เผด็จการฟาสซิสต์ยุโรปแบบไทย ๆ

เผด็จการฟาสซิสต์ยุโรปแบบไทย ๆ

เรื่อง Gabriel Ernst
แปล & ภาพหลัก Napakorn Phoothamma
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute, Kunlanat Jirawong-aram

ในปี พ.ศ. 2473 ประเทศไทยพยายามสร้างอัตลักษณ์ของตัวเอง (homogeneity) ตามแบบของเผด็จการฟาสซิตแบบตะวันตก การสร้างอัตลักษณ์นี้เองถูกนำมาใช้กับระบบกษัตริย์ในปี พ.ศ. 2493  และก่อให้เกิดฉันทามติฝ่ายขวาทรงอิทธิพลมากว่าครึ่งทศวรรษ แต่อย่างไรก็ตาม การประท้วงในช่วงที่ผ่านมาหลายส่วนก็ไม่ได้ตระหนักถึงแนวโน้มเผด็จการฟาสซิสต์แบบยุโรปที่ฝังลึกในขณะที่ท้าทายรัฐไทยในปัจจุบัน

ในปี พ.ศ. 2481 เมล็ดพันธุ์แห่งเผด็จการฟาสซิสต์ได้เติบโตขึ้นในประเทศไทยจากการเรืองอำนาจของ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นยุคแห่งการนำประเทศไปสู่ความทันสมัย โดยจอมพล ป. ใช้เวลาตลอด 6 ปีนั้นเองปรับเปลี่ยนไปสู่ประเทศที่ทัดเทียมอารยประเทศตามแบบของเขา จอมพล ป. จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยที่ฝรั่งเศสที่ที่เขาเองได้ซึมซับและชื่นชมความเป็นเผด็จการชาตินิยมฟาสซิสต์ (ซึ่งในยุคนั้นเป็นแนวคิดใหม่) จากที่นั่นเอง เขายังชื่นชอบมุสโสลินี และน่าจะถึงขึ้นนำภาพของผู้นำฟาสซิสต์ไปไว้บนโต๊ะทำงานเมื่อได้ปกครองประเทศไทย

จอมพลป. นั้นได้เติบโตกลางใจกลางเมืองสยามในปี พ.ศ. 2440 จากครอบครัวที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งต่อมาเขาเข้าเรียนที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยได้เดินทางไปศึกษาวิชาทหารปืนใหญ่ ต่อที่ ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แนวคิดแบบฟาสซิสต์ถือว่าเป็นแนวคิดที่ก้าวหน้า เนื่องด้วยเป็นแนวคิดที่นำพาความเป็นสมัยใหม่และความเข้มแข็งมาสู่ประเทศ ทำลายระบบเจ้าขุนมูลนายและสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในชาติและวัฒนธรรมชาติพันธุ์ชาตินิยม (ethnonationalist) โดยอำนาจของรัฐแบบบนลงล่าง ในช่วงเวลานี้เองที่อาทาทืร์คในตุรกีและมุสโสลินีในอิตาลีได้รับความนิยมถึงขีดสุด อิทธิพลจากผู้นำเหล่านั้นได้สร้างแรงบันดาลใจแก่ จอมพล ป. ในวัยหนุ่มนั่นเอง

ประเทศไทย (หรือสยามในช่วงนั้น) ที่เขาหวนกลับคืนมาอีกครั้งในช่วงปลายยี่สิบ ช่างดูห่างไกลจากประเทศฟาสซิสต์ตามที่เขาวาดฝันเหลือเกิน สยามเป็นประเทศที่พึ่งรอดพ้นจากการล่าอาณานิคมตะวันตก มีความแตกต่างอย่างสุดขั้ว ถูกแบ่งเป็นส่วนๆ เนื่องด้วยเงื่อนไขทางภูมิศาสตร์ ทำให้การปกครองอย่างเป็นปึกแผ่นแทบจะเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะพื้นที่ราบลุ่มในฤดูฝนและในที่สูงตลอดทั้งปี

อย่างไรก็ตาม การล่าอาณานิคมของยุโรปเองก็ได้ส่งอิทธิพลต่อการสร้างเขตแดนของประเทศ ฝรั่งเศสล่าอาณานิคมในด้านตะวันออกและอังกฤษล่าอาณานิคมของในด้านตะวันตกและทางใต้ สยามไม่ได้กำหนดเขตแดนของตัวเอง แต่เขตแดนมาจากการล่าอาณานิคมมากกว่า แต่ไม่ว่าประชากรกลุ่มใดก็ตามที่ลงหลักปักฐานอยู่ที่เขตแดนนั้น แม้พ้นจากการครอบงำของชาติตะวันตกก็ยังต้องต่อสู้กับรัฐสยามอยู่ดี หลังรอดพ้นการล่าอาณานิคมอย่างหวุดหวิด รัฐสยามแบบระบบเจ้าขุนมูลนายก็ได้ปฎิรูปตัวเองก่อนหน้าหลายทศวรรษ รัฐสยามพยายามเปลี่ยนตัวเองให้เป็นประเทศสมัยใหม่เพื่อให้ทัดเทียมกับอารยประเทศตะวันตก แต่อย่างไรก็ตามรัฐสยามเองก็ไม่ได้เข้มแข็งและยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางอุตสาหกรรมมากนัก อีกทั้งประชากรส่วนใหญ่ก็ยังอาศัยอยู่ในชนบท บางครั้งต้องใช้เวลานานนับหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าคนชนบทเหล่านี้จะเข้าถึงขอบนอกของราชอาณาจักรจากมหานครหลวงกรุงเทพ

ด้วยปัจจัยดังกล่าวนี้เองที่ทำให้ชุมชนท้องถิ่นเฉพาะ (localised communities) และอัตลักษณ์ชาติพันธุ์หรือภูมิภาคยังคงอยู่ทั่วทั้งสยามโดยไม่มีการแทรกแซงจากรัฐมากนัก อย่างไรก็ตาม การแสดงออกอย่างอิสระหรือการปกครองในท้องถิ่นไม่ได้มาจากการที่รัฐอนุญาติให้มีด้วยความเมตตา แต่มาจากความอ่อนแอของรัฐสยามเองในการจัดการ ทั้งยังไม่มีความเด็ดขาดเรื่องโครงสร้างอุดมการณ์ความเป็นหนึ่งเดียวของอัตลักษณ์ชาตินิยมของตัวเอง ณ ขณะนั้น

เหตุนี้เองจึงทำให้สยามเป็นประเทศที่มีความแตกต่าง ด้วยความหลากหลายของแต่ละพื้นเมือง ทั้งภาษา วัฒนธรรม วิถีชีวิตและสถาบันทางการเมือง แม้ในทุกวันนี้ความหลากหลายในรูปแบบนี้ก็ยังมีให้เห็นอยู่ ประเทศไทยใช้ภาษาพื้นเมืองกว่า 60 ภาษาซึ่งยังไม่รวมสำเนียงภาษาถิ่นอีกนับไม่ถ้วนที่เมื่อมองผ่านประวัติศาสตร์แล้วคงมีจำนวนมากกว่านี้

การรวมตัวของนายทหารหัวก้าวหน้าอย่าง คณะราษฎร ที่ จอมพล ป. ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในการทำรัฐประหารด้วยในปี พ.ศ. 2475 เปลี่ยนกษัตริย์ให้ลงมาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญและคงไว้เพียงชื่อ หลังจาก 6 ปีแห่งความวุ่นวาย กลุ่มหัวก้าวหน้าได้สลายตัวลง จอมพล ป. ได้กลายเป็นผู้นำจอมเผด็จการของประเทศไทยโดยพฤตินัยในปี พ.ศ. 2481 เขาเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามมาเป็นไทยในปีต่อมาด้วยความตั้งใจในการสร้างความเป็นชาติพันธุ์ชาตินิยม (ethnonationalist)

หมุดทองเหลืองถูกติดตั้งเพื่อระลึกถึงรัฐประหารปี 2475

ในระหว่างการดำรงตำแหน่งของ จอมพล ป. เขาได้สร้างเอกลักษณ์เฉพาะแบบฟาสซิสต์ของเขามากมาย จอมพล ป. ได้จัดให้วันเกิดของตนเป็นวันหยุดประจำชาติและต่อมาได้ทำเช่นเดียวกัน กับบุตรและภรรยาของเขา การเฉลิมฉลองวันหยุดในช่วงนั้นส่วนมากมักจะเป็นการเดินพาเหรดทหารในเมืองใหญ่ จอมพล ป. เองยังส่งเสริมให้ผู้คนแขวนรูปของเขา ซึ่งก็เป็นอะไรที่น่าขำเพราะวิธีการดังกล่าวก็ถูกส่งต่อไปยังสถาบันกษัตริย์เช่นกัน เขายังตั้งยุวชนทหารด้วยแต่ก็ไม่ได้เหมือนกับยุวชนทหารของฮิตเลอร์ไปซะทีเดียว โดยทั่วไปแล้ว จอมพล ป. พยายามจะสร้างวัฒนธรรมแบบบูชาตัวบุคคลตามเหล่าเพื่อนๆ ประเทศฟาสซิสต์ยุโรปนั่นเอง ซึ่งหมายถึงการกำกับดูแลควบคุมสื่อและการเผยแพร่วัฒนธรรมอย่างเคร่งครัด

โปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อในยุคสมัย จอมพล ป.

การแปลงโฉมไทยใหม่

นโยบายการแปลงโฉมไทยใหม่ โดย จอมพล ป. หรือการปฎิวัติวัฒนธรรมไทยคือการเปลี่ยนโฉม พยายาม นิยาม และสร้างความเป็นไทยตามที่เขาเห็นควรจะเป็น การนิยามความเป็นไทยนั่นหมายถึงความเป็นที่มาจากศูนย์กลางประเทศ เน้นวัฒนธรรมชนชั้นนำทหารซึ่งได้รับอิทธิพลจากตะวันตกเป็นเวลานับทศวรรษ

คำสั่งปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม รัฐนิยม 12 ข้อ ได้ถูกประกาศใช้ ซึ่งคำสั่งนี้ประกอบด้วยเรื่องการแต่งกายของประชาชนชาวไทยตามตะวันตก ภาษาไทยมาตรฐาน ห้ามแสดงออกอัตลักษณ์ภูมิภาค รวมไปถึงเรื่องกิจวัตรประจำวันว่าควรกินหรือนอนอย่างไรเวลาเท่าใด ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องแปลกในหลายๆ ครั้ง แต่ประกาศฉบับนี้บังคับใช้กับทุกสิ่งเท่าที่จะเป็นไปได้  ด้วยเป้าหมายเพื่อสร้างความชัดเจนนิยามความเป็นไทยของตัวเองและเผยแพร่ความเป็นไทยไปทั่วแผ่นดิน

