เป็นคอมมิวนิสต์ซื้อของแบรนด์เนมได้หรือไม่?

เป็นคอมมิวนิสต์ซื้อของแบรนด์เนมได้หรือไม่?

ผู้เขียน:
Peranat Pruksarat
Sarid Siriteerathomrong
Rawipon Leemingsawat

หนึ่งในคำถามของพวกปฏิกิริยาที่มีต่อเราชาวคอมมิวนิสต์คือ เป็นคอมมิวนิสต์ใช้ของแบรนด์เนมได้ด้วยหรือ เมื่อพวกปฏิกิริยาเห็นว่าบรรดาสหายของพวกเราเดินเข้าห้างสรรพสินค้าและใช้ของแบรนด์เนม พวกเขาก็ต่างพากันเยาะเย้ยถากถางว่าพวกคอมมิวนิสต์เป็นพวกกลับกลอกหน้าไหว้หลังหลอกโดยแท้ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เราขอเสนอว่ามูลเหตุสำคัญมี 2 ประการ กล่าวคือ หนึ่ง พวกปฏิกิริยาเข้าใจว่าพวกคอมมิวนิสต์ต้องการเสนอให้สังคมย้อนหลังกลับไปเป็นสู่สังคมบุพกาล พวกเขาเข้าใจว่าสังคมบุพกาลเป็นสังคมที่มีความเท่าเทียมจากการที่สังคมมีพลังการผลิตที่ต่ำและการแบ่งงานที่ไม่ชัดเจน ผู้คนในสังคมจึงมีวิถีชีวิตที่คล้ายคลึงรักใคร่กลมเกลียว คอมมิวนิสต์ตามความเข้าใจของพวกปฏิกิริยาจึงหมายถึง พวกต่อต้านเทคโนโลยี พวกบูชาความลำบาก และเป็นพวกไดโนเสาร์ สอง พวกปฏิกิริยาเข้าใจว่าผลิตผลใดๆ ในโลกล้วนมาจากระบบทุนนิยมราวกับว่าระบบทุนนิยมคือพระผู้ทรงมหิทธานุภาพที่สามารถบัลดาลสรรพสิ่งดั่งใจปรารถนา มันจึงเป็นเรื่องน่าเย้ยหยันเมื่อพวกคอมมิวนิสต์ต่างมุ่งหน้าไปสู่ห้างสรรพสินค้าแทนที่จะกลับไปทำไร่ไถนาอย่างสามัคคี

เราคิดว่าเหตุผลข้างต้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและสมควรได้รับการโต้แย้ง หากโลกทุนนิยมแบบที่เป็นอยู่มีปัญหาเราควรเปลี่ยนแปลงมัน แต่หากข้อสมมติฐาน (Hypothesis) เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงได้มุ่งเป้าพาเรากลับไปยังสังคมบุพกาลพวกเราจะต่อสู้ไปเพื่ออะไร หากข้อสมมติฐานเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการต่อสู้คือการทำให้ตัวเองต้องลำบากพวกเราจะต่อสู้ไปเพื่ออะไร หากข้อสมมติฐานเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของพวกเราไม่ได้ดีขึ้นพวกเราจะต่อสู้ไปเพื่ออะไร สมมติฐานเกี่ยวกับสังคมคอมมิวนิสต์จึงหมายถึงสังคมที่ดีกว่าสังคมทุนนิยมและดีกว่าสังคมบุพกาล คอมมิวนิสต์ไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยี ไม่ได้บูชาความยากลำบาก เราเพียงต้องการชีวิตที่ดีกว่าเดิม ชีวิตที่ดีกว่าเดิมหมายถึงการที่เราทุกคนอยู่ในสังคมที่มีพลังการผลิตที่ก้าวหน้า และสิ่งที่สังคมทุนนิยมให้ไม่ได้แต่สังคมคอมมิวนิสต์ให้ได้ก็คือ ข้อสมมติฐานที่ว่าเราทุกคนจะได้เป็นเจ้าของความมั่งคั่งที่เกิดจากพลังการผลิตที่ก้าวหน้าภายในสังคมทั้งหมด พวกปฏิกิริยาอาจสงสัยว่าสังคมที่ก้าวหน้าขนาดนี้จะอุบัติขึ้นได้อย่างไร เราจึงขอฝากไปยังพวกปฏิกิริยาว่านี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่เราทุกคนต้องเผชิญหรอกหรือ ยุคสมัยได้เชิญชวนให้ท่านทั้งหลายเข้าร่วมเป็นคอมมิวนิสต์และหาทางทำให้ข้อสมมติฐานดังกล่าวเป็นจริง

