียน Charlotte England, Clare Hymer, Rivkah Brown, Camille Mijola และ Sophie K Rosa
ผู้แปล GoodDay
บรรณาธิการ Editorial Team

Note: บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่ Progressive International
บทแปลได้รับการสนับสนุนจากกองทุนก้าวหน้า โดย Common School

cover image source


 

กองกำลังตำรวจทั่วโลกมีกลวิธีในการจัดการควบคุมการประท้วงที่พวกเขาใช้ร่วมกัน และผู้ประท้วงก็ควรมีกลวิธีในการป้องกันตัวเองเช่นเดียวกัน บทความชิ้นนี้พาสำรวจขบวนการเคลื่อนไหวประท้วงอันแตกต่างหลากหลายและวิธีการที่พวกเขาใช้ในการรับมือความรุนแรงของตำรวจ พร้อมเคล็ดลับแบบต่าง ๆ ที่ผู้มีส่วนร่วมในการประท้วงนิยมใช้กัน

กรีซ

‘อยู่กันเป็นกลุ่มก้อนและเกาะกลุ่มใกล้ ๆ กันเอาไว้ สวมหน้ากาก วาดลวดลายกราฟฟิตี้ทิ้งเอาไว้ และอย่าได้ยอมแพ้’

กรีซอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์ระดับชาติแบบปิดๆ เปิดๆ มาโดยตลอด ซึ่งล็อกดาวน์รอบปัจจุบันก็ปาเข้าไปเกือบจะ 5 เดือนแล้ว เสรีภาพพลเมือง รวมไปถึงเสรีภาพในการเคลื่อนไหว ถูกจำกัดควบคุมอย่างมากผ่านการใช้มาตรการสถานการณ์ฉุกเฉิน อาทิ การประกาศเคอร์ฟิวช่วงกลางคืน ผู้คนสามารถออกจากบ้านได้ในช่วงเวลาที่จำกัดและด้วยเหตุผลอันสมควรเท่านั้น และต้องเป็นภายหลังจากส่งข้อความ SMS เพื่อแจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเฝ้าสังเกตได้รับทราบแล้วเท่านั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับมอบหมายให้ใช้มาตรการเหล่านี้ซึ่งนำไปสู่การใช้อำนาจในทางมิชอบบ่อยครั้ง

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ได้ยกอำนาจนิติบัญญัติที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนให้กับสถาบันของตำรวจ และรัฐบาลยังถือว่าเสรีภาพในการประท้วงถือเป็นอาชญากรรม โดยที่สิ่งดังกล่าวไม่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด การโต้ตอบของตำรวจต่อการประท้วงแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในการเรียกร้องให้มีการจัดหา PPE (อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล-Personal Protective Equipment) จำนวนที่มากกว่านี้ ไปจนถึงการเคลื่อนไหวต่อต้านฟาสซิสต์/ส่งเสริมประชาธิปไตย ตลอดจนการประท้วงของนักศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ เป็นการตอบโต้ที่ไร้ความอดกลั้นเป็นอย่างยิ่งและมิหน้ำซ้ำยังเป็นการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุต่อผู้ประท้วงอยู่บ่อยครั้ง

ความรุนแรงและความโหดร้ายทารุณของตำรวจมีที่มาจากต้นกำเนิดแรกเริ่มของกองกำลังตำรวจในกรีซ นับแต่เกิดการจราจลในเดือนธันวาคมปี 2008 อันมีชนวนต้นเหตุมาจากการฆาตกรรมนักเรียนชายวัย 15 ปี นามว่า Alexandros Grigoropoulos ซึ่งเกิดจากน้ำมือตำรวจ กองกำลังตำรวจก็จัดหายุทโธปกรณ์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นกองกำลังทางการทหารอย่างเต็มรูปแบบ และความรุนแรงที่กระทำโดยตำรวจส่วนมากยังคงอยู่เหนือการตรวจสอบโดยกฎหมายอีกด้วย

source: dailysabah.com

การประท้วงในที่สาธารณะยังเป็นรูปแบบการต่อต้านหลักในกรีซ และการประท้วงก็ได้ทิ้งลวดลายกราฟฟิตี้ไว้อย่างต่อเนื่องเพื่อจารึกเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิของผู้อพยพ ความรุนแรงที่กระทำโดยตำรวจ สภาวะภูมิอากาศผิดปกติ (ภาวะโลกร้อน) สิทธิของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศและสิทธิของนักโทษ อันเป็นปัญหาที่สื่อกระแสหลักเมินเฉยมาโดยตลอด

บรรดานักเคลื่อนไหว รวมไปถึงผู้อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงและผู้ที่สัญจรไปมาที่มากขึ้นเรื่อยๆ ได้บันทึกเหตุการณ์ความโหดร้ายของตำรวจ โดยใช้โทรศัพท์มือถือในการเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียและสื่อที่สนับสนุนประชาธิปไตย ชุดเหตุการณ์ความรุนแรงอันต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาถูกเผยแพร่สู่พื้นที่สาธารณะผ่านพลเมืองที่แชร์ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นลงบนสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งในกาลถัดมาถูกสื่อระดับชาตินำไปเผยแพร่ต่อ และบ่อยครั้ง คลิปวิดีโอบนโซเชียลมีเดียก็มีประโยชน์อย่างมากในศาลเมื่อผู้ถูกจับกุมถูกกล่าวหาอย่างผิดๆ ว่าพวกเขาใช้ความรุนแรงต่อตำรวจ

กลวิธีหลักในการรับมือความรุนแรงที่มาจากตำรวจในระหว่างการประท้วง ยังคงเป็นรูปแบบของการเกาะกันเป็นกลุ่มก้อนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้และถอยกลับในลักษณะที่เป็นขั้นเป็นตอน ในบางกรณี ผู้ประท้วงใช้ความพยายามที่จะดันตำรวจกลับไป เพื่อที่จะได้ซื้อเวลาให้ผู้ประท้วงสามารถถอยร่นกลับได้ เมื่อไม่นานมานี้ กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองหนึ่งได้รับทราบว่าหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มตัวเองถูกตำรวจควบคุมกักขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายและถูกทำร้ายร่างกายต่อเนื่องนานหลายวัน พวกเขาจึงตัดสินใจร่วมกันเพื่อยื่นฟ้องตำรวจ

ความรุนแรงที่กระทำโดยตำรวจเป็นหนึ่งในความรุนแรงหลากหลายรูปแบบ เครื่องมือสะกดรอยถูกติดตั้งไว้ในยานพาหนะของนักกิจกรรมและสถาบันที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิ นักกิจกรรมถูกหมายตัวจากการตีพิมพ์ชื่อและป้ายทะเบียนของพวกเขา หนึ่งในกลยุทธ์ของการต่อต้านคือความไม่หวาดหวั่น แต่เป็นการทำให้กิจกรรมการเคลื่อนไหวเหล่านี้กลายมาเป็นที่รู้จักและมีส่วนร่วมในเรื่องสังคมการเมืองอย่างต่อเนื่อง

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้คนได้เข้าร่วมเครือข่ายการสื่อสารที่เชื่อถือได้อย่างเช่น Signal และผู้คนมีความระแวดระวังมากขึ้นในเรื่องของความมั่นคงและความปลอดภัยส่วนบุคคล เมื่อลงถนนประท้วง คนส่วนใหญ่ก็มีผ้าพันคอไว้ใช้ปกปิดใบหน้าและป้องกันตัวเองจากแก๊ซน้ำตา พวกเขาใช้ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร (stomach antacids) เช่น Maalox หรือ Riopan เพื่อลดฤทธิ์การเผาไหม้ของแก๊สน้ำตา

นักกิจกรรมในกรีซไม่รู้จักคำว่าแพ้แม้ในเวลาที่หวั่นเกรง กระดูกที่แตกยังคืนสภาพได้เร็วกว่าจิตสำนึกที่แหลกสลาย นี่ไม่ใช่การพูดเกินจริงแต่อย่างใด ชายหนุ่มวัย 27 ปี Vassilis Maggos เสียชีวิตจากการโดนตำรวจซ้อมในกรีซเมื่อปีที่ผ่านมา กระนั้นเอง การร่วมกันระดมคนออกมาเพื่อทวงคืนความยุติธรรมก็เป็นหนึ่งในวิธีการที่ดีที่สุดในการประจันหน้ากับความโหดร้ายรุนแรงของตำรวจ และเป็นหนึ่งในวิธีการที่ดีที่สุดในการเยียวยารักษาความตกต่ำที่ฝังรากลึกอยู่ในระบบ เมื่อใดที่ความหวาดเกรงต่อตำรวจมีชัยเหนือเสรีภาพในการแสดงออกและการเจรจาทางสังคม นั่นหมายความว่าสิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือการพูดถึงชัยชนะของอำนาจนิยม

 

เมียนมาร์

‘ใช้ VPN จัดตั้งบน Signal ใช้โคคา-โคล่าล้างแก๊ซน้ำตาออก และถ่ายบันทึกทุกสิ่งอย่าง’

ในพม่า พวกเราประท้วงกันทั่วประเทศนับตั้งแต่การยึดอำนาจโดยกองทัพในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ประชาชนกว่าหลักแสนคนก้าวลงสู่ท้องถนนทุกวันเพื่อต่อต้านขัดขืนตำรวจและทหารที่ปฏิบัติต่อผู้คนราวกับพวกเขาเป็นผู้ก่อการร้าย โดยใช้วิธีการจับกุมโดยพลการและความรุนแรง ประชาชนกว่า 800 คนถูกฆ่า คนส่วนใหญ่ถูกยิงระหว่างการประท้วง

พวกเราจึงต้องจัดตั้งอย่างรวดเร็ว อย่างยืดหยุ่นและอย่างสร้างสรรค์ พร้อมๆ กับที่เจ้าหน้าที่เสาะหาทุกวิถีทางในการกดปราบขบวนการจัดตั้ง รวมไปถึงการบล็อกข้อมูลโทรศัพท์มือถือและสัญญาณอินเตอร์เน็ตอย่างต่อเนื่อง

