“มันเป็นการต่อสู้ทางชนชั้น ไม่มีวิธีอื่นแล้วจริงๆ”: สัมภาษณ์แอดมิน ‘ทะลุแก๊ซ’

“มันเป็นการต่อสู้ทางชนชั้น ไม่มีวิธีอื่นแล้วจริงๆ”: สัมภาษณ์แอดมิน ‘ทะลุแก๊ซ’

เผยแพร่ครั้งแรกเป็นภาษาอังกฤษที่ DinDeng


 

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีวิดีโอที่ฉายให้เห็นถึงผู้ชุมนุมประท้วงที่บริเวณย่านดินแดง กรุงเทพฯ ออกมาอย่างต่อเนื่อง (ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับบล็อกของเรา) ดินแดงเป็นพื้นที่ในเมืองหลวงที่มีความเป็นอยู่อันยากลำบากและขาดแคลนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหลังจากการล็อกดาวน์อย่างเข้มงวดในช่วงการระบาดของโควิดครั้งล่าสุด โดยที่ไม่ได้มีการสนับสนุนทางด้านเศรษฐกิจอย่างจริงจังจากรัฐบาล ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนสิงหาคม ประชาชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชนได้ออกมาตามท้องถนนและต่อสู้กับตำรวจ อาวุธของพวกเขานั้นถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเองเท่าที่จะพอทำกันได้ เช่นประทัด ระเบิดทำมือ หนังสติ๊ก และโมโลทอฟค็อกเทล ตำรวจโต้ตอบพวกเขาเหมือนอย่างเคย คือการใช้แก๊สน้ำตา ปืนฉีดน้ำความแรงสูง และกระสุนยาง มีการใช้กระสุนจริงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การสลายชุมนุมเสื้อแดง การต่อสู้ครั้งนี้แตกต่างจากการชุมนุมประท้วงของขบวนการประชาธิปไตยในครั้งก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด พวกเขามีความรุนแรงที่มากกว่าและจัดการชุมนุมถี่ขึ้นเรื่อยๆ

ในช่วงแรกของการประท้วงนั้ยังไม่มีความชัดเจนในการจัดตั้งขบวนการ กลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม ดาวดิน และเยาวชนปลดแอกนั้นหายไปจากพื้นที่ตรงนี้อย่างเห็นได้ชัด แต่ว่ากลับมีกลุ่มใหม่ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจัดตั้งการประท้วงที่ดินแดงในครั้งนี้ พวกเขาใช้ชื่อว่า ทะลุแก๊ซ ซึ่งในเพจเฟซบุ๊กของทะลุแก๊ซนั้นมีการแสดงออกทางอุดมการณ์ในลักษณะของอนาธิปัตย์และนักต่อต้านทุนนิยมอย่างชัดเจน ซึ่งพวกเขากล่าวว่านี้คือการพูดส่งเสียงแทนเหล่าผู้คนชนชั้นกรรมาชีพในกรุงเทพฯ ที่ถูกละเลยจากสังคม ครั้งนี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับแอดมินเพจทะลุแก๊ซ (สงวนชื่อ) เกี่ยวกับความเป็นมาและแนวทางในอนาคต

แนะนำตัวหน่อยครับ

ผมเป็นผู้ดูแลด้านโซเชียลเน็ตเวิร์กให้กับกลุ่มทะลุแก๊ซ เป็นฝ่ายจัดตั้ง โฆษก และผู้ประสานงานให้กับทางกลุ่มด้วยครับ มีทีมจัดตั้งการประท้วงที่อยู่ในพื้นที่ค่อนข้างเยอะครับ ดังนั้นถ้าพวกเขาอยากจะสื่อสารกับสาธารณะ ก็จะติดต่อมาให้ผมช่วยตรงนี้

เล่าความเป็นมาของทะลุแก๊ซหน่อย

มันเริ่มจากการที่ผู้ชุมนุมในกรุงเทพบางคนที่เขาเป็นชนชั้นแรงงาน รู้สึกว่าตัวเองถูกกีดกันออกจากการชุมนุมกระแสหลักที่มักจะโปรโมทสันติวิธี เพราะสำหรับเราแล้ว แค่นั้นมันไม่พอหรอกครับ คือเราไม่สามารถอดทนรอที่จะไม่ปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐได้ เราต้องทำอะไรบางอย่างที่แตกต่างออกไป ก็เลยตั้งกลุ่มใหม่ขึ้นมาชื่อว่าทะลุแก๊ซ

ใครอยู่เบื้องหลังทะลุแก๊ซ

ตอนแรกเราฟอร์มทีมปฏิบัติการในพื้นที่ โดยการพูดคุยกันเกี่ยวกับปัญหาและวิธีการจัดตั้ง ตอนนั้นผมก็เริ่มสื่อสารกับสาธารณะแล้ว คือเพจนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับทะลุแก๊ซ สื่อสารให้คนในวงกว้างได้รับรู้ เรายังไปคุยกับคนในพื้นที่ด้วย เพราะเราอยากให้พวกเขาสนับสนุนและเชื่อใจเรา เข้าใจว่าสิ่งที่เราทำเนี่ย  มันทำไปเพื่ออะไร เป็นเรื่องสำคัญนะครับที่เราจะต้องรู้ว่าคนในพื้นที่เขารู้สึกยังไงกับการประท้วง เพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์และความรู้สึกร่วมกัน ดังนั้นทีมปฏิบัติการก็จะรายงานเรื่องเหล่านี้มาให้ผม แล้วผมก็สื่อสารมันออกมา แต่จริงๆ แล้วคนในพื้นที่เขาก็เคยสู้กับรัฐบาลมาก่อนนะ หลายคนเป็นอดีตเสื้อแดง (หรือยังคงเป็นอยู่) เป็นชนชั้นแรงงาน พวกเขาก็เลยมีความเชื่อมโยงกับทะลุแก๊ซ

พูดให้ชัดเจนกว่านี้ก็คือ ผู้ชุมนุมทะลุแก๊ซเป็นคนรุ่นใหม่แล้ว บางคนไม่รู้จักเสื้อแดงเลยด้วยซ้ำ พวกเขายังเด็กมาก บางคนแค่อยากออกมาสู้กับตำรวจเพื่อความสนุกหรือสะใจ แต่อย่าลืมว่าในการชุมนุมก็มีคนที่อายุมากขึ้นมาอีกหน่อย คนที่เด็กกว่าก็เรียนรู้จากคนที่แก่กว่านี่แหละ

ผู้ชุมนุมทะลุแก๊ซจุดพลุใส่ตำรวจ (ภาพจาก ข่าวสด)

คนในพื้นที่มีปฏิกิริยายังไงต่อการชุมนุม

บอกตรงๆ พวกเขาไม่ได้ชอบหรอกนะที่มีการชุมนุมในพื้นที่ แต่พวกเขารู้ว่ามันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้แล้วก็เคารพการตัดสินใจของผู้ชุมนุม พวกเขาไม่ได้โทษพวกเรา พวกเขาเข้าใจว่าเราทำไปเพื่ออะไร

ชีวิตในย่านดินแดงมันมีลักษณะยังไง

ดินแดงคือย่านสลัมครับ พวกเราคือคนที่ถูกกดขี่ ตำรวจทำตัวเหมือนมาเฟียที่เราต้องจำยอมต่ออำนาจนั้น พวกเขาพรากทุกอย่างของเราไป มีอิทธิพลเหนือประชาชน และเราก็ต้องเชื่อฟังตำรวจ พวกตำรวคือตัวปัญหาหลักในพื้นที่ ใครๆ ก็เกลียดตำรวจกันทั้งนั้น ไม่ต่างอะไรจากการอาศัยอยู่ในรัฐตำรวจมาเฟียเลย

เพจของคุณสื่อสารอุดมการณ์อนาธิปไตยอย่างชัดเจน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

บอกตรงๆ ว่าสารเหล่านี้มาจากผมทั้งหมด ผมอ่านเกี่ยวกับอนาธิปไตยมาเยอะ แล้วก็ชอบแนวคิดเรื่อง Mutual Aid ของ Peter Kropotkin แต่แนวคิดเหล่านี้ก็เชื่อมโยงกับขบวนการและคนที่อยู่ในนั้นด้วย

แนวคิดทางการเมืองของคนในพื้นที่ดินแดงเป็นยังไง

หลายคนไม่สนหรอกครับว่าใครเป็นนายก ตราบใดที่ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น เพราะฉะนั้นการเมืองของคนที่นั้นจึงไม่ตายตัว เปลี่ยนไปมาเหมือนสายน้ำ แต่ก็อย่างที่บอกไปว่าหลายคนเคยเป็นเสื้อแดงมาก่อน คนที่อายุเยอะหน่อยก็ยังสนับสนุนทักษิณเพราะว่าในสมัยนั้นชีวิตของพวกเขาดีขึ้นจริงๆ แต่คนส่วนใหญ่เขาไม่ได้มีเวลามาสนใจการเมืองหรืออ่านหนังสือเกี่ยวกับการเมือง เพราะต้องทำงานตลอดเวลา ดิ้นรนต่อสู้เพื่อที่จะเอาชีวิตรอด แต่แน่นอนครับว่าพวกเขาเกลียดประยุทธ์และพวกตำรวจ

คุณเชื่อมต่อกับชุมชนชนชั้นแรงงานในวงกว้างกว่านี้ได้อย่างไร

เป็นเรื่องที่ยากครับ ก็เหมือนที่บอกว่าพวกเขาไม่มีเวลามาอ่านหนังสือหาความรู้หรือทฤษฎีทางการเมือง เราก็พยายามที่จะสื่อสารแบบกระชับและเข้าใจง่ายสำหรับพวกเขา ให้มันแตกต่างจากสื่อกระแสหลักอื่นๆ มันยังคงเป็นเรื่องยากนะแต่ใช่ว่าจะทำไม่ได้เลย

ตำรวจฉีดน้ำผสมสารเคมีใส่ผู้ชุมนุมทะลุแก๊ซ (ภาพจาก ข่าวสด)

