ทำไมฉันถึงไม่เป็นเฟมินิสต์: วงสนทนาเรื่องเฟมินิสต์ผ่านกิจกรรม Reading Group

ทำไมฉันถึงไม่เป็นเฟมินิสต์: วงสนทนาเรื่องเฟมินิสต์ผ่านกิจกรรม Reading Group

ผู้เขียน: รัตนาภร เหล่าลิ้ม/การัณยภาส ภู่ยงยุทธ์


ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 มีกิจกรรมจัดกลุ่มอ่านหนังสือขึ้นที่(อดีต)ร้านหนังสือ Being in the Book จังหวัดเชียงใหม่ จุดประสงค์ในการจัดกิจกรรมนี้ก็คือการเชิญชวนให้ผู้ที่รักการอ่านได้มาพบปะพูดคุยกันเกี่ยวกับหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนประเด็นต่างๆ ที่แต่ละคนอาจจะมองเห็นต่างกัน โดยกิจกรรมครั้งล่าสุดนี้ก็ดำเนินมาถึงครั้งที่ 5 แล้ว

เนื่องจากมีการถกเถียงกันทางโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับประเด็นของเฟมินิสม์มาระยะเวลาหนึ่ง จึงทำให้เกิดการจัด reading group ในครั้งนี้ โดยหนังสือที่ถูกเลือกมาอ่านและพูดคุยกันก็คือ Why I Am Not a Feminist: A Feminist Manifesto ของ Jessa Crispin ที่คาดว่าน่าจะให้มุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับแนวคิดเฟมินิสม์ โดยเฉพาะการวิพากษ์ลักษณะบางอย่างของขบวนการเฟมินิสต์ในปัจจุบัน จึงเป็นโอกาสที่ดีในการเปิดวงสนทนาให้กับผู้ที่สนใจเข้ามาแลกเปลี่ยนกัน

ก่อนอื่น เราอยากแนะนำผู้เขียนให้ทุกคนรู้จักกันเสียก่อน

Jessa Crispin

แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่า Jessa Crispin โด่งดังขึ้นมาจากหนังสือที่ (ดูเหมือนจะ?) ต่อต้านสตรีนิยมของเธอเล่มนี้ แต่อันที่จริงเธอโลดแล่นอยู่ในวงการหนังสือและงานเขียนมานับ 20 ปีแล้ว เพราะเธอเริ่มเขียนบล็อกวิจารณ์วรรณกรรมเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2002 ในชื่อ Bookslut.com ซึ่งหลังจากเขียนบทวิจารณ์อย่างแข็งขันมาอย่างยาวนาน เธอก็ตัดสินใจหยุด bookslut ไปในปี 2016 แต่ตอนนี้เว็บไซต์สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ตามปกติ

Crispin เป็นนักเขียนที่มีความแหลมคม และวิจารณ์สิ่งต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา หนังสือ Why I Am Not a Feminist คือตัวอย่างที่ดี เพราะมันแสดงให้เห็นถึงการผูกประเด็นที่เยี่ยมยอด แต่ก็ไม่ละทิ้งอารมณ์ขันแบบตลกร้าย การอ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้เรารู้สึกเหมือนโดนจิกกัดตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะเป็นเฟมินิสต์หรือไม่เป็น ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

Crispin เติบโตมาในหมู่บ้านที่ค่อนข้างเป็นอนุรักษ์นิยม นั่นทำให้เธอรู้สึกว่าตนเองไม่อินกับกระแสสตรีนิยมในยุค 90s เธอมองว่าการเคลื่อนไหวเหล่านั้นไม่ได้ช่วยปลดปล่อยผู้หญิงอย่างแท้จริง อย่างน้อยก็ผู้หญิงแบบในหมู่บ้านที่เธอเติบโตมา ผู้หญิงที่ถูกวางบทบาทให้เป็นแม่ เป็นแม่บ้าน หรือพูดง่ายๆ คือผู้หญิงที่ไม่อาจก้าวไปสู่ self empowerment แบบที่เฟมินิสต์กระแสหลักทำได้

นอกจากการเขียนบล็อกและหนังสือ เธอยังเป็นคอลัมนิสต์ให้กับนิตยสารและหนังสือพิมพ์หลายหัว อีกทั้งก็ยังเป็นคนที่คลั่งไคล้ไพ่ทาโรต์ด้วย ทุกวันนี้ถ้าเข้าทวิตเตอร์ของเธอก็จะเจอเธอโพสต์เรื่องไพ่ทาโรต์ถี่ๆ และในปี 2018 Crispin แต่งงานกับ Nicolás Rodríguez Melo ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานของเธอ ทั้งที่เธอเคยบอกว่าการแต่งงานคือการทำให้ผู้หญิงเป็นเหมือนทรัพย์สมบัติของผู้ชาย แต่เธอก็ให้เหตุผลว่าการแต่งงานของเธอนั้นเป็นเรื่องการเมือง คือการมอบสิทธิพลเมืองให้กับคู่รักของเธอนั่นเอง

ทำไมฉันถึงไม่เป็นเฟมินิสต์ แล้วคุณล่ะเป็นเฟมินิสต์หรือเปล่า

พวกเราเริ่มจากการแจกไฟล์หนังสือให้กับทุกคนที่สนใจอ่านหนังสือเล่มนี้ ซึ่งพวกเราตกลงกับผู้ที่สนใจอ่านหรือพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ว่าจะใช้ระยะเวลาในการอ่านประมาณหนึ่งเดือน ที่ต้องเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือนก็เพราะว่าพวกเราไม่อยากให้เพื่อนๆ ต้องเร่งรีบในการอ่านมากนัก และอยากให้มีกระบวนการอ่านไปทบทวนเพื่อตกผลึกทางความคิด เมื่อครบหนึ่งเดือนตามที่กำหนดแล้ว ก็ถึงเวลาที่พวกเราจะนัดเจอกันเพื่อพูดคุยและถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นในหนังสือ หรืออาจจะเชื่อมโยงไปยังประเด็นนอกเหนือจากหนังสือก็ได้

เมื่อถึงวันเวลาที่นัดกันไว้ พวกเราเริ่มต้นการสนทนาด้วยคำถามง่ายๆ ว่า แต่ละคนมีความรู้สึกอย่างไรต่อหนังสือเล่มนี้เมื่อรู้จักมันครั้งแรก อาจหมายถึงชื่อของหนังสือเล่มนี้ก็ได้ เสียงส่วนใหญ่ให้คำตอบที่คาดเดาไม่ยาก ก็คือคิดว่าหนังสือเล่มนี้ต้องเป็นหนังสือต่อต้านเฟมินิสม์แน่ๆ หรือไม่ก็เป็นหนังสือของพวกอนุรักษ์นิยมที่ต้องการวิพากษ์เฟมินิสม์ แน่นอนว่ามุมมองดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจ เพราะจากชื่อหนังสือก็ชวนให้คิดไปทางนั้น ต่อให้จะมีคำว่า A Feminist Manifesto ต่อท้ายก็ตาม

บทสนทนาดำเนินต่อไปด้วยคำถามง่ายๆ อีกเช่นกัน คุณคิดว่าเฟมินิสต์คืออะไร? คราวนี้อาจจะมีความเห็นที่แตกต่างกันบ้าง อาจเป็นเพราะว่าประสบการณ์ส่วนตัวที่แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน ซึ่งก็ไม่ได้น่าตื่นตระหนกใดๆ เพราะทุกคนต่างพูดคุยกันอย่างเป็นมิตรและมีท่าทีที่รับฟังความเห็นของคนอื่นอย่างน่าประทับใจ บางคนนิยามว่าตนเองเป็นเฟมินิสต์ เพราะอยากเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ และเคยพบเจอกับประสบการณ์แย่ๆ ที่มีสาเหตุมาจากโครงสร้างแบบชายเป็นใหญ่ บางคนเป็นผู้ชายก็ให้คำตอบที่น่าสนใจเหมือนกัน เขาบอกว่าตนเองไม่ได้สนใจเฟมินิสม์มาก่อน (แต่ก็ไม่ได้ต่อต้าน) แต่ภายหลังจากนิยามตนเองว่าเป็นนักอนาธิปัตย์ (anarchist) ก็ทำให้เขาหันมาทบทวนเรื่องเพศมากขึ้น สำหรับเขาแล้ว ถ้าคุณเป็นนักอนาธิปัตย์ที่เชื่อในความเท่าเทียมทางเสรีภาพของมนุษย์ทุกคน นั่นหมายความว่าเขาก็จะต้องเชื่อว่าแต่ละเพศ (ในฐานะมนุษย์) ก็ต้องเท่าเทียมกันไปโดยปริยาย เราจะเห็นได้ว่าต่อให้คุณจะเป็นเพศอะไรก็ตาม ก็สามารถคิดแบบเฟมินิสต์ที่เรียกร้องความเท่าเทียมระหว่างมนุษย์ทุกคนได้เหมือนกัน

จากนั้นพวกเราก็เริ่มพูดถึงประเด็นต่างๆ ในหนังสือเล่มดังกล่าว ซึ่งการสนทนาครั้งนี้จะมีจุดเน้นไปที่การวิพากษ์เฟมินิสต์สากลนิยม (Universal Feminism) เป็นหลัก ซึ่งทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่ามันเป็นข้อเสนอของหนังสือเล่มนี้ และอาจเป็นจุดที่ทำให้ Crispin ถูกโจมตีว่าเป็นพวกต่อต้านเฟมินิสม์ แต่ทุกคนในวงสนทนาเห็นด้วยกับ Crispin ในแง่ที่ว่า เฟมินิสต์แบบสากลนิยมนั้นไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงสักเท่าไหร่ เพราะพวกเขายังคงติดอยู่ในวิธีคิดแบบปัจเจกที่เน้นการเพิ่มอำนาจของผู้หญิงให้เท่าเทียมกับผู้ชาย และผลิตซ้ำโครงสร้างชายเป็นใหญ่ไปเรื่อยๆ หรือพูดง่ายๆ คือ พวกเขาต้องการมีอำนาจเพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้กดขี่เสียเอง ทำให้สุดท้ายแล้ว ระบบที่ไม่เป็นธรรมยังคงดำรงอยู่ และนี่คือเหตุผลว่าทำไม Crispin จึงไม่นิยามตนเองว่าเป็นเฟมินิสต์ เพราะถ้าเฟมินิสต์นั้นหมายถึงสิ่งที่เธอวิพากษ์ เธอก็ไม่เป็นเสียดีกว่า

