กรณีแปลก ๆ ของเจฟรีย์ เอ็ปสไตน์ (Jeffrey Epstein)

กรณีแปลก ๆ ของเจฟรีย์ เอ็ปสไตน์ (Jeffrey Epstein)

ผู้เขียน Gabriel Ernst [EN] & ice_rockster [แปลไทย]
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

ฉันเป็นคนที่สงสัยในตัวของพวกชนชั้นสูงและมีอำนาจมาโดยตลอด ซึ่งในฐานะฝ่ายซ้ายฉันดูถูกพวกเขา เช่นเดียวกับที่ฉันดูถูกพวกอนุรักษ์นิยมและเสรีนิยม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2019 ทำให้ฉันตกใจมากและทำให้ฉันมีความเข้าใจใหม่ทั้งหมดเกี่ยวกับความเลวทรามและความชั่วร้ายอย่างตรงไปตรงมาของคนร่ำรวยและคนมีอำนาจ นี่เป็นกรณีของเจฟรีย์ เอ็ปสไตน์

ถ้าจะให้พูดสั้น ๆ ง่าย ๆ เอ็ปสไตน์นั้นเป็นทั้ง แมงดา-เฒ่าหัวงู-โคแก่กินหญ้าอ่อน มืออาชีพที่ร่ำรวย และมีเครือข่ายทางการเมืองที่ดีอย่างเหลือเชื่อ เขามีเกาะส่วนตัวของตัวเองนอกชายฝั่งของสหรัฐอเมริกา ที่ซึ่งเขาจะให้ทาสทางเพศสาวของเขาคอยต้อนรับแขกผู้มีอำนาจที่บินไปที่นั่นด้วยเครื่องบินส่วนตัวของพวกเขา ซึ่งเขาตั้งชื่อเล่นว่า “สายด่วนโลลิต้า” ‘The Lolita Express’

แขกที่มาเยือนเกาะนี้รวมถึงประธานาธิบดีหลายคนของสหรัฐฯ อาทิเช่น บิล คลินตั้น (Bill Clinton), นายกรัฐมนตรีอิสราเอล Ehud Barak และประธานาธิบดี Andrés Pastrana ของโคลอมเบีย รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น เจ้าชายแอนดรูว (Prince Andrew) จากสหราชอาณาจักร แลรรี่ ซัมเมอร์ส์ (Larry Summers) อดีตประธานของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด หรือ นักวิชาการและนักเขียนชื่อดังอย่างสตีเว่น พิ้งเกอร์ (Steven Pinker) ของคนดัง สามารถดูรายชื่อผู้เยี่ยมชมเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ไมอามี่

ฉันเริ่มรู้จักเอ็ปสไตน์เป็นครั้งแรกหลังจากที่หนังสือพิมพ์ไมอามีเฮรัลด์เขียนบทความสอบสวนเขา บทความนี้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์แปลก ๆ ในการตัดสินคดีอนาจารครั้งแรกของเอ็ปสไตน์ในปี 2007 โดยปกติแล้วเอ็ปสไตน์จะจ้างเด็กผู้หญิงที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ซึ่งมักมาจากครอบครัวที่ยากจนมาก เพื่อพาให้ไปนวดที่คฤหาสน์ปาล์มบีชในฟลอริดา ในระหว่างการนวดเขาได้ทำการล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงเหล่านั้น จากนั้นเขาจะเสนอเงินเพื่อหาผู้หญิงให้เขามากขึ้น ซึ่งบางคนก็หาคนรับสมัครที่โรงเรียนห้างสรรพสินค้าและปาร์ตี้ที่บ้าน ไม่มีใครรู้ว่ามีเด็กผู้หญิงทั้งหมดกี่คนที่เกี่ยวข้อง แต่จากการสอบสวนของตำรวจระบุว่ามีเหยื่ออย่างน้อย 80 คน

เหยื่อรายหนึ่งกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า “เขาบอกฉันว่าเขาต้องการให้หาเด็กที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ เขาต้องการผู้หญิงให้มากที่สุดเท่าที่หาได้ ซึ่งมันไม่เคยเพียงพอ”

หลังจากให้คำแนะนำกับตำรวจท้องถิ่น FBI ได้ตั้งข้อหาเอ็ปสไตน์ในปี 2007 ในข้อหาอาชญากรรมที่ควรส่งเขาเข้าคุกตลอดชีวิต แต่เขาได้ทำข้อตกลงลึกลับกับอัยการซึ่งอนุญาตให้เขารับโทษเพียง 13 เดือน และไม่ใช่ในเรือนจำของรัฐบาลกลางหรือของรัฐ แต่อยู่ในคุกส่วนตัวของเรือนจำในเขตปาล์มบีชซึ่งหลายคนอธิบายว่าคล้ายกับโรงแรมราคาแพง

เขาได้รับการปล่อยงานให้ไปอยู่ใน “สำนักงานที่สะดวกสบาย” เป็นเวลา 12 ชั่วโมงต่อวัน หกวันต่อสัปดาห์ แม้ว่าจะมีกฎหมายห้ามปล่อยงานสำหรับผู้กระทำความผิดทางเพศก็ตาม และยังมีรายงานในภายหลังว่าเขายังคงลวนลามเด็ก ๆ หลายคนที่สำนักงานของเขาในช่วงเวลานี้

ส่วนที่แปลกประหลาดที่สุดของข้อตกลงที่แปลกประหลาดนี้คือส่วนที่เรียกว่า “ข้อตกลงการไม่ดำเนินคดี” ซึ่งให้ภูมิคุ้มกันแก่ “ผู้สมรู้ร่วมคิดใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น” ซึ่งหมายความว่าหากเพื่อนที่มีอำนาจของเอ็ปสไตน์คนใดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมของเขาพวกเขาจะไม่ต้องเผชิญกับผลที่ตามมา