ทำไมถึงรู้สึกว่ากลุ่มชุมนุมประท้วงอื่นๆ ถึงไม่สามารถเป็นตัวแทนให้กับคนในดินแดงได้

ต้องยอมรับก่อนครับว่ากลุ่มชุมนุมส่วนใหญ่เป็นปัญญาชนและชนชั้นกลาง แต่เราไม่ใช่แบบนั้น มันมีช่องว่างระหว่างกันอยู่ พวกเขามีแนวคิดว่าการจะสู้หรือปะทะกับตำรวจก็คือต้องรอให้ตำรวจเริ่มก่อน แล้วค่อยโต้ตอบกลับไป สำหรับเรา เราโดนตำรวจทำร้ายมาตลอดชีวิตครับ ตำรวจเริ่มก่อนทั้งนั้น ทำอย่างกับพวกเราเป็นเศษคน ดังนั้นจึงชอบธรรมแล้วที่เราจะเอาคืน โครงสร้างของรัฐนี้รวมทั้งระบบตำรวจมันอันตรายต่อชีวิตของประชาชนอยู่แล้ว แล้วทำไมเรายังต้องรอให้พวกตำรวจทำร้ายเราอีกล่ะ ในเมื่อเราโดนทำร้ายมาทั้งชีวิตและไม่มีใครที่จะมาสนใจหรือรับฟังพวกเราด้วย สำหรับเรานี่คือทางเดียวที่จะแสดงออกถึงความไม่พอใจ แสดงออกถึงตัวตนของคนที่อยู่ในซอกหลืบ ในเมื่อเราถูกกีดกันออกจากสังคมโดยสิ้นเชิง คนอื่นก็ควรจะรับจะรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของพวกเรา นี่คือการต่อสู้ทางชนชั้นครับ ไม่มีวิธีอื่นแล้วจริงๆ

ผมอยากบอกว่า เรายินดีต้อนรับทุกคนที่อยากจะมาเข้าร่วมกับทะลุแก๊ซ เราเปิดกว้างเต็มที่ แต่กลุ่มอื่นๆ ก็ยังคงลังเลที่จะมาร่วม คือไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเป็นศัตรูกับเรานะครับ แต่พวกเขาก็จะพูดประมาณว่า “รอดูไปก่อน” ผมพอจะเข้าใจว่าทำไม มันก็เป็นเรื่องของชนชั้นนั่นแหละ ถ้าให้พูดตามตรงก็คือ ชนชั้นกลางจำนวนมากก็แค่ไม่เข้าใจพวกเรา ไม่สามารถรู้สึกแบบเดียวกับพวกเราได้ พวกเขาก็แค่ไม่รู้จริงๆ

มีแผนอะไรต่อจากนี้ไหม

ระยะสั้นคือทำให้ขบวนการเติบโตและแสดงออกมากขึ้นครับ อยากจะสร้างพื้นที่ของฝ่ายซ้ายในการชุมนุม อย่างเช่นเราจะเปลี่ยนจากการชูสามนิ้วเป็นการชูกำปั้นข้างซ้ายแทน นอกจากนั้น เราอยากจะพูดคุย พบปะ จัดตั้งให้มากยิ่งขึ้น ตอนนี้กำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อที่จะเอาไปกำเนินการต่อ แต่ตอนนี้ขบวนการเรายังใหม่มากๆ และต้องการการสนับสนุนอีกเยอะครับ

โปรดอยู่ร่วมกันอย่างห่วงใย: การสร้างความเอาใจใส่และความยั่งยืนในกลุ่มแอคทิวิสท์

โปรดอยู่ร่วมกันอย่างห่วงใย: การสร้างความเอาใจใส่และความยั่งยืนในกลุ่มแอคทิวิสท์

ผู้เขียน Rushdia Mehreen และ David Gray-Donald 
ผู้แปล Taweesak Tabwong
บรรณาธิการ Editorial Team
Artwork ดัดแปลงจากต้นฉบับ

หมายเหตุ บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่ Briarpatch
บทแปลได้รับการสนับสนุนจากกองทุนก้าวหน้า โดย Common School


โปรดอยู่ร่วมกันอย่างห่วงใย
กลุ่มนักกิจกรรมจะสร้างความเชื่อใจ ความเอาใจใส่ และความยั่งยืนได้อย่างไรในโลกแห่งทุนนิยมและการกดขี่นี้

“ฉันรู้สึกเหนื่อยล้าและโดดเดี่ยว ฉันไม่รู้สึกว่าเหล่าสหายของฉันมีความสัมพันธ์ทางจิตใจที่ดีกับฉัน หรือในหมู่สหายด้วยกัน การต่อสู้ดิ้นรนของกลุ่มกลายเป็นการทำงานประจำ พวกเราแทบจะไม่สนใจปัญหาในชีวิตที่แต่ละคนเจอ เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ฉันไม่เห็นคุณค่าและความหมายในการขับเคลื่อนสังคมของฉัน ฉันรู้สึกว่างเปล่าทั้งทางอารมณ์และทางกายภาพ ฉันไม่มีความต้องการที่จะพาตัวเองไปเข้าร่วมกิจกรรมอีกต่อไป เพราะแทนที่ฉันจะรู้สึกมีพลังในการทำกิจกรรมเหล่านี้ ฉันกลับอ่อนล้าและหมดแรง”

นี่คือสิ่งที่ เลย์คุ (Laykü) อดีตผู้จัดตั้งการเคลื่อนไหวเพื่อความสามัคคีทางสังคมและกลุ่มความเป็นธรรมเพื่อผู้อพยพในมอนทรีอัล แคนาดา เล่าถึงความรู้สึกช่วงแรกของการหมดไฟในการเป็นนักเคลื่อนไหว

ทำไมนักเคลื่อนไหวถึงหมดไฟ และเราทำอะไรได้บ้างเพื่อจะแก้ปัญหานี้ ในช่วงที่มีการเคลื่อนไหวของนักศึกษาที่ควิเบก ในปี 2012 ได้มีการก่อตั้งกลุ่ม Politics & Care โดย รุชเดีย (Rushdia) ซึ่งเป็นกลุ่มที่นักเคลื่อนไหวและผู้จัดการชุมชนร่วมกันก่อตั้งเพื่อตอบสนองต่อปัญหาการหมดไฟ โดยกิจกรรมของกลุ่มนั้นประกอบไปด้วยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน และการส่งเสริมให้มีเวิร์กช็อปเพื่อทำให้การดูแลเอาใจใส่กันและกันหลอมเป็นส่วนหนึ่งเข้ากับงานด้านการเมือง

บทความชิ้นนี้เป็นการเผยให้เห็นถึงพลวัตที่พบได้บ่อยในการจัดการองค์กรของนักเคลื่อนไหว ซึ่งนำไปสู่อาการหมดไฟที่จะสานต่อสิ่งต่างๆ รวมถึงสำรวจวิธีที่คอลเลกทีฟแคร์ (collective care) หรือการดูแลเอาใจใส่ร่วมกัน สามารถถูกนำไปผสานเข้ากับนโยบายการจัดการและการปฏิบัติ โดยเน้นไปที่กลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านอำนาจนิยม ซึ่งเป็นกลุ่มสามัญชนที่ปราศจากลำดับชั้นทางอำนาจในองค์กร

การดูแลเอาใจใส่ร่วมกันนั้น หมายถึงความรับรู้เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของสมาชิกคนอื่นๆ โดยเฉพาะด้านสุขภาพจิต ในลักษณะที่มีการรับผิดชอบร่วมกันของกลุ่ม มากกว่าที่จะเป็นการแยกกันทำงานคนเดียวของปัจเจก ซึ่งหมายความว่ากลุ่มทำการตกลงร่วมกันเพื่อระบุให้เห็นถึงการเอาเปรียบที่โยงใยต่อกัน และหาสาเหตุที่ก่อให้เกิดผลร้ายต่อความเป็นอยู่ที่ดีภายในกลุ่ม ขณะเดียวกันก็ต่อสู้กับการกดขี่ในสังคมวงกว้าง คอลเลกทีฟแคร์ยังเน้นย้ำถึงสำนึกในการรับผิดชอบที่มีร่วมกันในกลุ่มต่างๆ ของนักกิจกรรม พร้อมกับเป้าหมายที่นำไปสู่การเสริมพลังร่วมกัน (collective empowerment) โดยความคิดดังกล่าวนี้มีต้นแบบมาจากองค์กรเควียร์และสตรีนิยมผิวสี อย่างเช่น กลุ่มสตรีนิยม Combahee River Collective และกลุ่มเคลื่อนไหวของผู้พิการ ซึ่งสำนึกในการดูแลกันจะถูกห่อหุ้มไว้ในถ้อยคำที่ว่า “พวกเราอาจเป็นอันตรายต่อกันได้ ฉะนั้น โปรดอยู่ร่วมกันอย่างห่วงใย”

จากข้อถกเถียงก่อนหน้าเกี่ยวกับพลวัตที่มีปัญหา และข้อวิจารณ์ต่อความคิดเรื่องการดูแลตัวเอง (self-care) ของเสรีนิยมใหม่ จากบทความอันโด่งดังของ Upping The Anti ที่ชื่อ “ใครแคร์? การเมืองของการแคร์ในการจัดการองค์กรราดิคัล” ในบทความนี้จะเป็นการต่อยอดข้อถกเถียงซึ่งเกี่ยวกับการหาทางออกด้วยคอลเลกทีฟแคร์หรือการดูแลกันแบบส่วนรวม

