ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ฉบับกะทัดรัด

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ฉบับกะทัดรัด

ผู้ขียน Anonymous
ผู้แปล Pathompong Kwangtong

ระหว่างที่พำนักอาศัยอยู่ ณ ประเทศไทยเป็นเวลาหลายปี ผมเผชิญกับสถานการณ์ที่จำเป็นต้องอธิบายเรื่องศาสนายูดาย (Judaism) อยู่บ่อยครั้ง  ทั้งผมและภรรยาที่ไม่ได้นับถือศาสนาใดๆ ด้วยกันทั้งคู่ ต่างเติบโตมาในครอบครัวชาวยิว  ไม่แปลกเลยที่ปกติแล้วเราจะเจอกับชาวไทยที่พูดกับเราว่า ‘โอ้คุณเป็นยิวหรอ อิสราเอลใช่ไหม เป็นประเทศที่ดีนะ…’ แล้วพวกเขาก็ต้องประหลาดใจที่เราพยายามจะอธิบายว่าเราไม่ชอบอิสราเอลและจุดยืนทุกสิ่งอย่างของประเทศนั้นอย่างไรบ้าง  ดังนั้น ผมคิดว่าข่าวสั้นประจำสัปดาห์ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเรื่องแรกนี้ ผมจะพาทุกท่านสำรวจปมปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ เพราะในประเทศไทยมีความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นนี้ผิดไปเยอะพอสมควร

ดินแดนที่ปัจจุบันเราเรียกว่าอิสราเอลนั้นเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูงมากมาโดยตลอดในประวัติศาสตร์  ที่แห่งนั้นมีวัดและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากมายทั้งของศาสนา คริสต์ ยูดาย และอิสลาม สถานที่สำคัญทางศาสนาต่างๆ มีความสำคัญอย่างมากต่ออิทธิพลในดินแดนแห่งนั้น

ระหว่างยุคล่าอาณานิคม ดินแดนแห่งนั้น แรกเริ่มเดิมทีถูกบริหารจัดการเป็นเวลาหลายศตวรรษโดยจักรวรรดิอ็อตโตมัน (ปัจจุบันคือตุรกี) แล้วหลังจากนั้นก็ตกเป็นปาเลสไตน์ในอาณัติของจักรวรรดิอังกฤษในช่วงเวลาสั้นๆ  ในช่วงเวลาที่อังกฤษเข้าครอบครอง พื้นที่แห่งนั้นประกอบไปด้วยประชากรมุสลิมชาวอาหรับ 78% ชาวยิว 11% และชาวคริสต์ 10% โดยประมาณ

ระหว่างนั้น ชาวยิวส่วนใหญ่กระจัดกระจายไปทั่วยุโรป พวกเขาอยู่ร่วมกับชาวคริสต์ บางครั้งก็สุขสบายดี แต่หลายครั้งก็ไม่  ชาวยิวยุโรปเหล่านี้มีวัฒนธรรมและชาติพันธ์ุใกล้เคียงชาวยุโรปอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับชาวยิวตะวันออกกลางที่อยู่ในปาเลสไตน์

ภายหลังจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญของสงครามโลกครั้งที่สอง จากการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุชาวยิว โรมานี สลาฟ กลุ่มคนหลากหลายทางเพศ ผู้พิการ และฝ่ายซ้าย  องค์การสหประชาชาติที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่จึงได้มีมติว่าชาวยิวควรมีประเทศของตัวเอง

นี่เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับมุสลิมชาวอาหรับซึ่งเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในดินแดนปาเลสไตน์ เพราะดินแดนของพวกเขาถูกเลือกให้เป็นที่สถาปนารัฐใหม่ของชาวยิว  เมื่อปี 1948 รัฐสมัยใหม่อย่างอิสราเอลก็ถูกสถาปนาขึ้น  องค์การสหประชาชาติประกาศว่าดินแดนแห่งนั้นควรแบ่งกันระหว่างสองรัฐอิสระ กล่าวคืออิสราเอลและปาเลสไตน์  อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ก็ส่งผลให้เกิดการผลักชาวพื้นเมืองปาเลสไตน์ออกจากพื้นที่อย่างมากมายมหาศาล  เกิดสงครามระหว่างชาวอาหรับและชาวยิวจากยุโรปผู้แห่เข้าไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สหราชอาณาจักรที่กำลังถอนอำนาจจากดินแดนนั้น สนับสนุนชาวยิวที่มาตั้งถิ่นฐานและต้านชาวอาหรับ ชาวยิวชนะศึกแรกจากหลาย ๆ ศึกที่จะตามมา

พื้นที่ของปาเลสไตน์หดหายลงอย่างมหาศาลในขณะที่ฝั่งอิสราเอลกลับขยับขยายอย่างต่อเนื่องนานหลายปีเมื่อเทียบกับแผนที่ของสหประชาชาติแผ่นดั้งเดิม ซึ่งขีดเส้นเขตแดนระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ไว้อย่างชัดเจน  มีการเบียดขับประชาชนชาวปาเลสไตน์ออกจากพื้นที่มากมายมหาศาลอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน จนเกิดเป็นชาวปาเลสไตน์พลัดถิ่นจำนวนมาก

ในขณะที่มีประชาชนชาวยิวจากหลากหลายชุมชนที่พร้อมจะอยู่ร่วมกับมุสลิมชาวอาหรับ ตัวรัฐเองกลับถูกยึดครองโดยพวกฝ่ายขวารุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ  พวกปฏิกิริยา ฝ่ายขวาชาตินิยมทั้งหลายยืนกรานสิทธิของพวกเขาในอำนาจเหนืออิสราเอลและปาเลสไตน์ เข้าติดอาวุธในประเทศ และยุยงปลุกปั่นความเกลียดชังระหว่างประชาชนสองฝั่ง

โครงการของอิสราเอลได้รับการสนับสนุนอย่างมหาศาลจากมหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรซึ่งให้ความช่วยเหลือด้านการทหารและเศรษฐกิจแก่อิสราเอล  อิสราเอลเองซึ่งร่ำรวยมหาศาล ได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศโดยตลอด และส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา  นี่หมายความว่าชีวิตของพลเมืองอิสราเอลนั้นค่อนข้างสะดวกสบาย พวกเขาอาศัยในตึกรามบ้านช่องสมัยใหม่ มีถนนและสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ดี และรัฐบาลยังอุดหนุนสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลาย อีกทั้งระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า และการศึกษาระดับอุดมศึกษาในราคาถูกมาก ขณะที่ชีวิตของชาวปาเลสไตน์ต้องดิ้นรนอยู่ตลอดเวลา  พวกเขาทนทุกข์ทรมาณกับความขาดแคลนบริการสาธารณสุขอย่างหนัก สภาพเศรษฐกิจที่โหดร้าย ที่อยู่อาศัยไม่ได้มาตรฐาน และสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ผุพัง

ปัจจัยอีกอย่างที่ทำให้ชีวิตของชาวปาเลสไตน์หดหู่เกินทานทนก็คือการที่กองทัพอิสราเอลเข้ายึดครองหมู่บ้านและเมืองต่างๆ ของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง  ปัจจุบันนี้ปาเลสไตน์ถูกแบ่งเป็นสองพื้นที่ คือเวสต์แบงค์ (West Bank) กับกาซ่า (Gaza)  ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเขตเวสต์แบงค์จำนวนมากต้องประสบพบเจอท่าทีข่มคู่คุกคามของกองทัพอิสราเอลอยู่เป็นประจำ  อิสราเอลสร้างเครือข่ายของกำแพงอันขยับขยายอย่างต่อเนื่อง แบ่งแยกชุมชนชาวปาเลสไตน์ให้อยู่ในพื้นที่เล็กลง เล็กลง เรื่อยๆ  ประตูกำแพงเหล่านี้มีทหารอิสราเอลติดอาวุธครบมือประจำการอยู่ ทหารเหล่านี้มองว่าตัวเองมีหน้าที่ต้องทำให้ชีวิตของชาวปาเลสไตน์อยู่ในสภาพทุกข์ทน และประตูกำแพงเหล่านี้แหละ ที่ชาวปาเลสไตน์หลายคนจำต้องผ่านเข้าออกเพื่อทำการเกษตร ไปโรงเรียน พบปะครอบครัว และไปโรงพยาบาล

โดยทั่วไปแล้วความรุนแรงเป็นสิ่งที่จะเกิดตามมา เรามักจะได้เห็นเด็กชาวปาเลสไตน์ขว้างหินและประทัดใส่ทหารอิสราเอล และแน่นอนว่ากองทัพอิสราเอลย่อมตอบโต้ความรุนแรงด้วยความรุนแรง  ความแตกต่างก็คือในขณะที่เด็กๆ ชาวปาเลสไตน์มีก้อนหิน ฝั่งอิสราเอลมีปืนไรเฟิล

