เล่าเรื่องโรจาวา ถอดความจากการสัมภาษณ์ผู้อาศัย ณ แดนดินถิ่นในฝันของใครหลายคน

เล่าเรื่องโรจาวา ถอดความจากการสัมภาษณ์ผู้อาศัย ณ แดนดินถิ่นในฝันของใครหลายคน

เรื่อง Gabriel Ernst & Pathompong Kwangtong
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

หลายคนคงประทับใจโรจาวา จากที่ได้อ่านในบทความของเราหรือได้ดูจากคลิปวีดีโอของพูดไปแล้ว ครั้งนี้ทาง #Dindeng จึงพาเราเข้าใกล้แดนดินถิ่นนั้นมากขึ้นไปอีก ด้วยการสัมภาษณ์สายตรงไปถึงอาสาสมัครที่ตั้งใจจะอยู่ที่นั่นตลอดชีวิต (เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นเวลากว่าปีนึงแล้ว) เราได้จัดตั้งการประชุมสายจากมหาอาณาจักรล้านนาและเมืองเล็กๆ ในยุโรป ไปถึงใจกลางสหพันธ์ประชาธิปไตยโรจาวา ภายใต้สัญญาณอินเตอร์เน็ตที่ฝากฝั่งหนึ่งต้องเสียเงิน กับอีกที่หนึ่งใช้การได้ฟรี การถอดความครั้งนี้เราจะเล่าเรื่องโดยใช้เสียงเล่าของเราเป็นหลัก และประเด็นการพูดคุยก็ได้มาจากที่ผู้อ่านแนะนำเรามา หากอ่านจบแล้วยังไม่จุใจ ทุกท่านสามารถฝากคำถามเพิ่มเติมได้ ผ่านทางคอมเมนต์หรือช่องทางเพจ Facebook หรือ Twitter ของเรา ถ้าเรามีโอกาสได้สัมภาษณ์อีก เราจะช่วยไขความกระจ่างให้ท่านแน่นอน

ปัญหาสำคัญในปัจจุบันของโรจาวา คืออะไร และพวกเขามีวิธีการจัดการกับสิ่งเหล่านั้นอย่างไรบ้าง?

ปัญหาใหญ่ภายนอกคือ รัฐบาลตุรกีและซีเรียขัดขวางและสกัดกั้นพวกเขาอย่างเหี้ยมโหด พูดง่ายๆ ก็คือพวกเขาเข้าถึงแหล่งทรัพยากรได้ยากมาก

ส่วนปัญหาภายในก็คือ โดยหลักการแล้ว ทุกปัญหาจะต้องถูกแก้ไขในระดับท้องถิ่น ดังนั้น ปัญหาในโรจาวาจึงไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสองปัญหา แต่ในท้องถิ่นต่างๆ ย่อมมี มอง ตีความ และแก้ไขปัญหาแตกต่างกัน ตามแต่ความประสงค์ของแต่ละท้องที่ อย่างไรก็ตาม ในโรจาวายังคงมีคนรวยกับคนจน เพียงแค่การเป็นคนจนไม่ได้สร้างปัญหาใหญ่หลวงนัก เพราะผู้คนที่นั่นดูแลและช่วยเหลือซึ่งกันอยู่ตลอด

ทั้งนี้ ปัญหาใหญ่ประการหนึ่งที่ควรค่าแก่การพูดถึงก็คือ การเติบโตของชนชั้นนายทุน จากกลุ่มคนที่จัดการเรื่องกระบวนการนำเข้าสินค้า อย่างไรก็ตาม “รัฐ” – ในความหมายของขบวนการความร่วมมือระดับใหญ่ในโรจาวา – จัดการปัญหานี้โดยการสนับสนุนให้เกิดการจัดการนำเข้าสินค้าต่างๆ ด้วยวิธีการแบบสหกรณ์ความร่วมมือ ซึ่งเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม และจำกัดการเติบโตรวมทั้งช่องทางทำเงินของชนชั้นดังกล่าว ไม่ให้เติบโตขึ้น

ชาวต่างชาติสามารถเดินทางไปโรจาวาได้หรือไม่ ถ้าได้ต้องทำอย่างไร?

ได้แน่นอน! พวกเขายินดีต้อนรับชาวต่างชาติเข้ามาอยู่อาศัย แม้ว่าในทางเทคนิคแล้ว การมาอยู่ที่นี่จะผิดกฎหมาย แต่มันก็ปลอดภัยมาก ไม่เคยมีชาวต่างชาติคนไหน “หายตัวไป” ในโรจาวา หากคุณต้องการจะช่วยเหลือสังคม คุณจำต้องเข้าคอร์สฝึกหัด แล้วคุณก็จะได้เรียนรู้คุณค่าที่พวกเขายึดถือ อันรวมไปถึงการวิพากษ์ตนเองอย่างหนักเข้าไปด้วย โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องปิตาธิปไตยชายเป็นใหญ่

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันนี้พวกเขาไม่ได้ต้องการทหารอาสาอีกแล้ว โรจาวามีอาสาสมัครอยู่ในกองทัพเยอะมาก แต่พวกเขายังต้องการผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ด้านต่างๆ อาทิ วิศวกร แพทย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร

วิธีการเข้าไปที่นั่นก็ไม่ยาก อันที่จริงพวกเขาไม่มีช่องทางหลักอย่างเป็นทางการ แต่สามารถติดต่อค้นหาได้จากช่องทางเช่น Twitter อย่าง Rojava Information Center เป็นต้น ที่เหลือคุณอาจต้องพูดคุยกับพวกเขา แล้วหาทางไปที่อิรัก และขึ้นรถต่อเข้าไปที่โรจาวา

ตัวอย่างชีวิตธรรมดาทั่วไป ในหนึ่งวัน ณ โรจาวาเป็นอย่างไร?

โรจาวาเป็นที่ที่มีความหลากหลายสูงมาก มันจึงยากที่จะยกตัวอย่างชีวิตประจำวันให้เห็น อย่างไรก็ดี ชีวิตที่นั่นค่อนข้างผ่อนคลาย สบายๆ ทุกคนเป็นมิตรและพูดคุยสังสรรค์กันตลอด อย่างเช่น สมมติว่าคุณอยู่ในโรจาวา แล้ววันหนึ่ง คุณตั้งใจเดินเข้าคาเฟ่เพื่อดื่มกาแฟสักแก้ว คุณอาจได้เข้าไปนั่งจิบชากับผู้ดูแลร้าน หลังจากนั้นก็มีคนอื่นเข้ามาขอความช่วยเหลือในการย้ายเฟอร์นิเจอร์ แล้วคุณก็เลยตามเลยไปช่วยเขาย้ายมันที่บ้าน เสร็จแล้วพวกคุณก็ดื่มชาอีกรอบที่บ้านหลังนั้น หลังจากนั้น 4 ชั่วโมงถัดมา คุณก็กลับบ้านโดยไม่ได้ดื่มกาแฟสักแก้ว แต่มันก็เป็นวันที่ดีทีเดียว เพราะคุณได้พูดคุยพบปะสังสรรค์ และหลายต่อหลายครั้ง คุณแทบไม่ต้องใช้เงินเลย บางทีเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะเดินผ่านคาเฟ่แล้วพวกเขาไม่ชวนคุณจิบกาแฟสักแก้ว อะไรทำนองนั้น

ชีวิตที่นั่นปลอดภัยมาก อาจกล่าวได้ว่าหลายที่ปลอดภัยกว่านิวยอร์คเสียอีก จนผู้หญิงสามารถเดินทางในเวลากลางคืนคนเดียวได้โดยไม่ต้องกลัวเกรงสิ่งใด แน่นอนว่าสิ่งนี้ได้มาจาการมีกองกำลังป้องกันตนเองของผู้หญิง บ้านสตรี และกลไกต่างๆ ในการเสริมสร้างดูแลผู้หญิงอย่างครบวงจร ผู้สนใจสามารถอ่านได้ในบทความของเราในส่วนคณะกรรมการสตรี

โดยสรุปแล้ว ผู้คนที่นั่นพบปะสังสรรค์กัน ถกประเด็นอภิปรายเรื่องปัญหาต่างๆ ในท้องถิ่น พูดคุยเรื่องการเมือง ทฤษฎี ชีวิตประจำวัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันในสิ่งที่แต่ละคนทำได้ และอื่นๆ อีกมากมาย หลายๆ ครั้ง ผู้คนแทบไม่ได้สนใจว่าตัวเองจะทำอะไร แต่กลายเป็นว่าเราจะช่วยใครทำอะไรมากกว่า

ชาวโรจาวาทำอย่างไร ในการส่งเสริมให้ผู้คนร่วมมือกันทำงานเป็นลักษณะสหกรณ์ ความสำเร็จและความล้มเหลวที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง?

การพบปะพูดคุยเชิงลึกและยาวนานเป็นสิ่งสำคัญ และกลุ่มคนที่มีบทบาทหลักก็คือผู้หญิง

แก่นแกนสำคัญของการปฏิวัติครั้งนี้ก็คือ มันเป็นการปฏิวัติของผู้หญิง ไม่ใช่แค่การปฏิวัติที่มีผู้หญิงเข้าร่วม แต่ผู้หญิงคือแกนหลักของการปฏิวัติครั้งนี้ ยุทธวิธีง่ายๆ ที่ทำให้การปฏิวัติครั้งนี้เข้มแข็งมากก็คือการที่มีผู้คนมากหน้าหลายตาเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

ปัจจัยหลักที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือเรื่องทางสังคม ทุกคนที่เข้าร่วมการปฏิวัติครั้งนี้เป็นเพื่อนกัน (ในความหมายที่ดูจะไม่ต่างจากคำว่า ‘สหาย’) เพื่อนจะค่อยช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของกันและกัน ไม่ว่ามันจะเป็นปัญหาส่วนบุคคลหรือเป็นปัญหาของชุมชนก็ตามที สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ก็ด้วยการพยายามสร้างการพบปะสังสรรค์ขนานใหญ่ขึ้น พวกเธอก่อร่างสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างผู้คนในชุมชนต่างๆ

ชาวโรจาวาจัดการเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรมและศาสนาอย่างไร?

ภูมิภาคที่โรจาวาสถาปนาสหพันประชาธิปไตยขึ้นนั้น มีประวัติศาสตร์ที่โหดร้ายทารุณ ผู้คนต้องทุกข์ทรมาณกับการต่อสู้ระหว่างวัฒนธรรมและศาสนาเป็นอย่างมาก หลายต่อหลายคนสูญเสียชีวิต การปฏิวัติโรจาวาพยายามอย่างหนักหน่วงที่จะหาหนทางจัดการกับปัญหาเรื่องความแตกต่างเหล่านี้ แต่การปฏิวัตินี้ยังคงอยู่ในระยะแรกเริ่ม และความแตกแยกก็ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ หลายต่อหลายคนยังคงโกรธแค้นการกระทำของอดีตกลุ่มชาติพันธ์ุต่างๆ ที่กดขี่กันมา บางคนก็มีทัศนคติเหยียดเชื้อชาติเพราะว่าญาติสนิทมิตรสหายของเขาเคยถูกกระทำมาก่อน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผู้ให้สัมภาษณ์ได้กล่าวกับเราว่า เมื่อเขาไปถึง ณ ที่แห่งนั้นวันแรก เขาพูดภาษาถิ่นไม่ได้ แต่เมื่อเขาไปนั่งที่โรงชาแห่งหนึ่งคนเดียว กลับกลายเป็นว่าทุกคน ณ โรงชากลับเดินเข้ามาหาเขา แล้วก็พูดคุยกัน ผ่านการแปลโดยอาศัยพจนานุกรมอิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ และทุกคนก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันเมื่อคุยถึงเรื่องศาสนาว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด

ผู้ให้สัมภาษณ์ยังกล่าวกับเราอีกว่า เมื่อคุณพบเจอการเหยียดเชื้อชาติหรือผู้คนที่มีอคติในเรื่องใดก็ตาม คุณจำต้องพูดถึงมันและจัดการกับเรื่องเหล่านั้น คุณไม่ควรโกรธ คุณควรระลึกเสมอว่าคนที่คุณกำลังพบเจอนั้นมีปัญหา และคุณก็ควรช่วยเขาจัดการกับมัน ด้วยวิธีการพูดคุยกัน อย่างไรก็ดี สิ่งนี้จำต้องใช้เวลา แน่นอนว่าพวกเขาที่นั่นอดทนกันมาก และส่วนหนึ่งก็เพราะพวกเขามีเวลาในการพูดคุยกันเยอะพอตัว

ชาวโรจาวาเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้อย่างไร?

พวกเขามีเพื่อนมากมายอยู่ที่อิรัก ซึ่งช่วยส่งสัญญาณเข้ามาผ่านทาง WiFi ที่เชื่อมต่อโรจาวาทั้งหมดเข้าสู่เครือข่ายของอีรักผ่านเสาสัญญาณต่อๆ กัน และเมื่อต่อสัญญาณไปถึงอิรักได้แล้ว ก็หมายความว่าพวกเขาเชื่อมต่อกับโลกอินเตอร์เน็ตได้อย่างสมบูรณ์

(สัญญาณอินเตอร์เน็ตที่พวกเขาใช้ในการสัมภาษณ์ ก็ดูลื่นไหลไม่ติดขัดอะไร หลายครั้งดีกว่าสัญญาณของผู้สัมภาษณ์เสียอีก)

โครงการทางการเมืองที่มีจิตวิญญาณการกระจายอำนาจและต่อต้านรัฐ-ทุนเช่นโรจาวานี้ เคยได้ยินเรื่องราวของผู้คนในพม่าบ้าง ณ ตอนนี้หรือไม่? และพวกเขามีคำแนะนำในเรื่องทางยุทธวิธีหรือยุทธศาสตร์ต่างๆ สำหรับเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้บ้างหรือไม่?

ผู้ให้สัมภาษณ์กล่าวกับเราว่าเขาไม่รู้สถานการณ์ในไทยและพม่า อย่างไรก็ดี เขาสนใจที่จะเรียนรู้เรื่องราวเหล่านั้น และเราก็ได้พูดคุยกับเขาเรื่องนี้เล็กน้อย

สำหรับเรื่องการปฏิวัติโรจาวานั้น เขากล่าวว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ทำให้มันเป็นจริงขึ้นมาได้ อย่างแรกเลยก็คือ ผู้คนในระดับท้องถิ่นมีการจัดตั้งกันเองขึ้นมาอย่างลับๆ สิ่งเหล่านี้มีประสิทธิภาพมากที่สุดในกลุ่มผู้หญิง ซึ่งเป็นหัวหอกของการปฏิวัติครั้งนี้ เหตุผลหนึ่งที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า พวกชนชั้นนำมองพวกเธอว่าอ้อนด้อย ไร้ค่ายิ่งกว่ามนุษย์ จนทำให้พวกเขาละเลยการสอดส่องตรวจตราการเมืองของเหล่าผู้หญิงทั้งหลาย ในขณะที่ผู้ชายโดยเฝ้าจับตามองอยู่ตลอดเวลา ถัดมาเมื่อเกิดสงครามกลางเมืองซีเรียขึ้น รัฐบาลก็จำต้องถอยทัพออกไป แล้วผู้คนตามท้องที่ต่างๆ ก็มีอิสระในการสถาปนาสถาบันและการปกครองของพวกเธอเองขึ้นมา ดังนั้นแล้ว คำแนะนำหลักของเขาก็คือ ‘ให้ผู้หญิงพกปืนอัตโนมัติ’ ซึ่งดูเป็นเรื่องตลก แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ตลกสักเท่าใด เพราะมันเป็นเรื่องที่มีเหตุผลทางยุทธวิธีในการสร้างการปฏิวัติของผู้หญิง และในทางศีลธรรมแล้ว มันก็คือการจัดการกับระบบปิตาธิปไตยนั่นเอง

ท้ายที่สุดแล้ว การปฏิวัติครั้งนี้เป็นเรื่องของท้องถิ่น ณ ตอนนี้ก็จริง แต่พวกเขาต้องการก้าวไปสู่ระดับนานาชาติ และพวกเขายินดีโอบรับและแผ่ซ่านความร่วมมือไปทุกที่อย่างแน่นอน

