เสรีภาพทางวิชาการไม่ได้หล่นมาจากบนฟ้า แต่มาจากการเปล่งเสียงของพวกเรา

เสรีภาพทางวิชาการไม่ได้หล่นมาจากบนฟ้า แต่มาจากการเปล่งเสียงของพวกเรา

ผู้เขียน Rawipon Leemingsawat

เมื่อวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2563 มีการจัดงาน “ปัญหาและความท้าทายของจริยธรรมในการวิจัยสายสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์” ขึ้นที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีผู้อภิปรายหลักสองคน คือ ศ.ดร.ยศ สันตสมบัติ และ รศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี หากกล่าวโดยสรุป งานครั้งนี้มีเป้าประสงค์เพื่อวิพากษ์วิจารณ์การเกิดขึ้น หลักการ และกระบวนการทำงานของคณะกรรมการจริยธรรมที่เข้ามาทำหน้าที่กำกับควบคุมกระบวนการทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคน

ข้อวิจารณ์หลักจากผู้อภิปรายทั้งสองคือ จริยธรรมที่เกิดขึ้นในกระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการดังกล่าวไม่ใช่จริยธรรมแบบที่วิชามานุษยวิทยาให้ความสำคัญ (เนื่องจากผู้อภิปรายทั้งสองเป็นอาจารย์ในสาขามานุษยวิทยาจึงอภิปรายจากมุมของวิชามานุษยวิทยาเป็นหลัก) และที่มากไปกว่านั้น บางแง่มุมของจริยธรรมในแบบแรกก็เป็นสิ่งที่บั่นทอนสาระสำคัญของจริยธรรมในแบบหลังด้วย

ผู้อภิปรายทั้งสองเห็นตรงกันว่า วิชามานุษยวิทยาให้ความสนใจกับประเด็นเรื่องจริยธรรมของการวิจัยในมนุษย์อยู่ตลอดเวลา เนื่องจากเหตุผลอย่างน้อย 2 ข้อ คือ 1) วิชามานุษยวิทยาถือกำเนิดขึ้นด้วยรากฐานทางปรัชญาที่ต้องการทำความเข้าใจความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์ และ 2) งานวิจัยในสาขาวิชามานุษยวิทยาล้วนเป็นงานวิจัยที่ต้องเข้าไปข้องเกี่ยวกับมนุษย์เป็นหลัก ด้วยเหตุทั้งสองประการนี้ ทำให้มานุษยวิทยาเป็นวิชาที่ต้องเผชิญหน้ากับสภาวะเขาควาย (dilemma) ทางจริยธรรม ที่เกิดขึ้นในชีวิตของมนุษย์อยู่ตลอดเวลาทั้งในการทำวิจัยและการเรียน บรรดานักวิจัยและนักศึกษาต่างต้องเผชิญกับเรื่องเล่าหรือเหตุการณ์จริง ที่ท้าทายให้พวกเขาต้องขบคิดถึงทางเลือกอันยากลำบากซึ่งเกี่ยวข้องกับบรรดาผู้คนที่พวกเขาเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น งานของ Elenore Smith Bowen ที่เขียนถึงสภาวะการตัดสินใจอันยากลำบากในคราวที่เธอต้องตัดสินใจว่าจะเข้าไปช่วยเพื่อนของเธอซึ่งเป็นคนพื้นถิ่นที่กำลังป่วยหรือไม่ หากทำเช่นนั้นก็อาจช่วยชีวิตเพื่อนได้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการเข้าไปแทรกแซงชีวิตของคนในพื้นที่แห่งนั้น และเป็นการทำลายความเป็นภาวะวิสัย (objective) ในงานศึกษา เป็นต้น ด้วยเหตุดังกล่าว วิชามานุษยวิทยาจึงสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับจริยธรรมอย่างแยกกันไม่ออก (โดยเฉพาะประเด็น ผลกระทบและตำแหน่งแห่งที่ของวิชารวมทั้งงานวิจัยที่มีต่อสังคมและบรรดาผู้คนที่เกี่ยวข้อง) หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ ประเด็นเรื่องจริยธรรมการวิจัยในคนเป็นสิ่งที่วิชามานุษยวิทยาให้ความสนใจ และเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญของวิชา เป็นจริยธรรมที่เกิดขึ้นในรูปแบบที่เป็นกระบวนการ เกิดขึ้นในกระบวนการถกเถียงและเรียนรู้

ประเด็นสำคัญต่อมาคือ การกระทำของคณะกรรมการจริยธรรมเป็นการบั่นทอนและทำลายเนื้อหาสาระของจริยธรรม คณะกรรมการจริยธรรมกำลังทำให้จริยธรรมแบบกระบวนการซูบผอมลงจนเหลือเพียงจริยธรรมบนกระดาษ จริยธรรมกำลังกลายเป็นรายการตรวจสอบว่าคุณทำสิ่งที่คณะกรรมการให้ทำแล้วหรือยัง จริยธรรมดังกล่าวไม่ได้สนใจเนื้อหาสาระของการวิจัยมากไปกว่าสนใจว่า คุณทำตามกฎ ระเบียบ เงื่อนไขที่คณะกรรมการเห็นว่าคุณต้องกระทำหรือยัง จริยธรรมกำลังกลายเป็นแบบฟอร์มแทนที่จะเป็นกระบวนการ หรือหากกล่าวในภาษาของ อ.ยศ นี่คือ “จริยธรรม proposal” หรือในกรณีของ อ.ปิ่นแก้ว นี่คือ “จริยธรรมเช็คลิสต์” จริยธรรมแบบที่สนใจแต่กระดาษและแบบฟอร์มเหล่านี้ได้สร้างความลำบากให้กับการวิจัยในมานุษยวิทยาอย่างมาก เนื่องจากสร้างภาระงานเอกสารที่บางครั้งเป็นไปไม่ได้ เช่น การทำเอกสารขออนุญาตผู้ให้สัมภาษณ์ในทุกๆ กรณี ซึ่งดูจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยหากคุณทำงานวิจัยในประเด็นเสี่ยง หรืองานวิจัยที่ทำกับคนซึ่งมีการเคลื่อนย้ายตลอดเวลา เนื่องจากการเปิดเผยชื่อในเอกสารเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ของคนเหล่านั้น และหากจะกล่าวอย่างถึงที่สุด จริยธรรมแบบนี้เป็นจริยธรรมที่สร้างขึ้นมาเพื่อสถาปนาอำนาจ ก่อร่างสร้างบัลลังก์ให้กับเหล่าคณะกรรมการขึ้นไปนั่งตัดสินว่าความชี้ถูกผิด