งานบ้านที่ไม่ใช่แค่งานบ้านๆ

หลังจากนั้นก็เป็นการถามความเห็นว่าเพื่อนๆ แต่ละคน มีความเห็นอย่างไรต่อการวิพากษ์วิจารณ์ของ Crispin ซึ่งก็มีคนที่เห็นด้วยกับ Crispin ว่าแนวคิดแบบเฟมินิสต์นั้นจะต้องรวมเอาผู้หญิงรากหญ้าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการด้วย อย่างเช่น การถกเถียงว่า งานบ้านที่ผู้หญิง(ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงรากหญ้า)ทำนั้น มันเป็นสัญลักษณ์แห่งการกดขี่ผู้หญิงจริงๆ หรือเปล่า ประเด็นนี้มักถูกเอ่ยถึงบ่อยครั้งแต่น่าเสียดายที่มันมักไม่ถูกถกเถียงอย่างจริงจัง อีกทั้งเหล่าเฟมินิสต์สากลนิยมก็มักโจมตีไปที่งานบ้านอย่างฉาบฉวย ด้วยการเสนอว่าผู้หญิงควรออกไปทำงานนอกบ้านเพื่อที่จะปลดแอกตัวเองออกจากการกดขี่ของผู้ชายแทน

สำหรับ Crispin แล้ว เธอกลับมองประเด็นเรื่องงานบ้านว่า สุดท้ายแล้วมันก็ต้องมีคนที่มาทำงานบ้านอยู่ดี และนั่นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากผู้หญิงรากหญ้าที่ไม่มีทางเลือก สิ่งนี้ทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่า เฟมินิสต์สากลนิยมไม่ได้ต้องการเห็นโลกที่เท่าเทียม พวกเขาต้องการแค่เพียงหาโอกาสให้ตัวเองเข้าไปอยู่ในระบบของอำนาจที่จะมากดขี่คนอื่นต่อไป

ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงการที่ผู้หญิงบางคนซึ่งรักในการทำงานบ้าน พวกเธอก็มักจะโดนเหมารวมไปด้วยว่าเป็นคนไม่ก้าวหน้า ติดอยู่ในระบอบชายเป็นใหญ่ แต่อย่าลืมว่าการทำงานบ้านของแต่ละคนอาจจะมีความหมายที่แตกต่างกัน บางคนอาจจะเกลียดการทำงานบ้าน แต่บางคนอาจจะมองว่ามันเป็นกิจกรรมที่ช่วยคลายเครียด หรือเยียวยาจิตใจ ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวงานบ้าน แต่อยู่ที่การมองว่ามันมีคุณค่าอย่างไรมากกว่า ซึ่งแน่นอนว่าในระบบทุนนิยม (ซึ่งเป็นโครงสร้างอำนาจหลักในสังคม) งานบ้านย่อมเป็นงานที่ไร้คุณค่า เพราะมันไม่ได้สร้างผลผลิตอะไรขึ้นมา ผู้เข้าร่วมคนหนึ่งเสริมขึ้นมาว่า ถ้าปราศจากสังคมแบบทุนนิยม งานบ้านก็เป็นอีกงานหนึ่งที่ให้คุณค่าไม่แพ้งานอื่นๆ หรือมันอาจจะไม่ใช่งาน แต่เป็นกิจกรรมทางศิลปะชนิดหนึ่งก็ได้

ดังนั้นทุกคนในวงสนทนาจึงมองว่า สิ่งที่เราควรจะเน้นก็คือการเปลี่ยนแปลงที่ตัวระบบ โครงสร้าง หรือสังคม แทนที่จะมองว่าผู้หญิงต้องเพิ่มอำนาจให้กับตนเอง ต้องมีตำแหน่งสูงๆ เงินเดือนเท่ากับผู้ชาย เพราะว่าสุดท้ายมันก็จะนำไปสู่การกดขี่ผู้หญิงคนอื่นๆ ที่ไม่มีอำนาจอยู่ดี แล้วเราจะสร้างสังคมที่เท่าเทียมได้อย่างไร ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ Crispin เน้นย้ำอยู่ตลอด

ไม่ใช่แค่พลังหญิง แต่ต้องเป็นพลังของทุกคน

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้เข้าร่วมคนหนึ่งได้เล่าประสบการณ์อันเลวร้ายซึ่งเป็นการเผชิญหน้ากับอำนาจของผู้ชายอย่างตรงไปตรงมา เราทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นสังเกตได้ว่าเธอเจ็บปวดกับเหตุการณ์นั้นจริงๆ หลังจากที่เธอเล่าจบ ผู้เข้าร่วมอีกคนหนึ่งก็เสริมขึ้นมาว่า สิ่งที่เราควรเรียกร้องนั้นไม่ใช่การทำให้ผู้หญิงเข้าไปมีอำนาจเท่ากับผู้ชาย แต่คือการสร้างสังคมที่ทั้งผู้หญิงและผู้ชายสามารถอยู่ร่วมกันได้ เป็นสังคมที่จะไม่มีใครต้องพบเจอเหตุการณ์ร้ายๆ ข้างต้น ดังนั้นแล้ว จุดเน้นของ Crispin อีกประการก็คือ เราต้องหวนกลับมาให้ความสำคัญกับสังคมหรือการร่วมมือกัน แทนที่จะต่อสู้แบบปัจเจกที่ดูไร้เขี้ยวเล็บ และเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้

ระหว่างการสนทนาก็มีคนเดินทางมาเข้าร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ถือว่าเป็นการทำให้บทสนทนามีความหลากหลาย โดยเฉพาะประสบการณ์ที่แต่ละคนพบเจอมาและสามารถเชื่อมโยงกับหนังสือได้

อีกหนึ่งประเด็นที่มีการพูดคุยกันก็คือ ตกลงแล้วท่าทีของ Crispin ที่มีต่อผู้ชายนั้นเป็นอย่างไรกันแน่ เพราะมีหลายช่วงหลายตอนที่น้ำเสียงของ Crispin นั้นแสดงออกมาว่า เธอไม่อยากจะยุ่งกับผู้ชายสักเท่าไหร่ (อารมณ์ประมาณว่า ผู้ชายไม่ใช่ปัญหาก็จริง แต่ฉันก็ไม่ได้อยากจะสื่อสารกับผู้ชายมากนัก) จุดนี้เองที่ทำให้ Crispin โดนวิจารณ์ว่างานชิ้นนี้เป็นการกีดกันผู้ชายออกไป ซึ่งมันขัดแย้งกับสิ่งที่เธอพยายามเสนอให้สร้างสังคมที่คนทุกเพศอยู่ร่วมกันได้

ผู้เข้าร่วมคนหนึ่งเสนอว่า Crispin ไม่ได้กีดกันผู้ชายออกไปขนาดนั้น เพราะก็มีบางช่วงที่เธอเขียนเอาไว้ว่า ผู้ชายก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมแบบใหม่ได้ ส่วนอีกคนแสดงความเห็นว่า อาจเป็นเพราะสไตล์การเขียนของ Crispin ที่ค่อนข้างจะเสียดสี และพยายามยั่วยุ ก็มีผลให้คนอ่านรู้สึกแบบนั้นได้ ซึ่งผู้เข้าร่วมอีกคนที่เป็นผู้ชายก็เสริมว่า การเขียนของ Crispin ก็ทำให้บางช่วงของหนังสือมีความรู้สึกว่าเธอกีดกันผู้ชายจริงๆ เหมือนพยายามแทงใจดำผู้ชาย แต่เมื่ออ่านไปเรื่อยๆ ก็พบว่าเธอไม่ได้กีดกัน แต่เน้นย้ำให้ทั้งชายและหญิงร่วมใจกันด้วยซ้ำ

หากไร้จินตนาการ นั่นคือปัญหาใหญ่ของเรา

เราปิดท้ายด้วยการพูดถึงการจินตนาการถึงทางเลือกอื่นๆ ที่เป็นเหมือนข้อเสนอในตอนท้ายของหนังสือเล่มนี้ เพราะ Crispin กล่าวว่าถ้าเราไม่กล้าจินตนาการไปให้ไกลกว่านี้ สุดท้ายเราก็อาจจะต้องพบเจอกับทางตัน และการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความเท่าเทียมทางเพศนั้นไม่อาจกระทำได้แบบปัจเจก แต่ต้องการการร่วมมือร่วมใจกันในระดับสังคม เพื่อสร้างระบบหรือโครงสร้างใหม่ที่จะทำให้เกิดความเท่าเทียมขึ้นอย่างแท้จริง ผู้เข้าร่วมหลายคนบอกว่าเขาเห็นด้วยกับ Crispin ในเรื่องนี้ เพราะรู้สึกว่าในปัจจุบัน การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศกลับถูกโฟกัสไปที่การต่อล้อต่อเถียงกันในโซเชียลมีเดีย เหมือนเป็นการพยายามเอาชนะกันมากกว่า แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงการสร้างสังคมที่มนุษย์ทุกคนรู้สึกว่าสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ ไม่ค่อยมีการพูดถึงการร่วมมือกันในฐานะ “เพื่อนมนุษย์” ที่อยากเห็นสังคมที่เท่าเทียมกันจริงๆ ในทุกมิติของชีวิต และนี่อาจเป็นสิ่งที่เราต้องคิดกันต่อไปในระยะยาว

หลังจากนั้นพวกเราก็ให้เวลาแก่ผู้เข้าร่วมแต่ละคนได้สนทนากันนอกรอบ เผื่อใครมีประเด็นอื่นๆ ที่อยากยกมาพูดคุยนอกเหนือจากนี้ ส่วนความพิเศษของ Reading Group ครั้งนี้ก็คือ มีชาวต่างชาติเข้าร่วมด้วย ก็เลยอาจจะมีบางช่วงที่ต้องพูดภาษาอังกฤษบ้าง หรือถ้าใครไม่ถนัดก็มีผู้เข้าร่วมบางคนอาสาเป็นสื่อกลางในการแปลภาษาให้อย่างเต็มใจและไม่มีการอิดออดใดๆ นับว่าเป็นการร่วมมือร่วมใจเล็กๆ ที่ทุกคนต่างยินดีให้การสื่อสารในครั้งนี้เป็นไปโดยไร้ขีดจำกัดและไม่มีอะไรสามารถขวางกั้นได้ และทำให้วงสนทนาครั้งนี้ของเราประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

สำหรับใครที่อยากเข้าใจเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้อย่างละเอียด ก็ลองไปหาอ่านกันได้ เพราะมีประเด็นอื่นๆ ที่อาจจะยังไม่ได้ถูกพูดถึงในบทความสรุปนี้ สุดท้ายนี้ถ้าใครสนใจและอยากเข้าร่วมกิจกรรม reading group กับพวกเรา ก็สามารถติดตามได้ที่ Facebook Page ของ Being in the Book ซึ่งเราจะพยายามจัดกิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่องในอนาคต


Being in the Book

อดีตร้านหนังสือมือสองในเชียงใหม่ ปัจจุบันผันตัวมาจัดกิจกรรมเกี่ยวกับหนังสือ เราเชื่อว่าคนชอบอ่านหนังสือไม่ใช่คนรักสันโดษเสมอไป เพียงแต่พวกเขายังไม่เจอคนที่คุยด้วยแล้วรู้สึกสนุกมากกว่า

 

