ค่าแรงในฐานะการต่อต้านงานบ้าน

ค่าแรงในฐานะการต่อต้านงานบ้าน

ผู้เขียน Silvia Federici
ผู้แปล Rawipon Leemingsawat
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

พวกเขาพูดว่ามันคือความรัก แต่พวกเราจะบอกว่ามันคืองานที่ไร้ค่าแรง

ในหลายครั้ง ความยากลำบากและความสับสนที่บรรดาผู้หญิงแสดงออกมาระหว่างการถกเถียงเรื่องค่าแรงสำหรับงานบ้านเกิดขึ้นมาจากข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเธอลดทอนค่าแรงให้กลายเป็นแค่เพียงสิ่งของ เงินตรา แทนที่จะมองค่าแรงในฐานะมุมมองทางการเมืองแบบหนึ่ง ความแตกต่างระหว่างจุดยืนทั้งสองนี้แตกต่างกันมหาศาล ในการมองค่าแรงเป็นแค่เพียงสิ่งของคือการถอดถอนจุดหมายของการต่อสู้จากการเป็นการต่อสู้ในตัวมันเองและละเลยความสำคัญของมันในฐานะกระบวนการสลายตำนานและพลิกกลับบทบาทหน้าที่ซึ่งผู้หญิงถูกกำหนดในสังคมทุนนิยม

เมื่อพวกเรามองค่าแรงสำหรับงานบ้านจากจุดยืนที่ลดทอนดังกล่าว พวกเราจะเริ่มต้นด้วยการถามพวกเราเองว่า เงินที่มากขึ้นสร้างความแตกต่างอะไรให้กับชีวิตของพวกเรา พวกเราคงจะเห็นด้วยว่าสำหรับผู้หญิงจำนวนมากที่ไม่ได้มีทางเลือกมากมายนักนอกจากทำงานบ้านและแต่งงาน ค่าแรงก็คงทำให้เกิดความแตกต่างมากมายมหาศาล แต่สำหรับพวกเราผู้ที่ดูเหมือนจะมีตัวเลือกอื่น ๆ บ้าง งานวิชาชีพ สามีที่มีเหตุผล วิถีชีวิตที่ช่วยเหลือกัน ความสัมพันธ์แบบคู่รักร่วมเพศหรือการผสมกันระหว่างรูปแบบความสัมพันธ์ข้างต้น ค่าแรงก็คงไม่ได้ทำให้เกิดความแตกต่างมากมายนัก สำหรับพวกเรามันคงมีหนทางอื่นที่จะได้มาซึ่งอิสระในทางเศรษฐกิจ และสิ่งสุดท้ายที่พวกเราต้องการคือได้มันมาด้วยการบ่งเอกลักษณ์ว่าตัวเองเป็นแม่บ้านอันเป็นโชคชะตาที่พวกเราเห็นตรงกันว่าเลวร้ายเสียยิ่งกว่าความตาย ปมปัญหาสำหรับตำแหน่งแห่งที่เช่นนี้ คือ ในจินตภาพของพวกเรา พวกเราต่างก็หาทางเพิ่มเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับชีวิตแสนทุกข์อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว คำถามคือแล้วยังไงต่อล่ะ ด้วยสมมติฐานเบื้องต้นที่ผิดพลาดว่าพวกเราสามารถได้รับเงินเพิ่มขึ้นโดยปราศจากการปฏิวัติบรรดาความสัมพันธ์ของครอบครัวและสังคมในการต่อสู้เรื่องค่าแรง แต่หากพวกเราจัดวางค่าแรงในฐานะมุมมองทางการเมือง พวกเราก็จะสามารถเห็นว่าการต่อสู้เพื่อค่าแรงคือการเดินหน้าเพื่อผลิตสร้างการปฏิวัติในชีวิตและในกำลังทางสังคมในฐานะผู้หญิง มันเป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าหากพวกเราคิดว่าพวกเรา “ไม่ต้องการ” ค่าแรงดังกล่าว มันก็เป็นเพราะว่าพวกเราต่างยอมรับรูปแบบอันจำเพาะเจาะจงของการขายเรือนร่างและจิตใจโดยที่พวกเราได้รับเงินจำนวนหนึ่งมาเพื่อปิดซ่อนความต้องการนั่น ฉันจะแสดงให้เห็นว่า ค่าแรงสำหรับงานบ้านไม่ได้เป็นเพียงแค่มุมมองเชิงปฏิวัติอันหนึ่งเท่านั้น มันยังเป็นมุมมองเชิงปฏิวัติอันเดียวจากจุดยืนแบบสตรีนิยมและเพื่อชนชั้นแรงงานทั้งชนชั้น

แรงงานแห่งความรัก (a labour of love)

เป็นเรื่องสำคัญที่จะตระหนักว่าเมื่อเราพูดถึงงานบ้าน พวกเราไม่ได้กำลังพูดถึงงานบ้านในฐานะงานอีกชนิดหนึ่งเท่านั้น แต่พวกเรากำลังพูดถึงหนึ่งในรูปแบบของการจัดการที่แพร่หลายที่สุด รูปแบบของความรุนแรงที่แสนแนบเนียนและลึกลับซึ่งทุนนิยมกระทำต่อส่วนต่าง ๆ ของชนชั้นแรงงาน เป็นความจริงที่ว่าภายใต้ทุนนิยม แรงงานทุกคนล้วนถูกจัดการและขูดรีด ความสัมพันธ์ของเขา/เธอที่มีต่อทุนล้วนถูกทำให้ลึกลับซับซ้อนอย่างถึงที่สุด ค่าแรงได้มอบภาพจำอันแสนประทับใจมิรู้ลืมของการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม คุณทำงานและคุณก็เอาค่าแรงไป ดังนั้นคุณและนายของคุณต่างเท่าเทียมกัน ในขณะที่ความเป็นจริงนั้น ค่าแรงแทนที่จะเป็นการจ่ายเพื่องานที่คุณทำ ค่าแรงกลับปิดบังการทำงานที่ไม่ได้รับค่าแรงซึ่งนำไปสู่ผลกำไรของเจ้านาย แต่อย่างน้อยที่สุด ค่าแรงก็ทำให้เกิดการตระหนักรู้ว่าคุณคือแรงงานคนหนึ่ง และคุณก็สามารถต่อรองรวมทั้งต่อสู้เกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าว ปริมาณของเงิน หรือจะต่อต้านมันก็ได้ รวมทั้งข้อตกลงและปริมาณในการทำงาน การมีค่าแรงหมายถึงการกลายเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงทางสังคมและไม่ต้องสงสัยเลยเกี่ยวกับความหมายของมัน คุณทำงาน ไม่ใช่เพราะว่าคุณชอบมัน หากเป็นเพราะภายใต้เงื่อนไขที่ว่ามันคือความจำเป็นที่จะอนุญาตให้คุณมีชีวิตอยู่ แต่การขูดรีดในแบบที่คุณอาจได้รับอาจไม่ใช่ในรูปแบบการทำงานเช่นว่า ในวันนี้คุณคือนายไปรษณีย์ วันรุ่งขึ้นคุณอาจเป็นคนขับรถ สิ่งสำคัญคือปริมาณของงานที่คุณจำเป็นต้องทำและปริมาณของเงินที่คุณจะได้รับ

แต่ในกรณีของงานบ้าน สภาพการณ์กลับแตกต่างกันในระดับคุณภาพ ความแตกต่างเกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่าไม่ใช่แค่งานบ้านที่ถูกจัดวางให้ผู้หญิงทำ แต่งานบ้านถูกเปลี่ยนให้กลายมาเป็นคุณลักษณะธรรมชาติของตัวตนและเรืองร่าของผู้หญิง กลายเป็นความปรารถนาภายในที่จะทำ เป็นแรงดลใจซึ่งบังเกิดมากจากส่วนลึกของคุณลักษณะของเพศหญิง งานบ้านจำเป็นต้องถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นคุณลักษณะธรรมชาติมากกว่าจะเป็นสัญญาทางสังคมเพราะตั้งแต่แรกเริ่มโครงการแห่งทุน สำหรับผู้หญิงแล้ว งานเหล่านี้ถูกกำหนดให้เป็นงานที่ไม่ได้รับค่าแรง ทุนจำเป็นต้องโน้มน้าวพวกเราว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และทำให้เราพอใจที่จะยอมรับงานที่ไร้ค่าแรงเหล่านี้ ในทางกลับกัน สภาพที่ไร้ค่าแรงของงานบ้านเป็นอาวุธที่ทรงอานุภาพที่สุดในการปรับเปลี่ยนสมมติฐานร่วมว่างานบ้านไม่ใช่งาน ดังนั้น การขัดขวางกีดกันผู้หญิงจากการต่อต้านมันจึงเป็นการลดทอนตัวแสดงหลักในการต่อสู้ พวกเราถูกมองว่าเป็นแค่อีบ้าไม่ใช่แรงงานแห่งการปฏิวัติ

แต่แล้วความเป็นธรรมชาติของการเป็นแม่บ้านนั้นก็ถูกเผยโฉมว่า แท้จริงแล้วมันเกิดจากกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมกว่ายี่สิบปี การถูกสอนสั่งทุกวัน ถูกแสดงให้เห็นโดยแม่ผู้ไร้ค่าแรงเพื่อเตรียมพร้อมให้ผู้หญิงสามารถรับหน้าที่ดังกล่าวได้ เพื่อโน้มน้าวให้พวกเธอยอมรับว่าลูกและสามีเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดที่เธอจะคาดหวังได้ในชีวิต กระนั้นมันก็ไม่ใช่สิ่งที่สำเร็จสมบูรณ์เสมอไป ไม่สำคัญว่าการถูกสอนสั่งจะดีมากเพียงใด มีเพียงผู้หญิงไม่กี่คนเท่านั้นที่ไม่รู้สึกว่ากำลังถูกโกง เมื่อวันคืนแห่งความเป็นเจ้าสาวจบลงและพบว่าตัวเองต้องอยู่หน้าอ่างล้างจานแสนสกปรก พวกเราจำนวนมากยังคงมีมายาภาพว่าพวกเราแต่งงานเพราะความรัก พวกเราจำนวนหนึ่งตระหนักได้ว่าพวกเราแต่งงานเพื่อความปลอดภัยและเงินตรา แต่มันก็เป็นห้วงเวลาที่ทำให้มันชัดเจนว่าขณะที่ความรักหรือเงินตราที่เกี่ยวข้องและได้รับมาจะน้อยนิดมาก แต่งานที่รอคอยพวกเราอยู่ก็มหาศาล นี่คือเหตุผลที่หญิงชราต่างพร่ำบอกพวกเราว่า “จงสนุกสนานกับเสรีภาพยามเมื่อพวกเธอยังสามารถสัมผัสมันได้อยู่ จงซื้อสิ่งใด ๆ ก็ตามที่พวกเธอต้องการตอนนี้เสีย” แต่โชคร้ายที่มันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีความสุขกับเสรีภาพใด ๆ หากนับจากวันแรกของชีวิต คุณก็ถูกฝึกให้กลายเป็นคนที่เชื่องเชื่อ จำยอม ต้องพึ่งพา และที่สำคัญคือยอมสังเวยตัวเองและมีความสุขจากมัน หากคุณไม่ปรารถนาสิ่งเหล่านี้มันคือปัญหาของคุณ เป็นความผิดของคุณ เป็นบาป และเป็นความไม่ปกติ