การมุ่งหน้าไปยังห้างสรรพสินค้าจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะพวกเราต่อต้านระบบทุนนิยมไม่ได้ต่อต้านผลิตผลของมนุษย์ ความคิดนี้วางอยู่บนฐานคิดที่ว่าผลิตผลต่างๆ ล้วนเกิดขึ้นมาจากการร่วมมือของแรงงาน วัตถุดิบ เครื่องมือในการผลิต องค์ความรู้ บรรดาปัจจัยการผลิตล้วนแต่เป็นการตกตะกอนของแรงงานทั้งสิ้น “ใครกันคือผู้สร้างโลกใบนี้ขึ้นมา คือพวกเราชนชั้นผู้ใช้แรงงาน” ความสัมพันธ์ทางการผลิตในระบบทุนนิยมทำให้นายทุนสามารถริบเอาดอกผลจากแรงงานไปเป็นของตัวเองได้ ทุนเป็นเพียงปรสิตคอยสูบเลือดสูบเนื้อเอาชีวิต ฐานคิดเช่นนี้ทุนไม่ได้ผลิตสร้างสิ่งใดเลย ทุนแค่เพียงฉกฉวยดอกผลจากแรงงาน ทุนฉีกกระชาก ประกอบสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาใหม่และนำออกขายเพื่อผลกำไร ทุนกล่าวว่ากำไรจงเจริญ! ข้อพิสูจน์ฐานคิดแบบนี้ที่ดีที่สุดคือการจินตนาการถึงกระบวนการใช้แรงงานที่ปราศจากระบบทุนนิยมและกระบวนการใช้แรงงานโดยปราศจากแรงงาน ในขณะที่จินตนาการแบบแรกเป็นสิ่งที่เป็นไปได้แต่ในกรณีหลังกลับเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะเมื่อไม่มีแรงงานแล้วกระบวนการใช้แรงงานจะดำรงอยู่ได้อย่างไร เมื่อไม่มีกระบวนการใช้แรงงานสิ่งต่างๆ จะถูกผลิตขึ้นมาจากอะไร

สถานการณ์ในตอนนี้เราทุกคนอยู่ในระบบทุนนิยม ทุนนิยมเป็นโครงสร้างหลักของชีวิต ข้อเสนอนี้ไม่ได้กำลังจะกล่าวว่าเราไม่มีวันทำลายล้างระบบทุนนิยมหรือจงละทิ้งความหวังและจินตนาการถึงโลกที่ดีกว่าเสียเถิด ไม่ใช่แน่นอน เรากำลังจะกล่าวว่าหากเราไม่บริโภคแล้วเราจะมีชีวิตอยู่อย่างไร เมื่อทุกๆ การแลกเปลี่ยนและการบริโภคได้ถูกระบบทุนนิยมผนวกรวมเข้าสู่ตรรกะของมัน การเสนอให้ปฏิเสธไม่บริโภคสินค้าจึงเป็นเพียงความคิดอันไร้เดียงสาของพวกปฏิกิริยาตัวน้อยที่มุ่งหวังให้ชาวคอมมิวนิสต์เข้าไปอยู่ในโลกเศรษฐกิจพอเพียงอันไร้มลทินมัวหมองของพวกเขา พวกปฏิกิริยาตัวน้อยเหล่านี้นี่แหละที่จะคอยชี้หน้าไล่บี้สหายทั้งหลายที่เดินเข้าห้างสรรพสินค้าและใช้ของแบรนด์เนม พวกเขาอาจมอบความหวังดีจอมปลอมเล็กๆ น้อยๆ ให้กับสหายด้วยการเสนอให้เลิกใช้สินค้าจากทุนข้ามชาติแต่สนับสนุนให้หันมาบริโภคสินค้าของทุนในชาติแทน แน่นอนว่าผลลัพธ์ของมันคือชาตินิยมและการตอกย้ำมายาภาพเศรษฐกิจพอเพียงให้พวกกษัตริย์นิยม การปฏิเสธไม่บริโภคสินค้าด้วยการทำสิ่งต่างๆ เอง กลับไปใช้ควายไถนาเอง ซักผ้าเอง สร้างคอมพิวเตอร์เอง และการไม่สนับสนุนสินค้าต่างชาติต่างเป็นยุทธวิธีที่ผิดพลาดในการทำลายล้างระบบทุนนิยม เนื่องจากวิธีแรกปฏิเสธพลังการผลิตที่ก้าวหน้า วิธีที่สองเป็นเพียงการต่อต้านลักษณะการผูกขาดของทุนข้ามชาติไม่ใช่การต่อต้านทุนทั้งระบบ