ขั้นแรก พวกเราใช้กลุ่มบนเฟซบุ๊กในการประสานงานการประท้วง แต่ก็เป็นเรื่องง่ายที่ตำรวจจะสามารถแทรกแซงเข้ามาและระบุตัวผู้ก่อการได้ (หลายคนถูกลักพาตัวและกักขัง บ้างถูกทรมานและฆ่าตาย) ดังนั้น ตอนนี้เราจึงใช้ VPNs ในการปกปิดตำแหน่งของพวกเราและสื่อสารผ่านแอพพลิเคชั่นส่งข้อความที่มีความปลอดภัยอย่างเช่น Signal และ Telegram แทน ฉันโพสต์สื่อสารในแชแนลกลุ่ม ซึ่งการจะอยู่ในกลุ่มเหล่านี้ได้ ต้องให้เพื่อนรับรองเราก่อนแล้วจึงเพิ่มเราเข้าไปในกลุ่ม จำนวนคนในกลุ่มเหล่านี้จึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่นักเคลื่อนไหวบางคนก็ระวังความปลอดภัยมากกว่านั้นและเลือกที่จะส่งข้อมูลผ่านการพูดปากต่อปากเท่านั้น นั่นคือส่งข้อมูลต่อกันเป็นทอดจากคนที่วางใจได้ไปสู่อีกคนหนึ่ง โดยไม่อาจทราบถึงแหล่งอ้างอิงของคนก่อนๆ หน้าได้เลย วิธีการนี้หากคนใดคนหนึ่งถูกจับก็จะไม่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับคนอื่นๆ ได้

source: aljazeera.com

ทุกๆ วัน นักเคลื่อนไหววัยหนุ่มสาวคิดค้นไอเดียใหม่ๆ ในการรักษากระแสของการต่อสู้เอาไว้ วันนี้คนพากันสวมใส่กางเกงสีแดงทั่วทุกพื้นที่เพื่อแสดงออกถึงสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ ในวันอีสเตอร์ซันเดย์ (Easter Sunday) พวกเขาพ่นสีสโลแกนการประท้วงลงบนไข่ เมื่อเดือนที่แล้ว ในวันสตรีสากล คนก็พากันเอากระโปรงหรือผ้าถุงของผู้หญิงไปตากไว้บนเสากับราวตากผ้า เพราะผู้ชายรวมไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารงมงายเกินที่จะเดินลอดตำแหน่งดังกล่าว เพราะกลัวว่าจะการทำแบบนั้นจะทำให้ตัวเองสูญเสียอำนาจ 

บนท้องถนน ผู้ประท้วงที่อยู่แนวหน้าจะได้รับโล่ที่ทำขึ้นเฉพาะหน้าในการป้องกันตัวจากกระสุนยางและหน้ากากกันแก๊สเพื่อป้องกันตัวจากแก๊สน้ำตา ในส่วนของแนวหลังก็จะมีทีมที่รับผิดชอบในการถอนพิษของแก๊สน้ำตาโดยใช้น้ำและผ้าชุบน้ำเปียก หากแก๊สน้ำตาเข้าตา พวกเราก็ค้นพบว่า โคคา-โคล่า สามารถนำมาใช้ล้างแก๊สน้ำตาออกได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ในบางครั้ง เราจุดพลุดอกไม้ไฟเพื่อข่มขวัญตำรวจและรบกวนตำรวจด้วยการโห่ร้องเสียงดัง และจุดไฟเผายางจนไหม้เป็นควันโขมงเพื่อพรางตัวผู้ประท้วง พวกเราปิดถนนโดยใช้เครื่องกีดขวาง สิ่งเหล่านี้ใช้การได้ดีในระดับหนึ่ง แต่บางในครั้งสิ่งเดียวที่พวกเราจะสามารถทำได้ก็คือวิ่ง เพราะเวลาตำรวจและทหารใช้กระสุนจริงและพวกเราไม่สามารถทำอะไรได้เลยในการป้องกันตัวจากอาวุธปืนของพวกเจ้าหน้าที่

บรรดานายพลไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเลย พวกเขาเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อของรัฐ แต่ชัดเจนว่ามันเป็นคำโกหกที่น่าขัน ช่างน่าตลกที่จะต้องมาดูสิ่งเหล่านี้เพราะทุกคนรู้ดีว่าความจริงเป็นอย่างไร ในขณะเดียวกัน พวกเขาปิดกั้นสื่ออิสระและปราบปรามนักข่าว เพราะเหตุนี้ พวกเราจึงต้องพึ่งพาอาศัยนักข่าวพลเมือง ผู้ซึ่งใช้โทรศัพท์มือถือในการบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น คนเหล่านี้จำนวนมากตอนนี้ถูกกักขังไปแล้วเช่นกัน แต่สามัญชนคนธรรมดาจำนวนมากขึ้นกว่าเดิมก็พร้อมที่จะก้าวออกมาเสมอ แหล่งข่าวแต่ละแห่งก็เริ่มที่จะอิงข้อมูลจากคลิปวีดีโอและรูปภาพที่พวกเขาแชร์ลงสื่อโซเชียลมีเดียกันมากขึ้น

 

ไนจีเรีย

‘ใช้โซเชียลมีเดียเปิดโปงความรุนแรงของตำรวจ และระดมทุนเพื่อสนับสนุนผู้ร่วมประท้วง’

ความรุนแรงที่กระทำโดยตำรวจเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในไนจีเรียมาเนิ่นนานแล้วตราบเท่าที่ฉันจำความได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดฉากยิงจากตำรวจ หรือการที่ตำรวจกระทำอันตรายต่อพลเมืองที่ด่านตรวจ

ภายหลังจากที่มีการเปิดโปงเมื่อไม่นานมานี้เกี่ยวกับการคุกคามข่มขวัญที่กระทำโดยหน่วยตำรวจที่มีชื่อเสียงในทางที่ไม่ดีของประเทศที่ถูกเรียกว่า กองกำลังพิเศษเพื่อต่อต้านการปล้นสะดม (Special Anti-Robbery Squad) หรือ ‘SARS’ ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคนส่วนมากของประเทศ ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา การประท้วงต่อต้าน SARS และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่จึงปะทุขึ้นและแผ่ขยายวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ

การประท้วงที่ประกอบด้วยการใช้แฮชแท็ก #EndSARS จึงกลายมาเป็นฉากของการใช้ความรุนแรงโดยรัฐในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ในวันที่ 20 ตุลาคม กลุ่มผู้ประท้วงวัยหนุ่มสาวที่นั่งอยู่ที่ประตูเก็บค่าผ่านทาง “Lekki” ถูกสังหารหมู่อย่างโหดเหี้ยม ณ ห้วงขณะที่ยานพาหนะของกองทัพได้ปิดทางออกทั้งสองทางของสถานที่ดังกล่าวและเริ่มระดมยิง ในวันถัดมาประชาชนมากกว่า 100 คนถูกสังหารในลากอส (Lagos) และในหลายๆ รัฐทั่วประเทศ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ดาหน้าออกมาปฏิเสธการฆาตกรรมหมู่ดังกล่าว ความโหดร้ายรุนแรงเหล่านี้นำไปสู่การประท้วงที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในระดับชาติ พร้อมๆ กับที่บ้านและโกดังของนักการเมืองคนสำคัญหลายคนที่กักตุนอุปกรณ์และเครื่องมือรักษาโรคโควิด (COVID-19) เอาไว้ก็ถูกโหมกระหน่ำโจมตีและปล้นชิงโดยบรรดาผู้ประท้วงที่โกรธเกรี้ยว

ource: : techuncode.com

อย่างไรก็ตาม ผู้ประท้วงในไนจีเรียมีสองสิ่งที่สำคัญอยู่กับตัวพวกเขา หนึ่งคือโซเชียลมีเดีย ผู้คนหนุ่มสาวหลักพันใช้สมาร์ทโฟนบันทึกรูปภาพและคลิปวีดีโอการใช้ความรุนแรงและอัปโหลดลงเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และทวิตเตอร์ เพื่อเปิดเผยให้เห็นถึงความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มากไปกว่านั้น คลิปวีดีโอยังเผยให้เห็นความลวงหลอกของรัฐบาลจนถึงขั้นที่ว่าความน่าเชื่อถือของนักการเมืองในไนจีเรียถูกทำลายไปจนหมดสิ้น

เราควรเน้นย้ำถึงบทบาทของผู้หญิงในการรักษาไว้ซึ่งกระแสของขบวนการประท้วงเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวร่วมสตรีนิยม (The Feminist Coalition)  ซึ่งมีฐานยึดโยงกันในระดับนานาชาติ แนวร่วมนี้ระดมทุนได้มากกว่าหลักแสนดอลลาร์ในการสนับสนุนมวลชน รวมไปถึงเรื่องอาหารและค่าใช้จ่ายทางกฎหมายสำหรับช่วยเหลือผู้ที่ถูกจับกุมและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสำหรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ

ตำรวจในไนจีเรียมีความโหดเหี้ยมและเสื่อมทรามมากยิ่งกว่าที่ใดในโลก อย่างไรก็ตาม ที่แห่งนี้มีบทเรียนสำคัญที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในการรักษาไว้ซึ่งขบวนการเคลื่อนไหวได้

 

โคลัมเบีย

‘ใช้ยุทธวิธีอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นชุมนุม การระดมพล การนัดหยุดงาน การเผชิญหน้า การกีดขวาง การปิดทางมอร์เตอร์เวย์’

เมื่อไม่นานมานี้ โคลัมเบียได้ประสบพบพานกับการที่ชีวิตสาธารณะซึ่งเข้าสู่สภาวะพร้อมรบสงครามและมีการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างรัฐในการปิดปากผู้เห็นต่าง ศัตรูของนโยบายเหล่านี้คือคนหนุ่มสาวและใครก็ตามที่วิพากษ์วิจารณ์ระบบระเบียบดังกล่าวของรัฐ ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว กองร้อยเคลื่อนที่เพื่อการปราบปรามความไม่สงบเรียบร้อย หรือ ‘the ESMAD’ (Mobile Anti-Disturbances Squadron) จึงถูกจัดตั้งขึ้นเป็นกองกำลังพร้อมรบของรัฐ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการฆาตกรรมหลายกรณีและเรื่องความประพฤติอันมิชอบ กองกำลังดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาความไม่พอใจของสาธารณชน

source: aljazeera.com

ในส่วนของยุทธศาสตร์การต่อต้านความรุนแรงของตำรวจ พวกเรามีสิ่งที่เรียกว่า ‘ศิลป์ของการเคลื่อนไหวแบบหมู่คณะ’ นั่นคือ การชุมนุม การระดมพล การนัดหยุดงานประท้วง และ การเผชิญหน้ากับตำรวจ (tropeles)  การกีดขวางทางจราจร และการปิดถนน

สิ่งที่เราเห็น ณ ตอนนี้ คือการไหลมาบรรจบกันของการประท้วงอันหลากหลายที่มีมาก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงโดยพลเมืองในปี ค.ศ. 1977 หรือการต่อสู้ภายในมหาวิทยาลัยของรัฐ ประสบการณ์เหล่านี้ถูกนำมาใช้ปรับใช้ในการป้องกันและเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับขบวนการเคลื่อนไหว

กลุ่มที่ชื่อว่า ‘โล่น้ำเงิน’ [ los escudos azules (the blue shields) ] ถูกจัดตั้งขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องขบวนการเคลื่อนไหวจากการจู่โจมของตำรวจ 

คนเหล่านี้คือคนหนุ่มสาวที่สวมเสื้อคลุมศีรษะในการป้องกันตัวเอง พวกเขาต้องเผชิญกับความบาดเจ็บที่ดวงตา [อันเป็นผลมาจากแก๊สน้ำตา] ยกตัวอย่างเช่น ทุกวันนี้ผู้ประท้วงจำนวนมากขึ้นหันมาสวมใส่ชุดป้องกัน อีกหนึ่งแง่มุมสำคัญในยุทธศาสตร์ของขบวนการเคลื่อนไหว ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากการต่อต้านของชาวนาและชนพื้นเมืองในโคลัมเบีย คือการมีทีมที่ดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชน ช่องทางการสื่อสาร และสุขภาพร่างกาย

