คนรวยต่างหากที่กำลังเผาโลก

คนรวยต่างหากที่กำลังเผาโลก

ผู้แปล สหายคำผาน
ต้นฉบับโดย
แม็กซ์ ลอว์สัน (Max Lawson) ใน “The Rich Are the Ones Burning the Planet” 



งานศึกษาหลายชิ้นชี้ว่า ความเหลื่อมล้ำที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั้นเกี่ยวพันกับการล้างผลาญโลกอย่างใกล้ชิด เราไม่อาจกอบกู้โลกไว้ได้หากเราไม่ยอมเผชิญหน้ากับ
กลุ่มคนรวย

เมื่อปี 2018 ฝรั่งเศสเป็นอัมพาตหลังการประท้วงอย่างต่อเนื่องของขบวนการต่อต้านนโยบายของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง (President Emmanuel Macron) ที่ต้องการขึ้นภาษีน้ำมันพร้อม ๆ กับยกเลิกภาษีความมั่งคั่งของกลุ่มมหาเศรษฐี เหล่าผู้ประท้วงกลายมาเป็นที่รู้จักในนาม gilets jaunes หรือ “เสื้อกั๊กเหลือง” พายุความโกรธถาโถมเข้าใส่ประธานาธิบดีจนเขาต้องยอมยกเลิกการขึ้นภาษีน้ำมัน และยกเลิกการกำหนดนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศที่ไม่คิดถึงคนชนชั้นอื่น มาครงโดนนโยบายที่ไม่คำนึงถึงคนอื่นโต้กลับอย่างรุนแรง

ด้วยความที่ว่ายุโรปเพิ่งประสบปัญหาราคาก๊าซและพลังงานแพงหูฉี่ในช่วงหน้าหนาวนี้ บางคนก็กล่าวว่า นี่คือโอกาสเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาแบบทันท่วงที (shock treatment) เพื่อให้เราทุกคน “เคยชิน” กับพลังงานที่แพงขึ้นและการถูกบีบให้ใช้พลังงานน้อยลง

ความทุกข์ทรมานที่โหมเข้ามาอย่างหนัก ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมากได้ส่งผลกระทบต่อคนยากคนจนไปทั่วทวีป บีบให้คนส่วนมากต้องเลือกว่าจะอยู่อย่างอบอุ่นหรือมีกิน การต้องสละตัวเองเช่นนี้ดูโหดร้ายสำหรับข้าพเจ้า และข้าพเจ้ามองว่า ความทุกข์ยากเหล่านี้แทบไม่ได้เกิดขึ้นจากน้ำมือของกลุ่มคนที่ต้องดิ้นรนเพื่อจ่ายค่าฮีทเตอร์เลยด้วยซ้ำ

นี่คือความอัปยศทางการเมือง เราจะสร้างความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจขนานใหญ่ที่จำเป็นต่อการหยุดสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) ได้ก็ต่อเมื่อคนทั้งสังคมเห็นพ้องต้องกันและเชื่อมั่นว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าเราจะบังคับให้คนทำอะไรได้เหมือนบังคับให้กินน้ำมันตับปลา ปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศ (climate action) มีความเสี่ยงมากที่จะกลายมาเป็นสิ่งที่ไปกะเกณฑ์คนอื่น กลายเป็นเรื่องของชนชั้นนำเสรีนิยม และจะถูกนักประชานิยมฝ่ายขวาทุกแห่งหนประณามอย่างหนัก และทำให้โลกเราเจอหายนะเร็วยิ่งขึ้น

รากของปัญหาเหล่านี้มาจากการมองไม่ออกว่า สภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นปัญหาระหว่างชนชั้น มันถูกมองว่าเป็นเรื่องระหว่างประเทศ ระหว่างประเทศรวยกับประเทศกำลังพัฒนา  แต่ถ้านับเป็นการปล่อยก๊าซรายบุคคล การปล่อยก็จะถูกนับเป็นปริมาณเฉลี่ยต่อหัวในแต่ละประเทศอยู่ดี

จริงที่ว่า ทุกคนในประเทศร่ำรวยต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจน แต่ค่าเฉลี่ยของแต่ละประเทศก็ไม่ได้บอกอะไรเรามากนัก โชคดีที่งานวิจัยชิ้นใหม่จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกำลังได้รับความสนใจ พวกเขาสำรวจการปล่อยก๊าซคาร์บอนของกลุ่มคนที่มีรายได้ต่างกัน โดยเฉพาะในกลุ่มคน 10 % และ 1% บนยอดพีระมิด

 

ความเหลื่อมล้ำจากการปล่อยมลพิษ: ข้อมูลบอกอะไรเราบ้าง?