อำนาจและการควบคุม

พวกเราต่างรู้จักหรือเคยได้ยินเกี่ยวกับกลุ่มนักกิจกรรมที่เรียกตัวเองว่า “ปราศจากลำดับชั้น” แต่กระนั้นแล้ว กลับมีปัญหาเรื่องลำดับชั้นที่ถูกซุกไว้ใต้พรมโดยไม่แม้แต่จะพูดถึงมัน เมื่อนักกิจกรรมบางคนทำงานโดยไม่ได้หลับได้นอนอยู่หลายวัน หรืออุทิศเวลาของพวกเขาในการจัดการองค์กร มันได้สร้างความกดดันให้สมาชิกคนอื่นในเรื่องการเปรียบเทียบมาตรฐานของพวกเขาในการสร้างผลผลิตและผลลัพธ์ ให้ได้เหมือนกับคนที่ทำงานหนัก กลุ่มคนที่รับผิดชอบในระดับที่สุดโต่งมักจะได้รับรู้ความเป็นไปของกลุ่มมากกว่าคนอื่น ได้สร้างทุนทางสังคมมากกว่า และมีอำนาจในการตัดสินใจหรือกำหนดข้อตกลงได้มากกว่า ลำดับชั้นล่องหนที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นยากที่จะนิยาม และยากที่จะแยกส่วนออกมาให้เข้าใจได้

บางรูปแบบของอภิสิทธิ์นั้นเกี่ยวข้องกับเชื้อชาติ ชนชั้น ความสามารถ เพศสภาพ และเพศวิถี ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเป็นสิ่งที่รองรับลำดับชั้นอำนาจ ที่อยู่บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมและมีอำนาจในการกำหนดข้อตกลงภายในองค์กร

“ผู้คนที่มักได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น ผู้อพยพที่ไม่สามารถเข้ามาร่วมประชุมได้ทุกครั้ง เนื่องจากมีความจำเป็นที่จะต้องดูแลครอบครัวของพวกเขา และมีความลำบากในการเข้ามาประชุม” เอนิ (Ani) นักจัดการองค์กรรากหญ้าเพื่อความยุติธรรมของผู้อพยพ กล่าวไว้ว่า ท้ายที่สุดแล้ว ผู้คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจะไม่มีสิทธิ์มีเสียงภายในกลุ่ม

พื้นที่ในการจัดการองค์กรมักขาดข้อผูกมัดที่แท้จริงต่อกระบวนการกำหนดข้อตกลงร่วมกันแบบประชาธิปไตย การแลกเปลี่ยนความเห็นและการอภิปรายถูกทำให้หมดความสำคัญไปภายใต้การทำงานที่เร่งรีบ สมาชิกที่มีอำนาจจะเป็นผู้มีสิทธิ์มีเสียงในการตัดสินใจต่างๆ และสมาชิกที่เหลือก็ถูกทิ้งให้จมอยู่กับความท้อแท้และถูกลดทอนอำนาจ

อำนาจและความรับผิดชอบที่สะสมเป็นทุนทางสังคม สามารถกลายเป็นวงจรอุบาทว์ได้ คนที่สะสมสิ่งเหล่านี้ไว้มากเกินไปมักจะส่งผลให้พวกเขามีความอดทนต่ำ โดยเฉพาะในช่วงเวลาวิกฤตอันเกิดจากความเหนื่อยล้าที่สะสมมาหลายครั้งจากการทำงาน พวกเขามักจะไม่ค่อยแสดงความอดทนต่อผู้คนที่กำลังเรียนรู้งาน หรือไม่ให้อภัยต่อความผิดพลาด นี่เป็นเหตุให้สมาชิกที่เข้ามาใหม่รู้สึกแปลกแยก และปล่อยให้คนที่อยู่มาก่อนรู้สึกว่าไม่มีทางเลือกนอกจากรับผิดชอบงานหนักขึ้น และทำการควบคุมการตัดสินใจของกลุ่มมากขึ้น รูปแบบที่กล่าวมานี้ยังนำไปสู่ภาวะหมดไฟได้เช่นเดียวกับการถูกลดทอนอำนาจ แม้ว่าจะเป็นการหมดไฟที่มาจากการโหมงานหนักก็ตาม

นักเคลื่อนไหวโดยเฉพาะผู้อาวุโสหรือคนที่ทำงานมานานควรจะเป็นผู้ไตร่ตรองว่า พวกเขามีส่วนร่วมในกลุ่มใดบ้าง และพวกเขามีอำนาจภายในแต่ละกลุ่มมากแค่ไหน ดังคติพจน์ของนักเคลื่อนไหวที่ว่า “คนอื่นจะก้าวไปข้างหน้าได้ เมื่อคุณถอยหลังกลับมาคิดทบทวน” ในเวลาเดียวกัน สิ่งนี้เรียกร้องให้นักเคลื่อนไหวที่มีประสบการณ์มากได้หันมาให้ความสำคัญกับการสร้างความทรงจำเกี่ยวกับองค์กร เพื่อที่จะให้สมาชิกหน้าใหม่ปรับตัวและทำงานกับองค์กรต่อไปได้ ซึ่งสามารถทำผ่านการให้คำปรึกษาและให้ความสำคัญกับกลุ่มคนชายขอบ

เหนือสิ่งอื่นใด การปรับแนวทางของเราให้มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น โดยการใส่ใจผู้คนและความต้องการของพวกเขาอย่างมีสติ ก็อาจทำให้การจัดระบบเป็นประสบการณ์ที่มีความเอาใจใส่และยั่งยืน

ความน่าเชื่อถือและความรับผิดชอบ

เลย์คุ ชี้ให้เห็นถึงพลวัตทางอำนาจที่ไม่เพียงแต่จะกัดกร่อนสวัสดิภาพส่วนตัวของเขาและส่วนรวม ตัวอย่างเช่น เมื่อต้องจองสถานที่สำหรับการอภิปราย หรือต้องออกแบบโปสเตอร์สำหรับการชุมนุม และสมาชิกในกลุ่มอาสาที่จะทำ ภายในกลุ่มจะมีความรู้สึกของการกระตุ้นให้ก้าวไปข้างหน้า องค์กรจะสามารถดำเนินการต่อได้จากความรู้สึกนี้

แต่ถ้าหากผู้ที่อาสาทำงานนั้นขาดการติดต่อไปหรือไม่สามารถเข้าถึงได้ ก็อาจทำให้สมาชิกในกลุ่มหมดพลังใจและท้อแท้ เพราะการหยุดชะงักดังกล่าวได้ขัดขวางแผนการและเป้าหมายในการเคลื่อนไหวของพวกเขา

สมาชิกที่มีอำนาจจะเป็นผู้มีสิทธิ์มีเสียงในการตัดสินใจต่างๆ และสมาชิกที่เหลือถูกทิ้งให้ผิดหวังและถูกลดทอนอำนาจ

ยิ่งไปกว่านั้น ความเชื่อใจจะถูกทำลายลง เลย์คุ อธิบายว่า “ต่อให้กิจกรรมจะเกิดขึ้นได้จริง แต่ในท้ายที่สุดมันจะไม่สร้างอิมแพ็กหรือความสำเร็จใดๆ และสมาชิกในกลุ่มจะไม่รู้สึกถึงการลุล่วงในเป้าหมายได้เลย” เลย์คุ ยังกล่าวจากประสบการณ์อีกว่า “[หลังจากนั้น] ผู้คนจะไม่อยากมีความรับผิดชอบ และพวกเราจะไม่มีพื้นที่อย่างแท้จริงสำหรับการเรียนรู้ที่มาจากการทบทวนความผิดพลาดอย่างเป็นส่วนรวม”

เลย์คุ กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่ดีที่สุด ผู้คนจะแจ้งให้ผู้ร่วมงานทราบว่า หากพวกเขาไม่สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ พวกเขาต้องมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือซึ่งกระทบต่อการทำงาน เช่น ปัญหาสุขภาพ เหตุฉุกเฉินในครอบครัว หรือเรื่องอื่นๆ ที่มีความสำคัญ นอกจากความน่าเชื่อถือแล้ว ความรับผิดชอบก็เป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าความรับผิดชอบจะเป็นคำที่รุ่มรวยและซับซ้อน แต่ในที่นี้มันหมายถึงการยอมรับและรับผิดชอบต่อผลสะท้อนกลับ ซึ่งมาจากการกระทำของคนคนหนึ่งที่อาจมีผลต่อสมาชิกคนอื่นในกลุ่ม “คำขอโทษอย่างจริงใจมักจะเป็นการเริ่มต้นที่ดี”

ในปี 2001 สิ่งพิมพ์จาก ChangeWork ที่ชื่อ White Supremacy Culture เขียนโดย เคนเนธ แจ็กสัน โจนส์ (Kenneth Jackson Jones) และ เทม่า โอคุน (Tema Okun) เสนอให้ทำข้อตกลงว่าจะดำเนินการอย่างไรก่อนเริ่มงาน ซึ่งอาจรวมถึงการวางแผนขั้นตอนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การกำหนดเดดไลน์ และการกำหนดความคาดหวังในการติดตามผล การสร้างนิสัยในการซักถามหลังจากสิ้นสุดกิจกรรมต่างๆ เช่น การประเมินว่าอะไรได้ผล อะไรไม่ได้ผล และวิธีปรับปรุงแก้ไข สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดซ้ำๆ หรืออย่างน้อยก็ฟื้นฟูความไว้วางใจที่สูญเสียไปได้

ทุนนิยมแบบประเมินคุณค่าตนเอง

“ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้ง วิกฤตทางการเมือง สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างไม่มีอะไรมาหยุดยั้งได้ ความรู้สึกของการเร่งรีบกำลังเพิ่มสูงขึ้น” ปาสคาล บรูเนต (Pascale Brunet) ผู้จัดงานองค์กรนักจัดตั้งชุมชน และผู้ร่วมก่อตั้ง Politics & Care กล่าว “ผสมผสานกับแรงกดดันของระบบทุนนิยมให้ทำการผลิตมากขึ้น ให้มีผลิตภาพ (productivity) และประสิทธิภาพมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา เรามักจะถูกบอกว่าเรายังดีไม่พออยู่บ่อยครั้ง”

เลย์คุ ให้ภาพคร่าวๆ จากภายในกลุ่มว่า “กลุ่มของฉันไม่กล้าสารภาพด้วยซ้ำว่าพวกเราถูกแทรกซึมโดยค่านิยมและแนวปฏิบัติของวิธีคิดแบบเสรีนิยมใหม่และทุนนิยม งานในกลุ่มนั้น ทั้งเน้นประสิทธิภาพ ความสำเร็จส่วนบุคคล การแบ่งงานตามเพศ และอื่นๆ”