พวกเราจำเป็นต้องยอมรับว่าทุนประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนานในการซ่อนงานของพวกเรา ทุนสร้างสุดยอดผลงานที่จริงแท้ด้วยการสังเวยผู้หญิง ด้วยการปฏิเสธค่าแรงสำหรับงานบ้านและเปลี่ยนให้มันกลายเป็นการกระทำแห่งความรัก ทุนกำลังยิงปืนนัดเดียวได้นกทั้งฝูง ประการแรก ทุนได้รับการทำงานมากมายที่ทำให้มันโดยที่ทุนไม่ต้องจ่ายเงิน และทุนทำให้แน่ใจว่าบรรดาผู้หญิงเหล่านั้นซึ่งไม่ใกล้เคียงกับสภาะของการต่อต้านเลยยินดีที่จะแสวงหางานทั้งหลายราวกับเป็นสิ่งสวยงามที่สุดในชีวิต (ถ้อยคำแสนวิเศษที่ว่า “ใช่แล้วที่รัก คุณเป็นสตรีที่เพียบพร้อมเสียจริง”) ในขณะเดียวกัน ทุนก็กวดขันวินัยแรงงานชายไปพร้อมกัน ด้วยการทำให้ผู้หญิง “ของเขา” ต้องพึ่งพางานและค่าแรงงานสามี และกักขังพวกเขาไว้ภายใต้วินัยซึ่งถูกมอบมาให้จากโรงงานหรือที่ทำงานของพวกเขา ในความเป็นจริง หน้าที่ของพวกเราในฐานะผู้หญิงคือการเป็นแรงงานไร้ค่าแรงแต่มีความสุข เปี่ยมรัก และเป็นข้ารับใช้ของ “ชนชั้นแรงงาน” บรรดาช่วงชั้นของเหล่ากรรมชีพซึ่งทุนประทานอำนาจทางสังคมมาให้มากกว่าพวกเรา ในทิศทางเดียวกับที่พระเจ้าสร้างอีฟเพื่อมอบความสุขให้อดัม ทุนสร้างแม่บ้านเพื่อรับใช้แรงงานชายทั้งทางร่างกาย จิตใจ และเพศ เพื่อเลี้ยงดูลูกของพวกเรา ปะชุนถุงเท้า รองรับอารมณ์ยามเมื่อพวกเขาถูกบดขยี้จากงานและความสัมพันธ์ทางสังคม (ซึ่งเป็นความสัมพันธ์แห่งความโดดเดี่ยว) ซึ่งทุนเตรียมเอาไว้ให้พวกเขา มันคือการรวมกันของบริการทั้งทางร่างกาย อารมณ์ และเพศที่ผสมกันเป็นบทบาทที่ผู้หญิงจำเป็นต้องแสดงออกมาเพื่อทุนซึ่งสร้างคุณลักษณะอันพิเศษของข้ารับใช้ประเภทนี้ แม่บ้าน สิ่งเหล่านี้ทำให้งานการของพวกเธอช่างหนักหนาและไม่มีใครมองเห็น มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ว่าผู้ชายจำนวนมากเริ่มคิดถึงการแต่งงานตอนที่พวกเรากำลังเริ่มงานแรกในชีวิต มันเป็นเช่นนั้นไม่ใช่เพราะว่า ณ ห้วงขณะนั้นเองที่พวกเขาสามารถมีสิ่งเหล่านั้นได้ แต่เพราะว่าการมีใครซักคนที่บ้านผู้ที่จะคอยดูแลผู้ชายเป็นเงื่อนไขเดียวที่จะไม่ทำให้พวกเขากลายเป็นบ้าไปเสียก่อน หลังจากวันคืนที่ต้องใช้ไปบนสายการผลิตหรือบนโต๊ะทำงาน ผู้หญิงทุกคนรู้ดีว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พวกเธอควรจะต้องทำเพื่อให้กลายเป็นผู้หญิงที่แท้จริงและเพื่อให้มีการแต่งงานที่ “ประสบความสำเร็จ” และในกรณีนี้อีกเช่นกัน ในครอบครัวที่ยากจน ผู้หญิงก็ยิ่งอยู่ในสภาวะที่เป็นทาสเสียยิ่งกว่าในกรณีอื่นซึ่งมันไม่ได้มีสาเหตุมาจากสภาพทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ในความเป็นจริงทุนมีแนวนโยบายคู่ขนานสองอัน หนึ่งสำหรับชนชั้นกลาง และอีกหนึ่งสำหรับครอบครัวของกรรมชีพ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่พวกเราพบความเป็นชายตรงไปตรงมามากที่สุดในครอบครัวของกรรมชีพ ยิ่งผู้ชายถูกให้ทำงานหนักเท่าไหร่ ภรรยาของเขาก็ต้องถูกฝึกฝนให้สามารถรองรับสามีของพวกเธอได้ เพื่อกู้คืนตัวตนของสามีด้วยความเหนื่อยยากของภรรยา คุณตบตีภรรยาและข่มขืนเธอเมื่อคุณรู้สึกสูญเสีย ถูกทำลายภายใต้การต่อสู้ (การไปโรงงานโดยตัวมันเองคือความแพ้พ่าย) ยิ่งผู้ชายถูกให้รับใช้มากขึ้นเท่าไหร่ ความรู้สึกอยากเป็นเจ้านายของเขาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น บ้านของผู้ชายกลายเป็นดั่งวังของเขา… และภรรยาก็ต้องเรียนรู้ที่จะรอคอยในความเงียบงันยามเมื่อพวกมีอารมณ์ขุ่นมัว คอยกอบกู้ชิ้นส่วนของพวกเขากลับคืนมายามเมื่อแตกสลายหรือเหน็ดเหนื่อยจากโลก คอยอยู่เคียงข้างบนเตียงเมื่อเขาพูดว่า “ผมเหนื่อยเหลือเกินคืนนี้” หรือเมื่อเขาเร่งเร้าที่จะมีเซ็กส์กับคุณหรือไม่เขาก็อาจทำร้ายคุณ (อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงจะค้นพบการสู้กลับ แต่มันก็จำกัดอยู่ในระดับของปัจเจกและแยกขาดจากผู้อื่น ดังนั้นปัญหาคือการนำเอาการต่อสู้ดังกล่าวออกมาจากห้องครัวและห้องนอนสู่ท้องถนน)

การหลอกลวงภายใต้นามแห่งรักและการแต่งงานส่งผลต่อพวกเราทุกคน แม้นว่าพวกเราจะไม่ได้แต่งงานเนื่องจากเมื่องานบ้านถูกทำให้เป็นเรื่องธรรมชาติและเป็นของที่คู่กับเพศหญิง เมื่อนั้นมันก็จะกลายมาเป็นคุณลักษณะของความเป็นผู้หญิง พวกเราทั้งหมดในฐานะผู้หญิงก็จะถูกทำให้มีคุณลักษณะตามนั้น หากมันเป็นเรื่องธรรมชาติในการที่จะต้องทำอะไรบางสิ่ง บรรดาผู้หญิงก็ต้องถูกคาดหวังให้ทำมันและชมชื่นที่จะทำมันด้วย แม้ว่าผู้หญิงเหล่านั้นจะสามารถหลบหนีออกจากงานบางประเภทหรือเกือบทั้งหมดของมันเนื่องจากสถานะทางสังคมได้ก็ตาม (บรรดาสามีของพวกเธอสามารถซื้อหาบังคับสาวรับใช้หรือแสวงหาความรื่นรมย์อย่างอื่น) พวกเราอาจจะไม่ได้รับใช้ผู้ชายคนใดคนหนึ่ง แต่พวกเรากำลังเป็นข้ารับใช้ อยู่ในความสัมพันธ์แบบข้ารับใช้กับผู้ชายทั้งหมดในโลก นี่คือเหตุผลที่ว่าเหตุใดผู้หญิงจะถูกทำให้กลายเป็นสิ่งที่ต่ำช้า เป็นของที่เสื่อมค่า (“ยิ้มหน่อยที่รัก (honey) สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญต่อคุณไม่ใช่หรือ” เป็นบางสิ่งที่ผู้ชายทุกคนรู้สึกว่ามีสิทธิที่จะตั้งชื่อเรียกให้คุณ ไม่ว่าเขาจะเป็นสามีของพวกคุณหรือเป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่กลัดตั๋วคุณบนรถไฟหรือเป็นเพียงเจ้านายในที่ทำงาน)

มุมมองแบบการปฏิวัติ

หากพวกเราเริ่มต้นจากการวิเคราะห์เช่นนี้ พวกเราก็จะสามารถเห็นถึงความหมายเชิงปฏิวัติของการเรียกร้องค่าแรงสำหรับงานบ้าน มันคือความต้องการที่ทำให้ความเป็นธรรมชาติสิ้นสุดลงและเริ่มต้นการต่อสู้ของพวกเราเพราะเพียงแค่ต้องการค่าแรงสำหรับงานบ้านนั้นหมายถึงการปฏิเสธงานบ้านในฐานะการปรากฏตัวของธรรมชาติของพวกเรา และด้วยเหตุดังกล่าวมันจึงกำลังปฏิเสธบทบาทของผู้หญิงซึ่งทุนได้จัดวางไว้ให้พวกเรา

การทวงถามถึงค่าแรงสำรับงานบ้านโดยตัวของมันเองได้บ่อนทำลายความคาดหวังของสังคมที่มีต่อพวกเรา เนื่องจากความคาดหวังดังกล่าว แก่นแกนของกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม ทั้งหมดล้วนทำหน้าที่สร้างเงื่อนไขที่ทำให้พวกเราทำงานโดยปราศจากค่าแรงที่บ้าน ในแง่นี้ มันจึงกลายเป็นสิ่งที่เหลวไหลที่จะเปรียบเทียบการต่อสู้ของผู้หญิงเพื่อค่าแรงกับการต่อสู้ของแรงงานผู้ชายในโรงงานเพื่อค่าแรงที่มากขึ้น แรงงานที่ได้รับค่าแรงในกระบวนการต่อสู้เพื่อค่าแรงที่มากขึ้นได้ท้าทายบทบาททางสังคมของพวกเขาแต่ก็ยังคงอยู่ภายในบทบาทดังกล่าวอยู่ดี ยามเมื่อพวกเราต่อสู้เพื่อค่าแรง พวกเรากำลังต่อสู้กับบทบาททางสังคมของพวกเราอย่างตรงไปตรงมา ชัดเจนไม่ต้องสงสัย ในขณะเดียวกัน มีความแตกต่างเชิงคุณลักษณะระหว่างการต่อสู้ของแรงงานที่ได้รับค่าแรงกับการต่อสู้ของทาสเพื่อค่าแรงซึ่งต่อต้านความเป็นทาส อย่างไรก็ตาม มันควรจะเป็นสิ่งที่ชัดเจนว่าเมื่อพวกเราต่อสู้เพื่อค่าแรง พวกเราไม่ได้ต่อสู้เพื่อเข้าสู่ความสัมพันธ์แบบทุนนิยมเนื่องจากพวกเราไม่เคยอยู่ภายนอกพวกมันมาก่อน พวกเราต่อสู้เพื่อทำลายล้างแผนการของทุนที่มีต่อผู้หญิงซึ่งมันเป็นห้วงขณะอันสำคัญยิ่งยวดของกระบวนการแบ่งแยกภายในชนชั้นแรงงาน แผนการซึ่งทุนจะสามารถธำรงไว้ซึ่งอำนาจของมันต่อไปได้ ดังนั้น ค่าแรงสำหรับงานบ้านจึงเป็นความปรารถนาเชิงปฏิวัติ ไม่ใช่เพราะโดยตัวมันเองทำลายทุน แต่เนื่องจากว่ามันบีบบังคับให้ทุนจำต้องปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมให้เป็นไปในทิศทางที่อำนวยประโยชน์แก่พวกเราและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชนชั้น ในความเป็นจริง ความปรารถนาค่าแรงสำหรับงานบ้านไม่ได้หมายความว่าหากพวกเราได้รับการจ่ายเงินแล้วพวกเราจะหยุดการต่อสู้ มันหมายความตรงกันข้ามเลยต่างหาก การบอกว่าพวกเราต้องการเงินสำหรับงานบ้านคือก้าวแรกของการปฏิเสธที่จะทำงานบ้าน เนื่องจากการเรียกร้องต้องการค่าแรงทำให้งานของพวกเรากลายเป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นซึ่งมันเป็นเงื่อนไขที่ไม่อาจปฏิเสธได้ของการเริ่มต้องต่อสู้กับมันทั้งในแง่มุมเบื้องต้นในฐานะงานบ้านและคุณลักษณะอันน่ารังเกียจในฐานะความเป็นผู้หญิง