แน่นอนว่ามันทำให้อัตลักษณ์ของภูมิภาคลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะในชาวพุทธที่ราบภาคกลาง ขณะที่ชาวมุสลิมที่อยู่ในหมู่คนยาวีเชื้อสายมาเลในภาคใต้ก็ได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้เช่นกัน มัดเราะซะฮ์ (สถานศึกษา) ถูกสั่งปิดและมุสลิมถูกห้ามไม่ให้สวมใส่เครื่องแต่งกายตามวัฒธรรมของตน ด้วยเหตุนี้เอง ต่อมากลุ่มยาวีได้ต่อมาได้ตั้งกองกำลังต่อต้านรัฐขึ้น ซึ่งปัจจุบันกองกำลังต่อต้านรัฐนั้นยังมีอยู่จนถึงทุกวันนี้

ผลกระทบของประกาศฉบับนี้ส่งผลไปยังอีสานด้วยเช่นกัน ประชากรส่วนใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยส่วนใหญ่แล้วเป็นคนเชื้อชาติลาว ซึ่งเป็นลูกหลานของประชากรที่ตั้งรกรากเมื่อร้อยปีก่อนหน้า ทั้งในอดีตและปัจจุบันคนอีสานไม่ได้ถูกกลืนกินอย่างสมบูรณ์โดยรัฐ ชาวเวียดนามส่วนน้อยในพื้นที่โดยรอบก็เช่นเดียวกัน จนกระทั่งวันนี้ภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่ยากจนที่สุดในประเทศ และเป็นที่รู้จักในฐานะวัฒนธรรมท้องถิ่นเฉพาะ มีประชากรที่หัวแข็งและเกลียดชังการบริหารจัดการของกรุงเทพ

การแต่งกายของชาวอีสานในช่วงก่อนการแปลงโฉมไทยใหม่

การกลืนกลายทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มุ่งเป้าเพียงวัฒนธรรมเท่านั้น นโยบายดังกล่าวยังต้องการใช้ประโยชน์กลุ่มคนที่แต่ก่อนไม่ได้มีประโยชน์ต่อรัฐเท่าไร หากถูกรวบและรวมเข้ามาในสังคมไทยจะได้ใช้งานเพื่อพัฒนารัฐศูนย์กลาง ผ่านทั้งการเกณฑ์ทหารและการจัดเก็บภาษี สร้างความแข็งแกร่งให้แก่อำนาจศูนย์กลาง

อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยในช่วงเวลาดังกล่าว แม้จะมีความพยายามเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประเทศอุตสาหกรรม ปัญหาทางภูมิศาสตร์ยังคงมีอยู่ดังเช่นเคย ประชากรส่วนใหญ่ที่อยู่ในประเทศก็ยังไม่ได้เข้าถึงความเป็นรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธ์ส่วนน้อย “คนดอย” ที่อาศัยอยู่ตามชายแดนซึ่งนั่นรวมถึง กระเหรี่ยง เผ่าลีซู เผ่าอ่าข่าและเผ่าม้ง ซึ่งที่กล่าวมาเป็นเพียงกลุ่มใหญ่ที่เห็นได้ชัดเป็นตัวอย่างเท่านั้น กลุ่มคนดังกล่าวนั้นเองแตกต่างจากคนไทยทั้ง พูดภาษาของพวกเขา และมีวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อศาสนาและสถาบันต่างๆ ในสังคมของตัวเอง

การขยายอำนาจและสงคราม

ในปี พ.ศ. 2483 จอมพล ป. ได้เห็นโอกาสที่จะขยายอำนาจแนวคิดฟาสซิสต์ชาตินิยมของเขาด้วยการนำประเทศเข้าสู่สงครามด้วยความกระหายสงคราม ในช่วงการเจรจาสนธิสัญญาเขตแดนในยุคสยาม สยามได้ยกดินแดน อินโดจีน ให้แก่ฝรั่งเศสซึ่งปัจจุบันประกอบไปด้วย ลาวและกัมพูชา ต่อมาเมื่อแผ่นดินฝรั่งเศสตกอยู่ใต้อำนาจของประเทศอักษะในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จอมพล ป. ได้ตัดสินใจส่งกองกำลังรุกล้ำเขตแดนและเรียกดินแดนคืนแก่ไทย

ความกระหายสงครามนี้เป็นจุดเด่นของ จอมพล ป. เลยก็ว่าได้ซึ่งเขาได้รับอิทธิพลจากยุโรป โดยเฉพาะจากนาซีเยอรมันซึ่งก็เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการรุกรานเขตแดนศัตรูของ จอมพล ป. ซึ่งแน่นอนจอมพล ป. ได้เรียก ฮิตเลอร์และพรรคนาซี ว่าเป็น “พันธมิตรที่ทรงปัญญา” สงครามนี้เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในกรุงเทพมหานคร กองทัพไทยได้ประโยชน์มากเมื่อฝรั่งเศสอ่อนกำลังลงเพราะสูญเสียอำนาจไปตั้งแต่โดนนาซีบุกยึด

อย่างไรก็ตาม จักรวรรดิญี่ปุ่นซึ่งได้รุกรานเข้ามาในแทบอินโดจีนอย่างหนักได้ยื่นข้อเสนอให้ทั้งสองฝ่ายสงบศึกกัน ซึ่งเข้าทางประเทศไทยเป็นอย่างมาก การทำเช่นนี้กรุยทางให้ญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานอย่าง (เกือบ) ไม่มีพิษมีภัย การที่ญี่ปุ่นตั้งฐานทัพในไทยส่งผลให้ไทยต้องเข้าร่วมฝ่ายอักษะ

หลังจากการสงบศึกกับฝรั่งเศส จอมพล ป. ได้ประกาศชัยชนะและได้สร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิบนใจกลางเมืองกรุงเทพตามแบบฉบับของ สถาปัตยกรรมแบบฟาสซิสต์ จจนถึงปัจจุบันได้เป็นสถานที่สำคัญของกรุงเทพ

การที่ประเทศนั้นเป็นพันธมิตรกับจักรวรรดิญี่ปุ่นนั้นเองทำให้ จอมพล ป. ได้อยู่ในอำนาจต่อไปในช่วงที่ญี่ปุ่นยังยึดครองประเทศไทยอยู่ อย่างไรซะ เมื่อสงครามยุติ จอมพล ป. ได้ถูกขับไล่จากทหารที่ฝักใฝ่ฝั่งพันธมิตรเมื่อเห็นว่าท่าทีของสงครามเปลี่ยนไป

เนื่องด้วยแรงกดดันจากสหรัฐสหรัฐอเมริกาในช่วงหลังสงครามนั่นเอง ตะวันตกจึงไม่นับประเทศไทยว่าเป็นประเทศฝ่ายอักษะ เนื่องด้วยชาติตะวันตกเห็นประเทศไทยนั้นมีประโยชน์ในการตั้งฐานทัพต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การกลับมาของระบบกษัตริย์

ในช่วงการครองอำนาจของ จอมพล ป. เขามีความพยายามที่จะขจัดครอบครัวราชวงศ์ ทั้งในแผ่นดินไทยและที่อยู่ต่างประเทศ (ซึ่งนั่นรวมถึงพระเจ้าอยู่หัว) ซึ่งบางรายก็ถูกคุมขัง เขาได้ตัดงบประมาณของราชวงศ์ออกและส่งเสริมแนวคิดพุทธศาสนาเพื่อทำลายความศักดิ์สิทธิของสถาบันกษัตริย์ซึ่งสืบเนื่องยาวนานตั้งแต่ยุคก่อนเจ้าขุนมูลนาย

ณ อีกฟากโลกหนึ่ง กลางยุโรป อย่างไรซะ แผนการต่อกรให้ประเทศออกมาจากเงื้อมมือพวกสาธารณรัฐนิยมก็เริ่มก่อตัว กว่าทศวรรษที่ต้องอยู่เพียงชายขอบของการเมืองไทย สถาบันกษัตริย์ได้วางแผนที่จะกลับมาครองอำนาจราชอาณาจักรอีกครั้งแม้จะถูกเนรเทศอยู่ในยุโรป ในยุคหลังจากจอมพล ป. ราชวงศ์สบโอกาสในช่วงที่สมาชิกในคุกถูกปล่อยตัว พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลซึ่งในขณะนั้นมีอายุเพียง 20 ปี และน้องชายคนเล็กภูมิพลอดุลยเดชกลับมายังกรุงเทพ และครอบครองตำแหน่งในพระราชวังท่ามกลางเงาของรัฐเผด็จการทหารฟาสซิสต์

ในช่วงความปั่นป่วนหลังสงครามโลกครั้งที่สองเกิดความพยายามก่อตัวอย่างเงียบๆ ของราชวงศ์ ในปี พ.ศ. 2489 เมื่อนักคิดหัวประชาธิปไตยก้าวหน้าอย่าง ปรีดี พนมยงค์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ปรีดีพยายามสร้างอำนาจในการปกครองประเทศของตัวเองโดยการสร้างความสัมพันธ์กับเชื้อพระวงศ์วัยเยาว์นี้

ในยุคแห่งความศรัทธาต่อสถาบันกษัตย์ โดยเฉพาะกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาชัยนาทนเรนทรซึ่งประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการสร้างความนิยมระบบกษัตริย์และกษัตริย์วัยเยาว์ให้เป็นที่รู้จัก กลุ่มกษัตริย์นิยมได้แปลงวิธีการสร้างชาติแบบชาตินิยมของ จอมพล ป. มาใช้กับราชวงศ์ ผ่านทั้งศาสนาและความเชื่อระบบกษัตริย์กับความเป็นไทย

เพียงแค่ 4 เดือนหลังจากการครองดำแหน่งของปรีดี พนมยงค์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลก็สวรรคต ซึ่งเหตุของการสวรรคตนั้นถูกสันนิษฐานว่าเกิดจากพระองค์เล่นพระแสง ณ พระราชวัง (ซึ่งก็มีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับการสวรรคตของพระองค์จนถึงทุกวันนี้) ข่าวลือสะพัดไปทั่วกรุงเทพฯ ปรีดีเป็นคนรับข้อกล่าวหาและลาออกจากตำแหน่งไม่นานหลังจากนั้น และภูมิพลอดุลยเดชก็ได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2490 จอมพล ป. ได้รัฐประหารและคืนอำนาจของตน อย่างไรซะการกลับมาสู่อำนาจในครั้งนี้เองมีความแตกต่างจากครั้งก่อน จอมพล ป. รู้ดีว่ามีสถาบันกษัตริย์ครองอำนาจอยู่ด้วย จอมพล ป. จึงไม่สามารถที่จะควบคุมประเทศได้อย่างเต็มที่จึงต้องเข้าจัดการควบคู่ทั้ง สถาบันกษัตริย์ที่พึ่งสถาปนาอำนาจของตนเองได้และอดีตพันธมิตรสาธารณรัฐของเขา ด้วยเหตุนี้เองจึงนำไปสู่การพยายามทำรัฐประหารหลายครั้ง รวมไปถึงการลักพาตัว (โดยกลุ่มกบฏแมนฮัตตัน) ซึ่ง จอมพล ป. ได้ถูกลักพาตัวโดยเจ้าหน้าที่กองทัพเรือไทย ซึ่งทำให้เขาต้องว่ายน้ำเพื่อหลบหนีกลับมา