นิเวศวิทยาสังคม: มนุษย์นิยมเชิงนิเวศ โดย Daniel Chodorkoff

นิเวศวิทยาสังคม: มนุษย์นิยมเชิงนิเวศ โดย Daniel Chodorkoff

เขียน Daniel Chodorkoff
แปล Peam Pooyongyut
ต้นฉบับ Libcom
ภาพปก KAL

คำนำผู้แปล

บทความสั้นๆ ชิ้นนี้ให้ภาพรวมขององค์ความรู้ที่เรียกว่า นิเวศวิทยาสังคม ซึ่งเป็นแนวคิดว่าด้วยความสัมพันธ์ของมนุษย์กับโลกธรรมชาติ นิเวศวิทยาสังคมต้องการที่จะเสนอว่า ธรรมชาติกับมนุษย์นั้นไม่ใช่สิ่งที่แยกขาดจากกันในแบบที่เรามักเข้าใจ ไม่ว่าจะฝ่ายนักอนุรักษ์ที่ต้องการกีดกันมนุษย์ออกจากธรรมชาติ หรือฝ่ายก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและทุนนิยมที่จ้องจะล้างผลาญธรรมชาติ และมองธรมชาติในฐานะทรัพยากรที่จะไปหยิบมาใช้อย่างไรก็ได้

นิเวศวิทยาเป็นโครงการทางการเมือง ไม่ใช่แนวคิดที่นึกถึงโลกยูโทเปียโดยไม่คิดจะลงมือทำอะไร กลับกันแล้ว มันเรียกร้องเราในเชิงจริยศาสตร์ ว่ามนุษย์ควรมองและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างไร หลักการอะไรในโลกธรรมชาติที่เราควรนำมาปรับใช้ เพื่อสร้างความสมัครสมานกลมเกลียวระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ เพราะมนุษย์เกิดขึ้นมาจากธรรมชาติและต้องอยู่กับธรรมชาติโดยที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้เลย


นิเวศวิทยาสังคม: มนุษย์นิยมเชิงนิเวศ (Social Ecology: An Ecological Humanism)

นิเวศวิทยาสังคม (Social Ecology) เริ่มต้นด้วยการสำรวจอดีต เพื่อที่เราจะได้เข้าใจว่ามนุษย์นั้นมีการนิยาม รวมไปถึงประกอบสร้างธรรมชาติอย่างไร ซึ่งเป็นคำถามที่สำคัญอย่างยิ่งในการหาคำตอบ แทนที่จะเป็นการคิดในเชิงปรัชญานามธรรมเพียงเท่านั้น ประเด็นหลักในทางความคิดเชิงนิเวศและปรัชญาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเป็นที่ถกเถียงในขณะนี้ก็คือ เรามีวิธีในการรวบยอดแนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติและตำแหน่งแห่งที่ของมนุษย์ในธรรมชาติกันอย่างไร ผลสรุปที่เราได้มาจะช่วยทำให้เห็นถึงการตัดสินใจในทางการเมืองและจริยศาสตร์ที่ส่งผลต่อโลกใบนี้ของเรา

เราสามารถไปถึงความรู้เช่นนั้นได้อย่างไร? ก่อนอื่นเราต้องเริ่มทำความเข้าใจก่อนว่าธรรมชาตินั้นไม่ใช่สิ่งหยุดนิ่งตายตัว แต่มีวิวัฒนาการอยู่เสมอ อันที่จริงแล้ววิวัฒนาการทางชีววิทยาแทบทั้งหมดนั้นล้วนเกิดขึ้นในโลกธรรมชาติ สิ่งบันทึกทางวิวัฒนาการคือความจริงของธรรมชาติ นับตั้งแต่ระดับโมเลกุลไปจนถึงระดับโลกของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายนั้น ล้วนแต่อยู่ในกระบวนการไหลเวียนและการเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเกิด การตาย การกลายพันธุ์ หรือแม้แต่การสูญพันธ์ุ สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ก่อให้เกิดสายใยแห่งชีวิตอันซับซ้อน ซึ่งมนุษยชาติก็เป็นส่วนหนึ่งของมันเช่นกัน ถ้าพูดด้วยศัพท์ทางชีววิทยาก็หมายความว่า ธรรมชาตินั้นทั้งเป็นและกลายเป็น วิวัฒนาการคือธรรมชาติ

ธรรมชาติลำดับที่หนึ่ง กับมนุษยชาติ

มนุษยชาตินั้นเป็นส่วนหนึ่งของแม่แบบวิวัฒนาการที่มีบทบาทเฉพาะตัว ปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ที่กระทำต่อโลกธรรมชาตินั้นมีทั้งในทางสร้างสรรค์และทำลายล้าง ในฐานะสปีชีส์หนึ่ง ศักยภาพของในการทำสิ่งต่างๆ ของมนุษย์นั้นย่อมส่งผลต่อสปีชีส์อื่น ระบบนิเวศ รวมทั้งโลกของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง  นั่นทำให้นับตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน เราในฐานะมนุษย์กลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เป็นผลผลิตจากพลังแห่งวิวัฒนาการที่สรรสร้างสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลกใบนี้ แต่ขณะเดียวกัน มนุษย์ก็มีความแตกต่างออกไปจากสิ่งมีชีวิตอื่น อันเป็นผลมาจากความสามารถของเราในการสร้างผลกระทบต่อโลกธรรมชาติ นิเวศวิทยาสังคมระลึกถึงข้อเท็จจริงนี้ได้ขึ้นใจ เราจึงต้องทำการแยกโลกธรรมชาติออกเป็นสองลำดับ ก็คือ “ธรรมชาติลำดับที่หนึ่ง” (fisrt nature) หมายถึงธรรมชาติที่มีวิวัฒนาการโดยไม่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์ และ “ธรรมชาติลำดับที่สอง” (second nature) หมายถึงธรรมชาติที่ถูกกำหนดกะเกณฑ์โดยจิตสำนึกและการกระทำของมนุษย์

วิถีทางหลักในธรรมชาติลำดับที่หนึ่งก็คือการคัดสรรตามธรรมชาติ (natural selection) ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงหรือกลายพันธ์ุของสปีชีส์เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้เผ่าพันธุ์หนึ่งๆ สามารถมีชีวิตรอดและขยายเผ่าพันธุ์ต่อไปได้ เมื่อถึงจุดหนึ่ง วิวัฒนาการทางธรรมชาติอาจถูกทดแทนด้วยวิวัฒนาการทางวัฒนธรรม (แต่ได้หมายความว่ามันถูกแทนที่โดยสมบูรณ์) ลักษณะสำคัญของธรรมชาติลำดับที่สองก็คือการเกิดขึ้นของจิตสำนึกในตนเอง และการเกิดขึ้นของวัฒนธรรม มนุษย์ก่อร่างสร้างตัวเองอย่างสม่ำเสมอผ่านการใช้เครื่องมือต่างๆ
(เทคโนโลยี) มีการก่อตั้งสถาบันทางสังคม มีการให้คำอธิบายโลกธรรมชาติ (ศาสนา ปรัชญา และวิทยาศาสตร์) และให้กำเนิดศิลปะ เมื่อมนุษย์เริ่มมีความก้าวหน้าในการทำความเข้าใจโลกธรรมชาติ ฟิสิกส์ พันธุกรรม และประเด็นอื่นๆ ในทางวิทยาศาสตร์ สุดท้ายแล้วเผ่าพันธุ์ของเราก็จะเป็นดั่งคำพูดของ ก็อทลิบ ฟิกช์เท (Gottlieb Fichte) ที่ว่า “มนุษย์กลายเป็นธรรมชาติที่มีจิตสำนึกของตัวเอง” หรือพูดอีกอย่างคือ เป็นธรรมชาติที่มีความสามารถในการสร้างวิถีวิวัฒนาการของตัวเอง มนุษย์เริ่มปรับธรรมชาติให้เหมาะสมกับความต้องการของตัวเองในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน และในระยะเวลาอันรวดเร็ว วิวัฒนาการทางวัฒนธรรมถูกมองว่าเป็นกระบวนการที่มีพลวัตในการปรับสภาวะแวดล้อมให้เข้ากับมนุษย์ภายในระยะเวลาไม่ถึงชั่วคน

ถ้าเราเข้าใจลักษณะที่แท้จริงของธรรมชาติลำดับที่สองที่ถูกผลิตขึ้นจากความสร้างสรรค์และกลวิธีต่างๆ ของมนุษย์ ซึ่งมีความแตกต่างจากธรรมชาติลำดับที่หนึ่งอย่างเห็นได้ชัด เราก็จะเข้าใจด้วยว่ามันงอกเงยมาจากธรรมชาติลำดับที่หนึ่งโดยตรง หรือพูดอีกอย่างคือ มันเป็นผลมาจากวิวัฒนาการทางชีววิทยา นอกจากนี้ถ้าพูดในเชิงตรรกะแล้ว ธรรมชาติลำดับที่หนึ่งนั้นแฝงฝังไปด้วยศักยภาพที่จะให้กำเนิดธรรมชาติลำดับที่สอง เราควรทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ธรรมชาติและบันทึกทางวิวัฒนาการในแง่ที่ว่า แท้จริงแล้วการวิวัฒน์ของสิ่งต่างๆ ไม่ได้ทำให้โลกธรรมชาติสูญเสียแก่นแกนของมันไป ธรรมชาติลำดับที่สองยังคงบรรจุลักษณะของธรรมชาติลำดับที่หนึ่งเอาไว้เสมอ รูปแบบที่ซับซ้อนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็ล้วนเริ่มต้นมาจากการพัฒนาของเซลล์เซลล์เดียวที่จัดเรียงและรวมตัวกันในรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น (กลายเป็นอวัยวะ) และเซลล์เหล่านั้นก็ทำงานประสานสอดคล้องกันอย่างซับซ้อน (กลายเป็นองค์อินทรีย์) ค่า pH ของน้ำคร่ำในช่องคลอดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างเช่นมนุษย์ ก็มีองค์ประกอบมาจากค่า pH ของมหาสมุทรยุคโบราณซึ่งเป็นสถานที่ที่สิ่งมีชีวิตกำเนิดขึ้นครั้งแรก ในแง่นี้ การปฏิสนธิ การตั้งครรภ์ การให้กำเนิด ก็ล้วนแต่เป็นการลอกเลียนแบบวิวัฒนาการทางชีววิทยาทั้งสิ้น สปีชีส์ของเรารวมเอาธรรมชาติลำดับที่หนึ่งและที่สองเข้าไว้ด้วยกัน

เมื่อเราดูบันทึกวิวัฒนาการทางชีววิทยาที่ดำเนินมาตลอดหลายล้านปี เราก็จะเห็นว่ารูปแบบของสิ่งมีชีวิตต่างๆ นั้นเพิ่มระดับความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ และมองเห็นว่าชีวิตเหล่านั้นมีศักยภาพที่จะตระหนักรู้ในตนเอง เราไม่ได้หมายถึงว่าวิวัฒนาการนั้นเดินเป็นเส้นตรงอย่างต่อเนื่อง ที่จริงแล้ววิวัฒนาการนั้นล้วนมีจุดเริ่มต้น จุดเฟื่องฟู จุดเสื่อมถอย หรือแม้กระทั่งจุดที่สิ่งมีชีวิตนั้นๆ สูญพันธุ์ไปสิ้น แต่ก็เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ได้วิวัฒนาการมาจากสิ่งที่ไม่มีสำนึกในตนเอง เช่นสัตว์เซลล์เดียว ไปสู่รูปแบบของสิ่งมีชีวิตที่มีรูปแบบทางชีววิทยาอันแสนซับซ้อนที่มีความสามารถในการคิดเชิงนามธรรมและเหตุผล แล้วสิ่งเหล่านี้คือเหตุผลที่ทำให้มนุษย์กลายเป็น “เจ้าผู้สร้าง” ที่มีสิทธิ์ในการปกครองสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในธรรมชาติ และมองธรรมชาติเป็นเพียงแค่ทรัพยากรที่จะนำมาใช้สอยอย่างนั้นหรือ? หรือเราต้องเข้าใจเสียก่อนว่ามนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ที่มีความสามารถในการทำลายล้างและสร้างสรรค์อย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน? ความเข้าใจเหล่านี้ไม่ได้นำมาซึ่งความรับผิดชอบในการวิพากษ์เพื่อทบทวนการดำรงอยู่ของความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติลำดับที่หนึ่งกับลำดับที่สอง ที่ถูกแผ้วทางจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนิเวศวิทยาหรอกหรือ? แล้วเราไม่ควรสร้างจริยศาสตร์และการเมืองที่จะนำมาซึ่งหลักประกันที่จะนำมาซึ่งความกลมเกลียวระหว่างธรรมชาติลำดับที่หนึ่งกับลำดับที่สอง ที่กำลังถูกคุกคามจากจริยศาสตร์และการเมืองในปัจจุบันของเราในตอนนี้หรอกหรือ?