ในการคัดค้านต่อคำกล่าวหาของบรรดาพวก “เศรษฐกิจนิยม” พวกเราควรที่จะระลึกไว้ว่าเงินตราคือทุน ดังนั้นมันจึงเป็นอำนาจในการควบคุมแรงงานด้วย ด้วยเหตุผลดังกล่าว การช่วงชิงเงินตราที่ถูกชิงไปกลับมาใหม่อีกครั้ง เงินตราซึ่งเป็นดอกผลจากแรงงานของพวกเรา ของแม่พวกเรา ของย่ายายพวกเรามันจึงหมายถึงการบ่อนทำลายอำนาจสั่งการของแรงงานที่มีต่อพวกเรา และพวกเราไม่ควรแคลงใจในอำนาจของค่าแรงที่จะกร่อนทำลายความเป็นผู้หญิงและสร้างให้งานของพวกเราให้ปรากฏเห็นได้ ความเป็นผู้หญิงของพวกเราเป็นดั่งการทำงาน เนื่องจากการหายไปของค่าแรงทรงอนุภาพมากต่อการจัดรูปลักษณ์หน้าที่ดังกล่าวและกลบซ่อนงานของพวกเราจากการมองเห็น การเรียกร้องค่าแรงคือการทำให้พวกมันสามารถถูกมองเห็นได้ว่าเรือนร่าง จิตใจ และอารมณ์ของพวกเราถูกบิดผันไปเพื่อทำหน้าที่เฉพาะบางประการและถูกโยนกลับมาให้พวกเราในฐานะแบบอย่างซึ่งพวกเราควรที่จะทำตามหากพวกเราปรารถนาที่จะได้รับการยอมรับในฐานะผู้หญิงของสังคมนี้

การบอกว่าพวกเราต้องการค่าแรงสำหรับงานบ้านคือการแสดงออกถึงความจริงที่ว่างานบ้านทำเงินให้กับทุน ทุนได้สร้างและผลิตเงินตราขึ้นมาจากการทำอาหาร การยิ้ม และการมีความสัมพันธ์ทางเพศของพวกเรา ในขณะเดียวกัน มันก็แสดงให้เห็นว่าที่พวกเราต้องทำอาหาร ยิ้ม และมีเซ็กส์ตลอดปีไม่ใช่เป็นเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ง่ายกว่าสำหรับพวกเราเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่น ๆ หากแต่เป็นเพราะว่าพวกเราไม่มีตัวเลือกอื่น ใบหน้าของพวกเราบิดเบี้ยวจากการยิ้มที่ยาวนานและบ่อยครั้ง การมีความสัมพันธ์ทางเพศบ่อยครั้งและล้นเกินทิ้งให้พวกเราตายด้านทางเพศ

ค่าแรงสำหรับงานบ้านจึงเป็นเพียงปฐมบท เพียงแค่ปฐมบทนี้ช่างชัดเจน นับแต่นี้พวกเขาจำเป็นต้องจ่ายค่าแรงให้กับเราเพราะในฐานะที่เป็นผู้หญิง พวกเราไม่รับประกันว่าอะไรต่าง ๆ จะต้องเป็นเช่นเดิมอีกต่อไป พวกเราต้องการเรียกร้องงาน งานที่ซึ่งในท้ายที่สุดเราจะสามารถค้นพบสิ่งที่เรียกว่าความรักและสร้างสิ่งที่จะกลายเป็นเพศวิถีซึ่งพวกเราไม่เคยได้รู้มาก่อน และจากมุมมองต่องานดังกล่าว พวกเราสามารถทวงถามไม่ใช่แค่ค่าแรงสำหรับงานหนึ่งงาน แต่เป็นค่าแรงสำหรับงานที่มากกว่านั้น เพราะพวกเราถูกบังคับให้ทำงานมากมายไปพร้อม ๆ กันมาเนิ่นนานแล้ว พวกเราเป็นข้ารับใช้ของบ้าน เป็นโสเภณี เป็นพยาบาล นี่คือแก่นแกนของคู่สมรส “ในอุดมคติ” ผู้ที่ถูกยกยอปอปั้นใน “วันแม่” พวกเราจะบอกว่า หยุดเทิดทูนการขูดรีดพวกเราและทำให้มันกลายเป็นวีรสตรีได้แล้ว นับจากนี้พวกเราต้องการค่าแรงสำหรับทุก ๆ ห้วงขณะที่เราทำงาน ด้วยการกระทำดังกล่าวนี้เองที่พวกเราจะสามารถปฏิเสธบางส่วนของมันและในที่สุดจะสามารถปฏิเสธทั้งหมดของมันได้ ในแง่นี้ไม่มีสิ่งใดที่จะทรงประสิทธิภาพมากไปกว่าการแสดงให้เห็นว่าความเป็นผู้หญิงคือสิ่งที่มีมูลค่าเชิงเงินตราซึ่งสามารถคิดคำนวณได้ เพิ่มพูนมันขึ้นในสายตาของหน่วยวัดที่พวกเราเคยถูกทำให้พ่ายแพ้ นับจากนี้ด้วยการต่อต่อต้านทุนสำหรับพวกเราในหน่วยวัดดังกล่าว พวกเรากำลังจัดการอำนาจของเราเอง

ต่อสู้เพื่อการบริการทางสังคม

สิ่งเหล่านี้คือมุมมองแบบถึงรากที่สุดที่พวกเราสามารถนำมาใช้ได้เพราะถึงแม้ว่าพวกเราจะสามารถเรียกร้องทุกสิ่ง การดูแลประจำวัน ค่าแรงที่เท่าเทียม บริการซักรีดฟรี พวกเราก็จะไม่มีวันได้รับการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทั้งสิ้นเว้นแต่ว่าพวกเราจะจู่โจมบทบาทความเป็นผู้หญิงของพวกเราในระดับรากฐานของมันเลย การต่อสู้เพื่อบริการทางสังคม กล่าวคือ เพื่อเงื่อนไขการทำงานที่ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้มักจะถูกทำให้ไร้ค่าหากคุณไม่สามารถบอกได้ว่างานที่คุณกำลังทำมันคืองาน เว้นเสียแต่ว่าคุณต่อสู้กับองค์รวมของมันมิเช่นนั้นคุณก็จะไม่มีวันได้รับชัยชนะ พวกเราจะประสบความล้มเหลวในการต่อสู้เพื่อบริการซักรีดฟรียกเว้นว่าพวกเราจะเริ่มต้นด้วยการต่อสู้กับความจริงที่ว่าพวกเราไม่สามารถรักได้เว้นแต่ ณ ขณะที่เราต้องจ่ายด้วยการทำงานอย่างไร้จุดจบที่ทุกวันคืนค่อย ๆ กร่อนทำลายร่างกาย เซ็กส์ ความสัมพันธ์ทางสังคมของพวกเรา เว้นแต่ว่าเราจะเริ่มผละจากการข่มขู่ที่ทำให้การให้และความรู้สึกถูกเปลี่ยนให้กลายมาเป็นหน้าที่ซึ่งต้องทำซึ่งในท้ายที่สุดมันจะเป็นสิ่งที่กลับมาต่อต้านตัวพวกเราเอง รวมทั้งทำให้เกิดความรู้สึกด้านลบต่อสามี ลูกหลาน เพื่อนฝูงของเราเองและก่อเป็นความรู้สึกผิดซึ่งเกิดจากความขุ่นเคืองดังกล่าว การทำงานเสริมไม่ได้เปลี่ยนแปลงบทบาทดังกล่าวเลย วันคืนของงานของผู้หญิงยังคงปรากฏอยู่ งานเสริมไม่เพียงเพิ่มพูนกระบวนการขูดรีดของพวกเรา แต่ยังผลิตซ้ำบทบาทของพวกเราในอีกรูปแบบ ไม่ว่าเราจะหันไปที่ไหน พวกเราก็สามารถมองเห็นได้ว่างานการต่าง ๆ ที่ผู้หญิงทำเป็นเพียงการขยายนัยสภาพของการเป็นแม่บ้านออกไป สิ่งนี้ไม่ใช่เฉพาะเมื่อเรากลายเป็นพยาบาล แม่บ้าน ครู เลขานุการ การทำงานทั้งหมดที่พวกเราถูกฝึกฝนอย่างดีในบ้านเท่านั้น แต่พวกเรากำลังอยู่ในข้อผูกมัดเดียวกันกับที่ขัดขวางการต่อสู้ของพวกเราในบ้าน ความโดดเดี่ยว ความจริงที่ว่าชีวิตของคนอื่นขึ้นอยู่กับพวกเรา หรือความเป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นว่างานของเราเริ่มต้นที่ใดและสิ้นสุดลงเมื่อใด การนำกาแฟไปให้เจ้านายของคุณและพูดคุยกับเขาเกี่ยวกับปัญหาในครอบครัวเป็นงานของเลขานุการหรือเป็นเรื่องส่วนตัวกันแน่ ความจริงที่ว่าพวกเราจำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับรูปลักษณ์ซึ่งเกี่ยวกับเงื่อนไขในการทำงานหรือมันเป็นแค่ผลของความภูมิใจในความเป็นผู้หญิง (จนกระทั่งปัจจุบันพนักงานบนสายการบินในสหรัฐอเมริกาก็ถูกบังคับให้ชั่งน้ำหนักอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงต้องควบคุมอาหารตลอดเวลาเนื่องจากความหวาดกลัวที่จะต้องถูกไล่ออกจากงาน นี่เป็นความทรมานที่ผู้หญิงทุกคนต่างรู้ดี) เฉกเช่นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนรู้กันดีว่า เมื่อความต้องการของตลาดแรงงานที่ได้รับค่าแรงต้องการให้พวกเธอปรากฎตัวขึ้น ผู้หญิงก็สามารถทำงานใดก็ได้โดยที่ความเป็นผู้หญิงของเธอไม่มีทางหายไปราวกับว่าหนทางที่ง่ายที่สุดในการยืนยันว่าเธอคือผู้หญิงนั้นไม่ใช่ว่าเธอกำลังทำอะไรแต่เป็นที่ว่าเธอมีช่องคลอด