ประเด็นทิ้งท้ายที่สำคัญ

ผู้ให้สัมภาษณ์กล่าวเน้นว่า การศึกษาคือสิ่งสำคัญ ไม่ใช่แค่การศึกษาของปัจเจก แต่เป็นเรื่องการศึกษาในระดับกลุ่ม หรือจะเรียกว่ากลุ่มศึกษาก็ย่อมได้ สิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการที่กำลังเกิดขึ้นและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่นั่น จุดเน้นหลักก็คือการทำลายการครอบงำแบบผู้ชายทิ้งเสีย ซึ่งจำต้องมีการวิพากษ์ตนเองอย่างมากมายมหาศาล แต่เป็นกระบวนการผ่านการศึกษาแบบรวมหมู่ และโดยทั่วไปแล้ว มันคือการผนวกรวมเพื่อนฝูงเขามาในกระบวนการให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาทิการเข้าไปเคาะประตูบ้านเพื่อพบปะสังสรรค์พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ที่พวกเขาตระหนักและสนใจ เพื่อดึงพวกเขาเข้ามาร่วมในกระบวนการทางการเมืองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เป็นต้น

นิเวศวิทยาสังคม: มนุษย์นิยมเชิงนิเวศ โดย Daniel Chodorkoff

นิเวศวิทยาสังคม: มนุษย์นิยมเชิงนิเวศ โดย Daniel Chodorkoff

เขียน Daniel Chodorkoff
แปล Peam Pooyongyut
ต้นฉบับ Libcom
ภาพปก KAL

คำนำผู้แปล

บทความสั้นๆ ชิ้นนี้ให้ภาพรวมขององค์ความรู้ที่เรียกว่า นิเวศวิทยาสังคม ซึ่งเป็นแนวคิดว่าด้วยความสัมพันธ์ของมนุษย์กับโลกธรรมชาติ นิเวศวิทยาสังคมต้องการที่จะเสนอว่า ธรรมชาติกับมนุษย์นั้นไม่ใช่สิ่งที่แยกขาดจากกันในแบบที่เรามักเข้าใจ ไม่ว่าจะฝ่ายนักอนุรักษ์ที่ต้องการกีดกันมนุษย์ออกจากธรรมชาติ หรือฝ่ายก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและทุนนิยมที่จ้องจะล้างผลาญธรรมชาติ และมองธรมชาติในฐานะทรัพยากรที่จะไปหยิบมาใช้อย่างไรก็ได้

นิเวศวิทยาเป็นโครงการทางการเมือง ไม่ใช่แนวคิดที่นึกถึงโลกยูโทเปียโดยไม่คิดจะลงมือทำอะไร กลับกันแล้ว มันเรียกร้องเราในเชิงจริยศาสตร์ ว่ามนุษย์ควรมองและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างไร หลักการอะไรในโลกธรรมชาติที่เราควรนำมาปรับใช้ เพื่อสร้างความสมัครสมานกลมเกลียวระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ เพราะมนุษย์เกิดขึ้นมาจากธรรมชาติและต้องอยู่กับธรรมชาติโดยที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้เลย


นิเวศวิทยาสังคม: มนุษย์นิยมเชิงนิเวศ (Social Ecology: An Ecological Humanism)

นิเวศวิทยาสังคม (Social Ecology) เริ่มต้นด้วยการสำรวจอดีต เพื่อที่เราจะได้เข้าใจว่ามนุษย์นั้นมีการนิยาม รวมไปถึงประกอบสร้างธรรมชาติอย่างไร ซึ่งเป็นคำถามที่สำคัญอย่างยิ่งในการหาคำตอบ แทนที่จะเป็นการคิดในเชิงปรัชญานามธรรมเพียงเท่านั้น ประเด็นหลักในทางความคิดเชิงนิเวศและปรัชญาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเป็นที่ถกเถียงในขณะนี้ก็คือ เรามีวิธีในการรวบยอดแนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติและตำแหน่งแห่งที่ของมนุษย์ในธรรมชาติกันอย่างไร ผลสรุปที่เราได้มาจะช่วยทำให้เห็นถึงการตัดสินใจในทางการเมืองและจริยศาสตร์ที่ส่งผลต่อโลกใบนี้ของเรา

เราสามารถไปถึงความรู้เช่นนั้นได้อย่างไร? ก่อนอื่นเราต้องเริ่มทำความเข้าใจก่อนว่าธรรมชาตินั้นไม่ใช่สิ่งหยุดนิ่งตายตัว แต่มีวิวัฒนาการอยู่เสมอ อันที่จริงแล้ววิวัฒนาการทางชีววิทยาแทบทั้งหมดนั้นล้วนเกิดขึ้นในโลกธรรมชาติ สิ่งบันทึกทางวิวัฒนาการคือความจริงของธรรมชาติ นับตั้งแต่ระดับโมเลกุลไปจนถึงระดับโลกของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายนั้น ล้วนแต่อยู่ในกระบวนการไหลเวียนและการเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเกิด การตาย การกลายพันธุ์ หรือแม้แต่การสูญพันธ์ุ สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ก่อให้เกิดสายใยแห่งชีวิตอันซับซ้อน ซึ่งมนุษยชาติก็เป็นส่วนหนึ่งของมันเช่นกัน ถ้าพูดด้วยศัพท์ทางชีววิทยาก็หมายความว่า ธรรมชาตินั้นทั้งเป็นและกลายเป็น วิวัฒนาการคือธรรมชาติ

ธรรมชาติลำดับที่หนึ่ง กับมนุษยชาติ

มนุษยชาตินั้นเป็นส่วนหนึ่งของแม่แบบวิวัฒนาการที่มีบทบาทเฉพาะตัว ปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ที่กระทำต่อโลกธรรมชาตินั้นมีทั้งในทางสร้างสรรค์และทำลายล้าง ในฐานะสปีชีส์หนึ่ง ศักยภาพของในการทำสิ่งต่างๆ ของมนุษย์นั้นย่อมส่งผลต่อสปีชีส์อื่น ระบบนิเวศ รวมทั้งโลกของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง  นั่นทำให้นับตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน เราในฐานะมนุษย์กลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เป็นผลผลิตจากพลังแห่งวิวัฒนาการที่สรรสร้างสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลกใบนี้ แต่ขณะเดียวกัน มนุษย์ก็มีความแตกต่างออกไปจากสิ่งมีชีวิตอื่น อันเป็นผลมาจากความสามารถของเราในการสร้างผลกระทบต่อโลกธรรมชาติ นิเวศวิทยาสังคมระลึกถึงข้อเท็จจริงนี้ได้ขึ้นใจ เราจึงต้องทำการแยกโลกธรรมชาติออกเป็นสองลำดับ ก็คือ “ธรรมชาติลำดับที่หนึ่ง” (fisrt nature) หมายถึงธรรมชาติที่มีวิวัฒนาการโดยไม่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์ และ “ธรรมชาติลำดับที่สอง” (second nature) หมายถึงธรรมชาติที่ถูกกำหนดกะเกณฑ์โดยจิตสำนึกและการกระทำของมนุษย์

วิถีทางหลักในธรรมชาติลำดับที่หนึ่งก็คือการคัดสรรตามธรรมชาติ (natural selection) ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงหรือกลายพันธ์ุของสปีชีส์เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้เผ่าพันธุ์หนึ่งๆ สามารถมีชีวิตรอดและขยายเผ่าพันธุ์ต่อไปได้ เมื่อถึงจุดหนึ่ง วิวัฒนาการทางธรรมชาติอาจถูกทดแทนด้วยวิวัฒนาการทางวัฒนธรรม (แต่ได้หมายความว่ามันถูกแทนที่โดยสมบูรณ์) ลักษณะสำคัญของธรรมชาติลำดับที่สองก็คือการเกิดขึ้นของจิตสำนึกในตนเอง และการเกิดขึ้นของวัฒนธรรม มนุษย์ก่อร่างสร้างตัวเองอย่างสม่ำเสมอผ่านการใช้เครื่องมือต่างๆ
(เทคโนโลยี) มีการก่อตั้งสถาบันทางสังคม มีการให้คำอธิบายโลกธรรมชาติ (ศาสนา ปรัชญา และวิทยาศาสตร์) และให้กำเนิดศิลปะ เมื่อมนุษย์เริ่มมีความก้าวหน้าในการทำความเข้าใจโลกธรรมชาติ ฟิสิกส์ พันธุกรรม และประเด็นอื่นๆ ในทางวิทยาศาสตร์ สุดท้ายแล้วเผ่าพันธุ์ของเราก็จะเป็นดั่งคำพูดของ ก็อทลิบ ฟิกช์เท (Gottlieb Fichte) ที่ว่า “มนุษย์กลายเป็นธรรมชาติที่มีจิตสำนึกของตัวเอง” หรือพูดอีกอย่างคือ เป็นธรรมชาติที่มีความสามารถในการสร้างวิถีวิวัฒนาการของตัวเอง มนุษย์เริ่มปรับธรรมชาติให้เหมาะสมกับความต้องการของตัวเองในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน และในระยะเวลาอันรวดเร็ว วิวัฒนาการทางวัฒนธรรมถูกมองว่าเป็นกระบวนการที่มีพลวัตในการปรับสภาวะแวดล้อมให้เข้ากับมนุษย์ภายในระยะเวลาไม่ถึงชั่วคน

ถ้าเราเข้าใจลักษณะที่แท้จริงของธรรมชาติลำดับที่สองที่ถูกผลิตขึ้นจากความสร้างสรรค์และกลวิธีต่างๆ ของมนุษย์ ซึ่งมีความแตกต่างจากธรรมชาติลำดับที่หนึ่งอย่างเห็นได้ชัด เราก็จะเข้าใจด้วยว่ามันงอกเงยมาจากธรรมชาติลำดับที่หนึ่งโดยตรง หรือพูดอีกอย่างคือ มันเป็นผลมาจากวิวัฒนาการทางชีววิทยา นอกจากนี้ถ้าพูดในเชิงตรรกะแล้ว ธรรมชาติลำดับที่หนึ่งนั้นแฝงฝังไปด้วยศักยภาพที่จะให้กำเนิดธรรมชาติลำดับที่สอง เราควรทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ธรรมชาติและบันทึกทางวิวัฒนาการในแง่ที่ว่า แท้จริงแล้วการวิวัฒน์ของสิ่งต่างๆ ไม่ได้ทำให้โลกธรรมชาติสูญเสียแก่นแกนของมันไป ธรรมชาติลำดับที่สองยังคงบรรจุลักษณะของธรรมชาติลำดับที่หนึ่งเอาไว้เสมอ รูปแบบที่ซับซ้อนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็ล้วนเริ่มต้นมาจากการพัฒนาของเซลล์เซลล์เดียวที่จัดเรียงและรวมตัวกันในรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น (กลายเป็นอวัยวะ) และเซลล์เหล่านั้นก็ทำงานประสานสอดคล้องกันอย่างซับซ้อน (กลายเป็นองค์อินทรีย์) ค่า pH ของน้ำคร่ำในช่องคลอดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างเช่นมนุษย์ ก็มีองค์ประกอบมาจากค่า pH ของมหาสมุทรยุคโบราณซึ่งเป็นสถานที่ที่สิ่งมีชีวิตกำเนิดขึ้นครั้งแรก ในแง่นี้ การปฏิสนธิ การตั้งครรภ์ การให้กำเนิด ก็ล้วนแต่เป็นการลอกเลียนแบบวิวัฒนาการทางชีววิทยาทั้งสิ้น สปีชีส์ของเรารวมเอาธรรมชาติลำดับที่หนึ่งและที่สองเข้าไว้ด้วยกัน

เมื่อเราดูบันทึกวิวัฒนาการทางชีววิทยาที่ดำเนินมาตลอดหลายล้านปี เราก็จะเห็นว่ารูปแบบของสิ่งมีชีวิตต่างๆ นั้นเพิ่มระดับความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ และมองเห็นว่าชีวิตเหล่านั้นมีศักยภาพที่จะตระหนักรู้ในตนเอง เราไม่ได้หมายถึงว่าวิวัฒนาการนั้นเดินเป็นเส้นตรงอย่างต่อเนื่อง ที่จริงแล้ววิวัฒนาการนั้นล้วนมีจุดเริ่มต้น จุดเฟื่องฟู จุดเสื่อมถอย หรือแม้กระทั่งจุดที่สิ่งมีชีวิตนั้นๆ สูญพันธุ์ไปสิ้น แต่ก็เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ได้วิวัฒนาการมาจากสิ่งที่ไม่มีสำนึกในตนเอง เช่นสัตว์เซลล์เดียว ไปสู่รูปแบบของสิ่งมีชีวิตที่มีรูปแบบทางชีววิทยาอันแสนซับซ้อนที่มีความสามารถในการคิดเชิงนามธรรมและเหตุผล แล้วสิ่งเหล่านี้คือเหตุผลที่ทำให้มนุษย์กลายเป็น “เจ้าผู้สร้าง” ที่มีสิทธิ์ในการปกครองสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในธรรมชาติ และมองธรรมชาติเป็นเพียงแค่ทรัพยากรที่จะนำมาใช้สอยอย่างนั้นหรือ? หรือเราต้องเข้าใจเสียก่อนว่ามนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ที่มีความสามารถในการทำลายล้างและสร้างสรรค์อย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน? ความเข้าใจเหล่านี้ไม่ได้นำมาซึ่งความรับผิดชอบในการวิพากษ์เพื่อทบทวนการดำรงอยู่ของความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติลำดับที่หนึ่งกับลำดับที่สอง ที่ถูกแผ้วทางจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนิเวศวิทยาหรอกหรือ? แล้วเราไม่ควรสร้างจริยศาสตร์และการเมืองที่จะนำมาซึ่งหลักประกันที่จะนำมาซึ่งความกลมเกลียวระหว่างธรรมชาติลำดับที่หนึ่งกับลำดับที่สอง ที่กำลังถูกคุกคามจากจริยศาสตร์และการเมืองในปัจจุบันของเราในตอนนี้หรอกหรือ?