หากกล่าวอย่างรวบรัด ผู้อภิปรายทั้งสองกำลังชี้ว่า พวกเขามิได้ต่อต้านการตรวจสอบหรือปฏิเสธความสำคัญของจริยธรรม เนื่องจากจริยธรรมในการวิจัยเป็นสิ่งที่ต้องมี แต่จริยธรรมมิอาจเกิดขึ้นภายใต้กระบวนการที่สนใจแต่รูปแบบและเป็นอำนาจนิยมได้ และถึงที่สุดแล้ว ภายใต้กระบวนการตรวจสอบของจริยธรรมแบบอำนาจนิยม ความงอกเงยของความรู้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หรือกล่าวอีกแบบได้ว่า เสรีภาพทางวิชาการกำลังถูกคุกคาม ภยันตรายกำลังโหมพัดอยู่เหนือพวกเรา

ผู้เขียนคิดว่าข้อวิจารณ์ของผู้อภิปรายทั้งสองมีประเด็นและมีประโยชน์ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนอยากเสนอว่า ปัญหาที่บรรดาผู้คนในสายสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์กำลังเผชิญ ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาว่าด้วยเสรีภาพทางวิชาการกำลังถูกคุกคามเพียงเท่านั้น หากแต่โดยสาระแล้วมันเป็นปัญหาของสภาพการทำงานซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตของบรรดาผู้คนที่เกี่ยวข้องในการทำวิจัย และโดยเฉพาะบรรดาอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เป็นปัญหาสภาพการทำงานเฉกเช่นเดียวกับที่แรงงานโดยทั่วๆ ไปต้องเผชิญ ในสภาพการณ์ปัจจุบันที่การทำงานวิจัยถูกผูกเข้ากับเงื่อนไขการจ้างงานของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย และการทำวิจัยสัมพันธ์กับการขอตำแหน่งทางวิชาการที่ส่งผลต่อรายได้หรือความมั่นคงของรายได้ การถูกตัดสินผ่านคณะกรรมการจริยธรรมว่างานวิจัยนั้นๆ สามารถทำได้หรือทำไม่ได้ ล้วนมีความหมายมากกว่าเสรีภาพทางวิชาการ การตัดสินดังกล่าวคือหนึ่งในชุดความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่เข้ามาควบคุมชีวิตของอาจารย์ในฐานะแรงงานประเภทหนึ่งในโลกของทุนนิยมวิชาการ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ปรากฎการณ์คณะกรรมการจริยธรรมคือหนึ่งในหน่ออ่อนของความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ที่กำลังเข้าควบคุมสภาพการทำงานของแรงงานความรู้ที่ทำงานในมหาวิทยาลัยหรือที่เรามักเรียกกันว่าอาจารย์นั่นเอง

ที่ผู้เขียนเรียกสิ่งนี้ว่า หน่ออ่อน เป็นเพราะกระบวนการลงหลักปักฐานของสิ่งนี้ยังไม่สมบูรณ์ ตัวมันยังไม่อาจเข้าครอบครองและสถาปนาอำนาจที่เบ็ดเสร็จได้ ในสถานการณ์ตอนนี้ ระบบการตรวจสอบของคณะกรรมการยังคงมีช่องโหว่ มีทางหลบเลี่ยงหลีกหนีอยู่ แต่หากปล่อยปละละเลยหรือมัวแต่ดูแคลนว่ามันยังอ่อนด้อย ขาดอำนาจจริงจัง หรือเรา (ในฐานะปัจเจกบุคคล) ยังพอจะมีทางเลี่ยงอยู่ วันหนึ่งข้างหน้าพวกเราก็อาจต้องเผชิญหน้ากับระบบการตรวจสอบเดียวกันนี้แต่ในรูปโฉมที่ทรงอำนาจยิ่งกว่าเดิม เข้มข้นกว่าเดิม กว้างขวางมากกว่าเดิม ดังที่เคยเกิดกับระบบ มคอ. (กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ หรือ Thai Qualifications Framework for Higher Education) หรือการสถาปนาอำนาจของระบบ TCI (ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย หรือ Thai-Journal Citation Index Centre)