ฉันทามติภูมิพล และ สัจนิยมกษัตริย์

การเข้ามามีอำนาจเป็นครั้งที่สองของ จอมพล ป. ครองตำแหน่งนานนับทศวรรษได้เล่นเกมการเมืองกับขั้วอำนาจใหม่และสร้างสัจนิยมผ่านทั้งรัฐบาล กองทัพ และราชวงศ์ ความพยายามนี้สะท้อนผ่านสิ่งที่เรียกว่าความเป็นไทยและอยู่ที่ว่าใครเป็นตัวแทนความเป็น “คนไทย” ได้ดีที่สุด

ซึ่งแน่นอนว่าสถาบันกษัตริย์นั้นได้ครองอำนาจนำอย่างที่สุดโดยการเข้ามาของจอมพลผู้ภักดีอย่าง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้ทำการรัฐประหารจอมพล ป. ในปี พ.ศ. 2500 และได้สร้างความเป็นชาตินิยมไทยในรูปแบบใหม่ซึ่งได้วางสถาบันกษัตริย์ให้เป็นหัวใจสำคัญของความเป็นไทยและให้พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงตำแหน่งประมุขของรัฐ

นี่เองคือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่ายุคแห่ง “ฉันทามติภูมิพล”  ซึ่งใครก็ตามที่มีหัวเอียงไปในทางสาธารณรัฐจะถือว่าเป็นพวกนอกคอกและ “ชังชาติ” กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถูกนำกลับมาใช้ในการต้านนักการเมืองฝ่ายค้านและทางราชวงศ์เองก็ได้สร้างความสัมพันธ์ต่อสาธารณะโดยมุ่งเป้าไปที่คนไทยใต้ปกครอง และหลังจากนั้นก็ค่อยๆ เน้นคนส่วนน้อยที่อยู่ชายขอบในพื้นที่ห่างไกลอำนาจมาเป็นศตวรรษ

ยุคฉันทามติภูมิพลคงอยู่ยาวจนกระทั่งวันที่กษัตริย์ภูมิพลสวรรคตในปี พ.ศ. 2559 ตลอดการครองราชย์ 60 ปีนั้นเองไม่มีอำนาจใดนั่นมาต่อต้านอำนาจของกษัตริย์ภูมิพลรวมถึงราชวงศ์อย่างจริงจัง ซึ่งทาง ดินแดงได้เขียนบทความเกี่ยวเรื่องนี้ไว้ใน Royalist Realism & Les Majeste

ในยุคฉันทามติภูมิพลนั้น แม้จะมีการเปลี่ยนผู้นำประเทศจากจอมพลเป็นกษัตริย์ จักรรรดินิยมแบบไทยยังคงขยายอำนาจและความเป็นไทย เพียงแต่มีกษัตริย์ภูมิพลเป็นภาพจำ หากนำนโยบายมาพิจารณากับนโยบายของ จอมพล ป. และการสถาปนาอำนาจของกษัตริย์นี้ก็ไม่ได้มีอะไรต่างกันมากนัก ทั้งสองมีความเป็นทหารนิยม กระหายอำนาจ และชาตินิยม ซึ่งต่างก็เป็นเจ้าของอำนาจนำ แม้กระทั่งคำสั่งปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม รัฐนิยม 12 ข้อก็ถูกเปลี่ยนมาเป็นนโยบายไทยนิยมในปี พ.ศ. 2561 ซึ่งหลังจากการสวรรคตของกษัตริย์ภูมิพูลสิ่งเหล่านี้ก็ถูกแปลงมาเป็นค่านิยม 12 ประการ

ยุคใหม่

ดังที่ได้ยกตัวอย่างกลุ่มต่างๆ ในบทความนี้ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐนานนับทศวรรษ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้กระแสการต่อต้านได้ภายในศูนย์กลางอำนาจ นับตั้งแต่การตายของกษัตริย์ภูมิพล ในปี พ.ศ. 2559 ก็ได้มีกระแสต่อต้านรัฐไทยขึ้นท่ามกลางคนไทย โดยเฉพาะในคนรุ่นใหม่

การประท้วงเพื่อประชาธิปไตย/สาธารณรัฐ ได้ก่อตัวขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมาซึ่งผู้เข้าร่วมนั้นก็ปฎิเสธความเป็นไทยที่นิยมในช่วงของฉันทามติภูมิพลในที่สุด ซึ่งกลุ่มกษัตริย์นิยมจะเรียกกลุ่มผู้ประท้วงว่าเป็น “พวกชังชาติ”

ผู้ประท้วงหลายคนถูกจำคุกโดยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมในที่สาธารณะ  ซึ่งการกระทำดังกล่าวนั้นก็รักษาไว้เพื่อรักษาอำนาจของสถาบันกษัตริย์และรัฐทหารไว้และสร้างภาพความเป็นประเทศประชาธิปไตยไว้ ข้อสังเกตสำคัญของกลุ่มผู้ประท้วงที่น่าสนใจคือ การก่อตัวของกลุ่มที่ชื่อ “คณะราษฎร” ซึ่งเคยโค่นอำนาจสถาบันกษัตริย์ในปี พ.ศ. 2475 ซึ่งจอมพล ป. ก็เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญในการนำกลุ่มขณะนั่น

นี่แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีความก้าวหน้า แต่ยังคงได้รับอิทธิพลหรือกลิ่นอายของกลุ่มขวาจัดหรือแม้กระทั่งเผด็จการฟาสซิสต์ ในทางกลับกันแม้เป็นการต่อต้านวงจรอุบาทว์เดิมๆ พวกเขายังคงยึดถือตามแบบ จอมพล ป. หนึ่งในแฮชแท็กติดเทรนด์ในทวิตเตอร์ถึงกับตั้งว่า “#กูลูกหลานจอมพลป” สะท้อนให้เห็นถึงบางกลุ่มในขบวนการเคลื่อนไหวมองย้อนหลังด้วยความชื่นชมถึงยุคสมัยที่ฟาสซิสต์ยังเฟื่องฟูและไม่มีใครทัดเทียมได้นััน แค่เพราะว่ามันเสริมความนิยมสาธารณรัฐ หาใช่การสร้างสังคมที่ก้าวหน้ากว่าเดิม

หมุดทองเหลืองถูกติดตั้งเพื่อระลึกถึงการประท้วงปี 2563

ความเป็นฟาสซิสต์ในแบบยุโรปได้ฝังรากลึกลงในสังคมไทยเป็นเวลากว่าทศวรรษซึ่งมันแฝงมาโดยความเป็นไทยแบบพุทธเถรวาทและความชื่นชมระบบกษัตริย์ แต่รากฐานแบบฟาสซิสต์นั้นก็ยังอยู่ในไทยจนทุกวันนี้นับตั้งแต่ต้นกำเนิดของมันตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1920 ในยุโรปจนมาถึงไทยในร้อยปีให้หลัง ไม่ว่าจะในกลุ่มกษัตริย์นิยมหรือสาธารณรัฐนิยม

 

 

แนวคิดว่าด้วยปรัชญาและสันติภาพของ ปิยบุตร แสงกนกกุล

แนวคิดว่าด้วยปรัชญาและสันติภาพของ ปิยบุตร แสงกนกกุล

เรื่อ1 ทักษภณ โฆษิตพิพัฒน์ (กลอง กบฏ)2
ภาพ TUMS
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

ปิยบุตร แสงกนกกุล ถือได้ว่ามีจุดยืนทางการเมืองแบบ Post-Marxism ตามแบบข้อเสนอของ เออร์เนสโต ลาคลาว (Ernesto Laclau) และ ชองตาล มูฟ (Chantel Mouffe) ซึ่งเขาเรียกว่า Post-Marxism เขาบอกว่า ที่ผ่านมาพวกมาร์กซิสต์อยากเปลี่ยนแปลงอะไรมักจะ ผลักไส(Exclude) ปัญหาของคนอื่นออกไป ชองตาล มูฟ เล่าว่า “ขบวนการเฟมินิสต์ กลุ่มความหลากหลายทางเพศ กลุ่มเรียกร้องประเด็นสิ่งแวดล้อม เวลากลุ่มคนเหล่านี้นำเสนอปัญหา พวกซ้ายดั้งเดิมจะบอกว่า ‘ถึงเรื่องนี้เป็นสำคัญแต่เชื่อเราเถอะ เราต้องเริ่มต้นที่กรรมกรแล้วปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพก่อน แล้วก็ Exclude คนอื่นออกไป’ ” มูฟ มองว่า เราไม่อาจอธิบายด้วยเส้นแบ่งอย่างเดิมได้แล้ว ให้แบ่งแบบใหม่ คือ คุณต้องไปรวมเอาความต้องการของสังคมจากคนทุกกลุ่มออกมาให้ได้

ผมเลยประยุกต์ทฤษฎีของ ลาคลาว กับ มูฟ มาใช้ คุณจะเชียร์พรรคการเมืองคนละพรรค ใส่เสื้อคนละสี เป็นเรื่องปกติในการเมืองแบบระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่ได้หมายความว่า คุยกันไม่ได้แล้วเปิดโอกาสให้ทหารเข้ามายึดอำนาจ ผมจึงเสนอให้ชี้ชวนดูความขัดแย้งชุดใหม่ที่ถูกต้อง คือ ทุกคน, คุณถอดสีเสื้อออกไปก่อนนะ คุณต้องการอะไรจากประเทศนี้ คุณทนเห็นอะไรในสังคมไทยไม่ไหวแล้ว ใน 14 ปี ที่ผ่านมา คุณมองเห็นอนาคตของลูกหลานไหม คุณมองเห็นเรื่องการศึกษาที่ดีมีคุณภาพไหม คุณมองเรื่องความเหลื่อมล้ำที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ไหม คุณต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีไหม ทุนผูกขาดรวบประเทศแบบนี้จะเอาหรือ ทฤษฎีซ้ายใหม่ของลาคลาวและมูฟ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากคาร์ล ชมิตต์ (Carl Schmitt) มาอีกที บอกว่า การเมืองเป็นเรื่องของขั้วตรงข้าม มีความขัดแย้งกันอยู่เสมอ แต่ความขัดแย้งในที่นี้ไม่ได้แบ่งครึ่งตามแนวดิ่ง (Vertical) แยกซ้าย-ขวา แบบเดิม แต่แบ่งแบบตัดขวางตามแนวนอน (Transversal) สิ่งสำคัญภายใต้การแบ่งแบบใหม่คือ คุณต้องนิยามให้ได้ว่าใครเป็น “เรา” และใครเป็น “เขา”

“เรา” ก็คือทุกคนที่ประสบปัญหาจากระเบียบโลกใหม่ ยากลำบากจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ ได้รับผลกระทบจากลัทธิเสรีนิยมใหม่ทางเศรษฐกิจ บางคนอาจจะชาตินิยมมาก บางคนอาจจะชาตินิยมน้อย คนทำงานการเมืองต้องไปคุยให้หมดทุกกลุ่ม ทุกคนคือ “ประชาชน” คือ “เรา” ซึ่งต้องร่วมกันต่อสู้กับ “เขา” – ชนชั้นนำจำนวนน้อยสังคม