ข้อตกลงดังกล่าวไม่เคยมีมาก่อนในระบอบกฎหมายของสหรัฐอเมริกาและดูเหมือนจะใช้กับคดีนี้เท่านั้น

ข้อตกลงที่ใจกว้างอย่างมากจากอัยการทำให้หลายคนเชื่อว่าเอ็ปสไตน์ได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนที่มีอำนาจของเขาเบื้องหลัง หรือแม้กระทั่งอาจจะใช้ความได้เปรียบบางอย่างข่มขู่บุคคลสำคัญในระดับที่สูงมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกคุมขัง

นั่นคือเขาเอง

ไม่ค่อยมีใครรู้เกี่ยวกับสถานการณ์เบื้องหลังว่าเอ็ปสไตน์ กลายเป็นคนร่ำรวยอย่างมากได้อย่างไร เมื่อยามที่เขายังหนุ่ม เขาทำงานเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ที่โรงเรียนสตรีของชนชั้นสูงในนิวยอร์ก ดูเหมือนว่าเขาจะถูกเลือกจากที่นั่นเพื่อทำงานระดับสูงในการธนาคารการลงทุน (ซึ่งเขาไม่มีประสบการณ์) เมื่อถึงจุดหนึ่งในปี 1986 เขาได้พบกับมหาเศรษฐีที่ชื่อว่า เล เว็กซเนอร์ (Les Wexner) ผู้ซึ่งมอบอำนาจให้เขาด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้เขามีโชคลาภอันมหาศาลไม่นานหลังจากพบเขา

อย่างไรก็ดี ในช่วงปี 1990 เขาได้พบกับกิสเลน แม็กซเวล (Ghislaine Maxwell) ลูกสาวของเจ้าของหนังสือพิมพ์อังกฤษและโรเบิร์ต แม็กซเวล (Robert Maxwell) สายลับชาวอิสราเอลในตำนาน บางครั้ง กิสเลนถูกเรียกว่าแฟนของเอ็ปสไตน์ บางครั้งก็เป็นเพื่อนร่วมธุรกิจของเขาไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตามพวกเขามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากและกิสเลนมักถูกกล่าวหาโดยเหยื่อว่าเป็นคนที่พาพวกเขามาให้เอ็ปสไตน์

เซนต์เจมส์น้อย

คดีของศาลในฟลอริดาเกิดขึ้นอย่างเป็นเอกเทศเฉพาะในรัฐ เอ็ปสไตน์ยังมีอสังหาริมทรัพย์ในนิวเม็กซิโก นิวยอร์ก และเกาะส่วนตัวของเขาชื่อเซนต์เจมส์น้อย (Little Saint James) เหยื่อหลายคนบอกว่าพวกเขาถูกส่งตัวโดย เอ็ปสไตน์และแม็กซเวลไปยังสถานที่เหล่านี้ ทั้งหมดเพื่องานปาร์ตี้หรือเพื่อทำหน้าที่เป็นโสเภณี

แท้จริงแล้วไม่ใช่แค่เหยื่อเท่านั้นที่ยืนยันเรื่องนี้ แต่ยังรวมถึงพนักงานในสถานที่เหล่านี้รวมถึงเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่ที่เกาะเซนต์เจมส์น้อย ที่อธิบายว่ามีกิจกรรมทางเพศมากมาย ที่มีเด็กสาวและมีชื่อของเจ้าชายแอนดรูว์ ปรากฏว่ามาร่วมงานด้วย

จุดจบของเอ็ปสไตน์

ชีวิตและกิจกรรมส่วนใหญ่ของเอ็ปสไตน์ รวมถึงคดีในศาลในฟลอริดาเป็นที่รู้จักในแวดวงสังคมชั้นสูงเท่านั้น จนถึงปี 2018 เมื่อสำนักข่าวไมอามีเฮรัลด์เผยแพร่บทความที่ดังระเบิดระเบ้อของเขา ซึ่งเป็นช่วงเวลาตรงกับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม MeToo จากนั้นเรื่องราวก็จึงแพร่กระจายออกไปเป็นไวรัล สิ่งนี้กระตุ้นให้ศาลในนิวยอร์กทำการสอบสวนเอ็ปสไตน์ในที่สุด หลังจากมีการกล่าวหาเขามาหลายทศวรรษ

ในปี 2019 เขาถูกจับในข้อหาค้ามนุษย์ทางเพศและถูกคุมขังในคุกที่มีความปลอดภัยสูงในนิวยอร์ก ในเวลานี้มีการคาดเดากันอย่างมากว่าคดีในศาลสาธารณะอาจเกิดขึ้นได้อย่างไร ด้วยผลกระทบทางการเมืองและการบอกกล่าวเป็นนัย ๆ ของคนดังที่อาจเกี่ยวข้อง สื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียจึงเต็มไปด้วยการอภิปรายอย่างอื้อฉาว

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2019 เอ็ปสไตน์ถูกพบว่าหมดสติในห้องขังโดยได้รับบาดเจ็บที่คอ เขารอดชีวิตและอ้างว่าเขาถูกนักโทษอีกคนทำร้าย เจ้าหน้าที่ในเรือนจำอ้างว่า เขาพยายามจะฆ่าตัวตายซึ่งเป็นเรื่องแปลกมากตั้งแต่นั้นมา เขาอ้างว่าเขาถูกโจมตี จากนั้นมีมส์ (memes) มากมายที่สร้างขึ้นเกี่ยวกับบิลหรือฮิลลารี คลินตันวางแผนที่จะฆ่าเอ็ปสไตน์ เพื่อปิดปากไม่ให้เขาเปิดเผยพวกเขาในการพิจารณาคดี เขาจึงประหนึ่งว่าถูกวางไว้บนนาฬิกาฆ่าตัวตายแม้ว่าจะมีการประเมินว่าเขา “มีกำลังใจดี” ก็ตาม