พูดง่ายๆ ก็คือ วิกฤตสภาพภูมิอากาศเกิดจากชนชั้นที่ร่ำรวยที่สุดในทุกประเทศ พวกเขาคือกลุ่มคนที่กำลังพาเราร่วงหล่นหน้าผาแห่งการล่มสลายของโลก

งานวิจัยของ Oxfam ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์มพบว่า :

  • การปล่อยมลพิษรายหัวของคน 1% บนยอดพีระมิดนั้นสูงกว่าคน 50 % ด้านล่างถึง 100 เท่า และสูงกว่าที่ตั้งเป้าไว้ในปี 2030 ถึง 35 เท่า
  • ตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา คนที่รวยที่สุด 5 % บนยอดพีระมิดเป็นคนปล่อยก๊าซทั้งหมดเป็นจำนวนมากกว่าหนึ่งในสามของปริมาณที่เพิ่มขึ้นมา กล่าวคือ คน 1% ข้างบนสุดมีส่วนรับผิดต่อการปล่อยก๊าซมากกว่าคน 50% ข้างล่างรวมกัน
  • ประชากรมนุษย์ราวๆ 20% มีการปล่อยมลพิษรายหัวของคนกลุ่มนี้ลดลงตั้งแต่ปี 1990 มาจนถึงปี 2015 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นแรงงานและชนชั้นกลางระดับล่างในประเทศร่ำรวย 

ลูคัส ชานเซล (Lucas Chancel) และโทมัส พิเกตตี้ (Thomas Piketty) ได้ทำการวิเคราะห์ในหัวข้อคล้ายๆ กันตามข้อมูลแผนภูมิดังต่อไปนี้ คุณจะเห็นว่าชนชั้นแรงงานและชนชั้นกลางระดับล่างในประเทศร่ำรวยปล่อยก๊าซคาร์บอนทั่วโลกลดลง ทว่าปริมาณการปล่อยของพวกเขายังคงสูงเกินเป้าที่ตั้งไว้มาก แต่ก็น่าสนใจว่า พวกเขาเป็นคนกลุ่มเดียวที่ปล่อยมลพิษน้อยลง

ที่มา: World Inequality Report

 

คนที่รวยที่สุด 10 % ของโลกส่วนมากมักพบเจอในประเทศร่ำรวย แต่ก็ไม่ได้เจอในประเทศเหล่านั้นอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ความเหลื่อมล้ำของการปล่อยมลพิษยังเกิดขึ้นในกลุ่มประเทศร่ำรวยเองด้วย เมื่อมองในระดับประเทศแล้ว การปล่อยมลพิษของคนที่รวยที่สุด 10 % นั้นมีปริมาณมากยิ่งกว่าของคนที่เหลือที่มีรายได้น้อยกว่านั้น ไม่ว่าจะอยู่ในฝรั่งเศสหรืออินเดียก็ตาม

งานศึกษาชิ้นอื่น ๆ ได้เริ่มพิจารณาถึงข้อมูลระดับจุลภาค (microdata) เกี่ยวกับ “ชีวิตคาร์บอน” (carbon lives) ของกลุ่มคนที่ร่ำรวยที่สุด งานศึกษาชิ้นหนึ่งที่วิเคราะห์การปล่อยคาร์บอนของมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก 20 คนพบว่า มหาเศรษฐีแต่ละคนปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยเฉลี่ยถึง 8,000 ตัน เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพ โดยเฉลี่ยแล้วพลเมืองในประเทศร่ำรวยปล่อยก๊าซคาร์บอนประมาณ 6 ตัน และปริมาณที่จะไปถึง 1.5 c ซึ่งเป็นขีดความปลอดภัยของโลกอยู่ที่ 2 ตันต่อคนเท่านั้น งานวิเคราะห์การใช้เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของกลุ่มมหาเศรษฐีเผยให้เห็นว่า เหล่าเซเล็บและมหาเศรษฐีปล่อยคาร์บอนในไม่กี่นาทีมากกว่าที่คนทั่วไปปล่อยในหนึ่งปีด้วยซ้ำ