มูฟบอกว่า นี่คือประชานิยมแบบซ้าย (Left Populist) ความต่างจากประชานิยมแบบขวา (Right Populist) คือ ผู้นำของประชานิยมแบบซายไม่ปลุกระดมเรื่องชาตินิยม แต่มีภารกิจสำคัญในการหลอมรวมผู้คนทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบจากระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ ไม่ว่าคุณจะเป็นแรงงานอพยพ ข้าราชการ นักศึกษา หรือ LGBT ก็ตาม ความท้าทายของแนวทางใหม่นี้ คือ จะหลอมรวมความต้องการที่แตกต่างหลากหลายจากคนทุกกลุ่มทุกประเภท อันเป็นผลพวงจากระบบโครงสร้างที่ผ่านมา มาเป็นความต้องการของสังคม (Social demand) ที่จะนำไปต่อสู้กับชนชั้นนำได้อย่างไร ศิลปะของผู้นำจึงอยู่ที่การสร้าง Chain of Equivalence หรือห่วงโซ่แห่งการเทียบเท่าเชื่อมโยง เพื่อสร้างความต้องการของทั้งสังคม แสวงหาความต้องการร่วมของ “เรา” เพื่อจะไปสู้กับ “เขา” หลอมรวมความต้องการของคนทั้งสังคมเหล่านี้มาชนกับชนชั้นนำซึ่งเป็นกลุ่มคน 1 % ที่ดูดซับเอาทรัพยากร อำนาจ และทุนของประเทศไว้อยู่กระจุกเดียว ส่วนคนที่เหลือไม่ว่าคุณจะชอบสีไหน เชียร์พรรคอะไร ต่างก็ต้องลำบากด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ในขณะที่ชนชั้นนำ 1 % นั้น ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากการเลือกตั้งหรือกองทัพ เขาก็อยู่ได้เหมือนเดิมตลอด ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ในทรรศนะของ อ.ปิยบุตร (ซึ่งดัดแปลงมาจากข้อเสนอของ Chantal mouffe) มีทรรศนะต่อสงครามและสันติภาพที่วางอยู่บน Democracy มากกว่าบน Liberalism เพราะปิยบุตรนิยามความเป็นเรา (A) ในความหมายที่เป็น คน 99% ที่ได้รับผลกระทบจากการจัดระเบียบโลกใหม่แบบเสรีนิยม นิยาม “ศัตรู” ว่าเป็นคน 1 % ที่ดูดซับทรัพยากร อำนาจ เอาไว้แต่เพียงพวกเดียว

และปิยบุตร (เช่นเดียวกับ Mouffe และ Schmitt) ไม่เคยกล่าวเลยว่าเราควรจะทำอย่างไร กับ “เขา” ซึ่งในส่วนนี้ในสายตาของ Liberals อาจมองว่าเป็น “จุดอ่อน” ก็เป็นได้เพราะไม่ได้มีการกำหนด กฏเกณฑ์ กติกาสำหรับวิธีปฏิบัติต่อ ศัตรู (และแน่นอนว่าข้อเสนอของทั้ง 3 นั้น เสนอว่าทางออก คือ สงคราม (Conflict) ไม่ใช่ ฉันทามติร่วมของทุกคน (Consensus) ในขณะที่ฟากฝั่งของ Liberals จะต้องมี X (ศีลธรรม/ความยุติธรรม) ประกอบกับ A (ความเป็นเรา) จึงจะนำไปสู่ผล (Consensus) ได้ หรือ ต่อให้มีสงครามเกิดขึ้น สงครามเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น และ จะต้องมีศีลธรรมให้ได้มากที่สุด (เท่าที่จะเป็นไปได้) เช่น การจำเป็นต้องมีอนุสัญญาเจนีวา ที่วางมาตรฐานในการปฏิบัติต่อผู้เป็นเหยื่อของสงครามอย่างมีมนุษยธรรม

แต่กลับกันในทรรศนะของ Schmitt แล้ว “เรา” ไม่จำเป็นต้องสนใจ X (ศีลธรรม) ในการกระทำต่อ “เขา” ผลที่ออกมา คือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว,ยิปซี ฯลฯ การทรมานเชลยนักโทษต่าง ๆ ล้วนเป็นไปในนาม “สงครามที่ชอบธรรม” สำหรับ Schmitt แล้ว สงครามไม่ได้เป็นสิ่งที่จำเป็นและชอบธรรมเสมอไป หากแต่มีสงครามที่ไม่จำเป็น (สงครามอันหลีกเลี่ยงได้) และไม่ชอบธรรมอยู่นั่น คือ สงครามกลางเมือง (Civil war) ที่ Schmitt มองว่าสงครามกลางเมืองนั้นเป็นสิ่งไม่จำเป็นเพราะ มันคือสงครามที่ “เรา สู้กับ เรา กันเอง” (โดยความเป็นเราที่ว่านี่ คือ ความเป็นผู้มีเลือดอารยันเข่นฆ่ากันเอง)

เช่นเดียวกัน เมื่อ Mouffe นิยามความเป็น “เรา” ว่า คือ ผู้คนที่ประสบภัยจากระเบียบโลกใหม่และลัทธิเสรีนิยมใหม่ การที่ “เรา สู้กับ เรากันเอง” หรือก็คือ ประชาชนที่เป็นคน 99% ต้องมาต่อสู้กันเองด้วย เชื้อชาติ สีผิว เพศ ศาสนา หรือเหตุใดก็ตามเป็น “สงครามที่ไม่จำเป็น ไม่ชอบธรรม และ หลีกเลี่ยงได้) เป็นการต่อสู้ที่ผิด เพราะไม่ได้ต่อสู้กับ “ศัตรู” ที่แท้จริง และเช่นเดียวกับการต่อสู้ระหว่าง “เหลือง-แดง” ในประเทศไทย ซึ่ง “ต่างก็ต้องลำบากด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ในขณะที่ชนชั้นนำ 1 % นั้น ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากการเลือกตั้งหรือกองทัพ เขาก็อยู่ได้เหมือนเดิมตลอด ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง” ตามที่ อ.ปิยบุตรได้ว่าไว้ แนวคิดของ Schmitt มีที่มาจากคอนเซปเรื่อง Person เป็นผลรวมของ Legal และ Ethical ของมนุษย์ ในส่วนของ Legal เป็นฐานสำคัญของ Liberal อันนำไปสู่คอนเซป “การเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย” และความเป็นปัจเจกนิยม (รวมไปถึงความพหุนิยม) ซึ่ง Schmitt จะสนใจไปที่ด้าน Ethical โดยเขาอธิบายว่ามันเกิดขึ้นได้จากการ “สร้างศัตรูร่วมกัน” และในที่สุด ประชาธิปไตย (Democracy) ที่ปราศจากเสรีนิยม คือ State of war (เพราะถ้าไม่มีศัตรูที่ชัดเจน ก็จะไม่มีความเป็นเราที่ชัดเจนเช่นกัน) ความเป็นประชาธิปไตยอันเปลือยเปล่า แท้จริงแล้ว คือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของมวลประชา ซึ่งในบริบทที่ Schmitt เสนอ ณ ตอนนั้นเขาเสนอว่า “เชื้อชาติ” เป็นสิ่งที่สามารถระบุ “ความเป็นเรา” ได้ง่ายที่สุด (ในยุคสมัยของเขา) และ มีศัตรูร่วมชาติ คือ “เชื้อชาติอื่น” Schmitt วิจารณ์หลักการเรื่อง “ความเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย” อันเป็นหลักใหญ่ใจความของ Liberalism ว่าเป็นความเสมอภาคในนามธรรมที่กลวงเปล่า เพราะในความเป็นจริงแม้คนจนจะมีสิทธิฟ้องนายทุน แต่ถ้าฟ้องจริง ๆ ผลก็คือคนจนก็ตกงาน นอกจากนั้น ความเสมอภาคกันต่อหน้ากฏหมายไม่ได้ทำให้เกิดความเป็น “เรา” คนชนชั้นนายทุนกับกรรมาชีพก็ไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขาเป็นพวกเดียวกัน เพราะเสมอหน้ากันในทางกฎหมาย ประชาธิปไตยของ Schmitt จึงคือความเป็นเนื้อเดียวกัน ความ “เท่ากัน” ในแง่การระบุตัวตน (identify) ว่าเรารู้สึกว่าเรา “เท่ากัน” เป็นพวกเดียวกัน ดังนั้นเขาจึงไม่เชื่อว่า Legal จะครอบ Ethical ได้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมชาวอเมริกันในดินแดนแห่งเสรี โหวตเลือกประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ขึ้นมาเพราะเขาไม่ได้รู้สึก “อิน” กับเรื่อง PC และเรื่อง PC ก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่าพวกเขาเป็นเนื้อเดียวกัน แต่สิ่งที่ทำให้ Mouffe ต่างจาก Schmitt คือ Mouffe คิดว่า พหุนิยม (Pluralism) กับ “ความเป็นเรา” มันสามารถไปด้วยกันได้ ในขณะที่ “ความเป็นเรา” ของ Schmitt คือ ความเป็นเลือดอารยัน (ซึ่งเป็นผลพวงจากฉันทามติของชาวเยอรมันในขณะนั้น) เท่านั้น นอกเหนือจากเลือดอารยัน คือ “ความเป็นเขา”

Mouffe เสนอว่าความเป็น “เรา” จะต้อง “บาง” มีความหลากหลาย และ Include คนจำนวนมากได้ ในขณะที่ “ความเป็นเขา” จะต้อง “หนา” (ชัด) วิธีคิดเรื่อง “ความเป็นเขา” จึงเป็นมรดกที่ Mouffe สืบทอดต่อมาจาก Schmitt (หรือก็คือ Schmitt เชื่อว่า “ความเป็นเรา” ถูกกำหนดโดยภายนอกอย่างเดียว แต่ Mouffe เชื่อว่าถูกกำหนดโดยภายในได้) ความเป็น “เรา” ในทรรศนะของ Mouffe เองก็มี X (ศีลธรรม) อยู่แต่เนื่องจากเขาเป็นนักคิดหลังยุค Post-Modern ซึ่งข้อคิดสำคัญที่ได้จากปรัชญาในยุคนั้น คือ วาทกรรมและการครอบงำ ยิ่งมีกฏเกณฑ์ทางศีลธรรมมากเท่าใด ก็ยิ่งมีความครอบงำมากเท่านั้น หากแต่ถ้าเราไม่เลือกใช้วาทกรรมใด ๆ เลย ก็ไม่สามารถก่อร่างสร้างกลุ่มทางการเมืองและนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เงื่อนไขในความเป็น “เรา” จึง มีแค่ 2 ข้อ คือ Equality(ความเสมอภาค) และ Freedom(เสรีภาพ) ซึ่งเปิดกว้างให้กับการตีความ “ประชาธิปไตย” ในอุดมคติของ อ.ปิยบุตร คือ ความเป็นเนื้อเดียวกันของประชาชน 99% ที่ทำสงครามต่อคน 1% และ ต่อระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ซึ่งข้อจำกัดหรือปัญหาในทางทฤษฎีหากจะพึงมี คือ “แล้วเราจะทำอย่างไรกับศัตรู (คน 1%)” นั้น ในขณะที่ฟากฝั่ง Liberals มีสนธิสัญญาเจนีวาและสิทธิมนุษยชนเอาไว้ในการรองรับคำตอบ แต่ในฝั่งของ Democracy กลับไม่มี ซึ่งในส่วนนี้จะมองว่าเป็นข้อจำกัดก็ได้ หากแต่มันไม่ “ย้อนแย้ง” ในตัวเอง เนื่องจาก “ภาษาของสิทธิ” หรือหลักการทางนามธรรมต่าง ๆ เป็นชุดวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้น และ อาจจะเป็นฉันทามติของผู้คน 99% หรือไม่ก็ได้ การที่นักคิดเหล่านี้จงใจละส่วนนี้ไว้ ก็เนื่องจากการที่พวกเขาไปกำหนดกฏเกณฑ์ว่า “ควรปฏิบัติต่อศัตรูอย่างไร” ก็จะเป็นการไป “คิดแทน” มวลชน ที่อยู่คนละบริบทกับพวกเขา ทั้งเวลาประสบการณ์และสถานที่ ควรปล่อยไว้ให้เป็นฉันทามติของมวลชน ณ ขณะนั้น จึงจะถูกต้องตามหลักการที่เสนอมาหรือถึงที่สุดถ้าหากมติมหาชน (99%) ออกมาว่าให้กระทำความรุนแรงต่อคน 1% ขึ้นมาจริง ๆ คำถามที่น่าคิดทบทวน คือ