นิเวศวิทยาสังคมนั้นชี้แนะว่าเราต้องหวนกลับไปพินิจธรรมชาติลำดับที่หนึ่งกันเสียใหม่ เพื่อทำความเข้าใจถึงหลักการต่างๆ ของประวัติศาสตร์ธรรมชาติ และเป็นหลักประกันว่าระบบนิเวศนั้นจะอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์พร้อม การตรวจสอบดังกล่าวนั้นต้องวางอยู่บนฐานของความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ แต่เราต้องเข้าใจเสียก่อนว่าโครงการดังกล่าวนั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นเชิงประจักษ์เพียงอย่างเดียว ประวัติศาสตร์ของการตีความ “กฎของธรรมชาติ” นั้นเต็มไปด้วยช่วงเวลาที่เป็นอัตวิสัยและความเป็นการเมือง ในศตวรรษที่ 19 นักสังคมศาสตร์สายดาร์วินอย่างเช่น เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ (Herbert Spencer) ได้พลิกแพลงเอาความคิดของดาร์วินมาเป็นหลักเหตุผลสร้างความชอบธรรมให้กับจักรวรรดินิยมอังกฤษ หรือมาดูเหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่นาน ฮิตเลอร์สร้างความชอบธรรมให้กับมุมมองของเขาด้วยการยกเอาแนวคิดเรื่อง “ธรรมชาติที่เที่ยงแท้” ขึ้นมา แต่นิเวศวิทยาสังคมไม่ทำเช่นนั้น เพราะเราไม่ต้องการที่จะบอกว่าธรรมชาติคือสิ่งเที่ยงแท้หรือมีอำนาจสัมบูรณ์ สิ่งที่เราทำก็คือพยายามที่จะใช้หลักวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดที่เรามี เพื่อพิจารณาแนวโน้มหรือหลักการของกระบวนการวิวัฒนาการ พลวัตของระบบนิเวศ และทำความเข้าใจว่าแนวโน้มเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยที่ไม่ละทิ้งสิ่งต่างๆ ที่มาจากธรรมชาติลำดับที่หนึ่ง เหมือนกับว่านิเวศวิทยาสังคมนั้นต้องการทำให้ธรรมชาติลำดับที่หนึ่งและสองกลับมาปรองดองกันอีกครั้ง ซึ่งเป็นภารกิจเร่งด่วนในภาวะที่ดาวโลกกำลังถูกคุกคาม เรายังต้องจดจำไว้อีกด้วยว่า เนื่องจากทฤษฎีใดๆ ก็ตามล้วนมีฐานมาจากวิทยาศาสตร์ ดังนั้นนิเวศวิทยาสังคมก็จำเป็นที่จะต้องถูกปรับปรุงจากความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ เช่นเดียวกัน

จริยศาสตร์และสังคมในเชิงนิเวศ

จริยศาสตร์ที่มีเป้าหมายในการฟื้นฟูความปรองดองระหว่างธรรมชาติลำดับที่หนึ่งและที่สองนั้นต้องเริ่มต้นด้วยการเพิ่มพูนความซับซ้อน ความหลากหลาย และระดับของจิตสำนึกให้สูงขึ้น การเริ่มต้นดังกล่าวต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติทั้งสองลำดับเสียก่อน เราต้องมุ่งมานะที่จะปกป้องและสรรสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนความหลากหลายทางชีววิทยา ที่มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน

หลักการเดียวกันนี้จะต้องปรับใช้กับธรรมชาติลำดับที่สอง ถ้าเป้าหมายของเราคือสังคมเชิงนิเวศ จริยศาสตร์ของเราก็จะต้องรับประกันได้ว่าสังคมของเราจะให้ความสำคัญกับความซับซ้อนหลากหลาย ที่มุ่งไปสู่การเพิ่มระดับทางจิตสำนึกในตนเอง ซึ่งแสดงออกมาผ่านความเคารพซึ่งกันและกัน ความมีส่วนร่วม ความเท่าเทียม และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ การไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาซึ่งระดับของความซับซ้อน ความหลากหลาย และอิสรภาพที่สูงขึ้นนั้นคือเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับระบบนิเวศและสังคมที่สมบูรณ์พูนสุข และเป็นเงื่อนไขที่จะนำไปสู่ความปรองดองของธรรมชาติลำดับที่หนึ่งและที่สอง

หลักการของความเป็นหนึ่งเดียวกันและความเท่าเทียมคือหลักการที่ปรากฏอยู่ในธรรมชาติลำดับที่หนึ่ง เราควรจะปรับใช้หลักการดังกล่าวกับสังคมของเราเพื่อที่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งสุขภาวะ ความมั่นคง และความแข็งแรงของระบบนิเวศนั้นวางอยู่บนความสัมพันธ์ทางตรงกับความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตที่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับระบบ ระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพถึงจุดสูงสุด อย่างเช่น ป่าดิบชื้น หรือปากแม่น้ำนั้นมีความสามารถที่จะรักษาความหลากหลายดังกล่าวไว้ได้นานนับหลายพันปี ยิ่งมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด มันก็ยิ่งทำให้เกิดการเพิ่มระดับของความหลากหลายทางโภชนาการตามไปด้วย และทำให้ระบบสามารสร้างการทดแทนและค้ำชูตัวมันเองได้

การปรับใช้หลักการดังกล่าวก็คือความเร่งด่วนเชิงจริยศาสตร์ของธรรมชาติลำดับที่สอง การขาดหายไปของความเป็นหนึ่งเดียวกับและความไม่อดทนอดกลั้นต่อความหลากหลายนั้นกลายเป็นภัยคุกคาม ที่ไม่ใช่สำหรับแค่วัฒนธรรมหรือสังคมหนึ่งๆ เท่านั้น แต่มันกระทบกับโลกของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ผลลัพธ์ของการไม่ยอมรับแนวคิดนี้มาปรับใช้กับธรรมชาติลำดับที่สองก็คือ มันจะนำไปสู่ภัยพิบัติทางสังคมและระบบนิเวศ เช่นสงคราม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการเหยียดเชื้อชาติ รวมไปถึงการลดทอนและทำให้ระบบนิเวศพังทลายลง ซึ่งเห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก ธรรมชาติทั้งสองประเภทนั้นมีความเกี่ยวโยงกันอย่างแยกไม่ออก นิเวศวิทยาสังคมนั้นให้ความสำคัญกับหลักการความเป็นหนึ่งเดียวกันในความหลากหลาย ในฐานะหนทางที่จะใช้แก้ไขการพังทลายที่ได้ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว

ลำดับชั้นและวิวัฒนาการ

ในตอนที่วิทยาศาสตร์ได้เริ่มต้นทำการศึกษาระบบนิเวศ มันมีแนวโน้มว่าจะมองความสัมพันธ์แบบสมมาตรในลักษณะลำดับชั้น แนวคิดหลักของการทำความเข้าใจระบบนิเวศนั้นได้แก่ห่วงโซ่อาหาร มันเป็นลำดับชั้นของการพึ่งพากันที่เข้มงวดอย่างยิ่ง โดยมีสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่อยู่ที่ชั้นบนสุดของห่วงโซ่ เนื่องจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของเรานั้นมีมากขึ้น โมเดลห่วงโซ่แบบเดิมที่ยังถูกศึกษาไม่ละเอียดมากนักก็ถูกแทนที่ด้วยการอธิบายที่ลึกซึ้งกว่า โดยการนิยามความสัมพันธ์อันซับซ้อนที่เกิดขึ้นในระบบนิเวศว่าเป็นเครือข่ายสายใยอาหาร (food web) สายใยทางอาหารนี้เป็นลักษณะที่ปราศจากลำดับชั้นของความสัมพันธ์ต่างๆ โดยมีฐานมาจากการพึ่งพาซึ่งกันและกัน เชื่อมโยงทุกสปีชีส์เอาไว้ด้วยกันในฐานะองค์รวมของการสนับสนุนซึ่งกันและกัน สิ่งนี้ทำให้เราย้อนกลับไปมองว่าธรรมชาติลำดับที่หนึ่งนั้นก็มีลักษณะความสัมพันธ์แบบปราศจากลำดับชั้นเช่นกัน

ลำดับชั้นระหว่างสิ่งมีชีวิตที่เราคิดขึ้นมาว่ามันจะต้องดำรงอยู่ในธรรมชาติลำดับที่หนึ่ง อย่างเช่น สิงโตเป็น “เจ้าแห่งสัตว์ป่า” หรือ “มดอยู่ลำดับล่างของห่วงโซ่” สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นมุมมองลำดับชั้นแบบมนุษย์ทั้งสิ้น ในทางเทคนิค ลำดับชั้นหมายถึงระบบของคำสั่งและการควบคุมเพื่อทำให้เกิดการบังคับในทางกายภาพซึ่งก่อให้เกิดการเชื่อฟังคำสั่งนั้นๆ แต่อันที่จริงแล้ว ระบบดังกล่าวไม่เคยดำรงอยู่ในธรรมชาติลำดับที่หนึ่ง สิงโตไม่ได้ออกคำสั่งหรือควบคุมสิ่งมีชีวิตอื่นๆ แถมมันก็ไม่ได้สร้างระบบระเบียบเชิงสถาบันในความสัมพันธ์ของมันด้วย แม้แต่ลักษณะที่เหนือกว่าของสิงโตตัวเมียก็ถูกมองว่าเป็นความเหนือกว่าในบางสถานการณ์เท่านั้น มันไม่ได้ถูกสถาปนาว่าจะเป็นเช่นนั้นเสมอไป

