Sindhiyani Tehreek: สตรีนิยมปฏิวัติใน Sindh?

Sindhiyani Tehreek: สตรีนิยมปฏิวัติใน Sindh?

ผู้เขียน Gohar Ali Memon
ผู้แปล Pathompong Kwangtong
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

การกลับมาของขบวนการสตรีนิยมปากีสถานครั้งนี้ คุณ Memon ได้เขียนถึงองค์กรที่คนไม่ค่อยเห็นค่าซึ่งนำโดยผู้หญิงที่มีรากฐานมาจากชาวนา ไม่ใช่ชนชั้นกลางในเมือง

ปี 1979: นักกิจกรรมจาก Sindhiyani Tehreek ประท้วงการตัดสินประหารชีวิต Zulfikar Ali Bhutto ภาพ: Flickr

Sindhiyani Tehreek (ST) คือองค์กรทางการเมืองที่นำและก่อตั้งขึ้นจากหญิงสาวชาวชนบทในจังหวัด Sindh ทางตอนใต้ของปากีสถาน  ขบวนการนี้ก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 ในระหว่างการต่อสู้กับระบอบเผด็จการป่าเถื่อนของนายพล Zia-ul-Haq ภายใต้ร่มใบใหญ่ของขบวนการสนับสนุนประชาธิปไตย  ภายหลังการลอบสังหารนายพล Zia ในปี 1988  องค์กร ST ได้ต่อสู้เพื่อการจัดสรรทรัพยากรน้ำในจังหวัด Sindh โดยต่อต้านขัดขืนการสร้างเขื่อนต่างๆ อันจะทำให้จังหวัดแห้งแล้ง  ขบวนการต่อต้านเขื่อนดำเนินกิจกรรมยาวนานตลอดระบอบของ Benazir Bhutto, Nawaz Sharif และ นายพล Musharraf  ผู้นำหญิงของ ST ยังคงต่อต้านขัดขืนอยู่เสมอ แม้ว่าเธอจะอายุอานามมากโขแล้วก็ตาม

แต่อะไรเล่าที่จุดประกายจิตวิญญาณการขบถครั้งนี้?  ภายใต้สังคมศักดินาและปิตาธิปไตยที่ชายเป็นใหญ่ครองเมือง ที่ที่เกียรติยศยังคงได้มาจากการสังหารฆ่าฟัน ที่ที่อัตราการอ่านออกเขียนได้ในแถบชนบทนั้นแทบไม่ถึงหนึ่งในสี่ ความรุนแรงในครอบครัวไม่แม้แต่จะถูกจดจารลงบันทึกประจำวัน  แล้วหญิงสาวชาวชนบทเหล่านี้สามารถนำการต่อต้านขัดขืนระบอบเผด็จการอันป่าเถื่อนที่สุดของปากีสถานได้อย่างไร?  สิ่งไหนจะเป็นบทเรียนให้กับขบวนการสตรีนิยมปากีสถานที่ลุกขึ้นมาสู้ในสมัยนี้ได้บ้าง?  ที่จริงแล้ว เราสามารถเรียก Sindhiyani Tehreek ว่า ‘สตรีนิยม’ ได้หรือไม่?  นี่คือบางคำถามที่ผมหวังจะหาคำตอบให้ได้

รากฐานทางอุดมการณ์ของ Sindhiyani Tehreek

องค์กร ST ก่อตัวขึ้นจากผู้หญิงในพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายของ Sindhi ชื่อว่า Awami Tehreek  พรรค Awami Tehreek เกิดจากสติปัญาของ Rasool Bux Palijo ปัญญาชนและนักการเมืองฝ่ายซ้ายมากประสบการณ์ ผู้มีความคิดทางการเมืองโดดเด่น  Palijo มีจุดยืนที่แตกต่างจากพรรคคอมมิวนิสต์จารีตของปากีสถานในเรื่อง ‘ปมปัญหาของชาติ’ และต่างจากกลุ่มชาตินิยมทั่วๆ ไปใน Sindh เกี่ยวกับเรื่องปมปัญหาของการต่อสู้ทางชนชั้น

‘ภายใต้สังคมศักดินาและปิตาธิปไตยที่ชายเป็นใหญ่ครองเมืองนี้ ที่ที่เกียรติยศยังคงได้มาจากการสังหารฆ่าฟัน ที่ที่อัตราการอ่านออกเขียนได้ในแถบชนบทนั้นแทบไม่ถึงหนึ่งในสี่ และความรุนแรงในครอบครัวไม่แม้แต่จะถูกจดจารลงบันทึกประจำวัน  แล้วหญิงสาวชาวชนบทเหล่านี้สามารถนำการต่อต้านขัดขืนระบอบเผด็จการอันป่าเถื่อนที่สุดของปากีสถานได้อย่างไร?’

การที่จังหวัด Sindh ถอยห่างจากโปรเจคใหญ่ว่าด้วยสหพันธ์ปากีสถาน ซึ่งเป็นสหพันธ์ที่ฝ่ายซ้ายของปากีสถานรุ่นก่อนๆ ได้ช่วยกันสร้างขึ้น คือรากฐานที่ทำให้ Palijo ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายซ้ายจารีตของปากีสถาน  พรรคคอมมิวนิสต์อินเดียสนับสนุนความคิดเรื่องความเป็นชาติมุสลิม และช่วยให้สหายชาวมุสลิมได้ร่วมมือกับพรรคสันนิบาตมุสลิม ภายใต้ข้อเสนอของ Adhikari  โดยทั่วไปคนมองว่าพรรคนี้มีแนวทางต่อต้านอาณานิคม และสิทธิในการแบ่งแยกดินแดนก็ได้รับการยอมรับภายใต้ฉากหน้าของสิทธิในการปกครองตนเอง  ดังนั้นแล้ว เหล่าคอมมิวนิสต์จึงยอมรับทั้งไอเดียของปากีสถานและสันนิบาตมุสลิม พรรคที่นำโดยชนชั้นปกครองศักดินาแห่งสหรัฐอินเดีย (United India)  ว่ากันแล้ว การยอมรับสิ่งเหล่านี้ก็ยังคงมีอยู่ในฝ่ายซ้ายปากีสถานหลังแบ่งแยกดินแดน ประเด็นปัญหาเรื่องภาษาและการจัดสรรน้ำในรูปแบบการกระจายอำนาจกลับไม่ได้รับการพูดถึงในวงอภิปรายฝ่ายซ้ายเลย

ในปี 1954 รัฐบาลปากีสถานแบนพรรคคอมมิวนิสต์ และบังคับใช้รูปแบบรัฐรวมศูนย์ (One Unit Scheme) ยกเลิกอำนาจปกครองตัวเองบางส่วนของจังหวัดต่างๆ ที่พวกเขาเคยสัญญาไว้ในข้อตกลง Lahore  หลังจากนั้น ในปี 1955 ก็มีการสร้างเขื่อ Kotri ในบริเวณใกล้เคียง Hyderabed ตามด้วยเขื่อน Guddu ณ ตอนเหนือของจังหวัด Sindh เมื่อปี 1962  เขื่อนทั้งสองทำให้บางส่วนของจังหวัด Sindh อุดมสมบูรณ์ขึ้น  แทนที่ชาวนาจะได้รับผืนดินบริเวณดังกล่าว มันกลับถูกแจกจายให้แก่พวกศักดินาและทหารชนชั้นนำชาวปากีสถาน ที่ไม่ใช่คนในจังหวัด Sindhi  ปัญหาต่างๆ ของชาวนา Sindhi นั้นหนักหนาสาหัสมากขึ้น เมื่อมีการเซ็นสนธิสัญญา World Bank-brokered Indus Water ระหว่างปากีสถานกับอินเดียเมื่อปี 1960  สนธิสัญญานี้ก่อให้เกิดหายนะแก่จังหวัด Sindh และแถบชายฝั่งที่ราบลุ่มต่างๆ  ผู้อยู่อาศัยแถบนั้นเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย อันเนื่องมาจากความขาดแคลนน้ำในแถบชายฝั่ง  หากนับรวมปัญหาทางภาษา ซึ่งมีต้นตอมาจากการประกาศของ Jinnah ให้ Urdu เป็นภาษาประจำชาติภาษาเดียว ทำให้ผู้คนสูญเสียอิสรภาพในตนเองแล้วไซร้ การแจกจ่ายที่ดินทำกินบริเวณเขื่อนให้แก่ชนชั้นนำที่ไม่ใช่ชาว Sindhi ก็ได้ฝังรากแก้วแห่งความคับแค้นให้กับชาวนาในพื้นที่ และโหมกระพือความคิดชาตินิยมใน Sindhi

ตลกร้ายก็คือ หากว่ากันด้วยประวัติศาสตร์แล้ว จังหวัด Sindh นี่แหละเป็นที่แรกที่รับรองข้อตกลงปากีสถาน  ผู้นำสันนิบาตมุสลิมของ Sindh ที่ชื่อว่า G. M. Syed ได้ช่วยให้ข้อตกลงนี้ผ่านไปได้  เขาเชื่อว่าสันนิบาตมุสลิมจะเป็นยาถอนพิษแก่นโยบายรัฐรวมศูนย์ของคองเกรสได้  อย่างไรก็ตาม เพียงไม่ถึงหนึ่งทศวรรษตั้งแต่การเกิดขึ้นของปากีสถาน  จังหวัด Sindh ก็ถูกริบอำนาจการปกครองตนเองไป  G. M. Syed ถูกจับ  จอมพล Ayub Khan ผู้นำเผด็จการทหารในเวลานั้น ใช้หลักการแข็งกร้าวในการปกครอง  เขาลงนามในสนธิสัญญา Indus Water กับอินดียที่มีเนื้อหาเป็นปรปักษ์กับชาว Sindh และแจกจ่ายที่ดินทำกินของจังหวัด Sindh ให้แก่ชนชั้นนำที่ไม่ใช่ชาวบ้าน Sindh  เขายังสนับสนุนกลุ่มฝ่ายซ้ายนิยมจีนในปากีสถานเพราะเขามีความสัมพันธ์อันหวานชื่นกับจีนอีกด้วย  Palijo ซึ่งใช้มุมมองแบบมารฺกซิสต์เลนินนิสต์ ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายซ้ายเหล่านี้ที่มองว่าเรื่องการปกครองตนเองระดับจังหวัด การจัดสรรทรัพยากรน้ำ และอธิปไตยทางภาษาเป็นเรื่องชาตินิยมล้าหลัง  เขาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นผลมาจากนโยบายต่างประเทศของมอสโกว์และปักกิ่ง มากกว่าที่จะเป็นความคิดมารฺกซิสต์โดยแท้  พวกเขาควรทำให้บ้านเมืองเป็นระบบ จัดการกับปัญหากระฎุมพีในปากีสถานเองให้เรียบร้อย เรียกร้องสิทธิการปกครองตนเองของชนชาติต่างๆ ในประเทศของพวกเขา ก่อนที่จะเริ่มโครงการสร้างโลกที่เท่าเทียม

‘Palijo ซึ่งใช้มุมมองแบบมารฺกซิสต์เลนินนิสต์ ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายซ้ายเหล่านี้ที่มองว่าเรื่องการปกครองตนเองระดับจังหวัด การจัดสรรทรัพยากรน้ำ และอธิปไตยทางภาษาเป็นเรื่องชาตินิยมล้าหลัง’

แต่ Palijo ก็ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มชาตินิยมชาว Sindh  G. M. Syed ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ เมื่อปี 1966  เขาคิดว่าตัวเองคงไม่สามารถทำกิจกรรมทางการเมืองอย่างเปิดเผยในประเทศนี้ได้อีกแล้ว  ดังนั้นเขาจึงก่อร่างสร้างแนวร่วมทางวัฒนธรรม เพื่อฟูมฟักจิตสำนึกทางการเมืองในชาว Sindh ขึ้นแทน  ตัวอย่างองค์กรทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น คือ Bazm-e-Sufia-e-Sindh และสหพันธ์นักศึกษา Jeay Sindh  Palijo ในวัยหนุ่มได้เป็นส่วนหนึ่งของ Bazm

ไม่นานนัก ฝ่ายรัฐก็มองแนวทางของ Syed ออก เขาจึงถูกจับอีกครั้ง  ตลอดระยะเวลาของระบอบ Zulfikar Ali Bhutto ที่ยอมทำตามความต้องการของ Muhajir โดยการทำให้ Urdu เป็นภาษาทางการของ Sindh เคียงคู่ไปกับภาษา Sindhi และประกาศรัฐธรรมนูญใหม่ในปี 1973 ที่ไม่ยอมรับรองว่าจังหวัดเป็นส่วนประกอบหลักของรัฐทั้งหลาย แต่เป็นเพียงแค่ส่วนย่อยแห่งสหพันธ์  Syed จึงสูญสิ้นความหวังว่าชาว Sindh จะเป็นอิสระและรุ่งโรจน์ภายใต้ปากีสถาน  เขาจึงก่อตั้ง Jeay Sindh Muttahida Mahaz ซึ่งดำเนินนโยบาย ‘Sindhudesh’ ซึ่งหมายถึงการแยกตัวจากปากีสถานอย่างสมบูรณ์  อย่างไรก็ตาม Palijo ไม่เห็นด้วยกับ Syed  เขาเชื่อว่า หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากกรรมาชีพและมวลชนชาวนารากหญ้า หากไม่มียุทธศาสตร์ปฏิวัติผ่านพรรคที่ทำหน้าที่เป็นแนวหน้าแล้วไซร้ นโยบายนี้คงจบลงด้วยหายนะเป็นแน่  Palijo เชื่อว่าขบวนการทางวัฒนธรรมที่พึ่งพานักศึกษาเป็นหลักอย่างขบวนการของ Syed นั้นมีข้อจำกัด  เพระหากไม่มีรากฐานมาจากมวลชนแล้วนั้น ขบวนการชาตินิยมอาจถูกพวกชนชั้นนำศักดินาทั้งหลายแทรกแซงแล้วยึดเอาไปใช้ และอาจถูกบดขยี้จากรัฐตั้งแต่ระยะตั้งไข่ก็เป็นได้

Rasool Bux Palijo ปราศัย ณ การเดินขบวนในจังหวัด Sindh Palijo เป็นที่นิยมในจังหวัดเนื่องด้วยความก้าวหน้าและนโยบายชาตินิยมของเขา ภาพ: Facebook