ข้อที่ 1. “ความรุนแรง คือ อะไร ?” สภาพความเป็นอยู่ของผู้คนส่วนใหญ่ในโลกภายใต้ระบอบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ที่ต้องทุกข์ทรมาน อยู่กับความยากจน หลายล้านคนขาดเครื่องอุปโภคบริโภค หลายล้านคนถูกใช้แรงงานจนเสียชีวิต หลายล้านคนถูกขูดรีดจนไม่มีเงินสำหรับค่ารักษาพยาบาล สิ่งเหล่านี้ไม่นับเป็นความรุนแรงหรือ ? แล้วทำไมความรุนแรงที่เกิดกับคนกว่า 99% กับมีค่าแค่เท่ากับหรือน้อยกว่าความรุนแรงที่จะเกิดกับคน 1% ?

ข้อที่ 2. “คน 1 % นั้นต้องเป็นคนประเภทใด ?” เนื่องจากฉันทามติที่มาจากคน 99% คือการล้มเลิกระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ที่ให้คุณประโยชน์แค่กับคน 1 % และ เงื่อนไขในการเป็นคน 99% ก็มีเพียงแค่เชื่อในความ “เสมอภาค และ เสรีภาพ” ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่พื้นฐานมาก ๆ

ถ้าคนที่จะตั้งตัวเป็น “ศัตรู” กับคน 99% เพราะเขาต่อต้านความ เสมอภาค และ เสรีภาพ หรือต้องการรักษาไว้ซึ่งระบบที่ “กระทำความรุนแรง” และเอาเปรียบคนส่วนใหญ่ในสังคมเพื่อประโยชน์ของตัวเขาเอง ก็แปลว่าตัวเขาไม่ได้ปฏิเสธ “ความรุนแรง” ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว นอกเหนือไปกว่านั้น คือ “หลักการสิทธิมนุษยชน” ถูกประกอบสร้างขึ้นโดยกระฎุมพีกลุ่มหนึ่ง และ แพร่กระจายออกไปเป็น “ความจริง (Truth)” ภายใต้เงาของลัทธิทุนนิยมและจักรรดินิยมอเมริกา ทำไมชุดวาทกรรมนี้จะไม่สามารถถูกรื้อสร้างหรือปรับปรุงได้โดยน้ำมือของมนุษย์ยุคปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นคนส่วนใหญ่ 99% ? ทำไมเราต้องสยบยอมต่อชุดวาทกรรมที่ “มีส่วน” ในการกดขี่คน 99% หรือชุดวาทกรรมที่ทำให้ “ความรุนแรง” ที่เกิดกับคน 99% อันเป็นผลจากระบบที่ล้าสมัยเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” (เช่น ชุดวาทกรรม ปลาใหญ่กินปลาเล็ก,บุญทำกรรมแต่ง,โชคชะตาฟ้าลิขิต,กฎแห่งป่า,There is no alternative ของ Thatcher ฯลฯ)

ในส่วนของปํญหาและข้อจำกัดในภาคปฏิบัติ ปัญหาและข้อจำกัดในภาคปฏิบัติถือว่ามีมากมายกว่าในทางทฤษฎีมาก ๆ เพราะแนวคิดของ Mouffe จะต้องต่อสู้แย่งชิงมวลชนกับพวกประชานิยมฝ่ายขวา และ กลุ่มคนที่เห็นด้วยกับระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่
ในส่วนของการต่อสู้กับพวกประชานิยมฝ่ายขวานั้น มีความท้าทาย คือ พวกฝ่ายขวามีความชำนาญในการฝังรากแห่งความเชื่อและอุดมการณ์ลงในมวลชนของ พวกเขามีอาวุธที่ร้ายแรงมากอย่าง “พิธีกรรม” อยู่ ซึ่ง “พิธีกรรม” ดูจะเป็นสิ่งที่ในภาคปฏิบัติฝ่ายซ้ายและลิเบอรัล ไม่ใคร่ให้ความสำคัญนัก เนื่องจากมองว่าเป็นผลิตผลจากศาสนาที่ไร้เหตุผลและล้าหลัง แต่ในภาคปฏิบัติการแล้วมันได้ผลอย่างมากในระดับจิตใต้สำนึกของมนุษย์ การสามารถตอบตัวเองว่า “ฉันได้ทำสิ่งนี้ ฉันจึงเป็นคนดี และ รู้สึกดีกับตัวเอง” เป็นความสามารถที่ฝ่ายขวาจารีตมีเหนือฝ่ายซ้าย และ เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญว่าทำไมฝ่ายขวาส่วนใหญ่จึงมีสุขภาพจิตที่ดี และ มีความเหนียวแน่นสามัคคีสูง ในขณะที่ปัจจุบันโรคทางจิตแพร่ระบาดในหมู่คนรุ่นใหม่เสรีนิยมและฝ่ายซ้าย (แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคน)ซึ่งสุขภาพจิตที่ดี ซึ่งมาจากการสามารถรู้สึกดีกับตัวเองได้ เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ฝ่ายซ้ายมีความเหนียวแน่นต่อกัน และ มีสุขภาพจิตที่ดี ฝ่ายซ้ายควรจะมี “พิธีกรรม” ซึ่งสร้างความรู้สึกที่ “ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของมวลรวมขนาดใหญ่” เป็นความรู้สึกทางจิตวิญญาณถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้ย่อมจะถูกต่อต้านจากคนที่ยังไม่ได้เข้าใจในระบบการทำงานของ “อุดมการณ์” และ จิตวิทยาการเมือง หรือ ยังไม่หลุดพ้นจากกับดักของ “Rationality”

เมื่อเนื้อแท้ของประชาธิปไตย คือ ความรู้สึกเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นสำนึกของตัวตนในลักษณะรวมหมู่(Collectivism) แล้วไซร้ สำนึกแบบ “ปัจเจกนิยม” (Individualism) ที่ตั้งอยู่ด้านตรงข้ามของประชาธิปไตย แต่ถูกนำมาแอบแฝงโดยลัทธิเสรีนิยมก็จะต้องถูกท้าทายผ่าน “พิธีกรรม” ดังกล่าวเช่นเดียวกัน สำนึกแบบปัจเจกนิยม ยังเป็นเหรียญอีกด้านของ ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ที่วางอยู่บนแนวคิด “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” และ American dream ซึ่งเป็นปัจเจกนิยมสุดขั้ว ที่ในที่สุด ตระหนักถึงตัวเองในฐานะที่เป็นปัจเจกแยกออกจากมนุษย์คนอื่น คำนึงเพียงการสะสมทุน และ มองมนุษย์คนอื่น ๆ เปรียบเสมือนวัตถุซึ่งเอาไว้ตักตวงผลประโยชน์ และ สร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำดังกล่าวผ่านขุดวาทกรรม “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก,กฎแห่งป่า,สัจนิยมแบบทุน ฯลฯ)

อุดมการณ์แบบปัจเจกนิยม,เสรีนิยมใหม่ เป็นอุดมการณ์ที่ถูกผลิตซ้ำ (ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ) จากสื่อของประเทศอเมริกา และ ประเทศที่นายทุนถืออำนาจสูงสุด (ครอบครองทรัพยากรและปัจจัยการผลิตสูงสุด) และได้เผยแพร่ออกไปทั่วโลกผ่านกระแสโลกาภิวัฒน์ และ เทคโนโลยีการสื่อสารใหม่ ๆ ในปัจจุบัน ทำให้จิตสำนึกแบบ ปัจเจกนิยมสุดขั้ว นี้ฝังรากอยู่ใน “จิตใต้สำนึก” ของผู้คนทั่วโลกที่ได้รับสื่อนั้น (และแน่นอนว่าเมื่อมันเป็น “อุดมการณ์” ซึ่งทำงานในระดับจิตสำนึก ตัวผู้สมาทานอุดมการณ์ไม่จำเป็นต้องรู้สึกตัวว่าตัวเองเชื่อในอุดมการณ์แบบไหน แต่อุดมการณ์นั้นจะเป็นตัวสั่งเขาให้ประเมินสถานการณ์ใดว่าเป็น “ธรรมชาติ” หรือ “ไม่เป็นธรรมชาติ”

ดังนั้น Mouffe , ขบวนการฝ่ายซ้ายอื่น ๆ ทั่วโลก และ อ.ปิยบุตร ไม่เพียงแต่ต้องสู้กับแนวคิดแบบฝ่ายขวาจารีตเท่านั้น (Ethical แบบเก่าภายในประเทศ) แต่ต้องสู้กับความเชื่อใน “เศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่” “สำนึกแบบปัจเจกนิยมสุดขั้ว” ที่สร้างภาพฝันว่า “ใคร ๆ ก็ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ หากพยายามมากพอ พวกที่พ่ายแพ้เป็นพวกไร้ความพยายาม หาใช่ความผิดของรัฐหรือระบบใดๆ แต่เป็น “กลไกตามธรรมชาติ “ และตอบแทนผู้ศรัทธาส่วนใหญ่ที่ไม่ได้สังกัดในชนชั้นนายทุน ด้วยการไม่มีงานทำ,รัฐที่ไร้รัฐสวัสดิการ,หนี้ที่ไม่มีวันใช้หมด และ การโทษตัวเองว่าไม่มี “ความพยายามหรือศักยภาพ” มากพอ จนนำไปสู่อาการทางจิตต่าง ๆ

แต่ปัญหาในภาคปฏิบัติดังกล่าวนี้ ก็อาจไม่ได้น่าสิ้นหวังขนาดนั้น เนื่องจาก Chain of Equivalent (ฉันทามติร่วม) ที่อ.ปิยบุตร จะต้องสร้างไม่ได้เรียกร้องถึงขนาดที่ผู้คนต้อง ละทิ้งจารีตประเพณี ความเชื่อ สีเสื้อ อัตลักษณ์ความหลากหลายต่าง ๆ ไป หากจุดร่วมที่ต้องมี คือ “ความสำนึกในฐานะที่ตัวเองเป็นคน 99% ซึ่งถูกระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ (ในบริบทไทยก็ต้องเพิ่ม ระบอบอุปถัมภ์และศักดินาเข้าไปด้วย)ก่อกรรมทำเข็ญ ก็เพียงพอสำหรับนิยามความเป็น “เรา” โดยในขบวนการแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้ จะยังรักษาความพหุนิยม เอาไว้ได้โดยไม่จำเป็นต้องบังคับให้ทุกคนต้องเหมือนกันหมด แบบที่เคยเกิดขึ้นกับการปกครองของ ฮิตเลอร์ หรือ สตาลิน


1 บทความนี้เป็นบทความที่เขียนส่งอาจารย์ในวิชา PO315 ปรัชญาสงครามและสันติภาพ
2 สมาชิกก่อตั้งกลุ่มมาร์กซิสต์ศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TUMS)

Euro-Fascism with Thai Characteristics

Euro-Fascism with Thai Characteristics

Gabriel Ernst

In the 1930s, Thailand began a project of mass homogeneity based on western Euro-Fascism. This project was refined by the monarchy in the 1950s, leading to a reactionary consensus lasting a half-century. However, many elements in the recent protest movement, so far, fail to recognise their own deep-seated Euro-fascist tendencies when challenging the contemporary Thai state.