ลำดับชั้นได้ทำลายสายใยแห่งความสัมพันธ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของระบบนิเวศ วัฏจักรแห่งการเกิด การตาย การย่อยสลาย ได้เชื่อมต่อธรรมชาติลำดับที่หนึ่งและลำดับที่สองเข้าไว้ด้วยกัน ต่อให้จะปฏิเสธไม่ได้ว่ามีการแข่งขันระหว่างสปีชีส์ในกระบวนการวิวัฒนาการ แต่พลวัตของระบบนิเวศนั้นมีรากฐานมาจากการร่วมมือกัน สปีชีส์แต่ละสปีชีส์ล้วนมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการพัฒนา สิ่งนี้เป็นจริงแม้แต่ในความสัมพันธ์ระหว่างเหยื่อกับผู้ล่าที่สายพันธ์ุทั้งหลายต่างพึ่งพาอาศัยกัน ลองพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ ผู้ล่าย่อมพึ่งพาเหยื่อในการเอาชีวิตรอด ส่วนเหยื่อก็พึ่งพาผู้ล่าในการรักษาจำนวนประชากรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ลักษณะของการพึ่งพากันเช่นนี้เริ่มซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ตามความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศ

เหนือสิ่งอื่นใดนั้น วิวัฒนาการคือเขตแดนของศักยภาพ ทุกๆ รูปแบบของชีวิตล้วนประกอบไปด้วยชุดของความน่าจะเป็นทั้งในเชิงชีววิทยาและเชิงพฤติกรรม ศักยภาพเหล่านี้และความพยายามทำให้มันเป็นจริงนั้นคือสิ่งที่ขับเคลื่อนชีวิตให้ก้าวไปข้างหน้า และเมื่อกระบวนการนี้ไปถึงระดับที่มีจิตสำนึกรับรู้ (ว่าตนเองมีศักยภาพ) มันก็ได้กลายมาเป็นตัวแปรสำคัญของโลกธรรมชาติ และอีกทางหนึ่งก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างธรรมชาติลำดับที่หนึ่งและลำดับที่สอง แม้ว่าธรรมชาติลำดับที่หนึ่งจะปรากฏอยู่ในธรรมชาติลำดับที่สองเสมอ แต่เราก็จะเห็นถึงการเกิดขึ้นของจิตสำนึก จิตสำนึกในตนเอง และความพยายามของมนุษย์ในการเติมเต็มศักยภาพที่พวกเขามี ซึ่งเป็นลักษณะของการที่วัฒนธรรมถือกำเนิดขึ้น ถ้าภาวะพึ่งพานั้นถูกมองว่าเป็นแนวโน้มตามธรรมชาติที่ช่วยให้มนุษย์สร้างจริยศาสตร์ขึ้นมาได้ มันก็ต้องมีรากฐานมาจากความเข้าใจศักยภาพดังกล่าว มันต้องเป็นส่วนหนึ่งของความต่อเนื่องของพฤติกรรมที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ ศักยภาพนี้ก่อให้เกิดการแสดงออกในหลายรูปแบบ ผ่านประวัติศาสตร์ในแต่ละยุคสมัย ซึ่งทำให้เห็นว่านี่คือหลักฐานว่าเราควรผสมผสานหลักการเข้ากับกรอบคิดเชิงจริยศาสตร์ ที่จะทำให้เราสามารถฟื้นฟูความกลมเกลียวระหว่างธรรมชาติลำดับที่หนึ่งและสองได้

ความคิดกระแสหลักที่มองว่าธรรมชาติของมนุษย์เป็นสิ่งเที่ยงแท้นั้นวางอยู่บนฐานของความโลภ การแข่งขัน สงคราม และการใช้อำนาจ สิ่งเหล่านี้ถูกท้าทายจากบันทึกทางมานุษยวิทยา อันที่จริงแล้ว มานุษยวิทยานั้นบอกให้เราปฏิเสธความคิดอันคับแคบเกี่ยวกับ “ธรรมชาติของมนุษย์” และแทนที่มันด้วยแนวคิดที่เปิดกว้างเกี่ยวกับความต่อเนื่องของพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์ซึ่งเต็มไปด้วยศักยภาพ ซึ่งไม่ใช่ศักยภาพที่เป็นเรื่องของความโลภ การแข่งขัน สงคราม และการใช้อำนาจ แต่มันพูดถึงศักยภาพในการดูแลผู้อื่น การแบ่งปัน การพึ่งพาอาศัยกันและกัน และความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นลำดับชั้น กรอบคิดนี้นำมาซึ่งความเชื่อว่าเราในฐานะมนุษย์นั้นมีศักยภาพเพียงพอที่จะสร้างสังคมเชิงนิเวศ นักมานุษยวิทยาได้นิยามพฤติกรรมเชิงนิเวศเหล่านี้ว่าเป็นใจกลางของสังคมมนุษย์ โดยมีต้นกำเนิดมาจากสังคมที่มีระบบการผลิตก่อนทุนนิยม ลักษณะดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในอนาคต ผมไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ควรจะกลับไปสู่การหาของป่าล่าสัตว์ ซึ่งเราย้อนกลับไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่ผมจะบอกว่า รูปแบบทางพฤติกรรมเหล่านี้มันทำให้เราเห็นถึงหลักการพื้นฐานบางอย่าง และเราในฐานะมนุษย์ผู้มีความสร้างสรรค์ก็สามารถนำเอาหลักการเหล่านั้นมาปรับใช้ในชีวิตปัจจุบันได้

วัฒนธรรมและสังคมต่างๆ นั้นมักจะให้ความสำคัญกับรูปแบบพฤติกรรมหนึ่งๆ และลดคุณค่าพฤติกรรมอื่นๆ อยู่เสมอ จากกระบวนการขัดเกลาทางสังคมและการศึกษาในระบบทำให้สังคมของเรานั้นสนับสนุนความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นมิตรต่อระบบนิเวศ ยิ่งไปกว่านั้นยังทำให้พฤติกรรมเหล่านี้กลายเป็น “ธรรมชาติของมนุษย์” ไปเสีย ความตระหนักรู้ถึงศักยภาพอื่นๆ ที่แฝงอยู่ในตัวมนุษย์นั้นช่วยมอบความหวังว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้ แม้ว่าจะไม่มีวิธีการที่ชัดเจน แต่ความรู้ทางชีววิทยาสังคมได้เสนอว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นจะเกิดขึ้นถ้าเราไปถึงจุดที่ศักยภาพของเรากลายเป็น “ธรรมชาติที่มีจิตสำนึกในตนเอง” ทำให้เกิดความกลมเกลียวระหว่างธรรมชาติลำดับที่หนึ่งและลำดับที่สอง และแก้ไขวิกฤตทางธรรมชาติที่กำลังคุกคามการดำรงอยู่ของพวกเรา

จากนิเวศวิทยาสู่การเมือง

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นต้องการวิสัยทัศน์ที่ราดิคัล เราต้องการญาณวิทยาของระบบนิเวศแบบใหม่ เราต้องการจริยศาสตร์ที่มีต้นแบบมาจากธรรมชาติลำดับที่หนึ่ง และเราต้องการการปฏิบัติเชิงทฤษฎีในทางการเมืองและสังคม เราต้องมุ่งมั่นที่จะค้นหาและตรวจสอบต้นตอของวิกฤตทางธรรมชาติ โดยการใช้หลักการทางจริยศาสตร์ที่เราได้รับมาจากความเข้าใจในตัวธรรมชาติ การตรวจสอบดังกล่าวจะนำเราออกจากเขตแดนของนิเวศวิทยาแบบเดิมๆ ที่ยังคงมอง “ธรรมชาติ” ว่าเป็นเพียงทรัพยากร ไปสู่นิเวศวิทยาสังคมที่ให้ความสำคัญกับความกลมเกลียวของธรรมชาติทั้งสองลำดับ

จริงๆ แล้ว แนวคิดดังกล่าวเรียกร้องการแก้ไขปัญหาที่มากไปกว่าวิธีแบบผักชีโรยหน้าที่นักสิ่งแวดล้อมส่วนมากทำกัน มันเรียกร้องให้เราแก้ไขปัญหาสังคมที่ซ่อนอยู่และเป็นต้นเหตุของวิกฤตทางสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย มันเสนอว่าระบบนิเวศที่มีสุขภาวะที่ดี และความสัมพันธ์อันกลมเกลียวระหว่างธรรมชาติทั้งสองลำดับนั้นเป็นผลมาจากการสร้างสังคมเชิงนิเวศขึ้นมา และสังคมเชิงนิเวศจะต้องมีหลักทางจริยศาสตร์รองรับ ซึ่งได้มาจากการทำความเข้าใจธรรมชาติลำดับที่หนึ่ง

วิกฤตทางธรรมชาตินั้นเรียกร้องสิ่งที่มากกว่าความเปลี่ยนแปลงของจิตสำนึก แม้ว่าความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่มันยังไม่เพียงพอ เราต้องเริ่มต้นด้วยการกระทำที่เป็นผลมาจากจิตสำนึกแบบนิเวศวิทยาสังคม แน่นอนว่ากระบวนการประกอบสร้างเชิงนิเวศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันต้องการการยกระดับทางความคิดและการจัดการทางสังคมอย่างใหญ่หลวง เราต้องเริ่มต้นกระบวนการการประกอบสร้างระบบนิเวศด้วยการอนุรักษ์ระบบนิเวศในปัจจุบัน เพื่อเป็นหลักประกันความเป็นเอกภาพ และมองว่ามันเป็นแหล่งที่กักเก็บความหลากหลายทางชีวภาพเอาไว้ สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือเราต้องเข้าไปฟื้นฟูระบบนิเวศที่เต็มไปด้วยความเสื่อมโทรมให้กลับไปยังสภาวะก่อนหน้านี้ ดังนั้นเราจำเป็นต้องสำรวจและนำเอารูปแบบการพัฒนาเชิงนิเวศมาปรับใช้ รวมไปถึงกระบวนการที่ให้ความสำคัญกับชุมชน ที่ทำให้ความต้องการของมนุษย์นั้นสมดุลกับการฟื้นฟูระบบนิเวศ เราต้องแสดงให้เห็นถึงมิติต่างๆ ของการสร้างสรรค์โลกขึ้นมาใหม่ด้วยการปรับใช้หลักจริยศาสตร์ในธรรมชาติ

โครงการดังกล่าวเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาสาขาวิชานิเวศวิทยาสังคม การคิดในเชิงปรัชญานั้นไม่เพียงพอ สิ่งที่สำคัญคือการปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม การกระทำของเราต้องมีรากฐานมาจากจริยศาสตร์และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ การไม่ครุ่นคิดพิจารณาและการกระทำที่ไม่รอบคอบอาจจะทำให้ทุกอย่างแย่ลง แทนที่จะทำให้มันดีขึ้น ผลลัพธ์ที่เราต้องการก็คือการก้าวไปสู่ความซับซ้อน ความหลากหลาย และอิสรภาพที่มากขึ้นกว่าเดิม เราต้องสร้างความเป็นปึกแผ่นผ่านความหลากหลายและลักษณะกลุ่มก้อนที่พึ่งพาอาศัยกัน และความตระหนักรู้ถึงความสัมพันธ์ของตัวเรากับธรรมชาติลำดับที่หนึ่งนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเรามีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ที่สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าและหลักการดังกล่าว วิธีการกับผลลัพธ์ต้องสอดคล้องกันเสมอ