Palijo และพรรค Awami Tehreek ของเขานำเสนอแนวทาง ‘การปฏิวัติประชาธิปไตยของประชาชนแห่งชาติ’ ขึ้นเพื่อตอบสนองต่อบรรยากาศที่ปกคลุมไปด้วยแนวคิดแบบซ้ายและชาตินิยมในขณะนั้น  แนวทางนี้เป็นชาตินิยม เพราะพวกเขาเชื่อเรื่องสิทธิในความเป็นชาติของประชาชนชาว Sindh เป็นสังคมนิยมและประชาธิปไตย เพราะรากฐานของพวกเขามาจากมวลชนกรรมาชีพ/ชาวนาและเข้าร่วมการต่อสู้ในสงครามชนชั้น อีกทั้งเป็นแนวทางปฏิวัติ เพราะพวกเขาไม่เชื่อในแนวทางรัฐสภานิยมหรือการปฏิรูปของกระฎุมพี  แนวทางนี้เกิดขึ้นเพราะ Palijo ได้รับแรงบันดาลใจจากเหล่าคอมมิวนิสต์ในขบวนการต่อต้านอาณานิคมของจีน อัลจีเรีย และเวียตนาม  หลังจากก่อตั้งพรรค Awami Tehreek ในเดือนมีนาคมปี 1970  Palijo ก็นำเสนอความคิดมารฺกซิสต์เลนินนิสต์ใน Sindh เขาเขียนหนังสือเกี่ยวกับโฮจิมินห์และเหมา กระทั่งแปลงานเขียนคอมมิวนิสต์ที่สำคัญๆ ในการสร้างองค์กรปฏิวัติชาตินิยมขึ้นด้วย  เขาคิดว่า Sindh อยู่ในตำแหน่งอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์ ที่ที่ประชาชนต้องต่อสู้กับทั้งอำนาจรัฐในแนวทางอาณานิคมใหม่ของปากีสถาน และพวกชนชั้นนำศักดินาคอรัปชั่นทั้งหลาย  Palijo จึงเชื่อว่าการสร้างขบวนการที่มีทั้งแนวคิดชาตินิยมและสังคมนิยมปฏิวัตินั้นเป็นเรื่องจำเป็น

อีกทั้งยืนกรานว่าเราจำเป็นต้องมีผู้หญิงในขบวนการนี้ด้วย

ภายใต้แนวทางนี้ เขาเริ่มจัดตั้งสหายหญิงในบ้านของเขาและรอบๆ บริเวณ ณ Jungshahi ซึ่งเป็นเมืองชนบทเล็กๆ ในเขตของ Sindh  ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการแสดงออกทางการเมือง การประท้วง และแนวนโยบายผ่านการจัดตั้งของพรรค Awami Tehreek โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มาจากชุมชนของเขา  เมื่อนโยบาย One-Unit [นโยบายควบรวมจังหวัดของปากีสถาน ณ ขณะนั้น – ผู้แปล] จบสิ้นลง และการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้น Palijo ได้กดดันให้มีการตีพิมพ์รายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในภาษา Sindhi ด้วย เพราะรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งถูกตีพิมพ์เพียงแค่ในภาษา Urdu เท่านั้น  นี่เป็นอีกหนึ่งในวิธีการสร้างความลำเอียงทางภาษาแบบเก่าๆ ที่หลอกหลอนจังหวัดเล็กๆ ตลอดเวลาตั้งแต่แรกเริ่มสถาปนาปากีสถาน  ลูกเลี้ยงติดภรรยาของ Palijo อย่าง Akhtar Baloch เป็นหนึ่งในผู้นำคนสำคัญในการกดดันให้เกิดการตีพิมพ์รายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งดังกล่าว  ตำรวจจับเธอเข้าคุก  เมื่อไม่นานมานี้ก็ได้มีการแปลและตีพิมพ์ข้อเขียนจากสมุดบันทึกในคุกของเธอในชื่อเรื่องเล่าของนักโทษเป็นภาษาอังกฤษ  Baloch เป็นหนึ่งในผู้หญิงหลายคนที่ได้รับการฝึกฝนทางอุดมการณ์และได้รับแรงบันดาลใจจาก Palijo กับพรรค Awami Tehreek  ผู้หญิงเหล่านี้ ส่วนมากมาจากชนบทของ Sindh และจะได้กลายเป็นผู้ก่อตั้ง ST ในต้นทศวรรษ 1980 ต่อไป

ขบวนการ Sindhiyani ต่อต้านกฎอัยการศึก

ปี 1979 นายกรัฐมนตรี Zulfikar Ali Bhutto ถูกจับแขวนคอโดยอาศัยอำนาจแห่งกฎอัยการศึกของนายพล Zia-ulHaq  และปีเดียวกันนั้นเอง นายพล Zia ยังบังคับใช้กฎหมาย Hudood ซึ่งบรรจุข้อห้ามต่างๆ ของศาสนาอิสลามที่เรียกกันว่าชะรีอะฮ์ลงไปในประมวลกฎหมายอาญาด้วย  หนึ่งในแง่มุมที่มีปัญหามากที่สุดในกฎหมายของนายพล Zia คือการทำให้เพศสัมพันธ์นอกการสมรสผิดกฎหมาย  กฎหมายนี้เป็นอันตรายต่อผู้หญิงอย่างมาก เพราะมันทำให้พวกเธอสูญสิ้นความคุ้มกันทางกฎหมายจากการข่มขืนกระทำชำเราและการคุกคามทางเพศ  ภายใต้ระบบกฎหมายใหม่นี้ ผู้หญิงที่ถูกคุกคามทางเพศต้องมีพยานอย่างน้อยสี่ปากในชั้นศาลเพื่อพิสูจน์ว่าการคุกคามนั้นเกิดขึ้นจริง  หากไม่มีพยานรู้เห็นแล้วไซร้ พวกเธอเองก็จะถูกกล่าวหาว่ามีเพศสัมพันธ์นอกการสมรสและได้รับโทษจำคุก  หรือกระทั่งถูกปาหินใส่จนถึงแก่ชีวิตแทน

ระบอบ Zia ยังคงดำเนินนโยบายแปลงทุกอย่างให้เป็นอิสลามอย่างต่อเนื่อง (โดยเฉพาะการต่อต้านผู้หญิง)  ศาลพิเศษชะรีอะฮ์แห่งสหพันธ์ได้รับการก่อตั้งขึ้นเพื่อการตัดสินข้อกล่าวหาในกฎหมายชะรีอะฮ์โดยเฉพาะ  ในปี 1984 คำสั่ง Qanun-e-SHahadat ถูกประกาศใช้ ซึ่งมีผลลดพยานของผู้หญิงในชั้นศาลลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของผู้ชาย  นายพล Zia ยังมีคำสั่งห้ามมิให้ผู้หญิงปรากฎตัวในโทรทัศน์โดยไม่มีผ้าคลุมศีรษะด้วย

‘[Palijo] คิดว่า Sindh อยู่ในตำแหน่งอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์ ที่ที่ประชาชนต้องต่อสู้กับทั้งอำนาจรัฐในแนวทางอาณานิคมใหม่ของปากีสถาน และพวกชนชั้นนำศักดินาคอรัปชั่นทั้งหลาย’

ขบวนการเคลื่อนไหวของผู้หญิงในเมืองก่อตั้งลานประชุมการเมืองสตรี (Women’s Action Forum) ขึ้นเพื่อต่อต้านแนวนโยบายเหยียดและกดทับผู้หญิงของนายพล Zia  ขบวนการนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับขบวนการ ST อันเป็นขบวนการที่แตกต่าง เพราะมีรากฐานมาจากมวลชนผู้หญิงในชนบท  หนึ่งปีให้หลังจากการก่อตั้ง ST เมื่อ 1982 ขบวนการต่อต้าน Zia เพื่อการฟื้นฟูประชาธิปไตย (MRD) ได้เริ่มต้นขึ้น  แม้ว่าจะกระจายไปทั่วปากีสถาน ขบวนการนี้ก็ได้รับความนิยมสูงสุดใน Sindh  พรรคประชาชนปากีสถานของ Zulfikar Ali Bhutto ซึ่งนำโดย Benazir Bhutto ร่วมกับพรรค Awami Tehreek และพรรคที่มีแนวทางประชาธิปไตยไม่อิงศาสนาได้รวมตัวกันขับเคลื่อนประชาชนทั่วทั้งจังหวัด Sindh  องค์กรอย่าง ST มีส่วนร่วมในขบวนการนี้อย่างแข็งขัน  ประชาชนจากชุมชนและหมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัด Sindh ออกมาประท้วงต่อต้านเผด็จการ  ประชาชนใน Sindh เผชิญหน้ากับยานยนตร์ของกองทัพด้วยมือเปล่าไร้เกราะกำบังใดๆ  ผู้ชุมนุมหลายคนถูกทุบตี ทรมาณ และจับขังคุก  สมาชิกหลายคนของพรรค Awami Tehreek ทุกข์ทรมาณอยู่ในคุก ครอบครัวรอคอยวันคืนที่พวกเขาจะได้กลับบ้าน

นักกิจกรรมของ Sindhiyani Tehreek เดินขบวนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเพื่อการฟื้นฟูประชาธิปไตย (MRD) และพันธมิตรทางการเมืองฝ่ายซ้ายได้ก่อตัวขึ้นในช่วงหลังทศวรรษ 1980 เพื่อต่อต้านเผด็จการทหารของนายพล Zia-ul-Haq ภาพ: Sarmad Palijo จาก Twitter

ขบวนการ ST ยังคงถูกจัดตั้งอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการขับเคลื่อนผู้หญิงที่เกียวข้องกับผู้ถูกคุมขัง (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย) เป็นพิเศษ  สหายหญิงอย่าง Shahnaz Rahu, ลูกสาวของผู้นำชาวนาแห่งพรรค Awami Tehreek อย่าง Fazil Rahu, และลูกสาวของ Falijo ทั้งสองคนอย่าง Ghulam Fatima กับ hoor un Nisa เริ่มเดินเคาะประตูบ้านของสหายผู้ถูกคุมขังและชักชวนครอบครัวของเขาเข้าร่วมการต่อสู้  ผู้หญิงที่ได้รับการฝึกฝนทางอุดมการณ์ของ ST ประสบผลสำเร็จในโครงการนี้แทบจะทันที  ผู้หญิงหลายคนในพื้นที่ชนบทของ Sindh เข้าร่วม MRD ผ่านช่องทางของ ST

สมาชิกผู้ก่อตั้ง ST อย่าง Hoor Palijo ได้รับมอบหมายในพันธกิจการจัดตั้งผู้หญิงเพื่อการแสดงออกทางการเมือง  เธอทำกระทั่งตระเตรียมสหายให้พร้อมรับมือการถูกจับกุมที่มักเกิดขึ้นจากการประท้วง  Hoor ใช้ประโยชน์จากชั้นเรียนในการเคลื่อนไหวเป็นพิเศษ  เธอเป็นอาจารย์วิทยาลัยในเขต Thatta  หลังจากสอนหนังสือในชั้นเรียนเสร็จ เธอพานักศึกษาหญิงของเธอและคนอื่นๆ ไปฝึกที่ Hyderabed เพื่อเข้าร่วมการประท้วงในเมือง  เพื่อการเตรียมพร้อมหากโดนจับกุม ผู้หญิงทั้งหลายจึงต้องพกกระทั่งถุงยังชีพสำหรับอยู่ในคุกไปด้วย  อายุอานามของผู้ประท้วงหญิงนั้นหลากหลาย มีตั้งแต่เด็กสาวจนถึงแก่ชรา  หลายคน อาทิ Kulsoom Palijo, Shabnam Palijo, และ Marvi เป็นเพียงแค่นักเรียนชั้นป.6 เท่านั้น

Hoor และสหายของเธอตระเตรียมสหายหญิงเพื่อการประท้วง ณ Hyderabed เป็นประจำจนเป็นกิจวัตรไปแล้ว  มีสหายหญิงหลายคนเข้าร่วมกันต่อสู้ใน Hyderabad จากแถบชนบทที่หลากหลาย อาทิ Larkana, Sukkur, Badin, Sanghar, Khairpur, และ Dadu  สหายในคุกทั้งหลายซึ่งถูกเรียกว่าชาว Sindhiyani นั้นไม่ได้อยู่ในภาวะเศร้าซึมหรือร้องห่มร้องไห้แต่อย่างใด  พวกเขายังรักษาเชื้อไฟแห่งการปฏิวัติในจิตวิญญาณไว้ได้ พวกเขาร้องเพลงปฏิวัติ จัดตั้งกลุ่มศึกษา และป่าวประกาศสโลแกนต่อต้านนายพล ZIa  ขบวนการ ST เปรียบดั่งสายฟ้าฟาดใส่สังคมศักดินา เพราะสังคมแบบนั้นมองผู้หญิงว่าต้อยต่ำกว่าชาย พวกเขามองว่าผู้หญิงต้องสยบยอมและสุภาพเรียบร้อย  ขบวนการนี้ให้กำเนิดหญิงสาวนักปฏิวัติผู้มีความกล้าหาญในการมุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างถึงแก่น  ความกล้าหาญชาญชัยและไม่เกรงกลัวที่ต้องเสี่ยงภัยของพวกเธอสามารถดูได้จากเหตุการณ์ที่เล่าโดย Hoor ดังนี้:

เรากลับสู่ Jungshahi จาก Hyderabed โดยรถไฟแทบจะเป็นเรื่องปกติไปแล้ว  จนวันหนึ่งเราพบการเคลื่อนไหวของกองทัพอันน่าสงสัย ณ สถานีรถไฟ  ฉันมีความคิดว่าพวกนั้นจะเข้ามาจับกุมเรา  เราไม่ได้กลัวเลย ไม่เลยสักนิด แต่หากว่าเราโดนจับในตู้รถไฟอันมืดมิดโดยไม่มีพยานรู้เห็น และไม่มีใครต่อต้านขัดขืนหรือปลุกระดมในพื้นที่ มันก็จะขัดต่อนโยบายของพรรค  เราจึงเดินไปทั่วขบวนรถไฟ และพวกเขาก็ตามเรามา  จนเมื่อเราอยู่ในตู้โดยสารเดียวกัน  และอยู่ ณ พื้นที่ระหว่าง Jungshahi กับ Hyderabad  เราคิดว่าหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น เราจะลงจากขบวนรถ แล้วหาที่อยู่ไปพลางๆ ก่อน  ระหว่างทางมีสถานี ‘Latif Chang’  เราอยู่ในภาวะที่ตัดสินใจไม่ได้เนื่องจากมีทหารอยู่ในตู้โดยสารเดียวกัน จนสุดท้ายก็คิดว่าต้องเป็นสถานีนี้แหละที่เราจะลง   พวกเรากว่า 17-18 ชีวิตกระโดดออกจากตัวรถไฟ แล้ววิ่งแยกย้ายจากกันไป  เราไปถึงหมู่บ้านพร้อมกับการบาดเจ็บตามแขนขา  ชาวบ้านพยายามช่วยพวกเราอย่างสุดกำลังความสามารถ ด้วยความเมตตาปราณี แต่ความขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ทำให้ความกรุณาช่วยเหลือของพวกเขาเป็นไปอย่างยากลำบาก  มีจักรยานคันเดียวเท่านั้นในหมู่บ้าน ที่จะนำพาผู้บาดเจ็บเข้าสู่ถนนหลักได้เพียงครั้งละหนึ่งคน และพระเจ้าเท่านั้นที่จะรู้ว่าเราควรทำอย่างไร

Sindhiyani Tehreek มีส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนหญิงสาวชาว Sindh ในขบวนการ MRD ภาพ: Twitter