In 1938, European style fascism bloomed in Thailand. The dictator Plaek Phibunsongkhram (Phibun) had risen to power. It was on this wave of supposed modernisation, that Phibun spent the next six years reshaping Thailand in his image. Phibun had been educated at a military academy in France, where he was a great admirer of the new fascist powers emerging in Europe. He was particularly fond of Mussolini and supposedly kept a portrait of the Italian fascist leader on his desk when governing Thailand.

Phibun was born in central Siam in 1897 to a farm owning family, he enrolled in the military officer’s academy, and after graduation was sent to France to study artillery tactics. During his time in post-WWI Europe, fascism was seen as a ‘progressive’ force, one that would modernise and strengthen countries, removing the old feudal order and creating a homogeneous ethnonationalist culture with authoritarian top-down rule. It was around this time that Ataturk in Turkey and Mussolini in Italy were at the peak of their respectability. It was this idea and these idols that endeared a young Phibun.

The Thailand (then named Siam) that he returned to in the late ’20s was a far cry from his imagined republican fascistic utopia. The country, which had escaped the ravages of colonisation by western powers, was extremely diverse, wild in parts, due largely to the geographic conditions which made governing large swathes of the land near impossible, particularly the lowlands in the rainy season and the highlands all year round. 

However, European colonisation had a large impact on the shape of the country’s borders, due to French colonies to the east and British colonies to the west and south. Siam did not define its own borders, rather they were imposed on them by colonial powers, and whatever populations ended up landing in those borders, despite escaping European rule, would have the Siamese state to contend with.

After narrowly escaping colonisation the Siamese feudal system had undergone huge liberal reforms decades earlier, there had been efforts at modernisation, in the hopes of keeping up with the western powers that surrounded it. However the state was relatively weak and was yet to undergo any major industrialisation, a huge majority of the population lived rurally and it still took weeks, sometimes even months, to reach some of the fringes of the kingdom from the capital Bangkok.

This allowed many localised communities and ethnic or regional identities to exist across the country without much interference from the state. However, these freedoms of expression or local governance practices were not given benevolently, rather they existed due to the state’s incapability to interfere and the lack of an aggressively homogeneous-nationalist ideological structure at the time. 

This made Siam an incredibly diverse country, with a huge array of localised languages, cultures, practices and governing institutions. Today these diversities still very much remain, there are still around 60 indigenous languages spoken in Thailand and an uncountable number of dialects, historically there were likely far more.

Joining a clique of like-minded military officers who allied with progressives from the civil society, known as Khana Ratsadon (The People’s Party), Phibhun took part in the 1932 coup, which ousted the monarchy, allowing the institution to essentially remain in name only. After six chaotic years, where the progressive factions were essentially banished, Phibhun finally rose to become the de-facto dictator of Siam in 1938, renaming the nation Thailand the next year, in a clear display of his ethnonationalist intent.

Brass plaque placed to commemorate the 1932 coup

During Phibun’s tenure, there were many other hallmarks of fascist regimes. He declared his birthday to be a national holiday, and later extended the same decree to his wife and child. These holidays were typically militaristic, with military parades in the larger cities. He also strongly encouraged everyday people to hang his portrait in their homes. This is ironically the same practise established and continued by Thai monarchs. A militaristic youth wing was also founded, not unlike the Hitler Youth. Generally Phibun was attempting to build a cult of personality, much like his fascist compatriots in Europe. This also included seizing and heavily monitoring media and the cultural sphere.

Phibun era propaganda poster

Thai’ification

Phibuns program of Thai’ification or The Thai Cultural Revolution, was an attempt to codify and enforce what he perceived Thai’ness to be. His definition of Thai’ness would draw entirely from central Thailand, with an emphasis on the Bangkok military elites’ culture, which for decades had been heavily influenced by the west. 

12 enforced cultural mandates were issued, these included a western-style dress code, a standardized Thai language, a banning of declaring regional identity and even codifying how many hours sleep one should have. These mandates, despite their at times bizarre nature, were genuinely enforced whenever possible. The aim was to create a clear, well defined, definition of Thainess and spread it to every corner of the nation.

This, of course, led to the mass decline of regional identities, particularly among Buddhists in the central plains, while many Muslims, particularly the ethnic Jawi-Malay in the deep south, suffered at the hands of the new policies. Madrasas were forced to close and Muslims were banned from wearing Islamic attire. The Jawi community would later form an armed rebellion against the state, which is ongoing to this day. 

The effects of these mandates were also strongly felt in Isaan. This vast Northeastern region of Thailand was populated mostly by Lao people, the descents of a mass forced population transfer a century earlier. Isaan people were, and still are, yet to fully assimilate into the state, as well as a sizable Vietnamese minority population in the area. To this day Isaan is the poorest area of the country and known for its distinct local culture, its restive populace and its distaste for Bangkok governance.

Isaan dress pre-Thaification

The purpose of such assimilation policies was not purely cultural, the program intended to make use of subjects who, prior to assimilation, were not adequately benefiting the imperial core. By capturing them and integrating them into Thai society they were put to use for state-building, conscription and taxation, growing the imperial core.

However, during this period, despite attempts at industrialisation, the same geographic conditions still existed in many areas, with huge populations living almost entirely untouched by the state, particularly the ethnic minority ‘mountain people’ living in the hills around the borderlands. These include The Karen, Lisu, Akha and Hmong—  just to name some of the larger groups. These groups are all completely distinct from Thai people, speaking their own language and practicing their own culture, religion and social institutions.

Expansionism & War

In 1940, Phibun saw an opportunity to flex his fascistic muscles in classic form with an expansionist war. During border treaty negotiations under the previous Siamese feudal regime the Kingdom had ceded land to French Indochina in what is today Laos and Cambodia and when mainland France fell to the Axis powers in WWII, Phibun decided to invade the territories and reclaim them for Thailand. 

This kind of expansionism through war was a hallmark of Phibun’s fascistic counterparts in Europe, particularly Nazi Germany. He was likely inspired by their aggressive actions to carry out his own hostile expansionism. Indeed, Phibun described Hitler and the Nazi Party as “intellectual allies”.

The war itself was widely popular in Bangkok, with Thai forces initially making huge gains against a weakened French colonial force, that had been cut off from its imperial core since the Nazi invasion. 

However, Imperial Japan, which had been rapidly expanding westwards into Indochina intervened, pressuring the two sides to sign an armistice which weighed heavily in Thailand’s favour, setting the stage for the (nearly) bloodless Japanese invasion of Thailand which would take place later that year, resulting with Thailand joining the Axis powers as an ally.

After the armistice with France, Phibun declared victory and constructed the Victory Monument roundabout in central Bangkok, in the style of classic fascist architecture. To this day the monument is an important site in Bangkok. 

Thailand’s alliance with the imperial Japanese allowed Phibun to remain in power during the Japanese occupation. However, towards the end of the war, Phibun was ousted by military men who were secretly loyal to the Allies, as they saw the tide was turning in the war. 

Due to US pressure, post-war, the nation was not considered to be an Axis ally by the west, this was because the west saw Thailand as a useful ally against rising communist sentiment in Southeast Asia.

Return of the King

Phibhun’s regime had spent its time in power trying to malign the royal family, both those abroad (which included the king) and those remaining in Thailand, many of whom were imprisoned. He slashed the royal budget and promoted a Buddhist theology that overlooked the spiritual role of the monarch, which had of course been a staple of the previously feudal society.

On the other side of the world, however, in central Europe, a plan was underway to wrestle the nation out of the clutches of the republicans. After a decade on the fringes of Thai politics, the monarchy was formulating a plan to reassert its control over the still-kingdom from de-facto exile in Europe. Post Phibun they saw an opportunity, when a number of prominent royals were released from prison and King Ananda, just 20 years old, and his younger brother Prince Bhumibol, returned to Bangkok to a royal palace which now stood in the shadows of the militaristic fascist state.

The turbulent post-WWII years saw shrewd manoeuvring by the royal household. In 1946 the progressive democrat Pridi Banomyong took office. Pridi sought to assert his control over the country by cosying up to the newly returned young royals.

During this brief period, efforts by the royal household, particularly those of Prince Rangsit, were greatly successful in promoting the monarchy and the young King was widely popular. The royalists were able to successfully synthesise Phibun’s Thai nationalism with adoration to the royal family, particularly through religious clout, intrinsically linking the monarchy to ‘Thai’ness’. 

However, just four months into Pridi’s tenure, King Ananda was dead. He supposedly shot himself at home while playing with a pistol (though many conspiracies surrounding the death remain to this day). With rumours abound in Bangkok, Pridi ultimately took the blame for the king’s death, resigning shortly after, while Prince Bhumibol was crowned King.

In November of 1947, another coup led to Phibun regaining his premiership. However, this tenure would be markedly different to the last, as he now had the monarchy to contend with. Phibun was never able to assert full control of the Kingdom, as he had to walk a fine line between appeasing the newly empowered monarchy and his republican former allies. This led to a number of attempted coups, including a dramatic hostage-taking, where Phibun was captured on a warship by mutinying Thai navy officers, resulting in him having to swim back to land to escape.

The Bhumibol Consensus and Royal Realism

Phibuns second tenure, which lasted a decade, saw numerous power plays and realpolitik maneuvers by both the civil government, the military and the royal household. Publicly these efforts were focused around Thai’ness and who supposedly best represented ‘The Thai People’.

Ultimately though the monarchy came out on top when an ardent royalist general, Sarit Thanarat, ousted Phibun in a coup in 1957, setting the stage for this new blend of Thai nationalism, which placed upholding the monarchy as an elemental ingredient of Thai’ness, with King Bhumibol as the head of state.

This is the beginning of what has been dubbed ‘The Bhumibol Consensus’ era, wherein any republican sentiments were considered heresy and ‘anti-Thai’. Old Les Majeste laws, which forbid any insult to the monarchy, began to be utilised against political dissidents and the royal household started a huge public relations push, initially targeting Thai subjects, but gradually focussing on those remote minority groups who had been living on the fringes of the imperial core for centuries. 