นิเวศวิทยาสังคมนั้นชี้แนะว่าเราต้องหวนกลับไปพินิจธรรมชาติลำดับที่หนึ่งกันเสียใหม่ เพื่อทำความเข้าใจถึงหลักการต่างๆ ของประวัติศาสตร์ธรรมชาติ และเป็นหลักประกันว่าระบบนิเวศนั้นจะอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์พร้อม การตรวจสอบดังกล่าวนั้นต้องวางอยู่บนฐานของความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ แต่เราต้องเข้าใจเสียก่อนว่าโครงการดังกล่าวนั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นเชิงประจักษ์เพียงอย่างเดียว ประวัติศาสตร์ของการตีความ “กฎของธรรมชาติ” นั้นเต็มไปด้วยช่วงเวลาที่เป็นอัตวิสัยและความเป็นการเมือง ในศตวรรษที่ 19 นักสังคมศาสตร์สายดาร์วินอย่างเช่น เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ (Herbert Spencer) ได้พลิกแพลงเอาความคิดของดาร์วินมาเป็นหลักเหตุผลสร้างความชอบธรรมให้กับจักรวรรดินิยมอังกฤษ หรือมาดูเหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่นาน ฮิตเลอร์สร้างความชอบธรรมให้กับมุมมองของเขาด้วยการยกเอาแนวคิดเรื่อง “ธรรมชาติที่เที่ยงแท้” ขึ้นมา แต่นิเวศวิทยาสังคมไม่ทำเช่นนั้น เพราะเราไม่ต้องการที่จะบอกว่าธรรมชาติคือสิ่งเที่ยงแท้หรือมีอำนาจสัมบูรณ์ สิ่งที่เราทำก็คือพยายามที่จะใช้หลักวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดที่เรามี เพื่อพิจารณาแนวโน้มหรือหลักการของกระบวนการวิวัฒนาการ พลวัตของระบบนิเวศ และทำความเข้าใจว่าแนวโน้มเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยที่ไม่ละทิ้งสิ่งต่างๆ ที่มาจากธรรมชาติลำดับที่หนึ่ง เหมือนกับว่านิเวศวิทยาสังคมนั้นต้องการทำให้ธรรมชาติลำดับที่หนึ่งและสองกลับมาปรองดองกันอีกครั้ง ซึ่งเป็นภารกิจเร่งด่วนในภาวะที่ดาวโลกกำลังถูกคุกคาม เรายังต้องจดจำไว้อีกด้วยว่า เนื่องจากทฤษฎีใดๆ ก็ตามล้วนมีฐานมาจากวิทยาศาสตร์ ดังนั้นนิเวศวิทยาสังคมก็จำเป็นที่จะต้องถูกปรับปรุงจากความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ เช่นเดียวกัน

จริยศาสตร์และสังคมในเชิงนิเวศ

จริยศาสตร์ที่มีเป้าหมายในการฟื้นฟูความปรองดองระหว่างธรรมชาติลำดับที่หนึ่งและที่สองนั้นต้องเริ่มต้นด้วยการเพิ่มพูนความซับซ้อน ความหลากหลาย และระดับของจิตสำนึกให้สูงขึ้น การเริ่มต้นดังกล่าวต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติทั้งสองลำดับเสียก่อน เราต้องมุ่งมานะที่จะปกป้องและสรรสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนความหลากหลายทางชีววิทยา ที่มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน

หลักการเดียวกันนี้จะต้องปรับใช้กับธรรมชาติลำดับที่สอง ถ้าเป้าหมายของเราคือสังคมเชิงนิเวศ จริยศาสตร์ของเราก็จะต้องรับประกันได้ว่าสังคมของเราจะให้ความสำคัญกับความซับซ้อนหลากหลาย ที่มุ่งไปสู่การเพิ่มระดับทางจิตสำนึกในตนเอง ซึ่งแสดงออกมาผ่านความเคารพซึ่งกันและกัน ความมีส่วนร่วม ความเท่าเทียม และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ การไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาซึ่งระดับของความซับซ้อน ความหลากหลาย และอิสรภาพที่สูงขึ้นนั้นคือเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับระบบนิเวศและสังคมที่สมบูรณ์พูนสุข และเป็นเงื่อนไขที่จะนำไปสู่ความปรองดองของธรรมชาติลำดับที่หนึ่งและที่สอง

หลักการของความเป็นหนึ่งเดียวกันและความเท่าเทียมคือหลักการที่ปรากฏอยู่ในธรรมชาติลำดับที่หนึ่ง เราควรจะปรับใช้หลักการดังกล่าวกับสังคมของเราเพื่อที่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งสุขภาวะ ความมั่นคง และความแข็งแรงของระบบนิเวศนั้นวางอยู่บนความสัมพันธ์ทางตรงกับความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตที่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับระบบ ระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพถึงจุดสูงสุด อย่างเช่น ป่าดิบชื้น หรือปากแม่น้ำนั้นมีความสามารถที่จะรักษาความหลากหลายดังกล่าวไว้ได้นานนับหลายพันปี ยิ่งมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด มันก็ยิ่งทำให้เกิดการเพิ่มระดับของความหลากหลายทางโภชนาการตามไปด้วย และทำให้ระบบสามารสร้างการทดแทนและค้ำชูตัวมันเองได้

การปรับใช้หลักการดังกล่าวก็คือความเร่งด่วนเชิงจริยศาสตร์ของธรรมชาติลำดับที่สอง การขาดหายไปของความเป็นหนึ่งเดียวกับและความไม่อดทนอดกลั้นต่อความหลากหลายนั้นกลายเป็นภัยคุกคาม ที่ไม่ใช่สำหรับแค่วัฒนธรรมหรือสังคมหนึ่งๆ เท่านั้น แต่มันกระทบกับโลกของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ผลลัพธ์ของการไม่ยอมรับแนวคิดนี้มาปรับใช้กับธรรมชาติลำดับที่สองก็คือ มันจะนำไปสู่ภัยพิบัติทางสังคมและระบบนิเวศ เช่นสงคราม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการเหยียดเชื้อชาติ รวมไปถึงการลดทอนและทำให้ระบบนิเวศพังทลายลง ซึ่งเห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก ธรรมชาติทั้งสองประเภทนั้นมีความเกี่ยวโยงกันอย่างแยกไม่ออก นิเวศวิทยาสังคมนั้นให้ความสำคัญกับหลักการความเป็นหนึ่งเดียวกันในความหลากหลาย ในฐานะหนทางที่จะใช้แก้ไขการพังทลายที่ได้ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว

ลำดับชั้นและวิวัฒนาการ

ในตอนที่วิทยาศาสตร์ได้เริ่มต้นทำการศึกษาระบบนิเวศ มันมีแนวโน้มว่าจะมองความสัมพันธ์แบบสมมาตรในลักษณะลำดับชั้น แนวคิดหลักของการทำความเข้าใจระบบนิเวศนั้นได้แก่ห่วงโซ่อาหาร มันเป็นลำดับชั้นของการพึ่งพากันที่เข้มงวดอย่างยิ่ง โดยมีสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่อยู่ที่ชั้นบนสุดของห่วงโซ่ เนื่องจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของเรานั้นมีมากขึ้น โมเดลห่วงโซ่แบบเดิมที่ยังถูกศึกษาไม่ละเอียดมากนักก็ถูกแทนที่ด้วยการอธิบายที่ลึกซึ้งกว่า โดยการนิยามความสัมพันธ์อันซับซ้อนที่เกิดขึ้นในระบบนิเวศว่าเป็นเครือข่ายสายใยอาหาร (food web) สายใยทางอาหารนี้เป็นลักษณะที่ปราศจากลำดับชั้นของความสัมพันธ์ต่างๆ โดยมีฐานมาจากการพึ่งพาซึ่งกันและกัน เชื่อมโยงทุกสปีชีส์เอาไว้ด้วยกันในฐานะองค์รวมของการสนับสนุนซึ่งกันและกัน สิ่งนี้ทำให้เราย้อนกลับไปมองว่าธรรมชาติลำดับที่หนึ่งนั้นก็มีลักษณะความสัมพันธ์แบบปราศจากลำดับชั้นเช่นกัน

ลำดับชั้นระหว่างสิ่งมีชีวิตที่เราคิดขึ้นมาว่ามันจะต้องดำรงอยู่ในธรรมชาติลำดับที่หนึ่ง อย่างเช่น สิงโตเป็น “เจ้าแห่งสัตว์ป่า” หรือ “มดอยู่ลำดับล่างของห่วงโซ่” สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นมุมมองลำดับชั้นแบบมนุษย์ทั้งสิ้น ในทางเทคนิค ลำดับชั้นหมายถึงระบบของคำสั่งและการควบคุมเพื่อทำให้เกิดการบังคับในทางกายภาพซึ่งก่อให้เกิดการเชื่อฟังคำสั่งนั้นๆ แต่อันที่จริงแล้ว ระบบดังกล่าวไม่เคยดำรงอยู่ในธรรมชาติลำดับที่หนึ่ง สิงโตไม่ได้ออกคำสั่งหรือควบคุมสิ่งมีชีวิตอื่นๆ แถมมันก็ไม่ได้สร้างระบบระเบียบเชิงสถาบันในความสัมพันธ์ของมันด้วย แม้แต่ลักษณะที่เหนือกว่าของสิงโตตัวเมียก็ถูกมองว่าเป็นความเหนือกว่าในบางสถานการณ์เท่านั้น มันไม่ได้ถูกสถาปนาว่าจะเป็นเช่นนั้นเสมอไป

ลำดับชั้นได้ทำลายสายใยแห่งความสัมพันธ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของระบบนิเวศ วัฏจักรแห่งการเกิด การตาย การย่อยสลาย ได้เชื่อมต่อธรรมชาติลำดับที่หนึ่งและลำดับที่สองเข้าไว้ด้วยกัน ต่อให้จะปฏิเสธไม่ได้ว่ามีการแข่งขันระหว่างสปีชีส์ในกระบวนการวิวัฒนาการ แต่พลวัตของระบบนิเวศนั้นมีรากฐานมาจากการร่วมมือกัน สปีชีส์แต่ละสปีชีส์ล้วนมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการพัฒนา สิ่งนี้เป็นจริงแม้แต่ในความสัมพันธ์ระหว่างเหยื่อกับผู้ล่าที่สายพันธ์ุทั้งหลายต่างพึ่งพาอาศัยกัน ลองพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ ผู้ล่าย่อมพึ่งพาเหยื่อในการเอาชีวิตรอด ส่วนเหยื่อก็พึ่งพาผู้ล่าในการรักษาจำนวนประชากรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ลักษณะของการพึ่งพากันเช่นนี้เริ่มซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ตามความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศ

เหนือสิ่งอื่นใดนั้น วิวัฒนาการคือเขตแดนของศักยภาพ ทุกๆ รูปแบบของชีวิตล้วนประกอบไปด้วยชุดของความน่าจะเป็นทั้งในเชิงชีววิทยาและเชิงพฤติกรรม ศักยภาพเหล่านี้และความพยายามทำให้มันเป็นจริงนั้นคือสิ่งที่ขับเคลื่อนชีวิตให้ก้าวไปข้างหน้า และเมื่อกระบวนการนี้ไปถึงระดับที่มีจิตสำนึกรับรู้ (ว่าตนเองมีศักยภาพ) มันก็ได้กลายมาเป็นตัวแปรสำคัญของโลกธรรมชาติ และอีกทางหนึ่งก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างธรรมชาติลำดับที่หนึ่งและลำดับที่สอง แม้ว่าธรรมชาติลำดับที่หนึ่งจะปรากฏอยู่ในธรรมชาติลำดับที่สองเสมอ แต่เราก็จะเห็นถึงการเกิดขึ้นของจิตสำนึก จิตสำนึกในตนเอง และความพยายามของมนุษย์ในการเติมเต็มศักยภาพที่พวกเขามี ซึ่งเป็นลักษณะของการที่วัฒนธรรมถือกำเนิดขึ้น ถ้าภาวะพึ่งพานั้นถูกมองว่าเป็นแนวโน้มตามธรรมชาติที่ช่วยให้มนุษย์สร้างจริยศาสตร์ขึ้นมาได้ มันก็ต้องมีรากฐานมาจากความเข้าใจศักยภาพดังกล่าว มันต้องเป็นส่วนหนึ่งของความต่อเนื่องของพฤติกรรมที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ ศักยภาพนี้ก่อให้เกิดการแสดงออกในหลายรูปแบบ ผ่านประวัติศาสตร์ในแต่ละยุคสมัย ซึ่งทำให้เห็นว่านี่คือหลักฐานว่าเราควรผสมผสานหลักการเข้ากับกรอบคิดเชิงจริยศาสตร์ ที่จะทำให้เราสามารถฟื้นฟูความกลมเกลียวระหว่างธรรมชาติลำดับที่หนึ่งและสองได้

ความคิดกระแสหลักที่มองว่าธรรมชาติของมนุษย์เป็นสิ่งเที่ยงแท้นั้นวางอยู่บนฐานของความโลภ การแข่งขัน สงคราม และการใช้อำนาจ สิ่งเหล่านี้ถูกท้าทายจากบันทึกทางมานุษยวิทยา อันที่จริงแล้ว มานุษยวิทยานั้นบอกให้เราปฏิเสธความคิดอันคับแคบเกี่ยวกับ “ธรรมชาติของมนุษย์” และแทนที่มันด้วยแนวคิดที่เปิดกว้างเกี่ยวกับความต่อเนื่องของพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์ซึ่งเต็มไปด้วยศักยภาพ ซึ่งไม่ใช่ศักยภาพที่เป็นเรื่องของความโลภ การแข่งขัน สงคราม และการใช้อำนาจ แต่มันพูดถึงศักยภาพในการดูแลผู้อื่น การแบ่งปัน การพึ่งพาอาศัยกันและกัน และความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นลำดับชั้น กรอบคิดนี้นำมาซึ่งความเชื่อว่าเราในฐานะมนุษย์นั้นมีศักยภาพเพียงพอที่จะสร้างสังคมเชิงนิเวศ นักมานุษยวิทยาได้นิยามพฤติกรรมเชิงนิเวศเหล่านี้ว่าเป็นใจกลางของสังคมมนุษย์ โดยมีต้นกำเนิดมาจากสังคมที่มีระบบการผลิตก่อนทุนนิยม ลักษณะดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในอนาคต ผมไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ควรจะกลับไปสู่การหาของป่าล่าสัตว์ ซึ่งเราย้อนกลับไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่ผมจะบอกว่า รูปแบบทางพฤติกรรมเหล่านี้มันทำให้เราเห็นถึงหลักการพื้นฐานบางอย่าง และเราในฐานะมนุษย์ผู้มีความสร้างสรรค์ก็สามารถนำเอาหลักการเหล่านั้นมาปรับใช้ในชีวิตปัจจุบันได้

วัฒนธรรมและสังคมต่างๆ นั้นมักจะให้ความสำคัญกับรูปแบบพฤติกรรมหนึ่งๆ และลดคุณค่าพฤติกรรมอื่นๆ อยู่เสมอ จากกระบวนการขัดเกลาทางสังคมและการศึกษาในระบบทำให้สังคมของเรานั้นสนับสนุนความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นมิตรต่อระบบนิเวศ ยิ่งไปกว่านั้นยังทำให้พฤติกรรมเหล่านี้กลายเป็น “ธรรมชาติของมนุษย์” ไปเสีย ความตระหนักรู้ถึงศักยภาพอื่นๆ ที่แฝงอยู่ในตัวมนุษย์นั้นช่วยมอบความหวังว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้ แม้ว่าจะไม่มีวิธีการที่ชัดเจน แต่ความรู้ทางชีววิทยาสังคมได้เสนอว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นจะเกิดขึ้นถ้าเราไปถึงจุดที่ศักยภาพของเรากลายเป็น “ธรรมชาติที่มีจิตสำนึกในตนเอง” ทำให้เกิดความกลมเกลียวระหว่างธรรมชาติลำดับที่หนึ่งและลำดับที่สอง และแก้ไขวิกฤตทางธรรมชาติที่กำลังคุกคามการดำรงอยู่ของพวกเรา

จากนิเวศวิทยาสู่การเมือง

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นต้องการวิสัยทัศน์ที่ราดิคัล เราต้องการญาณวิทยาของระบบนิเวศแบบใหม่ เราต้องการจริยศาสตร์ที่มีต้นแบบมาจากธรรมชาติลำดับที่หนึ่ง และเราต้องการการปฏิบัติเชิงทฤษฎีในทางการเมืองและสังคม เราต้องมุ่งมั่นที่จะค้นหาและตรวจสอบต้นตอของวิกฤตทางธรรมชาติ โดยการใช้หลักการทางจริยศาสตร์ที่เราได้รับมาจากความเข้าใจในตัวธรรมชาติ การตรวจสอบดังกล่าวจะนำเราออกจากเขตแดนของนิเวศวิทยาแบบเดิมๆ ที่ยังคงมอง “ธรรมชาติ” ว่าเป็นเพียงทรัพยากร ไปสู่นิเวศวิทยาสังคมที่ให้ความสำคัญกับความกลมเกลียวของธรรมชาติทั้งสองลำดับ

จริงๆ แล้ว แนวคิดดังกล่าวเรียกร้องการแก้ไขปัญหาที่มากไปกว่าวิธีแบบผักชีโรยหน้าที่นักสิ่งแวดล้อมส่วนมากทำกัน มันเรียกร้องให้เราแก้ไขปัญหาสังคมที่ซ่อนอยู่และเป็นต้นเหตุของวิกฤตทางสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย มันเสนอว่าระบบนิเวศที่มีสุขภาวะที่ดี และความสัมพันธ์อันกลมเกลียวระหว่างธรรมชาติทั้งสองลำดับนั้นเป็นผลมาจากการสร้างสังคมเชิงนิเวศขึ้นมา และสังคมเชิงนิเวศจะต้องมีหลักทางจริยศาสตร์รองรับ ซึ่งได้มาจากการทำความเข้าใจธรรมชาติลำดับที่หนึ่ง