Benazir Bhutto ลี้ภัยออกนอกประเทศในปี 1984  ส่วน Palijo และพันธมิตรของเขาอย่าง Fazil ถูกจับ  จังหวะก้าวเดินของขบวนการจึงเชื่องช้าลง  อย่างไรก็ตาม เมื่อปี 1986 ขบวนการก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง  แม้ว่า Benazir Bhutto ซึ่งกลับมาในปี 1986 ประกาศว่าเธอไม่เชื่อในการเมืองของการแก้แค้น และต้องการฟื้นฟูประชาธิปไตยอย่างสันติก็ตาม แต่ความหัวเสียพารานอยด์ของระบอบทหารก็ยังไม่จบสิ้น  หลายคนยังคงถูกจับ  ชาว Sindhiyani หลายคนออกมาสู้ที่แนวหน้าอีกครั้ง พวกเขาเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองทุกคนอย่างปลอดภัย อันรวมไปถึงผู้นำของพวกเขาที่ถูกกุมขังในคุก Kot Lakhpat ของ Lahore ด้วย  อำนาจของนายพล Zia อ่อนกำลังลงเรื่อยๆ แต่ก่อนที่เขาจะได้ลงจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ก็ดันเสียชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินตกในเดือนสิงหาคมปี 1988 ไปเสียก่อน

‘[Sindhiyani Tehreek] ให้กำเนิดหญิงสาวนักปฏิวัติผู้มีความกล้าหาญในการมุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างถึงแก่น’

ขบวนการต่อต้านเขื่อน

ปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้ารัฐปากีสถานตั้งแต่แรกเริ่มสถาปนาแสดงให้เห็นในหลากหลายประเด็น  ปัญหาเรื่องภาษายังคงดำรงอยู่จวบจนกระทั่งทุกวันนี้ และประเด็นด้านความอิสระของจังหวะยังคงอยู่ในกำมือของทั้งเผด็จการและรัฐบาลพลเรือนที่นิยมแนวทางรวมศูนย์ (เช่นรัฐบาลอิหม่ามของ Khan ในปัจจุบัน)  เช่นเดียวกันนั้นเอง ปัญหาว่าด้วยเรื่องเขื่อนหรือการจัดสรรน้ำยังคงสร้างความร้าวฉานโกรธเคืองให้กับชาว Sindh หลายคน

ภายหลังการลงนามในสนธิสัญญา Indus Water กับอินเดียเมื่อปี 1960 ปากีสถานก็ขายแม่น้ำกว่าหกแห่งให้กับอินเดียและมีแผนจะสร้างเขื่อนและขุดคลองด้วยเงินที่ได้มานั้น  เกิดปัญหากระแสน้ำอ่อนแรงลงในแม่น้ำที่เหลืออยู่ของปากีสถาน เนื่องจากน้ำถูกดึงไปใช้ในแหล่งเก็บน้ำขนาดใหญ่อาทิ  เขื่อน Tarbela ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยอินเดีย และเขื่อน Mangla Dam ซึ่งถูกสร้างขึ้นในแม่น้ำ Jhelum เป็นต้น  จังหวัด Sindh ยังได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องจากการลดลงของแหล่งน้ำเพียงหนึ่งเดียวโดยโครงการอย่างคลองเชื่อมต่อ Chashma-Jehlum  คลองนี้แรกเริ่มเดิมที่มีไว้เพื่อป้องกันอุทกภัย แต่การณ์กลายเป็นว่ามันกักเก็บน้ำอยู่ตลอดเวลาแม้กระทั่งช่วงเวลาทั่วไป จนนำมาซึ่งความขาดแคลนน้ำอย่างถาวรของจังหวัด Sindh

ชาว Sindh ประท้วงการตัดกำลังน้ำในแม่น้ำ Indus อย่างต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจของพวกเขาพึ่งพาการเกษตรเสียเป็นส่วนใหญ่  ข้อเสนอเพื่อการสร้างเขื่อน Kalabagh อันเป็นโปรเจคที่จะสร้างขึ้นในแม่น้ำ Indus ณ เขต Mianwali ของ Punjab โดนต่อต้านอย่างแข็งกร้าวจากชาวบ้านในจังหวัด Sindh  อย่างไรก็ตาม ขบวนการต่อต้านเขื่อนไม่ได้รับการเหลียวแลอยู่หลายปี  พวกชนชั้นนำอ้างว่าเขื่อนจำเป็นในการดึงเอาไฟฟ้าพลังงานน้ำมาใช้เพื่อการพัฒนาในวงกว้าง อันเป็นวาทะกรรมที่สื่อระดับชาตินำไปโหมกระพือต่อ

วาทะกรรมสนับสนุนเขื่อน Kalabagh กลายเป็นกระแสหลักในช่วงท้ายทศวรรษ 1980  Palijo เริ่มทำการขับเคลื่อนผู้คนเข้าต่อต้านและชาว Sindhiyani ก็เข้าร่วมขบวนการเช่นเดียวกัน  ชาว Sindhiyani เข้าร่วมเดินท้าวทางไกลภายใต้แดดแผดเผาแห่งฤดูร้อน  พวกเขาเดินเท้าพร้อมๆ กับลูกหลานที่เกาะอยู่บริเวณเอว  เปลวไฟแห่งการปฏิวัติดวงเดิมลุกโชนขึ้นอีกครั้ง  ขบวนการนี้เติบโตจนกระทั่ง Benazir Bhutto (อดีตนายกรัฐมนตรีในตอนนั้น) ก็เข้าร่วมด้วย  ในท้ายทศวรรษที่ 1990 เธอเข้าร่วมหนึ่งในการประท้วงที่เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งใน Ghotki ชื่อว่า Obauro  ในวาระอื่นๆ Benazir Bhutto ยังออกมาต้อนรับการเดินท้าวทางไกลใน Karachi ที่เริ่มเดินมาจาก Sukkur อีกด้วย  ภรรยาคนหลังของ Palijo และผู้นำ ST อย่าง Zahida Shaikh ได้บันทึกไว้ว่า ‘Benazir Bhutto ถาม Palijo เมื่อเห็นกลุ่มผู้หญิงขนาดใหญ่เรียงแถวกันออกมาต่อต้านเขื่อน Kalabagh ในท้องถนนของ Karachi ว่า ‘มีแค่ผู้หญิงที่เดินขบวนหรอกหรือ?’ ซึ่ง Palijo ได้ตอบว่า ‘ขบวนการนี้นำโดยผู้หญิงน่ะ ตลอดทางไปสนามบิน คุณจะเห็นชาว Sindhi หลายร้อยหลายพันเรียงเถียวหลังพี่สาวและน้องสาวของพวกเธอ’

วาทะกรรมว่าด้วยเขื่อน Kalabagh แผ่ซ่านไปทั่วภายใต้ระบอบนายพล Mausharraf  ในเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อปี 1999 ไม่นานหลังจากขับไล่ Nawaz Sharif  นายพล Musharraf ประกาศโครงการ ‘มหาคลอง Thal’ ซึ่งเป็นโครงการสร้างคลองในทะเลทราย Thal โดยการผันน้ำจากแม่น้ำ Indus  ชาว Sindh จึงตอบโต้ด้วยขบวนการต่อต้านเขื่อนอีกครั้ง  ขบวนการนี้มีการเดินเท้าทางไกลและประท้วงมากมาย  ชาว Sindiyani พร้อมโดนจับกุมอีกครั้ง คลื่นปฏิวัติถาโถมโหมกระหน่ำเต็มอัตรา  ขณะที่ฤดูร้อนแผดเผาทุกสิ่งอย่าง พวกเขาท่องบทประพันธ์ของกวีมีชื่อแห่งจังหวัดอย่าง Shaikh Ayaz ที่มีเนื้่อความว่า:

Hurka halo, dheema halo, 

pand paray ho, ker karay ho, 

waat await, deel daray ho, 

poe b piryeen jo, pand bhalo ho, 

pandh bhalo miya, hurka halo

 

ก้าวเท้า ช้า, เร็ว

ก้าวย่างที่แสนยาวไกล, ผู้ใดเล่าจะกล้าก้าว?

ถนนแสนหน่ายเหนื่อย, ทุกข์ระทมอาจกัดกลืนกิน

กระนั้น, ก้าวย่างเพื่อคนรักนั้นคุ้มค่า,

ก้าวย่างนั้นคุ้มเสี่ยง, ก้าวไปให้ฉับไว!

‘Zahida Shaikh เขียนบันทึกจากความทรงจำไว้ว่า ST คือองค์กรสำหรับหญิงสาวชาวชนบทผู้ยากจน  พวกเธอไม่ได้แหล่งทุนจากองค์กรสตรีนิยมอื่น รายรับที่พวกเธอได้ ส่วนใหญ่เป็นการบริจาคขององค์กรนอกภาครัฐ (NGO) ระหว่างยุค Musharraf’  ระหว่างที่ ST เข้าร่วมในการประชุมของชาวนาในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2004 พวกเธอได้รับแจ้งว่าจะมีการประชุมต่อต้าน Kalabagh อีก  ชาว Sindhiyani ต้องการเข้าร่วม แต่ส่วนมากพวกเธอหมดสิ้นทุนทรัพย์ไปกับการเดินทางไกลเข้าร่วมประชุชาวนาไปแล้ว คนที่พอมีเหลือก็เข้าร่วม แต่หลายคนไม่สามารถทำเช่นนั้นได้  ผู้หญิงในกลุ่มหลังส่วนใหญ่มีพื้นหลังเป็นชาวนาและชนชั้นกลางระดับล่าง  Zahida ยังบันทึกไว้ด้วยว่า ครั้งหนึ่ง ST เคยได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมสตรีนานาชาติในอินเดียด้วย  สมาชิกหลายคนกังวลปัญหาเรื่องพาสปอร์ต เพราะหลายต่อหลายคนไม่มีมัน  สุดท้ายแล้ว มีผู้หญิงเพียงหกถึงเจ็ดคนเท้านั้นใน ST ที่มีพาสปอร์ตสำหรับเดินทางท่องเที่ยว  แม้ว่า ST จะเข้าร่วมการประชุมระดับนานาชาติเช่นนี้ รากฐานของพวกเธอก็ยังมาจากหญิงสาวชาวชนบทในจังหวัด Sindh  นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการดำรงอยู่ของพวกเธอทำให้กลุ่มผู้อยู่ในโครงสร้างอำนาจรัฐปากีสถานหวาดกลัว

‘Zahida Shaikh เขียนบันทึกจากความทรงจำไว้ว่า ST คือองค์กรสำหรับหญิงสาวชาวชนบทผู้ยากจน  พวกเธอไม่ได้แหล่งทุนจากองค์กรสตรีนิยมอื่น รายรับที่พวกเธอได้ ส่วนใหญ่เป็นการบริจาคขององค์กรนอกภาครัฐ (NGO) ระหว่างยุค Musharraf’

และเพราะการต่อต้านขัดขืนขององค์กรอย่าง ST จึงทำให้นายพล Musharraf ต้องพับแผนการก่อสร้างเขื่อน Kalabagh ไปในที่สุด

นักกิจกรรมจาก Sindhiyani Tehreek ประท้วงโครงการก่อสร้างเขื่อน Kalabagh ข้อความที่เขียนบนป้ายคือ ‘เขื่อน Kalabagh เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้’ พรรค Awami Tehreek และองค์กร Sindhiyani Tehreek ได้หยุดยั้งไม่ให้โครงการนี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ภาพ: Dawn

องค์กรของผู้หญิงหรือองค์กรสตรีนิยม?

ST มักได้รับการกล่าวหาว่าเป็นองค์กรของผู้หญิง แต่ไม่ใช่องค์กรสตรีนิยมที่แท้จริง  พวกที่วิพากษ์วิจารณ์ยังอ้างว่า องค์กรนี้เพียงแค่ทำตามคำสั่งของพรรคใหญ่อย่าง Awami Tehreek เท่านั้น โดยไม่ได้มีอิสระใดๆ เลย  ความขัดแย้งดังกล่าวนี้ทำให้เรานึกถึงวิวาทะเก่าแก่ว่าด้วยการที่กลุ่มสตรีผู้มีความคิดถึงราก ควรจัดตั้งองค์กรของตนแยกออกไป หรือควรอยู่ภายใต้ปีกของพรรคฝ่ายซ้ายที่มีอยู่แล้วกันแน่  แล้วองค์กรเหล่านี้ควรชูประเด็นด้านผู้หญิงอย่างเดียว หรือประเด็นต่างๆ ในสังคมภาพกว้างไปด้วย?  ควรเปิดโอกาสให้ทุกคนหรือแค่คนที่มีอุดมการณ์บางอย่างเข้าเป็นสมาชิก?  ลานประชุมการเมืองสตรีก็เผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกันในช่วงปีแรกๆ ของการก่อตั้ง  สุดท้ายแล้ว พวกเธอก็ตัดสินใจก่อตั้งองค์กรของผู้หญิงที่เป็นอิสระ และมีจุดมุ่งหมายในการชูประเด็นด้านที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง (แม้ในปัจจุบันจะขยายเข้าสู่ประเด็นชุมชนกลุ่มคนข้ามเพศแล้ว)  สมาชิกภาพของกลุ่มก็จำกัดอยู่เพียงแค่ผู้หญิงที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย (ก่อนที่จะรวมเอามิตรสหายข้ามเพศเข้ามา)

หากเราวิเคราะห์ ST ภายใต้กรอบปัญหานี้ เราก็จะได้คำตอบชัดเจนว่า องค์กร์นี้ได้รับอิทธิพลมาจากเลนิน  ในการให้สัมภาษณ์กับ Clara Zetkin เรื่อง ‘ประเด็นปัญหาเรื่องผู้หญิง’ เลนินตอบปัญหานี้โดยใช้วิภาษวิธี  เขาไม่เชื่อว่าผู้หญิงควรก่อตั้งองค์กรแยกออกไปเป็นอิสระต่างหาก เพราะนี่เป็นการแบ่งแยกขบวนการปฏิวัติ (และลดความเข้มแข็งของขบวนการลง) ภายใต้เส้นแบ่งของเพศ  แต่เขาก็ไม่เชื่อว่าพรรคควรควบคุมองค์กรภายใต้ปีกของผู้หญิงอย่างสมบูรณ์ เพราะนี่เป็นการลดอำนาจของผู้หญิงลงอย่างมหาศาล  แทนที่จะทำเช่นนั้น เลนินเชื่อว่า พรรคควรให้มีองค์กรปีกของผู้หญิง ซึ่งมุ่งเน้นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสตรี และนำมันเข้ามาเสนอในพรรคใหญ่อีกที  เขามีมุมมองว่า ผู้หญิงคือคนส่วนที่ใหญ่มากของประชากรทั้งหมด การผัดผ่อนประเด็นปัญหาของพวกเธอให้รอจนกระทั่งการปฏิวัติสำเร็จลุล่วงนั้นเป็นการเข้าแผนลวงของศัตรู  มากไปกว่านั้น เมื่อพวกเธอมุ่งเน้นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง เลนินก็ยังต้องการให้พวกเธอเข้าใจว่าพรรคปฏิวัติรับรู้การกดขี่ขูดรีดของพวกเธอด้วยเช่นกัน  เขาเรียกร้องให้มีแนวหน้าสตรีภายในพรรค ซึ่งเป็นคนที่จะนำผู้หญิงเข้าสู่การต่อสู้คัดง้างด้านเพศภาวะและการกดขี่ทางชนชั้น