ในฐานะข้อเสนอว่าด้วยกระบวนการทำให้กลายเป็นเรื่องทางสังคมและรวมหมู่ของงานบ้าน มีตัวอย่างสองอันที่เพียงพอในการลากเส้นแบ่งระหว่างทางเลือกเหล่านั้นกับมุมมองของพวกเรา หนึ่งเป็นเรื่องที่ต้องการให้สร้างศูนย์รับเลี้ยงเด็กขึ้นมาตามที่เราต้องการและเรียกร้องให้รัฐต้องดูแลค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ อีกอันคือการส่งลูกของเราไปยังรัฐและบอกว่ารัฐควบคุมพวกเรา กวดขันวินัยพวกเขา ต้องให้พวกเขารักในเกียรติยศของธงชาวอเมริกันไม่ใช่แค่ห้วงเวลาเพียงห้าชั่วโมงหากแต่เป็นสิบห้าหรือยี่สิบสี่ชั่วโมง หนึ่งคือการจัดการหนทางที่พวกเราจะกินอาหารแบบซึ่งกันและกันเป็นชุมชน (โดยพวกเราเอง ในกลุ่มต่าง ๆ ฯลฯ) และให้รัฐมาดูแลค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ และอีกหนึ่งคือสิ่งที่ตรงข้ามกันคือเรียกร้องให้รัฐเข้ามาจัดการมื้ออาหารของพวกเรา ในกรณีแรกพวกเราทวงคืนการควบคุมเหนือชีวิตของพวกเราบางส่วนกลับคืนมา ในขณะที่อีกกรณีหนึ่งเรากำลังทำให้รัฐเข้ามาควบคุมพวกเรา

การต่อสู้ต่อต้านงานบ้าน

พวกหญิงบางคนกล่าว ค่าแรงสำหรับงานบ้านจะเปลี่ยนแปลงทัศนคติสามีของพวกเราที่ต่อพวกเรา สามีของพวกเราจะไม่คาดหวังหน้าที่เดิม ๆ เหมือนดังในอดีตหรือหนักยิ่งกว่าก่อนที่พวกเราจะได้รับค่าแรงหรือไม่ แต่บรรดาผู้หญิงเหล่านั้นจะไม่เห็นว่าพวกเธอจะสามารถคาดหวังอะไรได้มากนักจากพวกเราเนื่องจากว่าพวกเราไม่ได้เป็นคนที่จ่ายเงินให้กับพวกเธอ เพราะว่าพวกเธอคะเนว่ามันคือ “ธุระของผู้หญิง” ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ต้องสิ้นเปลืองแรงมากมายนักในการที่จะทำให้มันเสร็จ พวกผู้ชายสามารถที่จะยอมรับการบริการของพวกเราและเสวยสุขไปกับสิ่งเหล่านั้นได้เพราะว่าพวกเขาต่างคิดว่างานบ้านเป็นงานที่ไม่หนักหนาเท่าใดนักสำหรับพวกเรา พวกเขาคิดว่าพวกเราต่างสนุกสนานไปกับการทำงานบ้านเนื่องจากพวกเราทำงานเพราะความรัก จริง ๆ แล้วพวกเขายังคาดอีกว่าพวกเราควรจะต้องรู้สึกปลื้มปิติเป็นอย่างมากเนื่องจากการแต่งงานหรือการได้อาศัยร่วมกันเป็นลู่ทางที่จะทำให้พวกเราสามารถแสดงความเป็นผู้หญิงออกมาได้ซึ่งเป็นโอกาสที่พวกเขามอบให้ “คุณแสนโชคดีที่ได้พบผู้ชายอย่างฉัน” มีแต่เฉพาะห้วงขณะที่ผู้ชายเหล่านั้นเห็นว่างานของพวกเราคืองาน ความรักของพวกเราคืองาน และที่สำคัญเห็นถึงความตั้งใจของพวกเราที่จะปฏิเสธแง่มุมทั้งสองนั้นเองที่พวกเขาจะต้องเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อพวกเรา ยามเมื่อผู้หญิงเรือนร้อยเรือนแสนออกไปสู่ท้องถนนแล้วตะโกนว่า การทำความสะอาดที่ไม่มีวันจบสิ้น การเป็นที่รองรับอารมณ์ การมีเซ็กส์ตามคำสั่งซึ่งมาจากความกลัวที่จะสูญเสียงานของพวกเราคือสิ่งที่เลวร้าย ตะโกนบอกว่ารังเกียจงานที่กำลังทำลายชีวิตของพวกเรา เมื่อนั้นเองที่พวกเขาจะตกอยู่ในความหวาดกลัวและรู้สึกว่าความเป็นผู้ชายของเขาถูกทำลายลง

แต่ว่ามันคือสิ่งที่ดีที่สุดซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากมุมมองของพวกเราเอง เนื่องจากว่าด้วยการเปิดเผยถึงวิถีทางที่ทุนกักขังพวกเราไว้และแยกออกจากกัน (ทุนได้กวดขันวินัยพวกเราผ่านตัวของพวกเราเองและทำให้พวกเราขัดแย้งกัน) พวกเราเปิดเผยถึงกระบวนการการปลดปล่อยของเราเอง ในแง่นี้ ค่าแรงสำหรับเราจะกลายเป็นสิ่งที่มากกว่าการพิสูจน์ว่าพวกเราสามารถทำงานได้เท่า ๆ กับผู้ชายหรือพวกเราสามารถทำงานเดียวกับพวกเขาได้ แต่การเรียกร้องจะกลายเป็นเหมือนกระบวนการเรียนรู้ พวกเราละทิ้งความพยายามอย่างหนักในการที่จะเป็น “ผู้หญิงทำงาน” ผู้หญิงผู้ซึ่งสามารถหลบหนีออกจากการกดขี่ของพวกเธอได้แต่ไม่ใช่ด้วยพลังของการรวมตัวหรือการต่อสู้แต่เป็นผ่านอำนาจของเหล่าเจ้านาย อำนาจแห่งการกดขี่ซึ่งกำลังกระทำต่อผู้หญิงคนอื่น ๆ และพวกเราก็ไม่ปรารถนาที่จะพิสูจน์ว่าพวกเราสามารถ “ทำลายปราการของพวกคอปกน้ำเงิน” ได้ พวกเราจำนวนมากทุบทำลายปราการนั่นเมื่อนานมาแล้วและค้นพบว่าชุดเอี๊ยมทำงานไม่ได้มอบให้พวกเรามีอำนาจมากไปกว่าผ้ากันเปื้อนในครัว แม้หากมันจะเป็นไปได้ก็ด้วยการที่พวกเราจำเป็นต้องสวมทั้งผ้าและเสื้อทั้งสองดังกล่าวและพวกเราก็จะมีเวลารวมทั้งพลังงานที่น้อยลงในการที่จะต่อต้านมัน สิ่งต่าง ๆ ที่พวกเราจำเป็นต้องพิสูจน์ให้เห็นคือความสามารถของพวกเราในการแสดงให้เห็นว่าพวกเรานั้นพร้อมที่จะกระทำและกำลังกระทำอยู่ ทุนกำลังกระทำต่อเราและพลังของพวกเราก็กำลังต่อสู้กับมันอยู่

น่าเสียดาย ผู้หญิงจำนวนมากโดยเฉพาะที่ยังโสดอยู่ต่างหวาดกลัวมุมมองว่าด้วยค่าแรงสำหรับงานบ้านเพราะว่าพวกเธอหวาดกลัวที่จะระบุว่าพวกเธอเป็นเหมือนแม่บ้าน พวกเธอรู้ว่ามันคือตำแหน่งแห่งที่ซึ่งไร้อำนาจมากที่สุดในสังคมและดังนั้นพวกเธอจึงไม่ปรารถนาที่จะกลายเป็นหนึ่งในแม่บ้าน นี่คือจุดอ่อนของพวกเธอ จุดอ่อนที่ถูกรักษาและทำให้คงอยู่ตลอดไปผ่านความขาดของการบ่งชี้ถึงตัวเองด้วยตัวเอง พวกเราต้องการและจำเป็นต้องพูดว่าพวกเราทั้งหมดล้วนเป็นแม่บ้าน พวกเราทั้งหมดเป็นโสเภณี พวกเราทั้งหมดเป็นเกย์ เพราะจนกว่าพวกเราจะตระหนักรู้ถึงความเป็นทาสของพวกเรา พวกเราก็จะไม่สามารถตระหนักถึงการต่อสู้มันได้ เพราะว่าตราบเท่าที่พวกเรายังคิดว่าพวกเราเป็นบางสิ่งที่ดีกว่า บางสิ่งที่แตกต่างจากการเป็นแม่บ้าน พวกเราก็กำลังยอมรับตรรกะของนายทาสซึ่งมันคือตรรกะของการแบ่งแยก และสำหรับพวกเราแล้วมันก็คือตรรกะของความเป็นทาส พวกเราทั้งหมดล้วนเป็นแม่บ้านเพราะไม่ว่าพวกเราจะอยู่ ณ ที่แห่งไหน พวกเขาก็สามารถวางใจได้ว่าพวกเราจะทำงานมากขึ้น ความหวาดกลัวที่มากขึ้นกำลังทับถมลงมาบนพวกเราและผลักให้ความต้องการของพวกเรามากยิ่งขึ้น แต่เป็นในทิศทางที่แรงกดดันที่มีต่อเงินของพวกเขาน้อยลง เนื่องจากความคิดและความสนใจของพวกเราซึ่งเปี่ยมไปด้วยความหวังถูกเบี่ยงเบนและนำไปสู่สถานที่แห่งอื่น ที่ซึ่งผู้ชายเหล่านั้นในปัจจุบันหรือในอนาคตของพวกเราคือ “ผู้ที่จะนำความสุขและดูแลพวกเรา”

และพวกเราก็กำลังหลอกตัวเองว่าพวกเราสามารถหนีจากงานบ้านได้ แต่ว่าจะพวกเราจำนวนสักเท่าไหร่กันเล่าที่จะสามารถหนีจากมันไปได้แม้ว่าพวกเขาจะทำงานอยู่นอกบ้านก็ตาม และพวกเราสามารถเมินเฉยต่อแนวคิดในการมีชีวิตร่วมกับผู้ชายได้ง่ายดายจริงหรือ จะเกิดอะไรขึ้นหากเราสูญเสียงานของพวกเรา แล้วเรื่องความชราภาพและความดึงดูดใจล่ะ เกี่ยวกับเด็ก ๆ เล่า พวกเราจะเสียใจหรือเปล่าหากตัดสินใจที่จะไม่มีพวกเขา ไม่แม้แต่จะถามถึงคำถามดังกล่าวอย่างจริงจัง และพวกเราสามารถมีความสัมพันธ์แบบเกย์ได้หรือไม่ พวกเรายินดีที่จะจ่ายราคาของการแยกตัวออกมาอย่างโดดเดี่ยวหรือไม่ แต่พวกเราสามารถมีความสัมพันธ์กับผู้ชายได้จริงหรือ

คำถามคือ เหตุใดทางเลือกเหล่านั้นจึงเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ของพวกเราและรูปแบบของการต่อสู้แบบใดที่จะนำพาพวกเราให้ไปไกลกว่าสิ่งเหล่านี้


บทความนี้แปลจาก ‘Silvia Federici, “Wages Against Housework”’, Caring Labor: An Archive, 2010 <https://caringlabor.wordpress.com/2010/09/15/silvia-federici-wages-against-housework/> [accessed 29 January 2021].