ปฏิบัติการในทางนิเวศวิทยาสังคมนั้นต้องอาศัยการเข้ามามีส่วนร่วมของคนหลากหลายกลุ่มและแนวคิดแบบประชาธิปไตย ผู้คนจากทั่วโลกและชุมชนระดับท้องถิ่นกำลังท้าทายวัฒนธรรมการทำลายล้างแบบไร้เหตุผล ไม่ว่าจะเป็นการดิ้นรนต่อสู้ของชนพื้นเมืองในเม็กซิโกเพื่อปกป้องผืนป่าของพวกเขา ชาวนาเนปาลต่อสู้เพื่อไม่ให้เกิดการสร้งเขื่อนกั้นแม่น้ำ และชุมชนคนผิวดำยากจนในลุยเซียนาก็ต่อสู้เพื่อที่โรงงานปล่อยสารเคมีเป็นพิษถูกปิดตัวลง ขบวนการเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหวระดับโลก เช่นเดียวกับเหล่าผู้อยู่อาศัยในเมือง
เดสทรอยอันเสื่อมโทรมกำลังเรียกร้องเอาตึกที่ถูกทิ้งร้างกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง และกลุ่มเยาวชนที่ใช้พื้นที่ว่างในเมืองนิวยอร์กเป็นที่ปลูกผักออแกร์นิก พวกเขายืนหยัดอยู่เคียงข้างเหล่าผู้ต่อต้านระบอบเศรษฐกิจโลกอันแสนหน้าเลือด ซึ่งถูกครอบงำโดยเหล่าบรรษัทขนาดยักษ์

การผสมผสานของการประท้วงต่อต้านเข้ากับปฏิบัติการฟื้นฟูเป็แค่เพียงก้าวแรกเท่านั้น เราจะต้องขยายการต่อสู้ของเราให้มีคนจากหลากหลายกลุ่มมากขึ้น มีการจัดตั้งองค์กรที่นำเอาหลักจริยธรรมเชิงนิเวศมาปรับใช้ เพื่อเป็นการสร้างความกลมเกลียวระหว่างธรรมชาติทั้งสองลำดับ เป็นขบวนการที่มีความหลากหลาย ไม่รวมศูนย์ ไม่มีลำดับชั้น และเน้นการมีส่วนร่วม เสนอให้เห็นโมเดลแบบใหม่ของปฏิบัติการทางสังคมที่เป็นการโต้ตอบกับแนวทางแห่งการทำลายล้างที่ถูกสร้างขึ้นจากวัฒนธรรมหลักที่ครอบงำเราอยู่ในทุกวันนี้

ก้าวไปสู่การตื่นรู้ครั้งใหม่

มุมมองแบบนิเวศวิทยาสังคมนั้นจำต้องพูดถึงอนาคตข้างหน้าด้วย และต้องทำในท่าทีของการนำเอาหลักการทางจริยศาสตร์ในธรรมชาติลำดับที่หนึ่งมาปรับใช้ การคาดการณ์โดยใช้เพียงแค่ความเป็นปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งปรากฏให้เห็นผ่านวิธีคิดของพวกฟูทูริสต์ (futurists) และพวกนักทฤษฎีระบบ (system theorists) การพูดคุยถกเถียงเกี่ยวกับอนาคตในแง่ของนิเวศวิทยานั้น จะต้องมีรากฐานอยู่ที่แนวคิดเรื่องศักยภาพ หรือความเข้าใจว่าสิ่งต่างๆ จะกลายเป็นอะไรได้บ้าง การวิวัฒนาการในตัวของมันเองก็คือกระบวนการเผยออกมาของศักยภาพในระดับชีววิทยา เป็นองค์อินทรีย์ที่อาจเติมเต็มศักยภาพในการเติบโต พัฒนา และขยายเผ่าพันธ์ุ หรือบางทีก็ประสบความล้มเหลว ศักยภาพไม่ควรจะเท่ากับการไม่มีทางเลือก มีตัวแปรมากมายที่จะทำให้ศัยกภาพเหล่านั้นปรากฏหรือไม่ปรากฏ นิเวศวิทยาตรวจสอบอนาคตด้วยการพยายามที่จะนำเอาศัยภาพต่างๆ ในการฟื้นฟูและสร้างความกลมเกลียวระหว่างธรรมชาติทั้งสองลำดับออกมา ขณะเดียวกันก็ทำให้ศัยภาพเหล่านั้นเป็นจริงขึ้นมาด้วย

การจะทำเช่นนั้นได้ นิเวศวิทยาสังคมได้หยิบยืมเอาธรรมเนียมอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ นั้นคือการคิดถึงโลกยูโทเปีย แต่เป็นยูโทเปียที่วางอยู่บนความเข้าใจศักยภาพที่มีอยู่ในปัจจุบัน แม้ว่าศักยภาพบางอย่างยังไม่เป็นที่รับรู้ก็ตาม ในช่วงยุคเรอเนสซองส์และยุคภูมิธรรม (Enlightenment) วิธีคิดแบบยูโทเปียถือกำเนิดขึ้นมาในฐานะรูปแบบทางความคิดที่มีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการวิพากษ์สังคม และการมองหาความเป็นไปได้ในการสร้างองค์กรทางสังคมขึ้นมา มันเคยถูกใช้เพื่อสำรวจหาหนทางที่มนุษย์จะก้าวเดินต่อไป เป็นแรงบันดาลใจให้มนุษย์ก้าวข้ามขีดจำกัดทางสังคม แต่การคิดแบบยูโทเปียนั้นเสนออะไรไปมากกว่าแรงบันดาลใจ เพราะมันยังเสนอการเริ่มต้นสิ่งใหม่ให้กับเรา ถ้าเราไม่มีภาพของสังคมที่เราพึงปรารถนาแล้วล่ะก็ เราก็จะไม่สามารถไปถึงมันได้เลย ในบริบทเชิงนิเวศสมัยใหม่ รายละเอียดของหลักการยูโทเปียนั้นวางอยู่บนฐานของความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ที่มีต่อระบบนิเวศ และจะถูกนำมาปรับใช้ผ่านแผนการพัฒนาแบบประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่น

นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่เรามีศักยภาพพอในการกำจัดความขาดแคลน สังคมของเรามีเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ทุกคน ทั้งด้านอาหาร ที่อยู่อาศัย และพลังงาน สิ่งที่เราขาดหายไปก็คือวิสัยทัศน์ทางสังคมและความมุ่งมั่นทางการเมืองที่จะทำเช่นนั้น การรวมศูนย์ความมั่งคั่งแบบลำดับชั้นนั้นนำไปสู่ความไม่สมดุลอันน่าหวั่นของการกระจายทรัพยากรไปทั่วโลกใบนี้ ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนนั้นขยายกว้างขึ้นอย่างสม่ำเสมอในหลายทศวรรษที่ผ่านมา เช่นเดียวกับที่ยุคภูมิธรรมนั้นนำไปสู่การประกอบสร้างสังคมขึ้นมาใหม่ ด้วยการสั่นคลอนระเบียบอำนาจเดิม ยุคภูมิธรรมแห่งการตื่นรู้ครั้งใหม่ที่ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศนี้ก็จะทำเช่นนั้นเหมือนกัน ผมตระหนักดีว่ายุคภูมิธรรมนั้นยังมีข้อจำกัดและข้อบกพร่องอยู่ด้วย และผมไม่ได้เสนอว่าเราต้องผลิตซ้ำสิ่งเดิม แต่เป็นการเรียนรู้กระบวนการของมันเพื่อที่เราจะได้แก้ไขให้ดีขึ้น

โครงการแห่งการตื่นรู้เริ่มต้นด้วยชุดความคิดที่วิพากษ์สิ่งเดิมแบบราดิคัล และเสนอมุมมองที่เหนือไปกว่าภาวะปัจจุบัน เราจะทำอย่างไรได้บ้าง และเราควรทำอะไร ถ้าเราตระหนักรู้ถึงสังคมเชิงนิเวศและศักยภาพของมัน เราก็จะต้องเริ่มต้นเสียตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าเราล้มเหลวกับโครงการดังกล่าว นั่นหมายความว่าเรากำลังทอดทิ้งมนุษยชาติ และเดินหน้าเข้าสู่ยุคแห่งการทำลายล้างระบบนิเวศอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


บทความแปลชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันนิเวศวิทยาสังคม ก่อตั้งโดย Murray Bookchin

คนไม่มีสิทธิ์: ว่าด้วยชีวิตอันเปลือยเปล่าของเราทุกคน

คนไม่มีสิทธิ์: ว่าด้วยชีวิตอันเปลือยเปล่าของเราทุกคน

[ขอบคุณภาพปกจากแฟนเพจ Saveวันเฉลิม]

ผู้เขียน Peam Pooyongyut

บทนำ

การก่อกําเนิดของรูปแบบการปกครองที่เรียกว่า รัฐชาติ (nation-state) นั้นทําให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าเส้นเขตแดนตามมา เพราะเส้นแขตแดนนั้นเป็นสิ่งที่จะกําหนดว่าอํานาจของรัฐแต่ละรัฐนั้นสิ้นสุดที่ใดบนพื้นที่ทางกายภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่สําคัญมากเพราะว่ารูปแบบอํานาจของรัฐสมัยใหม่จําต้องมีความชัดเจน และแตกต่างไปจากรูปแบบของรัฐโบราณที่ไร้เส้นเขตแดน ความชัดเจนของอํานาจดังกล่าวจึงทําให้เกิดกลไกใหม่ๆ ของรัฐที่ส่งผลต่อการควบคุมสิ่งต่างๆ ในเส้นเขตแดน เช่น ประชากรของรัฐ หรือทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งส่งผลต่อความคิดที่ว่าเราไม่สามารถเป็นคนของชาติมากกว่าหนึ่งชาติได้พร้อมๆ กัน เป็นต้น

ในรัฐสมัยโบราณนั้น อํานาจรัฐไม่ได้มีขอบเขตชัดเจน กล่าวคืออํานาจจะมีมากเมื่ออยู่ในบริเวณศูนย์กลาง (เมืองที่ผู้ปกครองอาศัยอยู่) และค่อยๆ แผ่วลงเมื่อห่างออกจากศูนย์กลาง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจึงไม่สามารถรู้ได้อย่างแน่ชัดว่าอํานาจจะไปสิ้นสุดที่จุดใด นั่นทําให้ขอบเขตของอํานาจมีความคลุมเครืออยู่มาก เมื่อเป็นเช่นนี้ อํานาจรัฐที่มีอยู่เหนือประชากรของตนก็ลดหลั่นกันไปตามอาณาบริเวณที่ประชากรเหล่านั้นอาศัยอยู่ด้วย ผู้คนบริเวณชายขอบอํานาจจึงเป็นอิสระจากรัฐได้มากกว่า ประชากรจึงถูกยึดโยงกับตัวอาณาจักรและความสัมพันธ์กับอํานาจของอาณาจักรนั้นๆ การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ก็มีความยืดหยุ่น มีความอิสระของการเคลื่อนย้ายมากกว่า (โดยเฉพาะเมื่ออยู่ห่างจากศูนย์กลางอาณาจักร)