ข้อเสนอของพวกเราคือปล่อยให้พวกปฏิกิริยาโอบกอดข้อวิจารณ์เชิงศีลธรรมดังกล่าวไว้ให้แน่น ส่วนพวกเราโอบกอดความเป็นจริง แต่ยังไม่เลิกล้มความตั้งใจที่จะแสวงหาโลกที่ดีกว่าทุนนิยม หากท่านเป็นผู้โอบกอดความเป็นจริงคำถามที่ตามมาคือ What is to be done ? นี่เป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องช่วยกันขบคิด ศีลธรรมแบบใดที่เหมาะที่ควรแก่บรรดาผู้ต่อต้านทุนนิยม กลยุทธ์แบบไหนที่จะนำทางพวกเรา ยุทธวิธีแขนงใดจะสำเร็จผล หรือที่สำคัญที่สุดคือ เราจะใช้ชีวิตอยู่ในโลกทุนนิยมไปพร้อมกับต่อต้าน รื้อ ทำลายระบบทุนนิยมและสร้างโลกใหม่ไปพร้อมๆ กันอย่างไร

——–

เครดิตภาพปกจาก: https://wordlesstech.com/famous-logos-communist-regimes/

——–

บทวิพากษ์ว่าด้วยประชาธิปไตยปากว่าตาขยิบ และบริษัทที่ชื่อว่ามหาวิทยาลัย

บทวิพากษ์ว่าด้วยประชาธิปไตยปากว่าตาขยิบ และบริษัทที่ชื่อว่ามหาวิทยาลัย

ผู้เขียน Sarid Siriteerathomrong
บรรณาธิการ Peam Pooyongyut

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการประท้วงชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหารจากคนหลายกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มนักเรียน นักศึกษาซึ่งเป็นหัวหอกสำคัญของคนรุ่นใหม่เพื่อปลดปล่อยประเทศไทยสู่ระบอบประชาธิปไตย การต่อสู้ที่ถูกจุดประกายโดยกลุ่มคนเหล่านี้เป็นเชื้อไฟอย่างดีที่ลุกลามไปสู่คนเจเนอเรชั่นอื่นๆ ให้ลุกขึ้นมาสู้เคียงข้างพวกเขาในโครงการการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้ โดยข้อเรียกร้องหลักของการต่อสู้ครั้งนี้มีสามประการหลักคือ 1).รัฐบาลเผด็จการชุดปัจจุบัน ต้องยุบสภา 2).เรียกร้องให้ หยุดคุกคามประชาชน และ 3).ต้องทำการ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย อีกทั้งยังมีข้อเรียกร้องระหว่างบรรทัดในอีกหลายประเด็นย่อยที่สำคัญ จะเห็นได้ว่าข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุม มิได้ มีข้อใดที่ละเมิดกฎหมายหรือละเมิดสิ่งที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้สามารถกระทำได้