เมื่อประชาชนไม่ได้กลัวการเผชิญหน้ากับตำรวจมากเท่ากับแต่ก่อน ความรุนแรงก็ยิ่งลุกลามบานปลาย บ่อยครั้งผู้ประท้วงปาหินในการประท้วง หลังจากนั้น ESMAD ก็จะเข้าสู่สถานที่เกิดเหตุและเปิดฉากยิงกระสุนที่ประกอบไปด้วยลูกปราย (pellets) และแก้ว (glass) ใส่ผู้คนจนล้มตายไปหลายชีวิต และในบางครั้งผู้ประท้วงก็ปาระเบิดโมโลตอฟ (Molotov bombs) แน่นอนว่ามันเสี่ยงอย่างมาก แต่คุณต้องประเมินความเสี่ยงประกอบกับสิ่งที่คุณกำลังเผชิญหน้าเช่นกัน ในหลายครั้งหลายคราผู้ประท้วงก็จำเป็นต้องมีกลวิธีในการป้องกันตัวเองหากว่าเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงอย่างไม่ยั้งมือ

ผู้หญิง ชีวิต อิสรภาพ: ขบวนการปลดปล่อยผู้หญิงเคอร์ดิสถาน

ผู้หญิง ชีวิต อิสรภาพ: ขบวนการปลดปล่อยผู้หญิงเคอร์ดิสถาน

ผู้เขียน Şervîn Nûdem, Jineolojî Academy 
ผู้แปล Peam Pooyongyut

หมายเหตุ: บทแปลนี้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนก้าวหน้า โดย Common School


ขบวนการปลดปล่อยผู้หญิงเคอร์ดิสถาน

ตั้งแต่ปี 2005 ผู้หญิงจากทั้งสี่ภาคของเคอร์ดิสถานหรือที่รู้จักกันในชื่อผู้หญิงชาวเคิร์ดพลัดถิ่น รวมทั้งผู้หญิงจากประเทศอื่นๆ ได้ร่วมตั้งกันจัดตั้งเป็นพันธมิตรในนาม ชุมชนผู้หญิงแห่งเคอร์ดิสถาน (KJK) KJK ตั้งกลุ่มขึ้นมามากมายเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของสถานที่แต่ละแห่ง แต่พวกเขามีเป้าหมายร่วมกันก็คือการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่มีฐานมาจากหลักการที่ยึดเอาคุณค่าความเสมอภาคของผู้หญิงเป็นหลัก โดยที่หลักการดังกล่าวจะต้องตอบสนองความต้องการของกลุ่มสังคมและชาติพันธุ์ทุกกลุ่ม โดยใช้แนวทางแนวทางแบบรากหญ้าในการตั้งคอมมูน สภา สถานศึกษา และสหกรณ์ที่ดำเนินการโดยผู้หญิง เพื่อเป็นทางเลือกในการจัดการชีวิตของคนในสังคม KJK มีบทบาทในทุกมิติ ตั้งแต่เรื่องการเมืองไปจนถึงวาระทางสังคม ตั้งแต่นิเวศวิทยาและเศรษฐกิจชุมชนไปจนถึงสาธารณสุข ตั้งแต่การศึกษาและงานด้านสื่อไปจนถึงวัฒนธรรมและศิลปะ ตั้งแต่การจัดโครงสร้างไปจนถึงการบริหารส่วนท้องถิ่น ความยุติธรรมต่อผู้หญิง และการทูต ส่วนกองกำลังป้องกันตนเองโดยผู้หญิงนั้นถูกจัดตั้งขึ้นในหลายๆ รูปแบบซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละภูมิภาค

ในปี 2011 มีการก่อตั้ง Jineolojî ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาทางเลือกของผู้หญิง สถาบันแห่งนี้เป็นเหมือนศูนย์วิจัยและพูดคุยเกี่ยวกับความท้าทายสำหรับการปฏิวัติโดยผู้หญิง อีกทั้งยังช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสังคมประชาาธิปไตย ความคิดในเชิงนิเวศวิทยา และการปลดแอกผู้หญิง

ในขณะที่เหล่าผู้หญิงชาวเคิร์ดกำลังต่อสู้กับเผด็จการฟาสซิสต์และความรุนแรงต่อผู้หญิงมาอย่างต่อเนื่อง พวกเธอก็ยังคงเคลื่อนไหวอย่างเป็นอิสระไปพร้อมๆ กับการเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการปลดปล่อยชาวเคิร์ดด้วย

นับตั้งแต่มีการก่อตั้งพรรคการเมืองที่สนับสนุนชาวเคิร์ดขึ้นในประเทศตุรกีเมื่อปี 1991 หญิงชาวเคิร์ดจำนวนมากได้รับเลือกตั้งให้เป็นนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาจากการลงคะแนนโหวตของชาวเคิร์ดและกลุ่มหัวก้าวหน้าในตุรกี ในปี 2014 มีการบังคับใช้ระบบสภาที่เน้นความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งแนวปฏิบัตินี้ถูกนำไปใช้กับทุกเทศบาลที่ดำเนินการโดยพรรคประชาธิปไตยประชาชน (People’s Democracy Party หรือ HDP) โดยทั่วไปแล้วเผด็จการจากพรรค AK มักจะเล่นงานผู้หญิงไม่ให้พวกเธอมีบทบาทในทางประชาธิปไตย ทั้งนักกิจกรรม นายกเทศมนตรี และผู้แทนหญิงชาวเคิร์ดหลายพันคนถูกห้ามไม่ให้แสดงบทบาททางการเมือง และกลุ่มเคลื่อนไหวและองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับผู้หญิงหลายร้อยกลุ่มก็ถูกแบน แต่ถึงอย่างนั้นขบวนการผู้หญิงชาวเคิร์ดก็ยังคงมองว่าสิ่งที่พวกเธอประสบและถูกกระทำจะนำไปสู่การต่อสู่ในอนาคต

ถึงแม้จะต้องพบเจอกับการกดปราบและการลงโทษอย่างรุนแรงจากรัฐ และมักจะถูกเพิกเฉยจากสายตาชาวโลก แต่ชุมชนปลดปล่อยผู้หญิงแห่งเคอร์ดิสถานตะวันออก (KJAR) ในอิหร่าน ก็ยังคงจัดตั้งและให้ความรู้กับผู้หญิงมาอย่างต่อเนื่องแบบลับๆ หญิงชาวเคิร์ดที่อาศัยอยู่ในอิหร่านและเคอร์ดิสถานตะวันออกกำลังรณรงค์อย่างแข็งขันเพื่อต่อต้านโทษประหารชีวิต การปาหิน และการกดขี่ทางเพศและเชื้อชาติ

หลังจากการเข้ามาแทรกแซงของกองกำลังทหารในอิรักเมื่อปี 2003 ดินแดนทางใต้ของเคอร์ดิสถานก็เป็นอิสระทันที ในขณะที่ผู้หญิงบางส่วนมีบทบาทในพรรคการเมือง แต่ขบวนการเคลื่อนไหวแบบรากหญ้าเพื่อปลดปล่อยผู้หญิงกลับไม่ได้มีการพัฒนาเท่าที่ควร นับตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา กลุ่มผู้หญิงเพื่อการแสวงหาเสรีภาพแห่งเคอร์ดิสถาน (RJAK) ได้เคลื่อนไหวจัดตั้งสมาคมและสถานศึกษาเพื่อผู้หญิง มีจุดประสงค์เพื่อให้การศึกษาและรณรงค์ให้ผู้หญิงมีอำนาจต่อรองมากขึ้นทั้งในด้านสังคมและการเมือง

ในส่วนขององค์กรเพื่อผู้หญิงชาวเคิร์ดพลัดถิ่นที่ดำเนินการอยู่ในยุโรปนั้นก่อตั้งขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980-1990 ทำให้ขบวนการปลดปล่อยเคอร์ดิสถานและขบวนการผู้หญิงชาวเคิร์ดเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก พวกเขาคอยเชื่อมต่อกับขบวนการเพื่อการปลดปล่อยอื่นๆ ในการสร้างเครือข่ายที่จะคอยร่วมมือและเป็นพันธมิตรต่อกัน อีกทั้งยังช่วยเหลือการต่อสู้ในประเทศบ้านเกิดไปพร้อมๆ กับการสู้เพื่อสิทธิของผู้หญิงชาวเคิร์ดพลัดถิ่น แต่ถึงอย่างนั้นยุโรปก็ไม่ใช่ที่ปลอดภัยสำหรับพวกเธอ เพราะเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2013 Sakine Cansız ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งขบวนการผู้หญิงชาวเคิร์ดได้ถูกลอบสังหารในปารีสโดยฝีมือของหน่วยข่าวกรองตุรกี ซึ่งสหายของเธอสองคน Fidan Dogan และ Leyla Şaylemez ก็ถูกสังหารด้วย แต่ขบวนการผู้หญิงชาวเคิร์ดก็ยังคงเคลื่อนไหวต่อไป โดยในปี 2014 ก็มีการก่อตั้งขบวนการย่อยในยุโรปเพิ่มขึ้นมา (TJK-E)

การปฏิวัติโรจาวาทำให้ขบวนการผู้หญิงชาวเคิร์ดเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ปี 2011 เกิดเหตุการณ์อาหรับสปริง ทำให้ชาวเคิร์ดในเคอร์ดิสถานตะวันตก (หรือที่รู้จักกันในชื่อโรจาวา) ได้เริ่มต้นจัดตั้งการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบจัดการตนเองขึ้นมา หน่วยป้องกันตนเองของผู้หญิงในโรจาวา (YPL) ได้รับความสนใจจากชาวโลกเนื่องจากความมุ่งมั่นในการต่อสู้กับรัฐอิสลามของพวกเธอ ผู้หญิงมีบทบาทอย่างมากในการต่อสู้ ทั้งในส่วนของการบัญชาการไปจนถึงแนวหน้า เช่นในเหตุการณ์การปลดแอกที่ Kobanê เมื่อปี 2015 การต่อต้านการยึดครองเมือง Efrin ของตุรกีในปี 2018 เมือง Serekaniye และ Giresipî ในปี 2019 ความเสียสละของหน่วย YPL นั้นเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการต่อสู้ที่มีผู้หญิงเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งจะเห็นได้จากนักปฏิวัติหญิงอย่าง Arîn Mirkan และ  Avesta Xabur ส่วนนักปฏิวัติหญิงจากทั่วโลกเช่น Ivana Hoffmann จากเยอรมนี Alina  Sanchez จากอาร์เจนติน่า และ Anna Campbell จากอังกฤษก็ล้วนเข้าร่วมกับผู้หญิงในโรจาวา สภา คอมมูน และองค์กรของผู้หญิงคือหัวใจสำคัญสำหรับชีวิตในโรจาวา เรามี Kongra Star ซึ่งเป็นเหมือนองค์กรสำหรับผู้หญิงที่มาจากทั่วโลก ต่างเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม

Kongra Star นั้นดำเนินการในหลายภาคส่วน ทั้งการมอบอำนาจในการบริหารจัดการ ให้การศึกษา ระดมกำลังคนในลักษณะของการปกครองตนเอง ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการปฏิวัติโรจาวานั้นเป็นการปฏิวัติของผู้หญิงโดยแท้จริง ส่งผลให้ระบบที่มอบความเป็นอิสระให้กับผู้หญิงนั้นถูกพัฒนาในหลายๆ มิติ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง พันธมิตรทางประชาธิปไตยและความสัมพันธ์ทางการทูต งานด้านสังคม สาธารณสุข การศึกษา ความยุติธรรม การป้องกันตนเอง การใช้สื่อ การจัดการแบบเทศบาลและระบบนิเวศ ไปจนถึงเรื่องศิลปะและวัฒนธรรม  ผู้หญิงนับหมื่นๆ คนที่เคยถูกกักขังอยู่ในสถานะของแม่ที่ต้องเลี้ยงดูลูกและแม่บ้านที่ต้องคอยรับใช้สามีกำลังทวงสิทธิ์ของพวกเธอคืนมา และเข้าร่วมกับองค์กรและชุมชนที่ให้ความสำคัญกับผู้หญิง ผู้หญิงจำนวนมากอธิบายชีวิตที่เปลี่ยนแปลงหลังจากการเข้าร่วมการปปฏิวัติว่า “มันต่างกันราวกับกลางคืนและกลางวัน” และ “เหมือนเริ่มบทใหม่ของชีวิต”

“กฎหมายสตรี” ในซีเรียเหนือและใต้นั้นให้ความสำคัญกับอิสระและความเท่าเทียมของผู้หญิง กฎหมายนี้ห้ามไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติและใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงในครอบครัวและในความสัมพันธ์ ตัวอย่างเช่น ธรรมเนียมแบบชายเป็นใหญ่ที่อนุญาตให้ผู้ชายมีภรรยาหลายคน การแต่งงานกับเยาวชนโดยปราศจากความยินยอมก็ถูกห้ามเช่นกัน ทั้งหญิงและชายล้วนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันในเรื่องมรดกและการหย่าร้าง

ระบบการบริหารที่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมทางเพศนั้นถูกนำไปใช้ในทุกระดับของโครงสร้างทางการเมืองและการบริหารของการปกครองตนเองในซีเรียเหนือและตะวันออก ชีวิตทางการเมืองไม่ได้เป็นของผู้ชายอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว

ในประวัติศาสตร์ของขบวนการผู้หญิงชาวเคิร์ด ผู้หญิงหลายหมื่นคนได้อุทิศชีวิตของพวกเธอเพื่อปลดปล่อยจากการถูกกดขี่ทางเพศ ปลดปล่อยแผ่นดินและประชาชนของพวกเธอจากเจ้าอาณานิคม โดยมีเป้าหมายไปสู่การสร้างสังคมเสรี ผู้หญิงหลายพันคนต้องถูกจองจำเป็นเวลาหลายปี กลายเป็นเหยื่อการถูกทรมานและความโหดเหี้ยม หลายคนถูกฆ่าด้วยเหตุผลทางศาสนา ความสำเร็จของโรจาวาจนถึงทุกวันนี้ล้วนแต่เป็นผลของจากการต่อสู้อันยาวนานและยากลำบาก รวมทั้งการเสียสละอันยิ่งใหญ่ของพวกเธอ

เหตุผลที่ผู้หญิงเหล่านี้ยอมเสียสละถึงเพียงนี้ ก็เป็นเพราะว่าพวกเธอเห็นหนทางที่จะเปลี่ยนแปลง ที่จะรักเพื่อนมนุษย์ และเพื่อที่จะแสดงความสง่างามของพวกเธอ ผู้หญิงที่เคยใช้ชีวิตอย่างดิ้นรนในฐานะแม่ นักสู้ และเยาวชนหญิงแห่งโรจาวา กำลังทวงชีวิตและอนาคตของพวกเธอกลับคืนมา ขบวนการผู้หญิงชาวเคิร์ดยังคงยึดมั่นในคำขวัญตั้งแต่วันที่ก่อตั้งโดยไม่เปลี่ยนแปลง “การต่อต้านคือชีวิต เป้าหมายของชีวิตคืออิสรภาพ” หากไร้ซึ่งอิสรภาพของเหล่าสตรีแล้วล่ะก็ ชีวิตที่เสรีก็ไม่มีจริง และจะยังคงมีเสียงร่ำไห้จากขบวนการผู้หญิงชาวเคิร์ดที่ดังกึกก้องไปทั่วโลก ว่า “ผู้หญิง! ชีวิต! อิสรภาพ!” (Jin! Jiyan! Azadi!)


รายชื่อบางส่วนของนักปฏิวัติหญิงที่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ของขบวนการผู้หญิงชาวเคิร์ด

  • Zeynep Kınacı (Zilan) carried out a self sacrifice attack during a parade of the Turkish  army on 30.06.1996 in Dersim 
  • Sakine Cansız (Sara) was assassinated on 09.01.2013 in Paris by the Turkish intelligence  service MIT 
  • Binevş Agal (Bêrîvan) lost her life in a fight with the Turkish army on 16.01.1989 in Cizîre  Botan 
  • Zekiye Alkan set herself on fire on 31.03.1990 in Amed to protest against Turkish state  oppression 
  • Gülnaz Karataş (Bêrîtan) threw herself off a rock hillside in order to not to get captured  after intense fightings with Turkish army and collaborating KDP Peshmergas on 25.10.1992 in Xakurke / South Kurdistan 
  • Sanem Bertan (Canda, Turkish internationalist) lost her live in resistance against Turkish  invasion in the Zap region of South Kurdistan on 5.10.1997 
  • Sema Yüce (Serhildan) set herself on fire in a prison cell on 21.03.1998 at Çanakkale  Prison in Turkey 
  • Nermîn Akkuş (Hêlîn, Circassian internationalist) fell in resistance against joint operation  of KDP and Turkey in the region Garê of South Kurdistan on 13.10.1998 
  • Andrea Wolf (Ronahi, internationalist from Germany) captured and executed by the Turkish  soldiers during fightings in Catak / North Kurdistan on 23.10.1998 
  • Fatma Özen (Rojbîn, Arab internationalist) sacrificed her life in an attack against a Turkish military station on 20.11.1998 in Gever / North Kurdistan 
  • Uta Schneiderbanger (Nûdem, internationalist from Germany) and Ekin Ceren Doruak  (Amara, internationalist from Turkey) lost their lives in car accident on 30.05.2005 in  Qendil mountains 
  • Leyla Wali Hasan (Viyan Soran) set herself on fire on 01.02.2006 in Haftanin region / South Kurdistan to protest of total isolation of Abdullah Ocalan 
  • Şirin Elemhûlî (from East Kurdistan) was executed by the Iranian regime on 09.05.2010 in  Evin prison of Theran 
  • Dilar Gencxemîs (Arîn Mîrkan; from Rojava) sacrificed her life on 05.10.2014 in the  resistance of Kobane against ISIS attacks 
  • Seve Demir (Member of the DBP Council), Fatma Uyar (Member of KJA) and Pakize Nayır (Co-chair of People’s Council of Silopi) were executed by Turkish state forces 4.10.2016 in  Silopi / North Kurdistan 
  • Zalûx Hemo (Avesta Xabûr) sacrificed her life on 27.01. 2018 in resistance against Turkish  occupation of Efrîn / Rojava 
  • Anna Campbell (Hêlin, internationalist from Britain) lost her life on 15.03.2018 in Turkish  army’s air-strikes on Efrîn / Rojava
  • Alina Sanches (Lêgerîn, internationalist from Argentine) lost her life in an car accident on  17.03.2018 in Rojava while carrying out her revolutionary duties 
  • Sarah Handelmann (Dorşîn, internationalist from Germany), fell in Turkish air strike at  Qandil region on 07.04.2019 
  • Hevrin Xelef (Secretary-General of the Syrian Future Party) was executed on 12.10.2019 in  Rojava by the jihadist groups related to Turkish occupation forces
ผู้หญิงกับอนาธิปไตย

ผู้หญิงกับอนาธิปไตย

แปลจาก Women and Anarchism
ผู้แปล Peam Pooyongyut
บรรณาธิการ Editorial Team


 

ผู้หญิงกับอนาธิปไตย (Women and Anarchism)

[เรา] เหล่าสตรีจำต้องฉกฉวยที่ทางของเรามาอย่างเรียบง่ายโดยมิต้องอ้อนวอน
ลูอิส มิเชล

เป็นอันชัดเจนว่าลัทธิอนาธิปไตยนั้นไปได้ดีกับการปลดแอกผู้หญิง อนาธิปไตยประกาศตนว่าต่อต้านลำดับชั้นทุกรูปแบบ ซึ่งนั่นรวมถึงการกดขี่ผู้หญิงด้วย

มิคาเอล บาคูนิน (Michael Bakunin) นักอนาธิปไตยคนสำคัญเคยกล่าวไว้ว่า “เหล่าสตรีที่ถูกกดขี่! พึงระลึกไว้ว่าท่านมีเป้าหมายร่วมกันกับเหล่ากรรมกรนั่นแหละ ไม่ว่าจะชายหรือหญิงก็ล้วนแต่ต้องสู้ด้วยหลักการเดียวกัน” ดังนั้นการเรียกร้องให้เกิดการปลดปล่อยผู้หญิงก็ถูกผนวกรวมอยู่ในแผนการเคลื่อนไหวของบาคูนินและมิตรสหายของเขาในช่วงทศวรรษ 1860 ถึง 1870 ด้วย ตัวอย่างเช่นในเอกสาร หลักการและองค์กรแห่งคณะภราดรภาพสากล (Principles and Organisation of the International Brotherhood 1866) ที่เขียนเอาไว้ว่า

“ผู้หญิงแตกต่างจากผู้ชายแต่ก็ไม่ได้ด้อยกว่า พวกเธอมีปัญญา ความอุตสาหะ และเสรีภาพเช่นเดียวกันกับผู้ชาย มีความเท่าเทียมทั้งในด้านสิทธิทางสังคมการเมืองและหน้าที่ทางสังคม (ของทั้งสองเพศ – ผู้แปล)” เขายังกล่าวต่ออีกว่า “แต่ในทางกฎหมายแล้ว แม้แต่ผู้หญิงที่มีการศึกษาที่สุด ฉลาดที่สุด ก็ยังด้อยกว่าผู้ชายที่แสนโง่เขลาเสียอีก”

ข้อถกเถียงของบาคูนินที่มีต่อเสรีทางเพศของสตรีแสดงให้เห็นว่ากฎหมายทำให้ผู้หญิงกลายเป็น “ผู้อยู่ใต้การปกครองของเพศชายโดยสัมบูรณ์”1อ้างจาก Sam Dolgoff, Bakunin on Anarchism (1980) อย่างไรก็ตาม บาคูนินก็ยังมีความคิดที่ล้าหลังไม่ต่างจากคนอื่นๆ เช่นในงานเลี้ยงอาหารเย็นที่เมืองซูริค เขาสังเกตเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังดื่มไวน์ และแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยที่ผู้หญิงจะดื่มของมึนเมา การถกเถียงเรื่องสิทธิของสตรีที่ตามมาในภายหลังก็ยังชัดเจนอยู่ว่าบาคูนินไม่ชอบใจนักเวลาที่เขาเห็นผู้หญิงสูบบุหรี่หรือดื่มเหล้า! มันจึงทำให้เราเห็นภาพของการปะทะกันระหว่างทฤษฎีของการปลดแอกกับความคิดอันโบราณคร่ำครึที่ยึดโยงกับธรรมเนียมและการเหมารวม โชคยังดีที่เหล่าผู้หญิงในแวดวงปัญญาชนรัสเซียได้ออกมาเคลื่อนไหวและผลักดันประเด็นดังกล่าวในขบวนการการปฏิวัติ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นผู้บุกเบิกแผ้วทางให้เกิดการปลดแอกขึ้น