 

ปัญหาของการลงทุน

การปล่อยก๊าซฯ ของคนรวยไม่ใช่แค่มีปริมาณสูงมากและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่รูปแบบการปล่อยของพวกเขายังต่าง (จากคนทั่วไป) อย่างสิ้นเชิงด้วย การปล่อยก๊าซฯ ส่วนใหญ่ของคนที่รวยที่สุดมากกว่า 70% มาจากการลงทุนของพวกเขาเอง นี่สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำโดยรวม คนหมู่มากในสังคมมีรายได้มาจากการทำงาน แต่คนที่รวยที่สุดมีรายได้มาจากผลตอบแทนของการลงทุน (return on capital)

ไลฟ์สไตล์ผลาญโลกของมหาเศรษฐีคนหนึ่งอาจก่อให้เกิดคาร์บอนสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงพันเท่า แต่การปล่อยคาร์บอนที่มาจากการลงทุนของพวกเขาอาจสูงกว่านั้นเป็นล้านเท่า งานวิเคราะห์ชิ้นใหม่ของเราเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่เกิดจากการลงทุนของมหาเศรษฐี โดยเผยแพร่ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ก่อนการประชุมเรื่องสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงประจำปี (COP27) ซึ่งจัดขึ้นโดยสหประชาชาติ (UN)

คนที่อยู่ในกลุ่มที่รายได้ต่ำที่สุดไม่ได้มีตัวเลือกการปล่อยคาร์บอนมากนัก พวกเขาอาจอาศัยอยู่ในบ้านเช่าที่มีฉนวนกันไฟฟ้าและความร้อนไม่ดีหรือต้องขับรถยนต์ไปทำงานเพราะขนส่งสาธารณะไม่เพียงพอ เช่นเดียวกับด้านอื่น ๆ ในชีวิต ยิ่งคุณรวยเท่าไร คุณก็ยิ่งมีทางเลือกมากเท่านั้น และยิ่งสามารถกำหนดชีวิตตัวเองได้ นี่เป็นหลักการเดียวกันกับเรื่องการปล่อยก๊าซ ที่เกิดจากไลฟ์สไตล์การบริโภค ยิ่งการปล่อยก๊าซจากการลงทุนก็ยิ่งแล้วใหญ่ คุณสามารถเลือกได้ว่าจะลงทุนที่ไหน ดังนั้นข้าพเจ้ามองว่า การสนับสนุนเงินให้เชื้อเพลิงฟอสซิลและอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษของเหล่ามหาเศรษฐี นั้นไม่อาจมีข้อแก้ตัวใดๆ ได้

 

พันล้านคนต้องยากจนต่อไปเพื่อช่วยโลกไว้หรือ?

สิ่งที่ Oxfam กังวลมากก็คือกลุ่มคนอีกครึ่งหนึ่งของสังคมซึ่งยากจนที่สุด ในทุกๆ พื้นที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศซีกโลกใต้1 ประเทศซีกโลกใต้ (Global South) เป็นคำที่ไม่ได้อิงตามสถานที่ทางภูมิศาสตร์ และเป็นคำที่ประเทศชนชั้นนำคิดขึ้นมาเพื่อฟอกขาวให้กลุ่มประเทศตัวเองดูดี (เปลี่ยนมาจากคำว่าประเทศพัฒนาแล้ว กำลังพัฒนา หรือด้อยพัฒนา) โดยมีมาตรวัตรทางเศรษฐกิจสังคม หรืออำนาจตกทอดจากยุคล่าอาณานิคมเป็นสำคัญ (บรรณาธิการ) หลายประเทศ เราอยากให้ทุกคนบนโลกนี้มีมากกว่าสิ่งของประทังชีวิตไปวันๆ อยากให้มีสิ่งของที่จำเป็นที่จะได้เติบโตด้วย ทุกคนมีสิทธิที่จะอยู่อย่างปลอดภัย มีรายได้ดีๆ  บ้านดี ๆ สาธารณสุขฟรี เข้าถึงโรงเรียน ระบบขนส่งสาธารณะ สวนสาธารณะ ทุกครอบครัวควรได้มีตู้เย็นไว้ใช้ มีทีวีไว้ดู ทุกคนควรเข้าถึงสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ตได้