ที่กล่าวไปข้างต้นคือสถานการณ์ในเวสต์แบงค์ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในกาซ่าแย่กว่านี้นัก  กาซ่าเป็นดินแดนขนาดเล็กเพียงแค่ 365 ตารางกิโลเมตร แต่กลับเป็นที่ซึ่งชาวปาเลสไตน์ราว 2 ล้านคนถูกขังไว้ภายในรั้วและกำแพงมากมาย  ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้าออก จนผู้คนเรียกดินแดนแห่งนี้ว่าเป็นคุกที่ใหญ่ที่สุดในโลก  สภาพชีวิตในกาซ่าถือว่าเลวร้ายเหมือนนรก ความช่วยเหลือต่างๆ เข้าไปถึงคนท้องถิ่นที่แสนทุกข์ทนเพียงได้เล็กน้อย

โดยทั่วไปแล้วชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่นี่มีความก้าวหน้ารุนแรง (radical) ทางการเมืองมากกว่าในเวสต์แบงค์ กาซ่านี่แหละเป็นฐานที่มั่นของกองกำลังปลดแอกติดอาวุธอย่างฮะมาส (حماس)  ฮะมาสมีบทบาทในปฏิบัติการก่อการร้ายส่วนใหญ่ที่ต่อต้านอิสราเอล พวกเขาเคยใช้ยุทธิวิธีระเบิดพลีชีพหรือใช้อาวุธปืนยิงใส่เป็นหลัก แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้พวกเขาสามารถยิงจรวดทำมือขนาดเล็กข้ามกำแพงกาซ่าเข้าสู่พื้นที่ของอิสราเอลได้แล้ว  ฝั่งอิสราเอลตอบโต้สิ่งนี้อย่างหนักหน่วง  หากพวกเขาพบว่าใครเป็นสมาชิกฮะมาส เช่น หากใครเสียชีวิตจากระเบิดพลีชีพ กองทัพอิสราเอลก็จะบุกเข้าไปในกาซ่าแล้วทำลายบ้านของครอบครัวผู้นั้นทิ้ง  นอกจากนี้ยังมีการทิ้งระเบิดทางอากาศเป็นวงกว้างอยู่เป็นระยะ ระเบิดเหล่านี้ตกใส่โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ราชการเป็นประจำ

เป้าหมายของโครงการสร้างความหวาดกลัวที่นำโดยรัฐบาลอิสราเอลนี้คือการกดดันมุสลิมชาวอาหรับทุกคนให้ออกไปจากดินแดนปาเลสไตน์เข้าสู่ประเทศมุสลิมอาหรับเพื่อนบ้าน  กลุ่มชาตินิยมชาวอิสราเอลมักกล่าวว่า ‘ชาวปาเลสไตน์จะมีความสุขมากว่านี้อีกเยอะในจอร์แดนหรืออียิปต์ แล้วทำไมพวกเขาไม่ไปอยู่ที่นั่นเสียล่ะ?’

นี่ไม่ใช่ทางเลือกของชาวปาเลสไตน์จำนวนมากมายมหาศาลเป็นแน่  ปาเลสไตน์คือบ้านของพวกเขา และเป็นมาหลายศตวรรษ ในขณะที่สำหรับชาวอิสราเอลซึ่งส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากชาวยิวยุโรปนั้น อิสราเอลเป็นโครงการเพื่อบรรลุเป้าหมายชาตินิยมของพวกเขา  ข้อโต้แย้งที่พบได้บ่อยอีกข้อของชาวอิสราเอลก็คือ ‘ชาวอังกฤษมีประเทศของตัวเอง ชาวญี่ปุ่นมีประเทศของตัวเอง เราชาวยิวก็ควรได้มีประเทศของตัวเองเช่นกัน’ แน่นอนว่าข้อโต้แย้งนี้เป็นตรรกะวิบัติเช่นกัน  เนื่องจากมีกลุ่มผู้คนมากมายหลากหลายในโลกที่ต่างก็ไม่มีประเทศเป็นของตัวเอง แต่พวกเขาก็อยู่อย่างมีความสุขและปลอดภัย อันรวมไปถึงชาวยิวที่อยู่ในยุโรปและอเมริกาด้วย

ดังนั้นแล้ว เมื่อคุณนึกถึงอิสราเอลในครั้งถัดไป โปรดอย่าได้มองราวกับว่าเป็นประเทศเล็กๆ ที่เป็นมิตรและกล้าหาญซึ่งอยู่ท่ามกลางดินแดนอันแสนอันตรายดังที่สื่ออเมริกันพยายามสร้างภาพให้เป็นเช่นนั้น แต่โปรดมองมันดังที่มันเป็น นั่นคือโครงการตั้งถิ่นฐานอาณานิคมชาตินิยมที่มีสหรัฐอเมริกาและมหาอำนาจตะวันตกหนุนหลังอยู่โดยปราศจากเงื่อนไขนั่นเอง

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูเรื่องปาเลสไตน์ใน Electronic Intifada

https://electronicintifada.net/

 

หรือดูภาพยนตร์สารคดีจาก BBC เกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอลได้จากที่นี่: (ขออภัยที่ไม่มีซับไตเติ้ลภาษาไทยครับ)

Louis Theroux – Ultra Zionists from Ariadne Mirrorback on Vimeo.

บทนำโคตรจะย่อ: ภาวะอำนาจคู่ (Dual Power) ในรัสเซีย 1917

บทนำโคตรจะย่อ: ภาวะอำนาจคู่ (Dual Power) ในรัสเซีย 1917

ผู้เขียน Pathompong Kwangtong

เกริ่น

เนื่องด้วยสภาพการเมืองไทยในขณะนี้ (2020) อยู่ในช่วงวิกฤตประชาธิปไตยและการเถลิงอำนาจเถื่อนของชนชั้นปกครอง  podcast #Analysand ของเราจึงได้ชวนสหายจูเนียร์มาพูดคุยเรื่องภาวะอำนาจคู่ (Dual Power) ในรัสเซีย ซึ่งเป็นคำเรียกสถานการณ์ทางการเมืองอันมีลักษณะเฉพาะในรัสเซียที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ถึงตุลาคม 1917 และจบลงด้วยการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพเดือนตุลาคมอันรุ่งโรจน์แล้วสถาปนาสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตขึ้น (USSR: 1917-1991)  โดยในช่วงเวลานั้น มีองค์กรที่มีอำนาจทางการเมืองกึ่งๆ คานกันอยู่ 2 องค์กรคือสภาโซเวียตและคณะกรรมาธิการบริหารของโซเวียต (Soviet Executive Committee) กับรัฐบาลชั่วคราว (Provisional Government) ที่บริหารสาธารณรัฐรัสเซียในช่วงนั้น

การปฏิวัติเดือนตุลาคม 1917 ในรัสเซียเป็นกระบวนการทางประชาธิปไตยที่ต่อเนื่องยาวนาน การชี้ชัดจุดเริ่มต้นจุดใดจุดหนึ่งในประวัติศาสตร์นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้  เป้าหมายของบทความนี้จึงต้องการเกริ่นนำอย่างย่นย่อที่สุด เพื่อให้ผู้อ่านและผู้ฟังได้เข้าใจสถานการณ์ ความคิด และปฏิบัติการที่รายล้อมสิ่งที่เรียกว่า Dual Power เพื่อให้การศึกษาทำความเข้าใจและถอดบทเรียนไปใช้ได้ง่ายยิ่งขึ้น ทั้งนี้จะเขียนในรูปแบบแนะนำตัวละคร สถานที่ และลำดับเวลาตามระบบปฏิทินสมัยเก่าที่รัสเซียใช้กันในสมัยนั้น เพื่อให้ผู้อ่านฟัง podcast ได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น

สถานที่สำคัญ

เปโตรกราด (Petrograd) หรือชื่อปัจจุบันคือ เซ็นต์ ปีเตอร์สเบิร์ก (Saint Petersburg)

เมืองหลวงศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร และการศึกษาที่สำคัญโดยเฉพาะยุคปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 ของจักรวรรดิรัสเซีย  สภาพเมืองขณะนั้นเต็มไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรม ค่ายทหาร สถานศึกษา และพระราชวัง  เหตุการณ์สำคัญต่างๆ ของการปฏิวัติรัสเซียตั้งแต่ 1905 ถึง 1917 เกิดขึ้น ณ เมืองนี้

เหตุที่เมืองนี้เปลี่ยนชื่อบ่อย เป็นเพราะเหตุผลทางการเมือง แรกเริ่มก่อตั้งใช้ชื่อว่า เซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก เพื่อเป็นเกียรติแก่ซาร์ปีเตอร์มหาราช แล้วเปลี่ยนเป็นชื่อเปโตรกราดเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่รัสเซียอยู่ฝั่งตรงข้ามเยอรมัน เพราะชนชั้นปกครองของจักรวรรดิรัสเซีย ต้องการลบอิทธิพลของภาษาเยอรมันลงเนื่องจากชื่อเมืองมีความเป็นเยอรมันเกินไป ส่วนภายหลังจากที่เลนินเสียชีวิต เมืองนี้ก็ถูกเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็นเลนินกราด และสุดท้ายหลัง USSR ชื่อเมืองก็ถูกเปลี่ยนกลับไปเป็นเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์กเช่นเดิมจนถึงปัจจุบัน