เสรีภาพทางวิชาการไม่ได้หล่นมาจากบนฟ้า แต่มาจากการเปล่งเสียงของพวกเรา

เสรีภาพทางวิชาการไม่ได้หล่นมาจากบนฟ้า แต่มาจากการเปล่งเสียงของพวกเรา

ผู้เขียน Rawipon Leemingsawat

เมื่อวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2563 มีการจัดงาน “ปัญหาและความท้าทายของจริยธรรมในการวิจัยสายสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์” ขึ้นที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีผู้อภิปรายหลักสองคน คือ ศ.ดร.ยศ สันตสมบัติ และ รศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี หากกล่าวโดยสรุป งานครั้งนี้มีเป้าประสงค์เพื่อวิพากษ์วิจารณ์การเกิดขึ้น หลักการ และกระบวนการทำงานของคณะกรรมการจริยธรรมที่เข้ามาทำหน้าที่กำกับควบคุมกระบวนการทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคน

ข้อวิจารณ์หลักจากผู้อภิปรายทั้งสองคือ จริยธรรมที่เกิดขึ้นในกระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการดังกล่าวไม่ใช่จริยธรรมแบบที่วิชามานุษยวิทยาให้ความสำคัญ (เนื่องจากผู้อภิปรายทั้งสองเป็นอาจารย์ในสาขามานุษยวิทยาจึงอภิปรายจากมุมของวิชามานุษยวิทยาเป็นหลัก) และที่มากไปกว่านั้น บางแง่มุมของจริยธรรมในแบบแรกก็เป็นสิ่งที่บั่นทอนสาระสำคัญของจริยธรรมในแบบหลังด้วย

ผู้อภิปรายทั้งสองเห็นตรงกันว่า วิชามานุษยวิทยาให้ความสนใจกับประเด็นเรื่องจริยธรรมของการวิจัยในมนุษย์อยู่ตลอดเวลา เนื่องจากเหตุผลอย่างน้อย 2 ข้อ คือ 1) วิชามานุษยวิทยาถือกำเนิดขึ้นด้วยรากฐานทางปรัชญาที่ต้องการทำความเข้าใจความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์ และ 2) งานวิจัยในสาขาวิชามานุษยวิทยาล้วนเป็นงานวิจัยที่ต้องเข้าไปข้องเกี่ยวกับมนุษย์เป็นหลัก ด้วยเหตุทั้งสองประการนี้ ทำให้มานุษยวิทยาเป็นวิชาที่ต้องเผชิญหน้ากับสภาวะเขาควาย (dilemma) ทางจริยธรรม ที่เกิดขึ้นในชีวิตของมนุษย์อยู่ตลอดเวลาทั้งในการทำวิจัยและการเรียน บรรดานักวิจัยและนักศึกษาต่างต้องเผชิญกับเรื่องเล่าหรือเหตุการณ์จริง ที่ท้าทายให้พวกเขาต้องขบคิดถึงทางเลือกอันยากลำบากซึ่งเกี่ยวข้องกับบรรดาผู้คนที่พวกเขาเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น งานของ Elenore Smith Bowen ที่เขียนถึงสภาวะการตัดสินใจอันยากลำบากในคราวที่เธอต้องตัดสินใจว่าจะเข้าไปช่วยเพื่อนของเธอซึ่งเป็นคนพื้นถิ่นที่กำลังป่วยหรือไม่ หากทำเช่นนั้นก็อาจช่วยชีวิตเพื่อนได้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการเข้าไปแทรกแซงชีวิตของคนในพื้นที่แห่งนั้น และเป็นการทำลายความเป็นภาวะวิสัย (objective) ในงานศึกษา เป็นต้น ด้วยเหตุดังกล่าว วิชามานุษยวิทยาจึงสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับจริยธรรมอย่างแยกกันไม่ออก (โดยเฉพาะประเด็น ผลกระทบและตำแหน่งแห่งที่ของวิชารวมทั้งงานวิจัยที่มีต่อสังคมและบรรดาผู้คนที่เกี่ยวข้อง) หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ ประเด็นเรื่องจริยธรรมการวิจัยในคนเป็นสิ่งที่วิชามานุษยวิทยาให้ความสนใจ และเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญของวิชา เป็นจริยธรรมที่เกิดขึ้นในรูปแบบที่เป็นกระบวนการ เกิดขึ้นในกระบวนการถกเถียงและเรียนรู้

ประเด็นสำคัญต่อมาคือ การกระทำของคณะกรรมการจริยธรรมเป็นการบั่นทอนและทำลายเนื้อหาสาระของจริยธรรม คณะกรรมการจริยธรรมกำลังทำให้จริยธรรมแบบกระบวนการซูบผอมลงจนเหลือเพียงจริยธรรมบนกระดาษ จริยธรรมกำลังกลายเป็นรายการตรวจสอบว่าคุณทำสิ่งที่คณะกรรมการให้ทำแล้วหรือยัง จริยธรรมดังกล่าวไม่ได้สนใจเนื้อหาสาระของการวิจัยมากไปกว่าสนใจว่า คุณทำตามกฎ ระเบียบ เงื่อนไขที่คณะกรรมการเห็นว่าคุณต้องกระทำหรือยัง จริยธรรมกำลังกลายเป็นแบบฟอร์มแทนที่จะเป็นกระบวนการ หรือหากกล่าวในภาษาของ อ.ยศ นี่คือ “จริยธรรม proposal” หรือในกรณีของ อ.ปิ่นแก้ว นี่คือ “จริยธรรมเช็คลิสต์” จริยธรรมแบบที่สนใจแต่กระดาษและแบบฟอร์มเหล่านี้ได้สร้างความลำบากให้กับการวิจัยในมานุษยวิทยาอย่างมาก เนื่องจากสร้างภาระงานเอกสารที่บางครั้งเป็นไปไม่ได้ เช่น การทำเอกสารขออนุญาตผู้ให้สัมภาษณ์ในทุกๆ กรณี ซึ่งดูจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยหากคุณทำงานวิจัยในประเด็นเสี่ยง หรืองานวิจัยที่ทำกับคนซึ่งมีการเคลื่อนย้ายตลอดเวลา เนื่องจากการเปิดเผยชื่อในเอกสารเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ของคนเหล่านั้น และหากจะกล่าวอย่างถึงที่สุด จริยธรรมแบบนี้เป็นจริยธรรมที่สร้างขึ้นมาเพื่อสถาปนาอำนาจ ก่อร่างสร้างบัลลังก์ให้กับเหล่าคณะกรรมการขึ้นไปนั่งตัดสินว่าความชี้ถูกผิด

หากกล่าวอย่างรวบรัด ผู้อภิปรายทั้งสองกำลังชี้ว่า พวกเขามิได้ต่อต้านการตรวจสอบหรือปฏิเสธความสำคัญของจริยธรรม เนื่องจากจริยธรรมในการวิจัยเป็นสิ่งที่ต้องมี แต่จริยธรรมมิอาจเกิดขึ้นภายใต้กระบวนการที่สนใจแต่รูปแบบและเป็นอำนาจนิยมได้ และถึงที่สุดแล้ว ภายใต้กระบวนการตรวจสอบของจริยธรรมแบบอำนาจนิยม ความงอกเงยของความรู้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หรือกล่าวอีกแบบได้ว่า เสรีภาพทางวิชาการกำลังถูกคุกคาม ภยันตรายกำลังโหมพัดอยู่เหนือพวกเรา

ผู้เขียนคิดว่าข้อวิจารณ์ของผู้อภิปรายทั้งสองมีประเด็นและมีประโยชน์ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนอยากเสนอว่า ปัญหาที่บรรดาผู้คนในสายสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์กำลังเผชิญ ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาว่าด้วยเสรีภาพทางวิชาการกำลังถูกคุกคามเพียงเท่านั้น หากแต่โดยสาระแล้วมันเป็นปัญหาของสภาพการทำงานซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตของบรรดาผู้คนที่เกี่ยวข้องในการทำวิจัย และโดยเฉพาะบรรดาอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เป็นปัญหาสภาพการทำงานเฉกเช่นเดียวกับที่แรงงานโดยทั่วๆ ไปต้องเผชิญ ในสภาพการณ์ปัจจุบันที่การทำงานวิจัยถูกผูกเข้ากับเงื่อนไขการจ้างงานของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย และการทำวิจัยสัมพันธ์กับการขอตำแหน่งทางวิชาการที่ส่งผลต่อรายได้หรือความมั่นคงของรายได้ การถูกตัดสินผ่านคณะกรรมการจริยธรรมว่างานวิจัยนั้นๆ สามารถทำได้หรือทำไม่ได้ ล้วนมีความหมายมากกว่าเสรีภาพทางวิชาการ การตัดสินดังกล่าวคือหนึ่งในชุดความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่เข้ามาควบคุมชีวิตของอาจารย์ในฐานะแรงงานประเภทหนึ่งในโลกของทุนนิยมวิชาการ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ปรากฎการณ์คณะกรรมการจริยธรรมคือหนึ่งในหน่ออ่อนของความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ที่กำลังเข้าควบคุมสภาพการทำงานของแรงงานความรู้ที่ทำงานในมหาวิทยาลัยหรือที่เรามักเรียกกันว่าอาจารย์นั่นเอง

ที่ผู้เขียนเรียกสิ่งนี้ว่า หน่ออ่อน เป็นเพราะกระบวนการลงหลักปักฐานของสิ่งนี้ยังไม่สมบูรณ์ ตัวมันยังไม่อาจเข้าครอบครองและสถาปนาอำนาจที่เบ็ดเสร็จได้ ในสถานการณ์ตอนนี้ ระบบการตรวจสอบของคณะกรรมการยังคงมีช่องโหว่ มีทางหลบเลี่ยงหลีกหนีอยู่ แต่หากปล่อยปละละเลยหรือมัวแต่ดูแคลนว่ามันยังอ่อนด้อย ขาดอำนาจจริงจัง หรือเรา (ในฐานะปัจเจกบุคคล) ยังพอจะมีทางเลี่ยงอยู่ วันหนึ่งข้างหน้าพวกเราก็อาจต้องเผชิญหน้ากับระบบการตรวจสอบเดียวกันนี้แต่ในรูปโฉมที่ทรงอำนาจยิ่งกว่าเดิม เข้มข้นกว่าเดิม กว้างขวางมากกว่าเดิม ดังที่เคยเกิดกับระบบ มคอ. (กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ หรือ Thai Qualifications Framework for Higher Education) หรือการสถาปนาอำนาจของระบบ TCI (ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย หรือ Thai-Journal Citation Index Centre)