บางคนกลัวว่า ถ้าเราทำเช่นนั้นและทำให้คนทั้ง 8 พันล้านคนมีชีวิตที่ดีได้ เราก็จะทำลายขีดจำกัดตามธรรมชาติของโลกอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องก๊าซคาร์บอน แต่ยังรวมไปถึงขีดจำกัดของโลก (planetary boundaries) ในด้านอื่นๆ อีกด้วย ความกลัวว่าประชากรในซีกโลกใต้จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมักถูกนำมาใช้เพื่อโยนความผิดให้กับประเทศกำลังพัฒนา บางคนโต้แย้งว่า แม้ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาการปล่อยก๊าซคาร์บอนจะเป็นความผิดของประเทศที่ร่ำรวย แต่สิ่งที่เราโดนบอกให้กังวลตอนนี้ก็คือคนจีนและคนอินเดียหลายพันล้านคน

การวิเคราะห์แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้คนกว่าร้อยล้านคนทั่วโลกที่รอดพ้นจากสภาวะความยากจนในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีส่วนเพียงเล็กน้อยในปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก ความจริงแล้ว การปล่อยก๊าซที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกือบครึ่งหนึ่ง รวมไปถึงความเสี่ยงและความเสียหายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ตามมานั้น ไม่ได้เกิดจากการตอบสนองประโยชน์ของประชากรครึ่งโลกที่ยากจนกว่า ในทางกลับกัน มันทำให้กลุ่มคน 10 % ที่ร่ำรวยอยู่แล้วสามารถเพิ่มการบริโภคและเพิ่มการปล่อยคาร์บอนได้

ความจริงก็คือ ถ้าเรายังคงรักษาระดับความเหลื่อมล้ำในปัจจุบันต่อไปเพื่อให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีได้ GDP ทั่วโลกจะต้องเพิ่มสูงขึ้นเกินขีดความสามารถของโลก ในช่วงสี่สิบปีที่ผ่านมา GDP โลกที่กำลังโตขึ้นทุกๆ 1 ดอลลาร์นั้นจะมี 46 เซนต์ขึ้นไปอยู่ที่คน 10% ข้างบน และมีเพียง 9 เซ็นต์ที่ตกลงไปถึงครึ่งล่างของประชากรทั้งหมด ประชากร 10% ด้านล่างมีรายได้น้อยกว่า 1% ของทุกหนึ่งดอลลาร์จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ทั่วโลก การกระจายรายได้เช่นนี้ไม่แฟร์และไร้ประสิทธิภาพมาก จนการทำให้มนุษยชาติทั้งหมดให้อยู่เหนือเส้นความยากจนที่ 5 ดอลลาร์ต่อวันนั้นจะต้องทำให้เศรษฐกิจโลกโตกว่าที่เป็นอยู่ถึง 173 เท่า ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยเมื่อพิจารณาถึงขีดจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม

นี่หมายความว่า เป้าหมายที่จะช่วยโลกเอาไว้และทำให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีได้นั้นไปด้วยกันไม่ได้หรือเปล่า? การที่จะช่วยโลกของเราเอาไว้ มนุษยชาติส่วนใหญ่ต้องอยู่อย่างยากจนและหิวโหยไปตลอดกาลหรือเปล่า? คำตอบคือ ‘ไม่จำเป็น’ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับระดับของความเหลื่อมล้ำ

อย่างที่รู้กันดีว่า เมื่อผู้คนทั่วโลกเมื่อถูกถามว่าประเทศของพวกเขามีความเหลื่อมล้ำมากแค่ไหน พวกเขามักจะประเมินมันต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก และเมื่อพวกเขาถูกถามถึงระดับ “ความเหลื่อมล้ำที่แฟร์” ในระดับที่พวกเขาอยากจะให้เป็นนั้น แต่ละสังคมก็ให้คำตอบแตกต่างกันไป ทว่า คนส่วนมากก็อยากให้สังคมของพวกเขามีความเท่าเทียมกันมากกว่าที่เป็นอยู่เสมอ

งานศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ใน Nature ได้พิจารณาความเหลื่อมล้ำ (ที่แฟร์) ร่วมกับการปล่อยคาร์บอนที่จะทำให้ทุกคนบนโลกได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีคุณค่า พวกเขาพบว่า หากสังคมทั่วโลกมีระดับของความเท่าเทียมในระดับที่พลเมืองรู้สึกว่า “แฟร์” ก็เป็นไปได้ที่มนุษยชาติทั้งหมดจะมีชีวิตที่ดีและอยู่ภายในขีดจำกัดพลังงานที่ไม่แตะถึงเพดานความร้อน 1.5 องศาได้