The Bhumibol Consensus era lasted right until the king’s death in 2016. During his 60 year tenure, there were never any real challengers to Bhumibol’s authority and at no point was the monarch at all threatened in any real way.

We’ve previously written extensively on this phenomenon in Royalist Realism & Les Majeste.

During this era, despite the change in leadership, the Thai imperial core continued its process of expansion and Thai’ification, only with the face of King Bhumibol as the figurehead. To put it bluntly, regarding policy, there was not a whole lot of difference between Phibun and the newly empowered monarchy. Both were militaristic, expansionist, nationalists who enforced central Thai hegemony. The 12 cultural mandates policy was even explicitly revived in name with the ‘Thai Niyom’ policies of 2018, after the death of King Bhumibol, now called the 12 Core Values. 

The New Era

While there are many groups, mentioned earlier, that have been hostile to the state for centuries, in recent years there has been an increase in resistance from within the imperial core. Since the death of King Bhumibol in 2016, there has been a growing hostility towards the Thai state among Thai people, particularly the younger generations. 

Pro-democracy/republican leaning protests have ignited in the past year and many of those taking part in the movement are finally rejecting Thai’ness as defined in the Bhumibol consensus era. Indeed royalists often accuse the protestors of “Not being Thai”. 

Many have already been jailed for Lese Majeste and for organising the protest movement, the aim of which is to reign in the power of the monarchy and the overtly militaristic state, and bring a semblance of democracy to the country.

Notably one of the largest factions of the current protest movement has named itself Khana Ratsadon (The People’s Party) in reference to the group that initially overthrew the monarchy in 1932, of which Phibun was a key member and later leader. 

This goes to show that even within the supposedly progressive protest movement, it still harbours elements of deeply reactionary and even fascistic tendencies. Indeed, rather than challenging these pathologies, they’ve been quietly embraced by the overt worship of Phibun. One popular Twitter hashtag even read “We are the children of Phibun”. Certain factions in the movement would rather look backwards, adoringly, to a time where reactionary fascism was rampant and unchallenged in the kingdom, simply because it reinforces their republican agenda, rather than attempting to forge a new progressive path forward.  

Brass plaque placed to commemorate the 2020 protest movement

The roots of Eurofascism run deep in Thailand. For decades it was disguised by its Thai characteristics of Theravada Buddhism and adoration of the monarchy, but these foundations still very much remain in the kingdom, from their origins in 1920’s Europe to Thailand a century later, be they royalist of republican.

Abolish The Capital

Abolish The Capital

Part 1

Writer and Illustration: Karuna Tilapaynat
Translator: W.Where

A: “No skytrain back at your hometown, huh? …Took y’all here to see it. Like it?”

B: “Yes, sir.”

A: “Would you come again?”

B: “If it’s an order, yes, sir.”

Above was a disdainful conversation disguised as a light-hearted tease between the Police Chief Commander and an officer from outside of Bangkok, which took place right after the crackdown on the mass protest at Patumwan intersection. Contrasting with the rage of the pro-democracy protesters, such a tone-deaf conversation eventually lead to the viral joke online: “Don’t you have a skytrain at home?”

This is just one example that demonstrates Thailand’s issue with inequality, a result from the state’s heavy emphasis on centralisation, both in terms of power and the economics. If I were to mention all the consequential problems, this article could perhaps be endless.

When the centralisation of power is so concentrated in the capital that we question the state itself, what can we do to decentralise such power? Move the capital to a new city? But moving is just transferring the power to another centre! My friend once asked me:

“Given the news that Bangkok will drown in our lifetime, if we were to move the capital city, where would it be?”

“Can’t all cities be the capital?”

My answer may sound fanciful, even impossible. It seems like an ideal, a utopia, as opposed to the popular and current governance we all know. But instead I found the question very interesting because it spoke to a time back when there was no country, no state, no capital.

To imagine a governance without the capital may seem impossible in reality. However, many countries are characterized by the lack of the capital city, from small countries that are city-states like Singapore, the Vatican, and Monaco, to countries with no cities due to the small number of population like Nauru, and Tuvalu. The aforementioned countries are of specific qualities, whether that be the size of the country or the population. Nevertheless, Switzerland has no official capital city. Switzerland distinguishes itself from the other aforementioned examples as it has a relatively large size and population.

“Abolish the capital” may sound dubious. Why abolish it? For what? To what end? To be honest, I don’t know where the answer to this question will lead, but I’m interested in testing the bounds of what’s common sense, normal or possible, so as to spark conversations on both the problems and the benefits, amidst this current moment in Thailand where so many are advocating for a better future.

“For people to be equal, cities must also be treated equally.”

Part 2

Writer: Pathompong Kwangtong
Translator: W.Where

Today, a writer submitted the above short article to Din Deng. The writer said himself that there is no concrete answer to the question he raised at the end. Nevertheless, I still think the article did answer the question, at least partly.

If you follow us online (and speak Thai) you would have seen our post with a picture of a huge sign: “Abolish the Capital.” Such was the boldness of this slogan, so new to our discourse, that the police didn’t even know how to handle the situation. It was unlike when there were discussions around the monarchy. Then, the government did not allow any dissent. What was different about this message was perhaps that because people had never even thought of such a topic, let alone its consequences. Between the topics of “abolish the capital” and “a communal society,” while both seem to be impossible, the latter had already failed miserably in the 20th century. The former was never mentioned. 

At least, in our beautiful country of Thailand, the “Republic of Thailand” is a topic deemed intolerable to the ruling class who enjoys the benefits of this centralised unitary state, as the question challenges the sanctity of the central power, established towards the end of the absolute monarchy, and solidified, almost absolutely, during the anti-communist civil war. The republic is a common form of governance. As such, it doesn’t use too many of the ruling class’s brain cells to imagine its practice and possible consequences, resulting in fear, panic, and an urgent need to control.

However, the call to abolish the capital is different. It is not a phenomenon, demand, or a mainstream movement. Unlike the change in the form of governance or secession, the call to abolish the capital is to radically question how we might live collectively in a large society, rather than to present itself as a political project that is obvious and immediately possible. Therefore, it’s not surprising that the writer’s tone does not sound like a mobilization; nor is it confident in its proposals to work with the issue promptly. To abolish the capital may sound absurd or even compromising.

But then again, I do not think what the writer proposes is completely impossible. Instead, as someone who admires the collective life of the Rojava, I find this proposal compelling, albeit still skeletons of structure, in need of flesh and organs. It could be a transitional project towards other forms of societies. Or it could be a political project aiming to gently liberate all of us, alleviating the pain derived from the state’s centralisation, and functions as a channel to discuss novel forms of society in which the state could not silence us with its wrongful might.

Finally, I would like to amplify the writer’s invitation. Whether you agree or disagree, contemplate, share, talk about it online or offline with your friends, and demonstrate the power of the people to the ruling class, who can never draw all the blood and sweat of our labour only to fuel the skytrain close to their home.

Is There Really No Alternative? Communal and Capitalist Realism in Malaysia

Is There Really No Alternative? Communal and Capitalist Realism in Malaysia

Image Source: Malaysiakini

Jeremy Lim

A preliminary examination of communal and capitalist realism in Malaysia, and the forces that reproduce it. ‘It’s easier to imagine the end of Malaysia than the end of communalism (or racialism) in Malaysia.’

See glossary below.

“There is No Alternative.” 

This phrase — used by British Prime Minister Margaret Thatcher to articulate that market capitalism isn’t and will never be going anywhere — epitomises clearly the feeling of living in Malaysia at times. For many of us, the victory of the Pakatan Harapan (PH) coalition in the 2018 General Election was the first time it seemed that a rupture had occurred. The then-ruling regime led by UMNO – the Malay nationalist party most widely associated with our independence struggle – was defeated after more than 60 years in government. 

That perceived rupture, however, then quickly collapsed in on itself. Even before the disintegration of the Pakatan Harapan government in the now infamous ‘Sheraton Move’, the consolidation of Malay nationalism in UMNO’s alliance with the hard-line Islamist party, PAS, the multiple defeats of PH in subsequent by-elections, and the slow and middling reforms that were brought about in those brief twenty-one months, all signalled that the rupture could be short-lived, and yet, even that didn’t last. It seems like we are back to square one, tumbling toward the return of UMNO as a dominant force in politics and society. 

In describing this long-standing social reality, a useful concept that is worth borrowing is the notion of “capitalist realism” expanded on by Mark Fisher, best explained through a quote he uses, “It is easier to imagine an end to the world than an end to capitalism.” This notion of realism as an always-present and seemingly undefeatable social force appears suited to help explore the nature of Malaysia’s political economy and the formidable ideological superstructure it has built for itself. In this essay, I attempt to analyse the ‘realisms’ that define Malaysian society and what it may feel like to live in it. Namely, the ‘communal realism’ that we cannot seem to escape, and the capitalist realism that lies beneath it. 

Communal (or Racial) Realism 

Race and ethnicity have come to define the terms of almost every discourse in Malaysian society. This can seem rather obvious to restate but even as the squabbles over the spoils of state between UMNO and BERSATU play out in the press, this fact appears increasingly inescapable. Lee Hwok Aun’s recent article on what he conceives of as “seemingly impossible futures” when picturing the end of Bumiputera policies, acutely captures the ‘racial’ realism that very much permeates our public discourse.

Underpinning the all-pervading nature of this ethnic perspective are the unspoken terms of public discourse. The unquestionable sanctity of Article 153; the constant spectre of backlash from the conservative rural heartlands – often wrongly painted as conservative and altogether homogenous in their fealty to UMNO; the patronising notion that Malays will always need a protector; the knee-jerk demonisation of left-wing and communist movements. All these ideas serve to reinforce the notion that Malaysia’s social contract cannot and will never be rewritten, radically limiting the space for imagining alternatives. 

Even the ‘Bangsa Malaysia’ discourse is trapped within the framework of seeking the bringing together of individuals from different ethnic origins rather than universal subjects that are identified with the nation on explicitly non-racial terms. All the talk of multiculturalism, from both sides of the political aisle, does not necessarily serve as an escape from communal realism but in turn, might reinforce it through the very articulation of the need for a multicultural peace between the races. The notion of Malaysian society being race-blind — whatever you may think of its morality or efficacy — seems out of reach. 

Capitalist Realism with Malaysia Characteristics

Beneath the communal realism in Malaysia is capitalist realism which we have absorbed so fully in the pursuit of economic growth and supposed prosperity for all. While Fisher depicts capitalist realism through a variety of cultural and psychoanalytic examples, it may be easier to look at the language and framing used with discussing economic issues in the Malaysian sphere, and how it trickled down into the public’s imagination.  

The pursuit of GDP at the unseen expense of greater human suffering; the repeated need to tailor policies to court investors and not scare away foreign direct investments (FDI); the implicit belief that markets do better than other actors like the state and civil society at producing economic growth; the constant call for the youth to gain skills for the market rather than for their personal development or well-being; the public recoil at the idea of the central bank actively intervening in the economy. These ideas are cultivated within the society through a combination of import from advanced capitalist countries as well as propagation by local elites educated in these very countries. One clear example is the austerity agenda of the Pakatan Harapan government that reflected the economic conservatism of the allegedly progressive political class. Just like their communal counterpart, these ideas continue to constrain the economic reality we live in, even though there have been mountains of evidence to the contrary. 