วิกฤตทางธรรมชาตินั้นเรียกร้องสิ่งที่มากกว่าความเปลี่ยนแปลงของจิตสำนึก แม้ว่าความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่มันยังไม่เพียงพอ เราต้องเริ่มต้นด้วยการกระทำที่เป็นผลมาจากจิตสำนึกแบบนิเวศวิทยาสังคม แน่นอนว่ากระบวนการประกอบสร้างเชิงนิเวศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันต้องการการยกระดับทางความคิดและการจัดการทางสังคมอย่างใหญ่หลวง เราต้องเริ่มต้นกระบวนการการประกอบสร้างระบบนิเวศด้วยการอนุรักษ์ระบบนิเวศในปัจจุบัน เพื่อเป็นหลักประกันความเป็นเอกภาพ และมองว่ามันเป็นแหล่งที่กักเก็บความหลากหลายทางชีวภาพเอาไว้ สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือเราต้องเข้าไปฟื้นฟูระบบนิเวศที่เต็มไปด้วยความเสื่อมโทรมให้กลับไปยังสภาวะก่อนหน้านี้ ดังนั้นเราจำเป็นต้องสำรวจและนำเอารูปแบบการพัฒนาเชิงนิเวศมาปรับใช้ รวมไปถึงกระบวนการที่ให้ความสำคัญกับชุมชน ที่ทำให้ความต้องการของมนุษย์นั้นสมดุลกับการฟื้นฟูระบบนิเวศ เราต้องแสดงให้เห็นถึงมิติต่างๆ ของการสร้างสรรค์โลกขึ้นมาใหม่ด้วยการปรับใช้หลักจริยศาสตร์ในธรรมชาติ

โครงการดังกล่าวเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาสาขาวิชานิเวศวิทยาสังคม การคิดในเชิงปรัชญานั้นไม่เพียงพอ สิ่งที่สำคัญคือการปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม การกระทำของเราต้องมีรากฐานมาจากจริยศาสตร์และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ การไม่ครุ่นคิดพิจารณาและการกระทำที่ไม่รอบคอบอาจจะทำให้ทุกอย่างแย่ลง แทนที่จะทำให้มันดีขึ้น ผลลัพธ์ที่เราต้องการก็คือการก้าวไปสู่ความซับซ้อน ความหลากหลาย และอิสรภาพที่มากขึ้นกว่าเดิม เราต้องสร้างความเป็นปึกแผ่นผ่านความหลากหลายและลักษณะกลุ่มก้อนที่พึ่งพาอาศัยกัน และความตระหนักรู้ถึงความสัมพันธ์ของตัวเรากับธรรมชาติลำดับที่หนึ่งนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเรามีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ที่สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าและหลักการดังกล่าว วิธีการกับผลลัพธ์ต้องสอดคล้องกันเสมอ

ปฏิบัติการในทางนิเวศวิทยาสังคมนั้นต้องอาศัยการเข้ามามีส่วนร่วมของคนหลากหลายกลุ่มและแนวคิดแบบประชาธิปไตย ผู้คนจากทั่วโลกและชุมชนระดับท้องถิ่นกำลังท้าทายวัฒนธรรมการทำลายล้างแบบไร้เหตุผล ไม่ว่าจะเป็นการดิ้นรนต่อสู้ของชนพื้นเมืองในเม็กซิโกเพื่อปกป้องผืนป่าของพวกเขา ชาวนาเนปาลต่อสู้เพื่อไม่ให้เกิดการสร้งเขื่อนกั้นแม่น้ำ และชุมชนคนผิวดำยากจนในลุยเซียนาก็ต่อสู้เพื่อที่โรงงานปล่อยสารเคมีเป็นพิษถูกปิดตัวลง ขบวนการเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหวระดับโลก เช่นเดียวกับเหล่าผู้อยู่อาศัยในเมือง
เดสทรอยอันเสื่อมโทรมกำลังเรียกร้องเอาตึกที่ถูกทิ้งร้างกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง และกลุ่มเยาวชนที่ใช้พื้นที่ว่างในเมืองนิวยอร์กเป็นที่ปลูกผักออแกร์นิก พวกเขายืนหยัดอยู่เคียงข้างเหล่าผู้ต่อต้านระบอบเศรษฐกิจโลกอันแสนหน้าเลือด ซึ่งถูกครอบงำโดยเหล่าบรรษัทขนาดยักษ์

การผสมผสานของการประท้วงต่อต้านเข้ากับปฏิบัติการฟื้นฟูเป็แค่เพียงก้าวแรกเท่านั้น เราจะต้องขยายการต่อสู้ของเราให้มีคนจากหลากหลายกลุ่มมากขึ้น มีการจัดตั้งองค์กรที่นำเอาหลักจริยธรรมเชิงนิเวศมาปรับใช้ เพื่อเป็นการสร้างความกลมเกลียวระหว่างธรรมชาติทั้งสองลำดับ เป็นขบวนการที่มีความหลากหลาย ไม่รวมศูนย์ ไม่มีลำดับชั้น และเน้นการมีส่วนร่วม เสนอให้เห็นโมเดลแบบใหม่ของปฏิบัติการทางสังคมที่เป็นการโต้ตอบกับแนวทางแห่งการทำลายล้างที่ถูกสร้างขึ้นจากวัฒนธรรมหลักที่ครอบงำเราอยู่ในทุกวันนี้

ก้าวไปสู่การตื่นรู้ครั้งใหม่

มุมมองแบบนิเวศวิทยาสังคมนั้นจำต้องพูดถึงอนาคตข้างหน้าด้วย และต้องทำในท่าทีของการนำเอาหลักการทางจริยศาสตร์ในธรรมชาติลำดับที่หนึ่งมาปรับใช้ การคาดการณ์โดยใช้เพียงแค่ความเป็นปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งปรากฏให้เห็นผ่านวิธีคิดของพวกฟูทูริสต์ (futurists) และพวกนักทฤษฎีระบบ (system theorists) การพูดคุยถกเถียงเกี่ยวกับอนาคตในแง่ของนิเวศวิทยานั้น จะต้องมีรากฐานอยู่ที่แนวคิดเรื่องศักยภาพ หรือความเข้าใจว่าสิ่งต่างๆ จะกลายเป็นอะไรได้บ้าง การวิวัฒนาการในตัวของมันเองก็คือกระบวนการเผยออกมาของศักยภาพในระดับชีววิทยา เป็นองค์อินทรีย์ที่อาจเติมเต็มศักยภาพในการเติบโต พัฒนา และขยายเผ่าพันธ์ุ หรือบางทีก็ประสบความล้มเหลว ศักยภาพไม่ควรจะเท่ากับการไม่มีทางเลือก มีตัวแปรมากมายที่จะทำให้ศัยกภาพเหล่านั้นปรากฏหรือไม่ปรากฏ นิเวศวิทยาตรวจสอบอนาคตด้วยการพยายามที่จะนำเอาศัยภาพต่างๆ ในการฟื้นฟูและสร้างความกลมเกลียวระหว่างธรรมชาติทั้งสองลำดับออกมา ขณะเดียวกันก็ทำให้ศัยภาพเหล่านั้นเป็นจริงขึ้นมาด้วย

การจะทำเช่นนั้นได้ นิเวศวิทยาสังคมได้หยิบยืมเอาธรรมเนียมอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ นั้นคือการคิดถึงโลกยูโทเปีย แต่เป็นยูโทเปียที่วางอยู่บนความเข้าใจศักยภาพที่มีอยู่ในปัจจุบัน แม้ว่าศักยภาพบางอย่างยังไม่เป็นที่รับรู้ก็ตาม ในช่วงยุคเรอเนสซองส์และยุคภูมิธรรม (Enlightenment) วิธีคิดแบบยูโทเปียถือกำเนิดขึ้นมาในฐานะรูปแบบทางความคิดที่มีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการวิพากษ์สังคม และการมองหาความเป็นไปได้ในการสร้างองค์กรทางสังคมขึ้นมา มันเคยถูกใช้เพื่อสำรวจหาหนทางที่มนุษย์จะก้าวเดินต่อไป เป็นแรงบันดาลใจให้มนุษย์ก้าวข้ามขีดจำกัดทางสังคม แต่การคิดแบบยูโทเปียนั้นเสนออะไรไปมากกว่าแรงบันดาลใจ เพราะมันยังเสนอการเริ่มต้นสิ่งใหม่ให้กับเรา ถ้าเราไม่มีภาพของสังคมที่เราพึงปรารถนาแล้วล่ะก็ เราก็จะไม่สามารถไปถึงมันได้เลย ในบริบทเชิงนิเวศสมัยใหม่ รายละเอียดของหลักการยูโทเปียนั้นวางอยู่บนฐานของความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ที่มีต่อระบบนิเวศ และจะถูกนำมาปรับใช้ผ่านแผนการพัฒนาแบบประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่น

นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่เรามีศักยภาพพอในการกำจัดความขาดแคลน สังคมของเรามีเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ทุกคน ทั้งด้านอาหาร ที่อยู่อาศัย และพลังงาน สิ่งที่เราขาดหายไปก็คือวิสัยทัศน์ทางสังคมและความมุ่งมั่นทางการเมืองที่จะทำเช่นนั้น การรวมศูนย์ความมั่งคั่งแบบลำดับชั้นนั้นนำไปสู่ความไม่สมดุลอันน่าหวั่นของการกระจายทรัพยากรไปทั่วโลกใบนี้ ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนนั้นขยายกว้างขึ้นอย่างสม่ำเสมอในหลายทศวรรษที่ผ่านมา เช่นเดียวกับที่ยุคภูมิธรรมนั้นนำไปสู่การประกอบสร้างสังคมขึ้นมาใหม่ ด้วยการสั่นคลอนระเบียบอำนาจเดิม ยุคภูมิธรรมแห่งการตื่นรู้ครั้งใหม่ที่ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศนี้ก็จะทำเช่นนั้นเหมือนกัน ผมตระหนักดีว่ายุคภูมิธรรมนั้นยังมีข้อจำกัดและข้อบกพร่องอยู่ด้วย และผมไม่ได้เสนอว่าเราต้องผลิตซ้ำสิ่งเดิม แต่เป็นการเรียนรู้กระบวนการของมันเพื่อที่เราจะได้แก้ไขให้ดีขึ้น

โครงการแห่งการตื่นรู้เริ่มต้นด้วยชุดความคิดที่วิพากษ์สิ่งเดิมแบบราดิคัล และเสนอมุมมองที่เหนือไปกว่าภาวะปัจจุบัน เราจะทำอย่างไรได้บ้าง และเราควรทำอะไร ถ้าเราตระหนักรู้ถึงสังคมเชิงนิเวศและศักยภาพของมัน เราก็จะต้องเริ่มต้นเสียตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าเราล้มเหลวกับโครงการดังกล่าว นั่นหมายความว่าเรากำลังทอดทิ้งมนุษยชาติ และเดินหน้าเข้าสู่ยุคแห่งการทำลายล้างระบบนิเวศอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


บทความแปลชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันนิเวศวิทยาสังคม ก่อตั้งโดย Murray Bookchin

เราคือผู้ที่ตื่นขึ้นมาจากความฝันที่กำลังจะเปลี่ยนไปเป็นฝันร้าย: ย้อนคิดสภาวะ “การเมืองที่แท้จริง” ของสลาวอย ชิเชก กับสถานการณ์ในปัจจุบัน

เราคือผู้ที่ตื่นขึ้นมาจากความฝันที่กำลังจะเปลี่ยนไปเป็นฝันร้าย: ย้อนคิดสภาวะ “การเมืองที่แท้จริง” ของสลาวอย ชิเชก กับสถานการณ์ในปัจจุบัน

กล่าวนำ ice_rockster

กล่าวนำ

บทความนี้เป็นบทความขนาดสั้นที่ตีพิมพ์ใน PROJECT MUSE วารสาร Theory & Event, Volume 14, Issue 4, 2011 Supplement เป็นบทความที่ปรากฏ quote หรือคำพูดที่เป็นที่นิยมของสลาวอย ชิเชก (Slavoj Žižek) นักปรัชญาชาวสโลเวเนีย ซึ่งมีทัศนคติต่อต้านระบอบทุนนิยม เจ้าของวาทะอันโด่งดังอย่าง “คุณไม่ได้เกลียดวันจันทร์ คุณเกลียดทุนนิยม”, “มันง่ายกว่าที่จินตนาการถึงจุดจบของโลก กว่าจุดจบของทุนนิยม” หรือ “เจอกันในนรก หรือในคอมมิวนิสม์” บทความนี้จึงไม่ได้เขียนในลักษณะของบทความวิชาการ ที่ต้องมีการอ้างอิงหรือใช้หลักทฤษฎีอะไร หากแต่เขียนเพื่อจะชี้ให้ผู้คนเห็นว่า สิ่งที่เราประพฤติปฏิบัติกันอยู่ในชีวิตประจำวัน – ที่เราใช้ชีวิตกันอย่างเป็นปกติสุข มันไร้เหตุผล และบิดเบี้ยวออกห่างจากความเป็น “มนุษย์” อย่างไร

แน่นอนว่าชิเชกไม่ได้พยายามนิยามว่ามนุษย์ที่สมบูรณ์ จริงแท้ แน่นอน เป็นหรือควรจะเป็นอย่างไรในบทความนี้ เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่า “เห้ย ผมว่าสิ่งที่คุณทำ ๆ กันอยู่นั้นมันดูไม่ปกตินะ” หากคุณคิดว่า “เออจริงนะ มันไม่ปกติ” คุณจะคิดต่อ และวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เป็นเหตุเป็นผลของมัน แต่ถ้าคุณเห็นว่า “เหรอ? มันก็ปกติดีนะ” คุณก็คงใช้ชีวิตต่อไป ไม่เดือดร้อน ชิเชกก็คงยินดีและอวยพรให้กับคุณด้วย

สิ่งที่ชิเชกกำลังจะบอก คงจะเป็นการตั้งคำถามกับ “การเมือง” ที่มันเกิดขึ้นและดำเนินการอยู่ในในโลกปัจจุบัน การเมืองคืออะไร? คือการออกไปเลือกตั้งผู้นำหรือ? หรือการมีส่วนร่วมในการเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนคิดว่าไม่เป็นธรรม? การรับเงินที่ซื้อเสียงของผู้สมัคร ส.ส. เพื่อต่อรองผลประโยชน์ที่จะได้จากนักการเมือง? หรือการเมืองคือการมีชีวิตที่ดีอยู่ในรัฐตามที่อริสโตเติล (Aristotle) บอก? หรือการเมืองคือการรบราฆ่าฟันเพื่อชิงอำนาจ? หรือการเมืองคือการมานั่งจับเข่าคุยตกลงกัน หามติส่วนกลางว่าจะเอายังไงกับชีวิตในพื้นที่ส่วนกลาง? หรือท้ายที่สุดแล้ว การเมืองคือการเปิดโอกาสให้คนที่สังคมได้มีโอกาสถกเถียง โดยไม่จำเป็นต้องมีฉันทามติ เห็นพ้องต้องกัน การเมืองจึงเป็นความสัมพันธ์ของการต่อรองอำนาจของกันและกัน?