ข้อมูลชี้ชัดว่า คนที่ร่ำรวยที่สุดในสังคมของเราเป็นปัญหาใหญ่ ไลฟ์สไตล์หรูหราฟู่ฟ่าอันฉาบฉวยและการลงทุนของพวกเขาที่กำลังหนุนธุรกิจเชื้อเพลิงฟอสซิล การทำให้ความเหลื่อมล้ำน้อยลงอย่างมหาศาลนั้นเป็นหนทางเดียวที่ทุกคนบนโลกจะสามารถมีชีวิตที่ดีและเป็นหลักประกันอนาคตของโลกของเราได้

 

หนทางใหม่ที่จะต่อกรกับสภาพภูมิอากาศล่มสลาย

การพิจารณารูปแบบการปล่อยมลพิษของกลุ่มรายได้ต่างกัน สามารถเปลี่ยนแปลงการกำหนดนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศได้ หากจะรักษาระดับความแฟร์เอาไว้ คนรวยที่สุดจะต้องลดการปล่อยมลพิษให้ได้มากที่สุด ซึ่งจริงสำหรับทั้งประเทศร่ำรวยและประเทศกำลังพัฒนา

นี่หมายความว่า เราไม่ควรเก็บภาษีคาร์บอนในอัตราคงที่ แต่ควรเก็บภาษีคาร์บอนในอัตราก้าวหน้า ยิ่งใช้คาร์บอนมากก็ยิ่งต้องจ่ายภาษีมาก การลงทุนที่ก่อให้เกิดมลพิษควรมีการเก็บภาษีเชิงลงโทษเพิ่มเติม หรือถ้าจะให้ดีกว่านั้นก็แบนไปเลย สินค้าฟุ่มเฟือยและเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวควรถูกเก็บภาษีอย่างสูงหรือถูกจำกัดอย่างเข้มงวด ปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศในระดับชาติแต่ละครั้งนั้นควรดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในลักษณะที่ทำให้ผู้ก่อมลพิษที่ร่ำรวยที่สุดและสูงสุดแบกรับค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ไว้ และพร้อมๆ กันนั้นก็นำไปสู่ความเท่าเทียมกันที่มากยิ่งขึ้น ไม่ใช่น้อยลง

การเพิ่มภาษีทั่วไปสำหรับผู้ที่ร่ำรวยที่สุด เช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวอื่นที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำอย่างรวดเร็ว ย่อมต้องการการออกคำสั่งเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศแบบใหม่ยกเครื่องเช่นกัน โลกของเราทั้งใบจะเอาอกเอาใจคนรวยไม่ได้

คำประกาศก่อตั้งโครงการฝ่ายซ้ายแห่งจิตวิญญาณ ตอนที่ 1

คำประกาศก่อตั้งโครงการฝ่ายซ้ายแห่งจิตวิญญาณ ตอนที่ 1

ต้นฉบับ : Comrade S!ink

บทความนี้เป็นแถลงการณ์ก่อตั้งโครงการ Spiritual Leftism พูดถึงที่มาและความสำคัญหรือภาคทฤษฎีของมิติด้านจิตวิญญาณของฝ่ายซ้าย เราจะมีปฏิบัติการนำร่องผ่านพอดแคสต์ในนาม Spiritual Leftism ก่อน แล้วค่อยพัฒนาไปเป็นปฏิบัติการอื่นๆ ต่อไปในภายหลัง 

บทนำ

ใจความหลักของแนวคิดมาร์กซิสต์ คือ หลักการวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ — วัตถุนิยมวิภาษวิธี ที่พวกเราเหล่าสหายทราบกันดีว่าศาสนาไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าเครื่องมือที่ชนชั้นปกครองใช้ครอบงำคนส่วนใหญ่ และ สร้างความชอบธรรมให้กับสถานะเหนือมนุษย์ของชนชั้นนำ
แต่อุดมการณ์ทางการเมือง กับอุดมการณ์ทางศาสนา แท้จริงแล้วคือสิ่งเดียวกัน