ผู้เขียนเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่บรรดาแรงงานความรู้ในมหาวิทยาลัยจะต้องหันมาขบคิดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในฐานะที่เป็นปัญหาของสภาพการทำงาน ได้เวลาโยนผ้าคลุมอันสวยสง่าว่ามิใช่แรงงานทิ้งไปได้แล้ว เสรีภาพที่สำคัญของแรงงานความรู้เหล่านี้มิใช่มีแค่เสรีภาพในทางวิชาการเพียงเท่านั้น เพราะเสรีภาพทางวิชาการจะกลายเป็นสิ่งไร้สาระหากปราศจากเสรีภาพในการใช้ชีวิต จะมีเสรีภาพทางวิชาการแลความงอกเงยทางปัญญาได้อย่างไร หากชีวิตของแรงงานทั้งหลายยังจมปลักอยู่กับสภาพการทำงานที่ไม่ได้เอื้อให้ชีวิตงอกเงย จะมีเสรีภาพได้อย่างไร หากต้องทนอยู่กับอำนาจที่คอยแต่เงื้อดาบในมือเพื่อฟาดฟันดอกใบของต้นไม้แห่งชีวิต ปัญญาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการพูดคุยถกเถียง หากปรารถนาในความงอกเงยของปัญญาจริง หากหลงใหลในเสรีภาพทางปัญญาจริง พวกคุณก็ควรต่อสู้เพื่อให้ชีวิตของตัวเองและผู้อื่นดีพอที่จะสามารถมาถกเถียงกับพวกคุณได้ ความงอกเงยทางปัญญาจะไม่เกิดขึ้นหากขาดความงอกเงยของชีวิต

ผู้เขียนมิใช่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องยุทธวิธีการต่อสู้ แรงงานอาจรวมตัวกันสร้างเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ถกเถียง เปรียบเทียบสภาพการทำงานในแต่ละที่ แรงงานอาจเขียนบทความ ข้อความปลุกระดม แถลงการณ์ จดหมาย อาจรวมตัวกันร้องเรียนตามช่องทางที่เป็นทางการ เช่น ที่ประชุม ผู้บริหาร คณะกรรมการ สภา หรือแม้แต่หาช่องทางตามกฎหมายเพื่อต่อสู้เรียกร้อง ยุทธวิธีทั้งหมดที่กล่าวมาจะใช้ได้ผลหรือไม่ ผู้เขียนก็ไม่อาจทำนายได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างมั่นใจก็คือ หากแรงงานทั้งหลายไม่รวมตัวกันและเรียกร้อง ไม่รวมตัวแล้วบอกว่ากฎเกณฑ์ สัญญา ข้อบังคับต่าง ๆ เป็นสิ่งที่สามารถถูกทำลายและสร้างขึ้นมาใหม่ได้ บรรดาแรงงานก็จะต้องเผชิญหน้ากับอำนาจในระดับที่เข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุด

ในท้ายที่สุดนี้ ผู้เขียนขอทำให้ข้อเขียนนี้กลายเป็นคำประกาศอย่างสมบูรณ์ ด้วยการร้องเรียกให้พวกคุณ แรงงานทั้งหลาย โปรดเสาะแสวงหารูโหว่ของระบบที่สร้างความเป็นไปได้ต่อการเปลี่ยนแปลง พวกคุณจำเป็นต้องต่อต้านมันตอนนี้และในขณะที่อาศัยอยู่ภายในนั้น นี่มิใช่โลกที่เหลือพื้นที่อันสะอาดบริสุทธิ์ให้คุณออกไปยืนแล้วค่อยหันคมหอกดาบกลับเข้ามาเปลี่ยนแปลง ความคิดที่จะต่อต้านจากภายนอกก็ไม่ต่างกับการออกไปยืนในอวกาศและต่อต้าน แต่น่าเสียดายพวกคุณเป็นมนุษย์ ดังนั้นโปรดแสวงหาต่อไป เรียกร้องต่อไป ร้องตะโกนเรียกหาชีวิต และหากวันหนึ่งมาถึง วันที่ระบบเริ่มรับข้อเสนอที่พวกเราเรียกร้องต่อไปไม่ไหวก็จงเรียกร้องต่อไป นั่นเพราะชีวิตของพวกเราย่อมสำคัญกว่าระบบที่ดำรงอยู่ เราเรียกร้องด้วยความหวังว่ามันจะสิ้นสูญ อย่าได้อาลัยอาวรณ์ต่อสิ่งเลวร้ายที่สูบกินชีวิตของพวกเราเลย

เรากล้าจินตนาการถึงโลกที่ปราศจาก ‘งาน’ หรือเปล่า?

เรากล้าจินตนาการถึงโลกที่ปราศจาก ‘งาน’ หรือเปล่า?

ผู้เขียน Rawipon Leemingsawat
บรรณาธิการ Madalyn Berneri

ผมอยากจะเริ่มด้วยการกล่าวถึงเหตุการณ์สองเหตุการณ์ที่ดูจะไม่เกี่ยวข้องแต่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน เหตุการณ์แรกคือความเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดกฎหมายควบคุมเกมซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเติบโตของอุตสาหกรรม E-sport และการสตรีมเกม (การถ่ายทอดสดการเล่นหรือการแข่งขันเกม) เช่น เพื่อการควบคุมอายุ ประเภทของเกม และประเด็นที่ดูจะโดดเด่นเป็นพิเศษทั้งในแง่ความสดใหม่ของข้อเสนอและความร้อนแรงในการถกเถียง คือ ความพยายามในการควบคุมระยะเวลาในการสตรีมเกม อีกเหตุการณ์คือคำให้การต่อศาลแพ่งของอดีตสมาชิกวงไอดอลชื่อดังวงหนึ่ง ซึ่งเปิดเผยให้เห็นถึงสภาพการทำงาน เงื่อนไข ข้อตกลง ข้อจำกัด ค่าตอบแทนที่ศิลปินจะได้รับจากบริษัทต้นสังกัด และที่สำคัญ คำให้การดังกล่าวได้ปฏิเสธคำกล่าวอ้างของอดีตต้นสังกัดที่ว่าได้ดูแลศิลปินทุกคนเป็นอย่างดีมาโดยตลอด รวมทั้งปฏิเสธการอ้างว่าความนิยมที่เพิ่มขึ้นของวงดนตรีและศิลปินมาจากการบริหารจัดการที่ดีของบริษัท