ไม่ว่าจะกี่ความหมาย กี่นิยาม ก็คงจะไม่สามารถนิยามคำว่าการเมืองได้อย่างลงตัว เพราะถามว่าจะมีนิยามใดที่ถูกหรือผิด ก็คงจะไม่มี เพราะการเมืองไม่ใช่ศาสตร์แห่งประจักษ์นิยม ความพยายามที่จะผลักใสการเมืองเข้าสู่ปริมนฑลของประจักษ์นิยมนั้นมีมาได้สักระยะ ด้วยความต้องการที่จะหาคำตอบและการแก้ไขปัญหา นำสิ่งที่เรา “ไม่ต้องการ” ออกไปจากสังคม จึงต้องพิสูจน์ให้เห็น ให้ชัด ให้ประจักษ์ ว่าทำไมสิ่งสิ่งนั้น ถึงไม่จำเป็น และไม่ต้องการ โดยสิ่งเหล่านี้ถูกให้ความชอบทำโดยวินัยวิชา ที่ถูกเรียกว่า “วิชารัฐศาสตร์”

เมื่อวิชารัฐศาสตร์พยายามสอนเราว่าอะไรคือการเมือง อะไรคือสิ่งที่เราไม่ต้องการ แต่ไม่ได้สอนว่าอะไรคือสิ่งที่เรา “ต้องการ” หากการเมืองคือการต่อสู้เพื่อให้ได้สิ่งที่เราต้องการ วิชารัฐศาสตร์ ก็เป็นสิ่งที่หลีกหนีออกจากการเมืองมาเรื่อย ๆ เพราะ วิชารัฐศาสตร์สอนให้รู้ถึงระบบและเหตุผลของรัฐ ไม่ได้สอนให้ต่อรองกับรัฐ

ดังนั้น แน่นอนว่าการเมืองในแบบที่เป็นอยู่นี้ ในทัศนะของชิเชก มันไม่ใช่การเมืองที่แท้จริง หรือการต่อสู้แย่งชิงอำนาจนั้น มันไม่ใช่ “ทั้งหมด” ของการเมือง ชิเชกจึงต้องการพุ่งเป้าไปให้เราเห็นถึงความผิดปกติภายใต้ระบบทุนนิยม ที่ทำให้เราสูญเสียศักยภาพและคุณลักษณะของความเป็นมนุษย์บางอย่างไป

แน่นอนว่าทุนนิยมเสนอแนวทางที่ดี มีอนาคตที่สดใส อย่างความฝันแบบอเมริกัน ที่การทำงานหนักแค่ไหน ก็จะให้ผลตอบแทนที่มากขึ้นเท่านั้น แต่แน่นอนว่าชิเชกเห็นว่า สิ่งเหล่านั้นคือภาพลวงตา เพราะ มันยิ่งปกปิด “ทางเลือกอื่น ๆ” ที่เป็นไปได้นอกจากที่ทุนนิยมให้กับเรา เช่นเรามองว่า ทุนนิยมมันเท่ากับเศรษฐกิจไปแล้ว เวลาเราพูดว่าเศรษฐกิจไม่ดี มันจึงหมายถึงทุนนิยมทำงานได้ไม่ดีในช่วงเวลานั้น แต่เราไม่เคยฉุกคิดมาก่อนว่า เศรษฐกิจแบบอื่นก็มีนะ เพราะทุนนิยมมันให้เราทำงานให้มัน จนเราลืมไปแล้วว่า คุณลักษณะที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ก็คือการคิด ไม่ใช่การทำตาม หรือการทำอะไรซ้ำ ๆ แบบหุ่นยนต์ – หรือแม้กระทั่งสัตว์ แม้ว่าสัตว์บางชนิดจะมีความคิดได้ก็ตาม

ทุนนิยมจึงเปลี่ยนเราเป็นสัตว์ เป็นสัตว์ที่ต้องการตอบสนองความต้องการที่ตนมีเพียงอย่างเดียว ไม่ได้มีความต้องการ (desire) อื่นใดที่เป็นผลผลิตจากความคิด ความคิดจึงเป็นสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่แยกมนุษย์ออกจากสัตว์อื่น ๆ ดังนั้น สิ่งที่ประเทศอย่างจีนที่มีพรรครัฐบาลที่ชื่อว่าคอมมิวนิสต์ (Communist Party) ทำการแบนภาพยนตร์ที่แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการเปลี่ยนแปลงอนาคต หรือการย้อนกลับไปสู่อดีตในโลกคู่ขนาน หรือการย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตนั้น จึงเป็นการกระทำที่ได้รับผลผลิตมาจากทุนนิยมทั้งสิ้น เพราะเพียงแค่การคิดถึง “ความเป็นไปได้” ของการย้อนอดีต หรือความจริง “อีกแบบ” (alternate reality) นั้น ก็เท่ากับเป็นการคิดวิเคราะห์ (critical) ซึ่งแน่นอนว่ามีแนวโน้มจะเป็นการลดลอนความสำคัญของทุนนิยมได้ ด้วยตรรกะของทุนนิยม ที่ต้องการรักษาให้คนทำงานในระบบให้มากที่สุด จึงต้อง “ตัดไฟเสียแต่ต้นลม” แต่แน่นอนว่าในประเทศที่มีความเป็นเสรีนิยม – ที่แม้จะเห็นดีเห็นงามกับทุนนิยมอยู่ แต่ก็ปฏิเสธการคิดสร้างสรรค์ของ “เสรีชน” ไปไม่ได้

ทุนนิยมเสรี กับทุนนิยมผูกขาด จึงมีข้อแตกต่างกันเล็กน้อย ประเทศที่เป็นเสรีนิยม จึงต้องปรับตัวกับพวก “เสรีชน” ที่มักจะคิดว่า “ไม่มีอะไรที่แท้จริง ทุกอย่างสามารถทำได้ (nothing is true, everything is permitted)” กระนั้นก็ดี ความคิดที่ว่าไม่มีอะไรแท้จริง ก็มักจะนำไปสู่ความสะเปะสะปะจับจุดไม่ได้ จนไม่รู้ว่า แท้จริงแล้วเราต้องการอะไร อย่างมากที่สุด ก็เพียงรู้ว่านิเสธ (negation) ของสิ่งที่ต้องการมีรูปร่างเป็นอย่างไร นั่นก็คือสิ่งที่ชิเชกเสนอในย่อหน้าแรกของบทความ ว่าเรารู้ว่าสิ่งที่เราไม่ต้องการคืออะไรเต็มไปหมด แต่เราหาสิ่งที่เรา “ต้องการ” จริง ๆ ไม่ได้ ดังนั้น การจะหาสิ่งที่ต้องการที่แท้จริง จึงต้องอาศัยความจริงจังในระดับหนึ่ง ความจริงจังที่ต้องกลับมาพิจารณาการต่อสู้ ความจริงจังที่ต้องทราบว่าเราสู้อยู่กับอะไร ความจริงจังของการเมือง

แน่นอนว่าปัญหาจากทุนนิยมเอง ได้กลายมาเป็นปัญหาของเสรีนิยม เพราะแน่นอนว่า “เชื้อไม่ทิ้งแถว” เสรีนิยมที่ดูจะดี แต่ก็ต้องเผชิญกับความสะเปะสะปะไม่เป็นปึกแผ่น จึงปราศจากพลังในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอะไรบางอย่าง อะไรก็ตามที่เราต้องการอย่างแท้จริง การเมืองที่แท้จริงจึงต้องสลัดคราบความเป็นเสรีนิยมออกไป เพื่อที่จะสลัดความวอกแวก สลัดความไม่เฉไฉ และที่สำคัญที่สุดสลัดความเสแสร้งออกจากความเป็นการเมือง

ในที่สุดเมื่อเสรีนิยมดำเนินไปได้ในระดับหนึ่ง มันจึงเกิดแบบแผนขึ้น แบบแผนที่ว่าไม่ใช่รูปแบบ หรือวิธีคิดอื่นใด หากแต่เป็นเสมือน “ลักษณะในอุดมคติ” ที่คาดหวังให้คนอื่น ต้องปฏิบัติตามในแบบที่ “เสรีชน” คนอื่น ๆ เขาทำกัน มันจึงเกิด “ลักษณะที่ถูกต้อง” ขึ้นในที่สุด เช่น เสรีภาพที่ถูกต้องต้องเป็นแบบนี้ สิทธิมนุษยชนที่ถูกต้องต้องเป็นแบบนี้ ประชาธิปไตยที่ถูกต้องต้องเป็นแบบนี้ “การเมืองที่ถูกต้อง” ต้องเป็นแบบนี้ จึงเป็นที่มาของ “ความถูกต้องทางการเมือง” (Political Correctness: PC) หรือไม่?

แน่นอนว่าในตอนจบของบทความชิเชกได้กล่าวถึงเรื่องตลกที่ไม่ตลก เพราะโลกทั้งใบมันกลายเป็นความจริงไปแล้ว ความจริงที่ถูกครอบงำด้วยความถูกต้องทางการเมือง การเมืองจึงไม่ใช่การเมืองอีกต่อไป เพราะขาดความเป็นการเมือง ตราบใดที่การเมืองถูกแช่แข็ง เท่ากับว่าไม่มีการต่อรอง จะเป็นการเมืองได้อย่างไร ความเป็นเสรีนิยมแบบ “คุณลักษณะ” จึงเป็นการลดทอนความเป็นการเมือง และลดทอนความเป็นเสรีนิยมเองในเวลาเดีวกัน สิ่งที่ชิเชกเสนอจึงไม่ได้เป็นการตั้งคำถามกับเสรีภาพที่เราคิดว่าเรามีอยู่ แต่ถามกลับว่า เราสามารถมองเห็นความไม่มีเสรีภาพของตัวเราหรือไม่ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เราสามารถมองทะลุเสรีภาพที่เราถูกหยิบยื่นให้โดยเสรีนิยมหรือไม่ และแน่นอนว่าเราสามารถมองทะลุการตกหลุมรักชีวิตนี้ที่เรามี งานรื่นเริงสังสรรค์ ความสุขที่ทุนนิยมมอบให้เราได้หรือไม่ คุณตื่นหรือยัง?

บทกล่าวนำนี้ จะถูกเขียนด้วยหมึกสีอะไร ก็แล้วแต่ท่านผู้อ่านจะเปลี่ยน font color เอาเองข้างบนก็แล้วกัน

การเมืองที่แท้จริง (Actual Politics)

ผู้เขียน Slavoy Žižek
ผู้แปล ice_rockster
บรรณาธิการ Pathompong Kwangtong

อย่าตกหลุมรักตัวเอง ด้วยช่วงเวลาที่ดีที่เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ งานสังสรรค์รื่นเริงนั้นมันสนุกทำให้เรามีความสุขได้อย่างง่ายดาย แต่สิ่งที่จะพิสูจน์คุณค่าของมันคือสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ในวัดถัดไป หรือมันทำให้ชีวิตในวัน “ปกติ” ของเรานั้นเปลี่ยนไปอย่างไร จงตกหลุมรักกับงานที่หนักและใช้ความอดทน – เรายังอยู่ทีจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดจบ สิ่งที่เราจะสื่อสารง่าย ๆ ก็คือ: ข้อห้ามเหล่านั้นได้ถูกทำลายลงแล้ว เราไม่ได้ถูกปล่อยให้อยู่ในโลกที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เรามีสิทธิ์และมีหน้าที่ ที่แม้แต่จะพิจารณาแม้กระทั่งทางเลือกอื่น ๆ หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล และอีกไม่นาน เราจะได้พบกับคำถามที่ยากจริง ๆ – คำถามที่ไม่ได้เกี่ยวกับว่าเราไม่ต้องการอะไร แต่เป็นคำถามที่เกี่ยวกับว่าเรา “ต้องการ” อะไร องค์กรทางสังคมอะไร ที่จะสามารถมาแทนที่ระบบทุนนิยมที่มีอยู่? ผู้นำประเภทไหนที่เราจำเป็นต้องมี? ซึ่งทางเลือกที่ศตวรรษที่ 20 หยิบยื่นให้เรานั้นใช้การไม่ได้

ดังนั้น ไม่ต้องไปโทษผู้คนและทัศนคติของพวกเขา: ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่การโกงกินหรือความโลภ หากแต่ปัญหามันอยู่ที่ระบบที่ผลักดันให้คนทุจริต ทางออกจึงไม่ใช่ “Main Street, ไม่ใช่ Wall Street”[1] แต่คือการเปลี่ยนแปลงระบบที่ Main Street ไม่สามารถเดินได้หากปราศจาก Wall Street จงระวังไม่ใช่แค่ศัตรู แต่ยังคงต้องระวังเพื่อนจอมปลอมที่แสร้งทำเป็นสนับสนุนเรา แต่ก็พยายามอย่างหนักให้การประท้วงเรียกร้องของเรานั้นบรรเทาความเข้มข้นลง เหมือนกับการที่เราดื่มกาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน ดื่มเบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ กินไอศกรีมที่ไม่มีไขมัน คนเหล่านั้นจะพยายามเปลี่ยนให้การประท้วงเรียกร้องของพวกเราเป็นการประท้วงคุณธรรมที่ไม่มีพิษมีภัยกับใคร แต่ก็เถอะ เหตุผลที่เรามาอยู่จุดนี้ก็เพราะว่า เราเบื่อหน่ายเต็มทีกับโลกที่หากเรารีไซเคิลกระป๋องโค้กเพื่อที่จะได้เศษเงินเป็นเงินบริจาคเป็นสาธารณกุศล หรือเมื่อซื้อคาปูชิโน่ที่สตาร์บัค 1% ของราคากาแฟจะถูกนำไปสมทบแก้ปัญหาในประเทศโลกที่สามต่าง ๆ นั้นจะทำให้เรารู้สึกดีว่าเรากำลังทำความดีอยู่ ในยุคที่หลังจากเรา outsource (จ้างคนภายนอก) มาทำงานทุก ๆ อย่าง หลังจากที่บริษัทรับจัดงานแต่งงานยัง outsource แม้กระทั่งการคบหาดูใจของพวกเรา เราจึงเห็นได้ว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองของเรานั้นก็ถูกทำให้มีลักษณะเป็น outsource มานานแล้วเช่นกัน – นี่คือสิ่งที่เราต้องการให้มันกลับมาเป็นของเรา

พวกนั้นจะบอกว่าเรานั้นไม่เป็นอเมริกันเอาซะเลย แต่เมื่อพวกอนุรักษนิยมเคร่งศาสนาบอกคุณว่า อเมริกาเป็นประเทศคริสเตียน จงจำไว้นะ คริสเตียนนั้นคือ: Holy Spirit (พระวิญญาณบริสุทธิ์) เป็นชุมชนที่มีความเท่าเทียมและอิสรภาพของผู้คนที่ผูกพันกันด้วยความรัก เราที่มาอยู่ตรงนี้จึงเป็น Holy Spirit ขณะที่บน Wall Street มีแต่พวกคนนอกศาสนาที่นับถือบูชาเทวรูปจอมปลอม (false idols)

พวกนั้นจะบอกว่าเรารุนแรง ว่าภาษาที่เราใช้นั้นรุนแรง: occupation (การยึดครอง) อะไรพวกนั้น ใช่ เรารุนแรง แต่รุนแรงในแง่ที่มหาตมะ คานธี นั้นรุนแรง เรารุนแรงก็เพราะเราต้องการหยุดยั้งสิ่งที่มันเป็นอยู่ – แต่สิ่งที่รุนแรงโดยสัญลักษณ์นี้ เทียบกับความรุนแรงที่ทำให้ระบบทุนนิยมโลกดำเนินการต่อไปได้อย่างราบรื่นได้หรือ?