เหมือนที่มาร์กซ์เคยกล่าวไว้ว่า “Religion is the sigh of the oppressed creature, the heart of a heartless world, and the soul of soulless conditions. It is the opium of the people.” (ศาสนาคือเสียงถอนหายใจของผู้ถูกกดขี่ หัวใจของโลกไร้หัวใจ และจิตวิญญาณของสภาพไร้จิตวิญญาน เป็นเหมือนยาฝิ่นของมวลประชา)

หากจะเข้าใจคำกล่าวนี้ เราไม่อาจลดทอนมันเหลือแค่ประโยค “ศาสนาคือยาฝิ่นของมวลประชา” ได้ เพราะนั่นอาจทำให้เราเข้าใจไปว่า ศาสนา อยู่ได้แค่เพราะว่ามนุษย์เรายังไม่รู้ว่ามัน “ไม่สมเหตุสมผล” ถ้าหากมนุษย์เรามีเหตุมีผลขึ้น ศาสนาก็จะไร้ความจำเป็น เหมือนที่ สสส. มองว่าคนที่ยังสูบบุหรี่อยู่ คือ คนที่ยังไม่รู้ว่าบุหรี่อันตราย หน้าที่เดียวของเรา คือ ทำให้พวกเขารู้ว่ามันอันตราย 

จากคำกล่าวข้างต้น “the heart of a heartless world and the soul of souless condition” จะเห็นได้ว่าการคงอยู่ของศาสนาเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมที่มีการกดขี่ เมื่อมีการกดขี่ขึ้นย่อมเกิดความทุกข์ยาก ความขาดแคลน ความแปลกแยก ความวิตกกังวลและซึมเศร้า ดังนั้น ผู้คนเลยต้องพึ่งพายาฝิ่น ทั้งในแง่ของการเสพติด และในแง่ของการบำบัดบรรเทารักษาโรคด้วย ถ้าหากเราไม่ดูที่สาเหตุของการเกิดโรค แต่ไปมุ่งโจมตีผู้ป่วยที่ต้องพึ่งพายาฝิ่น เราก็กระทำไปโดยไม่อยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ และ ไม่ได้ยังประโยชน์ใดๆ ให้แก่สังคมโลก 

สำหรับพวกเราชาวฝ่ายซ้าย ที่มุ่งมั่นแก้ปัญหาจากรากฐาน (radical) เพื่อการปลดแอกตัวเองและผู้อื่น จะต้องเผชิญกับความกดดัน ความเครียด ความท้าทาย และความทรมานต่างๆ จากการล่องแพทวนน้ำในกระแสเชี่ยวนั้นจำเป็นจะต้องมีเครื่องมือทางจิตวิญญาณเอาไว้สำหรับรักษาเยียวยาจิตใจตัวเองและสหาย เพราะพวกเราต่างทราบดีว่า มนุษย์เศรษฐกิจ (economic man) — ตัวแบบมนุษย์ในอุดมคติแนวคิดทุนนิยม/เสรีนิยมใหม่ (นีโอลิเบอรัล) ที่บอกว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผลและตัดสินใจเลือกกระทำการต่างๆ เพื่ออรรถประโยชน์สูงสุด นั้นเป็นตัวแบบที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และ ละเลยมิติความเป็นมนุษย์ เพราะ มนุษย์เรามีอารมณ์ ความรู้สึก พวกเราไม่ใช่หุ่นยนต์์อันเป็นร่างทรงของตรรกะคณิตศาสตร์ เรามีส่วนของจิตใจที่เรียกว่า “จิตใต้สำนึก-จิตไร้สำนึก” (sub-conscious-unconscious) นอกจากนี้ยังมีส่วนที่เป็น “จิตใต้สำนึกร่วม” (collective-unconscious) จิตใจที่พ้นไปจากความเป็นปัจเจก จิตเหล่านี้พ้นไปจากความเป็นอัตบุคคลและเหตุผล จิตส่วนที่เป็นเหตุผลจึงเปรียบได้กับยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พอพ้นน้ำนิดเดียวเท่านั้น 