เอ็ปสไตน์ใช้ห้องขังร่วมกับนักโทษคนอื่น โดยมีกล้องรักษาความปลอดภัยและผู้คุมสองคนประจำการอยู่ข้างนอกตลอดเวลาซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบเขาทุก ๆ 30 นาที เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2019 เพื่อนร่วมห้องขังของเขาถูกย้ายออกและไม่ได้ถูกแทนที่ และในวันที่ 10 เขาจึงเสียชีวิตลง ตามที่เจ้าหน้าที่เรือนจำได้รายงาน เขาได้ผูกคอตัวเองในห้องขัง และรายงานว่าบอกว่ากล้องรักษาความปลอดภัยหยุดทำงานลงทั้งหมด อีกทั้งผู้คุมสองคนนั้น ก็กำลังหลับอยู่ในเวลานั้นพอดี

วันนี้ขึ้นอยู่กับคุณแล้วว่าคุณเชื่ออย่างไรเกี่ยวกับการตายของเจฟรีย์ เอ็ปสไตน์ ซึ่งรายงานจากสื่อส่วนใหญ่ก็จะรายงานอย่างพร้อมเพรียงว่า เป็นเรื่องราวของการฆ่าตัวตายที่ธรรมดาทั่วไป อย่างไรก็ตามหลักฐานและสถานการณ์ทั้งหมดถูกชี้ว่าน่าสงสัยอย่างไม่น่าเชื่อ

มีทฤษฎีสมคบคิดมากมายเกี่ยวกับความจริงเบื้องหลังกรณีเอ็ปสไตน์ ทั้งชีวิตและความตายของเขา บางคนอ้างว่าเขาเป็นเพียงคนรวยที่มีเพื่อนที่มีอำนาจและมีนิสัยวิปริตต่อเด็กสาว ในขณะที่มีหลักฐานบ่งบอกถึงการเล่าเรื่องที่มืดมน อัยการในคดีเดิมของฟลอริดาเมื่อปี 2007 เคยกล่าวว่า “ฉันได้รับแจ้งว่าเอ็ปสไตน์ เป็นหน่วยข่าวกรองและปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว” สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงเครือข่ายมืดของหน่วยสืบราชการลับของสหรัฐฯ ที่ทำงานร่วมกับคนเฒ่าหัวงูผู้ร่ำรวย ซึ่งบางทีอาจจะเป็นการแบล็คเมล์บุคคลสำคัญในการเสนอราคาที่สูงกว่า หรือบางทีอาจจะเหนือกว่านั้น แต่ความสัมพันธ์ในครอบครัวของ กิสเลน แม็กซเวล จะเสริมสร้างสมมติฐานนี้เท่านั้น ซึ่งแม็กซ์เวลนั้น ขณะนี้เธอถูกจำคุกในนิวยอร์กเพื่อรอการพิจารณาคดี

ดังนั้น สิ่งที่กรณีของเอ็ปสไตน์แสดงให้เราเห็นคือความสามารถของชนชั้นสูงในการใช้ชีวิตนอกอาณาจักรของสังคมอื่น ๆ มีส่วนร่วมในการกระทำที่เลวร้ายและบิดเบือนที่สุดและเผชิญกับการฟ้องร้องเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย จนถึงทุกวันนี้นอกจาก เอ็ปสไตน์ และ แม็กซเวล ยังไม่มีใครถูกตั้งข้อหาข่มขืนกระทำชำเราในคดีนี้แม้จะมีการกล่าวหาเหยื่อหลายร้อยคน เห็นได้ชัดว่ากฎเกณฑ์ของสังคมไม่ได้ถูกใช้กับผู้ที่มีเงินและผู้ที่มีอำนาจ

 

รัฐประหารในพม่า (Burma coup)

รัฐประหารในพม่า (Burma coup)

ผู้เขียน Gabriel Ernst [EN] & Pathompong Kwangtong [แปลไทย]
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute
ภาพ Karuna Tilapaynat

So the million dollar question regarding the coup is: Why now? That’s what’s confusing so many Burma watchers.

คำถามโลกแตกเกี่ยวกับการรัฐประหารครั้งนี้ก็คือ ทำไมเป็นตอนนี้?  คำถามนี้กวนใจผู้ติดตามสถานการณ์ในพม่าตอนนี้อย่างยิ่ง

To begin this article we must openly state that we do not like Suu Kyi. She has failed to really reform Burma during her years in charge. She has been a supporter of devastating neo-liberalism and has done nothing to challenge the on going genocide and civil war that devastates ethnic minorities in the country.

ก่อนอื่นเราต้องขอบอกก่อนเลยว่า เรามิได้พิศมัยอองซานซูจี  เธอล้มเหลวในการปฏิรูปประเทศในช่วงเวลาที่เธออยู่ในตำแหน่ง  เธอคือผู้สนับสนุนแนวทางเสรีนิยมใหม่อันโหดร้ายป่าเถื่อนและหันหลังเมินเฉยต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และสงครามกลางเมืองที่กระทำต่อชนกลุ่มน้อยหลากหลายชาติพันธ์ุในประเทศ

Many have considered Suu Kyi an apologist for the Burma army for years now and her appearance at The Hague international criminal court in 2019, where she literally defended the militaries genocide of the Rohingya, underscored that. That’s what makes it so surprising that the military have bothered with this coup, they still have total control over the armed forces, make tremendous profits through corruption illicit industries and generally are feared by the populace. They can pretty much do whatever they want, regardless of the civilian government. So why bother with the coup?