พวกเราถูกเรียกว่าไอ้ขี้แพ้ – แต่ไอ้พวกขี้แพ้ตัวจริงอยู่บน Wall Street และไอ้พวกนั้นไม่ใช่หรือ ที่เอาตัวรอดด้วยเงินเป็นพัน ๆ ล้านของพวกคุณ? คุณอาจถูกเรียกว่าพวกสังคมนิยม – แต่ในสหรัฐฯ มันมีสิ่งที่เรียกว่าสังคมนิยมสำหรับคนรวยแล้ว พวกเขาบอกว่าคุณไม่เคารพทรัพย์สินส่วนบุคคล – แต่ด้วยการคาดการณ์ของ Wall Street มันนำไปสู่ความผิดพลาดในปี 2008 ที่มันทำให้ทรัพย์สินส่วนบุคคลที่หามาได้อย่างยากลำบากหายไปในพริบตา นั่นมันมากกว่าสิ่งที่พวกเราจะสามารถจะทำลายได้ในชั่วข้ามคืนไม่ใช่หรือ – ลองคิดถึงบ้านนับพันหลังที่รอการขายออกสิ

เราไม่ใช่คอมมิวนิสต์ หากคอมมิวนิสม์หมายถึงระบบที่สมควรล่มสลายไปแล้วในปี 1990 – และควรจำไว้ด้วยว่า คอมมิวนิสต์ที่ยังเรืองอำนาจอยู่ทุกวันนี้ก็คือประเทศที่เป็นทุนนิยมที่โหดร้ายอย่างจีน ความสำเร็จของการดำเนินการแบบคอมมิวนิสต์แบบจีนคือลางร้ายที่บ่งบอกว่า การแต่งงานของทุนนิยมและประชาธิปไตยนั้นมาถึงจุดที่จะต้องอย่าร้างแล้ว ในแง่เดียวที่เราจะเป็นคอมมิวนิสต์คือการที่เราให้ความสำคัญกับคนทั่วไป – คนธรรมดาสามัญ – ที่ถูกคุกคามจากระบบทุนนิยม

พวกเขาจะบอกว่าพวกคุณกำลังฝันอยู่ แต่พวกช่างฝันที่แท้จริงคือคนที่คิดว่าสิ่งต่าง ๆ จะดำเนินไปอย่างไม่สิ้นสุดตามทางของมัน แค่เปลี่ยนเสื้อผ้าหน้าผมสักหน่อยแค่นั้น เราจึงไม่ใช่พวกช่างฝัน; เราคือผู้ที่ตื่นขึ้นมาจากความฝันที่กำลังจะเปลี่ยนไปเป็นฝันร้าย เราไม่ได้ทำลายอะไรลงไป; เราแค่เป็นเพียงพยานที่กำลังมองเห็นระบบมันทำลายตัวเองลงอย่างช้า ๆ พวกเราคงจำฉากคลาสสิกในการ์ตูน: แมวมาถึงหน้าผา แต่มันเดินต่อไปโดยไม่สนใจความจริงที่ว่าไม่มีพื้นใต้เท้าของมัน มันเริ่มตกลงมาก็ต่อเมื่อมองลงไปและสังเกตเห็นหุบเหวเบื้องล่าง สิ่งที่เรากำลังทำมีเพียงการเตือนผู้ที่มีอำนาจให้มองลงไปที่เหวนั้นต่างหาก

ตามที่กล่าวมานั้น การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปได้จริงหรือ? ในวันนี้ความเป็นไปได้และความเป็นไปไม่ได้ได้ถูกแจกจ่ายในทางที่แปลกประหลาด ในพื้นที่ของอิสรภาพส่วนบุคคล และเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ ความเป็นไปไม่ได้นั้นกลายมาเป็นสิ่งที่เป็นไปได้มากขึ้นเรื่อย ๆ [เขาจึงบอกเราว่า] “ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้” เราจึงมีความเพลิดเพลินกับเซ็กซ์ได้ในหลายรูปแบบที่แปลกประหลาด เช่น ในเพลงทั้งหลาย ในหนัง ในละคร ที่สามารถดาวน์โหลดได้ หรือในการท่องอวกาศที่ทุกคนสามารถไปได้ (ด้วยเงิน); เรายังสามารถปรับปรุงความสามารถทางกายภาพและทางจิตโดยผ่านการแทรกแซงในจีโนม (genome) ไปจนถึงความฝันทางเทคโนโลยีที่ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า ในการบรรลุความเป็นอมตะโดยการเปลี่ยนอัตลักษณ์ของเราให้เป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์ อีกแง่หนึ่ง ในพื้นที่ของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคม เราถูกถล่มอยู่ตลอดเวลาด้วยคำว่า “คุณไม่สามารถ” … มีส่วนร่วมการการกระทำที่มีสำนึกร่วมทางการเมือง (ที่จะลงเอยด้วยเผด็จการเบ็ดเสร็จที่น่าหวาดกลัว) หรือยึดติดกับรัฐสวัสดิการเก่า (ทำให้คุณไม่สามารถแข่งขันได้และนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจ) หรือปลีกตัวเองออกจากกลไกตลาดโลก อะไรเทือกนี้ และเมื่อมีการกำหนดมาตรการความเข้มงวดเราจะได้รับคำสั่งซ้ำ ๆ ว่านี่เป็นเพียงสิ่งที่ต้องทำ บางทีมันอาจถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนพิกัดของสิ่งที่เป็นไปได้และสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เหล่านี้ บางทีเราไม่สามารถเป็นอมตะได้ แต่เราสามารถมีความเป็นปึกแผ่นเดียวกันมากขึ้น และมีสวัสดิการสุขภาพที่ดีขึ้นได้หรือไม่?

ในกลางเดือนเมษายนปี 2011 สื่อรายงานว่า รัฐบาลจีนได้สั่งระงับภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเดินทางข้ามเวลาและประวัติศาสตร์คู่ขนานทั้งบนโทรทัศน์และโรงภาพยนตร์ ด้วยเหตุผลที่ว่า เรื่องราวเหล่านั้นเพิ่มความเหลาะแหละให้กับประวัติศาสตร์ที่จริงจัง – แม้แต่ฉากการหลบหนีออกไปสู่ความจริงคู่ขนานก็ยังเป็นสิ่งที่ถือว่าอันตราย เราที่อยู่ในโลกเสรีนิยมตะวันตกไม่จำเป็นต้องมีการระงับห้ามปรามแบบนั้น เพราะ อุดมการณ์ใช้พลังทางวัตถุมากพอที่จะป้องกันเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์คู่ขนาน ที่ไม่ได้คำนึงถึงความจริงจัง มันจึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับเราที่จะจินตนาการถึงจุดจบของโลก – เช่นในภาพยนตร์วันสิ้นโลก (apocalyptic) ทั้งหลาย แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจินตนาการถึงจุดจบของระบบทุนนิยม

ในเรื่องตลกเก่าแก่ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมันที่ดับไปแล้วกล่าวไว้ว่า คนงานชาวเยอรมันได้ทำงานในไซบีเรีย จึงกังวลว่าจดหมายที่ส่งออกไปทั้งหมดจะถูกอ่านและเซ็นเซอร์ก่อนจะถึงมือคนอ่าน เขาจึงบอกเพื่อนว่า “เรามาสร้างรหัสลับกัน ถ้าจดหมายที่ได้รับจากฉันเขียนด้วยหมึกสีน้ำเงินธรรมดา นั่นแปลว่ามันคือความจริง แต่หากเขียนด้วยหมึกสีแดง นั่นคือความเท็จ” หลังจากนั้นหนึ่งเดือน เพื่อนของเขาก็ได้รับจดหมายที่เขียนด้วยหมึกสีน้ำเงิน “ทุกอย่างที่นี่ยอดเยี่ยมมากเลย: ร้านค้าขายของเยอะแยะเต็มไปหมด มีอาหารมากมายเหลือเฟือ อพาร์ทเมนท์ใหญ่กว้างขวางและให้ความร้อนอย่างเหมาะสม [ยุโรปเป็นเมืองหนาว ต้องการความร้อน หากเปรียบเทียบกับประเทศไทยก็คงแอร์เย็นฉ่ำ – ผู้แปล] โรงภาพยนตร์ฉายภาพยนตร์จากตะวันตก มีสาวสวยมากมายพร้อมให้คบหา – สิ่งเดียวที่ไม่มีคือหมึกสีแดง” และนี่ไม่ใช่สถานการณ์จนถึงปัจจุบันหรอกหรือ? เรามีอิสรภาพเท่าที่คนคนหนึ่งจะต้องการ – สิ่งเดียวที่หายไปคือ “หมึกสีแดง” เรา “รู้สึกอิสระ” เพราะเรานั้นขาด (lack) ภาษาที่จะร้อยเรียงความหมายให้กับความไม่อิสระ การขาดของหมึกสีแดงในที่นี้ก็คือ ในทุกวันนี้ คำศัพท์หลักทั้งหมดที่เราใช้เพื่อกำหนดความขัดแย้งในปัจจุบัน เช่น “สงครามกับความหวาดกลัว”, ” ประชาธิปไตยและเสรีภาพ”, ” สิทธิมนุษยชน” ฯลฯ  – ล้วนแล้วแต่เป็นคำที่ใช้ไม่ได้ (false terms) ซึ่งทำให้เรางุนงงสับสนกับความรับรู้ของเรา ต่อสถานการณ์ต่าง ๆ แทนที่จะปล่อยให้เราคิด พวกคุณเอง คุณนั่นแหละที่มอบหมึกแดงให้กับพวกเราทุกคน

บทส่งท้าย

นี่แหละคือการเมืองที่แท้จริงไม่ใช่หรือ?

บทกล่าวตาม

โดยบรรณาธิการ Pathompong Kwangtong

ในห้วงยามแผ่นฟ้าเปิดออก หยดน้ำตาแห่งความผิดหวังของการต่อสู้แปรเปลี่ยนเป็นน้ำตาแห่งความปลื้มปิติยินดีแก่ชัยชนะที่ใกล้เข้ามา เราราษฎรทั้งหลาย ฉุดกระชากลากประวัติศาสตร์มาถึงช่วงเวลาสำคัญ เวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านของสังคมสยาม สังคมที่มิยอมแม้กระทั่งมองเลือดสีแดงบนท้องถนนและลานวัด กลายเป็นสังคมที่ไม่ยอมอ่อนให้กับชนชั้นเลือดสีน้ำเงินอีกต่อไป

ไม่ว่าพวกคุณ ชนชั้นปรสิตทั้งหลาย จะใช้ของเหลวสีน้ำเงินอัดกระแทกพวกเราอีกสักกี่ครั้ง ก็มิอาจปิดตาที่เบิกจ้าจากแสงและเสียงในห้วงเวลานี้ได้

ไม่ว่าพวกคุณ ชนชั้นปรสิตทั้งหลาย จะจับแกนนำหรือนักสู้ของพวกเราไปเท่าใด สามนิ้วของเราก็ยังคงชูขึ้นอย่างไม่ลดละ

ไม่ว่าพวกคุณ ชนชั้นปรสิตทั้งหลาย จะหลบหน้าหลบตาพวกเราสักเพียงใด หูของพวกคุณก็มิอาจหลบหนีเสียงที่ยืนยันว่าเราอยู่ที่นี่ “I Here Too!” ได้

จากสิบเหลือสาม จากสามอาจเหลือหนึ่ง

จากหนึ่ง อาจต่อยอดแตกหน่อ กลายเป็นสังคมใหม่ที่พวกคุณมิอาจคาดคิดขึ้นมาก็ได้

พวกเรา – ผู้กระหายในการเปลี่ยนแปลง ผู้ที่ตื่นขึ้นมาจากความฝันที่หลอกลวง – รู้แล้วว่าพวกเราไม่ต้องการอะไร และพวกเรารู้แล้วว่าฟ้ากำลังเปิด เปิดด้วยมือของพวกเราเอง แต่ภารกิจต่อไปอยู่ในมือของพวกเรา เหล่าสามัญชนทั้งหลาย เรานี่แหละจะเป็นผู้ขับเคลื่อนสังคม และกดดันให้ทุกองคาพยพของรัฐสยามเดินตามเราอย่างเลี่ยงไม่ได้ เราจึงสมควรคิด คิดต่อไป ละทิ้งความหลอกลวงที่ว่าเรากำลังอยู่ในฝันร้ายที่ไม่มีอนาคตอื่นใดอีก ให้เราได้ตื่นขึ้นมาคิด จินตนาการถึงโลกใบใหม่ โลกที่เราและเพื่อนของเรา จะได้อยู่อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะเราเองคือสามัญชน คนธรรมดาที่กล้าหยัดยืนว่า เราทุกคนเป็นมนุษย์ ไม่ใช่สิ่งมีชิวิตใต้ละอองฝุ่นหรือพลเมืองชั้นสองอีกต่อไป

 


[1] Main Street vs Wall Street เป็นคำเปรียบเปรยของระบบเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา โดย Main Street หรือ ถนนสายหลัก หมายถึงนักลงทุนในท้องถิ่น หรือคนประกอบธุรกิจทั่วไปตัวเล็กตัวน้อย และ Wall Street หมายถึง ผู้ลงทุนรายใหญ่ ผู้ลงทุนที่มีมูลค่าสูง หรือธุรกิจระดับโลก โดยชื่อ Wall Street มาจากชื่อถนนสายหนึ่งในนครนิวยอร์ค ซึ่งเป็นถนนสายที่เต็มไปด้วยสถาบันการเงินระดับโลก ซึ่งเป็นดั่งสัญลักษณ์ของระบบทุนนิยมนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่ามักมีความขัดแย้งระหว่าง Main Street และ Wall Street แต่โดยระบบแน่นอนว่าสองสิ่งนี้ อยู่ได้ด้วยลักษณะที่พึ่งพากัน โปรดดู https://corporatefinanceinstitute.com/resources/knowledge/finance/main-street-vs-wall-street/ (เข้าถึงเมื่อ 14 กันยายน 2563)

เป็นคอมมิวนิสต์ซื้อของแบรนด์เนมได้หรือไม่?

เป็นคอมมิวนิสต์ซื้อของแบรนด์เนมได้หรือไม่?

ผู้เขียน:
Peranat Pruksarat
Sarid Siriteerathomrong
Rawipon Leemingsawat

หนึ่งในคำถามของพวกปฏิกิริยาที่มีต่อเราชาวคอมมิวนิสต์คือ เป็นคอมมิวนิสต์ใช้ของแบรนด์เนมได้ด้วยหรือ เมื่อพวกปฏิกิริยาเห็นว่าบรรดาสหายของพวกเราเดินเข้าห้างสรรพสินค้าและใช้ของแบรนด์เนม พวกเขาก็ต่างพากันเยาะเย้ยถากถางว่าพวกคอมมิวนิสต์เป็นพวกกลับกลอกหน้าไหว้หลังหลอกโดยแท้ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เราขอเสนอว่ามูลเหตุสำคัญมี 2 ประการ กล่าวคือ หนึ่ง พวกปฏิกิริยาเข้าใจว่าพวกคอมมิวนิสต์ต้องการเสนอให้สังคมย้อนหลังกลับไปเป็นสู่สังคมบุพกาล พวกเขาเข้าใจว่าสังคมบุพกาลเป็นสังคมที่มีความเท่าเทียมจากการที่สังคมมีพลังการผลิตที่ต่ำและการแบ่งงานที่ไม่ชัดเจน ผู้คนในสังคมจึงมีวิถีชีวิตที่คล้ายคลึงรักใคร่กลมเกลียว คอมมิวนิสต์ตามความเข้าใจของพวกปฏิกิริยาจึงหมายถึง พวกต่อต้านเทคโนโลยี พวกบูชาความลำบาก และเป็นพวกไดโนเสาร์ สอง พวกปฏิกิริยาเข้าใจว่าผลิตผลใดๆ ในโลกล้วนมาจากระบบทุนนิยมราวกับว่าระบบทุนนิยมคือพระผู้ทรงมหิทธานุภาพที่สามารถบัลดาลสรรพสิ่งดั่งใจปรารถนา มันจึงเป็นเรื่องน่าเย้ยหยันเมื่อพวกคอมมิวนิสต์ต่างมุ่งหน้าไปสู่ห้างสรรพสินค้าแทนที่จะกลับไปทำไร่ไถนาอย่างสามัคคี

เราคิดว่าเหตุผลข้างต้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและสมควรได้รับการโต้แย้ง หากโลกทุนนิยมแบบที่เป็นอยู่มีปัญหาเราควรเปลี่ยนแปลงมัน แต่หากข้อสมมติฐาน (Hypothesis) เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงได้มุ่งเป้าพาเรากลับไปยังสังคมบุพกาลพวกเราจะต่อสู้ไปเพื่ออะไร หากข้อสมมติฐานเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการต่อสู้คือการทำให้ตัวเองต้องลำบากพวกเราจะต่อสู้ไปเพื่ออะไร หากข้อสมมติฐานเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของพวกเราไม่ได้ดีขึ้นพวกเราจะต่อสู้ไปเพื่ออะไร สมมติฐานเกี่ยวกับสังคมคอมมิวนิสต์จึงหมายถึงสังคมที่ดีกว่าสังคมทุนนิยมและดีกว่าสังคมบุพกาล คอมมิวนิสต์ไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยี ไม่ได้บูชาความยากลำบาก เราเพียงต้องการชีวิตที่ดีกว่าเดิม ชีวิตที่ดีกว่าเดิมหมายถึงการที่เราทุกคนอยู่ในสังคมที่มีพลังการผลิตที่ก้าวหน้า และสิ่งที่สังคมทุนนิยมให้ไม่ได้แต่สังคมคอมมิวนิสต์ให้ได้ก็คือ ข้อสมมติฐานที่ว่าเราทุกคนจะได้เป็นเจ้าของความมั่งคั่งที่เกิดจากพลังการผลิตที่ก้าวหน้าภายในสังคมทั้งหมด พวกปฏิกิริยาอาจสงสัยว่าสังคมที่ก้าวหน้าขนาดนี้จะอุบัติขึ้นได้อย่างไร เราจึงขอฝากไปยังพวกปฏิกิริยาว่านี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่เราทุกคนต้องเผชิญหรอกหรือ ยุคสมัยได้เชิญชวนให้ท่านทั้งหลายเข้าร่วมเป็นคอมมิวนิสต์และหาทางทำให้ข้อสมมติฐานดังกล่าวเป็นจริง