ผมเองก็ได้เห็นผู้คนในฝ่ายลิเบอรัลหลายคน ที่เมื่อครั้งปลดแอกจากศาสนาเดิม ความเชื่อเดิมๆ ของตนออกมาได้ พยายามตั้งตนอยู่ในหลักเหตุผลเพียงอย่างเดียว โดยมองว่าตนเองไม่จำเป็นต้องมีสิ่งยึดเหนี่ยวใดๆ นอกจากความเป็นอัตบุคคลของตัวเอง พอได้เจอกับสถานการณ์ผลิกผันในชีวิต เจอกับความเครียดกดดันถาโถม สามารถแบ่งผลออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ ไม่มีสุขภาพจิตย่ำแย่จนป่วย ก็กลับไปนับถือศาสนาเดิม บ้างก็เปลี่ยนศาสนาใหม่ (รวมไปถึงศาสนาไลฟ์โค้ช) และมีจำนวนไม่น้อยเลยที่ละทิ้งจิตวิญญาณการเปลี่ยนแปลงสังคมไป แน่นอนว่าก็มีหลายคนที่สามารถเป็นศาสนิกชนผู้ศรัทธาและเป็นนักต่อสู้เพื่อการปลดแอกไปด้วยได้ แต่เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าศาสนาส่วนใหญ่ที่มีอำนาจนำในโลก ล้วนแต่ผ่านการปรับแต่ง บิดเบือน คัดเลือก ตีความ โดยชนชั้นปกครองสมัยใดสมัยหนึ่งเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของชนชั้นผู้กดขี่ 

จะเห็นได้ว่าเราไม่สามารถปฏิเสธการมีเครื่องมือทางจิตวิญญาณได้ การปฏิเสธฝิ่นในทางนามธรรมจะลงเอยด้วยฝิ่นในทางรูปธรรมแทน เช่น หนึ่ง ยาเสพติดที่พ่อค้ายาขายให้ รวมไปถึงการเสพติดพฤติกรรมที่ทำลายสุขภาพร่างกายและจิตใจอื่นๆ สอง ยาเสพติดที่โรงพยาบาลขายให้ หรือในไทยเรียกว่า ยาจิตเวช 

ด้วยเหตุนี้ผมจึงขอเสนอ Spiritual Leftism Manifesto ซึ่งจะเป็นหลักการพื้นฐานในการจัดทำรายการพอดแคสต์ เพื่อนำเสนอวัตถุดิบทางความคิดที่จะนำไปใช้ก่อร่างสร้างเครื่องมือทางจิตวิญญานของฝ่ายเรา และเป็นบันไดให้ฝ่ายซ้ายรุ่นหลังหรือรุ่นเดียวกัน ที่มีความเฉียบแหลมมากกว่า เล็งเห็นจุดอ่อนแล้ววิพากษ์ข้อเสนอนี้ ซึ่งจะทำให้ได้ข้อเสนอใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อการต่อสู้ของพวกเรายิ่งๆ ขึ้นไป 

Spiritual Leftism Manifesto

  • Secularism

หรือก็คือ “โลกวิสัย” หมายความว่า เราจะต้องต่อต้านการสถาปนาศาสนาใดๆ ให้เป็นศาสนาประจำชาติ ปกป้องเสรีภาพของคนที่เชื่อต่างจากเรา ให้คุณค่ากับประชาธิปไตย ความยุติธรรม เหนือศีลธรรมทางศาสนาหรือความเชื่อใดๆ จะต้องปลดเครื่องมือทางการเมืองที่เรียกว่า “ศาสนา” ออกจากน้ำมือชนชั้นปกครองในทุกวิถีทาง

  • Historical materialism

เข้าใจและนำศาสนาไปปรับใช้โดยวิธีวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ — พิจารณาสภาพทางวัตถุที่เอื้อให้เกิดความเชื่อใดๆ และประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของความเชื่อนั้นๆ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจทางการเมืองที่เข้ามาส่งอิทธิพล เพราะไม่มีสิ่งใดเป็นอิสระไปจากบริบทของตน ในเวลานั้นๆ สถานที่นั้นๆ 

  • Immanentism

มองว่ากฏหมาย ระบบระเบียบ ศีล ค่านิยมต่างๆ ไม่ใช่คำสั่งของมนุษย์ต่างดาวหรือเทพเจ้าอันมีอำนาจเหนือโลก หากแต่เป็นการเรียนรู้และสะสมของมนุษยชาติ และด้วยฝีมือของมนุษย์ผู้ถูกกำหนดด้วยบริบทของตน ย่อมไม่สามารถอ้างได้ว่าระบบคุณค่าที่ตนเข้าใจจะครอบคลุมเหนือกาลเวลาและสถานที่ คุณค่าและความเชื่อต่างๆ จึงไม่ถึงกับเป็นสิ่งที่ “ไม่จริงเลย” หากแต่มันจริงแค่ในบริบทนั้นๆ คุณค่าใดๆ ก็ตามควรเกิดขึ้นจากการตกลงกันของคนในชุมชน ณ บริบทนั้นๆ ไม่ใช่จากการอ้างอิงอำนาจภายนอก