มอสโคว (Moscow)

อดีตเมืองหลวงของราชอาณาจักรรัสเซียสมัยก่อน และเป็นเมืองหลวงของสหพันธรัฐรัสเซียในปัจจุบัน (2020) มีความสำคัญทางการเมืองใกล้เคียงกับเปโตรกราด แต่น้อยกว่าพอสมควร

ตัวละครสำคัญ

เลนิน (V.I. Lenin: 1870 – 1924)

ผู้นำอย่างไม่เป็นทางการของพรรคสังคมประชาธิปไตยแรงงานรัสเซียในส่วนที่แยกออกมาเป็นพรรคบอลเชวิค (Bolsheviks) ชีวิตการปฏิวัติส่วนใหญ่ลี้ภัยอยู่ภายนอกรัสเซีย

ทร็อส์ตกี้ (Leon Trotsky: 1879 – 1940)

ผู้นำของสภาโซเวียตแห่งเปโตรกราดและคณะกรรมาธิการทหารปฏิวัติของสภาโซเวียตในเดือนตุลาคม 1917

สโตลิปิน (Pyotr Stolypin: 1906 – 1911)

นายกรัฐมนตรีของรัสเซียตั้งแต่ปี 1906 จนถึง 1911 มีบทบาทเบื้องหลังคำประกาศใช้อำนาจของซาร์ในสมัยรัฐธรรมนูญด้วยเหตุผลว่าซาร์มีอำนาจจากพระเจ้า จึงทำอะไรก็ได้

คาเรนสกี้ (Alexander Kerensky: 1881 – 1970)

ตัวแทนของพรรคสังคมนิยมปฏิวัติในรัฐบาลชั่วคราว อันเป็นพรรค ‘ฝ่ายซ้าย’ พรรคเดียวในรัฐบาลชั่วคราวขณะนั้น

คอร์นิลอฟ (Lavr Kornilov: 1870 – 1918)

ผู้นำทางการทหารฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิวัติ ผู้พยายามนำทัพเข้ามารัฐประหารในเดือนสิงหาคม 1917 แต่พ่ายแพ้อย่างหมดรูปต่อขบวนการแรงงาน

ซาร์นิโคลัสที่ 2 (Nicholas II: 1868 – 1918)

กษัตริย์คนสุดท้ายของราชวงค์โรมานอฟ มีชีวิตในรัสเซียช่วงก่อนเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบสังคมนิยม

พรรคสังคมประชาธิปไตยแรงงานรัสเซีย (Russian Social Democratic Labour Party: RSDLP)

พรรคที่มีแนวอุดมการณ์ทางการเมืองตามลัทธิมาร์กซ์ ประชุมสมัชชาพรรคครั้งแรกเมื่อ 1898 มีวิวัฒนาการตามช่วงเวลาของการต่อสู้ แตกออกเป็นพรรคบอลเชวิคกับแมนเชวิค (Mensheviks) ในการประชุมสมัชชาครั้งที่สองเมื่อปี 1902 ซึ่งแปลว่าเสียงส่วนมากกับเสียงส่วนน้อยตามลำดับ ทั้งนี้การแตกพรรคไม่เคยเป็นไปอย่างเป็นทางการ เพียงแต่ในภาคปฏิบัติแนวทางการทำงานของบอลเชวิคเข้ากับรูปแบบการต่อสู้ของนักปฏิวัติในขบวนการแรงงานมากกว่า จนมีอิทธิพลต่อขบวนการแรงงานหัวก้าวหน้ามาก

พรรคสังคมนิยมปฏิวัติ (Socialist Revolutionary Party: SR)

พรรคที่สืบทอดแนวทางประชานิยม  (Narodniks) มีฐานเสียงเป็นกลุ่มชาวนา อุดมการณ์ไม่ได้รุนแรงก้าวหน้าตามชื่อ แตกออกเป็นทั้งฝ่าย ‘ซ้าย’ และ ‘ขวา’ แต่ยังอยู่ในพรรคเดียวกันตลอดมา มีอิทธิพลในสภาโซเวียตโดยเฉพาะนอกเปโตรกราดร่วมกับแมนเชวิค

ลำดับเหตุการณ์สำคัญ

1905

มีขบวนการเรียกร้องการปฏิรูปจากซาร์ในช่วงเดือนมกราคมโดยขบวนการแรงงานเพื่อปรับปรุงสภาพการทำงานและเรียกร้องรัฐสภา แต่เกิดมีการสังหารประชาชนโดยทหารของซาร์ ทำให้เกิดความปั่นป่วนระลอกแรกในสังคม มีการจัดตั้งสภาโซเวียตผู้แทนกรรมกรขึ้น (โซเวียตในภาษารัสเซียแปลว่าสภา) และขบวนการเคลื่อนไหวของชนชั้นแรงงานเข้มแข็งมาก จนซาร์ต้องยอมให้รัฐธรรมนูญและเกิดการปกครองแบบประนีประนอมในเวลาต่อมา เกิดองค์กรทางการเมืองอย่าง สภาดูม่า (Duma) ที่เป็นรัฐสภาของซาร์อันมีการเลือกตั้งโดยมีสัดส่วนระหว่างชนชั้นต่างๆ อย่างไม่เป็นธรรม และสภาโซเวียตรุ่นแรกก็หมดอำนาจไป

ทั้งนี้หลังจากการปฏิวัติ 1905 พรรคบอลเชวิคสามารถขึ้นมาดำเนินกิจกรรมทางการเมืองบนดินได้บางส่วน มีการรับสมาชิกใหม่เข้ามาเป็นจำนวนมาก ขบวนการประชาธิปไตยแรงงานเบ่งบาน

กระนั้นขบวนการของฝ่ายนายทุนและศักดินาก็กระชับพื้นที่การแสดงออกของกลุ่มแรงงาน มีการจับกุมและคุกคามฝ่ายซ้ายมากขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลา และความพอใจของชนชั้นปกครอง

1914

เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งสร้างความตกใจแก่เลนินและทร็อส์ตกี้เป็นอย่างมาก ขบวนการเคลื่อนไหวของแรงงานระหว่างประเทศหยุดชะงักอย่างเป็นทางการหลังจากที่พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยของเยอรมันนีประกาศสนับสนุนสงครามเพื่อประเทศของตัวเอง  กรรมกรและชาวนาทั่วทั้งยุโรปถูกเกณฑ์เข้าทำหน้าที่รบเพื่อ ‘ประเทศ’ ตัวเอง  ความบัดซบทั้งหลายจากสงครามจึงเพิ่มความตึงเครียดให้กับขบวนการแรงงานมากขึ้น ทั้งภาวะขาดแคลนอาหาร เครื่องนุ่งห่ม การสูญเสียชีวิตและสภาพจิตใจ เป็นต้น

รัฐบาลของซาร์ใช้ข้ออ้างภาวะสงครามเพิ่มความโหดร้ายทารุณต่อขบวนการแรงงานและชาวนามากขึ้นไปอีก กระนั้นกระแสต่อต้านก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากขบวนการต่อสู้ของแรงงานและการต่อต้านจากทหารที่ไปรบในสงคราม

1917

กุมภาพันธ์ – มีนาคม

เกิดการเดินขบวนเริ่มต้นจากกรรมกรหญิงและลุกลามบานปลายจนหยุดไม่อยู่ทำให้ซาร์นิโคลัสที่ 2 ต้องสละราชสมบัติ แต่ไม่มีใครกล้ารับตำแหน่งต่อ และเกิดการปล่อยตัวนักโทษการเมืองจำนวนมาก ประชาชนต้องการสันติภาพ ขนมปัง และที่ดิน แผ่นป้ายสโลแกนของบอลเชวิคถูกชูขึ้นตามท้องถนนมากมาย เกิดการก่อตั้งสภาโซเวียตขึ้นมาอีกครั้ง และเกิดฝ่ายบริหารของสภาโซเวียตที่เสียงส่วนใหญ่เป็นพรรคแมนเชวิคและพรรคสังคมนิยมปฏิวัติขึ้นมา กระนั้นด้วยความประนีประนอม ฝ่ายบริหารของสภาโซเวียตได้โอนอำนาจการปกครองของตนไปให้รัฐบาลชั่วคราวที่ประกอบขึ้นจากพรรคฝ่ายขวาและกลางของพวกนายทุนเกือบทั้งหมด มีเพียงคาเรนสกี้คนเดียวที่ได้ชื่อว่ามาจากพรรคฝ่ายซ้าย

กระนั้นรัฐบาลชั่วคราวก็ไม่ได้มีอำนาจที่แท้จริง เนื่องจากชนชั้นกรรมาชีพใช้อำนาจผ่านสภาโซเวียต ซึ่งเป็นทั้งสภาทางตรงและมีตัวแทนเป็นปากเสียงให้พวกเขา จึงเกิดสภาวะที่รัฐบาลชั่วคราวไม่อาจปกครองได้อย่างแท้จริง ต้องอาศัยอำนาจรับรองจากสภาโซเวียตอยู่เสมอ กระนั้นสภาโซเวียตผู้แทนกรรมกร ชาวนา และทหาร ก็มีความล้าหลังต่อมวลชนและประนีประนอมเป็นหลัก