แรงกดดันที่จะเป็นคนโปรดักทีฟ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้คนมีส่วนร่วมมากเกินไปในการเคลื่อนไหว ซึ่งนำไปสู่การกักตุนอำนาจที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้

พลวัตนี้เรียกร้องให้มีจริยธรรมของการแคร์ (ethics of care) โดยกลุ่มสตรีนิยมและกลุ่มต่อต้านทุนนิยม ซึ่งมุ่งเน้นและยอมรับความพยายามและผลกระทบมากกว่าประสิทธิภาพหรือผลลัพธ์ ส่งเสริมการพึ่งพาอาศัยกันผ่านการแบ่งปันและหมุนเวียนภาระหน้าที่ รวมไปถึงการรับรองและสนับสนุนสมาชิกโดยไม่คำนึงถึงระดับความสำคัญของผลงาน

ภาษาและการเข้าถึง

“ไม่ใช่ทุกคนที่มีศัพท์แสงและภาษาที่ถูกต้องเหมาะสมทางการเมือง ซึ่งภาษาที่ว่านี้มักจะกีดกันผู้คนออกไป” Ani โอดครวญ “ตอนนี้ โครงสร้างไม่เอื้อต่อคนที่ถูกมองข้ามจากปัญหานี้ พวกเขาไม่สามารถใช้พื้นที่ได้อย่างมีความหมาย”

ภาษาทางวิชาการไม่อาจเป็นกระบอกเสียงให้กับชุมชนชนชั้นแรงงานจำนวนมากได้ โดยปกติแล้วภาษาจะใช้เพื่อแสดงสิทธิพิเศษของผู้ที่มีสิทธิ์มีเสียงและส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยเพียงเท่านั้น การเรียกร้องให้ทุกคนใช้ภาษา แนวคิด และศัพท์แสงที่ถูกต้องทางการเมืองอันใหม่ล่าสุดที่กล่าวซ้ำไปมานั้น อาจทำให้ผู้คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงซึ่งเป็นผู้ที่มีพื้นฐานปัญหามาจากประสบการณ์ส่วนตัวนั้นยิ่งแปลกแยกและหนีห่างออกไป

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่การบอกว่าเราควรแก้ต่างให้ผู้ที่ใช้ภาษาโบราณซ้ำซาก อย่างจงใจ แล้วก่อให้เกิดความเจ็บปวดหรือเป็นเท็จต่อผู้อื่น ตัวอย่างเช่น สมาชิกในกลุ่มต้องเคารพคำสรรพนามของสมาชิกคนอื่นๆ หรือวิธีการอธิบายเพศสภาพและเพศวีถีของพวกเขา

ในบทความสตรีนิยมในชีวิตประจำวันเกี่ยวกับวิธีการทำให้ความยุติธรรมทางสังคมเป็นเรื่องของอภิสิทธิ์ชนน้อยลงและทุกคนเข้าถึงได้มากขึ้น ไค เชิง โธม (Kai Cheng Thom) ให้รายละเอียดเกี่ยวกับความจำเป็นในการสร้างพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงได้ ซึ่งเป็นการเข้าถึงทั้งในทางกายภาพและทางเศรษฐกิจ ซึ่งเพิ่มเติมจากการเข้าถึงด้านภาษา “เราต้องแน่ใจว่าคนที่มีบุตรหลาน ผู้คนที่ต้องพึ่งพาสวัสดิการและมีรายได้จำกัด รวมถึงใครก็ตามที่อาจเข้าถึงเงินและเวลาได้ไม่มาก ก็สามารถมีส่วนร่วมในการสร้างชุมชนได้”

แรงงานทางอารมณ์

เป็นเรื่องที่รับรู้กันทั่วไปว่า พื้นที่ทางองค์กรของพวกเราอยู่ภายในและเคียงคู่ไปกับระบบการกดขี่ที่มีการทับซ้อนของเชื้อชาติ เพศสภาพ ชนชั้น เพศวิถี และความทุพพลภาพ เราเห็นความเหนื่อยหน่ายในหมู่นักจัดตั้งที่เป็นสตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงผิวสี เพราะการเหยียดเพศและการเหยียดเชื้อชาติมีอยู่ในพื้นที่ขององค์กรการเคลื่อนไหวนี้ ในลักษณะที่สะท้อนถึงระบบที่กว้างขึ้นของการกดขี่ทางเพศและทางเชื้อชาติ แรงงานทางอารมณ์เป็นภาระอย่างท่วมท้น โดยกลุ่มคนที่นิยามตนเองเป็นผู้หญิงและเป็นผู้หญิงผิวสี ขณะเดียวกันนั้นมันก็ถูกลดคุณค่าและจัดให้เป็นเรื่องไม่สลักสำคัญ

“ในแวดวงนักเคลื่อนไหวส่วนใหญ่ มีความเข้าใจเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ การกดขี่ และอภิสิทธิ์” บรูเนต อธิบาย “[แม้ว่าเราอาจ] ประณามระบบต่างๆ ของการกดขี่ที่จัดระเบียบโครงสร้างชีวิตของเรา แต่บางครั้งมันก็ซับซ้อนกว่าอย่างมากที่เราจะตระหนักว่าเมื่อระบบเดียวกันเหล่านี้ ได้หลุดรอดเข้าไปในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดของพวกเรา”

เพื่อแยกส่วนการกดขี่เหล่านี้ในวงกว้างมากขึ้น เราต้องระวังว่าความรับผิดชอบต่อการดูแล และการสื่อสารในการทำงานภายในกลุ่มไม่ได้ตกอยู่กับผู้หญิงเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะกับผู้หญิงผิวสี ซึ่งรับหน้าที่เพิ่มเติมจากที่ต่อสู้ในการเคลื่อนไหวอย่างกล้าหาญอยู่แล้วในหลายกลุ่ม ผู้หญิงมักจะสู้เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของกลุ่ม จนบางครั้งอาจส่งผลเสียต่อความผาสุกส่วนตัว ในขณะที่ผู้ชาย โดยเฉพาะผู้ชายผิวขาวเลือกออกจากกลุ่มเมื่อเจอสถานการณ์ยากลำบาก

“ความสัมพันธ์ของเราส่วนใหญ่เกี่ยวกับงานในองค์กรที่เราไม่รู้จักคนที่เราร่วมงานด้วย เราไม่มีเวลาและพื้นที่สำหรับความสัมพันธ์แบบองค์รวม เราไม่รู้ว่าคนอื่นต้องผ่านอะไรอีกบ้าง สถานการณ์แบบนี้ไม่อนุญาตให้เราสร้างความสามัคคีระหว่างกัน” เอนิ สะท้อนด้วยความกังวล

เธอแนะนำว่า “เราต้องคิดว่าผู้คนรอบตัวเราเป็นอย่างไร เราต้องหลุดออกจากความเป็นมืออาชีพ [ที่] สิ่งสำคัญคือการจัดระเบียบงาน ซึ่งต้องการเพียงแค่ให้เรามาพบกัน เรามีงานที่ต้องทำแล้ว ต่อจากนั้น มันเหมือนกับว่าเราไม่ได้รู้จักกันจริง ๆ”

สืบเนื่องจากการดูแลกันแบบส่วนรวม

เราพบว่าประเด็นทั่วไประหว่างกลุ่มต่างๆ ที่มีแนวทางปฏิบัติที่ไม่ดี คือการขาดการสื่อสารแบบเปิดระหว่างสมาชิกในกลุ่ม และบ่อยครั้งที่ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือการให้ผู้คนมานั่งพูดคุยกันเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้

การเริ่มต้นการประชุมตามปกติด้วยการเช็กอิน โดยที่สมาชิกแต่ละคนจะแบ่งปันว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ กำลังคิดอะไรอยู่ และมีความต้องการเฉพาะเจาะจงในระหว่างการประชุมหรือไม่ อาจเป็นวิธีที่ดีในการดูแลกันต่อหน้าและช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่ม นอกเหนือจากการประชุมแล้ว การสนทนาที่จริงใจและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างแท้จริงสามารถเริ่มต้นด้วยความเรียบง่ายแต่จริงใจว่า “คุณสบายดีไหม” การหาพันธมิตรในกลุ่มยังสามารถช่วยสร้างวัฒนธรรมการดูแลกันได้เช่นกัน

แม้ว่าการเช็กอินนั้นยังไม่เพียงพอที่จะเข้าถึงต้นตอของปัญหาได้ แต่มันอาจเป็นประโยชน์ในการสร้างพื้นที่อย่างมีโครงสร้างจำเพาะขึ้นมาเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความรู้สึกและความต้องการการดูแลและเยียวยาจากผู้คน จากการทำงานในองค์กร Politics & Care มามากกว่าห้าปี เราพบว่าการเชิญผู้ดำเนินงานจากภายนอกมาเข้าร่วม (เช่น คนจาก Politics & Care) จะช่วยให้มีการอภิปรายเชิงลึกที่สามารถนำไปสู่การเยียวยาได้ ในบางครั้งเราได้พูดคุยกับสมาชิกเป็นรายบุคคลเกี่ยวกับการสนทนาที่ยากลำบากกับกลุ่ม บางครั้งอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีกว่าที่กลุ่มจะจัดการประชุมการดูแลแบบส่วนรวมที่สมาชิกรู้สึกว่าถูกรับฟังขึ้นมาได้ ในกรณีอื่นๆ เราเคยเห็นกลุ่มต่างๆ ที่สมาชิกผลักดันให้มีการประชุมการดูแลสมาชิกแบบส่วนรวมเพื่อจัดการกับพลวัตของกลุ่มที่มีปัญหา แต่พลวัตเหล่านี้ เช่น การด้อยค่างานเกี่ยวกับการดูแลซึ่งกันและกัน หรือแนวคิดในการทำงานแบบทุนนิยมทำให้สมาชิกคนอื่นๆ ละเลยข้อกังวลและปฏิเสธที่จะหาเวลาสำหรับจัดการประชุม

ปี 2017 Politics & Care ได้เผยแพร่ชุดคำแนะนำสำหรับกลุ่มที่ต้องการสะท้อนวัฒนธรรมการดูแล (หรือวัฒนธรรมที่ขาดสิ่งนี้) ใน “Caring about thriving” ซึ่งนำเสนอในแหล่งข้อมูลชุมชนนักศึกษาอย่าง Convergence Journal คำถามต่างๆ และกลยุทธ์ข้างต้นที่กล่าวมา สามารถสร้างความแตกต่างในความรู้สึกของผู้คนที่มีต่อกลุ่มนักเคลื่อนไหว และต่อความยั่งยืนระยะยาวของขบวนการของเรา ความท้าทายที่เราเผชิญในโลกนี้ยิ่งใหญ่มาก และการรับมือกับความท้าทายเหล่านี้เรียกร้องให้เราต้องดูแลซึ่งกันและกัน

ไรเดอร์ทุกแห่งหนจงรวมตัวกัน: บทสัมภาษณ์สหายจากสหภาพไรเดอร์

ไรเดอร์ทุกแห่งหนจงรวมตัวกัน: บทสัมภาษณ์สหายจากสหภาพไรเดอร์

สัมภาษณ์โดย Afta

“แรงงานทุกคนในทุกประเทศ จงลุกขึ้น!”