ในขณะที่อย่างน้อยบาคูนินก็เป็นผู้หนึ่งที่มีทฤษฎีและแนวคิดไปในทางก้าวหน้าเกี่ยวกับการปลดแอกสตรี แต่นักคิดชาวฝรั่งเศสรุ่นก่อนเขาอย่าง ปิแอร์-โจเซฟ พรูดอง (Pierre-Joseph Proudhon) กลับเห็นแย้งอย่างหัวชนฝาต่อมุมมองในเรื่องนี้

อัจริยภาพคือจิตวิญญาณที่สมความเป็นชายและการประกอบเข้าด้วยกันของอำนาจเชิงนามธรรม หลักเกณฑ์ ความสร้างสรรค์ และความเข้าใจต่อเรื่องต่างๆ ซึ่งถ้าเทียบกันแล้ว พวกเด็ก พวกขันที (ในที่นี้พรูดองอาจจะหมายถึงชายที่ไม่สมชาย – ผู้แปล) และผู้หญิงไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย

ในทัศนะของพรูดอง ผู้หญิงถูกธรรมชาติสร้างมาเพื่อเป็นกลไกในการสืบเผ่าพันธ์ุเพียงเท่านั้น และในเชิงกายภาพพวกเธอก็ย่อมด้อยกว่าผู้ชาย พรูดองสนับสนุนข้อเสนอของตัวเองด้วยทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์แบบปลอมๆ นอกเหนือจากหน้าที่ในการสืบเผ่าพันธ์ุแล้ว ผู้หญิงก็ไม่มีเหตุผลอะไรในการดำรงอยู่และเอาแต่ผลาญเงินผู้ชาย ผู้หญิงมีบทบาทเพียงแค่ 2 อย่างเท่านั้นคือ “แม่บ้านหรือโสเภณี” เขายังกล่าวต่อไปว่า การฆ่าภรรยานั้นเป็นเรื่องสมควรแล้วในกรณีที่พวกเธอ “มีชู้ โอหัง กระด้างกระเดื่อง ขี้เมาเสเพล สุรุ่ยสุร่ายหรือขี้ขโมย และขัดขืนดื้อดึง” พรูดองมัดรวมคำด่าทอเหล่านี้เอาไว้ด้วยคำพูดอันยืดยาว เป็นการต่อต้านพวกมักมากในกามและพวกเพศที่สาม2อ้างจาก Pierre-Joseph Proudhon, La justice dans la révolution et dans l’église (1858)

Pierre-Joseph Proudhon and his children in 1853

มุมมองต่อผู้หญิงของพรูดองถูกท้าทายอย่างรุนแรงจาก จูเลียต แลมเบิร์ต (Juliette Lambert (Adam)) ซึ่งเธอได้โต้ตอบเอาไว้ใน ต่อต้านแนวคิดเรื่องสตรี ความรัก, และการแต่งงาน ของลัทธิพรูดอง (Anti- Proudhonist ideas on Woman , Love and Marriage, 1858) เธอวิพากษ์อย่างรุนแรงในหนังสือของเธอว่า “ผู้ชายอย่างพรูดองนั้นอยากให้พวกเรากลับไปสู่สังคมชายเป็นใหญ่โดยการกักขังผู้หญิงเอาไว้แต่ในครอบครัว” ส่วนงานของ เจนนี เดรีกูรท์ (Jenny d’Héricourt) ได้กล่าวเกี่ยวกับมุมมองที่พรูดองมีต่อผู้หญิงไว้ว่า “พรูดอง: ผู้หญิงเป็นพวกไร้ค่าแบบที่ไม่อาจเยียวยาได้ ซึ่งสมควรจะหุบปากเงียบๆ อยู่ใน Gynaeceum (γυναικεῖον) และรีดนมวัวไปวันๆ”3อ้างจาก Jenny d’Héricourt,  La Femme Affranchie (1860) – Gynaeceum คือพื้นที่ของผู้หญิงในสมัยกรีก มักจะแบ่งสัดส่วนออกไปให้อยู่ห่างไกลตัวบ้าน และเป็นที่รวมตัวกันของผู้หญิงในเวลากลางวัน พื้นที่ลักษณะนี้ยังปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมอินเดีย และศาสนาอิสลามด้วย นอกจากนี้ โจเซฟ เดฌากค์ (Joseph Déjacque) นักปฏิวัติผู้มีความคิดก้าวหน้ากว่าพรูดองหลายขุมก็ได้ให้ข้อสังเกตไว้ในปี 1882 ว่า

“เป็นไปได้หรือ ท่านนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ ที่เราจะได้พบเจอแต่ความโง่เขลาที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้หนังสิงโตของท่าน […] คุณพ่อพรูดองครับ ผมพูดได้ใช่ไหม [พูดได้ไหมคะพี่จี้… -บก.] เวลาที่ท่านพูดถึงผู้หญิงทีไร เหมือนกับท่านกลายเป็นพวกเด็กนักเรียนที่เอาแต่โวยวายด้วยเสียงแหลมๆ พูดเรื่อยเปื่อยและมีแต่ความโอหัง ทำตัวรู้ดี เหมือนกับที่ชอบทำกับพวกสาวกวัยละอ่อนที่นิยมชมชอบในตัวท่าน คนอย่างท่านไม่รู้จักในสิ่งที่ตัวเองกำลังกล่าวถึงด้วยซ้ำ […] ฟังนะครับท่านพรูดอง! ก่อนที่ท่านจะพูดเกี่ยวกับผู้หญิง ท่านควรจะเรียนรู้เกี่ยวกับพวกเธอเสียก่อน ไปโรงเรียนซะ หยุดเรียกตัวเองว่าเป็นนักอนาธิปไตย หรือไม่ก็ทำตัวให้สมกับการเป็นนักอนาธิปไตยหน่อย ถ้าท่านอยากจะพูดให้เราฟังเกี่ยวกับความไม่รู้และความรู้ พระเจ้าที่ชั่วช้า ทรัพย์สินคือการปล้น ท่านก็พูดมาเถิด แต่เวลาพูดถึงผู้ชาย ท่านช่วยเลิกยกยอให้พวกเขาเป็นพวกเทพบุตรผู้มีอำนาจเหลือล้นเสียที เพราะผมจะกล่าวตอบท่านว่า ผู้ชายนี่แหละที่ชั่วร้าย ความฉลาดเฉลียวมิใช่คุณสมบัติของพวกเขา แต่เป็นสิทธิ์ในการเอาชนะ ความรักที่ผูกติดกับเรื่องเงินทอง การขูดรีดทุนที่มาจากผู้หญิงเพียงฝ่ายเดียว รวมทั้งผลผลิตที่มาจากจิตวิญญาณของพวกเธอ อย่าอาจหาญที่จะกล่าวว่าพวกผู้ชายมีคุณสมบัติที่ได้มาจากผู้อื่น ไม่เช่นนั้นผมก็คงบอกท่านได้คำเดียวว่า ‘[การครอบครอง]ทรัพย์สินคือการปล้น’ […] ท่านครับ จงทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามเถอะ นั่นคือการส่งเสียงเพื่อต่อต้านการกดขี่ผู้หญิงโดยพวกผู้ชาย”

ในเวลาต่อมา นักอนาธิปไตย เอลีซี เรกลูส์ (Elisée Reclus) ก็ยังพูดอย่างไม่พอใจเกี่ยวกับพรูดองว่า

“…คำพูดเกี่ยวกับผู้หญิงของเขานั้นยังคงเป็นเรื่องที่หนักหนาที่สุดสำหรับพวกเรา”4คำพูดนี้ของเรกลูส์สามารถตีความได้ว่า ในฐานะที่พรูดองเป็นนักอนาธิปไตยผู้มีชื่อเสียง และเป็นคนแรกที่กล่าวว่าตนเองเป็นนักอนาธิปไตย แต่ความคิดหลายๆ อย่างของเขานั้นดูไม่ก้าวหน้าเอาเสียเลย นี่จึงเป็นเหตุที่ทำให้ผู้อื่นอ้างความคิดแย่ๆ ของพรูดองมาครหาขบวนการอนาธิปไตยในภายหลังได้ และส่งผลให้เกิดภาวะอิหลักอิเหลื่อในความคิดและตัวตนของพรูดองด้วย

เป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าผู้หญิงเข้าร่วมกับขบวนการอนาธิปไตยเพราะพวกเธอถูกดึงดูดด้วยความคิดใหม่ๆ ในการปลดแอกเพื่อเสรีภาพและความเท่าเทียม แต่ในทุกๆ ขบวนการ พวกเธอกลับถูกบังคับให้ต้องต่อสู้กับทัศนคติหัวโบราณและมีแต่ความเอนเอียงของมิตรสหายเพศชาย แต่กระนั้นพวกเธอก็ยังไม่ยอมแพ้ เมื่อเราพูดถึงนักอนาธิปไตยสตรี ชื่อของ เอมมา โกลด์แมน (Emma Goldman), โวลแทร์รีน เดอ เคลย์ (Voltairine de Cleyre), ลูอิส มิเชล (Louise Michel), และลูซี่ พาร์สัน (Lucy Parsons) มักจะเป็นรายชื่อแรกๆ ที่เรานึกถึง แต่ยังมีนักอนาธิปไตยหญิงอีกหลายคนที่มีความมุ่งมั่น อุทิศตนและกล้าหาญไม่แพ้กัน หนังสือเล่มเล็กๆ เล่มนี้ต้องการแสดงให้เห็นถึงชีวิตของพวกเธอเหล่านั้นที่มักไม่เป็นที่รู้จักเท่าใดนัก5เนื่องจากบทความแปลนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ Revolutionary Women ซึ่งรวบรวมประวัตินักอนาธิปไตยหญิงที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเอาไว้ด้วยกัน ทั้งนี้ก็เพื่อให้พวกเธอมีที่ทางในประวัติศาสตร์มากขึ้น (เหตุผลว่าทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงไม่มีประวัติของ เอมมา โกลด์แมน ก็เพราะเธอมักถูกพูดถึงในที่อื่นๆ เป็นประจำอยู่แล้ว)

ลูอิส มิเชล นักอนาธิปไตยสตรีและสมาชิกปารีสคอมมูนชาวฝรั่งเศสผู้ยิ่งใหญ่เคยกล่าวเอาไว้ว่า

สิ่งแรกที่ต้องเปลี่ยนแปลงก็คือความสัมพันธ์ระหว่างเพศ มนุษย์มีสองส่วนคือผู้ชายกับผู้หญิงและเราควรจะเดินเคียงข้างกันไป แต่เรากลับเป็นปรปักษ์กัน มันจะเป็นเช่นนี้ตราบนานเท่านาน ถ้าฝ่ายที่คิดว่าตนเอง ‘แข็งแกร่ง’ กว่ายังพยายามควบคุมฝ่ายที่พวกเขาคิดว่า ‘อ่อนแอ’ กว่า6อ้างจาก Louise Michel, Red Virgin: Memoirs Of Louise Michel (2003)