เมื่อเกิดรัฐสมัยใหม่และเส้นเขตแดนขึ้น ก็ย่อมส่งผลให้ความสัมพันธ์ของประชากรกับรัฐเปลี่ยนแปลงไปด้วย ความเข้มข้นของอํานาจรัฐไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่ศูนย์กลางอาณาจักรอีกต่อไป แต่ทว่ามันได้แผ่ขยายไปทั่วทั้งรัฐ ทั่วพื้นที่ทางกายภาพที่อยู่ภายใต้เส้นเขตแดนของรัฐนั้นๆ ดังนั้นรัฐจึงต้องสร้างกลไกใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อควบคุมประชากรที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางของรัฐ กลไกแบบหนึ่งที่เราน่าจะเคยได้ยินผ่านหูกันมาบ้างก็คืองานของ เบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน (Benedict Anderson) ชุมชนจินตกรรม ที่แสดงให้เห็นกลไลการสร้างสำนึกความเป็นชาติผ่านภาษา สัญลักษณ์ และจินตนาการร่วมของคนในชาติ แต่อีกหนึ่งในกลไกที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือสิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นพลเมือง” (citizenship) ที่กําหนดว่าใครเป็นประชากรของรัฐ นั่นหมายความว่าสถานะพลเมืองเป็นสิ่งที่รัฐมอบให้กับคนที่อยู่ในเขตแดนของตน เป็นหลักประกันความคุ้มครองสิทธิ์ มอบแผ่นดินสำหรับลงหลักปักฐานเพื่อแสดงถึงศีลธรรมของความเป็นพลเมือง (ประเด็นแผ่นดินเกิดกับมโนทัศน์เรื่องการติดกับพื้นที่ สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ Liisa Malkki, “National Geographic: The Rooting of Peoples and the Territorialization of National Identity among Scholars and Refugees.” Cultural Anthropology, 7, No. 1 (Feb. 1992): 24-44)

ชีวิตที่เปลือยเปล่า

โทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) นักปรัชญาการเมืองชาวอังกฤษ หนึ่งในนักคิดทฤษฎีสัญญาประชาคม (socialcontract) ที่กลายมาเป็นคําอธิบายของการเกิดรัฐสมัยใหม่ ได้ให้สาเหตุของการเกิดรัฐเอาไว้ว่า ในสภาวะธรรมชาติ (สภาวะที่ไม่มีรัฐ) มนุษย์นั้นมีความโหดร้าย ป่าเถื่อน และจ้องจะทําร้ายผู้อื่นเสมอเพื่อความอยู่รอดของตนและพวกพ้อง ฮอบส์จึงมองว่าสภาวะไร้รัฐนั้นเหมือนกับ “สงครามของมนุษย์ต่อมนุษย์คนอื่น” อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเพื่อไม่ให้มนุษย์ใช้
ความรุนแรงหรือฆ่ากัน จําต้องให้มนุษย์ทุกคนมาทําสัญญาร่วมกันเพื่อมอบอํานาจของตนให้กับองค์อธิปัตย์ หรือถ้ากล่าวให้มากไปกว่านั้นคือ “มอบอํานาจในการฆ่า” ของตนให้กับองค์อธิปัตย์ และนั่นจะส่งผลให้มนุษย์ไม่ฆ่ากันเอง สังคมจึงจะดำรงอยู่ได้ถ้ามีรัฐที่ยึดสิทธิ์ในการฆ่าเอาไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ในแง่นี้แล้วรัฐจึงมีหน้าที่ในการคุ้มครองชีวิตของมนุษย์ เป็นลักษณะสําคัญของรัฐสมัยใหม่

การมอบสิทธิพลเมืองก็เช่นเดียวกัน การที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีสิทธิ พลเมืองได้ ย่อมต้องได้รับการรับรองจากรัฐ เช่น การมีเอกสารยืนยันตน ที่คุ้นเคยกันดีก็อย่างเช่น บัตรประชาชน (ID card) ซึ่งทําให้ไม่ว่าอยู่แห่งหนใดก็สามารถระบุได้ว่าเป็นพลเมืองของรัฐใด อํานาจของรัฐจึงติดตัวพลเมืองของพวกเขาไปทุกๆ ที่ และการได้สิทธิพลเมืองก็นับว่าเป็นสิ่งสําคัญ เพราะมันทําให้ได้รับสิทธิ์อื่นๆ ตามมามากมาย เช่น สิทธิ์ในการรักษาพยาบาล สิทธิ์ในการใช้บริการของรัฐ สวัสดิการที่จําเป็นต่อการดํารงชีวิต อย่างไรก็ตาม สิทธิพลเมืองเมื่อได้รับมาจากรัฐก็ย่อมสามารถถูกถอดถอนออกโดยรัฐได้เช่นกัน (denationalization) กระบวนการถอดถอนความเป็นพลเมืองนั้นเป็นที่รู้จักกันอย่างดีในช่วงที่นาซีเยอรมันออกกฏหมายที่ชื่อว่า กฏหมายเนินแบค (Nuremberg Law) ซึ่งเป็นกฏหมายที่ระบุว่ามีเพียงชนชาติเยอรมันเท่านั้นที่เป็นพลเมืองของรัฐเยอรมนี กล่าวอีกทางนึงนี่คือการถอดทอนความเป็นพลเมืองของชนเชื้อชาติอื่นๆ โดยเฉพาะชาวยิว ซึ่งนําไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

จิออจิโอ อกัมเบน (Giorgio Agamben) นักปรัชญาการเมืองชาวอิตาลีได้เสนอแนวคิดเรื่อง “ชีวิตที่เปลือยเปล่า” (naked life, bare life, homo sacer) เพื่ออธิบายถึงสภาวะของชีวิตมนุษย์ โดยเฉพาะชีวิตมนุษย์ในสภาวะสมัยใหม่ อกัมเบนสนใจเรื่องนี้เพราะเขามองว่าชีวิตของมนุษย์ในสภาวะสมัยใหม่นั้นไม่สามารถแยกออกจากการเมืองและอํานาจขององค์อธิปัตย์ได้ เขาจึงศึกษาการทํางานของอํานาจอธิปัตย์ต่อชีวิตมนุษย์ ซึ่ง “ชีวิตที่เปลือยเปล่า” ก็เป็นตัวแบบอันหนึ่งที่เขานํามาใช้อธิบาย โดยการมองหาตรรกะของตัวอย่างที่เขายกมา เพื่อแสดงให้เห็นว่าอํานาจอธิปัตย์ทํางานกับชีวิตมนุษย์อย่างไร และชาวยิวกับค่ายกักกันเอาท์ชวิตท์ก็เป็นตัวอย่างที่อากัมเบนมักจะนํามาใช้บ่อยๆ

Giorgio Agamben

อกัมเบนกล่าวว่าชีวิตที่เปลือยเปล่านั้นเป็นชีวิตที่ถูกทะลุทะลวงจากอํานาจอธิปัตย์อย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะการไม่สามารถตัดสินความเป็นความตายให้กับตัวของมันเองได้ โดยเขาได้ยกตัวอย่างกฎหมายโรมันที่กล่าวถึงชีวิตที่เปลือยเปล่า homo sacer (sacred man) เอาไว้ว่าเป็นบุคคลที่มีความผิด และไม่มีความจําเป็นต้องเคารพบุคคลนั้นในฐานะมนุษย์ การฆ่าบุคคลดังกล่าวก็ส่งผลให้ผู้ฆ่าไม่มีความผิดไปด้วย ในแง่นี้ชีวิตที่เปลือยเปล่าจึงไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นอะไรที่ต่ำกว่าหรือสูงกว่ามนุษย์ อยู่นอกปริมณฑลทางการเมือง สอดคล้องกับคําพูดของอริสโตเติลที่ว่า ‘ผู้ที่ไม่ได้อยูในสังคมการเมือง ถ้าไม่เป็นสัตว์ก็เป็นพระเจ้า’ ชีวิตที่เปลือยเปล่าจึงเป็นชีวิตที่ได้รับการยกเว้นออกจากสังคมการเมือง ถูกกีดกันออกไปแต่ก็ยังถูกดึงเข้ามาเพื่อโดนกระทำจากอำนาจ

ดังนั้นเมื่อการฆ่าชีวิตที่เปลือยเปล่านั้นไม่ได้ส่งผลให้ผู้ฆ่าต้องรับโทษ ชีวิตที่เปลือยเปล่าจึงเป็นชีวิตที่ไม่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐ เป็นชีวิตที่ปราศจากสิทธิ์ของพลเมือง ส่งผลให้พวกเขาแทบไม่ได้รับความคุ้มครองใดๆ เว้นเสียแต่องค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ที่หลายองค์กรก็ยังเป็นการใช้อำนาจรัฐเข้ามาควบคุมจัดการชีวิตที่เปลือยเปล่าเหล่านี้

ผู้ลี้ภัย มนุษย์ผู้ไม่มีสิทธิ์

ผู้ลี้ภัย (refugee) คือบุคคลที่จำเป็นต้องแสวงหาที่ลี้ภัย (refuge) เนื่องด้วยสาเหตุหลายประการที่ทำให้ไม่สามารถอาศัยอยู่ในแผ่นดินเกิดของตนเองได้ เช่นสงครามกลางเมือง โรคระบาด วิกฤตเศรษฐกิจ หรือจะเป็นสาเหตุทางการเมืองต่างๆ หรืออีกประการหนึ่ง ฮันนาห์ อาเรนท์ (Hannah Arendt) กล่าวว่าผู้ลี้ภัยคือกลุ่มคนโชคร้ายที่ต้องเดินทางไปยังประเทศใหม่โดยที่ไม่ได้ตั้งตัว หรือเตรียมใจเอาไว้ก่อน ซึ่งตัวอาเรนท์เองก็เป็นผู้ลี้ภัยชาวยิว ที่ลี้ภัยจากเยอรมันไปยังประเทศต่างๆ มากมาย ดังนั้นแล้วอาจจะสรุปได้ง่ายๆ ว่าผู้ลี้ภัยคือผู้ที่ต้องออกจากประเทศต้นทางไปยังประเทศใหม่ด้วยสาเหตุต่างๆ นั่นเอง