 
หนึ่งในประโยคอมตะของคาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ในคำแถลงการณ์คอมมิวนิสต์ ที่ใช้ในการสร้างจิตสำนึกทางชนชั้นของแรงงานผู้ที่ถูกกดขี่โดยชนชั้นกระฎุมพี (Bourgeoisie)  ถูกกระตุ้นให้แสดงออกผ่านการต่อสู้ทางชนชั้น เพื่อนำมาซึ่งอิสระภาพที่ปราศจากการขดขี่  นอกจากนี้ในความคิดของมาร์กซ์นั้น  การต่อสู้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าปราศจากชนชั้นปฏิวัติ (Revolutionary class) ที่เป็นตัวแสดง และเครื่องมือขับเคลื่อนทางสังคงให้ไปสู่สังคมที่ใฝ่ฝัน สังคมคอมมิวนิสต์ที่ปราศจากการขูดของชนชั้นนายทุน

อย่างที่เราทราบกันว่า ในคำแถลงการณ์คอมมิวนิสต์ที่ถูกเขียนขึ้นตั้งแต่  ค.ศ. 1847 เป็นเวลาเกือบ 200 ปี มีการเปลี่ยนแปลงสภาพทางสังคมและเศรษฐกิจในระดับที่มาร์กซ์เองคาดไม่ถึง  การเปลี่ยนโฉมหน้าของเทคโนโลยีที่เป็นเครื่องมือทางการผลิต (mean of production) มีวิวัฒนาการอย่างล้ำลึก  และจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีนี้เอง ทำให้ความสัมพันธ์การผลิตระหว่างผู้คุมปัจจัยการผลิตและแรงงานการผลิตนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน

ในโลกเสรีนิยมใหม่ที่ได้คืบคลานครอบงำความคิดคนในเกือบทุกมุมโลก  โลกแห่งเสรีนิยมที่ยึดโยงอยู่กับปัจเจกได้เติบโตขึ้นในฐานะรากฐานของระบบประชาธิปไตย  1 คน 1 เสียง เป็นความคิดที่เติบโตมาขึ้นมากับระบบประชาธิปไตยในยุคเสรีนิยมใหม่  แต่ทำไมระบบที่เชื่อว่าคนมีความเท่ากัน 1 คน 1 เสียง กลับไม่สามารถสร้างความเท่าเทียมกันภายในสังคมได้ หนำซ้ำ ตัวเลขความรุนแรงของความเหลื่อมล้ำกลับมีความชัดเจนขึ้น  เมื่อผู้ร่ำรวย 1 เปอเซ็นต์ สามารถสะสมทุนได้อย่างต่อเนื่องภายใต้สภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ ที่แรงงานไม่แม้กระทั่งสามารถหางานที่มั่นคงให้กับชีวิตได้

เมื่อความอยุติธรรมเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจและสังคม การต่อสู้ก็ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงมิได้  การต่อสู้ของผู้ที่ถูกกดขี่ซึ่งถูกกดทับด้วยระบบเศรษฐกิจ และจากการโดนขูดรีดจากชนชั้นนายทุน ที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้  วันนี้พวกเขากลับมาอีกครั้งในรูปแบบที่แตกต่างจากเดิม  ค้อน-เคียว ที่ถูกฝังในลึกลงไปในหลุมศพ ถูกพัฒนาขึ้นในรูปแบบใหม่ ผ่านทางเทคโนโลยีที่ถูกเปลี่ยนแปลงไป และในครั้งนี้พวกเขามาพร้อมกับโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ หรือแท็ปเล็ต ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยเครื่องมือเหล่านี้  และตอนนี้พวกเขาพร้อมแล้ว ที่จะเปิดเผยข้อมูลของการโดนกดขี่และแนวความคิดของการต่อสู้ในระบบ Gig economy ที่ผู้เขียนเชื่อว่าหลายคนคงต้องใช้บริการพวกเขา ยินดีต้อนรับ สหภาพไรเดอร์ (Freedom Rider Union) 

แนะนำตัวได้เลยครับ

สวัสดีครับ ผมเรย์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งสหภาพไรเดอร์ ตอนนี้ดูแลทางฝ่ายเลขา และแน่นอนว่าเป็นไรเดอร์ด้วยครับ  ตอนนี้ผมอายุ 31 ปี ก็ถือว่าผ่านโลกมาพอสมควร จบการศึกษาระดับชั้นมัธยมปลาย และพยายามที่จะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาทางด้านเอกดนตรี และ sound engineer แต่ด้วยประสบปัญหาทางการเงิน ครอบครัวไม่ร่ำรวย ทำให้ต้องหยุดการศึกษาลง  และผมมีความชอบในเรื่องเครื่องยนต์เป็นพิเศษ สามารถซ่อมแซมและแก้ไขรถยนต์ยุโรปได้ ผ่านการเรียนรู้ด้วยตัวของผมเอง  ซึ่งมันก็ไม่ง่ายเลยครับ  

เริ่มขึ้นเป็นสหภาพได้อย่างไร

ผมตกงาน ในช่วงรัฐประหาร ปี พ.ศ. 2557 ผมเคยเปิดร้านอาหารเล็กๆ ของตัวเองในขณะนั้น  และจากพิษของรัฐประหาร ร้านจึงถูกปิดลงด้วยพิษทางเศรษฐกิจ  ผมเริ่มต้นหันมาเป็น ไรเดอร์กับ Lalamove ซึ่งในขณะนั้นทางบริษัท Food delivery ต่างๆ ต้องการไรเดอร์จำนวนมาก ในขณะที่เซ็นต์สัญญาไม่ได้มีการระบุในสัญญาว่าต้องมีการเสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่มีอยู่วันหนึ่งทางบริษัทเรียกเก็บเงินเป็นจำนวน 200 บาท ทางผมจึงไม่ยอม ซึ่งไม่ใช่แค่ผมคนเดียว ไรเดอร์เป็นร้อยเป็นพันคนก็ไม่ยอมด้วยเช่นกัน  ในตอนนั้นผมจึงคิดหาวิธีว่าต้องทำอย่างไรดี  จึงมีคนแนะนำให้ไปปรึกษากับทางสถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม (JELI) และได้รับการตอบกลับที่รวดเร็วมาก JELI ให้คำแนะนำในการตั้งสหภาพเพื่อสร้างอำนาจการต่อรอง  เราจึงได้เริ่มต้นในวันนั้น มีชื่อเรียกครั้งแรกว่า สหภาพลาล่า ซึ่งในช่วงแรกของการจัดตั้ง เราได้ตั้งเพจ Facebook ซึ่งมีเพียงแค่ไรเดอร์ของ Lalamove เท่านั้นที่เข้าร่วม  แต่เมื่อสถานการณ์ของไรเดอร์ที่ถูกบีบคั้นด้วยกฎของบริษัทต่างๆ ที่คล้ายกัน จึงไม่ใช่เพียงแค่ไรเดอร์ของ Lalamove เท่านั้นที่ประสบปัญหา แต่เป็นพวกพ้องจากบริษัทอื่นๆ ที่มีปัญหาแนวเดียวกัน  เราจึงมีพรรคพวกหรือสหายที่เพิ่มขึ้น  จนภายหลังเราได้เปลี่ยนเป็น Freedom Rider Union ที่ไม่ได้เจาะจงเพียงเฉพาะกลุ่มเราเท่านั้น  และผลของการต่อสู้ในการจ่ายเงินในครั้งนั้น ทำให้เราสามารถจ่ายเงินให้กับบริษัทเป็นจำนวน 100 บาท จำนวน 2 งวด

สหภาพต้องการอะไรจากบริษัท Food delivery

ทุกครั้งพวกเขาพยายามอ้างว่า “เราเป็นพาร์ทเนอร์กับทางบริษัท เราไม่ใช่นายจ้าง-ลูกจ้าง” แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเลย พวกเขาเพียงแค่ต้องการผลักไสการจ่ายค่าจ้างอย่างเป็นธรรม และการจ่ายสวัสดิการให้กับแรงงานออกไปให้พ้นตัว  พวกเขาไม่ต้องการให้เราเป็นลูกจ้างเพื่อเพิ่มภาระในการแบ่งกำไร  ดังนั้นสิ่งที่เราต้องการคือสัญญาในการทำงานที่เป็นธรรม เหมือนกับแรงงานปกขาว เราต้องการสวัสดิการ รวมถึงประกันอุบัติเหตุที่เราต้องเจอเกือบทุกวันในชีวิตการทำงาน เราไม่เคยได้รับอะไรแบบนั้นเลย  จนกระทั่งตอนนี้ พวกเขาก็แค่หาแรงงานใหม่เมื่อแรงงานเก่าไม่สามารถทำงานต่อไปได้ และแน่นอนถ้าเป็นเช่นนี้ การเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิดขึ้น