หลายคนมองว่าอองซานซูจีเป็นผู้แก้ต่างให้รัฐบาลทหารในห้วงเวลาหลายปีมานี้ด้วยซ้ำ คำให้การในชั้นศาลของเธอที่ปกป้องการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุชาวโรฮิงยาโดยกองทัพ ณ ศาลอาญาระหว่างประเทศที่กรุงเฮกเมื่อปี 2019 เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดี  นี่ทำให้การรัฐประหารของกองทัพครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจยิ่งนัก ทำไมพวกเขาต้องรัฐประหารทั้งๆ ที่กองทัพยังคุมกองกำลังติดอาวุธได้เบ็ดเสร็จ กองทัพยังคงทำกำไรมหาศาลจากอุตสาหกรรมทุจริตผิดกฎหมาย อีกทั้งผู้คนก็ยังหวาดกลัวพวกเขาอยู่  กองทัพสามารถทำสิ่งใดๆ ได้ตามใจปราถนาโดยไม่ต้องสนใจรัฐบาลพลเรือน  แล้วทำไมเล่า ทำไมต้องรัฐประหาร?

The best answer we can give right now is that it’s a confluence of reasons. The first being personal. Suu Kyi, in the circles of the higher echelons of the Burma government, is not well liked at all. She’s considered extremely hard to work with and surrounds herself with a gerontocracy of yes men. She’s had major fallings out with a number of people formerly close to her, including a very public feud with her brother. This makes her look weak and thus makes a coup easier.

คำตอบที่ดีที่สุดที่เราจะให้กับทุกท่านได้ ณ ตอนนี้คือ มันมีหลายเหตุปัจจัยด้วยกัน  หนึ่งคือเรื่องส่วนตัว  อองซานซูจีไม่ได้เป็นที่รักในกลุ่มชนชั้นนำระดับสูงของรัฐบาลพม่าแม้แต่น้อย  รอบๆ ตัวเธอมีแต่กลุ่มคนชราที่พร้อมเห็นด้วยกับเธอไปเสียทุกอย่าง การทำงานกับเธอจึงเป็นสิ่งที่ยากยิ่งนัก  เธอเองมีปากเสียงกับหลายต่อหลายคนที่เคยใกล้ชิดเธอ อาทิการวิวาทะกับพี่ชายของเธอเองต่อหน้าสาธารณชน  นี่ทำให้เธอดูอ่อนแอและการรัฐประหารเป็นไปได้ง่ายขึ้น

Secondly the USDP (military backed party) did embarrassingly poorly in the national elections late last year. To explain their bad performance a narrative grew that the elections were rigged, which honestly is quite absurd, but the embarrassment felt by the military certainly is not. These are bravado guys who don’t appreciate being shown up.

สอง พรรค USDP (ที่กองทัพหนุนหลัง) ทำคะแนนได้ย่ำแย่ในการเลือกตั้งระดับชาติเมื่อปีที่ผ่านมา  เรื่องเล่าที่ค่อนข้างไร้สาระว่าด้วยการเลือกตั้งอันสกปรกเกิดขึ้นเพื่ออธิบายความล้มเหลวของพวกเขาครั้งนี้ ทว่าสำหรับพวกกองทัพแล้ว มันไม่ไร้สาระเลยสักนิด  พวกเขาเป็นจอมวางท่าผู้ไม่นิยมการตกเป็นเป้าสายตาเท่าใดนัก

Thirdly Suu Kyi has been surrounding herself with foreign advisors, all of them die hard neoliberals, including one individual who quit the British embassy to join her advisory team. Historically the ideology of the military has been extremely hostile to the west, this was why they were such a isolated country during the junta years. This all traces back to British colonialism and the vein of anti-colonial thought in the higher levels of the military, who sought domestic protectionism from outside interference above all else. As such Suu Kyi’s decision to surround herself by foreign neo-liberal advisors goes hard against that and many of the economic reforms (opening up the country to large foreign business) have been pretty drastic. This likely enraged the military, more so the old brass who still are highly influential.

สาม อองซานซูจี รายล้อมด้วยที่ปรึกษาต่างชาติมากมาย พวกเขาทุกคนเป็นผู้อุทิศตนให้กับอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ หนึ่งในนั้นลาออกจากคณะฑูตสหราชอาณาจักรเพื่อมาเป็นที่ปรึกษาให้เธอ  ว่ากันตามประวัติศาสตร์แล้ว กองทัพมีอุดมการณ์ชิงชังตะวันตกหัวชนฝา นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลทหารของพม่าจึงมีนโยบายปิดประเทศในช่วงก่อนหน้านี้  ทั้งหมดทั้งปวงเป็นผลมาจากลัทธิล่าอาณานิคมอังกฤษและร่องรอยของความคิดต้านอาณานิคมที่ฝังรากลึกอยู่ในกองทัพ ผู้ลุ่มหลงคลั่งไคล้การปกป้องประเทศจากการแทรกแซงของต่างชาติ  การที่อองซานซูจีตัดสินใจให้ฝรั่งมังค่าเสรีนิยมใหม่มาเป็นที่ปรึกษาของเธอนั้น ก็เสมือนการตบหน้าความกองทัพเข้าอย่างจัง และการปฏิรูปเศรษฐกิจ (เปิดประเทศเพื่อกลุ่มทุนต่างชาติขนาดใหญ่) ของเธอนั้นก็ค่อนข้างรุนแรง  สิ่งเหล่านี้น่าจะทำให้กองทัพรวมไปถึงกลุ่มชนชั้นนำเก่าๆ ที่ทรงอิทธิพลอยู่เดือดดาลพอสมควร

Finally the head of the military who enacted the coup General Min Aung Hlaing was due to retire in 6 months. We don’t know a whole lot about his personal ambitions but perhaps he wasn’t content with a quiet retirement. For all we know he could be a staunch reactionary who pines for the old days of the junta. He’s promised elections one year from now so we will see. 