ผมอยากเสนอว่าจุดร่วมของเหตุการณ์ทั้งสอง คือการถกเถียงกันเรื่องสภาพการทำงานหรือสภาพการใช้แรงงาน ในกรณีของเหตุการณ์แรก หากกล่าวถึงที่สุดแล้ว (ไม่ว่าข้อเสนอดังกล่าวจะแฝงไว้ด้วยอคติที่มีต่อการเล่นเกมอย่างไรก็ตาม) ความพยายามในการควบคุมระยะเวลาการสตรีมเกมคือความพยายามในกำกับควบคุมเวลาการทำงาน ซึ่งเห็นได้จากการอ้างถึงปัญหาด้านสุขภาพที่อาจตามมาจากการนั่งสตรีมเกมอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน ส่วนในกรณีที่สอง ในคำให้การของอดีตศิลปินที่นอกจากจะใช้หน้ากระดาษเพื่อแย้งคำฟ้องร้องทางแพ่งของอดีตบริษัทต้นสังกัดแล้ว ศิลปินยังใช้หน้ากระดาษจำนวนหนึ่งเพื่อชี้ให้เห็นถึงสภาพการทำงานที่บริษัทไม่ได้เข้ามาดูแล อำนวยความสะดวก หรือสนับสนุนให้ศิลปินสามารถสร้างชื่อเสียงอย่างที่พวกเขากล่าวอ้าง เพราะสภาพการทำงานของไอดอลกลุ่มนี้นั้นผูกอยู่กับระดับความนิยม แต่ระดับความนิยมจะเพิ่มหรือลดลงก็ขึ้นอยู่กับตัวศิลปินเอง หรือกล่าวอีกอย่างว่าเป็นภาระความรับผิดชอบของศิลปิน คำให้การข้างต้นจึงแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจในคำกล่าวอ้างของบริษัทที่ว่าได้ดูแลศิลปินเป็นอย่างดี หรือกล่าวกันอย่างถึงที่สุดแล้วก็คือการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยในสภาพการทำงานนั่นเอง

ทั้งความพยายามในการจำกัดเวลาการทำงานและความไม่พอใจต่อสภาพการทำงานเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากสภาพสังคมที่ งาน กลายเป็นศูนย์กลางของสังคม สังคมที่พยายามทำให้ทุกๆ กิจกรรมในชีวิตของมนุษย์กลายเป็นงานในความหมายที่แคบ คือ ได้รับค่าจ้าง และเป็นแหล่งที่มาหลักของรายได้เพื่อดำรงชีพ

เกมไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมยามว่างเพื่อผ่อนคลายอีกต่อไป เพราะกิจกรรมนี้ค่อยๆ ถูกพัฒนาให้เป็นอาชีพและสวมใส่เครื่องประดับที่เรียกว่างาน เพื่อต่อสู้กับคำครหาว่าเป็นกิจกรรมไร้สาระ เปล่าประโยชน์ เสียเวลา สูญค่าทางเศรษฐกิจ การต่อสู้เพื่อสถานะอันมั่นคงดังกล่าวได้ทำให้เกมกลายเป็นงานที่ต้องได้รับค่าแรง กิจกรรมยามว่างถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นงาน เมื่อเกมกลายเป็นงาน ในอีกความหมายหนึ่ง เกมก็ได้กลายเป็นแหล่งที่มาของรายได้ ดังนั้นแล้วใครก็ตามที่เล่นเกมหรือสตรีมเกมเป็นงาน พวกเขาก็จำเป็นที่จะต้องทุ่มเทเวลา ร่างกาย สมอง และความรู้สึกเข้าไปเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดี หรือหากจะกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมก็คือเพื่อให้พวกเขาสามารถดำรงชีพได้ พวกเขาจำเป็นต้องเล่นเกมหรือสตรีมเกมให้นานขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ถึงแม้คำว่า ไอดอล จะมาจากกรอบคิดว่าด้วยวัตถุที่เป็นสื่อกลางอันแสดงถึงอำนาจศักดิ์สิทธิ์ในเชิงศาสนา แต่กรอบคิดของศิลปินไอดอลก็เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ศิลปินไอดอลถูกนำเสนอในฐานะแหล่งที่มาของความสุข เป็นตัวอย่างที่ดี เป็นเป้าหมายของการเอาใจช่วย เป็นที่มาของกำลังใจ กล่าวอย่างรวบรัดก็คือ ศิลปินไอดอลคือผู้คนที่ทำหน้าที่ผลิตสร้างความรู้สึกให้แก่ผู้อื่น ในแง่นี้การผลิตสร้างความรู้สึกกำลังถูกทำให้เป็นหน้าที่เฉพาะของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ศิลปินไอดอลคือหนึ่งในนั้น พวกเขา (หรือเธอ) ทำหน้าที่ดังกล่าวโดยได้รับค่าแรง การผลิตสร้างความรู้สึกค่อยๆ กลายเป็นงานและเป็นแหล่งที่มาของรายได้เพื่อการยังชีพ เมื่อเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะด้วยงานดังกล่าวเป็นที่มาของรายได้หลักหรือเป็นความเป็นไปได้ของรายได้ในอนาคต ศิลปินไอดอลต่างทุ่มเททั้งแรงกาย สติปัญญา ความสัมพันธ์ และชีวิตเพื่อไต่ขั้นบันไดของไอดอลเพื่อไปอยู่ ณ ตำแหน่งที่สูงขึ้นอันหมายถึงชื่อเสียงและรายได้