ภาพถ่ายเมื่อไม่นา่นมานี้แสดงให้เห็นการประท้วงจาก Sindhiyani Tehreek ซึ่งมีผู้ถือป้ายข้อความที่เขียนว่า ‘การยึดครอง Sindh ภายใต้นามของการพัฒนานั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้’ ภาพ: Sarmad Palijo จาก Twitter

โดยเนื้อแท้แล้ว ST ก่อตั้งขึ้นด้วยวิถีเลนินนิสต์  องค์กรนี้ไม่ได้เป็นอิสระอย่างสิ้นเชิงจากพรรค Awami Tehreek แต่เป็นองค์กรปีกหนึ่งของพรรคต่างหาก  อย่างไรก็ดี องค์กรนี้มีกลไกการทำงานเป็นอิสระ มีธรรมนูญที่แยกต่างหาก และมีพื้นที่ปฏิบัติการที่เป็นเอกเทศ  พรรค Awami Tehreek เอง แท้จริงแล้วก้มีแนวหน้าหลากหลาย อาที Sujag Baar Tehreek (ขบวนการเยาวชนตื่นรู้), Sindhi Shagird Tehreek (ขบวนการนักเรียนแห่ง Sindhi), และองค์กรนักเรียนหญิงแห่ง Sindhi  องค์กรแนวหน้าทั้งหมด จะส่งผู้สังเกตการณ์เข้าไปในการประชุมขององค์กรอื่นๆ เพื่อดูว่ากิจกรรมของพวกเขาเป็นไปตามแนวทางการปฏิวัติของพรรคหรือไม่  ผู้สังเกตการณ์ทำได้เพียงแค่ให้คำแนะนำเท่านั้น การตัดสินใจในท้ายที่สุดย่อมเกิดขึ้นภายในองค์กรแนวหน้านั้นๆ เอง เราอาจเรียกได้ว่ามันคือ ‘ภาวะกึ่งอิสระ’ (relative autonomy)  คณะกรรมการกลางแห่งพรรค Awami Tehreek ไม่มีอำนาจในการระงับสมาชิกภาพของสมาชิกคนใดใน ST  และ ST ก็ไม่ถูกผูกมัดให้ต้องเห็นด้วยกับการตัดสินใจที่เกิดขึ้นจากที่ประชุมใหญ่พรรค Awami Tehreek.  อย่างไรก็ตาม ST และองค์กรแนวหน้าทั้งหลาย ไม่สามารถระงับการยึดโยงทางอุดมการณ์กับพรรค Awami Tehreek และต้องมีส่วนร่วมในการรณรงค์โครงการใหญ่ๆ ของพรรคเสมอ

‘โดยเนื้อแท้แล้ว ST ก่อตั้งขึ้นด้วยวิถีเลนินนิสต์’

ถึงอย่างนั้น มันก็ยังเป็นความจริงที่ ST ควรมีการขยับขยายโครงการไปสู่ประเด็นปัญหาจำเพาะของผู้หญิง เช่น การฆ่าเพื่อเกียรติยศ ความรุนแรงภายในครอบครัว การสาดน้ำกรด การแต่งงานวัยเด็ก และการบังคับผู้หญิงชนกลุ่มน้อยให้เข้ารีต  ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 พวกเธอตีพิมพ์อุบัติการณ์การฆ่าเพื่อเกียรติยศและรณรงค์ต่อต้านการกระทำนั้น อย่างไรก็ดี พวกเธอควรทำได้มากกว่านี้  เราจำเป็นต้องพูดตามตรงว่า เหตุผลส่วนหนึ่งของการละเลยสิ่งเหล่านี้ก็คือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับพรรค Awami Tehreek  แม้ว่าสหายในกลุ่ม ST จะเข้าร่วมประชุมในคณะกรรมการกลางของ Tehreek ก็ตาม แต่ไม่มีใครเลยที่เป็นเจ้าหน้าที่ในตำแหน่งสำคัญของพรรค  ประเด็นเช่นเรื่องเขื่อนและภาวะขาดแคลนน้ำได้รับการยกขึ้นเป็นเรื่องเร่งด่วนภายใต้การนำของผู้ชาย ดังนั้นชาว Sindhiyani จึงไม่สามารถทุ่มเทพลังของพวกเธอไปที่ประเด็นการสนับสนุนให้ผู้หญิงมีอำนาจเพิ่มขึ้นได้  แต่ก็นั่นแหละ เราต้องย้ำว่าอะไรคือความต้องการภายใต้ข้อเรียกร้องการจัดสรรทรัพยากรเช่นน้ำอย่างเป็นธรรม หากไม่ใช่ความต้องการที่จะทำให้ผู้หญิงมีอำนาจเพิ่มขึ้น?  จากข้อเรียกร้องนี้ หญิงสาวชาวชนบทจาก Sindh จะได้ประโยชน์มากมายจากการต่อสู้ อันรวมไปถึงผู้ชายด้วยเช่นกัน

‘อะไรคือความต้องการภายใต้ข้อเรียกร้องการจัดสรรทรัพยากรเช่นน้ำอย่างเป็นธรรม หากไม่ใช่ความต้องการที่จะทำให้ผู้หญิงมีอำนาจเพิ่มขึ้น?’

Sindhiyani เพื่อชาวนา?

Jami Chandio นักวิพากษ์วิจารณ์การเมืองและผู้ใกล้ชิด Palijo เชื่อว่า ST ได้รับความเข้มแข็งจากการการที่มี Awami Tehreek เป็นฐานที่มั่น  ความแตกแยกและการบริหารจัดการภายในที่ผิดพลาดของพรรคทำให้ Awami Tehreek ประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่  เมื่อ Palijo เสียชีวิตในปี 2018 พรรคก็สูญเสียทิศทางการนำไป  แกนนำหลายคนในพรรคแยกย้ายแตกออกเป็นกลุ่มย่อยและพรรคการเมืองต่างๆ  ขณะเดียวกัน ST ก็ค้นหาทิศทางการต่อสู้ภายใต้การถดถอยของพรรค Awami Tehreek

ผู้หญิงหลายคนเป็นแกนนำในพิธีกรรมรำลึกงานศพของ Rasool Bux Palijo แม้ว่าจะขัดกับวิถีปฏิบัติของมุสลิมในปากีสถานโดยทั่วไปก็ตาม พวกเธอนำร่างของเขาไปยังสถานที่ฝังศพ ภาพ: News Pakistan

เมื่อราวสองสามปีก่อนหน้า เกิด ‘การเดินขบวน Aurat’ (การเดินขบวนของผู้หญิง) ในปากีสถานขึ้น  ในขณะที่การเดินขบวนของครั้งนี้มีผลกระทบต่อสังคมแน่ๆ… ชนชั้นกลางในเมืองกลับเป็นส่วนประกอบหลักของขบวนการ ไม่ค่อยมีผู้หญิงกรรมกร ชาวนา และชาวชนบทอยู่ในนั้น  ในสถานการณ์เช่นว่านี้ องค์กรอย่าง ST สามารถนำชาวนาเข้าร่วมเป็นฐานสนับสนุนขบวนการสตรีนิยมปากีสถานที่กำลังเติบโตขึ้นได้ โดยการเชื่อมโยงขบวนการนี้เข้ากับการต่อสู้ทางเศรษฐกิจ-การเมืองเรื่องการจัดสรรทรัพยากรไปด้วยกันอย่างเปิดเผย

‘ในขณะที่การเดินขบวนของ [Aura] ครั้งนี้มีผลกระทบต่อสังคมแน่ๆ… ชนชั้นกลางในเมืองกลับเป็นส่วนประกอบหลักของขบวนการ ไม่ค่อยมีผู้หญิงกรรมกร ชาวนา และชาวชนบทอยู่ในนั้น’

ปัญหาที่สหายชาว ST อุทิศชีวิตของพวกเธออย่างต่อเนื่องในเรื่องที่หลอกหลอนบ้านเกิดของพวกเธอ ณ จังหวัด Sindh ก็ยังคงมีอยู่  แหล่งเก็บน้ำยังคงถูกสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่องในแม่น้ำ Indus การจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างไม่เท่าเทียม และอะไรก็ตามที่คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นความอิสระของ Sindh ก็ถูกบดขยี้เสียสิ้น โดยเฉพาะเรื่องที่พวกเธออาจเสีย Karachi อันเป็นเมืองหลวงไปให้กับรัฐบาลกลาง  การฆ่าเพื่อเกียรติยศ ความรุนแรงภายในครอบครัว การบังคับแต่งงาน และการบังคับเข้ารีดนั้นโหดร้ายป่าเถื่อน  เราต้องการขบวนการอย่างเช่น ST ในการตระเตรียมนักปฏิวัติสาวชาวชนบทรุ่นใหม่ ในทุกวันนี้ไม่ต่างจากเมื่อครั้งอดีต


บทความนี้แปลโดยได้รับอนุญาตจาก ‘The Sindhiyani Tehreek: Revolutionary Feminism in Sindh?’, Jamhoor <https://www.jamhoor.org/read/2020/11/25/the-sindhiyani-tehreek-revolutionary-feminism-in-sindh> [accessed 23 January 2021].

ทำไมเราต้อง PC ? เมื่อทุกคุณค่าทางสังคมนั้นมีค่าเสมอกัน (หรือที่ต้อง PC เพราะหมดความอดทนแล้ว?)

ทำไมเราต้อง PC ? เมื่อทุกคุณค่าทางสังคมนั้นมีค่าเสมอกัน (หรือที่ต้อง PC เพราะหมดความอดทนแล้ว?)

ผู้เขียน ice_rockster
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

PC คืออะไร ทำไมเราต้อง PC เพราะมันเป็นพื้นฐานของการเป็นคนดีในสังคมอย่างนั้นหรือ? PC หรือ Political Correctness หรือที่อาจจะแปลเป็นไทยว่า “ความถูกต้องทางการเมือง” นั้น เป็นคุณค่าหนึ่งของอุดมการณ์ทางการเมืองหัวก้าวหน้า ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นพวกเสรีนิยมหรือไม่? ซึ่งคำคำนี้นั้น ถูกใช้มาเป็นเวลานานแล้ว แต่อาจจะต่างบริบทกัน เช่น politically correct หรืออาจแปลเป็นไทยได้ว่า ถูกต้องอย่างการเมือง1 อาจะฟังดูแปลก ๆ แต่ความหมายของมันก็คือ เป็นความถูกต้องที่อาจจะผิดในบริบทอื่น ๆ เช่น ในบริบทของประเพณี หรือจารีต แต่ถูกต้องในบริบทของการเมือง แม้ว่าในพจนานุกรม American Heritage Dictionary จะให้คำนิยามว่า “Conforming to a particular sociopolitical ideology or point of view, especially to a liberal point of view concerned with promoting tolerance and avoiding offense in matters of race, class, gender, and sexual orientation”2 หรือคือ “[ความถูกต้อง] ที่เป็นไปตามอุดมการณ์หรือทัศนคติเฉพาะหนึ่ง ๆ ทางสังคมการเมือง โดยเฉพาะทัศนคติแบบเสรีนิยม ที่มีความกังวลเรื่องความอดทนอดกลั้น และหลีกเลี่ยงการโจมตีกันในเรื่องของเชื้อชาติ ชนชั้น เพศ หรือรสนิยมทางเพศ” แต่แน่นอนว่า “ความอดทนอดกลั้น” นั้น มันก็ขึ้นอยู่กับว่า ใครอดทนได้แค่ไหน เพราะแต่ละคนก็มีความอดทนได้ไม่เท่ากัน อีกทั้ง “ความถูกต้อง” นั้น ยังเป็นความถูกต้องบนฐานของอุดมการณ์หนึ่ง ในบริบทสังคมการเมืองหนึ่ง ๆ ดังนั้นการ PC จึงเป็นเรื่องของคุณค่าที่สังคมกำหนด มากกว่าจะเป็นเรื่องสากลที่การเมืองควรจะเป็นหรือไม่?

แน่นอนว่าในสังคมการเมืองหนึ่ง ๆ ย่อมมีบริบทและบรรทัดฐานทางการเมืองที่แตกต่างกัน ซึ่งการจะบอกว่าอะไรถูกหรือผิด ก็ต้องต้องตามมาด้วยคำถามที่ว่า ผิดเพราะอะไร ถูกต้องเพราะอะไร หรือถ้ายิ่งไปกว่านั้น ก็ต้องถามว่าผิดบนฐานของอะไร ด้วยบรรทัดฐานอะไร ซึ่งหากเราเป็นมนุษย์ที่เคยมีประสบการณ์อยู่ในสังคมมากกว่าหนึ่งสังคม และสังคมเหล่านั้น มีบริบท คุณค่า และบรรทัดฐานทางสังคมที่แตกต่างกัน ก็ย่อมจะเข้าใจได้ไม่ยากว่ามันไม่มีสิ่งใดที่ถูกหรือผิดโดยจริงแท้หรอก หรือถ้าจะกล่าวในเชิงปรัชญา ก็ต้องบอกว่า มันไม่มีสิ่งใดที่เป็น “ความจริงสูงสุด” หรือ “Absolute Truth” หรือ “Ultimate Reality” ก็แล้วแต่จะศรัทธา แต่ก็คงยังจะมีคำถามที่ตามมาคือ การที่บอกว่า “ไม่มีมีสิ่งใดที่เป็นความจริงสูงสุด” นั้น ข้อความนี้เอง ก็พยายามจะสถาปนาความจริงสูงสุดขึ้นมาอีกหรือไม่! ซึ่งนั่นก็ทำให้เกิดความปวดเศียรเวียนเกล้ามากขึ้นไปอีก แต่อย่างไรก็ดี มันก็เป็นตัวอย่างได้ว่า แม้แต่คำถามของรากฐานทางปรัชญา อย่างไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน ก็ยังเป็นหลักฐานที่บ่งบอกได้ว่า การสร้างบรรทัดฐานขึ้นมาอย่างหนึ่ง แล้วเคลมว่านั่นคือความจริงหรือสิ่งที่ถูกต้องนั้น เป็นไปไม่ได้