ขอบคุณภาพจาก prachachat.net

กระนั้นก็ตาม หากท่านได้ติดตามข่าวไม่ว่าจะด้วยช่องทางใดท่านคงจะเห็นความพยายามในการคุกคามแกนนำ ผู้ปราศรัย หรือผู้ใดก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมต่อต้านจากรัฐบาลเผด็จการทหารด้วยข้อเรียกร้องข้างต้น ซึ่งผู้เขียนขอประณามการกระทำเหล่านี้ แต่ยังมีกลุ่มบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งที่ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยคือ กลุ่มผู้บริหารมหาวิทยาลัย นักการเมือง ผู้หลักผู้ใหญ่ที่น่าเคารพ ทั้งหลาย ถึงแม้ว่าท่านๆ เหล่านี้จะออกปากบอกว่าสนับสนุนการชุมนุมและข้อเรียกร้องของนักศึกษา แต่การกระทำนั้นกลับตรงกันข้าม ผู้เขียนจึงอยากจะขอกล่าวถึงกรณีสำคัญดังต่อไปนี้

หนึ่ง ผู้เขียนอยากจะยกกรณีของมหาวิทยาลัยและผู้บริหารมหาวิทยาลัยรวมไปถึงอาจารย์ทั้งหลาย ที่ภายหลังจากมีการชุมนุมใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา ได้มีบุคคลในตำแหน่งรองอธิการบดีออกประกาศส่วนตัวเพื่อขอโทษต่อสาธารณะด้วยสาเหตุว่า มีนักศึกษาที่ชุมนุมปราศรัยเกินขอบเขตของกฎหมายซึ่งอาจจะสร้างความขุ่นเคืองใจต่อคนทั่วไป ภายหลังจากนั้นก็มีประกาศจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างเป็นทางการ ออกมาขอโทษในทำนองเดียวกับอาจารย์คนก่อนหน้า ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีนักการเมืองฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลอีกจำนวนหนึ่งที่ออกหน้า ปราม นักศึกษาในนามของ ความห่วงใยและประสบการณ์ที่ตนมีมาก่อน ผู้เขียนรู้สึกเสียใจและผิดหวังอย่างยิ่งต่อผู้บริหารและมหาวิทยาลัยรวมไปถึงพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่มักนำเอาภาพลักษณ์ของ ‘การเป็นผู้รักในประชาธิปไตย’ มาอธิบายตนเองอยู่เสมอ มิพักต้องไปพูดถึงความกลับกลอกปลิ้นปล้อน เอาตัวรอดในกรณีที่ผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตกปากรับคำกับนิสิตของตนว่ายินดีที่จะให้จัดชุมนุมภายในพื้นที่มหาวิทยาลัยได้ แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าจะมีการชุมนุม ผู้บริหารจุฬาฯ กลับออกประกาศว่าไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่เพื่อจัดชุมนุม โดยให้เหตุผลว่าเป็นห่วงนิสิตจุฬาฯและประชาคมจุฬาฯ ทั้งในแง่สวัสดิภาพและความปลอดภัย แต่ในทางกลับกันเมื่อปี 53จุฬาฯ กลับยินดีที่จะให้ม็อบ กปปส. ใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยเพื่อชุมนุม ถึงขั้นออกหนังสือมวลมหาจุฬาชนเพื่อรำลึกถึงการชุมนุม

สอง ผู้เขียนจะขอยกกรณีของคณะๆ หนึ่งที่พร่ำสอนการเมืองในมหาวิทยาลัย และเป็นคณะที่ผู้เขียนจบการศึกษามา โดยกรณีนี้มีนักศึกษาผู้รักประชาธิปไตยจำนวนหนึ่งต้องการแขวนป้ายที่ตึกของคณะเพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องหลักสามประการ แต่นักศึกษาเหล่านั้นกลับต้อง ขออนุญาต กับทางคณะก่อนตามระเบียบของการขอใช้พื้นที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่สิ่งที่ไม่สามารถเข้าใจและไม่อาจยอมรับได้ก็คือ ทางคณะตั้ง “เงื่อนไข” กับนักศึกษาไว้ 4 ข้อ เงื่อนไขข้อ 1-3 ดูจะไม่มีปัญหาอะไร แต่เงื่อไขข้อ 4 ที่ทางคณะตั้งไว้คือ ‘หากเกิดประเด็นหรือปัญหาใดเกิดขึ้น ทางนักศึกษาจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบด้วยตนเอง’ เงื่อนไขข้อนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะออกมาจากคณะที่ซึ่งคอยพร่ำสอนการเมืองให้บัณฑิตหลายต่อหลายรุ่น ผู้เขียนขอประณามการกระทำนี้ของทางคณะอย่างหัวชนฝา