สภาพปฏิบัติการจริงในขณะนั้น กรรมกรและทหารจึงเป็นฝ่ายที่ก้าวหน้ามากที่สุด เช่นกระบวนการลดเวลาทำงานให้เหลือ 8 ชั่วโมง ก็เป็นไปได้ทันทีจากการที่แรงงานพร้อมใจกันเลิกงานเมื่อตนทำงานครบ 8 ชั่วโมงแล้ว (เหมือนดังเช่นที่ขบวนการนักเรียนเลวใส่ชุดไปรเวทไปโรงเรียนเองเลย) หรือนัดหยุดงานกันเอง เมื่อภาคปฏิบัติเกิดขึ้นสภาโซเวียตก็ต้องรับรองการกระทำนั้นในเวลาต่อมา และรัฐบาลก็ไม่มีอำนาจหยุดเรื่องเหล่านี้

เมษายน – กรกฎาคม

เลนินเดินทางเข้ารัสเซีย เรียกร้องให้ขบวนการแรงงานนำพาสังคมไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยขั้นสุด เรียกร้องให้สุดท้ายแล้วอำนาจต้องเป็นของสภาโซเวียต เพราะระบบอำนาจคู่เช่นนี้ไม่อาจดำรงอยู่ได้ถาวร แต่กระนั้นก็เน้นย้ำให้ระวังการซ้ำรอยเหตุการณ์ปารีสคอมมูน (1871) ที่เมืองก้าวหน้าถูกล้อมด้วยขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติของชนชั้นนำ อันทำให้เกิดความล่มสลายในเวลาต่อมา

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่พรรคบอลเชวิคแตกกันอย่างมากมายมหาศาล แกนนำพรรคอย่างเป็นทางการไม่ชอบเลนินเป็นอย่างมาก ถึงขั้นประณามบทความของเลนินที่ตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ประจำพรรค (ขณะนั้นสตาลินซึ่งเป็นบรรณาธิการก็ร่วมแจมด้วย) หลายคนบอกว่าเลนินเป็นพวกอนาธิปัตย์ ซึ่งเป็นคำด่าอย่างร้ายแรงที่สุดในฝ่ายซ้ายสมัยนั้น (เพราะสื่อถึงความเป็นไปไม่ได้และเพ้อฝัน)

ทั้งนี้ขบวนการฝ่ายขวาก็จำต้องประนีประนอมด้วยเช่นกัน คาเรนสกี้ถูกนำออกสื่อและอยู่แนวหน้าของรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อลดกระแสของฝ่ายซ้าย มีการจัดตั้งขบวนการยึดอำนาจขึ้นมา พร้อมกับประกาศว่าเลนินและพรรคบอลเชวิคเป็นข้าศึกฝั่งเยอรมันนี จนทำให้เลนินต้องหลบหนีลงไปใต้ดินและพรรคบอลเชวิคก็ต้องกลับไปทำงานใต้ดินอย่างเต็มตัวอีกครั้งในช่วงท้ายนี้

สิงหาคม – กันยายน

เกิดความพยายามรัฐประหารจากฝ่ายขวาเพื่อยุติระบบอำนาจคู่ขึ้นโดยคอร์นีลอฟ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะขบวนการแรงงานมีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ เกิดการทำลายขบวนการในทุกวิถีทาง ทั้งจากพนักงานการรถไฟสับรางรถไฟไม่ให้กองกำลังเข้าเมืองได้ พนักงานโทรเลขไม่ส่งโทรเลขสื่อสารให้ฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิวัติ เป็นต้น และเริ่มเข้าสู่ขาลงของขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติ

ตุลาคม

ระบบอำนาจคู่สิ้นสุดลงจากการที่พรรคบอลเชวิคและสภาโซเวียตผู้แทนกรรมกร ชาวนา และทหาร จัดตั้งคณะกรรมาธิการทหารเพื่อการปฏิวัติ (Military Revolutionary Committee) แล้วขับไล่รัฐบาลชั่วคราวไปเพื่อนำอำนาจเข้าสู่สภาโซเวียตอย่างแท้จริง และตั้งสภาผู้แทนประชาชน (Council of People’s Commissars: Sovnarkom) ขึ้นแล้วเปลี่ยนรัสเซียให้กลายเป็นสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตในเวลาต่อมา

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

  • บทความจากเว็บไซต์กลุ่มนักเรียนไทยโพ้นทะเลเรื่อง ‘Land of compromise: สถาบันซาร์รัสเซียกับความพยายามเปลี่ยน(ไม่)ผ่านสู่ประชาธิปไตย’: thaistudentsoverseas.wordpress.com/2020/11…narchy/
  • บทสัมภาษณ์ใน YouTube ของกลุ่มนักเรียนไทยโพ้นทะเล ‘โพ้นทะเลเสวนา ตอนที่ ๒ – “สถาบันซาร์รัสเซียกับความพยายามเปลี่ยน(ไม่)ผ่านสู่ประชาธิปไตย”‘: youtu.be/YzI_s_PIbLs
  • วีดีโอเรื่อง From February to July: Revolution, dual power, and reaction ของ In Defence of Marxism: https://youtu.be/JBWyaAhatds

Podcast: Analysand EP – 006 Dual Power [TH]

พญาอินทรี ไม่ใช่พี่ใหญ่ของพวกเรา: สหรัฐอเมริกา มิตรไม่แท้ ศัตรูถาวร?

พญาอินทรี ไม่ใช่พี่ใหญ่ของพวกเรา: สหรัฐอเมริกา มิตรไม่แท้ ศัตรูถาวร?

เดือนพฤศจิกายน 2019 ท่ามกลางกระแสการชุมนุมอันพลุ่งพล่าน ผู้ประท้วงชาวฮ่องกงรวมตัวกันต่อหน้ากงสุลสหรัฐอเมริกา เรียกร้องให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ช่วย ‘ปลดปล่อย’ เกาะเล็กๆ นั้นให้เป็นอิสระจากการควบคุมของทางปักกิ่ง พวกเขาชูแผ่นป้ายที่มีข้อความว่า ‘โดนัลด์ ทรัมป์ ได้โปรดช่วยปลดปล่อยฮ่องกงด้วย’ เหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น กอปรกับการกวัดแกว่งธงชาติสหรัฐฯ กลายเป็นเรื่องขำขันในหมู่ฝรั่งมังค่าทั้งหลาย ด้วยความเข้าใจที่ว่าสหรัฐฯเชื่ออย่างสนิทใจ ในโฆษณาชวนเชื่อของตัวเองที่ว่าพวกเขาจะ ‘ปกป้องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย’ เป็นเรื่องที่สร้างความขำขันไม่น้อยเลยทีเดียว

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เราเริ่มเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในขบวนการประชาธิปไตยของไทยเช่นเดียวกัน เราเริ่มเห็นบัญชีผู้ใช้ทางทวิตเตอร์ที่มีธงชาติอเมริกาประดับบนชื่อ เราเริ่มเห็นธงไต้หวันและทิเบตโบกสะบัดในที่ชุมนุม สิ่งเหล่านี้ส่งสัญญาณว่าเรายืนเคียงข้างรัฐ(กึ่ง)บริวารของอเมริกา ซึ่งทำทีเป็นจักรวรรดินิยมที่เข้ามาคัดง้างกับจักรพรรดิผู้โหดร้าย น่าเสียดายที่เราจำเป็นต้องกล่าวให้ชัดว่า อเมริกานั้นไม่ใช่พี่ใหญ่หรือมิตรสหายของเรา

เราควรจะเริ่มพิจารณาข้อเสนอนี้จากจุดไหนก่อนดี? เราอาจเริ่มจากตัวอย่างความโหดร้ายป่าเถื่อนของตำรวจอเมริกาที่มีให้เห็นมากมายในช่วงปีที่ผ่านมานี้ สหรัฐอเมริกาใช้กำลังและแม้กระทั่งการสังหารพลเมืองของตนเอง เช่นนี้แล้วพวกเขาจะหันมาเหลียวแลการใช้รถน้ำสลายการชุมนุมที่อยู่ห่างออกไปอีกฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกหรือ? ผู้ประท้วงในประเทศไทยควรเห็นคุณค่าและยืนเคียงบ่าเคียงไหลกับขบวนการ #BlackLiveMatter มากกว่ารัฐป่าเถื่อนที่กดขี่เพื่อนของเรา แท้จริงแล้ว เราและสหายชาวผิวสีต่างต่อสู้กับศัตรูคนเดียวกัน นั่นคือโครงสร้างอำนาจของสังคมชนชั้นอันแข็งแกร่ง เทียบกับรัฐไทยแล้ว สหรัฐอเมริกาใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม (ในช่วงพีคสุด) อย่างโหดร้ายป่าเถื่อนแทบทุกวัน พวกเขาใช้แก๊สน้ำตา จับกุมผู้ชุมนุม ใช้กระสุนยาง ใช้กองกำลังตำรวจ รวมถึงเปิดโอกาสให้ม็อบขวาจัดติดอาวุธสังหารผู้ชุมนุมอีกด้วย มากไปกว่านั้น สหรัฐอเมริกายังมีการลักพาตัวและเป็นที่น่าสงสัยว่าอาจมีการฆาตกรรม เหล่าแกนนำผู้ชุมนุม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ บ่งชี้ว่าสหรัฐอเมริกาเองก็โหดร้ายไม่น้อยไปกว่ารัฐไทยเลย