เมื่อกิจกรรมต่างๆ กลายเป็นแหล่งที่มาของรายได้ แรงงานก็จำเป็นต้องเข้าร่วมในกิจกรรมดังกล่าวอย่างแข็งขันเพื่อให้ชีวิตของพวกเขายังสามารถดำรงอยู่ได้ สภาพเช่นนี้อาจนำไปสู่ความไม่พอใจต่อการทำงานในกรณีที่พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าสภาพการงานที่กำลังทำอยู่นั้นแย่ หรือพวกเขากำลังเผชิญหน้าอยู่กับความอยุติธรรมของสภาพการทำงาน

สภาพสังคมที่งานกลายเป็นศูนย์กลางไม่ได้ปรากฎกายออกมาในรูปลักษณ์ของความพยายามทำให้ทุกกิจกรรมกลายเป็นงานที่ได้รับเงินเท่านั้น แต่มันยังมีแง่มุมทางวัฒนธรรมอีกด้วย ดังจะเห็นได้จากความพยายามในการสร้างความชอบธรรมให้กับการเล่นเกมว่าก็เป็นอาชีพอย่างหนึ่ง เลี้ยงตัวเองได้ หรือความพยายามในการต่อต้านกรอบคิดในแง่ลบที่มีต่อวงการบันเทิงที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงการ “เต้นกินรำกิน” ด้วยการแย้งว่าการเต้นกินรำกินก็เป็นงานเช่นกัน งานกลายเป็นศูนย์กลางทั้งในเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรม มากไปกว่านี้ งานยังกลายเป็นคุณค่า เป็นอัตลักษณ์ หรืออย่างน้อยที่สุดก็กลายเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่ทุกคนในสังคมควรมี เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต่างทักทายกันด้วยคำถามที่ว่าทำงานอะไร หรือช่วงนี้ทำอะไรอยู่ การไม่ทำงานเพราะกำลังเรียนอยู่หรือกำลังหางานกลายเป็นข้อยกเว้นที่พอทำความเข้าใจได้ แต่การไม่ทำงานกลายเป็นสิ่งเลวร้ายและไม่สามารถทำความเข้าใจได้ในสังคมที่งานกลายเป็นศูนย์กลาง

ในลักษณะสังคมเช่นนี้ การถกเถียง ต่อสู้ เรียกร้องให้สภาพการทำงานต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่จึงถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ความไม่พอใจอาจนำไปสู่การปรับปรุงสภาพการทำงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม เช่น จำนวนเวลาในการทำงานอาจถูกจำกัด ต้นทุนในการพัฒนาความสามารถของแรงงานต้องไม่ตกเป็นภาระอยู่กับแรงงานแต่เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไปแต่นายจ้างจะต้องเข้ามาร่วมรับภาระในส่วนนี้ด้วย ในแง่นี้ สิ่งเหล่านี้คือความพยายามในการต่อสู้เพื่อลดระดับความรุนแรงของการขูดรีดอันนำไปสู่ช่องว่างอันแตกต่างกันระหว่างนายทุนและแรงงาน

ถึงแม้ว่าความไม่พอใจและข้อเรียกร้องต่อสภาพการทำงานจะเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น แต่สิ่งเหล่านี้ก็วางอยู่บนฐานคิดที่ว่า ‘งาน’ เป็นสิ่งที่จะต้องมีอยู่ และทุกคนก็ควรจะต้องทำงาน ดังจะเห็นได้จากความพยายามจากทุกภาคส่วนทั้ง รัฐ พรรคการเมือง สื่อ หรือภาคประชาสังคมที่จะทำให้ทุกกิจกรรมกลายเป็นงานที่ถูกต้อง มั่นคง ได้รับการยอมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสของการหวนกลับไปให้ความหมายกับสิ่งที่เมื่อก่อนไม่ถูกนับว่าเป็นงานหรือเป็นงานที่มีอยู่แต่ไม่ได้รับการพูดถึง เช่น การบอกว่าโสเภณีก็เป็นงานแบบหนึ่งที่ควรได้รับความคุ้มครอง

Andre Gorz

Andre Gorz

การดำเนินตามฐานคิดเช่นว่านำไปสู่สภาพดังที่ อังเดร กอรซ (André Gorz) ได้บรรยายไว้ว่า แทนที่พวกเราจะมุ่งทำลายล้างบรรดางานที่ได้รับค่าแรงให้หมดไป พวกเรากลับพยายามอย่างหนักเพื่อให้งานที่ไม่ได้ค่าแรงนั้นหมดไปแทน นี่คือสภาพของการลงหลักปักฐานของความคิดว่าด้วยการดำรงอยู่และความจำเป็นของงานที่ได้รับค่าจ้าง งานไม่มีวันถูกทำลายเนื่องจากมันกลายเป็นสมมติฐานขั้นต้นหรือสมการลำดับที่หนึ่งของการต่อสู้เรียกร้องหรือแม้แต่จินตนาการของสังคม

หากเราพิจารณาว่าการเรียกร้องของเหตุการณ์ทั้งสองที่ถูกยกมาในตอนต้นมีที่มาจากสภาพการทำงานซึ่งถูกจัดวางอยู่ในสภาพสังคมที่งานกลายเป็นศูนย์กลางแล้ว ข้อเรียกร้องและการถกเถียงในระดับของสภาพการทำงานหรือกระบวนการใช้แรงงานก็จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่เพียงพออีกต่อไป เนื่องจาก ปัญหามิได้อยู่ที่ระดับความเข้มข้นของความเลวร้าย ความเหนื่อยยาก ความไม่เท่าเทียม หรือความเหลื่อมล้ำที่ปรากฏในการทำงาน แต่ปัญหาอยู่ที่การดำรงอยู่ของงานในตัวมันเอง งานในลักษณะดังกล่าวโดยตัวมันเองคือสิ่งที่สร้างปัญหาให้กับผู้คน