แม้ว่าจะมีการใช้คำว่า PC ในหลากหลายรูปแบบในอดีต แต่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคที่คุณค่าของระบบการเมืองแบบเสรีประชาธิปไตยนั้น ได้ครอบงำเป็นคุณค่าหลักของสังคมการเมืองโดยทั่วไปแล้ว สิ่งที่ PC หรือ ถูกต้องทางการเมือง จึงเป็นในลักษณะดังที่พจนานุกรม American Heritage Dictionary กล่าว คือ การไม่เข้าไปโจมตีหรือล่วงละเมิดอีกฝ่ายในเรื่องของเชื้อชาติ ชนชั้น เพศ หรือรสนิยมทางเพศ แน่นอนว่าทัศนะแบบนี้เป็นทัศนะของเสรีนิยมอย่างไม่ต้องสงสัย ที่มีหลักการคือ “เรามีเสรีภาพ ตราบเท่าที่เราไม่ไปละเมิดเสรีภาพของผู้อื่น” หลักการดังกล่าวปรากฏอยู่ในความคิดของบิดาแห่งเสรีนิยมอย่างอิมมานูเอล ค้านท์ (Immanuel Kant)3 และจอห์น ล็อค (John Locke)4 แต่คำถามก็เกิดขึ้นมาในเวลาต่อมา เพราะโลกมันไม่ได้ง่ายดาย สวยงามและโรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างนั้น เมื่อเราไม่รู้ว่าเมื่อใดเราจึงจะไปละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น? และการละเมิดนั้น ใครเป็นผู้ตัดสิน? ผู้ละเมิดเองหรือผู้ถูกละเมิด มันจึงอาจย้อนกลับไปที่โจทย์เก่าเมื่อสักครู่ของเราคือ ใช้บรรทัดฐานอะไรมากำหนดว่าคือละเมิด เช่น ประเด็นง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันอย่างการยกเท้าขึ้นบนโต๊ะของคนอเมริกัน หากอยู่ในสังคมอเมริกันก็คงไม่ละเมิด แต่หากอยู่ในสังคมไทยก็คงใช่ หรือการทานอาหาร ในสังคมไทย หากจะอมมีดเข้าไปในปากก็คงจะไม่แปลกอะไร แต่ในสังคมอเมริกาก็คงจะเป็นการเสียมารยาท หรือในกรณีปัจจุบันเช่นการใส่หน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ หากไม่ใส่ จะเป็นการละเมิดผู้อื่นหรือไม่ เพราะจะกล่าวได้ว่าเป็นการจงใจแพร่เชื้อไวรัสก็ได้ หรืออีกมุมหนึ่ง ก็คือเป็นการละเมิดต่อเสรีภาพในการไม่ใส่หน้ากากของมนุษย์ได้เช่นกัน ยิ่งการบังคับใส่หน้ากากหากเป็นนโยบายของรัฐด้วยแล้ว5 ดีไม่ดี การใส่หน้ากากอาจจะเป็น PC ไปด้วยโดยไม่รู้ตัว

ปัญหาของการหาว่า การละเมิดนั้นใครควรเป็นผู้ตัดสิน ยังไม่จบ เพราะ ต่อให้หาข้อสรุปได้แล้วว่า ใครเป็นผู้ตัดสินว่าละเมิดได้แล้ว แล้วอย่างไรต่อ? จะจัดการกับการละเมิดนั้นอย่างไร? จะถึงขั้นจับติดคุกเลยหรือไม่ หรือจะจัดการกับผู้ละเมิดนั้นด้วยหลักการตาต่อตา ฟันต่อฟัน เช่น ด่ามา ด่ากลับ ตบมา ตบกลับ สิ่งที่เสรีนิยมทำ ก็คงไม่เป็นอย่างนั้นแน่ เพราะ หลักการขั้นพื้นฐานของเสรีนิยมก็คือ “เรามีเสรีภาพ ตราบเท่าที่เราไม่ไปละเมิดเสรีภาพของผู้อื่น” ถ้าเป็นอย่างนั้น จะทำตามสิ่งที่พระเจ้าสอนคือ “เมื่อเขาตบแก้มซ้าย ก็จงยื่นแก้มขวาให้เขาตบ” ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะมันก็ยังไม่ถูกต้องและไม่จำเป็นที่จะต้องโดนละเมิดด้วยการตบถึงสองครั้ง หรือจะให้เลิกแล้วต่อกันไปแบบพุทธศาสนาอย่างนั้นหรือ? ก็ดูจะไม่ยุติธรรมสักเท่าใด สิ่งที่ทำได้ ก็คงจะเป็นการอดทนอดกลั้น (tolerance) อดทนอดกลั้นที่จะรอความยุติธรรม ความยุติธรรมจึงเป็นที่พึ่งเดียวของเสรีนิยม เหมือนกับที่จอห์น รอลส์ (John Rawls) กล่าวถึงกรอบคิด justice as fairness6 ซึ่งให้สิทธิขั้นพื้นฐานกับพลเมืองในเรื่องของเสรีภาพและความยุติธรรม นำไปสู่ความเข้าใจในกรอบคิดเรื่องอรรถประโยชน์นิยม (utilitarianism)7 ซึ่งก็เป็นกรอบคิดที่แสดงว่าผลประโยชน์สุทธิ กล่าวคือ เป็นการทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ที่พอใจ หรือ “บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น” ทำให้เกิดการตกลงที่พอใจกันได้ทุกฝ่าย มีฉันทามติต่อกัน ไม่เกิดความขัดแย้งที่ต้องทำให้เกิดการไม่ยอมรับกัน ความยุติธรรมของเสรีนิยม จึงเป็นความยุติธรรมที่ต้องใช้ความอดทนอดกลั้นรอจนกว่าจะเกิดอรรถประโยชน์ต่อกัน เช่น รอให้ตำรวจมาจับคนที่ลงมือก่อน หรือไปแจ้งความ ตลอดจนรอศาลตัดสินคดี และท้ายสุดแล้ว เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว หากฝ่ายที่คิดว่าถูกละเมิดนั้นยังไม่พอใจต่อคำตัดสิน หรือคิดว่าตนยังไม่ได้รับความยุติธรรมเพียงพอ ก็คงทำได้เพียง “ทำใจ” หรือ “อดทนอดกลั้น” ให้มากกว่าเดิมเท่านั้นเอง

ดังนั้น ท้ายที่สุดแล้ว การ PC จึงเป็นการเรียกร้องให้สังคมมีความอดทนอดกลั้นกับสิ่งที่ตนสถาปนาขึ้นให้เป็นความถูกต้อง เพราะอย่างไรก็ตาม ความอดทนอดกลั้นนั้น ก็เป็นสิ่งที่มีความสิ้นสุด มีความจำกัด ดังนั้นถึงที่สุดแล้ว มันก็จะเกิดสภาวะที่ทุกฝ่ายยอมรับกันเป็นฉันทามติ เป็นดั่งจุดสมมูลที่บวกลบคูณหารแล้วทุกคนพอใจ เป็นจุดที่กำหนดถึงความจำกัดว่าแต่ละคนจะมีเสรีภาพได้มากน้อยเท่าใด จุดจุดนี้จึงเป็นการสถาปนาสภาวะที่ถูกต้องทางการเมืองร่วม หรืออาจเรียกว่า collective political correctness condition ที่จำกัดเสรีภาพของคนในสังคมนั้น ๆ โดยฉันทามติของสังคมนั้นเอง อันเนื่องมาจากอรรถประโยชน์ของสังคม ด้วยเหตุนี้ ความอดทนอดกลั้นเอง จึงมีขีดจำกัดอยู่แค่นี้ หากมีการกระทำใดการกระทำหนึ่ง ที่เป็นการใช้เสรีภาพเลยขึ้นไปจากขีดจำกัดนี้ ก็จะไม่มีความอดทนอดกลั้นอีกต่อไป

เช่น การขึ้นศาล และศาลตัดสินแล้วก็เป็นอันสิ้นสุด ก็คือสิ้นสุดของการอดทนอดกลั้น เพราะศาลได้ทำหน้าที่ของการตัดสินข้อพิพาทตาม “สภาวะที่ถูกต้องทางการเมืองร่วม” แล้ว อย่างกรณีที่ศาลตัดสินปรับธุรกิจกาแฟ Starbucks Coffee เนื่องจากวาดรูปของคนเชื้อสายเอเชียบนแก้วกาแฟและเขาคิดว่าเป็นการเหยียดเชื้อชาติ8 ก็คือสิ้นสุดในกระบวนการ หากผู้เสียหายคิดว่ารับไม่ได้ ก็เป็นปัญหาของผู้เสียหาย หากบริษัท Starbucks รับไม่ได้ ก็เป็นปัญหาของบริษัท ไม่ได้เป็นปัญหาของสังคมหรือระบบ หรือแม้แต่อุดมการณ์เสรีนิยมแต่อย่างใด ในแง่นี้อุดมการณ์แบบเสรีนิยมที่อาจถูกกล่าวได้ว่าเป็น extreme centrism9 (ไม่ซ้าย ไม่ขวา แต่มีความสุดโต่งอย่างเฉพาะตัว เช่นการ PC การแบน การ woke จนเป็นที่มาของ cancel culture10 เป็นต้น) จึงลอยตัวอยู่เหนือปัญหาต่าง ๆ ในสังคม เพราะหากเกิดปัญหา หรือ ข้อพิพาทในแต่ละกรณีขึ้น ก็จะเป็นปัญหาของปัจเจกเอง หรือไม่ก็เป็นปัญหาเฉพาะของแต่ละกรณีไป ไม่เคยเป็นปัญหาของเสรีนิยม แต่เป็นเพราะ “เสรีชน” เอง ที่ปฏิบัติตัวไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมของความถูกต้องทางการเมืองของสังคมนั้น ๆ

หากอดทนอดกลั้นต่อไปไม่ได้ ก็อาจจะต้องทำเรื่องที่แหกกฎของความถูกต้อง เช่น การใช้ hate speech การด่าทอ ไปจนถึงการชุมนุมประท้วงที่เลยเถิดไปถึงการทำร้ายร่างกายหรือความรุนแรง ดังนั้นเมื่อความอดทนอดกลั้นไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป หลักการที่กล่าวมาทั้งหมดจึงใช้ไม่ได้ ไม่มีความ valid จริง ๆ ในสังคม ความอดกลั้นของเสรีนิยมจึงไม่ใช่ความอดกลั้นจริง ๆ หากแต่เป็นเพียงการรอผู้มีอาญาสิทธิ์ในสังคมจะตัดสินออกมาให้ตรงกับความต้องการของตนหรือไม่เท่านั้น เสรีนิยมจึงมีความอดกลั้นที่ไม่มีความอดกลั้นอยู่จริง ๆ11

แน่นอนว่านี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการ PC เท่านั้น แล้วการเป็นตำรวจคอยตรวจตราความถูกต้องทางการเมืองจึงเป็นหน้าที่ใคร? ใครคือผู้กำหนด discourse ของความถูกต้องทางการเมืองในบริบทสังคมหนึ่ง ๆ ? คำถามนี้จึงไม่ได้เป็นคำถามที่ตอบได้ง่าย ๆ เพราะ เมื่อสังคมที่มีความเป็นปึกแผ่น มีสำนึกร่วมอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การเป็นชาติ หรือการมีความเป็นสากลในกลุ่มของตัวเอง เป็นต้น การที่มีใครคนใดคนหนึ่ง ทำตัวแปลกแยก มีลักษณะแปลกแยก หรือทำผิดแผกไปจากความถูกต้องทางการเมืองเข้ามาในสังคม ก็จะถูกคนในสังคมตรวจสอบ ที่ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ตำแหน่งแห่งที่ไหนในสังคมนั้น ผู้ตรวจนั้นไม่จำเป็นต้องได้รับการแต่งตั้งให้พิทักษ์ความถูกต้องจากรัฐหรือสถาบันทางการเมืองใด ๆ คนที่แปลกแยกจึงถูกต่อต้านจากคนส่วนใหญ่ในกลุ่มที่มีสำนึกร่วมนั้น ๆ และค่อย ๆ ถูกสกัดออกจากกลุ่มนั้นออกมา เช่น ในกรณีของสื่อสังคมออนไลน์ เช่น ปรากฎการณ์ทัวร์ลง social bullying การขุดโพสเก่า ตั้งแต่กรณีพิมรี่พาย12 ไปจนถึง วัฒนธรรมทวิตเตอร์ (Twitter popular culture) เป็นต้น

เรื่องของความเป็นสากล (universality) จึงเป็นเรื่องสำคัญในการพิจารณาเรื่อง PC หรือความถูกต้องทางการเมือง เพราะความเป็นสากลนั้นคือการรวม (include) คนหรือปัจเจกที่เป็นหน่วยย่อยทางสังคมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม แต่การรวมนั้น มีจุดประสงค์อย่างไรนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า เพราะ การรวมกลุ่มนั้นจะสำเร็จหรือไม่นั้นสำคัญตั้งแต่จุดประสงค์และเหตุผลของการรวมกลุ่ม ดังนั้น “ความผิด” ของความถูกต้องทางการเมืองจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง (inclusive) ของกลุ่ม การพูดข้อความ (statement) หนึ่ง ๆ ขึ้นมา ซึ่งข้อความเดียวกันนี้ อาจเป็นสิ่งที่ผิดหากผู้พูดนั้นไม่ได้เป็นสมาชิกของกลุ่มเดียวกันกับกลุ่มสังคมนั้น ๆ แต่ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ผิด หรือถูกต้องทางการเมืองแล้ว หากผู้พูดเป็นสมาชิกของกลุ่มสังคมนั้น ซึ่ง Slavoj Žižek นักปรัชญาชาวสโลเวเนี่ยน ก็ได้เคยยกตัวอย่างในเรื่องของการพูดเพื่อตลก เช่น teasing หรือ joke ว่าเราจะสามารถล้อเล่นด้วยสิ่งที่ดูจะไม่ถูกต้องได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะผิด หรือผู้ฟังจะโกรธ13 เพราะหากว่าผู้พูดอยู่ในกลุ่มเดียวกันแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องจริงจังอะไรกับกฎเกณฑ์ หรือความใกล้ชิด หรือการเว้นระยะห่างทางสังคมอีกต่อไป สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือแม้ว่าเราอยู่ในสภาวะของโรคติดต่ออย่างโควิด-19 เราออกไปข้างนอกไปเจอพนักงานส่งของ บุรุษไปรษณีย์ คนขายอาหาร เรากลับต้องรีบใส่หน้ากากเพราะกลัวว่าเขาจะมีโรคมาติดเรา แต่เมื่อเราเจอเพื่อน เจอคนรัก เจอคนในครอบครัว ไม่ว่าเขาจะเดินทางไปไหนมาทั่ว มีความเสี่ยงจะติดโรคมากแค่ไหน เราก็ถอดหน้ากากนั่งทานข้าวด้วยกันอย่างใกล้ชิดราวกับว่าโรคระบาดนั้นมันมีข้อยกเว้นการติดต่อระหว่างคนกลุ่มเดียวกันในสังคม ดังนั้น PC จึงไม่ใช่แค่เรื่องของวัฒนธรรม และโควิด-19 ในแง่นี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสาธารณสุข หากแต่เป็นเรื่องการเมืองโดยเนื้อแท้

ดังนั้น เมื่อมองย้อนกลับมาในความเป็นเสรีนิยมอันเป็นบ่อเกิดของการ PC โดยเสรีนิยมนั้น ได้สถาปนาความเท่าเทียมกันของทุกคุณค่าทางสังคม (value) ที่เป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายทางวัฒนธรรม (multiculturalism) ความเท่าเทียมกันหรือการนำเอาทุกคุณค่า หรือทุกวัฒนธรรมมาวางไว้อยู่บนระนาบเดียวกันก็เป็นไปเพื่อความเท่าเทียมและให้เกียรติทุก ๆ คุณค่า แต่ทว่า ปัญหาของเสรีนิยมเองก็กลับมาที่ความอดทนอดกลั้น ที่มีปัญหาเอง เพราะหากวัฒนธรรมหรือคุณค่าแต่ละอย่างนั้นมีความเท่าเทียมกันจริง ๆ จะต้องอดกลั้นไปทำไม ในเมื่อเรายอมรับมันได้อยู่แล้ว ดังนั้นธรรมชาติของความอดกลั้นคือการยอมรับแล้วว่าเราไม่ได้ชอบวัฒนธรรมหรือคุณค่าอื่น ๆ ที่แตกต่างไปจากคุณค่าของเราเอง14 การ PC หรือตรวจสอบความถูกต้องทางการเมืองนั้น จึงเกิดขึ้นมาจากความเหลืออด (intolerable) ที่ไม่สามารถทนต่อความแตกต่างได้อีกต่อไปแล้ว การ PC จึงเป็นข้ออ้างในการไม่ยอมรับความแตกต่างขั้นสุดท้าย (ก่อนจะเลยเถิด?) ของเสรีนิยม และเหล่าเสรีชน


4 Locke, J., & Yolton, J. W. (1993). An essay concerning human understanding. London: Dent.

6 Rawls, J. (1971). A theory of justice. Belknap Press/Harvard University Press.

7 https://plato.stanford.edu/entries/rawls/ (accessed 28th Jan 2021)

9 สรวิศ ชัยนาม ได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการ In Their Views ของ สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ว่า เสรีนิยมเป็นอุดมการณ์ที่มีความสุดโต่ง แต่ไม่ได้เป็นซ้าย หรือ ขวา หากแต่สุดโต่งแบบกลางๆ โปรดดู https://www.youtube.com/watch?v=q158-WGVBSc&list=PLy0720OOZpxW8mtbuSxvs98hzXN8Cl6bK&index=4

10 เช่นในกรณีต่างๆ ส่วนมากจะเกิดในสหรัฐอเมริกา ดินแดนแห่งเสรีภาพ https://nypost.com/article/what-is-cancel-culture-breaking-down-the-toxic-online-trend/ หรือ https://www.vox.com/culture/2019/12/30/20879720/what-is-cancel-culture-explained-history-debate (accessed 29th Jan 2021)

11 โปรดดู “ความไม่อดกลั้นใน ‘ความอดกลั้นของเสรีนิยม’” ใน ธเนศ วงศ์ยานนาวา (2019), ว่าด้วยความไม่หลากหลายทางวัฒนธรรม, กรุงเทพ: สมมติ.