ในขณะที่ความเข้าใจเรื่องเพศในยุคสมัยใหม่นั้นขัดแย้งกับการแบ่งเพศออกเป็น 2 เพศหลักๆ แต่หัวใจสำคัญของความคิดนี้ ที่ว่าเราต้องต่อสู้กับระบบที่กดขี่ผู้อื่นโดยใช้เพศสภาพเป็นตัวตั้งนั้นยังคงเป็นจริงอยู่

เมื่อผู้หญิงในขบวนการอนาธิปไตยเริ่มจัดตั้งตนเองอย่างอิสระมากขึ้น เช่น ในอาร์เจนตินาและสเปน พวกเธอต้องประสบกับการคัดค้านจากพรรคพวกบางคนที่เป็นผู้ชาย ในอาร์เจนตินา นักอนาธิปไตยหญิงได้จัดตั้งหนังสือพิมพ์ ‘เสียงของผู้หญิง’ (La Voz de la Mujer) เพื่ออ้างอิงถึงถ้อยคำ ‘ไร้พระเจ้า ไร้นาย ไร้สามี’ (No God, No Boss, No Husband)7ไร้พระเจ้า ไร้นาย (No Gods, No Masters) เป็นคำขวัญของลัทธิอนาธิปไตยที่แสดงให้เห็นถึงการไม่ยอมตกอยู่ภายใต้อำนาจใดๆ ดังนั้นนักอนาธิปไตยสตรีกลุ่มนี้จึงเอามาเพิ่มเติมว่า ‘ไร้สามี’ เพื่อต่อต้านอำนาจของผู้ชาย หนังสือพิมพ์ฉบับนี้อธิบายตนเองว่า “ทุ่มเทให้กับความก้าวหน้าของอนาธิปไตยคอมมิวนิสต์” หัวข้อหลักของมันคือการพูดถึงการกดขี่ผู้หญิงในหลายๆ ลักษณะ บรรณาธิการได้เสริมว่า “เราเชื่อว่าในสังคมทุกวันนี้ไม่มีใครหรือสิ่งใดที่จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าอนาถใจมากไปกว่าเหล่าสตรีอีกแล้ว” พวกเธอยังกล่าวต่อไปอีก “ผู้หญิงถูกกดขี่ซ้ำสองทั้งจากสังคมกระฎุมพี และจากพวกผู้ชาย” ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับการตอบรับอย่างแรงกล้าโดยบางส่วนของขบวนการเคลื่อนไหวในอาร์เจนตินา  อย่างไรก็ตาม มีบทความหนึ่งใน ‘La Voz de La Mujer’ ที่ออกความเห็นอย่างดุเดือดเอาไว้ด้วยเช่นกัน

 

“เมื่อผู้หญิงที่โง่เขลาเบาปัญญาและไม่เป็นที่ยอมรับอย่างพวกเราหันมาเริ่มต้นตีพิมพ์เผยแพร่ La Voz de la Mujer แน่ล่ะ อย่างไรเราก็รู้ก่อนอยู่แล้วว่า โอ้ อันธพาลพวกนี้จะตอบรับความคิดริเริ่มของพวกเราด้วยปรัชญาทื่อๆ ล้าสมัยของพวกเอ็งเท่านั้นแหละ เอาอย่างนี้ พวกท่านควรตระหนักเสียทีว่าพวกเรา หญิงโง่ ก็มีความสร้างสรรค์เหมือนกัน และมันคือผลผลิตของความคิด ท่านรู้ไหม เรายังนึกต่อไปอีกด้วยว่า เมื่อหนังสือพิมพ์ฉบับแรกของเราเผยแพร่ออกไป จะต้องมีพวกปากหมาออกมาสาดน้ำลายกันยกใหญ่อย่างแน่นอน ‘ปลดแอกผู้หญิงหรือ เพื่ออะไรกัน’ ‘ปลดแอกผู้หญิงหรือ ไม่มีทาง!’ … ‘ให้การปลดแอกของพวกฉันมาถึงเสียก่อน เมื่อผู้ชายถูกปลดปล่อยและมีเสรีภาพแล้ว ค่อยไปว่ากันเรื่องผู้หญิงนะ’

Mujeres Libres

Mujeres Libres

การปรากฏขึ้นขององค์กรอิสระนิยมสตรี Mujeres Libres ในช่วงการปฏิวัติและสงครามกลางเมืองสเปน ก็ทำให้เกิดข้อถกเถียงที่คล้ายคลึงกัน อย่างที่ มาร์ธา เอ. เอคเคลส์เบิร์ก (Martha A. Ackelsberg) ได้หมายเหตุเอาไว้ในบทความ ‘แบ่งแยกและเท่าเทียม: Mujeres Libres กับยุทธวิธีแนวอนาธิปไตยสำหรับการปลดแอกสตรี’ (Separate and equal: Mujeres Libres and anarchist strategy for women’s emancipation) ว่า

“ในขณะที่ให้คำมั่นสัญญาในการสร้างสังคมที่เท่าเทียม นักอนาธิปไตยสเปนยังคงแสดงให้เห็นถึงทัศนคติอันซับซ้อนต่อการตกเป็นรองของผู้หญิง บางคนให้เหตุผลว่าการที่ผู้หญิงตกอยู่ใต้บัญชา (ของผู้ชาย – ผู้แปล) นั้นมีต้นกำเนิดมาจากการแบ่งงานกันทำโดยใช้เพศเป็นตัวกำหนด จาก “การอยู่แต่ในบ้าน” ของผู้หญิง และจากการที่พวกเธอถูกกีดกันออกจากการทำงานที่ได้รับค่าจ้าง เพื่อที่จะก้าวผ่านตรงนี้ไป เหล่าสตรีต้องเข้าสู่การใช้แรงงานในฐานะคนงาน ร่วมกับพวกผู้ชาย และต่อสู้ในสหภาพแรงงานเพื่อยกระดับคนงานทั้งหมด บางคนยืนกรานว่าการตกเป็นรองของผู้หญิงนั้นเป็นผลมาจากปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม ที่สะท้อนให้เห็นถึงการลดคุณค่าผู้หญิงพร้อมทั้งกิจกรรมของพวกเธอให้อยู่เพียงสถาบันบางอย่าง เช่น ครอบครัวและโบสถ์ ถ้าสังคมอนาธิปไตยถูกสถาปนาขึ้นมาได้ การลดทอนคุณค่าเช่นนี้ก็จะสิ้นสุดเสียที รวมถึงสถาบันเหล่านั้นด้วย

แต่การตกเป็นรองของสตรีกลับเป็นเรื่องที่ไม่มีความสำคัญเอาเสียเลยสำหรับนักอนาธิปไตยทั้งมวล พวกเขาส่วนใหญ่มักจะปฏิเสธว่าเรื่องนี้ไม่มีความสลักสำคัญอันใดนัก และมีผู้ชายจำนวนเพียงน้อยนิดที่จะยอมละทิ้งอำนาจเหนือผู้หญิงที่พวกเขาเคยครอบครองมาเนิ่นนาน ดั่งที่เลขาธิการของสหภาพแรงงานแห่งชาติ (Confederación Nacional del Trabajo – CNT) เคยเขียนไว้ในปี 1935 เพื่อตอบกลับชุดบทความในประเด็นเกี่ยวกับสตรีเอาไว้ว่า “เรารู้ว่าการออกคำสั่งนั้นให้ความพึงพอใจมากกว่าการเชื่อฟังคำสั่ง… ไม่ต่างกันเลยระหว่างหญิงกับชาย ผู้ชายรู้สึกพอใจที่มีคนคอยรับใช้ คอยทำอาหารให้กิน คอยซักล้างเสื้อผ้าของเขา… นั่นเป็นความจริง และถ้าพูดกันอย่างตรงไปตรงมาล่ะก็ การร้องของให้เขาละทิ้ง [อภิสิทธิ์ของพวกเขา] เป็นความฝันเฟื่อง”

ทัศนคติของ ซาทูร์นิโน คารอด (Saturnino Carod) ผู้นำกลุ่มนักอนาธิปไตยแนวหน้าแห่งอารากอน (Aragon) ได้รวบยอดมุมมองของเหล่านักอนาธิปไตยชายทั้งหลายที่มีต่อปัญหาการปลดแอกผู้หญิงในสังคมที่ความคิดแบบผู้ชาย และความเหนือกว่าของบุรุษเพศได้ซึมซาบอย่างลงลึก เขาพูดว่า “ จะอย่างไรก็ตาม การถกเถียงเกี่ยวกับการปลดแอกสตรี จำต้องกล่าวถึงบทบาททางสังคมของผู้หญิงด้วย โดยเฉพาะในฐานะมารดา และเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเธอเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับงานที่ต้องใช้กำลังความแข็งแรง มันไม่ถูกต้องที่จะให้หญิงสาวไปทำงานหาเลี้ยงตัวเองเหมือนกับที่ผู้ชายทำ”

ปัจจุบันเรายังคงต้องเผชิญกับปัญหานานาประการที่จะต้องเอาชนะมันไปให้ได้ พวกฝ่ายซ้ายอำนาจนิยมแสดงให้เราเห็นแล้วว่ามันมีวัฒนธรรมการซุกซ่อนปัญหาการข่มขืน และการทารุณสตรีเอาไว้ใต้พรม รวมถึงการไม่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้ามามีตำแหน่งสูงๆ หรือตำแหน่งสำคัญในพรรค เราต้องไม่นิ่งนอนใจแล้วคิดว่าปัญหาเช่นนี้ไม่เกิดกับขบวนการอนาธิปไตย และผู้หญิงไม่ได้ประสบกับปัญหาการถูกคุกคามทางเพศ ไม่ถูกเหยียดหยามจากผู้ชาย ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร และอื่นๆ การที่เราจะสร้างขบวนการอนาธิปไตยที่แท้จริง เราก็ต้องเรียกร้องการปลดแอกสตรีด้วย ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงการพูดเกี่ยวกับระบบการเลี้ยงเด็กแบบส่วนรวม การทำให้สถานเลี้ยงเด็กเป็นสาธารณะ การคุมกำเนิด สิทธิในร่างกายตนเอง สิทธิในการตั้งคำถามเกี่ยวกับงานที่ไม่ได้รับค่าแรง การต่อสู้เพื่อค่าแรงที่เท่าเทียม การปฏิรูปงานบ้าน แต่ว่าเราควรจะตั้งคำถามและยกประเด็นเรื่องการทำให้ผู้หญิงกลายเป็นวัตถุ และการเหมารวมเพศหญิงที่มักจะปรากฏในสื่อหรือโฆษณา เราต้องต่อต้านการคุกคามทางเพศในทุกแห่งหน ทั้งบนถนน ในที่ทำงาน รวมถึงในบ้าน รวมไปถึงเราต้องเปิดโอกาสและช่วยเหลือทางการแพทย์ให้แก่ผู้ที่ต้องการข้ามเพศด้วย ถ้าพูดรวมๆ แล้วก็คือ มันคือการต่อต้านความเกลียดชังเพศหญิงเชิงโครงสร้าง และรูปแบบที่ใกล้เคียงกัน อย่างเช่น การเกลียดกลัวผู้หญิงข้ามเพศ (transmisogyny) และการเกลียดชังสตรีผิวดำ (misogynoir)