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลอเมริกันของนายโดนัลด์ ทรัมป์และพรรครีพับลิกันซึ่งมีนโยบายในรูปแบบปฏิกิริยาต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ผู้คนที่สนใจการเมืองรู้ดีว่า รัฐบาลอเมริกัน โดยเฉพาะภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นศัตรูกับสามัญชนอย่างชัดเจน เห็นได้จากการจาบจ้วงประชาราษฎร์เพื่อการสะสมทุนและแสวงหาอำนาจ พรรครีพับลิกันมีผลงานมากมายเป็นที่ประจักษ์ ทั้งการลดมาตรการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อม กีดกันสตรีไม่ให้เข้าถึงกระบวนการยุติการตั้งครรภ์และบริการด้านสุขภาพ จับชาวแอฟริกันอเมริกันเข้าคุก ปกป้องผลประโยชน์ของอาชญากรผู้ร่ำรวย รวมถึงมีการคอรัปชั่นอย่างมหาศาล การกระทำที่น่ารังเกียจเหล่านี้บอกเราว่า เขาไม่ใช่เพื่อนของเรา เขาเป็นศัตรูของเราเสียมากกว่า เว้นแต่ว่าคุณจะเป็นคริสต์เตียนอเมริกันผิวขาวมีทรัพย์สินมากมายมหาศาลเท่านั้น ซึ่งผมว่าท่านผู้อ่านก็คงไม่น่าใช่ กระทั่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ก็ยังมีชาวทวิตภพคนไทยรีทวีตนักการเมืองพรรครีพับลิกัน และขอความช่วยเหลือเพื่อให้เขาปลดปล่อยชาวไทยจากระบอบอันกดขี่ ระบอบที่เกือบเหมือนภาพสะท้อนของสังคมอเมริกัน สังคมที่ปกครองโดยนักการเมืองที่เราบางคนคิดว่าจะมาเป็นพระผู้ไถ่บาปให้นั่นแหละ

ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงแค่นโยบายภายในประเทศของสหรัฐฯต่อพลเมืองของตนเองเท่านั้น แต่การจะเข้าใจความสัมพันธ์ของสหรัฐฯต่อประเทศไทย เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณานโยบายต่างประเทศของพญาอินทรีด้วย อันดับแรกเราต้องสำเหนียกไว้เลยก็คือว่าสหรัฐฯมีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลประยุทธ์และกองทัพไทยเป็นอันมาก รัฐไทยและสหรัฐฯมีการซ้อมรบประจำปีอยู่ตลอด สหรัฐฯขายอาวุธให้รัฐไทย และรัฐไทยอนุญาตให้สหรัฐฯตั้งคุกลับเพื่อทรมานนักโทษอีกด้วย ที่กล่าวมานี้เป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า ทั้งสองรัฐมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันและรักษามิตรภาพนี้ไว้ได้ดีเสมอมา ทำให้ความคิดที่ว่า อเมริกาอาจจะโค่นล้มรัฐบาลนี้เพื่อประโยชน์ของผู้ชุมนุมช่างเป็นเรื่องที่ไร้สาระเสียเหลือเกิน

ต่อมาเราก็มาพิจารณาการแทรกแซงทางการเมืองของสหรัฐฯต่อนานาประเทศ เพื่อประชาธิปไตยเป็นอย่างไรในภาคปฏิบัติกันบ้าง เหตุการณ์ที่สหรัฐฯเข้าแทรกแซงอิรักในปี 2003 เพื่อ สนับสนุนประชาธิปไตยได้คร่าชีวิตผู้คนกว่า 1 ล้านนั้นเป็นที่รู้จักกันดี ทั้งนี้เหตุการณ์ที่ว่าเกิดขึ้นหลังจากการแทรกแซงอัฟกานิสถานเพื่อ สนับสนุนประชาธิปไตยที่ได้พรากชีวิตคนกว่า 100,000 ศพไปไม่นาน เหตุการณ์เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประธานาธิบดีโอบามาเข้าแทรกแซงลิเบียเพื่อ สนับสนุนประชาธิปไตยทำให้เกิดความตายอันประมาณไม่ได้จากการที่ลิเบียเข้าสู่ภาวะมิคสัญญี และกลายเป็นรัฐที่มีตลาดค้าทาสและซื้อขายมนุษย์ขึ้นมา ทั้งหมดนี้เป็นเหตุการณ์ที่จัดอยู่ในประเภท เหตุการณ์เมื่อไม่นานมานี้แต่อาชญากรรมของจักรวรรดิอเมริกันนั้นช่างยาวนาน ป่าเถื่อนโหดร้ายหลากหลายกว่านี้ยิ่งนัก

อันที่จริงสหรัฐฯสนับสนุน และหลายครั้งเป็นผู้ก่อการรัฐประหารต่อรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งมาอย่างเป็นประชาธิปไตยนับครั้งไม่ถ้วน นี่รวมถึงการรัฐประหารของไทยในยุคสงครามเย็น โดยเฉพาะเมื่อมีเวียดนามเกี่ยวข้อง สหรัฐฯเป็นกำลังหลักสำคัญในการสนับสนุนเผด็จการและการต่อต้านขบวนการประชาธิปไตยในไทยผ่านทางความช่วยเหลือด้านการเงิน การทหาร และเทคโนโลยี ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้หาได้ตามหนังสือมีชื่อที่ทางการไทย(เคยและอาจจะ)แบน(ในอนาคต) ซึ่งแน่นอนว่าดินแดงไม่ได้สนับสนุนให้คุณอ่านแต่อย่างใด

แล้วทำไมชาวไทยหลายคน และแม้แต่ประชาสังคมโลกถึงมองอเมริกาเป็นผู้นำด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนกันเล่า? คำตอบอย่างง่ายคือการโฆษณาชวนเชื่อนั่นแหละ องคาพยพในการโฆษณาชวนเชื่อของสหรัฐฯทำงานแข็งขันอย่างยิ่งในช่วงสงครามเย็น พวกคนรวยและผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ทำทุกวิถีทางในการปกป้องความร่ำรวยของตนให้พ้นภัยลัทธิคอมมิวนิสม์หรือแม้กระทั่งประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจก็ตาม ผลคือแผนกโฆษณาชวนเชื่อของอเมริกาโหมกระหน่ำกระทำการอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย เกิดภาพยนตร์ หนังสือ รายการโทรทัศน์ และกระทั่งวิชาเรียนในมหาวิทยาลัย ที่หล่อหลอมให้เกิดความเชื่อที่ว่าอเมริกาคือผู้พิทักษ์ประชาธิปไตยและเสรีภาพขึ้นมา แม้สงครามเย็นจะจบสิ้นไปแล้ว องคาพยพของจักรกลโฆษณาชวนเชื่อก็ไม่เคยหยุดตัวลง เห็นได้จากความคิดความเชื่ออันแปลกประหลาดพิสดารและผิดฝาผิดตัวยังคงเหลืออยู่ในจิตสำนักของผู้คนในที่สาธารณะจนถึงทุกวันนี้

ท้ายสุดแล้ว หากมันเป็นดังที่ชื่อบทความกล่าวไว้ พญาอินทรี ไม่ใช่พี่ใหญ่เรา: มิตรไม่แท้ ศัตรูถาวร? แล้วใครเล่าคือเพื่อนเรา? ใช่ผู้คนทั่วโลกที่กำลังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและการปกครองตัวเองหรือเปล่า? พวกเขาเหล่านี้คือชาวปาเลสไตน์ ชนกลุ่มน้อยในพม่า พลเมืองชั้นสองชาวโบลิเวียกับชิลีซึ่งเพิ่งได้รับชัยชนะในประเทศของเขาทั้งคู่ และแน่นอนว่ารวมไปถึงชาวผิวสีผู้ประท้วงด้วยสโลแกน #BlackLiveMatter ผู้ต่อสู้กับอำนาจทมิฬของรัฐบาลมหาพญาอินทรี ช่างเป็นที่น่าเสียใจที่รัฐอำนาจเถื่อนเดียวกันนี้นี่เอง ที่ชาวไทยหลายคนเรียกร้องให้เข้ามาช่วย

กระต่ายกับเต่า: การแข่งขัน การแตกหัก และความไร้สาระ

กระต่ายกับเต่า: การแข่งขัน การแตกหัก และความไร้สาระ

ผู้เขียน Pathompong Kwangthong

“กระต่าย… เต่าแข่งขัน
หลักชัยอยู่ไกลแสนไกล สองคนต่างไม่ท้อใจ
แข่งขันไปในเส้นทาง
ต่างมุ่งไปสู่เส้นชัย“