โรงฮิงญา (Rohingya) คือหนึ่งในกลุ่มชาติพันธ์ุที่มีถิ่นอาศัยอยู่ในรัฐยะไข่ ประเทศพม่า ซึ่งพวกเขากลายมาเป็นผู้ลี้ภัยที่กำลังเป็นวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศอยู่ในปัจจุบัน ชาวโรฮิงญานั้นเป็นมุสลิม จึงไม่ได้รับการยอมรับทางการพม่าที่นับถือพุทธเป็นหลัก รวมทั้งมีข่าวมากมายที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาถูกชาวพม่ารังแก ใช้ความรุนแรง รวมไปถึงการสังหารอย่างต่อเนื่อง นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทําให้ชาวโรงฮิงญาจํานวนมากต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ โดยหลักๆ แล้วบังคลาเทศซึ่งมีอาณาเขตอยู่ติดกับรัฐยะไข่เป็นที่ที่มีการรับชาวโรงฮิงญาเข้าไปมากที่สุด หรือแม้แต่ประเทศไทยเองก็เคยมีผู้ลี้ภัยชาวโรงฮิงญาเข้ามาขอลี้ภัย โดยเดินทางมาทางเรือผ่านเข้าภาคใต้ของไทย ปัญหาผู้ลี้ภัยชาวโรงฮิงญานั้นเป็นปัญหาใหญ่ที่ทั่วภูมิภาคต้องเผชิญ โดยพม่าก็ยังคงมีท่าทีไม่สนใจและพยายามดําเนินการใช้ความรุนแรงกับชาวโรงฮิงญาในพม่าต่อไปท่ามกลางการปิดกั้นสื่อเพื่อปกปิดความจริง

เมื่อลองวิเคราะห์ความเปลือยเปล่าของชีวิตชาวโรงฮิงญาแล้ว เราจะพบความน่าสนใจดังนี้

ชาวโรงฮิงญานั้นถือว่าเป็นบุคคลไร้รัฐ (stateless) เนื่องจากทางการพม่าไม่ยอมรับรองสถานะพลเมืองให้กับพวกเขา นั่นส่งผลให้พวกเขากลายเป็นเป็นเหยื่อของความรุนแรงที่ไม่มีใครสามารถเอาผิดกับผู้กระทําได้เลย เพราะความรุนแรงส่วนมากนั้นทางพม่าเองก็มีส่วนรู้เห็นรวมถึงเป็นผู้ดำเนินการเสียเอง แม้ว่านานาชาติหรือองค์การระหว่างประเทศจะพยายามเรียกร้องให้ทางการพม่าจัดการเรื่องดังกล่าวด้วยการไม่ใช้ความรุนแรง แต่ก็แทบไม่มีผลอะไร บริบทของรัฐชาตินั้นให้ความสําคัญกับอํานาจอธิปไตยของรัฐ ดังนั้นจึงไม่มีหนทางที่อํานาจภายนอกจะไปแทรกแซงอํานาจอธิปไตยของพม่าได้ ทำได้เพียงกดดันชาวโรงฮิงญาที่อยู่ในพม่าจึงต้องเผชิญกับอํานาจขององค์อธิปัตย์ที่คอยข่มเหงรังแก และเข่นฆ่าพวกเขาราวกับไม่ใช่มนุษย์

ชีวิตของโรฮิงญาจึงเป็นชีวิตที่เปลือยเปล่าโดยแท้ เพราะพวกเขาไม่ได้รับการคุ้มครองใดๆ เลย ในขณะเดียวกัน ชาวโรงฮิงญาที่ลี้ภัยออกมาเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า ก็เผชิญหน้ากับความโหดร้ายจากประเทศปลายทางเช่นกัน การตั้งค่ายผู้ลี้ภัยคือกระบวนการหนึ่งของอํานาจอธิปัตย์ที่ใช้ในการจัดการกับชีวิตที่เปลือยเปล่าเหล่านี้ พวกเขาต้องอยู่อาศัยอย่างแออัดภายในค่ายโดยไม่ได้ทําอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน พวกเขาไม่สามารถคิดถึงอนาคตได้เพราะไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร ไม่สามารถหางานทําได้เพราะต้องถูกกักบริเวณภายในค่าย พวกเขาสื่อสารกับคนอื่นไม่ได้เพราะถูก ทําให้เงียบ และไม่สามารถพัฒนาชีวิตของพวกเขาเองได้เลย บางคนเกิดในค่ายและไม่เคยออกนอกค่ายเลยชั่วชีวิต ชีวิตแบบนี้จึงเป็นชีวิตที่เปลือยเปล่าเช่นกัน ดังนั้นต่อให้พวกเขาจะหนแห่งใด สถานภาพที่ไม่ได้เป็นพลเมืองของรัฐใดรัฐหนึ่งนั้นทําให้พวกเขาต้องยากลําบากกับชีวิตอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

เรื่องใกล้ตัวเข้ามาอีก กรณีผู้ลี้ภัยการเมืองชาวไทยที่ถูกบังคับให้สูญหายในประเทศเพื่อนบ้าน เราอาจจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าเขาเหล่านั้นมีชื่อเสียงเรียงนามอะไรบ้าง แต่ที่อยากพูดถึงคือ เหตุการณ์เหล่านี้คือตัวอย่างของการที่องค์อธิปัตย์ได้ปลดเปลื้องสิทธิ์ความเป็นพลเมืองของพวกเขา ทำให้กลายเป็นชีวิตที่เปลือยเปล่า ไม่ว่าพวกเขาจะถูกกระทำเช่นไรก็ไม่สามารถเอาผิดใครได้ สถานะของผู้ลี้ภัยทางการเมืองจึงไม่แตกต่างอะไรกับโรงฮิงญา หรืออาจจะร้ายแรงกว่าด้วยซ้ำในบางแง่มุม

เราทุกคนก็เปลือยเปล่า

เมื่อมีข่าวผู้ลี้ภัยชาวโรงฮิงญาเข้ามาในเขตแดนของรัฐไทย เราจะเห็นถึงความคิดเห็นของผู้คนบนโลกออนไลน์ที่น่าสนใจไม่น้อย คือมองว่าชาวโรงฮิงญาเหล่านี้เป็นภาระ เพราะในสายตาของชาวไทยทั้งหลายนั้น ชาวโรงฮิงญาเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ต่างจากสัตว์เลย เช่น คํากล่าวหาว่าชาวโรงฮิงญาโง่ คิดไม่เป็น เอาแต่กินกับนอน สืบพันธ์ออกลูกหลานมาเต็มไปหมด เข้ามาเบียดเบียบทรัพยากรของไทย หรือแม้แต่การบอกว่าคนเหล่านี้สมควรถูกทางการพม่าเข่นฆ่า สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า แนวคิดเรื่องรัฐชาติและชาตินิยมได้ซึมแผ่ซ่านเข้าไปในตัวของพลเมืองไทยผู้มีสิทธิ์ทั้งหลาย และจะไม่ยอมให้คนจาก ภายนอกเข้ามาแย่งสิทธิ์และทรัพยากรในประเทศของตน แม้แต่ชาวต่างชาติที่เข้ามาหางานทำในประเทศไทยก็ตกเป็นเป้าเช่นกัน

แล้วเรามีสิทธิ์จริงหรือ? ในฐานะพลเมืองผู้มีบัตรประชาชนก็ย่อมใช่ แต่คนจํานวนมากก็มองว่าสิทธิเป็นเรื่องของความเป็นพลเมืองอย่างเดียว และคําว่าสิทธิมนุษยชนก็แทบจะกลายเป็นเรื่องเดียวกันกับสิทธิพลเมืองไปเสียแล้ว ในแง่นี้ความเป็นพลเมืองจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนไขว่คว้าในกรณีที่ตนเองไม่มี และรักษามันไว้อย่างดีในกรณีที่ได้รับสิทธิ์แล้ว เพราะการมีสิทธิพลเมืองทําให้ได้รับสิทธิ์อื่นๆ ตามมานับไม่ถ้วนดังที่กล่าวไปแล้วในตอนต้น แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสิทธิ์นี้จะถาวรมั่นคงตลอดไป เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเสื้อผ้าที่เราสวมใส่จะไม่ถูกปลดเปลื้องออกจากชีวิตของเรา

เราอาจจะมั่นใจไม่ได้เต็มที่ เพราะประวัติศาสตร์ก็บอกเราแล้วว่า อํานาจอธิปัตย์มีศักยภาพเสมอที่จะถอดถอนความเป็นพลเมืองของเราออกไป สักวันหนึ่งเราอาจจะกลายเป็นวันเฉลิม กลายเป็นสุรชัย กลายเป็นสยาม และผู้ลี้ภัยอื่นๆ ที่ไม่อาจกล่าวในที่นี้ได้หมด ดังนั้นจึงจําเป็นอย่างยิ่งว่าทําไมเราถึงต้องทําความเข้าใจผู้อื่นที่มีชีวิตที่เปลือยเปล่า เมื่อเราเผชิญหน้ากับคนเหล่านั้นเราจะรู้สึกอย่างไร เราจะมองว่าเขาเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกับเราหรือเปล่า หรือจะมองพวกเขาในสายตาขององค์อธิปัตย์ที่พร้อมจะเข้ามาก้าวก่ายกับชีวิตของคนอื่นอยู่ตลอดเวลา เพราะการทําความเข้าใจชีวิตที่เปลือยเปล่าจะต้องหันกลับมาเข้าใจตัวเอง ว่าตัวเองจะรู้สึกเช่นไรเมื่อต้องอยู่ในสภาวะแบบนั้น ไม่ใช่มองจากมุมมองของผู้มีสิทธิ์ทุกอย่างแล้วตัดสินว่าคนอื่นไม่สมควรได้รับแบบเดียวกับตน

 

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

  • Agamben, Giorgio. 1998. Homo Sacer: Sovereign Power and Bare Life. Stanford: Stanford University Press.
  • Arendt, Hannah. 1943. “We Refugees,” Menorah Journal 31, no. 1, pp. 69-77.
  • Hobbes, Thomas. 2008. Leviathan. London: Pearson Longman.
  • Malkki, Liisa. 1992. “National Geographic: The Rooting of Peoples and the Territorialization of National Identity among Scholars and Refugees.” Cultural Anthropology 7, no. 1, pp.  24-44.
  • เก่งกิจ กิติเรียงลาภ. 2550. “ความคิดทางการเมืองของ Giorgio Agamben: ว่าด้วยชีวิตที่เปลือยเปล่าองค์อธิปัตย์ในสภาวะสมัยใหม่และการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด”, รัฐศาสตร์สาร ปีที่ 28 ฉบับที่ 3, หน้า 91-124.
Brian Morris – มานุษยวิทยากับอนาธิปไตย

Brian Morris – มานุษยวิทยากับอนาธิปไตย

 

มานุษยวิทยากับอนาธิปไตยนั้นมี “ความเกี่ยวดองกันอย่างสมัครใจ” อยู่หลายทางด้วยกัน แม้ว่าสิ่งที่มานุษยวิทยาสนใจจะศึกษานั้นมีหลายหลาก ถูกซอยย่อยออกไป และการสำรวจของมันก็ค่อนข้างที่จะกว้าง เนื่องจากเป็นการศึกษาวัฒนธรรมของมนุษย์ แต่ในทางประวัติศาสตร์แล้วก็ยังมีความเฉพาะเจาะจงอยู่ นั่นคือการศึกษาสภาพสังคมก่อนที่จะมีรัฐ

(more…)