12 https://www.sanook.com/news/8335274/ (accessed 29th Jan 2021)

13 ดู Slavoj Žižek on Political Correctness: Why “Tolerance” Is Patronizing | Big Think ใน https://www.youtube.com/watch?v=IISMr5OMceg และสามารถดูข้อถกเถียงเรื่องความเป็นสากลได้ใน Butler, J., Laclau, E., & Žižek, S. (2000). Contingency, hegemony, universality: Contemporary dialogues on the left. London: Verso. ซึ่งเป็นข้อถกเถียงของความเป็นสากลที่มีความไม่ลงรอยกับการเมืองอัตลักษณ์ (Identity Politics) ที่ทำลายความเป็นสากลนิยมและความเป็นพวกเดียวกัน หรือ MCGOWAN, T. (2020). Universality and Identity Politics. New York: Columbia University Press. ที่กล่าวโดยตรงถึงการรวมกลุ่มที่มีปัญหาในการเอาความเหมือนกันมาเป็นจุดประสงค์หรือเหตุผลในการรวมกลุ่ม ซึ่ง McGowan ได้เสนอแนวทางแบบจิตวิเคราะห์ในการรวมกลุ่มคือ เอาความขาด (lack) เป็นตัวตั้งในการเกิดความเป็นสากล

14 ในแง่นี้ ดังที่ได้กล่าวไป ว่าการรวมกลุ่มใด ๆ ที่มีฐานมาจากความเหมือน หรือสิ่งที่มีร่วมกัน แม้แต่ “สำนึกร่วม” ก็ตามที มันจึงเป็นการตอกย้ำว่า เราไม่เหมือนกับคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มของเรา ฐานคิดแบบการรวมกลุ่มนี้ จึงมีปัญหาตั้งแต่แรก ดังนั้น การจะรวมกลุ่มหรือสร้างความเป็นสากลบางอย่าง จึงอาจต้องเริ่มด้วยการยอมรับว่า คนหรือปัจเจกนั้น มีความแตกต่างกัน McGowan จึงเสนอว่า การรวมกลุ่มหรือการสร้างความเป็นสากลจึงอาจเริ่มจากการที่ความขาดที่เหมือนกัน หรือรวมกลุ่มเพื่อแสวงหาสิ่งเดียวกัน มากกว่าจะรวมเพื่อ “แสดง” ว่าเรามีอะไรเหมือนกัน เพื่อที่จะแบ่งแยก และสกัดคนที่ไม่เหมือนกันออกไป เช่น ความคิดของความเป็นชาติ เป็นต้น ซึ่งสรุปแล้วก็หนีไม่พ้นแนวคิดแบบอัตลักษณ์

นิเวศวิทยาแห่งการปลดแอก: ขบวนการ Mukti Bahini, แม่น้ำ และการคลี่คลายตัวของปัญหาปากีสถาน

นิเวศวิทยาแห่งการปลดแอก: ขบวนการ Mukti Bahini, แม่น้ำ และการคลี่คลายตัวของปัญหาปากีสถาน

ผู้เขียน Moiz Abdul Majid
ผู้แปล Pathompong Kwangtong
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

ขบวนการกองโจรชาวนา Mukti Bahini ใช้ความรู้อันลึกซึ้งเกี่ยวกับทางน้ำของบังคลาเทศในการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ

ภาพประกอบที่ 1: เหล่านักสู้ Mukti Bahini ใช้เส้นทางน้ำในการเดินทางระหว่างสงครามปี 1971  ที่มาของภาพ: Prothomalo

ในนวนิยายของ Salman Rushdie เรื่อง Midnight’s Children ตัวเอกอย่าง Saleem Sinai ถูกสั่งให้ไปประจำการตามชนบทของบังคลาเทศร่วมกับทหารปากีสถานในสงครามเพื่ออิสรภาพเมื่อปี 1971 หน้าที่ของพวกเขาคือจัดการกับกลุ่มกบฎบังคลาเทศ แต่เหล่าทหารกลับพบว่าตัวเองหลงทางทันทีที่เข้าไปในสมรภูมิ  ระหว่างการเดินทางตามเส้นทางน้ำภายใต้มรสุมอันโหดร้าย ธรรมชาติจู่โจมพวกเขา กระทั่งทำให้เหล่าทหารสติแตก

บทบรรยายที่ฉายภาพประสบการณ์ของทหารปากีสถานระหว่างสงครามออกมาได้อย่างชัดเจนผ่านปลายปากกาของ Rushdie นั้น สะท้อนความเป็นจริงของระบบนิเวศน์อันโหดร้ายที่พวกเขาต้องสู้รบในสงครามกองโจรเพื่ออิสรภาพของบังคลาเทศได้เป็นอย่างดี

นักสู้เพื่ออิสรภาพที่ต่อสู้กับกองทัพอันเกรียงไกรของปากีสถานเหล่านี้เป็นที่รู้จักกันในนาม Mukti Bahini  พวกเขาประกอบไปด้วยคนสองกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นชนชั้นนำในเมือง ส่วนใหญ่มาจากสมาชิกสันนิบาต Awami คนกลุ่มนี้คือผู้ที่มีตำแหน่งระดับสูงใน Mukti Bahini

กลุ่มที่สองเป็นชาวนาชนบทซึ่งส่วนมากได้รับการฝึกโดยชนชั้นนำในเมืองให้เป็นกองกำลังติดอาวุธแนวหน้าของ Bahini  พวกเขาดำรงชีพและทำงานท่ามกลางเครือข่ายสายธารลำน้ำที่ซับซ้อนของบังคลาเทศมาตลอดชั่วชีวิต ทำให้ชาวนาเหล่านี้รู้จักมักคุ้นกับสายน้ำเป็นอย่างดี  พวกเขายังรู้จักป่าวงกตและหนองบึงที่ล้อมรอบเส้นทางน้ำและทางตันของมันเป็นอย่างอีกดีด้วย  การรบแบบกองโจรของเหล่าชาวนาโดยใช้ความรู้ด้านนิเวศวิทยาอันลึกซึ้งเหล่านี้ในการซุ่มโจมตีกองทัพของปากีสถานในยุทธภูมิต่างๆ ส่งผลให้การต่อสู้เพื่ออิสรภาพสำเร็จได้ในท้ายที่สุด

ขบวนการ Mukti Bahini เปลี่ยนระบบนิเวศน์เหล่านี้ให้เป็นพื้นที่เพื่อการปลดแอก และเป็นเขาวงกตวกวนงุนงงสำหรับกองทัพปากีสถานไปพร้อมๆ กันในระหว่างการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของพวกเขา

ภาพประกอบที่ 2: เหล่านักสู้ Mukti Bahini เดินทัพท่ามกลางมหาอุทกภัยจากมรสุมในปี 1971  ที่มาของภาพ: Londoni.co

เส้นทางน้ำ

พื้นที่กว่าสองในสามของบังคลาเทศอยู่ในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ Ganges อันเป็นสามเหลี่ยมปากแม่น้ำขนาดใหญ่ที่สุดในโลก  สามเหลี่ยมปากแม่น้ำนี้ประกอบไปด้วยหนองบึงและป่ารวมถึงเครือข่ายลำธารและสายน้ำที่ซับซ้อนกว้างใหญ่ไพศาล  อันที่จริงบังคลาเทศมีเส้นทางน้ำมากกว่าถนนเสียอีก  นั่นหมายความว่าประชากรส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาเครือข่ายลำธารเพื่อสัญจรในชีวิตประจำวัน  ผู้คนใช้ทางน้ำเพื่อกลับบ้าน ไปโรงเรียน และไปทำงาน

ภาพประกอบที่ 3: แผนที่แสดงขอบเขตความกว้างใหญ่ไพศาลของสามเหลี่ยมแม่น้ำ Ganges สีแดงที่เห็นอยู่คือเส้นทางน้ำ ทางน้ำเหล่านี้ทำให้เกิดระบบซับซ้อนยากยิ่งที่คนนอกจะสัญจรได้ ดังที่ภาพประกอบได้แสดงให้เห็น

ภาพยนตร์หลายๆ เรื่องได้แสดงให้เราเห็นว่าการสัญจรของคนชนบทภายใต้ภูมิประเทศแบบนี้ต้องพึ่งพิงเส้นทางน้ำขนาดไหน  ภาพยนตร์เรื่อง Jago Hua Savera (1959) ของ A. J. Kardar เป็นตัวอย่างที่ดีว่าทางน้ำเป็นหนทางเดียวที่ผู้คนใช้สัญจรไปตลาด  หลายครั้งครั้งเส้นทางน้ำเป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงผู้คนในชนบทเข้ากับเมือง การเป็นเจ้าของเรือจึงเป็นหัวใจสำคัญในการเดินทางและดำรงชีพของผู้คน ดังที่ภาพยนตร์ได้แสดงให้เห็น

นอกจากนี้ ภาพยนตร์ยังทำให้เราเห็นถึงความซับซ้อนในการสัญจรไปในระบบลำธารเหล่านี้อีกด้วย  ภาพยนตร์เรื่อง Matir Moina (2002) ของ Tareque Masud เป็นอีกตัวอย่างที่ดี  เราได้เห็นว่านักท่องเที่ยวจำเป็นต้องเปลี่ยนเรือจากคลองระดับปฐมภูมิไปสู่คลองระดับทุติยภูมิอย่างไร เพื่อไปให้ถึงที่หมายของพวกเขา

เมื่อสงครามปะทุขึ้นในปี 1971 กองทัพปากีสถานเริ่มการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวบังคลาเทศ  เส้นทางน้ำและป่าโดยรอบเหล่านี้นี่แหละที่กลายเป็นพื้นที่หลบซ่อนและพักพิงสำหรับชาวนาที่หนีความรุนแรงจากกองทัพปากีสถาน

แต่ในขณะเดียวกัน ชาวนาก็ได้ใช้พื้นที่แห่งนี้ในการต่อสู้โต้กลับด้วย

ขบวนการกองโจร

ความซับซ้อนของเส้นทางน้ำมีประโยชน์ในการต่อต้านขัดขืนอย่างมาก  ชาวนาในขบวนการ Mukti Bahini นำเอาความรู้เรื่องเส้นทางน้ำอันซับซ้อนเหล่านี้มาใช้เป็นความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ในการต่อสู้กับทหารชาวปากีสถาน  ความรู้อันลึกซึ้งเหล่านี้นี่แหละที่เป็นหัวใจสำคัญในชัยชนะของสงครามปี 1971

ภาพประกอบที่ 4: ขบวนการกองโจร Mukti Bahini กำลังจะเดินทางข้ามแม่น้ำ  ที่มาของภาพ: Raghu Rai via Daily Star

ขบวนการกองโจรใช้ความได้เปรียบทางยุทธภูมิทุกอย่างที่มี พวกเขาใช้เส้นทางน้ำและป่าโดยรอบเพื่อหลบเลี่ยงกองทัพปากีสถาน และจู่โจมสร้างความหวาดกลัวจากแหล่งกบดานอย่างฉับพลัน

ฉากต่างๆ ในภาพยนตร์เรื่อง Guerrilla (2011) ทำให้เราเห็นสิ่งเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน เราเห็นการซุ่มซ่อนของเหล่านักสู้ในป่าเพื่ออำพรางตัวแล้วเข้าจู่โจมฐานที่มั่นฝ่ายปากีสถานอย่างมีประสิทธิภาพ และบางครั้งยังสามารถขโมยอาวุธออกมาได้ ไม่เพียงเท่านั้น เรายังได้เห็นว่าขบวนการ Mukti Bahini ใช้เส้นทางน้ำในการเคลื่อนย้ายอาวุธยุทโธปกรณ์และทำลายสะพานเพื่อสกัดกั้นการเข้ามาของกองทัพปากีสถานได้อย่างไร ขบวนการกองโจรเหล่านี้ยังมีกองกำลังนักประดาน้ำหรือนักว่ายน้ำติดอาวุธผู้ใช้เส้นทางน้ำเข้าจู่โจมข้าศึกอีกด้วย

เรื่องเล่ากระแสหลักเกี่ยวกับสงครามปี 1971 แทบไม่ให้ความสนใจบทบาทของนิเวศวิทยาและความรู้เหล่านี้ของชาวนาในการสร้างชาติบังคลาเทศเลย ชาวนาใช้ยุทธภูมินิเวศวิทยา (ecological landscape) ที่พวกเขารู้และรักเป็นหัวใจสำคัญในการต่อสู้เพื่อการปลดแอก ความรู้กระแสรองของชาวนาสามัญนี่แหละที่ช่วยปลดปล่อยบังคลาเทศ มากว่าความรู้ของชนชั้นนำหรือพวกกระฎุมพีเสียอีก


บทความนี้แปลโดยได้รับอนุญาตจาก ‘Ecologies of Emancipation: The Mukti Bahini, Rivers and the Unravelling of Pakistan’, Jamhoor <https://www.jamhoor.org/read/2020/5/2/ecologies-of-emancipation-the-mukti-bahini-rivers-and-the-unravelling-of-pakistan>.