บทเพลงนี้ก้องอยู่ในความทรงจำผม แม้ไม่อาจกล่าวอย่างมั่นใจว่า เรียบเรียงออกมาถูกต้องครบถ้วนกระบวนความหรือไม่ แต่หลักใหญ่ใจความไม่สูญหายแน่นอน

บทเพลงนี้เป็นบทเพลงปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่เหลือรอดมาให้ผมได้ฟัง ผ่านแผ่นเสียงที่เรียกกันว่าเทปคาสเซท ที่พ่อเปิดให้ฟังทุกวันในรถยนต์ระหว่างทางไปโรงเรียน

“เจ้านกแสงตะวันบินผ่านมา
มันส่งเสียงเจรจา
ทำไมเกิดมาเพื่อแข่งขัน
น่าจะร่วมกันสู่เส้นชัย”

ท่อนนี้เป็นส่วนที่จับใจความสำคัญในเพลงได้ครบถ้วนที่สุด เป็นท่อนที่สื่อออกมาง่ายๆ จากใจถึงใจ ตามแนวทางโฆษณาชวนเชื่อของพรรคได้ดีเยี่ยม ใครก็ตามที่ได้ฟังท่อนนี้ย่อมเข้าใจทันที และท่อนนี้ยังคงตามมาเตือนสติผมอยู่ตลอดเวลาไม่เคยห่างเหิน

เราอาจเรียกได้ว่า เนื้อเพลงท่อนนี้โจมตีไปที่มลทินของระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเป็นใหญ่เข้าอย่างจัง แค่คำถามว่าทำไม เพราะมนุษย์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ดำเนินไปด้วยสัญชาติญาณดิบเพียงอย่างเดียว สิ่งที่มนุษย์มีคือความสามารถในการก่อร่างสร้างสถาบันทางสังคมต่างๆ ขึ้นมา และหากมองในระดับจิตวิเคราะห์แล้ว แม้เราจะโดนบงการจากจิตไร้สำนึกอยู่ตลอดเวลา แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่าตัวตนของเราถูกประกอบสร้างจากสังคมผ่านภาษาด้วยเช่นกัน ดังนั้นแล้ว อาจกล่าวอย่างที่มาร์กซ์พูดได้ไม่ขัดเขินว่า มนุษยชาติสามารถสร้างอนาคตของพวกเขาได้ แต่ไม่ได้อยู่บนฐานของสิ่งที่พวกเขาเลือกเอง

แม้เราจะเลือกภาษาแม่ของเราไม่ได้ แต่เราก็สามารถประดิษฐ์สร้างคำเฉพาะตัว เฉพาะกลุ่ม หรือเลยเถิดไปมีอิทธิพลกับทั้งระบบโครงสร้างของภาษาก็เป็นได้ เหมือนดังเช่น เช็คสเปียร์ ที่เคยถูกตราหน้าว่าใช้ภาษาผิดเพี้ยน ทำให้ภาษาอังกฤษเสียหาย บัดนี้ภาษาของเขากลายเป็นรากฐานของภาษาอังกฤษปัจจุบันไปเสียแล้ว

ในทางสังคมเศรษฐกิจการเมืองก็เช่นกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า ระบบสังคมมนุษย์มีการวิวัฒน์มาอย่างต่อเนื่องตามประวัติศาสตร์ มีการแตกหักเปลี่ยนแปลงจากระบบเก่าอยู่หลายต่อหลายครั้ง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใด หากเรามองไปที่ปรัชญา ศิลปะ หรือแม้กระทั่งวิทยาศาสตร์ ที่ดูผิวเผินแล้วมันคือการต่อยอดเติมแต่งสิ่งเก่าเหล่านั้นให้ดีขึ้น เรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันเป็นเส้นตรงของสิ่งต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นภาพมายาที่เกิดจากความพยายามปรุงแต่งของมนุษย์ทั้งสิ้น

สำหรับวงการวิทยาศาสตร์ เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างแตกหักมากมาย และสิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไป หาใช่การเติมแต่งต่อยอดจากของเดิมอย่างราบเรียบไม่ ตัวอย่างที่คุ้นเคยกันดีก็คือ ระบบสุริยะจักรวาล ระบบนี้ในครั้งหนึ่งเคยวางโลกเข้าไปที่ใจกลาง ทว่าการสังเกตดวงดาวของเหล่านักวิทยาศาสตร์ธรรมชาติทั้งหลาย กลับพบข้อค้านเต็มไปหมด แล้วสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์สายปฏิรูปทำ ก็คือการทำให้รูปแบบวงโคจรของดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ต่างๆ ซับซ้อนมากขึ้น เพื่อรักษาความเชื่อดั้งเดิมไว้ (ดังภาพประกอบ 1 ทางซ้าย) อย่างไรก็ดี โคเปอร์นิคัสไม่อาจยอมรับมันได้ และเสนอรูปแบบใหม่ในลักษณะปฏิวัติ ผลิกโฉมการมองระบบสุริยะไปตลอดกาล (ดังภาพประกอบทางขวา)

ระบบสุริยะ; ที่มา

ในวงการแพทย์ก็ไม่ต่างกัน ความเชื่อเรื่องปัจจัยก่อโรค และการนิยามตัวโรค ก็มีลักษณะปฏิวัติอย่างต่อเนื่อง จากความเชื่อเรื่อง อากาศแย่ อันเป็นที่มาของชื่อโรคมาลาเรีย มาเป็น เชื้อโรค จำพวกแบคทีเรียและไวรัส กระทั่งถึงยุคที่เรานิยามโรคผ่านการตรวจชิ้นเนื้อ และกำลังเข้าสู่ยุคสมัยแห่งการวินิจฉัยและรักษาด้วยรหัสพันธุกรรม

แน่นอนว่าการแตกหักเหล่านี้ ไม่ได้ละทิ้งสิ่งเก่าไปเสียหมด โคเปอร์นิคัสไม่ได้ละทิ้งดวงดาวในโมเดลเก่าฉันใด โมเดลทางการแพทย์แบบใหม่ก็รับเอามุมมองเก่ามาใช้ด้วยฉันนั้น ดังที่ปัจจุบันทางการแพทย์อาจเรียกว่า Multifactorial causation

สิ่งที่ทำให้ผมกลับมาสนใจเรื่องกระต่ายกับเต่า มาจากการ์ตูนช่องใน Social Media ชิ้นหนึ่ง การ์ตูนชิ้นนี้ ทำให้เราคิดได้อีกชั้นหนึ่ง นอกเหนือไปจากว่า ทำไมต้องแข่งขัน นั่นก็คือทำไม “กระต่าย” ถึงอยากแข่งกับ “เต่า” ?

กระต่าย เป็นตัวละครที่เป็นสัญญะแทนความรวดเร็ว ส่วนเต่าก็เป็นเพียงแค่คู่ตรงข้าม เอามาจัดวางเพื่อขับเน้นความแตกต่างของตัวละครในด้านความเร็ว กล่าวคือ ตามความนึกคิดของผู้อ่าน ย่อมเข้าใจได้ว่า หากเกิดการแข่งขันขึ้นตามระบบโดยทั่วไปแล้ว กระต่ายย่อมชนะอย่างแน่นอน

การ์ตูนช่องนี้จึงกระตุกต่อมคิดของเรา ณ จุดที่กระต่ายไปท้าแข่งกับเต่านั่นแล เหตุใดกระต่ายต้องท้าแข่งกับเต่าเล่า? ในเมื่อหากคิดตามที่กล่าวไป ย่อมไม่มีทางใด ที่กระต่ายจะสามารถเอาชนะได้ คุณูปการของการ์ตูนเรื่องนี้ จึงอยู่ที่การเปิดเผยความไร้สาระของคำท้านี้ และทำให้กระต่ายกลายเป็นตัวละครที่มีปัญหาทางจิตไปโดยปริยาย

กระนั้น หากเรานำมุมมองนี้ มาสานต่อเรื่องการแข่งขันในโลกเศรษฐกิจจริง เรากลับมองไม่เห็นว่าเป็นสิ่งแปลกประหลาดแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่โลกความจริงนั้น มนุษยชาติ กำลังทำการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจแบบกระต่ายกับเต่ามิใช่หรือ? เราพูดถึงการแข่งขันที่ฟรีและแฟร์ เราพูดถึงความสามารถที่ใครก็อาจไปถึงเส้นชัยได้ แต่ลึกๆ เราก็รู้ไม่ใช่ฤา ว่าเต่าอย่างเรา มีโอกาสน้อยนิดเพียงใด ที่จะไปชนะกระต่ายตัวนั้น