เมื่อเป็นเช่นนี้ เป้าหมายเร่งด่วนที่ต้องกระทำ คือ การก้าวไปให้พ้นจากกรอบคิดว่าด้วยสังคมที่งานเป็นศูนย์กลาง เราจำเป็นต้องจินตนาการถึงสังคมที่กิจกรรมต่างๆ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบการทำงาน เราจำเป็นต้องยืนยันถึงความเป็นไปได้ที่ว่ามีสังคมที่งานไม่ได้เป็นศูนย์กลางอยู่ มีสังคมที่งานกลายเป็นวัตถุโบราณที่เราจะจัดแสดงไว้บนชั้นพิพิธภัณฑ์ที่ไม่มีใครต้องการ ยืนยันว่างานแบบที่เราเผชิญอยู่เป็นเพียงงานแบบหนึ่งและมนุษย์เราประกอบขึ้นมาด้วยกิจกรรมในรูปแบบอื่นๆ อีกมากมาย เป้าหมายในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเรียกร้องให้เปลี่ยนเพียงวิธีคิด (แม้จะเป็นสิ่งสำคัญก็ตาม) แต่เป็นการเรียกร้องให้ร่วมกันยืนยันถึงโลกแบบอื่นที่ดำรงอยู่ โลกดังกล่าวที่เราไม่ต้องเป็นเพียงส่วนเสริมของจักรกลนามธรรมที่ปราศจากคำพูดซึ่งเรียกว่าเศรษฐกิจอีกต่อไป

เวลาล่วงเลยมานานแล้วนับจากวันที่ คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) สิ้นลมหายใจไป แต่คำสลักบนหลุมศพของเขายังคงทรงพลัง

“Worker of all lands, unite!” [กรรมกรในทุกแห่งหน จงรวมตัวกัน!]

— ด้วยการรวมตัวกันเพื่อยืนยันถึงโลกแบบอื่นเท่านั้นที่จะทำให้โลกเปลี่ยนได้ ด้วยการรวมตัวเท่านั้นที่จะทำให้ผองเราเปลี่ยนโลกนี้ได้

นักศึกษาทั้งหลาย บัดนี้จงเชื่อฟังแต่น้อย และต่อต้านให้มาก!

นักศึกษาทั้งหลาย บัดนี้จงเชื่อฟังแต่น้อย และต่อต้านให้มาก!

Written by Rawipon Leemingsawat
Edited by Madalyn Berneri

ท่ามกลางผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ชนชั้นแรงงานจำนวนมหาศาลต้องเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ เป็นความจริงที่ไวรัสไม่เลือกชนชั้นในการแพร่ระบาด แต่โครงสร้างสังคมกลับเลือกผู้ที่ต้องทนทุกข์จากความชะงักงันของระบบเศรษฐกิจ ชนชั้นแรงงานต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งการช่วยเหลือจากรัฐ มันเป็นการต่อสู้ที่เดิมพันด้วยชีวิตเพื่อประกันว่าในเช้าของวันพรุ่งนี้พวกเขาจะมีลมหายใจไปทำงาน หลายคนใช้ชีวิตของตนเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องต่อรัฐราวกับว่ามีเพียงชีวิตเท่านั้นที่พอจะทำให้เสียงของพวกเขาดังขึ้นบ้าง แต่ทางกลับกัน ฟากฝั่งของชนชั้นนายทุน รัฐเป็นฝ่ายกุลีกุจอรีดเค้นเซลล์สมองทุกส่วนเพื่อคิดหาหนทางอุ้มพยุงนายทุนให้อยู่รอดปลอดภัยท่ามกลางวิกฤติในครั้งนี้

            ในห้วงเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดการต่อสู้ขึ้นในแทบทุกส่วนของสังคมไม่เว้นแม้แต่สถาบันที่เรียกว่ามหาวิทยาลัย เมื่อประจักษ์ต่อผลกระทบอันหนักหน่วงทางเศรษฐกิจที่เกิดแก่ผู้ปกครอง บรรดานักศึกษาจำนวนหนึ่งก็เริ่มรณรงค์เพื่อเรียกร้องมาตรการช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการลดค่าธรรมเนียมการศึกษา คืนค่าเทอม ทุนการศึกษา การผ่อนผัน ฯลฯ

            ไม่ว่าการต่อสู้ของนักศึกษาจะประสบผลสำเร็จมากน้อยหรือล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่การต่อสู้เหล่านี้เป็นเสมือนประกายไฟ เมื่อนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ เห็นผองเพื่อนลุกขึ้นมาสู้ พวกเขาก็ริเริ่มกระบวนการต่อสู้ของตัวเองบ้าง การต่อสู้ในที่หนึ่งจุดประกายให้เกิดการต่อสู้ในอีกที่หนึ่ง วงจรของการต่อสู้ถูกจุดขึ้นด้วยเชื้อเพลิงและยุทธวิธีที่แตกต่างกันออกไป

            เปลวไฟหลากสีหลายรูปแบบของการต่อสู้ในครั้งนี้ได้มอบบทเรียนจำนวนหนึ่งแก่พวกเรา มันเป็นทั้งบทเรียนที่ทำหน้าที่ปอกเปลือกสถานะอันวิเศษของมหาวิทยาลัยให้ล่อนจ้อน เป็นแสงเพลิงสาดส่องที่ปลุกเร้าความฝันและปลอบโยนบรรเทาความหนาวเย็นท่ามกลางลมพายุของวิกฤติ