ปืนใหญ่ทั้งปวงจะขึ้นสนิมอย่างเงียบงัน: จดหมายข่าว 50 วินาที (2020)

ปืนใหญ่ทั้งปวงจะขึ้นสนิมอย่างเงียบงัน: จดหมายข่าว 50 วินาที (2020)

ผู้เขียน Vijay Prashad
ผู้แปล Pathompong Kwangtong
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

24 ธันวาคม 2020
สวัสดีเพื่อนๆ ทั้งหลาย,

สวัสดีจากโต๊ะทำงานของ ไตรคอนติเนนทอล: สถาบันวิจัยสังคม (Tricontinental: Institute for Social Research)

ปีนี้ [2020] ของเรามืดหม่นเนื่องด้วยโรคระบาดระดับโลก (pandemic) เจ้าไวรัสแพร่กระจายทำให้สังคมทั่วทั้งโลกเป็นอัมพาตอย่างรวดเร็ว รัฐบาลบางแห่งมีมาตรการที่ชาญฉลาด มีหลักการทางวิทยาศาสตร์ และมีมนุษยธรรมมากกว่าที่อื่นในการตอบสนองต่อการระบาดครั้งนี้ หลายที่ (แต่ไม่ใช่ทั้งหมด) เป็นรัฐบาลที่บริหารงานด้วยคุณค่าแบบสังคมนิยม หนึ่งในนั้นคือรัฐเกรละของอินเดียซึ่งตั้งอยู่ตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ประกอบไปด้วยประชากร 35 ล้านคน และปกครองโดยพรรคแนวหน้าประชาธิปไตยฝ่ายซ้าย (Left Democratic Front: LDF)  K. K. Shailaja รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของรัฐเกรละ ได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘ผู้พิฆาตไวรัสโคโรนา’ (‘Coronavirus Slayer’) เนื่องด้วยความเป็นผู้นำของเธอภายใต้รัฐบาลที่ถือเอาความต้องการของประชาชนมาก่อนผลกำไรและความเชื่อทางไสยศาสตร์

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีผู้ติดเชื้อหรือผู้เสียชีวิตจาก COVID-19 เลยสักรายในรัฐเกรละ หากแต่รัฐบาลมีมาตรการอย่างเหมาะสม ฉับไว และรอบคอบในการให้ข้อมูลต่อสาธารณชน ในการใช้เครื่องมือของรัฐเพื่อทำการตรวจหาเชื้อ COVID-19 ในการติดตามไทม์ไลน์เพื่อกักตัวและรักษาผู้ติดเชื้อ และใช้มาตรการที่มีทั้งหมดเพื่อลดจำนวนและแนวโน้มผู้ติดเชื้อลงให้ได้มากที่สุด (flatten the curve) มากไปกว่านั้น จากผลของประวัติศาสตร์การต่อสู้ในพื้นที่สาธารณะของรัฐผ่านการจัดตั้งอันยาวนาน – ที่มักนำโดยคอมมิวนิสต์และนักปฏิรูปสังคมทั้งหลาย – จึงมีสหภาพแรงงาน สหกรณ์ องค์กรของนักศึกษา เยาวชน สตรี และอื่นๆ ที่ช่วยกันทำงานอย่างเป็นระบบระเบียบ เพื่อให้ข้อมูลต่อสาธารณะ และช่วยบรรเทาผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้น อีกด้วย

 

ในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีการเลือกตั้งท้องถิ่นในรัฐเกรละเกิดขึ้น พรรคคอมมิวนิสต์ชนะถล่มทลายในการเลือกตั้งครั้งนี้ กวาดที่นั่งมากกว่าฝั่งตรงข้ามทั้งหมดรวมกัน ฝ่ายขวาอย่างพรรคภารตียชนตา (Bharatiya Janata Party: BJP) ซึ่งเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ณ กรุงเดลีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี Narendra Modi และฝ่ายขวากลางอย่างพรรคคองเกรสแห่งชาติอินเดีย (Indian National Congress) ซึ่งเป็นฝ่ายค้านในเกรละ ใช้วิธีป่าเถื่อนต่อต้านฝ่ายซ้าย อาทิการโจมตีตัวบุคคลโดยตรงไปที่ Pinarayi Vijayan ผู้เป็นมุกขยนายกของรัฐเกรละ โดยสื่อ (ที่ถูกควบคุมแทบเบ็ดเสร็จโดยบริษัทเอกชน) ซึ่งเป็นหัวหอกในการโจมตีฝ่ายซ้าย และเมินเฉยนวัตกรรมต่างๆ ที่ถูกสรรสร้างโดยฝ่ายซ้ายในช่วงเวลาอันยากลำบากนี้

ตัวอย่างเช่น สื่อของพวกบริษัทเอกชนต่างๆ เมินเฉยการสร้างโรงเรียนศูนย์ความเป็นเลิศของรัฐแห่งใหม่กว่า 34 แห่ง ซึ่งช่วยบรรเทาปัญหาการไหลกลับเข้ามาของนักเรียนจากโรงเรียนเอกชนแสนแพงสู่โรงเรียนของรัฐที่ผ่านการปรับปรุงต่างๆ แล้ว เมื่อพวกเขารายงานความคิดริเริ่มต่างๆ เช่น แมนชั่นอันเป็นที่อยู่อาศัยของชนชั้นแรงงานและผู้ยากไร้กว่า 250,000 คน ในโครงการ ‘แมนชั่นแห่งชีวิต’ สื่อพวกนี้กลับมุ่งเป้าโจมตีไปที่ข้อกล่าวหาว่าเงินบริจาคที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตให้มานั้นผิดระเบียบว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ การโจมตีเหล่านี้ทำให้เราเห็นว่าสถานการณ์ของการเลือกตั้งท้องถิ่นโหดร้ายขนาดไหน

PP Divya นำการประท้วงเคียงบ่าเคียงไหล่ชาวนาอินเดีย

ฝ่ายซ้ายของเกรละเข้าสู่การเลือกตั้งภายใต้ความเปรียบสำคัญๆ หลายอย่าง
ประการแรก ในช่วงเวลาหลายศตวรรษของการต่อสู้และปกครอง ขบวนการคอมมิวนิสต์ได้ผลักดันวาระต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ทั้งการพัฒนาด้านสุขภาพ การศึกษา ที่อยู่อาศัย และได้ฟูมฟักวัฒนธรรมการแสดงออกบนพื้นที่สาธารณะ (public action)
ประการที่สอง ฝ่ายซ้ายนี่แหละที่เริ่มโปรเจคแผนการประชาชนมาตั้งแต่ยี่สิบห้าปีก่อน กระบวนการนี้ทำให้องค์กรปกครองตัวเองส่วนท้องถิ่นมีชีวิตชีวา ให้องค์กรนี้กลายเป็นเวทีสำคัญในการแสดงออกบนพื้นที่สาธารณะและการพัฒนาของฝ่ายซ้ายทางเลือกต่างๆ
ประการที่สาม รัฐบาลแนวหน้าประชาธิปไตยฝ่ายซ้ายปัจจุบัน มีผลงานที่น่านำมาเป็นตัวอย่างตั้งแต่ก่อนโรคระบาดระดับโลกครั้งนี้ เช่น วิกฤตอุทกภัย และการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Nipah ซึ่งสองเรื่องที่ว่าเกิดในรัฐเกรละเมื่อปี 2018
ประการที่สี่ องค์กรมวลชนของฝ่ายซ้ายในรัฐตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน และมักหาหนทางบรรเทาสิ่งเหล่านั้นได้ ทั้งในการต่อสู้กู้คืนศักดิ์ศรีทางสังคม และการต่อสู้ขยับขยายสิทธิต่างๆ ของประชาชน สิ่งเหล่านี้เห็นได้ชัดเจนที่สุดภายใต้สถานการณ์การโรคระบาดระดับโลกครั้งนี้ เมื่อองค์กรของนักศึกษา เยาวชน ผู้หญิง แรงงาน และชาวนา นำอาหารและยาไปให้ถึงมือประชาชน สร้างโรงซักรีดสาธารณะ และช่วยรัฐบาลท้องถิ่นในการตรวจหา ติดตาม และช่วยด้านการกักตัว การทำงานของมวลชนเหล่านี้นับเป็นเซรุ่มต้านพิษของสื่อจากบรรษัทใหญ่ได้ดีที่สุด

ภายใต้การทำงานของมวลชนที่น่าตื่นตาตื่นใจเช่นนี้แหละ ที่ฝ่ายซ้ายเลือกตัวแทนของตนเข้าไปในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พวกเขาส่วนมากอายุน้อยนิด มิหนำซ้ำยังประกอบไปด้วยผู้นำหญิงรุ่นเยาว์จำนวนมากที่มาจากทั่วทั้งรัฐ ตัวแทนที่ได้รับเลือกเข้าไป 5 คนด้านล่างนี้คือตัวอย่างเล็กๆ อันน่าประทับใจ

Reshma Mariam Roy เขียนบันทึกประจำวันของเธอ

Reshma Mariam Roy ได้ตำแหน่งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับหมู่บ้าน (Panchayat) จากการชนะ Aruvappulam grama ซึ่งเป็นตัวแทนในสภามามากว่า 15 ปี Reshma เพิ่งอายุได้ 21 ปีในวันก่อนการรับรองผลการเลือกตั้ง เธอจึงเป็นผู้สมัครอายุน้อยที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ เธอเป็นสมาชิกของสหพันธ์นักศึกษาแห่งอินเดีย (Students’ Federation of India: SFI) และสหพันธ์ยุวธิปัตย์ของอินเดีย (Democratic Youth Federation of India: DYFI) ซึ่งทั้งสองเป็นองค์กรมวลชนของพรรคคอมมิวนิสต์อินเดีย (มาร์กซิสต์) และเธอยังเป็นผู้นำสหภาพของวิทยาลัยที่เธอเรียนอยู่ด้วย ในช่วงวิกฤตการณ์โรคระบาดระดับโลกครั้งนี้ Reshma ทำงานในโครงการ ‘มือแห่งความช่วยเหลือ’ (‘helping hand’) ซึ่งริเริ่มโดย KU Jineesh Kumar ซึ่งเป็นผู้นำยุวชนฝ่ายซ้ายอีกคนหนึ่ง และเป็นตัวแทนระดับท้องถิ่นที่ได้เข้าไปมีส่วนในสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ พวกเขาช่วยผู้คนที่ต้องการความช่วยเหลือในช่วงล็อคดาวน์ผ่านโครงการนี้ Reshma จดบันทึกประจำวันของตัวเองในระหว่างการหาเสียง เธอบันทึกความคับข้องใจและความต้องการของประชาชนลงไป เธอดีใจมากที่ฝ่ายซ้ายให้โอกาสเยาวชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ ‘ถ้าหากประชาชนมีความเห็นในแง่บวกต่อฉันในอีก 5 ปีให้หลัง นั่นจึงจะเป็นชัยชนะที่แท้จริง’ เธอกล่าว

Arya Rajendran เดินขบวนหาเสียง

Arya Rajendran หญิงสาวอายุ 21 ปี เธอเป็นประธานของ Balasangham องค์กรของเด็กกว่าล้านคนที่ทำงานโปรโมทคุณค่าทางวิทยาศาสตร์และฆราวาสนิยม (secular values) ในเด็ก ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 1938 ณ Kalliasseri, Kannur รัฐเกรละ ประธานคนแรกขององค์กรนี้คือยุวชนคอมมิวนิสต์ (และภายหลังเป็นมุขนายกของเกรละกว่า 11 ปี) ที่ชื่อว่า E.K. Nayanar  นอกเหนือจากการเป็นสมาชิก SFI แล้ว Arya ยังต้องเตรียมตัวสอบปลายภาคไปพร้อมๆ กับรณรงค์หาเสียงเพื่อชิงตำแหน่งในสภาเมือง Thiruvananthapuram ‘องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือเส้นประสาทของกระบวนการประชาธิปไตยเกรละ เราจึงจำเป็นต้องมีเยาวชนที่ทุ่มเทให้กับอุดมการณ์ประชาธิปไตยได้รับการเลือกตั้งเข้าไปอยู่ในตำแหน่ง และโดยตำแหน่งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับนี้ เราก็จะมั่นใจได้ว่า เราจะทำให้ทุกคนได้ประโยชน์จากฝ่ายซ้ายทางเลือกที่กำลังก่อตัวขึ้นในรัฐนี้ได้’

PP Divya หาเสียงในเขต Kannur

PP Divya อายุ 36 ปี มีประสบการณ์โชกโชนผ่านการเคลื่อนไหวแบบคอมมิวนิสต์ เธอเป็นผู้นำของ DYFI สมาคมประชาธิปไตยสตรีแห่งอินเดียทั้งปวง (All-India Democratic Women’s Association: AIDWA) และเป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการประจำเขตของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งอินเดีย (มาร์กซิสต์) เธอเป็นสมาชิกของ Panchayat ตั้งแต่ปี 2015 ปัจจุบันเธอได้รับการเลือกตั้งอีกสมัยและคาดว่าจะได้เป็นประธานสภาเขตในอนาคต เธอไม่ได้เป็นแค่ผู้นำหลักในการต่อสู้กับ COVID-19 ในเขตเท่านั้น แต่เธอยังอยู่แนวหน้าของการทำงาน เป็นผู้นำการพัฒนาคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐาน ณ ที่แห่งนั้น และนำการประท้วงเคียงบ่าเคียงไหล่ (solidarity) กับการปฏิวัติชาวนาที่เกิดขึ้นในอินเดีย

Afsal หาเสียงใน Malappuram

E. Afsal เป็นผู้นำของ SFI เหมือนดังเช่น Reshma กับ Arya เขาชนะเลือกตั้งในเขต Mangalam เข้าไปเป็นตัวแทนในสภาเขต Malappuram เมื่ออายุ 25ปี Afsal, Reshma และ Arya เดินตามรอยของ KV Sudheesh ผู้นำขบวนการนักศึกษาและตัวแทนของประชาชนในสภาเขต Kannur  ในวันที่ 26 มกราคม 1994 Sudheesh ถูกแทงจนเสียชีวิตจากสมาชิกกลุ่มฟาสซิสต์ RSS ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพรรค BJP

P. Prameela ซึ่งชนะอย่างถล่มทลายใน Pilicode กลับไปทำงานในวันถัดไป

สหาย Prameela ผู้เป็นแรงงานค่าจ้างในภาคการเกษตร เป็นหนึ่งในผู้หญิงกว่าร้อยละ 58 ที่ชนะการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นครั้งนี้  Prameela เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อินเดีย (มาร์กซิสต์) เป็นหนึ่งในผู้กำกับบอร์ดบริหารของสหกรณ์บริการ Kodakkad และเป็นผู้นำของ AIDWA อีกด้วย เธอได้รับคะแนนเสียงมากกว่าร้อยละ 90 จากการเลือกตั้งในสภาหมู่บ้าน Pilicode

ในปี 1976 กวีคอมมิวนิสต์ Kadammanitta Ramakrishnan ประพันธ์ Kannurkkotta หรือ ‘ป้อมปราการ Kannur’ ขึ้น บทกวีนี้ฉายภาพความหวังของเขาว่าโลกเก่าจะหดหาย และเยาวชนสามารถสรรค์สร้างโลกใบใหม่ขึ้นแทนที่ได้ Ramakrishnan เคยเป็นประธานของ Purogamana Kala Sahitya Sangham (สมาคมนักเขียนหัวก้าวหน้า) และสมาชิกสมัชาแห่งรัฐ (ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายซ้าย)

ป้อมปราการทั้งปวงจะกลายเป็นโบราณสถาน
ปืนใหญ่ทั้งปวงจะขึ้นสนิมอย่างเงียบงัน
สุลต่านทั้งปวงจะถอยร่นเข้าถ้ำอันมืดมิด
ลูกหลานของผมที่ไม่อดนอน,
จักเป็นสักขีพยานกับเหตุการณ์เหล่านี้ ด้วยความใคร่รู้

พวกเขาจักเป็นสักขีพยานกับเหตุการณ์เหล่านี้ด้วยความใคร่รู้ เพราะพวกเขาไม่ยึดติดกับอดีต  ด้วยคนอย่าง Reshma, Arya, Divya, Prameela และ Afsal พวกเขาจะขับไล่เหล่าปืนใหญ่และสุลต่านเพื่อสร้างโลกประชาธิปไตย และพวกเราจะเดินอยู่เคียงข้างพวกเขา

ด้วยความอบอุ่นใจ,
Vijay.