สุดท้าย วาระเกษียณอายุของผู้นำกองทัพที่ทำการรัฐประหารครั้งนี้อย่างนายพลมี่นอองไลง์ก็ใกล้เข้ามาอีกเพียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น  เราไม่รู้นิสัยใจคอของเขาในหลายๆ อย่าง ไม่รู้ว่าความทะเยอทะยานส่วนบุคคลมีผลมาเพียงใด แต่เขาก็คงไม่พึงพอใจในการเกษียณอายุเท่าใดนัก  ที่เรารู้ก็คือเขาต้องการรักษาแผลของพวกปฏิกิริยาที่คิดถึงคืนวันเก่าๆ ในห้วงเวลาเผด็จการทหาร  เขาสัญญาว่าจะให้มีการเลือกตั้งในอีกหนึ่งปีถัดจากนี้  เรามารอดูกัน


สำหรับประวัติศาสตร์การเมืองในประเทศพม่า โปรดฟัง podcast #Analysand EP 14 ด้านล่างนี้ (ภาษาอังกฤษ)

ฟรีแลนซ์ และจริยศาสตร์การทำงานแบบโปรแตสแตนท์

ฟรีแลนซ์ และจริยศาสตร์การทำงานแบบโปรแตสแตนท์

ผู้เขียน Gabriel Ernst
ผู้แปล Warisa Sukkumnoed
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

ภาพยนตร์ ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ (2015) ที่กำกับโดย นวพล ธำรงค์รัตนฤทธิ์ เป็นตัวอย่างที่หาได้ยากของภาพยนตร์ไทยที่มีเนื้อหาแบบมาร์กซิสต์ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้แฝงไปด้วยมุมมองการวิพากษ์ต่อระบบทุนนิยมและจริยศาสตร์การทำงานแบบโปรแตสแตนท์แบบมาร์กซิสต์ที่เราทั้งแบบแนบเนียนและตรงไปตรงมา

ด้วยนักแสดงอย่าง ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์, ดาวิกา โฮร์เน่ และ วิโอเลต วอเทียร์ ความคาดหวังต่อภาพยนตร์เรื่องนี้จึงมักจะเป็นในรูปแบบของความโรแมนติกแบบน่ารักและแปลกตา แต่หนังเรื่องฟรีแลนซ์กลับพาเราสำรวจถึงเส้นทางที่โหดร้ายและตรงไปตรงมาของความทุกข์ทรมานในระบบทุนนิยม และความจริงที่เจ็บปวดของการแข่งขันในระบบตลาด

คำเตือน: มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วน

ยุ่น ตัวเอกของเรื่องที่แสดงโดยซันนี่ เป็นกราฟิกดีไซเนอร์รับจ้างฝีมือดีที่ต้องทำงานที่เจ๋ (แสดงโดย วิโอเลต วอร์เทียร์) ผู้จัดการของเขามอบหมายให้ให้ทันเวลา งานที่เพิ่มขึ้นจนล้นมือทำให้ สุขภาพของยุ่นค่อยๆ แย่ลงเรื่อยๆ จนเกิดเป็นผื่นจากความเครียดที่กระจายไปทั่วร่างกาย ยุ่นได้ไปพบหมอที่โรงพยาบาลเอกชนเพื่อที่จะหาทางรักษา แต่ด้วยราคานั้นแพงเกินกว่าเงินในกระเป๋าที่เขามี เขาจึงเปลี่ยนไปรักษาที่โรงพยาบาลรัฐ ที่ทำให้เขาได้พบกับหมออิม (แสดงโดยดาวิกา)

จากภาพความเป็นจริงที่สะท้อนออกมาในภาพยนตร์ โรงพยาบาลรัฐนั้นแออัดและมีความเป็นลำดับขั้นสูงที่แสดงออกผ่านการรอเข้ารักษาเป็นเวลานาน หลังจากการรักษาผ่านไปในอีกไม่กี่เดือนต่อมา หมออิมได้รักษาผื่นของเขา ซึ่งได้แสดงความเป็นห่วงอย่างจริงใจต่อสุขภาพของเขา และแนะนำเขาว่าภาระงานที่หนักเกินไปของเขาอาจทำให้เขาตายได้ แต่ยุ่นยังคงยืนกรานอยู่ตลอดว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกเสียจากการรับงานที่หนักเหล่านั้น ซึ่งถ้าเขาปล่อยงานผ่านไปงานจะไม่กลับมาหาเขาอีกแล้ว ยุ่นเป็นตัวอย่างของแรงงานทาสในระบบตลาด ที่ค่าจ้างที่ค่อนข้างสูงไม่สามารถทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้เพราะเขาไม่สามารถใช้มันในการหาความสุขให้ตัวเองได้ เนื่องจากงานที่หนัก

เมื่อภาพยนตร์ได้เล่าถึงความรักที่กำลังเบ่งบานมากขึ้นระหว่างยุ่นและหมออิม (ซึ่งถูกโฆษณาในตอนแรกว่าเป็นพล็อตหลักของเรื่อง) ยุ่นก็เริ่มที่จะดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิต ทั้งการจัดเวลานอนด้วยตัวเอง กินอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกาย

เจ๋ ผู้จัดการของเขา ก็เผชิญกับสภาวะเดียวกันกับเขาที่เครียดและอยู่ใต้ความกดดันอยู่ตลอดเวลา เจ๋มีวิธีคิดเช่นเดียวกับยุ่น คือ “ทำงาน ทำงาน ทำงาน” เธอจึงพยายามเร่งยุ่นเรื่อยๆ นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ภาพยนตร์พยายามพาเราสำรวจแนวคิดจริยศาสตร์การทำงานแบบโปรแตสแตนท์อย่างไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นแนวคิดของคาล์วินนิสต์ว่าด้วยการทำงานคือการช่วยให้มนุษย์ไถ่บาป เพราะเราจะพบเป้าหมายทางจิตวิญญาณของชีวิตผ่านการทำงาน วิธีคิดนี้ ซึ่งเกิดขึ้น ณ โลกโปรแตสแตนท์ฝั่งตะวันตกที่ถูกใช้ในการอธิบายและผสานกันอย่างลงตัวกับทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ของโลกฝั่งตะวันตกจนถึงจุดที่แทรกซึมเข้าไปทั่วสังคมทุนนิยม ไม่ว่าจะเป็นศาสนาที่อยู่ในพื้นที่ใดก็ตาม หรือแม้แต่ไม่มีศาสนาเลย ยุ่นถูกมองว่าเป็นศาสนิกชนที่เคร่งครัดต่ออุดมการณ์ โดยไม่ได้มีการพินิจพิจารณาหรือวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ 

วงจรอุบาทของการทำงานที่นำไปสู่งานที่มากขึ้นเรื่อยๆได้ถึงจุดจบของยุ่นเมื่อเขาทำงานหนักเกินไป จนตัดต่อรูปผิดพลาด และทำให้ไม่ได้รับการจ้างงาน งานของเขาที่หายไปอย่างไม่ทันตั้งตัวกลับไปตกอยู่ในมือของรุ่นน้องที่มีความกระตือรือร้นมากกว่า ส่วนเขาก็ถือเอาเวลาที่เขาว่างงานไปดูแลสุขภาพตัวเอง ถึงกระนั้นช่วงเวลาพักผ่อนของเขาก็ไม่ได้อยู่ตลอดไป เพราะอยู่ดีๆเขาก็ได้รับงานใหญ่และเงินดี ซึ่งโอกาสในการทำงานที่ผู้จ้างบอกเขาว่าจะพัฒนาตัวเขาให้ก้าวข้ามจากข้อผิดพลาดเดิมๆ

เมื่อยุ่นรับงาน เขาก็เริ่มทำงานอย่างบ้าระห่ำ และไม่สนใจในสิ่งที่หมออิมเคยแนะนำ หลังจาก 6 วันของการทำงานโดยไม่หยุดพัก ยุ่นล้มลง และเผชิญกับอาการหัวใจวาย ณ เวลานั้น ภาพงานศพของเขาก็ผุดขึ้นมา ทำให้เขารู้ว่ามีเพื่อนไม่กี่คนและคนที่เขารักที่ห่วงใยเขา มันคือช่วงเวลาที่ยุ่นเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตตัวเอง และรู้ตัวว่างานของเขามันไม่ได้มีค่าเท่าชีวิตของเขา

เมื่อเขาตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาล สิ่งแรกที่ยุ่นเห็นคือผู้จ้างวางคอมพิวเตอร์ไว้บนโตะเสิร์ฟอาหารบนเตียงที่เขานอนอยู่ และบังคับให้เขาทำงานต่อแม้ว่าเขาจะอยู่ในโรงพยาบาลก็ตาม ยุ่นปฏิเสธการทำงาน ณ จุดนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเขาพยายามหาความหมายของการทำงาน เขากลับไม่พบเจอความหมายอะไรให้เลย แต่กลับเป็นความหมายของการค้นหาและพัฒนาความสัมพันธ์ทางสังคมและความรัก การดูแลตัวเอง และการรักษาสุขภาพ นี่คือวินาทีอันทรงพลังของการต่อต้านทุนนิยมเมื่อยุ่นหันหลังให้กับการสะสมทุนที่ไม่หยุดนิ่งของความมั่งคั่งและการทำงานเพื่อ ‘หาความหมายของชีวิต’ แต่เขาได้เลือกวิธีการไถ่บาปวิธีอื่นแทน

แม้ว่าภาพยนตร์จะไม่ได้พูดถึงมาร์กซิสต์แบบตรงๆ แต่มันก็พาเราไปสำรวจข้อวิพากษ์ของมาร์กซิสต์หลายประการที่มีต่อระบบทุนนิยม นี่เป็นความตั้งใจหรือไม่ผมไม่อาจทราบได้ แต่แน่นอนว่ามันคือภาพยนตร์ที่สามารถใช้ในการแสดงให้เห็นถึงความจริงอันโหดร้ายและทารุณของสังคมที่ถูกขับเคลื่อนโดยการโหยหากำไร ที่ความหมายของชีวิตถูกกำหนดแค่โดยการทำงานและผลประโยชน์ต่อระบบทุนนิยม

คะแนน: 8/10

พญาอินทรี ไม่ใช่พี่ใหญ่ของพวกเรา: สหรัฐอเมริกา มิตรไม่แท้ ศัตรูถาวร?

พญาอินทรี ไม่ใช่พี่ใหญ่ของพวกเรา: สหรัฐอเมริกา มิตรไม่แท้ ศัตรูถาวร?