ภาพจากเพจ สหภาพไรเดอร์ – Freedom Rider Union

สหภาพเติบโตขึ้นได้อย่างไร และเติบโตไปถึงไหนแล้ว

เราไม่สามารถจำกัดหรือบอกได้อย่างแน่ชัดว่าเติบโตขึ้นได้อย่างไร เพราะมันมีหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นกับพวกเรา  คนส่วนใหญ่รู้สึกถึงการโดนกดขี่ เอารัดเอาเปรียบ  และเริ่มตาสว่างจากคำหวานที่ทางบริษัทได้บอกเราอยู่เสมอๆ  ดังนั้น ผู้ที่เข้าร่วมจึงเข้าร่วมจากความรู้สึกของพวกเขาเอง เราไม่มีการบังคับ ถ้าในความคิดของผมแล้ว ก็เพราะความอยุติธรรมที่ทำให้พวกเราเติบโตขึ้นเรื่อยๆ  ตอนนี้เรามีการสร้างแพลตฟอร์มใน Facebook เพื่อเปิดลงทะเบียนอย่างเป็นทางการให้กับไรเดอร์ ซึ่งตอนนี้เรามีสหายในสหภาพไรเดอร์จำนวน 300 คนแล้ว และไรเดอร์ที่ลงทะเบียนก็อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นส่วนใหญ่ มีต่างจังหวัดบ้าง ถ้าใครสนใจสมัครสมาชิก เรียนเชิญที่หน้าเพจได้เลยครับ

เมื่อไม่นานมานี้มี สหภาพเริ่มมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง อะไรเป็นชนวนในการจุดประกาย

เราต้องการให้ทุกคนทราบว่าการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน  ถ้าคุณไม่สนใจการเมือง คุณจะถูกผู้ที่สนใจนำคุณไปใช้ประโยชน์  ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณออกจากบ้าน เราเห็นท้องถนน ทางเท้าที่เต็มไปด้วยหลุมเปรียบเสมือนอยู่บนดวงจันทร์ นั้นคือเรื่องการเมืองด้วยเช่นกัน  และถ้าเราปฏิเสธที่สนใจ นั่นคือคุณปฏิเสธสิทธิของตัวเองและปล่อยให้คนอื่นเคลมสิทธิของคุณไป

เราจึงต้องการให้ไรเดอร์ตระหนักในสิทธิของเราเอง ไม่ใช่เพียงแค่ทำงานก้มหัวให้นายทุน  แต่เรามีสิทธิในการเรียกร้องตามหลักของรัฐธรรมนูญ ตราบใดที่เราไม่ก้าวก่ายสิทธิของผู้อื่น เราสามารถทำได้ เพราะเราไม่ใช่ทาสที่ไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้ 

มาร่วมงานกับ Free youth และการต่อสู้ที่เชื่อมโยงกับระบบประชาธิปไตยได้อย่างไร

ครั้งหนึ่ง เราได้ประท้วงที่ตึก T-one ซึ่งเป็นตึกที่ทาง Line-man เช่าทำออฟฟิศ ทาง Free youth ได้ส่งหน่วยข่าวมาติดตามการเคลื่อนไหวของเรา และยังเผยแพร่การเคลื่อนไหวให้สังคมได้รับรู้ ซึ่งเราซาบซึ้งเป็นอย่างมาก และเนื่องจากที่ผมได้ติดตาม Free youth มานานแล้ว พร้อมกับการกระทำเช่นนี้ของพวกเขา มันสร้างความประทับใจให้กับสหภาพ เพราะเรารู้สึกว่ายังมีใครคนหนึ่งที่เห็นใจพวกเราอยู่

วันหนึ่งมีสายจาก Free youth ติดต่อเข้ามาขอสัมภาษณ์ผม  แน่นอนว่าผมตัดสินใจรับปากทันที  แต่ยังไม่ได้นัดวันในการสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ   จนกระทั่งหลังจากนั้นแอดมินคนหนึ่งของ เพจ พูด ติดต่อผมเข้ามา และเชิญชวนให้ผมขึ้นพูดปราศรัยในวันที่ Free youth จัดการชุมนุมขึ้น  จากการที่เราปรึกษากับทางสหภาพไรเดอร์ก็สรุปได้ว่า ทางสหภาพต้องการให้ผมพูดในตัวแทนคนทั่วไปมากกว่าในนามของสหภาพ  แต่ผลตอบรับที่ได้กลับดีเกินขาด พี่น้องประชาชนและสหายหลายคนเห็นด้วยกับคำปราศรัย ผมจึงเปิดเผยตัวว่าเราอยู่ในสหภาพไรเดอร์และได้รับผลตอบรับที่ดีมากๆ

การจัดตั้งสหภาพ ใช้หลักการคล้ายๆ กับหลักการในระบอบประชาธิปไตย เราเคารพในเสียงส่วนมาก และเราไม่ทิ้งเสียงส่วนน้อยไว้ข้างหลัง เรารับฟังปัญหาไรเดอร์ทุกคนและพร้อมที่จะแก้ไขปัญหา  ดังนั้นผมจึงคิดว่าเรามีลักษณะที่คล้ายกับประชาธิปไตย เช่น เรามีการโหวต veto จากสมาชิกและผู้เข้าร่วมประชุม มันคือหนังเรื่องเดียวกัน

ภาพจาก สถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม (JELI)

ในเพจของสหภาพไรเดอร์เริ่มมีการวิพากษณ์ทุนนิยมที่ค่อนข้างรุนแรง คุณสามารถบอกได้ไหมว่าคุณต่อต้านระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

เราวิพากษ์ระบอบทุนนิยมรูปแบบ “ทุนนิยมสามานย์” ที่กดขี่แรงงาน ทุนนิยมที่ก้าวหน้าแต่กลับใช้ช่องว่างของกฎหมาย (ในบางประเทศ) ฉกฉวยผลประโยชน์นี้ จนกลายเป็นความทุกข์ของพี่น้องแรงงาน เราไม่ได้ปฏิเสธสังคมแบบทุนนิยม ถ้าจะเปรียบเทียบ   

“ทุนนิยมก็เหมือนแรงงานที่ตายแล้วเป็นผีดิบ ทุนจะอยู่ได้ก็ต้องดูดเลือดแรงงานที่มีชิวิต” 

สหภาพไรเดอร์ไม่ได้ปฏิเสธระบอบทุนนิยม แต่อยากใช้ชีวิตร่วมกับสังคมแบบทุนนิยมให้เกิดความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่ายมากที่สุดเราอยู่ในสังคมที่ทุกคนอยู่ในโลกของปัจเจกชน ที่ไม่ต้องการช่วยเหลือผู้อื่น  “เอ็นดูเขา เอ็นเราเจ็บ” ทำไมเราไม่ช่วยเหลือผู้อื่นเท่าที่เราช่วยได้ล่ะ ทำไมเราต้องหลีกเหลี่ยงการช่วยเหลือผู้อื่นล่ะ นี่คือคอนเซ็ปทางความคิดของทุนนิยมที่พยายามปลูกฝังให้เราสนใจแต่เรื่องของตัวเอง จนเพิกเฉยปัญหาทางสังคม ซึ่งผมต้องการเปลี่ยนแปลงความคิดแบบนั้น  เราต้องการช่วยเหลือสังคมในส่วนเล็กๆ การทำสหภาพไรเดอร์จึงเป็นการช่วยเหลือพี่น้อง ตราบเท่าที่เราทำได้ 

ทุกวันนี้พวกคุณสู้อยู่กับอะไร

ถ้าเปรียบคอมพิวเตอร์เป็นมนุษย์ Mindset ก็คือ ซอฟต์แวร์ เรากำลังต่อสู้กับ “ซอฟต์แวร์” ที่ฝั่งทุนนิยมพยามจะปลูกฝัง Mindset ที่ส่งเสริมให้แรงงานเป็นทาส ทำงานหนักบนค่าแรงที่แสนถูก ทำงานหนักแต่กลับไม่มีสวัสดิการในชีวิต เพราะการจะทำให้แรงงานทำงานหนักโดยไม่ปริปาก ก็ต้องปลูกฝั่ง Mindset ทาส ด้อยค่าแรงงาน ส่งเสริมไม่ให้แรงงานมองเห็นคุณค่าในตัวเอง ส่งเสริมไม่ให้แรงงานตั้งคำถามถึงค่าแรงที่ได้ลงแรงไป เราสู้กับสิ่งพวกนี้ครับ ถ้าวันนี้คุณเห็นภาพว่าเรากำลังต่อสู้กับแพลตฟอร์ม คุณกำลังเห็นภาพลวงตาครับ 

ภาพจาก Voice

คุณคิดว่าแรงงานใน gig economy เช่น งานฟรีแลนซ์ที่ไม่มีรูปแบบประจำจะสามารถนำแนวคิดของสหภาพไปใช้ได้หรือไม่ และสุดท้ายในอนาคตอันใกล้ พวกคุณหวังอะไร

แนวคิดสหภาพไม่มีลิขสิทธิ์ครับ No copyright ผมไม่ว่าเลยถ้าใครที่จะนำแนวทางของพวกเราไปใช้ มันเป็นประโยชน์ต่อสังคม พวกเราส่งเสริมด้วยซ้ำ  การกระจายอำนาจเพื่อเป็นการต่อรองผลประโยชน์ในการต่อสู้กับนายทุน  ตอนนี้มีทาง JELI ซึ่งผมพูดไปข้างต้น ที่เป็นองค์กรที่ช่วยสนับสนุนแรงงาน gig economy  ถ้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อ JELI ได้เลยครับ

ผมอยากสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม การปลูกฝัง mindset ใหม่ที่สร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในสังคม ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่สละทิ้งกับคำว่า การทำงาน คือ “บุญคุณ” โลกไม่ได้หมุนแบบนั้นแล้วครับ นายทุนต้องการเราทำงาน  เราขายแรงงานให้พวกเขา เพื่อแลกกับเงินและสวัสดิการที่เราควรได้รับ  การปลูกฝังเรื่องระบบอุปถัมถ์เป็นระบบที่เสริมสร้างการกดขี่ขึ้นในสังคมครับ และสุดท้ายผมขอฝากไว้ว่า “ไม่มีสวัสดิการแรงงานไหนเกิดจากการร้องขอ มันล้วนแล้วเกิดจากการต่อสู้ครับ” 


ถึงแม้ว่า จำนวนที่แท้จริงของตามตัวเลขของการลงทะเบียนจะมีเพียงแค่ 300 คน แต่จากบทสัมภาษณ์ทำให้เราทราบว่า  สหภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าหากปราศจากการกดขี่  ดังนั้น การเกิดขึ้นของสหภาพก็เกิดขึ้นจากการกระทำของนายทุนที่เลือกกดขี่พนักงานของพวกเขาเอง  และการกดขี่นี้จะยิ่งสร้างเป็นพลังและเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมต่อไป  “Working Men of All Countries, Unite!”

อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐอยู่ข้างนายทุน เราจึงเห็นกลไกของรัฐและการกระทำต่างๆ ที่เอื้อต่อผลประโยชน์ต่อนายทุน โดยเพิกเฉยและมองไม่เห็นมูลค่าของแรงงานในรูปแบบของความเป็นมนุษย์ เมื่อทุกคนมองว่าแรงงานเป็นเพียงแค่ปัจจัยการผลิต โดยมองข้ามจิตวิญญาณที่อยู่ภายในตัวของพวกเขา มองคนเป็นเพียงเครื่องจักรที่เอาไว้ใช้งาน และโละทิ้งไปเมื่อเครื่องจักรได้พังลง  แรงงานจึงได้คืนชีพเพื่อทวงถามคุณค่าของความเป็นคนอีกครั้งต่อ นายทุนและรัฐที่มีนายทุนเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

 

 

 

ประวัติศาสตร์ขบวนการอนาธิปไตยเกาหลี

ประวัติศาสตร์ขบวนการอนาธิปไตยเกาหลี

ผู้เขียน Alan MacSimoin นักประวัติศาสตร์และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวไอริช (เสียชีวิต 2018)
ผู้แปล Madalyn Berneri
บรรณาธิการ Editorial Team

หมายเหตุ ดูต้นฉบับได้ที่ The Anarchist Library
บทแปลนี้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนก้าวหน้า โดย Common School


ประวัติศาสตร์ขบวนการอนาธิปไตยเกาหลี

ในประวัติศาสตร์ 2,000 ปี ของเกาหลี มีการเกิดขึ้นของขบวนการเคลื่อนไหวจำนวนมาก ตั้งแต่การต่อสู้เพื่อสิทธิชาวนา จนถึงการต่อสู้เพื่อประกาศเอกราช ในการเคลื่อนไหวเหล่านี้ ดูเหมือนว่าจะเป็นการกรุยทางให้เกิดหน่ออ่อนของแนวคิดอนาธิปไตยสมัยใหม่ในเกาหลี เช่นเดียวกับขบวนการ Diggers1Diggers เป็นขบวนการเคลื่อนไหวในช่วงกลางศตวรรษที่ 17 ของประเทศอังกฤษ พวกเขาเน้นย้ำวิถีชีวิตแบบเกษตรกรที่มีโครงสร้างสังคมแบบเท่าเทียม และเน้นความเป็นชุมชนอิสระ ซึ่งมีอิทธิพลต่อแนวคิดอนาธิปไตยสมัยใหม่ ในการปฏิวัติอังกฤษ (the English revolution)

ปี 1894 ญี่ปุ่นเข้ารุกรานเกาหลีอย่างเหี้ยมโหด ภายใต้ข้ออ้างที่ว่า เป็นการอารักขาเกาหลีจากการคุกคามของจีนแผ่นดินใหญ่ กระนั้นการดิ้นรนต่อสู้ปลดแอกตนเองจากญี่ปุ่นเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นเอกราชของเกาหลีนั้น ก็ได้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นและหัวใจหลักของปฏิบัติการทางการเมืองแบบราดิคัล

การเคลื่อนไหวของอนาธิปไตยสมัยใหม่ในเกาหลีเริ่มก่อตัวขึ้นท่ามกลางคนเกาหลีที่ลี้ภัยในประเทศจีนหลังจากการต่อสู้เพื่อเอกราชในปี 1919 อีกทั้งยังมีนักศึกษาและแรงงานที่เคยเดินทางไปญี่ปุ่นได้เข้าร่วมการต่อสู้ที่เรียกว่า ขบวนการ 1 มีนาคม  (1st March  Movement) โดยการต่อสู้ของแรงงานและนักศึกษาร่วมกับเหล่าอนาธิปไตยในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างมาก กว่าสองล้านคนที่มีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหว มีการประท้วงมากกว่า 1,500 จุด กว่า 7,500 คนที่ถูกคร่าชีวิต อีก 16,000 คนที่บาดเจ็บ บ้านเรือนมากกว่า 700 หลังและโบสถ์กว่า 47 แห่งก็ถูกทำลายด้วยเช่นกัน

ในช่วงระยะเวลาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สหพันธ์อนาธิปไตยแห่งเกาหลี (Korean Anarchist Federation – KAF) ได้ถูกนิยามและแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลาด้วยกัน

ช่วงแรกครอบคลุมตั้งแต่ครึ่งแรกของทศวรรษ 1920 และ KAF ได้อธิบายไว้ว่าการขับเคลื่อนในช่วงนี้เป็นระยะตั้งไข่ของขบวนการ

ช่วงต้นศตวรรษ 20 ชนชั้นปกครองญี่ปุ่นเริ่มแผ่ขยายความเป็นจักรวรรดิไปทั่วทั้งแถบเอเชีย พวกเขามุ่งตรงเข้าปราบปรามภายในพื้นที่ของฝ่ายตรงข้ามอย่างโหดเหี้ยม ขบวนการอนาธิปไตยในญี่ปุ่นคือพวกแรกที่ออกมาต่อกรกับคำโฆษณาของเหล่าจักรวรรดินิยม กระทั่งในปี 1910 โกโตะกุ ซูซุย (Kotoku Shusui) นักอนาธิปัตย์แนวหน้าชาวญี่ปุ่นถูกประหารชีวิตอย่างโหดเหี้ยมด้วยข้อหากบฏ ต่อมามีการชุมนุมต่อต้านสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น (Russia-Japan war) และการยึดครองเกาหลี ที่นำโดยสำนักข่าว Commoners Newspaper จากนั้นเหตุการณ์ปฏิวัติรัสเซียในปี 1905 และ 1917 การจลาจลข้าวในญี่ปุ่น (the Rice Riot)2การจลาจลครั้งนี้มีสาเหตุมาจากราคาข้าวที่ผันผวนและความยากลำบากของชาวนาในญี่ปุ่น ทำให้พวกเขาออกมาก่อจลาจลและทำร้ายพ่อค้าคนกลางรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐจนได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก  ปี 1918 และการจลาจลในเกาหลี เมื่อปี 1919 ก็เกิดขึ้นตามลำดับ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ชนชั้นปกครองของญี่ปุ่นรู้สึกกังวลใจอย่างมาก

ภาพถ่ายสุดท้ายของพัคและฟุมิโกะ

ตามมาด้วยการปราบปรามอย่างนองเลือดในการเคลื่อนไหว 1 มีนาคม อีกทั้งยังเกิดการต่อสู้ทางชนชั้นในญี่ปุ่นเอง ผู้นำของญี่ปุ่นต่างก็ออกมาตำหนิพวกอนาธิปไตยและคนเกาหลีในเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปี 1923 แรงงานเกาหลีในญี่ปุ่นกว่า 6,000 คนถูกตามล่าพร้อมกับถูกฆ่าด้วยกระบองและหอกไม้ไผ่ นอกจากนี้กลุ่มอนาธิปไตยญี่ปุ่นและเกาหลีก็ถูกจับกุม พัค ยอล (Park Yeol) และภรรยาของเขา กาเนะโกะ ฟุมิโกะ (Kaneko Fumiko)  ทั้งสองคือนักอนาธิปไตยเกาหลีซึ่งเป็นทหารผ่านศึกจากการต่อสู้เพื่อเอกราช ทั้งนี้ยังเป็นผู้จัดตั้ง Black Workers Society ในกรุงโตเกียว ถัดมาพวกเขาได้ถูกลงโทษด้วยการจำคุกตลอดชีวิต นักเคลื่อนไหวคนอื่นๆ ก็ถูกจับเข้าคุกเช่นกัน กาเนะโกะนั้นเสียชีวิตในคุก ส่วนพัคยังไม่ถูกปล่อยตัวจนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สองจบลง ชาวเกาหลีหลายคนถูกจำคุกและกลายเป็นที่รู้จักในนาม “คดีกบฏ” (“the High Treason case” ) ต่อมาพวกเขาผันตัวมาเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวในขบวนการอนาธิปไตยในประเทศของตน

สหพันธ์อนาธิปไตยเกาหลีในจีน (The Korean Anarchist Federation in China – KAFC) ก่อตั้งขึ้นในเดือนเมษายนปี 1924 และกล่าว “แถลงการณ์การปฏิวัติเกาหลี” (“Korean Revolution Manifesto”) ซึ่งเป็นการต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมอย่างแข็งกร้าว ดังนี้

“เราขอประกาศว่าการเมืองแบบลอบกัด (burglar politics) ของญี่ปุ่นเป็นปฏิปักษ์ต่อการดำรงอยู่ของประเทศเกาหลี และเรามีสิทธิ์อันชอบธรรมแล้วที่จะโค่นล้มจักรพรรดินิยมญี่ปุ่นด้วยวิธีการปฏิวัติเสียที”