บทความนี้แปลโดยได้รับอนุญาตจาก Vijay Prashad, ‘All the Cannons Will Silently Rust: The Fifty-Second Newsletter (2020)’, Tricontinental

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า 4.0 นานาชาติ

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ฉบับกระทัดรัด

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ฉบับกระทัดรัด

ผู้ขียน Anonymous
ผู้แปล Pathompong Kwangtong

ระหว่างที่พำนักอาศัยอยู่ ณ ประเทศไทยเป็นเวลาหลายปี ผมเผชิญกับสถานการณ์ที่จำเป็นต้องอธิบายเรื่องศาสนายูดาย (Judaism) อยู่บ่อยครั้ง  ทั้งผมและภรรยาที่ไม่ได้นับถือศาสนาใดๆ ด้วยกันทั้งคู่ ต่างเติบโตมาในครอบครัวชาวยิว  ไม่แปลกเลยที่ปกติแล้วเราจะเจอกับชาวไทยที่พูดกับเราว่า ‘โอ้คุณเป็นยิวหรอ อิสราเอลใช่ไหม เป็นประเทศที่ดีนะ…’ แล้วพวกเขาก็ต้องประหลาดใจที่เราพยายามจะอธิบายว่าเราไม่ชอบอิสราเอลและจุดยืนทุกสิ่งอย่างของประเทศนั้นอย่างไรบ้าง  ดังนั้น ผมคิดว่าข่าวสั้นประจำสัปดาห์ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเรื่องแรกนี้ ผมจะพาทุกท่านสำรวจปมปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ เพราะในประเทศไทยมีความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นนี้ผิดไปเยอะพอสมควร

ดินแดนที่ปัจจุบันเราเรียกว่าอิสราเอลนั้นเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูงมากมาโดยตลอดในประวัติศาสตร์  ที่แห่งนั้นมีวัดและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากมายทั้งของศาสนา คริสต์ ยูดาย และอิสลาม สถานที่สำคัญทางศาสนาต่างๆ มีความสำคัญอย่างมากต่ออิทธิพลในดินแดนแห่งนั้น

ระหว่างยุคล่าอาณานิคม ดินแดนแห่งนั้น แรกเริ่มเดิมทีถูกบริหารจัดการเป็นเวลาหลายศตวรรษโดยจักรวรรดิอ็อตโตมัน (ปัจจุบันคือตุรกี) แล้วหลังจากนั้นก็ตกเป็นปาเลสไตน์ในอาณัติของจักรวรรดิอังกฤษในช่วงเวลาสั้นๆ  ในช่วงเวลาที่อังกฤษเข้าครอบครอง พื้นที่แห่งนั้นประกอบไปด้วยประชากรมุสลิมชาวอาหรับ 78% ชาวยิว 11% และชาวคริสต์ 10% โดยประมาณ

ระหว่างนั้น ชาวยิวส่วนใหญ่กระจัดกระจายไปทั่วยุโรป พวกเขาอยู่ร่วมกับชาวคริสต์ บางครั้งก็สุขสบายดี แต่หลายครั้งก็ไม่  ชาวยิวยุโรปเหล่านี้มีวัฒนธรรมและชาติพันธ์ุใกล้เคียงชาวยุโรปอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับชาวยิวตะวันออกกลางที่อยู่ในปาเลสไตน์

ภายหลังจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญของสงครามโลกครั้งที่สอง จากการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุชาวยิว โรมานี สลาฟ กลุ่มคนหลากหลายทางเพศ ผู้พิการ และฝ่ายซ้าย  องค์การสหประชาชาติที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่จึงได้มีมติว่าชาวยิวควรมีประเทศของตัวเอง

นี่เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับมุสลิมชาวอาหรับซึ่งเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในดินแดนปาเลสไตน์ เพราะดินแดนของพวกเขาถูกเลือกให้เป็นที่สถาปนารัฐใหม่ของชาวยิว  เมื่อปี 1948 รัฐสมัยใหม่อย่างอิสราเอลก็ถูกสถาปนาขึ้น  องค์การสหประชาชาติประกาศว่าดินแดนแห่งนั้นควรแบ่งกันระหว่างสองรัฐอิสระ กล่าวคืออิสราเอลและปาเลสไตน์  อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ก็ส่งผลให้เกิดการผลักชาวพื้นเมืองปาเลสไตน์ออกจากพื้นที่อย่างมากมายมหาศาล  เกิดสงครามระหว่างชาวอาหรับและชาวยิวจากยุโรปผู้แห่เข้าไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สหราชอาณาจักรที่กำลังถอนอำนาจจากดินแดนนั้น สนับสนุนชาวยิวที่มาตั้งถิ่นฐานและต้านชาวอาหรับ ชาวยิวชนะศึกแรกจากหลาย ๆ ศึกที่จะตามมา

พื้นที่ของปาเลสไตน์หดหายลงอย่างมหาศาลในขณะที่ฝั่งอิสราเอลกลับขยับขยายอย่างต่อเนื่องนานหลายปีเมื่อเทียบกับแผนที่ของสหประชาชาติแผ่นดั้งเดิม ซึ่งขีดเส้นเขตแดนระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ไว้อย่างชัดเจน  มีการเบียดขับประชาชนชาวปาเลสไตน์ออกจากพื้นที่มากมายมหาศาลอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน จนเกิดเป็นชาวปาเลสไตน์พลัดถิ่นจำนวนมาก

ในขณะที่มีประชาชนชาวยิวจากหลากหลายชุมชนที่พร้อมจะอยู่ร่วมกับมุสลิมชาวอาหรับ ตัวรัฐเองกลับถูกยึดครองโดยพวกฝ่ายขวารุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ  พวกปฏิกิริยา ฝ่ายขวาชาตินิยมทั้งหลายยืนกรานสิทธิของพวกเขาในอำนาจเหนืออิสราเอลและปาเลสไตน์ เข้าติดอาวุธในประเทศ และยุยงปลุกปั่นความเกลียดชังระหว่างประชาชนสองฝั่ง

โครงการของอิสราเอลได้รับการสนับสนุนอย่างมหาศาลจากมหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรซึ่งให้ความช่วยเหลือด้านการทหารและเศรษฐกิจแก่อิสราเอล  อิสราเอลเองซึ่งร่ำรวยมหาศาล ได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศโดยตลอด และส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา  นี่หมายความว่าชีวิตของพลเมืองอิสราเอลนั้นค่อนข้างสะดวกสบาย พวกเขาอาศัยในตึกรามบ้านช่องสมัยใหม่ มีถนนและสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ดี และรัฐบาลยังอุดหนุนสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลาย อีกทั้งระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า และการศึกษาระดับอุดมศึกษาในราคาถูกมาก ขณะที่ชีวิตของชาวปาเลสไตน์ต้องดิ้นรนอยู่ตลอดเวลา  พวกเขาทนทุกข์ทรมาณกับความขาดแคลนบริการสาธารณสุขอย่างหนัก สภาพเศรษฐกิจที่โหดร้าย ที่อยู่อาศัยไม่ได้มาตรฐาน และสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ผุพัง

ปัจจัยอีกอย่างที่ทำให้ชีวิตของชาวปาเลสไตน์หดหู่เกินทานทนก็คือการที่กองทัพอิสราเอลเข้ายึดครองหมู่บ้านและเมืองต่างๆ ของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง  ปัจจุบันนี้ปาเลสไตน์ถูกแบ่งเป็นสองพื้นที่ คือเวสต์แบงค์ (West Bank) กับกาซ่า (Gaza)  ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเขตเวสต์แบงค์จำนวนมากต้องประสบพบเจอท่าทีข่มคู่คุกคามของกองทัพอิสราเอลอยู่เป็นประจำ  อิสราเอลสร้างเครือข่ายของกำแพงอันขยับขยายอย่างต่อเนื่อง แบ่งแยกชุมชนชาวปาเลสไตน์ให้อยู่ในพื้นที่เล็กลง เล็กลง เรื่อยๆ  ประตูกำแพงเหล่านี้มีทหารอิสราเอลติดอาวุธครบมือประจำการอยู่ ทหารเหล่านี้มองว่าตัวเองมีหน้าที่ต้องทำให้ชีวิตของชาวปาเลสไตน์อยู่ในสภาพทุกข์ทน และประตูกำแพงเหล่านี้แหละ ที่ชาวปาเลสไตน์หลายคนจำต้องผ่านเข้าออกเพื่อทำการเกษตร ไปโรงเรียน พบปะครอบครัว และไปโรงพยาบาล

โดยทั่วไปแล้วความรุนแรงเป็นสิ่งที่จะเกิดตามมา เรามักจะได้เห็นเด็กชาวปาเลสไตน์ขว้างหินและประทัดใส่ทหารอิสราเอล และแน่นอนว่ากองทัพอิสราเอลย่อมตอบโต้ความรุนแรงด้วยความรุนแรง  ความแตกต่างก็คือในขณะที่เด็กๆ ชาวปาเลสไตน์มีก้อนหิน ฝั่งอิสราเอลมีปืนไรเฟิล

ที่กล่าวไปข้างต้นคือสถานการณ์ในเวสต์แบงค์ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในกาซ่าแย่กว่านี้นัก  กาซ่าเป็นดินแดนขนาดเล็กเพียงแค่ 365 ตารางกิโลเมตร แต่กลับเป็นที่ซึ่งชาวปาเลสไตน์ราว 2 ล้านคนถูกขังไว้ภายในรั้วและกำแพงมากมาย  ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้าออก จนผู้คนเรียกดินแดนแห่งนี้ว่าเป็นคุกที่ใหญ่ที่สุดในโลก  สภาพชีวิตในกาซ่าถือว่าเลวร้ายเหมือนนรก ความช่วยเหลือต่างๆ เข้าไปถึงคนท้องถิ่นที่แสนทุกข์ทนเพียงได้เล็กน้อย

โดยทั่วไปแล้วชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่นี่มีความก้าวหน้ารุนแรง (radical) ทางการเมืองมากกว่าในเวสต์แบงค์ กาซ่านี่แหละเป็นฐานที่มั่นของกองกำลังปลดแอกติดอาวุธอย่างฮะมาส (حماس)  ฮะมาสมีบทบาทในปฏิบัติการก่อการร้ายส่วนใหญ่ที่ต่อต้านอิสราเอล พวกเขาเคยใช้ยุทธิวิธีระเบิดพลีชีพหรือใช้อาวุธปืนยิงใส่เป็นหลัก แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้พวกเขาสามารถยิงจรวดทำมือขนาดเล็กข้ามกำแพงกาซ่าเข้าสู่พื้นที่ของอิสราเอลได้แล้ว  ฝั่งอิสราเอลตอบโต้สิ่งนี้อย่างหนักหน่วง  หากพวกเขาพบว่าใครเป็นสมาชิกฮะมาส เช่น หากใครเสียชีวิตจากระเบิดพลีชีพ กองทัพอิสราเอลก็จะบุกเข้าไปในกาซ่าแล้วทำลายบ้านของครอบครัวผู้นั้นทิ้ง  นอกจากนี้ยังมีการทิ้งระเบิดทางอากาศเป็นวงกว้างอยู่เป็นระยะ ระเบิดเหล่านี้ตกใส่โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ราชการเป็นประจำ

เป้าหมายของโครงการสร้างความหวาดกลัวที่นำโดยรัฐบาลอิสราเอลนี้คือการกดดันมุสลิมชาวอาหรับทุกคนให้ออกไปจากดินแดนปาเลสไตน์เข้าสู่ประเทศมุสลิมอาหรับเพื่อนบ้าน  กลุ่มชาตินิยมชาวอิสราเอลมักกล่าวว่า ‘ชาวปาเลสไตน์จะมีความสุขมากว่านี้อีกเยอะในจอร์แดนหรืออียิปต์ แล้วทำไมพวกเขาไม่ไปอยู่ที่นั่นเสียล่ะ?’

นี่ไม่ใช่ทางเลือกของชาวปาเลสไตน์จำนวนมากมายมหาศาลเป็นแน่  ปาเลสไตน์คือบ้านของพวกเขา และเป็นมาหลายศตวรรษ ในขณะที่สำหรับชาวอิสราเอลซึ่งส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากชาวยิวยุโรปนั้น อิสราเอลเป็นโครงการเพื่อบรรลุเป้าหมายชาตินิยมของพวกเขา  ข้อโต้แย้งที่พบได้บ่อยอีกข้อของชาวอิสราเอลก็คือ ‘ชาวอังกฤษมีประเทศของตัวเอง ชาวญี่ปุ่นมีประเทศของตัวเอง เราชาวยิวก็ควรได้มีประเทศของตัวเองเช่นกัน’ แน่นอนว่าข้อโต้แย้งนี้เป็นตรรกะวิบัติเช่นกัน  เนื่องจากมีกลุ่มผู้คนมากมายหลากหลายในโลกที่ต่างก็ไม่มีประเทศเป็นของตัวเอง แต่พวกเขาก็อยู่อย่างมีความสุขและปลอดภัย อันรวมไปถึงชาวยิวที่อยู่ในยุโรปและอเมริกาด้วย

ดังนั้นแล้ว เมื่อคุณนึกถึงอิสราเอลในครั้งถัดไป โปรดอย่าได้มองราวกับว่าเป็นประเทศเล็กๆ ที่เป็นมิตรและกล้าหาญซึ่งอยู่ท่ามกลางดินแดนอันแสนอันตรายดังที่สื่ออเมริกันพยายามสร้างภาพให้เป็นเช่นนั้น แต่โปรดมองมันดังที่มันเป็น นั่นคือโครงการตั้งถิ่นฐานอาณานิคมชาตินิยมที่มีสหรัฐอเมริกาและมหาอำนาจตะวันตกหนุนหลังอยู่โดยปราศจากเงื่อนไขนั่นเอง

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูเรื่องปาเลสไตน์ใน Electronic Intifada

https://electronicintifada.net/

 

หรือดูภาพยนตร์สารคดีจาก BBC เกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอลได้จากที่นี่: (ขออภัยที่ไม่มีซับไตเติ้ลภาษาไทยครับ)

Louis Theroux – Ultra Zionists from Ariadne Mirrorback on Vimeo.