ความไร้สาระนี้ ถูกโฆษณาชวนเชื่อ ประหนึ่งว่าเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล เราทุกคนมี “ธรรมชาติ” ของการแข่งขัน เราสามารถเป็นที่หนึ่งได้เสมอ ไม่ว่าเราจะเริ่มต้นติดลบด้วยหนี้มากมายเพียงใด อายุน้อยร้อยล้านก็เกิดขึ้นได้ สังคมที่แก่งแย่งแข่งขัน สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่มนุษยชาติอย่างมหาศาล โดยเราเองแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นความโหดร้ายทารุณของระบบเศรษฐกิจแบบนี้ แม้แต่ในสลัมที่อยู่ห่างจากเราไม่กี่ก้าวเดิน อีกทั้งความตายที่ป้องกันได้จากความอดอยากและค่ายารักษาโรคภายใต้การแข่งขันเสรี ราวกับว่าความตายจากค่ายสังคมนิยมเท่านั้น ที่จะมีสิทธิ์ในการถูกนับและบันทึกลงในประวัติศาสตร์

กระต่ายแข่งกับเต่าไม่แฟร์ฉันใด ระบบเศรษฐกิจที่ยอมให้ตลาดเป็นใหญ่ก็ไม่แฟร์ฉันนั้น

ระบบเศรษฐกิจนี้ เริ่มจากการแบ่งมนุษยชาติออกเป็นกระต่ายกับเต่า กระต่าย คือ 1% และ 99% ที่เหลือคือเต่าทั้งสิ้น

แน่นอนว่าเต่าบางตนอาจวิ่งไวกว่า แต่ไม่อาจแม้แต่จะไล่ตามฝุ่นของกระต่ายตัวสุดท้ายได้ทัน

กระบวนแบ่งคนให้เป็นกระต่ายกับเต่านั้นมีมาช้านาน เหตุการณ์ล้อมรัวที่ดินของอังกฤษเป็นตัวอย่างที่ดีของกระบวนการเหล่านี้ เมื่อยุคปลายศักดินาที่พ่อค้าเริ่มสะสมทุนได้มากขึ้น พวกเจ้าศักดินาทั้งหลาย ก็เกิดอารมณ์ริษยาตามมา ผลักไสให้เหล่าไพร่ทาสออกจากที่ทำกินของตนเอง เกิดกระบวนการยึดครองที่ดิน ตอกเสาเข็ม อีกทั้งรัฐก็มีการรุกคืบ เปลี่ยนผืนดินทุกตารางนิ้ว ผนวกรวมเป็นกรรมสิทธิ์เอกชน กลายเป็นว่าไม่มีที่ดินแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่ว่าที่ไหน ก็ย่อมมีเจ้าของเป็นบุคคล หรือไม่ก็รัฐ หากไม่เป็นไรนา ก็เป็นป่าสงวน กระทั่งบนโลกนี้ มีแต่ขั้วโลกใต้เท่านั้น ที่มนุษยชาติ เป็นเจ้าของร่วมกัน

สิ่งเหล่านี้ไม่เคยมีมาก่อน ไพร่ทาสไม่มีทรัพย์สินติดตัว ถ้ามีก็ย่อมน้อยมาก เปรียบเสมือนเต่าน้อย ที่ไม่อาจก้าวขาได้ทันการซอยเท้ายิกๆ ของกระต่ายนายทุน

เมื่อกระต่ายท้าเต่าแข่งขันในระบบเสรีแห่งนี้ เต่าจะทำอย่างไรได้

เมื่อเราถูกสัมภาษณ์เข้างาน เราจะตอบอย่างไรได้ หากไม่ใช่ว่าเรารักงานนั้นเหลือเกิน เกินกว่าชีวิตของเราด้วยซ้ำ…

ความไร้สาระที่ดูเป็นเรื่องตลกในนิทานและการ์ตูน กลับเป็นโศกนาฏกรรมในชีวิตจริงที่ไม่มีใครคิดว่าแปลกประหลาด มนุษย์มาอยู่ในจุดจบของประวัติศาสตร์แล้ว ไม่มีสิ่งใดรอคอยเรา ภาพยนตร์ดิสโทเปีย ไม่ใช่สิ่งที่แตกหักจากปัจจุบันอีกต่อไป มันเป็นเพียงส่วนต่อขยายและเพิ่มขีดความโหดร้ายทารุณของโลกปัจจุบันเท่านั้น จนอาจกล่าวได้ว่า เราอยู่ในโลกดิสโทเปียนั้นแล้ว แต่เราแค่สยบยอมต่อมันเท่านั้นเอง

เมื่อเราเข้าใจตรงนี้ การมองในลักษณะแตกหักจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เราต้องยืนยันว่าประวัติศาสตร์ยังไม่จบสิ้น และการแข่งขันไม่ใช่เรื่อง “ธรรมชาติ” หรือ “แฟร์” แต่อย่างใด ไม่มีหรอก ฝันหวานลวงตาเหล่านั้น เราจำเป็นต้องตื่น ตื่นเพื่อทั้งตัวเรา และคนรอบข้าง

ประเด็นก่อนส่งท้ายก็คือ เราต้องรู้ว่าเรากำลังต่อสู้แข่งขันกับใคร หรือจะพูดว่าใครคือกระต่ายก็ย่อมได้ หากเราไม่นิยามตรงนี้ เราย่อมหลงทิศหลงทาง ฟาดฟันอยู่กับเต่าด้วยกันเอง กระต่ายไม่ใช่เจ้าของกิจการขนาดเล็ก ไม่ใช่ผู้ประกอบการรายย่อย ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ระดับล่าง ไม่ใช่นักวิชาการแต่อย่างใด ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเต่า ที่อาจดูดีกว่า ในสายตาของเต่าบางตัวเท่านั้นเอง กระต่าย คือนายทุนใหญ่ เพียงไม่ถึง 1% ของประชากรโลก กระต่ายบางครั้งอาจมาในรูปสัตว์มีเขา บางครั้งอาจมาในรูปป่าขนาดใหญ่ในอเมริกาใต้ บางครั้งอาจเป็นที่ที่เราต้องปิดมันเพื่อกันฝนเข้าบ้าน หรือมาในรูปแบบของผลไม้ที่เรากัดกิน สุดท้ายกระต่ายบางตัวก็ไม่ได้วิ่งด้วยเท้าอีกต่อไป แต่กลับปั่นจักรยานชมวิวอยู่ในป่าแถบยุโรปด้วยซ้ำ

เมื่อเรารู้แล้วว่ากระต่ายคือใคร เราก็จะไม่หลงงมงาย กลับม่านบังตาที่ว่า “พวกคอมมิวนิสต์จะมายึดทรัพย์มึงไป” เต่าไม่มีอะไรต้องกลัว สิ่งที่เต่ากลัวควรเป็นกระต่าย ไม่ใช่เต่าด้วยกัน

สิ่งที่เต่าต้องทำ ไม่ใช่การเป็นนักบำบัดให้กระต่าย ด้วยการลงไปแข่งขันกับมันเช่นในการ์ตูนนั้น หากแต่เป็นการตอกกลับไปว่า กูจะไม่แข่งกับมึงแล้วต่างหาก

และเมื่อเต่าพร้อมจะแตกหักกับกระต่ายและการแข่งขันอันโง่เง่าของมันแล้ว สิ่งที่เต่าต้องการในท้ายที่สุด จึงเป็นระบบเศรษฐกิจและสังคมแบบใหม่ ที่แตกหักกับระบบปัจจุบัน นำเอาเพียงสิ่งดีที่มีอยู่ ไปสร้างสังคมที่เต่าได้อาศัยร่วมกัน เพื่อให้เต่าอย่างเราได้นอนเอนกายใต้ต้นไม้ หรือปั่นจักรยานชมวิวได้ตามสมควรต่อไป.

 

สีน้ำเงินปะทะสีกากี เจ้าหน้าที่รัฐกับความไม่เดียงสา

สีน้ำเงินปะทะสีกากี เจ้าหน้าที่รัฐกับความไม่เดียงสา

ผู้เขียน Pathompong Kwangtong
บรรณาธิการ Peam Pooyongyut

“ต่างเคยต่างมั่นใจ ว่าความรัก ต้องแสนงดงาม
ไม่ได้เผื่อใจ ให้กับความไม่เดียงสา”

ข่าวเด่นประเด็นร้อนวันนี้ คงหลีกไม่พ้นกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้แสนอ่อนแอ ถูกสาดสีน้ำเงินเปรอะเปื้อนชุดสีกากีพระราชทานไปเสียมิได้ เราทุกคนต่างรู้ดีไม่ใช่หรือว่าคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจเหล่านี้ก็เป็นมนุษย์เหมือนเรา มีลูกมีหลาน มีครอบครัว ต้องรับใช้นายตามคำสั่ง ปฏิบัติตามกฏหมายอย่างเคร่งครัด แล้วเหตุใดเล่า ความโกรธแค้นที่กระทำไปในนามของศิลปะ จึงต้องไปทำร้าย ทำลาย ชุดพระราชทานเหล่านั้นด้วย?