การมุ่งหน้าไปยังห้างสรรพสินค้าจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะพวกเราต่อต้านระบบทุนนิยมไม่ได้ต่อต้านผลิตผลของมนุษย์ ความคิดนี้วางอยู่บนฐานคิดที่ว่าผลิตผลต่างๆ ล้วนเกิดขึ้นมาจากการร่วมมือของแรงงาน วัตถุดิบ เครื่องมือในการผลิต องค์ความรู้ บรรดาปัจจัยการผลิตล้วนแต่เป็นการตกตะกอนของแรงงานทั้งสิ้น “ใครกันคือผู้สร้างโลกใบนี้ขึ้นมา คือพวกเราชนชั้นผู้ใช้แรงงาน” ความสัมพันธ์ทางการผลิตในระบบทุนนิยมทำให้นายทุนสามารถริบเอาดอกผลจากแรงงานไปเป็นของตัวเองได้ ทุนเป็นเพียงปรสิตคอยสูบเลือดสูบเนื้อเอาชีวิต ฐานคิดเช่นนี้ทุนไม่ได้ผลิตสร้างสิ่งใดเลย ทุนแค่เพียงฉกฉวยดอกผลจากแรงงาน ทุนฉีกกระชาก ประกอบสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาใหม่และนำออกขายเพื่อผลกำไร ทุนกล่าวว่ากำไรจงเจริญ! ข้อพิสูจน์ฐานคิดแบบนี้ที่ดีที่สุดคือการจินตนาการถึงกระบวนการใช้แรงงานที่ปราศจากระบบทุนนิยมและกระบวนการใช้แรงงานโดยปราศจากแรงงาน ในขณะที่จินตนาการแบบแรกเป็นสิ่งที่เป็นไปได้แต่ในกรณีหลังกลับเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะเมื่อไม่มีแรงงานแล้วกระบวนการใช้แรงงานจะดำรงอยู่ได้อย่างไร เมื่อไม่มีกระบวนการใช้แรงงานสิ่งต่างๆ จะถูกผลิตขึ้นมาจากอะไร

สถานการณ์ในตอนนี้เราทุกคนอยู่ในระบบทุนนิยม ทุนนิยมเป็นโครงสร้างหลักของชีวิต ข้อเสนอนี้ไม่ได้กำลังจะกล่าวว่าเราไม่มีวันทำลายล้างระบบทุนนิยมหรือจงละทิ้งความหวังและจินตนาการถึงโลกที่ดีกว่าเสียเถิด ไม่ใช่แน่นอน เรากำลังจะกล่าวว่าหากเราไม่บริโภคแล้วเราจะมีชีวิตอยู่อย่างไร เมื่อทุกๆ การแลกเปลี่ยนและการบริโภคได้ถูกระบบทุนนิยมผนวกรวมเข้าสู่ตรรกะของมัน การเสนอให้ปฏิเสธไม่บริโภคสินค้าจึงเป็นเพียงความคิดอันไร้เดียงสาของพวกปฏิกิริยาตัวน้อยที่มุ่งหวังให้ชาวคอมมิวนิสต์เข้าไปอยู่ในโลกเศรษฐกิจพอเพียงอันไร้มลทินมัวหมองของพวกเขา พวกปฏิกิริยาตัวน้อยเหล่านี้นี่แหละที่จะคอยชี้หน้าไล่บี้สหายทั้งหลายที่เดินเข้าห้างสรรพสินค้าและใช้ของแบรนด์เนม พวกเขาอาจมอบความหวังดีจอมปลอมเล็กๆ น้อยๆ ให้กับสหายด้วยการเสนอให้เลิกใช้สินค้าจากทุนข้ามชาติแต่สนับสนุนให้หันมาบริโภคสินค้าของทุนในชาติแทน แน่นอนว่าผลลัพธ์ของมันคือชาตินิยมและการตอกย้ำมายาภาพเศรษฐกิจพอเพียงให้พวกกษัตริย์นิยม การปฏิเสธไม่บริโภคสินค้าด้วยการทำสิ่งต่างๆ เอง กลับไปใช้ควายไถนาเอง ซักผ้าเอง สร้างคอมพิวเตอร์เอง และการไม่สนับสนุนสินค้าต่างชาติต่างเป็นยุทธวิธีที่ผิดพลาดในการทำลายล้างระบบทุนนิยม เนื่องจากวิธีแรกปฏิเสธพลังการผลิตที่ก้าวหน้า วิธีที่สองเป็นเพียงการต่อต้านลักษณะการผูกขาดของทุนข้ามชาติไม่ใช่การต่อต้านทุนทั้งระบบ

ข้อเสนอของพวกเราคือปล่อยให้พวกปฏิกิริยาโอบกอดข้อวิจารณ์เชิงศีลธรรมดังกล่าวไว้ให้แน่น ส่วนพวกเราโอบกอดความเป็นจริง แต่ยังไม่เลิกล้มความตั้งใจที่จะแสวงหาโลกที่ดีกว่าทุนนิยม หากท่านเป็นผู้โอบกอดความเป็นจริงคำถามที่ตามมาคือ What is to be done ? นี่เป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องช่วยกันขบคิด ศีลธรรมแบบใดที่เหมาะที่ควรแก่บรรดาผู้ต่อต้านทุนนิยม กลยุทธ์แบบไหนที่จะนำทางพวกเรา ยุทธวิธีแขนงใดจะสำเร็จผล หรือที่สำคัญที่สุดคือ เราจะใช้ชีวิตอยู่ในโลกทุนนิยมไปพร้อมกับต่อต้าน รื้อ ทำลายระบบทุนนิยมและสร้างโลกใหม่ไปพร้อมๆ กันอย่างไร

——–

เครดิตภาพปกจาก: https://wordlesstech.com/famous-logos-communist-regimes/

——–

ประชาธิปไตยหมายถึงอะไรกันแน่?

ประชาธิปไตยหมายถึงอะไรกันแน่?

Gabriel Ernst & Pathompong Kwangtong

การปะทุขึ้นของขบวนการประท้วง ที่มีคนหนุ่มสาวชาวสยามเป็นแกนนำเมื่อเร็วๆ นี้  ได้ผุดออกมาทั้งกลางถนนและในทวีตภพ พวกเขาเรียกร้องหาประชาธิปไตย  พวกเขาเปล่งเสียงตะโกนออกมา ซ้ำแล้วซ้ำอีก “เราต้องการประชาธิปไตย” ทว่าประชาธิปไตยในบริบทนี้หมายความว่าอะไรกันแน่?

หนึ่งในนักกิจกรรมประชาธิปไตยผู้ไม่ประสงค์ออกนามได้บอกผมว่า ความหมายของประชาธิปไตยในหมู่ผู้ชุมนุมยังเป็นสิ่งที่ “เปิดให้ถกเถียงได้อยู่”  เขากล่าวว่า “แม้จะมีสองข้อเรียกร้องหลัก นั่นก็คือ ล้มอำนาจเผด็จการและจำกัดอำนาจสถาบันกษัตริย์ ขบวนการนักเรียนนักศึกษาที่ปรากฏทั่วขึ้นทั่วประเทศ ประกอบขึ้นจากผู้คนหลากหลายอุดมการณ์ ตั้งแต่เฟมมินิสม์ไปจนถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม  ดังนั้นแล้ว ‘รูปแบบ’ ของประชาธิปไตยนั้น ยังเป็นสิ่งที่เปิดกว้างอยู่”  อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญสำหรับขบวนการประชาธิปไตยก็คือ “เสรีภาพ” ของเรานั้นอยู่ตรงไหน?

หากจะกล่าวถึงรูปแบบของประชาธิปไตยที่มีอยู่ ชาวตะวันตกมากมายอาจจะบอกว่า ประชาธิปไตยร่วมสมัยในรูปแบบการเลือกตั้งของตะวันตกนั้นไม่ใช่สิ่งที่น่าปรารถนาแต่อย่างใด ช่องว่างระหว่างพลเมืองกับตัวแทนที่พวกเขาเลือกไปนั้นกว้างมาก นอกจากนั้น ยังมีช่องว่างที่กว้างมากระหว่างนโยบายอันน่าปรารถนากับผู้แทนจริงๆ ที่พวกเขาได้มาในแทบทุกประเทศ  สิ่งเหล่านี้ชัดเจนมากในอเมริกา ที่ที่พลเมือง 69 เปอร์เซ็นต์สนับสนุนให้มีระบบประกันสุขภาพทั่วหน้า แต่ผู้แทนของพวกเขา กลับไม่แสดงให้เห็นถึงความสนใจจะทำสิ่งนี้เลยแม้แต่น้อย  เรื่องนี้อธิบายได้จากความพยายามล็อบบี้ของกลุ่มอุตสาหกรรมยา และโรงพยาบาลเอกชนต่างๆ  ด้วยเหตุนี้ เราจะยังเรียกระบอบที่มีอยู่ในอเมริกาว่าประชาธิปไตยได้อีกหรือ? (หรือเราควรเรียกว่า คณาธิปไตย?)  ถ้ายังยืนยันจะเรียกเช่นนั้นอยู่ เราก็ต้องถามต่อว่า เป็นประชาธิปไตยมากแค่ไหน?  ซึ่งนำเรามาถึงคำถามที่ว่า  ถ้าประเทศไทย “เป็นประชาธิปไตย” แล้วประเทศไทยจะเป็นประชาธิปไตยมากแค่ไหน?  คุณอยากได้ระบอบประชาธิปไตย ที่มีความเป็นประชาธิปไตยขนาดไหนกัน?

จริงอยู่ว่าคนบางกลุ่มบางพวกในประเทศไทยอาจจะอ้างได้ว่าราชอาณาจักรนี้เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว การเลือกตั้งเมื่อปี 2018 นำประยุทธ์เข้าสู่อำนาจ  แม้ว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นยังคงมีเรื่องน่าเคลือบแคลงใจอยู่ อย่างไรเสียก็ยังนับได้ว่าเป็นการเลือกตั้งอยู่ ปรากฏการณ์นี้ไม่ต่างจากในสหรัฐอเมริกาแต่อย่างใด ผู้สมัครที่เป็นที่นิยมที่สุดชนะป็อปปูล่าร์โหวต แต่กลับไม่ชนะการเลือกตั้ง  จากความทรงจำของผม เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อครั้งปี 2000 จอร์จ บุช ได้รับตำแหน่งประธานาธิบดี จากการนับคะแนนเสียงที่ผิดพลาด เท่ากับว่าเป็นการขโมยตำแหน่งประธานาธิบดีจาก อัล กอร์ อย่างแท้จริง

สำหรับผมแล้ว ผมไม่ถือว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยแต่อย่างใด อังกฤษกับอเมริกาก็ไม่ใช่เช่นกัน สิ่งที่ผมจะบอกคือ มันมีระดับของ “ประชาธิปไตย” อยู่  อันที่จริง มีเพียงไม่กี่ที่ในโลกนี้ ที่เอาจริงเอาจังกับความเป็นประชาธิปไตย  สองกรณีที่ผมคิดได้ตอนนี้ ทั้งคู่เป็นประชาธิปไตยในระดับชุมชน หาใช่ระดับชาติไม่ กรณีแรกคือไชยาปาส ที่ เม็กซิโก และอีกกรณีคือ โรจาวา ที่ เคอร์ดิสถาน  ประชาธิปไตยในสองที่นี้ มีวิธีการจัดตั้งอย่างเป็นองค์รวม โดยสนับสนุนให้นำหลักการ “ล่างขึ้นบน” และ “ประชาธิปไตยทางตรง” มาใช้ให้มากที่สุด  ณ ที่แห่งนั้น ชุมชนท้องถิ่นมีอำนาจตัดสินใจเรื่องกฎกติกาการใช้ชีวิตของพวกเขาเอง  ชุมชนท้องถิ่นมีอำนาจมากกว่ารัฐบาลระดับสูงขึ้นไป และผู้คนธรรมดาก็มีส่วนร่วมในการอภิปราย ตัดสินใจระดับนโยบาย และลงคะแนนเสียงในเรื่องต่างๆ เป็นเรื่องปกติธรรมดา และเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของพวกเขา  ไม่ใช่แค่ลงคะแนนเสียงเพียงครั้งเดียวในรอบหลายปี เพื่อเลือกผู้แทนเข้าไปเป็นรัฐบาล

ในสังคมตะวันตก รูปแบบประชาธิปไตยรัฐสภาหรือประธานาธิบดีนั้น เอื้อให้เกิดความห่างเหิน ลดอำนาจการจัดการตนเอง เพิ่มเติมความฉ้อฉลในอำนาจและกระบวนการตัดสินใจทางการเมือง  อันที่จริงในสหราชอาณาจักร กระบวนการประชาธิปไตยถูกบิดผันนำอำนาจไปให้กลุ่มเดิม  ช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก็เคยถึงขั้นมีประชามติให้เปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้งในสหราชอาณาจักร เพื่อให้การเลือกตั้งมีความเป็น “ประชาธิปไตย” มากขึ้น  แต่แน่นอนว่าถูกล้มไปด้วยขบวนการล็อบบี้ครั้งใหญ่  เหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นในฝรั่งเศสเช่นกัน ที่ที่ผู้นำซึ่งไม่ได้เป็นที่นิยมมักถูกเลือกเนื่องจากระบบพิสดารที่ฝรั่งเศสใช้ในการเลือกตั้ง  สิ่งเหล่านี้คือตัวอย่างที่ระบบการเลือกตั้งรัฐสภา ไม่ทำงานสอดคล้องไปกับวิถีประชาธิปไตย และผมอยากให้ผู้อ่านได้ศึกษาระบอบประชาธิปไตยทางเลือกอื่นที่มีอยู่มากมาย โดยเฉพาะรูปแบบของไชยาปาสและโรจาวา ที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น

ไม่เพียงแต่ประชาธิปไตยเรื่องการเลือกตั้ง เรายังต้องพิจารณาประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมด้วย  เรื่องหลังนั้นเข้าใจง่าย ใครเล่าจะโหวตเพื่อให้เกิดวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม?  ไม่มีแม้แต่คนเดียว  กระนั้น ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผู้แทนของเราแทบทุกประเทศบนโลกนี้ กลับแทบไม่ทำอะไรเพื่อบรรเทาวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมที่กำลังจะเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย  หรือหากมองในระดับท้องถิ่น มีชาวบ้านคนไหนจะโหวตเพื่อเปิดเหมืองถ่านหินกลางชุมชนตนเอง?  แน่นอนว่าไม่มีใครทำแบบนั้น แต่สิ่งเหล่านี้กลับเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลไทยและรัฐบาลอื่นๆ ทั่วโลกที่อ้างกันว่าเป็นประชาธิปไตยที่ทำงานได้จริง

สำหรับประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ สามารถสรุปเป็นปมปัญหาได้ง่ายๆ คือ ถ้าลูกจ้างในที่ทำงานร่วมมือกันตัดสินใจหรือลงคะแนนเสียงว่าจะกระจายผลกำไรในหมู่ตัวเองอย่างไรแล้วนั้น เป็นไปได้หรือที่พนักงานเซเว่นจะยังได้ค่าแรงราว 300 บาทต่อวัน ในขณะที่ ผู้บริหารซีพีมีรายได้กว่าพันล้าน?  ผมคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้

ขณะที่มโนทัศน์ต่อประชาธิปไตยแบบขยายกว้างดังได้กล่าวไปข้างต้นนั้น อาจดูห่างไกลจากข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมในปัจจุบัน  ผมอยากให้เหล่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย หันมาพิจารณาหาความหมายของคำคำนี้ และขยายขอบเขตความเข้าใจต่อมัน เพราะว่าด้วยความสัตย์จริงแล้ว คณาธิปไตยอันมีมลทินตามแบบฉบับของตะวันตกที่ปลอมตัวเป็นประชาธิปไตยนั้น แทบไม่มีคุณค่าในการต่อสู้เพื่อให้ได้มันมาเลย

นิเวศวิทยาสังคม (Social Ecology) กับเมอร์เรย์ บุคชิน (Murray Bookchin)

นิเวศวิทยาสังคม (Social Ecology) กับเมอร์เรย์ บุคชิน (Murray Bookchin)

Gabriel Ernst & Pathompong Kwangtong

เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจนิเวศวิทยาสังคม ซึ่งเป็นระบบที่มุ่งเปลี่ยนมุมมองของเราอย่างถึงรากถึงโคน เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเรากับธรรมชาติ ลำดับชั้น (hierarchy) และการครอบงำ (dominance) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการล่มสลายของระบบนิเวศน์

เรากำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางนิเวศวิทยาระดับโลก  มหาสมุทร ผืนป่า ไร่นา แม้กระทั่งเมืองของเรากำลังถูกล้างบาง และทรัพยากรทางธรรมชาติของเราก็ใกล้หมดลงเต็มที  ป่าถูกแทนที่ด้วยเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่ ผืนดินถูกฉาบทับด้วยคอนกรีต  นี่คือโลกที่เราสร้างขึ้น  แทนที่จะเป็นโลกแห่งการแบ่งปันร่วมกัน ด้วยสมองและสองมือเพื่อการพัฒนาและอนุรักษ์ ความคิดชาตินิยมกลับแยกเราออกเป็นชาติต่างๆ ทำให้เราเย็นชาและเฉยเมยต่อความทุกข์ของผู้อื่น กระทั่งลงเอยไปสู่การทำลายโลกของเราเอง

สังคมนิเวศวิทยาคือเครื่องมือที่จะทำให้เราเข้าใจ และแก้ปัญหาที่ท้าทายอย่างการล่มสลายของระบบนิเวศน์ อันใกล้จะมาถึงเราในไม่ช้านี้  เมอร์เรย์ บุคชิน ผู้ก่อตั้งแนวคิดนิเวศวิทยาสังคมเคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่งว่า “การครอบงำของมนุษย์ต่อธรรมชาติ มีที่มาจากการครอบงำของมนุษย์ต่อมนุษย์ด้วยกันเอง” ดังนั้นแล้ว ความป่วยไข้ของระบบนิเวศน์และสังคม มีรากฐานมาจากความเคยชินต่อระบบลำดับชั้นและการครอบงำของเราเอง  นี่คือสิ่งที่สังคมนิเวศวิทยาพูดถึง ในทำนองเดียวกับที่มาร์กซ์ใช้วัตถุนิยมวิภาษวิธีเพื่อทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ สังคมนิเวศวิทยาใช้ลัทธิมาร์กซ์มาต่อยอดความคิดที่กล่าวไปข้างต้น เพียงแต่มุ่งอธิบายประเด็นทางนิเวศวิทยาแทน  นี่คือเครื่องมือสำหรับการวิเคราะห์ว่ามนุษยชาติได้มาถึงวิกฤติการณ์ทางระบบนิเวศน์ในปัจจุบันได้อย่างไร ผ่านการทำความเข้าใจทั้งวิวัฒนาการทางสิ่งแวดล้อม วัตถุ และสังคม โดยเฉพาะการแทรกแซงธรรมชาติของมนุษย์

เมอร์เรย์ บุคชิน นักทฤษฎีสังคมนิเวศวิทยาคนสำคัญ เกิดในนิวยอร์กเมื่อปี 1921  ครอบครัวเขาเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ และเขาเองได้ใช้เวลาวัยเด็กในการเป็นอาสาสมัครให้กับพรรคมากมาย  เขาทำกิจกรรมใช้แรงงานขณะที่เขาโตขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็เขียนงาน จัดตั้ง และสร้างกรอบทฤษฎี  หลังจากนั้นเขาก็ออกจากพรรคคอมมิวนิสต์ และใช้เวลาไปกับการเขียนงานเกี่ยวกับลัทธิอนาธิปัตย์ ลัทธิทร็อสต์กี้ และลัทธิสหการอนาธิปัตย์ (anarcho-syndicalism) ก่อนที่เขาจะก่อตั้งขบวนการเคลื่อนไหวสังคมนิเวศวิทยา ซึ่งเขาผลักดันแนวคิดนี้จนกระทั่งวาระสุดท้ายในชีวิตเมื่อปี 2006  งานของเขามีอิทธิพลต่อการปฏิวัติโรจาวา ในเคอร์ดิสถานเป็นอย่างมาก

บุคชินอธิบายว่า วิกฤตการณ์ทางนิเวศวิทยามีรากฐานมาจากความสัมพันธ์ทางสังคม การที่จะปกป้องไม่ให้สิ่งแวดล้อมพังทลายลงไปนั้น เราจำเป็นต้องก่อร่างโครงสร้างสังคมที่เท่าเทียม มีเหตุผล และมีเสรีภาพ โดยชุมชนประชาธิปไตยทางตรงแบบไร้ศูนย์กลาง  ดังนั้นบุคชินเรียกร้องให้ทำลายระบอบแนวคิดที่มีลำดับชั้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทุนนิยม การเหยียดผิว การเหยียดเพศ และอื่นๆ  เขายังเรียกร้องโครงการพัฒนาเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างสร้างสรรค์ ให้พ้นจากลำดับชั้นทั้งหลาย และมุ่งเป้าไปที่การทวงคืนความยุติธรรม  งานของบุคชินได้นำเสนอปัญหาและพยายามหาทางแก้ ไม่ต่างจากมาร์กซ์เลย

ระบุปัญหา

เรื่องเล่าหลักของสังคมส่วนใหญ่กล่าวไว้ว่า “การแข่งขันคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์ และการแข่งขันนั้นเอง ที่นำพานวัตกรรมและความสำเร็จมาให้”  เรื่องเล่านี้ทึกทักเอาเองว่า มนุษย์ทุกคนคือปัจเจกที่เห็นแก่ตัว และทุนนิยมนี่แหละคือระบบที่สมบูรณ์แบบในการปูทางให้มนุษยชาติไปสู่ความสำเร็จ  อย่างไรก็ตาม บุคชินแย้งว่าสิ่งที่กล่าวมานั้นไม่จริงเลย  เขากล่าวว่า การจะเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ เราต้องพิเคราะห์การก่อร่างและพัฒนาการของสังคมผ่านธรรมชาตินิยมวิภาษวิธี (dialetical naturalism)  นี่คือหนทางการทำความเข้าใจกระบวนการที่มนุษยชาติวิวัฒนาการออกจากธรรมชาติ สร้างสองระบบ ด้านหนึ่งคือสังคม ในขณะที่อีกด้านคือโลกธรรมชาติ และพิจารณาการปฏิสัมพันธ์และภาวะพึ่งพากันและกันของสองระบบนั้น  ภาวะพึ่งพากันและกัน คือปัจจัยสำคัญในการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และโลกธรรมชาติ เช่นเดียวกับการทำความเข้าใจการคลี่คลายตัวทางประวัติศาสตร์ และกระบวนการก่อตัวของระบบครอบงำและลำดับชั้น ที่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์

นิเวศวิทยาสังคมถือว่ามนุษย์มีความพิเศษและแตกต่างจากธรรมชาติทั้งหลาย เนื่องจากเรามีความสามารถเปลี่ยนแปลงโลกในระดับใหญ่ และก่อร่างชุมชนให้เป็นไปตามใจนึกของเราได้  ตัวอย่างที่ชัดเจนเห็นได้จากการพิจารณาดูความแตกต่างระหว่างชุมชนมนุษย์และมด ในขณะที่มดก่อร่างสังคมขึ้นมาจากสัญชาติญาณและธรรมชาติ โดยมีตัวเลือกจำกัดอยู่เพียงรูปแบบเดียว มนุษย์นั้นสร้างสถาบันขึ้นมา นั่นหมายความว่ามนุษย์ตั้งใจก่อร่างสร้างองค์กรโดยมีทางเลือกที่หลากหลาย  หากเป็นไปตามตรรกะที่กล่าวไปนั้น เราก็จะสามารถเข้าใจได้ว่า ความสัมพันธ์แบบผู้ล่าและผู้ถูกล่าในอาณาจักรสัตว์นั้น ไม่ใช่เรื่องของลำดับชั้นใดๆ แต่เป็นเรื่องของสัญชาติญาณหรือธรรมชาติ เพราะว่าในสรรพสัตว์นั้นไม่มีโครงสร้างใด ที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจเลย

เราต้องเน้นย้ำว่า การแบ่งแยกเช่นนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเรามักใช้ภาพที่เราเห็นจากโลกธรรมชาติ มาตัดสินว่าความสัมพันธ์แบบลำดับชั้นของมนุษย์เป็นธรรมชาติ และนำมาซึ่งความอยุติธรรมของการแข่งขันจอมปลอม ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างจงใจโดยมนุษย์ เพื่อสถาปนาสังคมแบบลำดับชั้นขึ้นมา  เหล่าชนชั้นปกครอง ได้ใช้มุมมองเหล่านี้เป็นเครื่องมือ เพื่อตบตาและรักษาอำนาจมาโดยตลอด

ทว่าธรรมชาติของมนุษย์ไม่ใช่สิ่งหยุดนิ่งตายตัว  เรามีความสามารถในการปรับตัวสูงมาก  หากเรามองย้อนกลับไป ทุกท่านคงเห็นด้วยว่า ธรรมชาติของสังคมมนุษย์นั้น ต้องการความร่วมมือร่วมใจ ช่วยเหลือแบ่งปัน มากกว่าการสะสมทรัพยากรและความร่ำรวยไว้เพียงผู้เดียว

บุคชินกล่าวว่า การตีความธรรมชาติของเรา ถูกบิดเบื้อนอย่างสิ้นเชิง อันเป็นผลมาจากมุมมองต่อสังคมของเรานั่นเอง  “ไม่ว่าเมื่อใดที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติ เรากำลังมีปฏิสัมพันธ์ ไม่ใช่จากประสบการณ์ของเราต่อโลกธรรมชาติ แต่เป็นประสบการณ์จากความสัมพันธ์ระหว่างเราด้วยกันเอง  และเมื่อเราอยู่ในโลกของการครอบงำ เราจึงตีความธรรมชาติว่าเป็นเช่นนั้น”  ประเด็นนี้ยิ่งชัดมากขึ้น เมื่อเรามองการตีความโลกธรรมชาติ ของมนุษย์จากต่างวัฒนธรรม อาทิ ชาวกรีกโบราณมองว่าธรรมชาติคือการต่อสู้ของกลุ่มพลังต่างๆ ซึ่งสะท้อนออกมาจากสภาพสังคมของพวกเขา ในขณะที่สังคมศักดินายุโรป มองธรรมชาติว่าเป็นสังคมลำดับชั้นอันแข็งทื่อ โดยมียอดเป็นผู้ล่าในป่าเปรียบเสมือนราชา ซึ่งเราก็จะเห็นได้ว่า สิ่งนี้สะท้อนภาพสังคมในยุคสมัยนั้นเช่นกัน  จากที่กล่าวมา เราจึงไม่แปลกใจหากพบว่า ทุกวันนี้เรามองเห็นธรรมชาติว่าเป็นการแข่งขัน ระหว่างสิ่งมีชิวิตหลายล้านสายพันธุ์ นั่นก็ย่อมเกิดจากภาพสะท้อนของมุมมองเราต่อสังคมทุนนิยมเอง  ในความเป็นจริงแล้ว นักนิเวศน์วิทยาจะบอกเราว่า ธรรมชาติคือเครือข่ายที่ละเอียดอ่อน ของปฏิสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชิวิตหลากหลายสายพันธ์ุ ซึ่งพึ่งพากันและกันเพื่อการอยู่รอด แม้แต่ในความสัมพันธ์แบบผู้ล่าก็ตามที

ในท้ายสุดแล้ว กรอบคิดที่บุคชินเสนอขึ้นมาก็คือว่า ด้วยมุมมองที่สะท้อนออกมาจากสังคมลำดับชั้นที่มีการครอบงำเป็นใหญ่นั้น ทำให้เรามองธรรมชาติเป็นสิ่งอื่นใดไปไม่ได้ นอกเสียจากสิ่งที่เราต้องไปครอบงำ  บุคชินเสนอว่า หากไม่มีการสถาปนาสังคมลำดับชั้นขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์แล้วไซร้ เราคงไม่มีความคิดที่จะครอบงำธรรมชาติแต่อย่างใด  จะไม่มีเหตุผลที่ต้องล้อมรั้วที่ดิน สร้างกรรมสิทธิ์เอกชนและสะสมทรัพยากร เพื่อความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ได้ถูกสถาปนาขึ้นแล้วอีกต่อไป  ทุกวันนี้เราจึงกำลังเดินทางเข้าสู่ความฉิบหายวายป่วง อันเกิดจากระบอบการครอบงำของเรานั่นเอง

วิธีการแก้ปัญหา

บุคชินอธิบายเรื่อง ธรรมชาติเสรี  ใจความสำคัญก็คือ ความกลมกลืนสอดคล้องระหว่างโลกของมนุษย์และธรรมชาติ  หมายความว่ามนุษย์ใช้สติปัญญาและเทคโนโลยีของเรา ไปเพื่อสิ่งที่ดีแทนที่จะเป็นไปในทางเลวร้าย  เช่นว่า แทนที่จะทำการเกษตรเชิงเดี่ยว อันก่อนให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อสิ่งแวดล้อม เราสามารถใช้ความสามารถทางวิทยาศาสตร์การเกษตรของเรา เพื่อนำความหลากหลายกลับมาสู่เกษตรกรรม และคืนสภาพผืนดิน  หรือแทนที่จะป้อนอาหารกว่า 40% ของผลผลิตการเกษตรของเราให้กับปศุสัตว์ ซึ่งมีแต่คนรวยเท่านั้นที่จะบริโภคมันได้  เราสามารถเลี้ยงคนกว่า 800 ล้านคนได้โดยตรง โดยไม่ต้องฆ่าสัตว์แม้แต่ตัวเดียว

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่มนุษย์หรือธรรมชาติของมนุษย์แต่อย่างใด  ประเด็นที่สังคมนิเวศวิทยาบอกเราก็คือ ปัญหานั้นอยู่ที่องค์กรในสังคมปัจจุบันของเรา ที่เชิดชูการครอบงำ ยึดครองทรัพยากร ทุน การเติบโตอย่างไม่รู้จักจบสิ้น และความสัมพันธ์แบบมีลำดับชั้น มากกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด  ระบอบทุนนิยมบั้นปลายนี้นี่เอง ที่บิดผันมุมมองของเราต่อธรรมชาติ ให้เป็นเพียงสินค้าชิ้นหนึ่ง มันใช้เทคโนโลยี เพื่อทำลายธรรมชาติ พร้อมกับตั้งเป้าทำให้ผู้ใช้แรงงานไร้ค่าและล้นเกิน ผ่านระบบอัตโนมัติ จนไปถึงจุดที่พวกเขาสามารถเขี่ยทิ้งได้อย่างง่ายดาย เพราะในระบบปัจจุบันของเรา มนุษย์นั้นคู่ควรจะมีชีวิตก็ต่อเมื่อพวกเขามีประโยชน์ต่อการใช้งานเพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจและกำไรเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ด้วยอำนาจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอันมหาศาลของเรา มนุษย์อย่างเราสามารถสถาปนาโครงสร้างแห่งการปลดปล่อยอย่างสมบูรณ์ ให้แก่ทั้งโลกของเราและธรรมชาติได้  เราสามารถพัฒนาไปสู่สังคมหลังทุนนิยม โดยการใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เพื่อปลดปล่อยผู้คนจากภาระงาน ด้วยการลดชั่วโมงการทำงานลง ให้เสรีภาพการแสวงหาสิ่งที่ต้องการแก่เรา ให้เราได้ใช้เวลาไปกับคนที่เรารัก หรือแม้กระทั่งมีเวลาในการต่อสู้เรียกร้องทางการเมืองมากขึ้น  แทนที่จะไปใช้ความก้าวหน้าของจักรกล เพื่อค้นหารีดเค้นกำไรให้แก่เจ้าของเครื่องจักรนั้น เราสามารถนำมันมาใช้เพื่อปลดปล่อยเราจากการทำงาน และมีชีวิตอย่างสอดคล้องกลมกลืนไปกับธรรมชาติ สร้างสังคมหลังความขาดแคลน ที่สอดประสานไปกับโลกธรรมชาติได้  บุคชินกล่าวว่า เรามีศักยภาพที่จะสร้างโลกยูโทเปียเช่นนั้นให้เกิดขึ้นจริงได้แล้ว จนนำมาสู่คำขวัญของนิเวศวิทยาสังคมที่ว่า “เราต้องเรียกร้องยูโทเปีย”

 

ผู้สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องสังคมนิเวศวิทยา และโอกาศการศึกษาต่อในแขนงนี้ สามารถศึกษาได้จากสถาบันเพื่อสังคมนิเวศน์วิทยา: http://social-ecology.org/wp/