  • Customicism

ด้วยความที่ไม่มีสิ่งใดหรือใครที่เป็นอิสระจากบริบทของตัวเอง ดังนั้นเครื่องมือทางการเมืองและ เครื่องมือทางจิตวิญญาณจะต้องมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ให้เข้ากับสถานที่และยุคสมัยที่จะใช้ปฏิบัติ ดังนั้นเราจึงควรภูมิใจในการเป็น “ลัทธิแก้” ที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์จริงของคนในชุมชนและ เงื่อนไขทางวัตถุนิยมประวัติศาสตร์มากกว่าการอ้างอิงความถูกต้องจากคัมภีร์ 

  • Collectivism

หากเราพิจารณาจุดร่วมของแต่ละอุดมการณ์หรือศาสนาแล้ว จะเห็นได้ว่ามีคุณสมบัติหนึ่งที่พบเห็นได้บ่อยคือ การลดความเป็นอัตตา ตัวตน ลดการสะสมทุน ลดความเห็นแก่ตัว สนับสนุนความเสียสละ มีน้ำใจ ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการลึกๆ ของมนุษย์เรานั่น คือ การมีคอมมูนหรือชุมชน-สถานที่ที่รู้สึกเหมือนเป็นบ้าน ที่ที่ตัวเองได้รับการยอมรับ ได้รับความช่วยเหลือ รวมถึงการได้มีส่วนช่วยเหลือคนอื่นๆ ต่อไป ระบบทุนนิยมและชนชั้นปกครองทำลายความเป็นชุมชนของมนุษย์เราลงไปให้เหลือเพียงจิตสำนึกแบบผู้ประกอบการหรือจิตสำนึกแบบปัจเจกนิยม นำมาซึ่งสภาวะแปลกแยกและความเจ็บป่วยทางจิตใจ จุดมุ่งหมายทางจิตวิญญาณของเราชาวคอมมิวนิสต์ หากจะพึงมีคือจุดมุ่งหมายในการรวบรวมผู้คน เยียวยา ช่วยเหลือ และ สร้างสรรค์วิธีในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ในแบบที่ก้าวหน้าขึ้นไปกว่าเดิม

  • Psychosocial 

หลายครั้งแนวคิดของจิตวิทยากระแสหลัก มักจะไม่พูดถึงปัจจัยด้านสังคม-เศรษฐกิจ-การเมือง ที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตของผู้คน ทำให้ปัญหาสุขภาวะทางจิตถูกมองว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคล ที่แต่ละคนต้องไปหาทางแก้กันเอาเองหรือไม่ก็เป็นเพราะปัจเจกคนนั้นๆ มีทัศนคติที่ไม่ดี มีสารเคมีในสมองที่ไม่ดี ซึ่งการทำความเข้าใจแบบนี้ทำให้ไม่เห็นปัญหาที่ต้นเหตุ เปรียบได้กับหากน้ำประปาในเมืองๆ หนึ่งมีสารพิษปนเปื้อน การแก้ปัญหาโดยการให้ชาวเมืองไปซื้อยาแก้พิษมาทานเป็นประจำ ย่อมไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ปัญหาสุขภาพจิตเองก็เช่นกัน



ผมเชื่อว่าการปฏิวัติไม่ได้เกิดขึ้น ณ วันที่คุกบาสตีลถูกทำลาย
ไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อ เลนิน อ่านแถลงการณ์ก่อตั้งสหภาพโซเวียต
ไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อ ณ วันที่ 27 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง
ดอกของต้นไม้ใดๆ ไม่อาจผลิบานได้โดยปราศจากรากและลำต้น
การเริ่มต้นของการปฏิวัติ จึงไม่ใช่วันที่ระบบเก่าถูกทำลาย
แต่เป็นวันที่เครื่องมือในการสถาปนาระบบใหม่ได้ถูกคิดค้นขึ้น