            การต่อสู้ของนักศึกษาในหลายมหาวิทยาลัยต้องเผชิญหน้ากับแรงต้าน โดยเฉพาะจากคณะผู้บริหาร แน่นอนว่าเหตุผลหนึ่งที่คณะผู้บริหารออกมาต้านอย่างแข็งขัน คือการต่อสู้ครั้งนี้มุ่งเป้าไปยังคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยซึ่งกุมอำนาจตัดสินใจอยู่โดยตรง แต่อีกด้านที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือแรงต้านที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าจุดยืนของคณะผู้บริหารกับนักศึกษามีจุดยืนที่อยู่ตรงข้ามกัน และในหลายครั้งจุดยืนดังกล่าวก็ไม่อาจประนีประนอมกันได้ ผู้บริหารมองทุกสิ่งจากจุดยืนของผลกำไรขาดทุนหรือเหตุผลเชิงเศรษฐกิจ ราวกับมีเสียงเพรียกคอยกระซิบบอกพวกเขาว่าต้องทำให้มหาวิทยาลัยสะสมทุนมากยิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งเห็นได้จากท่าทีการช่วยเหลือนักศึกษาของคณะผู้บริหารที่ให้ความสนใจกับความอยู่รอดของมหาวิทยาลัยในเชิงเศรษฐกิจมากกว่าความเป็นไปของนักศึกษา รวมทั้งความพยายามที่จะช่วยเหลือนักศึกษาในรูปแบบของการออกเงินกู้ จากจุดยืนเช่นนี้ของผู้บริหาร มหาวิทยาลัยเป็นธุรกิจแบบหนึ่งที่พวกเขามีหน้าที่บริหารให้ได้มาซึ่งกำไร มหาวิทยาลัยถูกประเมินจากมูลค่าในการแลกเปลี่ยน ส่วนนักศึกษานั้นต่อสู้บนฐานที่มองว่ามหาวิทยาลัยคือสถานที่ของการเรียนรู้ การใช้ชีวิต และสังคม นักศึกษาไม่อาจขาดมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยไม่อาจขาดนักศึกษา เมื่อผู้คนที่เป็นส่วนสำคัญถึงคราวต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์วิกฤติ มหาวิทยาลัยก็สมควรเข้าช่วยเหลือ มหาวิทยาลัยในสายตาของนักศึกษาถูกประเมินจากมูลค่าการใช้งาน ไม่ใช่เรื่องกำไรขาดทุน นี่คือจุดยืนหลักที่เป็นความขัดแย้งของทั้งสองฝ่าย

            ความขัดแย้งดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า คณะผู้บริหารมิได้เป็นและมิอาจเป็นตัวกลางผู้ไกล่เกลี่ยได้ พวกเขาไม่ใช่พระผู้ช่วยซึ่งลงมาขจัดเพลิงที่กำลังเผาผลาญชีวิตนักศึกษา มิอาจเป็นผู้ปกครองที่เมตตารักใคร่นักศึกษาดุจลูกหลาน เนื่องจากพวกเขาคือผลจากความขัดแย้งอันมิอาจประนีประนอมได้ของจุดยืนที่แตกต่างกัน ผู้บริหารทำหน้าที่ปกป้องจุดยืนที่มองว่ามหาวิทยาลัยคือส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยมอันมิอาจสะดุดหรือหยุดยั้งได้ มีแต่ต้องก้าวหน้า ต้องผลิตให้มากขึ้น ต้องมีกำไรมากขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด พวกเขาคือส่วนหนึ่งของตรรกะความคิดแบบทุนนิยมที่ครอบงำมหาวิทยาลัยอยู่

            นอกจากนี้ บรรดาแรงต้าน ความเฉื่อยชา และความล่าช้าที่ผู้บริหารมีต่อข้อเรียกร้องของนักศึกษายังแสดงให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยคือสถานที่ของความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบไม่เท่าเทียมที่ฉาบเคลือบไว้ด้วยโวหารของประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วม จริงอยู่ที่มหาวิทยาลัยมีองค์กรที่มาจากกระบวนการเลือกตั้งของนักศึกษา แต่ก็เป็นความจริงอีกเช่นกันว่าองค์กรเหล่านั้นมิได้ถือครองตำแหน่งที่มีอำนาจในการตัดสินใจความเป็นไปของมหาวิทยาลัย การคงอยู่และดับไปของทั้งมหาวิทยาลัย (และองค์กรเหล่านั้น) ขึ้นอยู่กับคณะผู้บริหาร ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขามิได้มีส่วนต้องรับผิดรับชอบใดๆ ต่อนักศึกษา ผู้บริหารอยู่ในตำแหน่งของอำนาจที่จะเลือกรับฟังใครและจะไม่รับฟังใคร แม้แต่ในมาตรฐานของประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่มีข้อจำกัดมหาศาล สิ่งเหล่านี้ไม่ควรนับว่าเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยเลย เราอาจเว้นที่ว่างไว้ให้กับการขบคิดว่ารูปแบบการมีส่วนร่วมในการบริหารมหาวิทยาลัยควรจะมีหน้าตาเช่นไร แต่สิ่งที่ชัดเจนในตอนนี้คือต้องไม่ใช่รูปแบบที่ผู้บริหารเป็นใหญ่ และไม่ต้องรับฟังเสียงจากผู้อื่นอย่างที่เป็นอยู่เช่นนี้แน่