ผมอยากให้ชาวเรา หรือชาวเขาก็แล้วแต่ ขยับมุมมองออกมาสักเล็กน้อย ผมมองว่าเราสามารถแยกเรื่องนี้เป็นสองส่วน เพื่อลดการใช้เหตุผลแบบตาต่อตาฟันต่อฟันลง — แต่ถ้าใครจะใช้เหตุผลเช่นนั้น บทความนี้ก็ไม่จำเป็นต้องอ่านต่อครับ ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ให้ค่าเหตุผลแบบนั้น เพียงแต่มันไม่ถูกจริตผมเท่าใด — การมองสองส่วนที่ว่าคือ ส่วนการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ และส่วนการกระทำของผู้ประท้วง โดยบทความนี้จะพูดถึงเพียงส่วนแรกเท่านั้น เพราะผมต้องขอออกตัวว่าไม่ใช่นักสันติวิธีแต่อย่างใด การให้มาอภิปรายเรื่องส่วนที่สอง คงไม่สามารถวางตัวเป็นกลางแบบผู้ดีได้

Maximilien Robespierre เคยกล่าวไว้ว่า “หยุดสะบัดผ้าคลุมเปื้อนเลือดของทรราชย์ต่อหน้าข้าได้แล้ว” นั่นหมายถึงเขาสะอิดสะเอียนกับความเห็นใจต่อผู้กดขี่ แต่ในกรณีนี้ ตำรวจ เป็นเพียงผู้ปฏิบัติการ เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยมิใช่ฤา? เขาไม่ได้ทำไปด้วยเจตจำนงค์อิสระของเขาเอง เขาไม่ได้ “สั่งฆ่า” หรือ “สั่งอุ้ม” ใครสักหน่อย คนที่เราควรพุ่งเป้าจัดการ ควรเป็น อีเหี้ย หรือ ไอ้ห่า ที่สั่งฆ่าหรือสั่งอุ้มมิใช่ฤา?

หากเราย้อนไปดูการปฏิวัติ ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศสหรือรัสเซีย ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ การที่เจ้าหน้าที่รัฐ หรือเหล่า “ข้าราชการ” นี่แหละ ที่เข้าร่วมกับประชาชน ขัดขืนคำสั่งทรราชย์ ท้าทายอำนาจมืด แล้วก้าวเดินตามแสงสว่างของประชาชน

กลับกัน ในยุคสมัยแห่งความโหดร้ายป่าเถื่อน ภายใต้การครอบงำของพรรคนาซี ทั้งข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชนชาวอารยันหลายคน กระทำย่ำยีชาวยิวหลายล้าน ด้วยการฆ่าผ่านระบบอุตสาหกรรมอย่างหลากหลาย ผู้คนเหล่านี้ — เจ้าหน้าที่และชาวอารยัน — ไร้เดียงสาหรือไม่?

ในการพิจารณาคดีความของพลพรรคนาซีหลังสงครามโลกครั้งที่สองจบลง มีคำให้การในชั้นศาลจากฝากฝั่งเจ้าหน้าที่ของพรรคนาซีว่า พวกเขาทำไปตามกฏหมายในขณะนั้น พวกเขาทำไปตาม “หน้าที่” ที่พลเมืองคนหนึ่งพึงกระทำภายใต้กฏหมาย แล้วเช่นนี้ จะว่าเขากระทำอาชญากรรมได้อย่างไร?

อีกกรณีหนึ่ง คือเรื่องการเลือกเกิดไม่ได้ ของบุตรีจากตระกูลที่มั่งคั่งเป็นอย่างสูง ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างมาก

เช่นนี้แล้ว เราควรให้ความยุติธรรมต่อคนเหล่านี้ ในฐานะที่พวกเขา ปฏิบัติตามหน้าที่ กฏหมาย ชั้นวรรณะที่ผูกติดกับตัวเขามาหรือไม่อย่างไร?

ผมเห็นว่า กรณีแบบนี้ เราอาจต้องถอยออกมามองค่อนข้างไกลเลยทีเดียว และก่อนอื่น เราควรต้องมองแบบที่ให้เกียรติพวกเขาเหล่านั้นให้มากด้วย เราต้องยืนยันว่าพวกเขาไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว และการไม่ใช่เด็กก็มีสิ่งที่เรียกว่า ความไม่เดียงสา และความรับผิดชอบ ติดเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Dostoevsky เคยกล่าวไว้ผ่านนวนิยายของเขาว่า “หากไม่มีพระเจ้าแล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้” แต่ Zizek กล่าวว่า ในโลกความเป็นจริง ทุกอย่างกลับตรงข้ามต่างหาก “เมื่อมีพระเจ้า ทุกอย่างจึงเกิดขึ้นได้” เราจึงได้เห็นการกระทำโหดร้ายป่าเถื่อน ผ่านผู้นิยมศาสนาบ้าคลั่ง พวกเขาไม่กลัวอะไร เพราะพวกเขาไม่ได้ทำในนามของตัวเอง แต่พวกเขาทำในนามของพระผู้เป็นเจ้า

ในเหตุการณ์สังหารหมู่ของอินโดนีเซีย สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์และประชาชนผู้ให้การสนับสนุน ถูกกวาดล้างครั้งใหญ่ ภายใต้ธงเรื่องความมั่นคงในชาติ โดยผู้ฆ่าต่างกระทำลงไปในนามของ “ฮีโร่” ผู้ปกป้องชาติ บางคนถึงกับมองว่าตัวเองเหมือนฮีโร่ในภาพยนตร์อเมริกัน

หรือหากเราขยับมาใกล้อีกนิด เราก็จะเห็นฮีโร่ในเขตใช้กระสุนจริงกลางเมืองหลวงอันศิวิไลซ์ของเรา ภายใต้ความมั่นคงของชาติ หรือการสาดกระสุนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ แม้กระทั่งเป็นช่วงเวลาสงบศึกทางการทหารก็ตาม

หากใครเรียนจิตวิทยาพื้นฐาน คงพอจำเรื่อง Stanford prison experiment ที่เปิดรับอาสาสมัครมาเข้าร่วมการทดลองสวมบทบาทที่แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกทำหน้าที่เป็นผู้คุมนักโทษ และกลุ่มหลังเป็นนักโทษ ผลปรากฏว่าเหล่าผู้คุมที่ตอนแรกเป็นเพียงคนปกติธรรมดา กลับใช้ความรุนแรงกับเหล่านักโทษสารพัดวิธี เพียงเพราะว่าพวกเขาได้รับสิ่งที่เรียกว่า “อำนาจ” มาไว้กับตัว

สิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นในนาม “พระเจ้า” “รัฐ” “หน้าที่สมมติ” หรือสิ่งใดก็ตามแต่ มันให้อำนาจกับผู้ปฏิบัติการมาก มันไม่เพียงแต่ชำระล้างความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในกมลสันดานคนเท่านั้น มันยังเคลือบแฝงไปด้วยภาพฝันของการทำสิ่งที่ถูกต้องภายใต้สิ่งที่ใหญ่กว่า (Big Other) และเจ้าหน้าที่เหล่านั้น ก็จะอินกับมัน ไม่ว่าจะอินในระดับจิตสำนึก หรือจิตไร้สำนึกก็ตามที

พวกเขาไม่ได้กระทำในนามของตัวเอง เพียงแต่กระทำไปในนามของตัวแทน กระทำในนามของ “หน้าที่” เท่านั้น ความรับผิดของพวกเขา จึงสมควรถูกปัดตกไปกระนั้นฤา? เราต้องไปเอาผิดกับ “พระเจ้า” “รัฐ” เท่านั้นฤา? คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องใคร่ครวญคิดกันดีๆ

สิ่งสำคัญที่ผมอยากจะเน้นย้ำอีกครั้งคือ พวกเขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว และผู้ใหญ่ก็สมควรได้รับการปฏิบัติอย่างให้เกียรติกัน การให้เกียรติกันหมายถึงการเลิกมองว่าพวกเขา “ไร้เดียงสา” พวกเขาสมควรรับผิดได้ และพวกเขาก็รู้ตัวอยู่ทุกครั้ง เมื่อพวกเขาเหนี่ยวไกปืน เมื่อพวกเขาเข้าจับกุมกลางดึก เมื่อพวกเขาตัดสัญญาณมือถือ หรือเมื่อพวกเขาคุกคามประชาชนในรูปแบบอื่นใด

ใช่ครับพวกเขามีราคาที่ต้องจ่าย มนุษย์ทุกคนมีราคาที่ต้องจ่าย ยิ่งอยู่ในสังคมทุนนิยม-ศักดินาแล้ว ทุกคนมีสิ่งที่ต้องจ่ายด้วยกันทั้งนั้น และนี่ยิ่งเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ต้องให้ความเคารพเจ้าหน้าที่ ผู้ซึ่งเลือกตีนของประชาชน มากกว่าคุกมืดของนายใหญ่

เราเห็นใจได้ แต่เราก็ควรเคารพการเลือกของเขาเช่นกัน เพราะการเลือกของเขา ก็เป็นเราที่ต้องจ่ายร่วมด้วยเสมอ ด้วยคุก ด้วยเลือด ด้วยชีวิต.