ผู้เขียน Gabriel Ernst
ผู้แปล Pathompong Kwangtong
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute
ที่มาของภาพ Khaosod Online

เดือนพฤศจิกายน 2019 ท่ามกลางกระแสการชุมนุมอันพลุ่งพล่าน ผู้ประท้วงชาวฮ่องกงรวมตัวกันต่อหน้ากงสุลสหรัฐอเมริกา เรียกร้องให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ช่วย ‘ปลดปล่อย’ เกาะเล็กๆ นั้นให้เป็นอิสระจากการควบคุมของทางปักกิ่ง พวกเขาชูแผ่นป้ายที่มีข้อความว่า ‘โดนัลด์ ทรัมป์ ได้โปรดช่วยปลดปล่อยฮ่องกงด้วย’ เหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น กอปรกับการกวัดแกว่งธงชาติสหรัฐฯ กลายเป็นเรื่องขำขันในหมู่ฝรั่งมังค่าทั้งหลาย ด้วยความเข้าใจที่ว่าสหรัฐฯเชื่ออย่างสนิทใจ ในโฆษณาชวนเชื่อของตัวเองที่ว่าพวกเขาจะ ‘ปกป้องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย’ เป็นเรื่องที่สร้างความขำขันไม่น้อยเลยทีเดียว

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เราเริ่มเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในขบวนการประชาธิปไตยของไทยเช่นเดียวกัน เราเริ่มเห็นบัญชีผู้ใช้ทางทวิตเตอร์ที่มีธงชาติอเมริกาประดับบนชื่อ เราเริ่มเห็นธงไต้หวันและทิเบตโบกสะบัดในที่ชุมนุม สิ่งเหล่านี้ส่งสัญญาณว่าเรายืนเคียงข้างรัฐ(กึ่ง)บริวารของอเมริกา ซึ่งทำทีเป็นจักรวรรดินิยมที่เข้ามาคัดง้างกับจักรพรรดิผู้โหดร้าย น่าเสียดายที่เราจำเป็นต้องกล่าวให้ชัดว่า อเมริกานั้นไม่ใช่พี่ใหญ่หรือมิตรสหายของเรา

เราควรจะเริ่มพิจารณาข้อเสนอนี้จากจุดไหนก่อนดี? เราอาจเริ่มจากตัวอย่างความโหดร้ายป่าเถื่อนของตำรวจอเมริกาที่มีให้เห็นมากมายในช่วงปีที่ผ่านมานี้ สหรัฐอเมริกาใช้กำลังและแม้กระทั่งการสังหารพลเมืองของตนเอง เช่นนี้แล้วพวกเขาจะหันมาเหลียวแลการใช้รถน้ำสลายการชุมนุมที่อยู่ห่างออกไปอีกฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกหรือ? ผู้ประท้วงในประเทศไทยควรเห็นคุณค่าและยืนเคียงบ่าเคียงไหลกับขบวนการ #BlackLiveMatter มากกว่ารัฐป่าเถื่อนที่กดขี่เพื่อนของเรา แท้จริงแล้ว เราและสหายชาวผิวสีต่างต่อสู้กับศัตรูคนเดียวกัน นั่นคือโครงสร้างอำนาจของสังคมชนชั้นอันแข็งแกร่ง เทียบกับรัฐไทยแล้ว สหรัฐอเมริกาใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม (ในช่วงพีคสุด) อย่างโหดร้ายป่าเถื่อนแทบทุกวัน พวกเขาใช้แก๊สน้ำตา จับกุมผู้ชุมนุม ใช้กระสุนยาง ใช้กองกำลังตำรวจ รวมถึงเปิดโอกาสให้ม็อบขวาจัดติดอาวุธสังหารผู้ชุมนุมอีกด้วย มากไปกว่านั้น สหรัฐอเมริกายังมีการลักพาตัวและเป็นที่น่าสงสัยว่าอาจมีการฆาตกรรม เหล่าแกนนำผู้ชุมนุม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ บ่งชี้ว่าสหรัฐอเมริกาเองก็โหดร้ายไม่น้อยไปกว่ารัฐไทยเลย

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลอเมริกันของนายโดนัลด์ ทรัมป์และพรรครีพับลิกันซึ่งมีนโยบายในรูปแบบปฏิกิริยาต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ผู้คนที่สนใจการเมืองรู้ดีว่า รัฐบาลอเมริกัน โดยเฉพาะภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นศัตรูกับสามัญชนอย่างชัดเจน เห็นได้จากการจาบจ้วงประชาราษฎร์เพื่อการสะสมทุนและแสวงหาอำนาจ พรรครีพับลิกันมีผลงานมากมายเป็นที่ประจักษ์ ทั้งการลดมาตรการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อม กีดกันสตรีไม่ให้เข้าถึงกระบวนการยุติการตั้งครรภ์และบริการด้านสุขภาพ จับชาวแอฟริกันอเมริกันเข้าคุก ปกป้องผลประโยชน์ของอาชญากรผู้ร่ำรวย รวมถึงมีการคอรัปชั่นอย่างมหาศาล การกระทำที่น่ารังเกียจเหล่านี้บอกเราว่า เขาไม่ใช่เพื่อนของเรา เขาเป็นศัตรูของเราเสียมากกว่า เว้นแต่ว่าคุณจะเป็นคริสต์เตียนอเมริกันผิวขาวมีทรัพย์สินมากมายมหาศาลเท่านั้น ซึ่งผมว่าท่านผู้อ่านก็คงไม่น่าใช่ กระทั่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ก็ยังมีชาวทวิตภพคนไทยรีทวีตนักการเมืองพรรครีพับลิกัน และขอความช่วยเหลือเพื่อให้เขาปลดปล่อยชาวไทยจากระบอบอันกดขี่ ระบอบที่เกือบเหมือนภาพสะท้อนของสังคมอเมริกัน สังคมที่ปกครองโดยนักการเมืองที่เราบางคนคิดว่าจะมาเป็นพระผู้ไถ่บาปให้นั่นแหละ

ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงแค่นโยบายภายในประเทศของสหรัฐฯต่อพลเมืองของตนเองเท่านั้น แต่การจะเข้าใจความสัมพันธ์ของสหรัฐฯต่อประเทศไทย เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณานโยบายต่างประเทศของพญาอินทรีด้วย อันดับแรกเราต้องสำเหนียกไว้เลยก็คือว่าสหรัฐฯมีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลประยุทธ์และกองทัพไทยเป็นอันมาก รัฐไทยและสหรัฐฯมีการซ้อมรบประจำปีอยู่ตลอด สหรัฐฯขายอาวุธให้รัฐไทย และรัฐไทยอนุญาตให้สหรัฐฯตั้งคุกลับเพื่อทรมานนักโทษอีกด้วย ที่กล่าวมานี้เป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า ทั้งสองรัฐมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันและรักษามิตรภาพนี้ไว้ได้ดีเสมอมา ทำให้ความคิดที่ว่า อเมริกาอาจจะโค่นล้มรัฐบาลนี้เพื่อประโยชน์ของผู้ชุมนุมช่างเป็นเรื่องที่ไร้สาระเสียเหลือเกิน

ต่อมาเราก็มาพิจารณาการแทรกแซงทางการเมืองของสหรัฐฯต่อนานาประเทศ เพื่อประชาธิปไตยเป็นอย่างไรในภาคปฏิบัติกันบ้าง เหตุการณ์ที่สหรัฐฯเข้าแทรกแซงอิรักในปี 2003 เพื่อ สนับสนุนประชาธิปไตยได้คร่าชีวิตผู้คนกว่า 1 ล้านนั้นเป็นที่รู้จักกันดี ทั้งนี้เหตุการณ์ที่ว่าเกิดขึ้นหลังจากการแทรกแซงอัฟกานิสถานเพื่อ สนับสนุนประชาธิปไตยที่ได้พรากชีวิตคนกว่า 100,000 ศพไปไม่นาน เหตุการณ์เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประธานาธิบดีโอบามาเข้าแทรกแซงลิเบียเพื่อ สนับสนุนประชาธิปไตยทำให้เกิดความตายอันประมาณไม่ได้จากการที่ลิเบียเข้าสู่ภาวะมิคสัญญี และกลายเป็นรัฐที่มีตลาดค้าทาสและซื้อขายมนุษย์ขึ้นมา ทั้งหมดนี้เป็นเหตุการณ์ที่จัดอยู่ในประเภท เหตุการณ์เมื่อไม่นานมานี้แต่อาชญากรรมของจักรวรรดิอเมริกันนั้นช่างยาวนาน ป่าเถื่อนโหดร้ายหลากหลายกว่านี้ยิ่งนัก

อันที่จริงสหรัฐฯสนับสนุน และหลายครั้งเป็นผู้ก่อการรัฐประหารต่อรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งมาอย่างเป็นประชาธิปไตยนับครั้งไม่ถ้วน นี่รวมถึงการรัฐประหารของไทยในยุคสงครามเย็น โดยเฉพาะเมื่อมีเวียดนามเกี่ยวข้อง สหรัฐฯเป็นกำลังหลักสำคัญในการสนับสนุนเผด็จการและการต่อต้านขบวนการประชาธิปไตยในไทยผ่านทางความช่วยเหลือด้านการเงิน การทหาร และเทคโนโลยี ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้หาได้ตามหนังสือมีชื่อที่ทางการไทย(เคยและอาจจะ)แบน(ในอนาคต) ซึ่งแน่นอนว่าดินแดงไม่ได้สนับสนุนให้คุณอ่านแต่อย่างใด

แล้วทำไมชาวไทยหลายคน และแม้แต่ประชาสังคมโลกถึงมองอเมริกาเป็นผู้นำด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนกันเล่า? คำตอบอย่างง่ายคือการโฆษณาชวนเชื่อนั่นแหละ องคาพยพในการโฆษณาชวนเชื่อของสหรัฐฯทำงานแข็งขันอย่างยิ่งในช่วงสงครามเย็น พวกคนรวยและผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ทำทุกวิถีทางในการปกป้องความร่ำรวยของตนให้พ้นภัยลัทธิคอมมิวนิสม์หรือแม้กระทั่งประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจก็ตาม ผลคือแผนกโฆษณาชวนเชื่อของอเมริกาโหมกระหน่ำกระทำการอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย เกิดภาพยนตร์ หนังสือ รายการโทรทัศน์ และกระทั่งวิชาเรียนในมหาวิทยาลัย ที่หล่อหลอมให้เกิดความเชื่อที่ว่าอเมริกาคือผู้พิทักษ์ประชาธิปไตยและเสรีภาพขึ้นมา แม้สงครามเย็นจะจบสิ้นไปแล้ว องคาพยพของจักรกลโฆษณาชวนเชื่อก็ไม่เคยหยุดตัวลง เห็นได้จากความคิดความเชื่ออันแปลกประหลาดพิสดารและผิดฝาผิดตัวยังคงเหลืออยู่ในจิตสำนักของผู้คนในที่สาธารณะจนถึงทุกวันนี้

ท้ายสุดแล้ว หากมันเป็นดังที่ชื่อบทความกล่าวไว้ พญาอินทรี ไม่ใช่พี่ใหญ่เรา: มิตรไม่แท้ ศัตรูถาวร? แล้วใครเล่าคือเพื่อนเรา? ใช่ผู้คนทั่วโลกที่กำลังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและการปกครองตัวเองหรือเปล่า? พวกเขาเหล่านี้คือชาวปาเลสไตน์ ชนกลุ่มน้อยในพม่า พลเมืองชั้นสองชาวโบลิเวียกับชิลีซึ่งเพิ่งได้รับชัยชนะในประเทศของเขาทั้งคู่ และแน่นอนว่ารวมไปถึงชาวผิวสีผู้ประท้วงด้วยสโลแกน #BlackLiveMatter ผู้ต่อสู้กับอำนาจทมิฬของรัฐบาลมหาพญาอินทรี ช่างเป็นที่น่าเสียใจที่รัฐอำนาจเถื่อนเดียวกันนี้นี่เอง ที่ชาวไทยหลายคนเรียกร้องให้เข้ามาช่วย