เหล่านี่คือการต่อสู้อย่างเป็นรูปธรรมที่ต้องถูกยกมาเป็นประเด็นในขบวนการของเราอย่างจริงจัง

ถ้าปราศจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้แล้ว ความพยายามในการปฏิวัติสังคมใดๆ ก็ย่อมไม่เพียงพอและถูกเมินเฉยจากเหล่าสตรี ที่ต้องการการแตกหักที่ราดิคัลต่อระบบอันชั่วร้าย กดขี่ และแบ่งชนชั้นเช่นนี้ เท่านั้นเอง

 

 

ทำไมฉันถึงไม่เป็นเฟมินิสต์: วงสนทนาเรื่องเฟมินิสต์ผ่านกิจกรรม Reading Group

ทำไมฉันถึงไม่เป็นเฟมินิสต์: วงสนทนาเรื่องเฟมินิสต์ผ่านกิจกรรม Reading Group

ผู้เขียน: รัตนาภร เหล่าลิ้ม/การัณยภาส ภู่ยงยุทธ์


ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 มีกิจกรรมจัดกลุ่มอ่านหนังสือขึ้นที่(อดีต)ร้านหนังสือ Being in the Book จังหวัดเชียงใหม่ จุดประสงค์ในการจัดกิจกรรมนี้ก็คือการเชิญชวนให้ผู้ที่รักการอ่านได้มาพบปะพูดคุยกันเกี่ยวกับหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนประเด็นต่างๆ ที่แต่ละคนอาจจะมองเห็นต่างกัน โดยกิจกรรมครั้งล่าสุดนี้ก็ดำเนินมาถึงครั้งที่ 5 แล้ว

เนื่องจากมีการถกเถียงกันทางโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับประเด็นของเฟมินิสม์มาระยะเวลาหนึ่ง จึงทำให้เกิดการจัด reading group ในครั้งนี้ โดยหนังสือที่ถูกเลือกมาอ่านและพูดคุยกันก็คือ Why I Am Not a Feminist: A Feminist Manifesto ของ Jessa Crispin ที่คาดว่าน่าจะให้มุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับแนวคิดเฟมินิสม์ โดยเฉพาะการวิพากษ์ลักษณะบางอย่างของขบวนการเฟมินิสต์ในปัจจุบัน จึงเป็นโอกาสที่ดีในการเปิดวงสนทนาให้กับผู้ที่สนใจเข้ามาแลกเปลี่ยนกัน

ก่อนอื่น เราอยากแนะนำผู้เขียนให้ทุกคนรู้จักกันเสียก่อน

Jessa Crispin

แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่า Jessa Crispin โด่งดังขึ้นมาจากหนังสือที่ (ดูเหมือนจะ?) ต่อต้านสตรีนิยมของเธอเล่มนี้ แต่อันที่จริงเธอโลดแล่นอยู่ในวงการหนังสือและงานเขียนมานับ 20 ปีแล้ว เพราะเธอเริ่มเขียนบล็อกวิจารณ์วรรณกรรมเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2002 ในชื่อ Bookslut.com ซึ่งหลังจากเขียนบทวิจารณ์อย่างแข็งขันมาอย่างยาวนาน เธอก็ตัดสินใจหยุด bookslut ไปในปี 2016 แต่ตอนนี้เว็บไซต์สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ตามปกติ

Crispin เป็นนักเขียนที่มีความแหลมคม และวิจารณ์สิ่งต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา หนังสือ Why I Am Not a Feminist คือตัวอย่างที่ดี เพราะมันแสดงให้เห็นถึงการผูกประเด็นที่เยี่ยมยอด แต่ก็ไม่ละทิ้งอารมณ์ขันแบบตลกร้าย การอ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้เรารู้สึกเหมือนโดนจิกกัดตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะเป็นเฟมินิสต์หรือไม่เป็น ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

Crispin เติบโตมาในหมู่บ้านที่ค่อนข้างเป็นอนุรักษ์นิยม นั่นทำให้เธอรู้สึกว่าตนเองไม่อินกับกระแสสตรีนิยมในยุค 90s เธอมองว่าการเคลื่อนไหวเหล่านั้นไม่ได้ช่วยปลดปล่อยผู้หญิงอย่างแท้จริง อย่างน้อยก็ผู้หญิงแบบในหมู่บ้านที่เธอเติบโตมา ผู้หญิงที่ถูกวางบทบาทให้เป็นแม่ เป็นแม่บ้าน หรือพูดง่ายๆ คือผู้หญิงที่ไม่อาจก้าวไปสู่ self empowerment แบบที่เฟมินิสต์กระแสหลักทำได้

นอกจากการเขียนบล็อกและหนังสือ เธอยังเป็นคอลัมนิสต์ให้กับนิตยสารและหนังสือพิมพ์หลายหัว อีกทั้งก็ยังเป็นคนที่คลั่งไคล้ไพ่ทาโรต์ด้วย ทุกวันนี้ถ้าเข้าทวิตเตอร์ของเธอก็จะเจอเธอโพสต์เรื่องไพ่ทาโรต์ถี่ๆ และในปี 2018 Crispin แต่งงานกับ Nicolás Rodríguez Melo ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานของเธอ ทั้งที่เธอเคยบอกว่าการแต่งงานคือการทำให้ผู้หญิงเป็นเหมือนทรัพย์สมบัติของผู้ชาย แต่เธอก็ให้เหตุผลว่าการแต่งงานของเธอนั้นเป็นเรื่องการเมือง คือการมอบสิทธิพลเมืองให้กับคู่รักของเธอนั่นเอง

ทำไมฉันถึงไม่เป็นเฟมินิสต์ แล้วคุณล่ะเป็นเฟมินิสต์หรือเปล่า

พวกเราเริ่มจากการแจกไฟล์หนังสือให้กับทุกคนที่สนใจอ่านหนังสือเล่มนี้ ซึ่งพวกเราตกลงกับผู้ที่สนใจอ่านหรือพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ว่าจะใช้ระยะเวลาในการอ่านประมาณหนึ่งเดือน ที่ต้องเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือนก็เพราะว่าพวกเราไม่อยากให้เพื่อนๆ ต้องเร่งรีบในการอ่านมากนัก และอยากให้มีกระบวนการอ่านไปทบทวนเพื่อตกผลึกทางความคิด เมื่อครบหนึ่งเดือนตามที่กำหนดแล้ว ก็ถึงเวลาที่พวกเราจะนัดเจอกันเพื่อพูดคุยและถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นในหนังสือ หรืออาจจะเชื่อมโยงไปยังประเด็นนอกเหนือจากหนังสือก็ได้

เมื่อถึงวันเวลาที่นัดกันไว้ พวกเราเริ่มต้นการสนทนาด้วยคำถามง่ายๆ ว่า แต่ละคนมีความรู้สึกอย่างไรต่อหนังสือเล่มนี้เมื่อรู้จักมันครั้งแรก อาจหมายถึงชื่อของหนังสือเล่มนี้ก็ได้ เสียงส่วนใหญ่ให้คำตอบที่คาดเดาไม่ยาก ก็คือคิดว่าหนังสือเล่มนี้ต้องเป็นหนังสือต่อต้านเฟมินิสม์แน่ๆ หรือไม่ก็เป็นหนังสือของพวกอนุรักษ์นิยมที่ต้องการวิพากษ์เฟมินิสม์ แน่นอนว่ามุมมองดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจ เพราะจากชื่อหนังสือก็ชวนให้คิดไปทางนั้น ต่อให้จะมีคำว่า A Feminist Manifesto ต่อท้ายก็ตาม

บทสนทนาดำเนินต่อไปด้วยคำถามง่ายๆ อีกเช่นกัน คุณคิดว่าเฟมินิสต์คืออะไร? คราวนี้อาจจะมีความเห็นที่แตกต่างกันบ้าง อาจเป็นเพราะว่าประสบการณ์ส่วนตัวที่แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน ซึ่งก็ไม่ได้น่าตื่นตระหนกใดๆ เพราะทุกคนต่างพูดคุยกันอย่างเป็นมิตรและมีท่าทีที่รับฟังความเห็นของคนอื่นอย่างน่าประทับใจ บางคนนิยามว่าตนเองเป็นเฟมินิสต์ เพราะอยากเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ และเคยพบเจอกับประสบการณ์แย่ๆ ที่มีสาเหตุมาจากโครงสร้างแบบชายเป็นใหญ่ บางคนเป็นผู้ชายก็ให้คำตอบที่น่าสนใจเหมือนกัน เขาบอกว่าตนเองไม่ได้สนใจเฟมินิสม์มาก่อน (แต่ก็ไม่ได้ต่อต้าน) แต่ภายหลังจากนิยามตนเองว่าเป็นนักอนาธิปัตย์ (anarchist) ก็ทำให้เขาหันมาทบทวนเรื่องเพศมากขึ้น สำหรับเขาแล้ว ถ้าคุณเป็นนักอนาธิปัตย์ที่เชื่อในความเท่าเทียมทางเสรีภาพของมนุษย์ทุกคน นั่นหมายความว่าเขาก็จะต้องเชื่อว่าแต่ละเพศ (ในฐานะมนุษย์) ก็ต้องเท่าเทียมกันไปโดยปริยาย เราจะเห็นได้ว่าต่อให้คุณจะเป็นเพศอะไรก็ตาม ก็สามารถคิดแบบเฟมินิสต์ที่เรียกร้องความเท่าเทียมระหว่างมนุษย์ทุกคนได้เหมือนกัน

จากนั้นพวกเราก็เริ่มพูดถึงประเด็นต่างๆ ในหนังสือเล่มดังกล่าว ซึ่งการสนทนาครั้งนี้จะมีจุดเน้นไปที่การวิพากษ์เฟมินิสต์สากลนิยม (Universal Feminism) เป็นหลัก ซึ่งทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่ามันเป็นข้อเสนอของหนังสือเล่มนี้ และอาจเป็นจุดที่ทำให้ Crispin ถูกโจมตีว่าเป็นพวกต่อต้านเฟมินิสม์ แต่ทุกคนในวงสนทนาเห็นด้วยกับ Crispin ในแง่ที่ว่า เฟมินิสต์แบบสากลนิยมนั้นไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงสักเท่าไหร่ เพราะพวกเขายังคงติดอยู่ในวิธีคิดแบบปัจเจกที่เน้นการเพิ่มอำนาจของผู้หญิงให้เท่าเทียมกับผู้ชาย และผลิตซ้ำโครงสร้างชายเป็นใหญ่ไปเรื่อยๆ หรือพูดง่ายๆ คือ พวกเขาต้องการมีอำนาจเพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้กดขี่เสียเอง ทำให้สุดท้ายแล้ว ระบบที่ไม่เป็นธรรมยังคงดำรงอยู่ และนี่คือเหตุผลว่าทำไม Crispin จึงไม่นิยามตนเองว่าเป็นเฟมินิสต์ เพราะถ้าเฟมินิสต์นั้นหมายถึงสิ่งที่เธอวิพากษ์ เธอก็ไม่เป็นเสียดีกว่า