ผู้เขียนเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่บรรดาแรงงานความรู้ในมหาวิทยาลัยจะต้องหันมาขบคิดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในฐานะที่เป็นปัญหาของสภาพการทำงาน ได้เวลาโยนผ้าคลุมอันสวยสง่าว่ามิใช่แรงงานทิ้งไปได้แล้ว เสรีภาพที่สำคัญของแรงงานความรู้เหล่านี้มิใช่มีแค่เสรีภาพในทางวิชาการเพียงเท่านั้น เพราะเสรีภาพทางวิชาการจะกลายเป็นสิ่งไร้สาระหากปราศจากเสรีภาพในการใช้ชีวิต จะมีเสรีภาพทางวิชาการแลความงอกเงยทางปัญญาได้อย่างไร หากชีวิตของแรงงานทั้งหลายยังจมปลักอยู่กับสภาพการทำงานที่ไม่ได้เอื้อให้ชีวิตงอกเงย จะมีเสรีภาพได้อย่างไร หากต้องทนอยู่กับอำนาจที่คอยแต่เงื้อดาบในมือเพื่อฟาดฟันดอกใบของต้นไม้แห่งชีวิต ปัญญาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการพูดคุยถกเถียง หากปรารถนาในความงอกเงยของปัญญาจริง หากหลงใหลในเสรีภาพทางปัญญาจริง พวกคุณก็ควรต่อสู้เพื่อให้ชีวิตของตัวเองและผู้อื่นดีพอที่จะสามารถมาถกเถียงกับพวกคุณได้ ความงอกเงยทางปัญญาจะไม่เกิดขึ้นหากขาดความงอกเงยของชีวิต

ผู้เขียนมิใช่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องยุทธวิธีการต่อสู้ แรงงานอาจรวมตัวกันสร้างเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ถกเถียง เปรียบเทียบสภาพการทำงานในแต่ละที่ แรงงานอาจเขียนบทความ ข้อความปลุกระดม แถลงการณ์ จดหมาย อาจรวมตัวกันร้องเรียนตามช่องทางที่เป็นทางการ เช่น ที่ประชุม ผู้บริหาร คณะกรรมการ สภา หรือแม้แต่หาช่องทางตามกฎหมายเพื่อต่อสู้เรียกร้อง ยุทธวิธีทั้งหมดที่กล่าวมาจะใช้ได้ผลหรือไม่ ผู้เขียนก็ไม่อาจทำนายได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างมั่นใจก็คือ หากแรงงานทั้งหลายไม่รวมตัวกันและเรียกร้อง ไม่รวมตัวแล้วบอกว่ากฎเกณฑ์ สัญญา ข้อบังคับต่าง ๆ เป็นสิ่งที่สามารถถูกทำลายและสร้างขึ้นมาใหม่ได้ บรรดาแรงงานก็จะต้องเผชิญหน้ากับอำนาจในระดับที่เข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุด

ในท้ายที่สุดนี้ ผู้เขียนขอทำให้ข้อเขียนนี้กลายเป็นคำประกาศอย่างสมบูรณ์ ด้วยการร้องเรียกให้พวกคุณ แรงงานทั้งหลาย โปรดเสาะแสวงหารูโหว่ของระบบที่สร้างความเป็นไปได้ต่อการเปลี่ยนแปลง พวกคุณจำเป็นต้องต่อต้านมันตอนนี้และในขณะที่อาศัยอยู่ภายในนั้น นี่มิใช่โลกที่เหลือพื้นที่อันสะอาดบริสุทธิ์ให้คุณออกไปยืนแล้วค่อยหันคมหอกดาบกลับเข้ามาเปลี่ยนแปลง ความคิดที่จะต่อต้านจากภายนอกก็ไม่ต่างกับการออกไปยืนในอวกาศและต่อต้าน แต่น่าเสียดายพวกคุณเป็นมนุษย์ ดังนั้นโปรดแสวงหาต่อไป เรียกร้องต่อไป ร้องตะโกนเรียกหาชีวิต และหากวันหนึ่งมาถึง วันที่ระบบเริ่มรับข้อเสนอที่พวกเราเรียกร้องต่อไปไม่ไหวก็จงเรียกร้องต่อไป นั่นเพราะชีวิตของพวกเราย่อมสำคัญกว่าระบบที่ดำรงอยู่ เราเรียกร้องด้วยความหวังว่ามันจะสิ้นสูญ อย่าได้อาลัยอาวรณ์ต่อสิ่งเลวร้ายที่สูบกินชีวิตของพวกเราเลย

เรากล้าจินตนาการถึงโลกที่ปราศจาก ‘งาน’ หรือเปล่า?

เรากล้าจินตนาการถึงโลกที่ปราศจาก ‘งาน’ หรือเปล่า?

ผู้เขียน Rawipon Leemingsawat
บรรณาธิการ Madalyn Berneri

ผมอยากจะเริ่มด้วยการกล่าวถึงเหตุการณ์สองเหตุการณ์ที่ดูจะไม่เกี่ยวข้องแต่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน เหตุการณ์แรกคือความเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดกฎหมายควบคุมเกมซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเติบโตของอุตสาหกรรม E-sport และการสตรีมเกม (การถ่ายทอดสดการเล่นหรือการแข่งขันเกม) เช่น เพื่อการควบคุมอายุ ประเภทของเกม และประเด็นที่ดูจะโดดเด่นเป็นพิเศษทั้งในแง่ความสดใหม่ของข้อเสนอและความร้อนแรงในการถกเถียง คือ ความพยายามในการควบคุมระยะเวลาในการสตรีมเกม อีกเหตุการณ์คือคำให้การต่อศาลแพ่งของอดีตสมาชิกวงไอดอลชื่อดังวงหนึ่ง ซึ่งเปิดเผยให้เห็นถึงสภาพการทำงาน เงื่อนไข ข้อตกลง ข้อจำกัด ค่าตอบแทนที่ศิลปินจะได้รับจากบริษัทต้นสังกัด และที่สำคัญ คำให้การดังกล่าวได้ปฏิเสธคำกล่าวอ้างของอดีตต้นสังกัดที่ว่าได้ดูแลศิลปินทุกคนเป็นอย่างดีมาโดยตลอด รวมทั้งปฏิเสธการอ้างว่าความนิยมที่เพิ่มขึ้นของวงดนตรีและศิลปินมาจากการบริหารจัดการที่ดีของบริษัท

ผมอยากเสนอว่าจุดร่วมของเหตุการณ์ทั้งสอง คือการถกเถียงกันเรื่องสภาพการทำงานหรือสภาพการใช้แรงงาน ในกรณีของเหตุการณ์แรก หากกล่าวถึงที่สุดแล้ว (ไม่ว่าข้อเสนอดังกล่าวจะแฝงไว้ด้วยอคติที่มีต่อการเล่นเกมอย่างไรก็ตาม) ความพยายามในการควบคุมระยะเวลาการสตรีมเกมคือความพยายามในกำกับควบคุมเวลาการทำงาน ซึ่งเห็นได้จากการอ้างถึงปัญหาด้านสุขภาพที่อาจตามมาจากการนั่งสตรีมเกมอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน ส่วนในกรณีที่สอง ในคำให้การของอดีตศิลปินที่นอกจากจะใช้หน้ากระดาษเพื่อแย้งคำฟ้องร้องทางแพ่งของอดีตบริษัทต้นสังกัดแล้ว ศิลปินยังใช้หน้ากระดาษจำนวนหนึ่งเพื่อชี้ให้เห็นถึงสภาพการทำงานที่บริษัทไม่ได้เข้ามาดูแล อำนวยความสะดวก หรือสนับสนุนให้ศิลปินสามารถสร้างชื่อเสียงอย่างที่พวกเขากล่าวอ้าง เพราะสภาพการทำงานของไอดอลกลุ่มนี้นั้นผูกอยู่กับระดับความนิยม แต่ระดับความนิยมจะเพิ่มหรือลดลงก็ขึ้นอยู่กับตัวศิลปินเอง หรือกล่าวอีกอย่างว่าเป็นภาระความรับผิดชอบของศิลปิน คำให้การข้างต้นจึงแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจในคำกล่าวอ้างของบริษัทที่ว่าได้ดูแลศิลปินเป็นอย่างดี หรือกล่าวกันอย่างถึงที่สุดแล้วก็คือการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยในสภาพการทำงานนั่นเอง

ทั้งความพยายามในการจำกัดเวลาการทำงานและความไม่พอใจต่อสภาพการทำงานเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากสภาพสังคมที่ งาน กลายเป็นศูนย์กลางของสังคม สังคมที่พยายามทำให้ทุกๆ กิจกรรมในชีวิตของมนุษย์กลายเป็นงานในความหมายที่แคบ คือ ได้รับค่าจ้าง และเป็นแหล่งที่มาหลักของรายได้เพื่อดำรงชีพ

เกมไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมยามว่างเพื่อผ่อนคลายอีกต่อไป เพราะกิจกรรมนี้ค่อยๆ ถูกพัฒนาให้เป็นอาชีพและสวมใส่เครื่องประดับที่เรียกว่างาน เพื่อต่อสู้กับคำครหาว่าเป็นกิจกรรมไร้สาระ เปล่าประโยชน์ เสียเวลา สูญค่าทางเศรษฐกิจ การต่อสู้เพื่อสถานะอันมั่นคงดังกล่าวได้ทำให้เกมกลายเป็นงานที่ต้องได้รับค่าแรง กิจกรรมยามว่างถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นงาน เมื่อเกมกลายเป็นงาน ในอีกความหมายหนึ่ง เกมก็ได้กลายเป็นแหล่งที่มาของรายได้ ดังนั้นแล้วใครก็ตามที่เล่นเกมหรือสตรีมเกมเป็นงาน พวกเขาก็จำเป็นที่จะต้องทุ่มเทเวลา ร่างกาย สมอง และความรู้สึกเข้าไปเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดี หรือหากจะกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมก็คือเพื่อให้พวกเขาสามารถดำรงชีพได้ พวกเขาจำเป็นต้องเล่นเกมหรือสตรีมเกมให้นานขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ถึงแม้คำว่า ไอดอล จะมาจากกรอบคิดว่าด้วยวัตถุที่เป็นสื่อกลางอันแสดงถึงอำนาจศักดิ์สิทธิ์ในเชิงศาสนา แต่กรอบคิดของศิลปินไอดอลก็เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ศิลปินไอดอลถูกนำเสนอในฐานะแหล่งที่มาของความสุข เป็นตัวอย่างที่ดี เป็นเป้าหมายของการเอาใจช่วย เป็นที่มาของกำลังใจ กล่าวอย่างรวบรัดก็คือ ศิลปินไอดอลคือผู้คนที่ทำหน้าที่ผลิตสร้างความรู้สึกให้แก่ผู้อื่น ในแง่นี้การผลิตสร้างความรู้สึกกำลังถูกทำให้เป็นหน้าที่เฉพาะของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ศิลปินไอดอลคือหนึ่งในนั้น พวกเขา (หรือเธอ) ทำหน้าที่ดังกล่าวโดยได้รับค่าแรง การผลิตสร้างความรู้สึกค่อยๆ กลายเป็นงานและเป็นแหล่งที่มาของรายได้เพื่อการยังชีพ เมื่อเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะด้วยงานดังกล่าวเป็นที่มาของรายได้หลักหรือเป็นความเป็นไปได้ของรายได้ในอนาคต ศิลปินไอดอลต่างทุ่มเททั้งแรงกาย สติปัญญา ความสัมพันธ์ และชีวิตเพื่อไต่ขั้นบันไดของไอดอลเพื่อไปอยู่ ณ ตำแหน่งที่สูงขึ้นอันหมายถึงชื่อเสียงและรายได้