จากสองกรณีข้างต้น นอกจากการประณามแล้ว ผู้เขียนอยากจะขอโต้แย้งและพูดข้อเสนอจากความคิดเห็นของผู้เขียน

กรณีที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยและนักการเมืองที่อ้างตนว่าเป็นผู้รักประชาธิปไตยออกประกาศลอยแพและห้ามปรามนักศึกษา ผู้เขียนอยากจะโต้แย้งการกระทำดังกล่าวด้วยเหตุผลดังนี้ การที่คนในตำแหน่งรองอธิการบดีหรือตำแหน่งผู้บริหารของพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยประกาศขอโทษในสิ่งที่นักศึกษาทำลงไป ในแง่หนึ่งมันยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญเผด็จการที่ชอบกล่าวอ้างว่าผ่านการเห็นชอบจากคนส่วนใหญ่ ทั้งที่ในความเป็นจริงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไร้ซึ่งความชอบธรรมใดๆ เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างโดยเผด็จการและถูกเห็นชอบโดย ส.. ที่เป็นกลุ่มบุคคลเพียงหยิบมือที่พวกเขาเลือกมาให้เป็นขี้ข้าตน แต่กลับมาอ้างว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบต่อรัฐธรรมนูญนี้ ในอีกแง่หนึ่ง การออกมาขอโทษเช่นนี้มันไปทำลายความชอบธรรมและลดทอนข้อเสนอของการชุมนุม การขอโทษแทนนักศึกษาทำให้การใช้สิทธิของนักศึกษากลายเป็นเพียงการกระทำที่ผิดกฎหมายรวมถึงกฎหมู่ (ของคนบางกลุ่ม) ข้อเรียกร้องต่างๆ ของผู้ชุมนุม ไม่มี ข้อไหนเลยที่จะก้าวล่วงหรือเกินขอบเขตของกฎหมายและรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้และเป็น สิทธิ ที่พึงกระทำได้ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย สิ่งที่คณาจารย์ นักการเมืองและผู้บริหารมหาวิทยาลัยพึงกระทำก็คือ ต้องยืนยันในสิทธิ ดังกล่าวของนักศึกษาด้วยการออกมาปกป้องพวกเขา โอบอุ้มพวกเขา สนับสนุนพวกเขาและถึงที่สุดแล้วคือเข้าร่วมกับพวกเขา มิใช่การผลักไสและตัดช่องน้อยแต่พอตัว

ส่วนในกรณีที่สอง การตั้งเงื่อนไขของคณะที่สอนการเมืองต่อการขออนุญาตติดป้ายสนับสนุนข้อเรียกร้องของนักศึกษา กรณีนี้ทำให้เกิดวิวาทะหนึ่งขึ้นมาคือ “ทางคณะเคารพเสรีภาพในการพูดของผู้จัดโดยทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ให้บริการเรื่องสถานที่เท่านั้น มิได้มีพันธะในการรับผิดชอบใดๆ ต่อตัวผู้จัดหากเกิดปัญหาขึ้น” หากมองตามตรรกะที่แข็งทื่อแบบที่ข้อเสนอนี้กล่าวมา มันก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เพราะคณะเป็นเพียงผู้เอื้ออำนวยสถานที่เท่านั้น ไม่ได้มีพันธะรับผิดชอบใดๆ การแสดงออกถึงเสรีภาพของปัจเจกสามารถทำได้ แต่ปัจเจกนั้นต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนกระทำไป ผู้เขียนอยากจะขอโต้แย้งว่า การมองเช่นนี้สุดโต่งและวางอยู่บนการอธิบายความสัมพันธ์แบบตลาด ตรรกะตลาดเช่นนี้ได้ลดทอน/ละเลยบทบาทด้านอื่นๆ ของมหาวิทยาลัยให้เหลือเพียงความสัมพันธ์แบบผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ทั้งที่จริงแล้วสถานศึกษาควรจะต้องเป็นพื้นที่ที่เหมาะแก่การบ่มเพาะอุดมการณ์ ความคิดสร้างสรรค์มิใช่สถานที่แห่งการบังคับกดขี่และง่ายต่อการคุกคามจากอำนาจนอกสถานศึกษา คณาจารย์และสถานศึกษามีพันธะที่จะต้องปกป้องหน่อเนื้อเชื้อไขของประชาธิปไตยมิใช่หรือ? สถานศึกษาต้องปกป้องการเป็นพื้นที่แห่งการตั้งคำถามและการแสดงออกมิใช่หรือ? การเปิดทางให้อำนาจเถื่อนคุกคามถึงในสถานศึกษาจึงก่อให้เกิดคำถามว่า สถานศึกษาแห่งนั้นมีไว้ทำไม? โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคณะที่พร่ำสอนเรื่องประชาธิปไตยให้กับนักศึกษาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