There are, however, some minor modifications to be made to capitalist realism — usually framed in the hegemonic Western context — to fit a Malaysian context where communalism is interwoven into our economic structure. The massive and complex network of government-linked companies (GLCs), statutory bodies, politically affiliated tycoons, middlemen that are reliant on affirmative action policies, state-backed monopolies and the list goes on and on. The thought of disentangling the state and its New Economic Policy (NEP) roots from the economic system can be doubly impossible given the intersection of these two realisms. 

Who Created the Two ‘Realisms’ and How are They Maintained? 

This naturally leads to the question of who put this in place and how is it maintained. A plausible candidate for what drives both Malaysian realisms would be Malay nationalism in its modern right-wing incarnations and the accompanying capitalist structure it built for itself. UMNO and its partners in BN were able to set up institutions that inject these ideological framings into the wider society through their domination of the state apparatus for more than half a century. Once a whole host of societal institutions are ‘infected’ with communal and capitalist realism, they then, in turn, serve to enforce and reproduce the ideas associated with them. 

The political class across the entire spectrum acknowledge and reiterate that Malay nationalist parties will always be needed to win elections, and the demographic projection that Malays will make up 70% of the population by 2040 reinforces this notion even further. State institutions carry out affirmative action policies with undue reverence for UMNO and its allies. The education system actively erases any trace of a past that could have been different or better, and only holds up a history of the present that was inevitable. Businesses, both big and small, accept the corruption-ridden and one-sided state of play within the economy, repeating cynically that “this is how business is (always) done.” 

These realisms, however, do not exist purely in the realm of thought and ideas. People internalise these ideas and then act in the world as though it is and will always be this way. And how can people blame them? Ordinary Malaysians see their manifestations reinforced in the institutions around them, in newspaper articles, in conversations with friends and family, and most directly, in the capitalist market and workplaces. 

When and How Does This End? 

Capitalism and capitalist realism are still here with us, and it has even been able to reassert itself globally even after the 2007-8 Great Financial Crisis. Malaysian capitalism has not seen a mass delegitimation or anything resembling a crisis of confidence. Failures in the economy are often able to be deflected to individuals or specific companies. The 1MDB scandal was pinned on a handful of individuals and the poster boy for it remains the former prime minister Najib Razak, rather than any structural critique of the underlying systems that allowed it to happen. 

Communalism and Malay nationalism, on the other hand, has had crises both internally and outwardly. The many splits in UMNO and the weakness of the BN component parties have offered glimmers of hope for a time. Yet, these crises have never been able to destabilise Malay nationalism or communal realism to the point of annihilation. 

Fisher attempts to offer the hope that if the Left is able to present genuinely viable alternatives in an atmosphere of suffocating impossibility, it has the potential to create ruptures and in time possibly vanquish capitalist realism. The task at hand is to develop a concrete understanding of Malaysia’s social forces in order that any praxis developed is able to pierce the veil of both communal and capitalist realism. 

This short essay cannot hope to do justice to the vast network of social systems and institutions that sustain Malaysia’s communal and capitalist realism, let alone present the aforementioned viable alternatives, but I will be expanding on it in future essays and articles. All the same, it is worth ending on this positive note about changing the world in the midst of Malaysia’s communal and capitalist realism. 

“the ultimate, hidden truth of the world is that it is something that we make, and could just as easily make differently.” ― David Graeber, The Utopia of Rules: On Technology, Stupidity, and the Secret Joys of Bureaucracy

Note: This article was inspired by an article in a Thai publication, Din Deng.

Short Glossary

The 1MDB scandal – This refers to a 2015 scandal in which then-Prime Minister, Najib Razak, was accused of channelling over RM 2.67 billion from 1Malaysia Development Berhad, a government-run strategic development company, to his personal bank accounts. 

Article 153 of the Malaysian constitution grants the King the responsibility for safeguarding the special position of the ‘Malays and natives of any of the States of Sabah and Sarawak and the legitimate interests of other communities. Most often seen as the legal justification for affirmative action policies. 

Bangsa Malaysia – A policy introduced by the fourth Prime Minister, Mahathir Mohamad, to foster a more inclusive national identity rather than the individual ethnic identities. 

BERSATU (The word for united in Malay) –The Malaysian United Indigenous Party is a component party of the ruling coalition, with its current leader, Muhyiddin Yassin serving as the current and eighth Prime Minister. This party was founded by Mahathir Mohamad who is no longer with the party and a splinter party of UMNO. 

BN (Barisan Nasional) – This is the primary ruling coalition that has ruled Malaysia from independence till 2018, historically consisting of UMNO, the Malaysian Chinese Association and the Malaysian Indian Congress. A variety of other parties have since joined BN from the 70s onwards. 

Communalism – A politics in which the primacy of a specific ethnic, cultural or religious identity becomes the central organising principle. Distinct from the communalism of Murray Bookchin, the libertarian socialist, which advocates for a confederation of highly independent communes/associations. 

GE14 – Malaysia’s fourteenth general election was a historic election in which the toppling of the BN government for the first time since independence took place on 9 May 2018. 

New Economic Policy (NEP) – A slate of affirmative action policies that were implemented post the 1969 racial riots, focused on poverty alleviation, reorganising of the economy away from the colonial era segmentation of sectors (Malay’s in subsistence agriculture, Chinese in mining and Indians in the plantations), improving Malay incomes and ownership of equity. 

PAS – The Malaysian Islamic Party an Islamist political party, current in government with the present coalition. This party is also a splinter party of UMNO from the 1950s, prior to independence. 

Pakatan Harapan – The coalition of parties that won the fourteenth general election, consisting of BERSATU (prior to their leaving the coalition in 2020 in the Sheraton Move), PKR (another UMNO splinter party led by Anwar Ibrahim), DAP (a centre-left party) and Amanah (a splinter party of PAS). 

Sheraton Move – The events that took place in late February 2020 that resulted in the toppling of the Pakatan Harapan government, the defection of BERSATU from that government, and the formation of a new government, mainly consisting of BERSATU, UMNO and PAS, with Muhyiddin Yassin as Prime Minister. 

UMNO – The United Malays National Organisation, founded in 1946, is the leading member of the BN coalition that has dominated Malaysian politics since independence. Most of its leadership occupied a majority of cabinets during their rule over the administration of Malaysia’s first six prime ministers, all of which came from UMNO. 

Thailand’s Monarchy Cannot Coexist With “Democracy” – A Rebuttal

Thailand’s Monarchy Cannot Coexist With “Democracy” – A Rebuttal

 A Rebuttal On An Unscientific Outlook On History

Dion de Mandaroon

This article was written in response to Panarat Anamwathana’s opinion piece published on February 3rd, 2021 in the Nikkei Asian Review. 

George Orwell once said “Whoever controls the present controls the past and whoever controls the past controls the future”. Keeping in mind Orwell’s contribution to oppression in Colonial Burma, this often misquoted aphorism represents the unexamined ideological dimension when the study of history is undertaken from an idealist perspective. In this arena, history, an organic struggle for hermeneutics, for interpretations, becomes a vulgar contest of narratives.

This “narrative” narrative is especially problematic when championed by professional historians who, for some reason, avoid at all cost a materialist analysis of living history. In February 2021 Panarat Anamwathana, a lecturer in economic history at Thammasat University, wrote an article to this effect concerning the tactics used by the Thai protesters for democracy and those of the royalist military regime. She writes: “Both sides of the Thai  political conflict have engaged in destroying or creating historical materials that suit their vision of Thailand.” referring to the back and forth between the protesters’ rehabilitation of the “revolutionary” People’s Party and the junta’s attempts to erase said party from the national consciousness. 

Two assumptions rear their ugly heads from Panarat’s reading of current events: First, the “narrative” narrative equalizes, in the final instance, each narrative through retroactive legitimization by academic dictates. It completely ignores the power relation to the present struggle, and effectively equates the protesters as capable of the same degree of destruction as the monarchy and its agents. Second, it assumes that history is being driven by some “vision of Thailand”, a new narrative that would emerge at the next rupture in the current political continuity as a result of, in her words later in the article, the ‘”material” battle bleeding into the ideological’. 

In fact, the battle she refers to is both material and ideological only in a very limited sense. When Panarat equates the tactic of national-building through historical objects to material history itself, she is articulating her understanding exclusively in the framework of mechanistic materialism, a metaphysics that regards the world as composed of matter (the “material”) and ultimately unchangeable in essence, which has nothing to do with material (socioeconomic) conditions of history. 

When she speaks of the contest between the reformists and the royalists – the idealist factions within both of whom affirm without agreement the legitimacy of formal democracy – she means of course the contest between definitional ideologies with discernible traditional objects of belief. The truth of the matter is that the battle has only been waged at the symbolic level and the protesters, lacking a clear substantial ideology, are incapable of escalating the conflict to the material level, of articulating their movement beyond the hysteric’s discourse. 

The state has so far been successful in containing the people’s interpretations of their living conditions in the country: You are homeless, but you ought to be grateful that the Chakri dynasty has resisted western imperialism (In case the reader has any doubt: In my opinion, no, they have not.) and preserved a country of our own in which you can be homeless to your heart’s content. Your son has committed suicide because he failed to register for the government’s COVID relief scam in time, but the monarch cares about us as if we were his children. And so on.

Hermeneutics consists in this struggle for weak interpretations under the state’s strong imposition of definitions by legal and other forms of violence. We the people voice our everyday material reality within a society prefigured by the ruling classes’ hegemonic reality, one in which economic exploitation is maintained in the name of nationalistic peace and order, a geopolitical category that does not correspond to the internal contradictions of Thailand. In light of this imbalance of actual power, Panarat’s “narrative” narrative falls apart and, if we still cannot do away with binary opposition, should be reconstituted as a struggle between hegemony and counterhegemony, invariably strong and weak respectively. 

‘Monarchy and democracy are not mutually exclusive by nature,’ concludes Panarat, harking back to a similar statement made last year by lawyer Anon Nampa who now sits in prison indefinitely with countless others on lese majeste charges. Of what nature are we speaking, when materialist historians have pointed out that democracy consists of distinct formal and substantial components? Which of these components can abide or be abided by monarchy? But the more pertinent question here is whether such a statement should be taken as tactical or strategic, that is, whether it is being framed this way for the sole purpose of countering the royalists’ accusations against “traitors to the nation” thereby securing for the reformists a more favorable position for their next initiatives, or because its enunciator truly believes, like an ideologue, that monarchy and democracy can actually coexist. 

After all, Panarat’s assumption, based without a doubt on certain precedents in which the monarch has survived through parliamentarian concessions, can be as readily turned on its head when we instead look to and take for our preference countries where the people have brought their national liberation movement to its logical conclusion. Nepal, China, and the USSR, to name but a few examples. In which case we can pronounce with confidence, backed by a universal legacy, that Thailand’s monarchy cannot coexist with democracy in the present and can only survive as a social institution that perpetuates alongside capitalism as an even more ancient socio-economic relation.