เมื่อกิจกรรมต่างๆ กลายเป็นแหล่งที่มาของรายได้ แรงงานก็จำเป็นต้องเข้าร่วมในกิจกรรมดังกล่าวอย่างแข็งขันเพื่อให้ชีวิตของพวกเขายังสามารถดำรงอยู่ได้ สภาพเช่นนี้อาจนำไปสู่ความไม่พอใจต่อการทำงานในกรณีที่พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าสภาพการงานที่กำลังทำอยู่นั้นแย่ หรือพวกเขากำลังเผชิญหน้าอยู่กับความอยุติธรรมของสภาพการทำงาน

สภาพสังคมที่งานกลายเป็นศูนย์กลางไม่ได้ปรากฎกายออกมาในรูปลักษณ์ของความพยายามทำให้ทุกกิจกรรมกลายเป็นงานที่ได้รับเงินเท่านั้น แต่มันยังมีแง่มุมทางวัฒนธรรมอีกด้วย ดังจะเห็นได้จากความพยายามในการสร้างความชอบธรรมให้กับการเล่นเกมว่าก็เป็นอาชีพอย่างหนึ่ง เลี้ยงตัวเองได้ หรือความพยายามในการต่อต้านกรอบคิดในแง่ลบที่มีต่อวงการบันเทิงที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงการ “เต้นกินรำกิน” ด้วยการแย้งว่าการเต้นกินรำกินก็เป็นงานเช่นกัน งานกลายเป็นศูนย์กลางทั้งในเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรม มากไปกว่านี้ งานยังกลายเป็นคุณค่า เป็นอัตลักษณ์ หรืออย่างน้อยที่สุดก็กลายเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่ทุกคนในสังคมควรมี เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต่างทักทายกันด้วยคำถามที่ว่าทำงานอะไร หรือช่วงนี้ทำอะไรอยู่ การไม่ทำงานเพราะกำลังเรียนอยู่หรือกำลังหางานกลายเป็นข้อยกเว้นที่พอทำความเข้าใจได้ แต่การไม่ทำงานกลายเป็นสิ่งเลวร้ายและไม่สามารถทำความเข้าใจได้ในสังคมที่งานกลายเป็นศูนย์กลาง

ในลักษณะสังคมเช่นนี้ การถกเถียง ต่อสู้ เรียกร้องให้สภาพการทำงานต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่จึงถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ความไม่พอใจอาจนำไปสู่การปรับปรุงสภาพการทำงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม เช่น จำนวนเวลาในการทำงานอาจถูกจำกัด ต้นทุนในการพัฒนาความสามารถของแรงงานต้องไม่ตกเป็นภาระอยู่กับแรงงานแต่เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไปแต่นายจ้างจะต้องเข้ามาร่วมรับภาระในส่วนนี้ด้วย ในแง่นี้ สิ่งเหล่านี้คือความพยายามในการต่อสู้เพื่อลดระดับความรุนแรงของการขูดรีดอันนำไปสู่ช่องว่างอันแตกต่างกันระหว่างนายทุนและแรงงาน

ถึงแม้ว่าความไม่พอใจและข้อเรียกร้องต่อสภาพการทำงานจะเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น แต่สิ่งเหล่านี้ก็วางอยู่บนฐานคิดที่ว่า ‘งาน’ เป็นสิ่งที่จะต้องมีอยู่ และทุกคนก็ควรจะต้องทำงาน ดังจะเห็นได้จากความพยายามจากทุกภาคส่วนทั้ง รัฐ พรรคการเมือง สื่อ หรือภาคประชาสังคมที่จะทำให้ทุกกิจกรรมกลายเป็นงานที่ถูกต้อง มั่นคง ได้รับการยอมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสของการหวนกลับไปให้ความหมายกับสิ่งที่เมื่อก่อนไม่ถูกนับว่าเป็นงานหรือเป็นงานที่มีอยู่แต่ไม่ได้รับการพูดถึง เช่น การบอกว่าโสเภณีก็เป็นงานแบบหนึ่งที่ควรได้รับความคุ้มครอง

Andre Gorz

Andre Gorz

การดำเนินตามฐานคิดเช่นว่านำไปสู่สภาพดังที่ อังเดร กอรซ (André Gorz) ได้บรรยายไว้ว่า แทนที่พวกเราจะมุ่งทำลายล้างบรรดางานที่ได้รับค่าแรงให้หมดไป พวกเรากลับพยายามอย่างหนักเพื่อให้งานที่ไม่ได้ค่าแรงนั้นหมดไปแทน นี่คือสภาพของการลงหลักปักฐานของความคิดว่าด้วยการดำรงอยู่และความจำเป็นของงานที่ได้รับค่าจ้าง งานไม่มีวันถูกทำลายเนื่องจากมันกลายเป็นสมมติฐานขั้นต้นหรือสมการลำดับที่หนึ่งของการต่อสู้เรียกร้องหรือแม้แต่จินตนาการของสังคม

หากเราพิจารณาว่าการเรียกร้องของเหตุการณ์ทั้งสองที่ถูกยกมาในตอนต้นมีที่มาจากสภาพการทำงานซึ่งถูกจัดวางอยู่ในสภาพสังคมที่งานกลายเป็นศูนย์กลางแล้ว ข้อเรียกร้องและการถกเถียงในระดับของสภาพการทำงานหรือกระบวนการใช้แรงงานก็จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่เพียงพออีกต่อไป เนื่องจาก ปัญหามิได้อยู่ที่ระดับความเข้มข้นของความเลวร้าย ความเหนื่อยยาก ความไม่เท่าเทียม หรือความเหลื่อมล้ำที่ปรากฏในการทำงาน แต่ปัญหาอยู่ที่การดำรงอยู่ของงานในตัวมันเอง งานในลักษณะดังกล่าวโดยตัวมันเองคือสิ่งที่สร้างปัญหาให้กับผู้คน

เมื่อเป็นเช่นนี้ เป้าหมายเร่งด่วนที่ต้องกระทำ คือ การก้าวไปให้พ้นจากกรอบคิดว่าด้วยสังคมที่งานเป็นศูนย์กลาง เราจำเป็นต้องจินตนาการถึงสังคมที่กิจกรรมต่างๆ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบการทำงาน เราจำเป็นต้องยืนยันถึงความเป็นไปได้ที่ว่ามีสังคมที่งานไม่ได้เป็นศูนย์กลางอยู่ มีสังคมที่งานกลายเป็นวัตถุโบราณที่เราจะจัดแสดงไว้บนชั้นพิพิธภัณฑ์ที่ไม่มีใครต้องการ ยืนยันว่างานแบบที่เราเผชิญอยู่เป็นเพียงงานแบบหนึ่งและมนุษย์เราประกอบขึ้นมาด้วยกิจกรรมในรูปแบบอื่นๆ อีกมากมาย เป้าหมายในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเรียกร้องให้เปลี่ยนเพียงวิธีคิด (แม้จะเป็นสิ่งสำคัญก็ตาม) แต่เป็นการเรียกร้องให้ร่วมกันยืนยันถึงโลกแบบอื่นที่ดำรงอยู่ โลกดังกล่าวที่เราไม่ต้องเป็นเพียงส่วนเสริมของจักรกลนามธรรมที่ปราศจากคำพูดซึ่งเรียกว่าเศรษฐกิจอีกต่อไป

เวลาล่วงเลยมานานแล้วนับจากวันที่ คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) สิ้นลมหายใจไป แต่คำสลักบนหลุมศพของเขายังคงทรงพลัง

“Worker of all lands, unite!” [กรรมกรในทุกแห่งหน จงรวมตัวกัน!]

— ด้วยการรวมตัวกันเพื่อยืนยันถึงโลกแบบอื่นเท่านั้นที่จะทำให้โลกเปลี่ยนได้ ด้วยการรวมตัวเท่านั้นที่จะทำให้ผองเราเปลี่ยนโลกนี้ได้

นักศึกษาทั้งหลาย บัดนี้จงเชื่อฟังแต่น้อย และต่อต้านให้มาก!

นักศึกษาทั้งหลาย บัดนี้จงเชื่อฟังแต่น้อย และต่อต้านให้มาก!

Written by Rawipon Leemingsawat
Edited by Madalyn Berneri

ท่ามกลางผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ชนชั้นแรงงานจำนวนมหาศาลต้องเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ เป็นความจริงที่ไวรัสไม่เลือกชนชั้นในการแพร่ระบาด แต่โครงสร้างสังคมกลับเลือกผู้ที่ต้องทนทุกข์จากความชะงักงันของระบบเศรษฐกิจ ชนชั้นแรงงานต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งการช่วยเหลือจากรัฐ มันเป็นการต่อสู้ที่เดิมพันด้วยชีวิตเพื่อประกันว่าในเช้าของวันพรุ่งนี้พวกเขาจะมีลมหายใจไปทำงาน หลายคนใช้ชีวิตของตนเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องต่อรัฐราวกับว่ามีเพียงชีวิตเท่านั้นที่พอจะทำให้เสียงของพวกเขาดังขึ้นบ้าง แต่ทางกลับกัน ฟากฝั่งของชนชั้นนายทุน รัฐเป็นฝ่ายกุลีกุจอรีดเค้นเซลล์สมองทุกส่วนเพื่อคิดหาหนทางอุ้มพยุงนายทุนให้อยู่รอดปลอดภัยท่ามกลางวิกฤติในครั้งนี้

            ในห้วงเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดการต่อสู้ขึ้นในแทบทุกส่วนของสังคมไม่เว้นแม้แต่สถาบันที่เรียกว่ามหาวิทยาลัย เมื่อประจักษ์ต่อผลกระทบอันหนักหน่วงทางเศรษฐกิจที่เกิดแก่ผู้ปกครอง บรรดานักศึกษาจำนวนหนึ่งก็เริ่มรณรงค์เพื่อเรียกร้องมาตรการช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการลดค่าธรรมเนียมการศึกษา คืนค่าเทอม ทุนการศึกษา การผ่อนผัน ฯลฯ

            ไม่ว่าการต่อสู้ของนักศึกษาจะประสบผลสำเร็จมากน้อยหรือล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่การต่อสู้เหล่านี้เป็นเสมือนประกายไฟ เมื่อนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ เห็นผองเพื่อนลุกขึ้นมาสู้ พวกเขาก็ริเริ่มกระบวนการต่อสู้ของตัวเองบ้าง การต่อสู้ในที่หนึ่งจุดประกายให้เกิดการต่อสู้ในอีกที่หนึ่ง วงจรของการต่อสู้ถูกจุดขึ้นด้วยเชื้อเพลิงและยุทธวิธีที่แตกต่างกันออกไป

            เปลวไฟหลากสีหลายรูปแบบของการต่อสู้ในครั้งนี้ได้มอบบทเรียนจำนวนหนึ่งแก่พวกเรา มันเป็นทั้งบทเรียนที่ทำหน้าที่ปอกเปลือกสถานะอันวิเศษของมหาวิทยาลัยให้ล่อนจ้อน เป็นแสงเพลิงสาดส่องที่ปลุกเร้าความฝันและปลอบโยนบรรเทาความหนาวเย็นท่ามกลางลมพายุของวิกฤติ