สุดท้ายนี้ผู้เขียนจะขอยกข้อความตอนหนึ่งจากหนังสือ การศึกษาของผู้ถูกกดขี่ (Pedagogy of The Oppressed) ของ เปาโล เฟรเร เพื่อเป็นการเตือนสติและชักชวนให้ท่านทั้งหลายได้ขบคิดกับสถานการณ์ปัจจุบันของขบวนการนักเรียนนักศึกษา และเพื่อเรียกร้องให้ท่านที่ยังแคลงใจได้เข้าร่วมกับการเรียกร้องครั้งนี้

เมื่อมีการสถาปนาความสัมพันธ์ของการกดขี่ขึ้น ความรุนแรงก็เริ่มต้นขึ้นเรียบร้อยแล้ว ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติว่า ความรุนแรงถูกริเริ่มโดยผู้ที่ถูกกดขี่ก่อนเลย ผู้ถูกกดขี่จะเป็นต้นเหตุของความรุนแรงได้อย่างไรกัน ในเมื่อพวกเขาเองก็เป็นผลของความรุนแรงนั้น จะเป็นไปได้อย่างไรที่พวกเขาจะให้การสนับสนุนสิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องตกอยู่ในสถานะผู้ถูกกดขี่? จะไม่มีทางมีสิ่งที่เรียกว่าผู้ถูกกดขี่ หากไม่มีสถานการณ์ความรุนแรงที่ทำให้พวกเขายอมจำนนเกิดขึ้นก่อนหน้า


ความรุนแรงเริ่มต้นโดยคนที่กดขี่ คนที่เอารัดเอาเปรียบ และคนที่มองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของคนอื่น ไม่ใช่คนที่ถูกกดขี่ คนที่ถูกเอาเปรียบ หรือคนที่ถูกมองข้ามความเป็นมนุษย์ ความเกลียดชังไม่ได้ถูกทำให้เกิดขึ้นโดยคนที่ไม่เป็นที่รัก แต่จากคนที่ไม่สามารถรักได้เพราะพวกเขาไม่เคยรักใครเลยนอกจากตัวเอง ความหวาดกลัวไม่ได้เกิดขึ้นโดยคนที่ไร้ทางสู้ ซึ่งตกอยู่ใต้อำนาจของความหว
ดกลัว แต่จากคนหัวรุนแรงที่มีอำนาจสร้างสถานการณ์ การปกครองแบบเผด็จการไม่ได้เกิดขึ้นโดยผู้ที่ถูกปกครองภายใต้ระบอบเผด็จการ แต่จากพวกที่นิยมและสนับสนุนเผด็จการ ความไร้มนุษยธรรมไม่ได้ถูกทำให้เกิดขึ้นโดยผู้ที่ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาถูกปฏิเสธ แต่จากคนที่ปฏิเสธความเป็นมนุษย์ของคนอื่น”

ศักดินาจงพินาศ ประชาราษร์จงเจริญ