            แน่นอนว่าจุดประสงค์เบื้องต้นที่สุดของการเรียกร้องมาตรการช่วยเหลือต่างๆ โดยเฉพาะการลดค่าธรรมเนียมการศึกษา คือความต้องการมาตรการเพื่อช่วยค้ำจุนชีวิตของนักศึกษาให้พอผ่านพ้นช่วงวิกฤติครั้งนี้ไปได้ อย่างไรก็ตาม บทเรียนที่พวกเราได้รับจากการต่อสู้ไม่ได้มีเพียงแค่นี้ สิ่งนี้ไม่ใช่นัยความสำคัญทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ในครั้งนี้ การมุ่งเป้าไปยังค่าธรรมเนียมการศึกษาได้ฉายให้เห็นอีกด้านของรายจ่ายสำหรับนักศึกษาส่วนนี้ บรรดาค่าธรรมเนียมการศึกษาที่มหาวิทยาลัยจัดเก็บนอกจากจะเป็นรายได้ส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย ค่าธรรมเนียมการศึกษายังเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดระเบียบความสัมพันธ์ที่นักศึกษามีต่อมหาวิทยาลัยอีกด้วย ไม่ต่างอะไรกับความสัมพันธ์ของแรงงานกับค่าแรงเลย ค่าธรรมเนียมการศึกษาได้ทำให้นักศึกษากลายเป็น “ลูกค้า” ของมหาวิทยาลัย นักศึกษาไม่ใช่เจ้าของร่วมของมหาวิทยาลัย หากเป็นแค่เพียงผู้เข้ามาใช้งานที่จ่ายเงินมาแล้วจากไป จริงอยู่ว่าในพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนสมบูรณ์ สถานะของลูกค้าและผู้ขายต่างเท่าเทียมกัน การแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นต้องกัน สถาพเช่นนี้คือยูโทเปียอันสมบูรณ์พร้อมของความเท่าเทียม แต่นั่นก็แค่ภาพฝันอันแสนหวาน ในบริบทของมหาวิทยาลัย ไม่ใช่นักศึกษาทุกคนจะสามารถบอกได้ว่า “ฉันไม่พอใจสถาบันของพวกคุณ ดังนั้นลาก่อน” ใช่แล้ว ไม่ใช่ทุกคนจะมีทางเลือกมากขนาดนั้นในโลกที่โครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกำลังทำให้คำว่าเสรีภาพกลายเป็นดั่งคำพูดที่เป็นจริงเพียงครึ่ง ในโลกที่ใบประกาศและชื่อชั้นของสถาบันเป็นสิ่งสำคัญ และเมื่อพิจารณาเรื่องราวหลังจากนั้น ครั้นเมื่อเด็กคนหนึ่งตกลงใจเข้ามาเรียนด้วยความสมัครใจ ภายหลังการกลายเป็นนักศึกษา พวกเขาก็ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่ผู้ขายมีเหนือพวกเขา “คุณต้องเคารพกฎกติการการอยู่ร่วมกัน (ที่ถูกกำหนดจากผู้มีอำนาจ)” นี่หรือคือความสัมพันธ์อันเท่าเทียมของลูกค้า เปล่าเลย นักศึกษาเป็นลูกค้าที่มีความสัมพันธ์ทางอำนาจไม่เท่าเทียมกับมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน นักศึกษาเป็นเพียงผู้รับบริการ เป็นเพียงลูกค้าผู้ที่อาจออกเสียงบ่นได้พอประมาณ เป็นเพียงลูกค้าที่ทำได้แค่เสียดสีประชดประชันให้ผู้บริหารได้พอแสบคันเล็กน้อยก็เพียงเท่านั้น

            ดังนั้นในแง่นี้ การต่อสู้เรื่องค่าธรรมเนียมการศึกษากำลังแสดงให้เห็นถึงนัยของการต่อสู้เรื่องความสัมพันธ์ทางอำนาจ การต่อสู้ดังกล่าวมิใช่แค่เพื่อค่าธรรมเนียมที่ถูกลง หากแต่กำลังแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อโครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียม บรรดานักศึกษากำลังดำเนินการรื้อถอนโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจในมหาวิทยาลัยเสียใหม่ ประติมากรรมทางอำนาจแสนอัปลักษณ์กำลังถูกถอน ดังที่เห็นได้จากการยืนยันว่ามหาวิทยาลัยต้องช่วยเหลือนักศึกษาผู้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย ยืนยันว่ามหาวิทยาลัยไม่ควรคิดคำนึงการบริหารจัดการในแง่ผลกำไรขาดทุน ผ่านการต่อสู้เรื่องค่าธรรมเนียมการศึกษา นักศึกษากำลังถมทางขึ้นไปท้าทายบรรดาผู้ซึ่งนั่งอยู่บนยอดสูงของโครงสร้างอำนาจ เครื่องมือที่ครั้งหนึ่งเคยสถาปนาความเหนือกว่าของผู้บริหารกำลังกลายเป็นช่องทางในการจู่โจมเพื่อท้าทายสถานะนำของพวกเขา ค่าธรรมเนียมการศึกษากำลังกลายเป็นสนามของการต่อสู้เพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางอำนาจชุดใหม่ การต่อสู้เหล่านี้กำลังมอบความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับผู้คน มันคือความเป็นได้ในการปฏิเสธสัจพจน์ที่ว่าโลกนี้ต้องดำรงอยู่บนตรรกะทางเศรษฐกิจเท่านั้น เพียงแต่ความเป็นไปได้เหล่านี้จะเกิดขึ้นและเป็นจริงได้ก็ด้วยการลุกขึ้นต่อสู้ให้ได้มา มิใช่การรอพระมาโปรดหรืออ้อนวอนร้องขอความกรุณาแต่อย่างใด

นักศึกษาทั้งหลาย โปรดขุ่นเคืองให้มาก พอใจให้น้อย จงเชื่อฟังแต่น้อย และต่อต้านให้มาก !!!