งานบ้านที่ไม่ใช่แค่งานบ้านๆ

หลังจากนั้นก็เป็นการถามความเห็นว่าเพื่อนๆ แต่ละคน มีความเห็นอย่างไรต่อการวิพากษ์วิจารณ์ของ Crispin ซึ่งก็มีคนที่เห็นด้วยกับ Crispin ว่าแนวคิดแบบเฟมินิสต์นั้นจะต้องรวมเอาผู้หญิงรากหญ้าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการด้วย อย่างเช่น การถกเถียงว่า งานบ้านที่ผู้หญิง(ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงรากหญ้า)ทำนั้น มันเป็นสัญลักษณ์แห่งการกดขี่ผู้หญิงจริงๆ หรือเปล่า ประเด็นนี้มักถูกเอ่ยถึงบ่อยครั้งแต่น่าเสียดายที่มันมักไม่ถูกถกเถียงอย่างจริงจัง อีกทั้งเหล่าเฟมินิสต์สากลนิยมก็มักโจมตีไปที่งานบ้านอย่างฉาบฉวย ด้วยการเสนอว่าผู้หญิงควรออกไปทำงานนอกบ้านเพื่อที่จะปลดแอกตัวเองออกจากการกดขี่ของผู้ชายแทน

สำหรับ Crispin แล้ว เธอกลับมองประเด็นเรื่องงานบ้านว่า สุดท้ายแล้วมันก็ต้องมีคนที่มาทำงานบ้านอยู่ดี และนั่นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากผู้หญิงรากหญ้าที่ไม่มีทางเลือก สิ่งนี้ทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่า เฟมินิสต์สากลนิยมไม่ได้ต้องการเห็นโลกที่เท่าเทียม พวกเขาต้องการแค่เพียงหาโอกาสให้ตัวเองเข้าไปอยู่ในระบบของอำนาจที่จะมากดขี่คนอื่นต่อไป

ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงการที่ผู้หญิงบางคนซึ่งรักในการทำงานบ้าน พวกเธอก็มักจะโดนเหมารวมไปด้วยว่าเป็นคนไม่ก้าวหน้า ติดอยู่ในระบอบชายเป็นใหญ่ แต่อย่าลืมว่าการทำงานบ้านของแต่ละคนอาจจะมีความหมายที่แตกต่างกัน บางคนอาจจะเกลียดการทำงานบ้าน แต่บางคนอาจจะมองว่ามันเป็นกิจกรรมที่ช่วยคลายเครียด หรือเยียวยาจิตใจ ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวงานบ้าน แต่อยู่ที่การมองว่ามันมีคุณค่าอย่างไรมากกว่า ซึ่งแน่นอนว่าในระบบทุนนิยม (ซึ่งเป็นโครงสร้างอำนาจหลักในสังคม) งานบ้านย่อมเป็นงานที่ไร้คุณค่า เพราะมันไม่ได้สร้างผลผลิตอะไรขึ้นมา ผู้เข้าร่วมคนหนึ่งเสริมขึ้นมาว่า ถ้าปราศจากสังคมแบบทุนนิยม งานบ้านก็เป็นอีกงานหนึ่งที่ให้คุณค่าไม่แพ้งานอื่นๆ หรือมันอาจจะไม่ใช่งาน แต่เป็นกิจกรรมทางศิลปะชนิดหนึ่งก็ได้

ดังนั้นทุกคนในวงสนทนาจึงมองว่า สิ่งที่เราควรจะเน้นก็คือการเปลี่ยนแปลงที่ตัวระบบ โครงสร้าง หรือสังคม แทนที่จะมองว่าผู้หญิงต้องเพิ่มอำนาจให้กับตนเอง ต้องมีตำแหน่งสูงๆ เงินเดือนเท่ากับผู้ชาย เพราะว่าสุดท้ายมันก็จะนำไปสู่การกดขี่ผู้หญิงคนอื่นๆ ที่ไม่มีอำนาจอยู่ดี แล้วเราจะสร้างสังคมที่เท่าเทียมได้อย่างไร ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ Crispin เน้นย้ำอยู่ตลอด

ไม่ใช่แค่พลังหญิง แต่ต้องเป็นพลังของทุกคน

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้เข้าร่วมคนหนึ่งได้เล่าประสบการณ์อันเลวร้ายซึ่งเป็นการเผชิญหน้ากับอำนาจของผู้ชายอย่างตรงไปตรงมา เราทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นสังเกตได้ว่าเธอเจ็บปวดกับเหตุการณ์นั้นจริงๆ หลังจากที่เธอเล่าจบ ผู้เข้าร่วมอีกคนหนึ่งก็เสริมขึ้นมาว่า สิ่งที่เราควรเรียกร้องนั้นไม่ใช่การทำให้ผู้หญิงเข้าไปมีอำนาจเท่ากับผู้ชาย แต่คือการสร้างสังคมที่ทั้งผู้หญิงและผู้ชายสามารถอยู่ร่วมกันได้ เป็นสังคมที่จะไม่มีใครต้องพบเจอเหตุการณ์ร้ายๆ ข้างต้น ดังนั้นแล้ว จุดเน้นของ Crispin อีกประการก็คือ เราต้องหวนกลับมาให้ความสำคัญกับสังคมหรือการร่วมมือกัน แทนที่จะต่อสู้แบบปัจเจกที่ดูไร้เขี้ยวเล็บ และเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้

ระหว่างการสนทนาก็มีคนเดินทางมาเข้าร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ถือว่าเป็นการทำให้บทสนทนามีความหลากหลาย โดยเฉพาะประสบการณ์ที่แต่ละคนพบเจอมาและสามารถเชื่อมโยงกับหนังสือได้

อีกหนึ่งประเด็นที่มีการพูดคุยกันก็คือ ตกลงแล้วท่าทีของ Crispin ที่มีต่อผู้ชายนั้นเป็นอย่างไรกันแน่ เพราะมีหลายช่วงหลายตอนที่น้ำเสียงของ Crispin นั้นแสดงออกมาว่า เธอไม่อยากจะยุ่งกับผู้ชายสักเท่าไหร่ (อารมณ์ประมาณว่า ผู้ชายไม่ใช่ปัญหาก็จริง แต่ฉันก็ไม่ได้อยากจะสื่อสารกับผู้ชายมากนัก) จุดนี้เองที่ทำให้ Crispin โดนวิจารณ์ว่างานชิ้นนี้เป็นการกีดกันผู้ชายออกไป ซึ่งมันขัดแย้งกับสิ่งที่เธอพยายามเสนอให้สร้างสังคมที่คนทุกเพศอยู่ร่วมกันได้

ผู้เข้าร่วมคนหนึ่งเสนอว่า Crispin ไม่ได้กีดกันผู้ชายออกไปขนาดนั้น เพราะก็มีบางช่วงที่เธอเขียนเอาไว้ว่า ผู้ชายก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมแบบใหม่ได้ ส่วนอีกคนแสดงความเห็นว่า อาจเป็นเพราะสไตล์การเขียนของ Crispin ที่ค่อนข้างจะเสียดสี และพยายามยั่วยุ ก็มีผลให้คนอ่านรู้สึกแบบนั้นได้ ซึ่งผู้เข้าร่วมอีกคนที่เป็นผู้ชายก็เสริมว่า การเขียนของ Crispin ก็ทำให้บางช่วงของหนังสือมีความรู้สึกว่าเธอกีดกันผู้ชายจริงๆ เหมือนพยายามแทงใจดำผู้ชาย แต่เมื่ออ่านไปเรื่อยๆ ก็พบว่าเธอไม่ได้กีดกัน แต่เน้นย้ำให้ทั้งชายและหญิงร่วมใจกันด้วยซ้ำ

หากไร้จินตนาการ นั่นคือปัญหาใหญ่ของเรา

เราปิดท้ายด้วยการพูดถึงการจินตนาการถึงทางเลือกอื่นๆ ที่เป็นเหมือนข้อเสนอในตอนท้ายของหนังสือเล่มนี้ เพราะ Crispin กล่าวว่าถ้าเราไม่กล้าจินตนาการไปให้ไกลกว่านี้ สุดท้ายเราก็อาจจะต้องพบเจอกับทางตัน และการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความเท่าเทียมทางเพศนั้นไม่อาจกระทำได้แบบปัจเจก แต่ต้องการการร่วมมือร่วมใจกันในระดับสังคม เพื่อสร้างระบบหรือโครงสร้างใหม่ที่จะทำให้เกิดความเท่าเทียมขึ้นอย่างแท้จริง ผู้เข้าร่วมหลายคนบอกว่าเขาเห็นด้วยกับ Crispin ในเรื่องนี้ เพราะรู้สึกว่าในปัจจุบัน การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศกลับถูกโฟกัสไปที่การต่อล้อต่อเถียงกันในโซเชียลมีเดีย เหมือนเป็นการพยายามเอาชนะกันมากกว่า แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงการสร้างสังคมที่มนุษย์ทุกคนรู้สึกว่าสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ ไม่ค่อยมีการพูดถึงการร่วมมือกันในฐานะ “เพื่อนมนุษย์” ที่อยากเห็นสังคมที่เท่าเทียมกันจริงๆ ในทุกมิติของชีวิต และนี่อาจเป็นสิ่งที่เราต้องคิดกันต่อไปในระยะยาว

หลังจากนั้นพวกเราก็ให้เวลาแก่ผู้เข้าร่วมแต่ละคนได้สนทนากันนอกรอบ เผื่อใครมีประเด็นอื่นๆ ที่อยากยกมาพูดคุยนอกเหนือจากนี้ ส่วนความพิเศษของ Reading Group ครั้งนี้ก็คือ มีชาวต่างชาติเข้าร่วมด้วย ก็เลยอาจจะมีบางช่วงที่ต้องพูดภาษาอังกฤษบ้าง หรือถ้าใครไม่ถนัดก็มีผู้เข้าร่วมบางคนอาสาเป็นสื่อกลางในการแปลภาษาให้อย่างเต็มใจและไม่มีการอิดออดใดๆ นับว่าเป็นการร่วมมือร่วมใจเล็กๆ ที่ทุกคนต่างยินดีให้การสื่อสารในครั้งนี้เป็นไปโดยไร้ขีดจำกัดและไม่มีอะไรสามารถขวางกั้นได้ และทำให้วงสนทนาครั้งนี้ของเราประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

สำหรับใครที่อยากเข้าใจเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้อย่างละเอียด ก็ลองไปหาอ่านกันได้ เพราะมีประเด็นอื่นๆ ที่อาจจะยังไม่ได้ถูกพูดถึงในบทความสรุปนี้ สุดท้ายนี้ถ้าใครสนใจและอยากเข้าร่วมกิจกรรม reading group กับพวกเรา ก็สามารถติดตามได้ที่ Facebook Page ของ Being in the Book ซึ่งเราจะพยายามจัดกิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่องในอนาคต


Being in the Book

อดีตร้านหนังสือมือสองในเชียงใหม่ ปัจจุบันผันตัวมาจัดกิจกรรมเกี่ยวกับหนังสือ เราเชื่อว่าคนชอบอ่านหนังสือไม่ใช่คนรักสันโดษเสมอไป เพียงแต่พวกเขายังไม่เจอคนที่คุยด้วยแล้วรู้สึกสนุกมากกว่า