            การต่อสู้ของนักศึกษาในหลายมหาวิทยาลัยต้องเผชิญหน้ากับแรงต้าน โดยเฉพาะจากคณะผู้บริหาร แน่นอนว่าเหตุผลหนึ่งที่คณะผู้บริหารออกมาต้านอย่างแข็งขัน คือการต่อสู้ครั้งนี้มุ่งเป้าไปยังคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยซึ่งกุมอำนาจตัดสินใจอยู่โดยตรง แต่อีกด้านที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือแรงต้านที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าจุดยืนของคณะผู้บริหารกับนักศึกษามีจุดยืนที่อยู่ตรงข้ามกัน และในหลายครั้งจุดยืนดังกล่าวก็ไม่อาจประนีประนอมกันได้ ผู้บริหารมองทุกสิ่งจากจุดยืนของผลกำไรขาดทุนหรือเหตุผลเชิงเศรษฐกิจ ราวกับมีเสียงเพรียกคอยกระซิบบอกพวกเขาว่าต้องทำให้มหาวิทยาลัยสะสมทุนมากยิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งเห็นได้จากท่าทีการช่วยเหลือนักศึกษาของคณะผู้บริหารที่ให้ความสนใจกับความอยู่รอดของมหาวิทยาลัยในเชิงเศรษฐกิจมากกว่าความเป็นไปของนักศึกษา รวมทั้งความพยายามที่จะช่วยเหลือนักศึกษาในรูปแบบของการออกเงินกู้ จากจุดยืนเช่นนี้ของผู้บริหาร มหาวิทยาลัยเป็นธุรกิจแบบหนึ่งที่พวกเขามีหน้าที่บริหารให้ได้มาซึ่งกำไร มหาวิทยาลัยถูกประเมินจากมูลค่าในการแลกเปลี่ยน ส่วนนักศึกษานั้นต่อสู้บนฐานที่มองว่ามหาวิทยาลัยคือสถานที่ของการเรียนรู้ การใช้ชีวิต และสังคม นักศึกษาไม่อาจขาดมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยไม่อาจขาดนักศึกษา เมื่อผู้คนที่เป็นส่วนสำคัญถึงคราวต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์วิกฤติ มหาวิทยาลัยก็สมควรเข้าช่วยเหลือ มหาวิทยาลัยในสายตาของนักศึกษาถูกประเมินจากมูลค่าการใช้งาน ไม่ใช่เรื่องกำไรขาดทุน นี่คือจุดยืนหลักที่เป็นความขัดแย้งของทั้งสองฝ่าย

            ความขัดแย้งดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า คณะผู้บริหารมิได้เป็นและมิอาจเป็นตัวกลางผู้ไกล่เกลี่ยได้ พวกเขาไม่ใช่พระผู้ช่วยซึ่งลงมาขจัดเพลิงที่กำลังเผาผลาญชีวิตนักศึกษา มิอาจเป็นผู้ปกครองที่เมตตารักใคร่นักศึกษาดุจลูกหลาน เนื่องจากพวกเขาคือผลจากความขัดแย้งอันมิอาจประนีประนอมได้ของจุดยืนที่แตกต่างกัน ผู้บริหารทำหน้าที่ปกป้องจุดยืนที่มองว่ามหาวิทยาลัยคือส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยมอันมิอาจสะดุดหรือหยุดยั้งได้ มีแต่ต้องก้าวหน้า ต้องผลิตให้มากขึ้น ต้องมีกำไรมากขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด พวกเขาคือส่วนหนึ่งของตรรกะความคิดแบบทุนนิยมที่ครอบงำมหาวิทยาลัยอยู่

            นอกจากนี้ บรรดาแรงต้าน ความเฉื่อยชา และความล่าช้าที่ผู้บริหารมีต่อข้อเรียกร้องของนักศึกษายังแสดงให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยคือสถานที่ของความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบไม่เท่าเทียมที่ฉาบเคลือบไว้ด้วยโวหารของประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วม จริงอยู่ที่มหาวิทยาลัยมีองค์กรที่มาจากกระบวนการเลือกตั้งของนักศึกษา แต่ก็เป็นความจริงอีกเช่นกันว่าองค์กรเหล่านั้นมิได้ถือครองตำแหน่งที่มีอำนาจในการตัดสินใจความเป็นไปของมหาวิทยาลัย การคงอยู่และดับไปของทั้งมหาวิทยาลัย (และองค์กรเหล่านั้น) ขึ้นอยู่กับคณะผู้บริหาร ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขามิได้มีส่วนต้องรับผิดรับชอบใดๆ ต่อนักศึกษา ผู้บริหารอยู่ในตำแหน่งของอำนาจที่จะเลือกรับฟังใครและจะไม่รับฟังใคร แม้แต่ในมาตรฐานของประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่มีข้อจำกัดมหาศาล สิ่งเหล่านี้ไม่ควรนับว่าเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยเลย เราอาจเว้นที่ว่างไว้ให้กับการขบคิดว่ารูปแบบการมีส่วนร่วมในการบริหารมหาวิทยาลัยควรจะมีหน้าตาเช่นไร แต่สิ่งที่ชัดเจนในตอนนี้คือต้องไม่ใช่รูปแบบที่ผู้บริหารเป็นใหญ่ และไม่ต้องรับฟังเสียงจากผู้อื่นอย่างที่เป็นอยู่เช่นนี้แน่

            แน่นอนว่าจุดประสงค์เบื้องต้นที่สุดของการเรียกร้องมาตรการช่วยเหลือต่างๆ โดยเฉพาะการลดค่าธรรมเนียมการศึกษา คือความต้องการมาตรการเพื่อช่วยค้ำจุนชีวิตของนักศึกษาให้พอผ่านพ้นช่วงวิกฤติครั้งนี้ไปได้ อย่างไรก็ตาม บทเรียนที่พวกเราได้รับจากการต่อสู้ไม่ได้มีเพียงแค่นี้ สิ่งนี้ไม่ใช่นัยความสำคัญทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ในครั้งนี้ การมุ่งเป้าไปยังค่าธรรมเนียมการศึกษาได้ฉายให้เห็นอีกด้านของรายจ่ายสำหรับนักศึกษาส่วนนี้ บรรดาค่าธรรมเนียมการศึกษาที่มหาวิทยาลัยจัดเก็บนอกจากจะเป็นรายได้ส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย ค่าธรรมเนียมการศึกษายังเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดระเบียบความสัมพันธ์ที่นักศึกษามีต่อมหาวิทยาลัยอีกด้วย ไม่ต่างอะไรกับความสัมพันธ์ของแรงงานกับค่าแรงเลย ค่าธรรมเนียมการศึกษาได้ทำให้นักศึกษากลายเป็น “ลูกค้า” ของมหาวิทยาลัย นักศึกษาไม่ใช่เจ้าของร่วมของมหาวิทยาลัย หากเป็นแค่เพียงผู้เข้ามาใช้งานที่จ่ายเงินมาแล้วจากไป จริงอยู่ว่าในพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนสมบูรณ์ สถานะของลูกค้าและผู้ขายต่างเท่าเทียมกัน การแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นต้องกัน สถาพเช่นนี้คือยูโทเปียอันสมบูรณ์พร้อมของความเท่าเทียม แต่นั่นก็แค่ภาพฝันอันแสนหวาน ในบริบทของมหาวิทยาลัย ไม่ใช่นักศึกษาทุกคนจะสามารถบอกได้ว่า “ฉันไม่พอใจสถาบันของพวกคุณ ดังนั้นลาก่อน” ใช่แล้ว ไม่ใช่ทุกคนจะมีทางเลือกมากขนาดนั้นในโลกที่โครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกำลังทำให้คำว่าเสรีภาพกลายเป็นดั่งคำพูดที่เป็นจริงเพียงครึ่ง ในโลกที่ใบประกาศและชื่อชั้นของสถาบันเป็นสิ่งสำคัญ และเมื่อพิจารณาเรื่องราวหลังจากนั้น ครั้นเมื่อเด็กคนหนึ่งตกลงใจเข้ามาเรียนด้วยความสมัครใจ ภายหลังการกลายเป็นนักศึกษา พวกเขาก็ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่ผู้ขายมีเหนือพวกเขา “คุณต้องเคารพกฎกติการการอยู่ร่วมกัน (ที่ถูกกำหนดจากผู้มีอำนาจ)” นี่หรือคือความสัมพันธ์อันเท่าเทียมของลูกค้า เปล่าเลย นักศึกษาเป็นลูกค้าที่มีความสัมพันธ์ทางอำนาจไม่เท่าเทียมกับมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน นักศึกษาเป็นเพียงผู้รับบริการ เป็นเพียงลูกค้าผู้ที่อาจออกเสียงบ่นได้พอประมาณ เป็นเพียงลูกค้าที่ทำได้แค่เสียดสีประชดประชันให้ผู้บริหารได้พอแสบคันเล็กน้อยก็เพียงเท่านั้น

            ดังนั้นในแง่นี้ การต่อสู้เรื่องค่าธรรมเนียมการศึกษากำลังแสดงให้เห็นถึงนัยของการต่อสู้เรื่องความสัมพันธ์ทางอำนาจ การต่อสู้ดังกล่าวมิใช่แค่เพื่อค่าธรรมเนียมที่ถูกลง หากแต่กำลังแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อโครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียม บรรดานักศึกษากำลังดำเนินการรื้อถอนโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจในมหาวิทยาลัยเสียใหม่ ประติมากรรมทางอำนาจแสนอัปลักษณ์กำลังถูกถอน ดังที่เห็นได้จากการยืนยันว่ามหาวิทยาลัยต้องช่วยเหลือนักศึกษาผู้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย ยืนยันว่ามหาวิทยาลัยไม่ควรคิดคำนึงการบริหารจัดการในแง่ผลกำไรขาดทุน ผ่านการต่อสู้เรื่องค่าธรรมเนียมการศึกษา นักศึกษากำลังถมทางขึ้นไปท้าทายบรรดาผู้ซึ่งนั่งอยู่บนยอดสูงของโครงสร้างอำนาจ เครื่องมือที่ครั้งหนึ่งเคยสถาปนาความเหนือกว่าของผู้บริหารกำลังกลายเป็นช่องทางในการจู่โจมเพื่อท้าทายสถานะนำของพวกเขา ค่าธรรมเนียมการศึกษากำลังกลายเป็นสนามของการต่อสู้เพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางอำนาจชุดใหม่ การต่อสู้เหล่านี้กำลังมอบความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับผู้คน มันคือความเป็นได้ในการปฏิเสธสัจพจน์ที่ว่าโลกนี้ต้องดำรงอยู่บนตรรกะทางเศรษฐกิจเท่านั้น เพียงแต่ความเป็นไปได้เหล่านี้จะเกิดขึ้นและเป็นจริงได้ก็ด้วยการลุกขึ้นต่อสู้ให้ได้มา มิใช่การรอพระมาโปรดหรืออ้อนวอนร้องขอความกรุณาแต่อย่างใด

นักศึกษาทั้งหลาย โปรดขุ่นเคืองให้มาก พอใจให้น้อย จงเชื่อฟังแต่น้อย และต่อต้านให้มาก !!!