สิ่งเหล่านี้ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องทำมากกว่าการสับเปลี่ยนผู้ปกครอง ทว่าต้องชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการปฏิวัติทางการเมืองกับการปฏิวัติทางสังคม จนถึงตอนนี้ ไม่มีข้อกังขาใดๆ เกี่ยวกับบทบาทของนักอนาธิปัตย์อีกแล้ว พวกเขาเน้นย้ำบทบาทของตนเองที่มีต่อสถานการณ์การปฏิวัติ ด้วยประการนี้แล้ว สหพันธ์จึงเริ่มทำสิ่งพิมพ์ออกมาเผยแพร่แก่สาธารณชน นั่นก็คือ เหล่าใบปลิว Recapture และ Justice Bulletin

โดยปี 1928 การแพร่กระจายของการเมืองแบบอิสระนิยมนั้นเป็นใจให้อนาธิปไตยเกาหลีจัดตั้งสหพันธ์อนาธิปไตยตะวันออก (Eastern Anarchist Federation) รวมกับสหายทั้งจากจีน เวียดนาม ไต้หวัน และญี่ปุ่น ซึ่งการประกาศศักดาในระยะแรกคือ การตีพิมพ์แถลงการณ์ Dong-Bang (ตะวันออก) “แถลงการณ์” ดังกล่าวนี้ ได้รับการรับรองโดยสหพันธ์ตะวันออกในฐานะที่มันเป็นระเบียบวาระอย่างเป็นทางการของเหล่านักอนาธิปัตย์

ช่วงเวลาระยะที่สองของ KAF ครอบคลุมตั้งแต่ปี 1925 ถึง 1930 ซึ่งถูกดำเนินการโดยองค์กรจัดตั้งของขบวนการเป็นหลัก  พวกเขามีอาวุธหลักคือ ทฤษฎีการปฏิวัติอนาธิปไตยที่กำหนดไว้ใน “แถลงการณ์” และประสบการณ์จริงจากการขับเคลื่อนในขบวนการ 1 มีนาคม พร้อมทั้งองค์กรแรงงานในญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีกลุ่ม “คดีกบฏ” (the High Treason case) ที่ได้รวมตัวกันในกรุงโซล แทกู เปียงยาง และพื้นที่อื่นๆ ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ปี 1929 สหพันธ์อนาธิปไตยคอมมิวนิสต์เกาหลีมีการเติบโตขึ้นอย่างมาก และได้ก่อตั้งขึ้นเป็นองค์กรระดับชาติในที่สุด ในฐานะที่มันเป็นส่วนหนึ่งของการต่อต้านญี่ปุ่น ซึ่งปฏิบัติการอยู่ใต้ดินโดยเบ็ดเสร็จ ดังนั้นจึงไม่ควรคิดว่าขบวนการเหล่านี้เป็นเพียงกลุ่มย่อยๆ และไม่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอื่น

สหพันธ์อนาธิปไตยแห่งเกาหลี ปี 1928

เพื่อที่จะเข้าใจว่าขบวนการเติบโตขึ้นไปในแนวทางไหนนั้น ฉันก็เลยต้องการสอดส่องว่าสิ่งต่างๆ ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1920 มีความก้าวหน้าไปในลักษณะใดบ้าง หนังสือพิมพ์รายวัน Dong-a Ilbo รายงานไว้ในเดือนตุลาคม ปี 1925 ว่าสมาชิกสันนิบาตธงดำ (League of Black Flag) สิบคนที่อยู่ในจังหวัดคิโฮ (Kiho) ถูกจำคุกเป็นเวลาหนึ่งปี ส่วนปีถัดมา หนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันนี้ก็ได้รายงานอีกว่า แรงงานวัยเยาว์ 5 คนถูกจำคุกเนื่องจากออกแถลงการณ์ที่มีลักษณะและเนื้อหาคล้ายคลึงกันมากกับ “แถลงการณ์การปฏิวัติเกาหลี” (Korean Revolution Manifesto) ในปี 1929  Dong-a Ilbo เล่าถึงสมาคมลับของกลุ่มอนาธิปไตยที่จัดตั้งโดย อีอึนซอง (Lee Eun-Song) ซึ่งมีสมาชิกถึงหนึ่งร้อยคนในเมืองอินชอน (Icheon) จังหวัดกวังวอน (Kwangwon) ส่วนปีเดียวกันนั้นก็ได้ทราบว่า สมาชิกทั้งหมดของ Chunju Artists Movement Society ล้วนแต่เป็นพวกอนาธิปไตย แต่นั่นเป็นเพียงชื่อที่ใช้เพื่ออำพรางกลุ่มองค์กรเหล่านี้ให้รอดพ้นจากการตามรอยของตำรวจญี่ปุ่น  แน่นอนว่าฝ่ายผู้มีอำนาจตอบโต้สิ่งเหล่าด้วยโทษประหารชีวิต เพื่อจัดระเบียบสังคมเสียใหม่โดยมีเป้าหมายคือ “การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของชาติ” (โดยปราศจากพวกอนาธิปไตย-ผู้แปล)

ในแทกู สมาคมความจริงและภราดรภาพ (League of Truth and Fraternity) ถูกจัดตั้งขึ้นในปี 1925 โดยชาวเกาหลีพลัดถิ่นที่กลับมาจากญี่ปุ่น สมาคมการปฏิวัติก็ถือกำเนิดขึ้นขณะนั้นเช่นกัน ทั้งคู่ได้ติดต่อกับสมาคมเยาวชนทมิฬแห่งโตเกียว (Tokyo Black Youth Society) อย่างสม่ำเสมอ ฉันยังเจอกลุ่มอนาธิปไตยใน อานูอี มีซาน ซางวอน และกลุ่ม Mutual Aid บนเกาะเชจู กลุ่มหลังสุดนี้ใช้ความห่างไกลจากรัฐบาลกลางในการจัดตั้งความร่วมมือของเกษตรกรและช่างฝีมือ รวมไปถึงกลุ่มชาวนา ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสุดท้ายแล้วนักจัดตั้งเหล่านี้ก็โดนตามจับเข้าคุกอยู่ดี

ในจังหวัดควันซอและควันบูล ฉันพบว่ามีอย่างน้อยอีกแปดกลุ่มที่ถูกกล่าวถึง เกือบทุกกลุ่มทั่วประเทศมีส่วนร่วมในการผลิตแผ่นพับและใบปลิวเพื่อเผยแพร่การจัดตั้งสหภาพแรงงานและการต่อต้านการยึดครองของพวกจักรวรรดิ

ในตอนนี้ พวกเรารู้ว่ามีกลุ่มเคลื่อนไหวอยู่เกือบทุกพื้นที่ของเกาหลี ซึ่งนอกเหนือจากกลุ่มดังกล่าวข้างต้นก็ยังมีองค์กรในแมนจูเรียและในหมู่ผู้ถูกเนรเทศในประเทศจีนและญี่ปุ่นที่ขับเคลื่อนขบวนการอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ระยะต่อไปของ KAF คือช่วงการต่อสู้ซึ่งดำเนินไปจนถึงปี 1945

ในบรรดาชาวเกาหลีสองล้านคนในแมนจูเรีย กลุ่ม KAF ในแมนจูเรียสามารถลงหลักปักฐานได้ทันทีหลังจากการก่อตั้งในปี 1929  คิม จอง-จิน ผู้ดูแลโครงการหลักของสหพันธ์ฯ ได้จัดทำแผนเพื่อนำไปใช้ร่วมกับเหล่ากองโจรที่ต่อต้านญี่ปุ่น และครอบคลุมไปถึงกลุ่มอาสาสมัครสำหรับเกษตรกรอย่างมีส่วนร่วม เช่น การศึกษาฟรีสำหรับเยาวชนจนถึงอายุ 18 ปี พร้อมกับสนับสนุนการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการการเรียนรู้ อีกทั้งยังมีการฝึกอาวุธให้กับผู้ที่บรรลุนิติภาวะทั้งหมด ในท้ายที่สุดแผนการในแนวทางอนาธิปไตยเหล่านี้ ก็ได้รับการพิจารณาและมีความเห็นพ้องต้องกันงว่า “เป็นไปตามหลักการสหพันธ์ที่มีอิสระตามเจตจำนงเสรีของมนุษย์”

ส่วนปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังก็คือ วิธีจัดการกับพวกสตาลินที่อยู่ในภูมิภาคนี้ซึ่งกำลังปฏิบัติการใส่ร้ายป้ายสีเหล่าผู้นิยมอนาธิปไตยและคนอื่นๆ ว่าเป็น “เผด็จการ” เหล่านักอนาธิปัตย์รุ่นเยาว์อย่างกลุ่ม Yu-Rim ก็ต้องการต่อสู้กับอุดมการณ์ของสตาลินด้วยอุดมการณ์แบบอนาธิปไตย ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาอยากจะแสดงให้เหล่าสตาลินนิสต์เห็นว่าอุดมการณ์ของพวกเขานั้นมันเหนือชั้นกว่าพวกสตาลินิสต์เป็นไหนๆ ส่วนกลุ่มกองโจรรุ่นเก๋าที่นำโดย  Kim Jwa-Jin (บางครั้งเรียกว่าโคเรียน แม็กโน [Korean Makhno] ) ซึ่งเคลื่อนไหวต่อต้านญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน กลับคิดว่ามันน่าจะเพียงพอแล้วสำหรับการการกล่าวถึงและสนับสนุนกลุ่มอนาธิปไตย อันที่จริงพวกเขาสามารถเพิกเฉยต่อพวกสตาลินได้จนกว่าจะได้รับเอกราชของชาติ ซึ่งเมื่อนั้นการเมืองที่แท้จริงจะปรากฏขึ้นมาอยู่ในแนวหน้า จะเอาอะไรกับความคิดพรรค์นี้ที่มันไม่ต่างจากทฤษฎีขั้นตอน (stage theory) ซึ่งหยิบฉวยมาจากข้อเสนอของพรรค Sinn Fein ในไอร์แลนด์กันเล่า!

เมื่อเดือนสิงหาคมปี 1929 กลุ่มอนาธิปไตยได้จัดตั้งคณะบริหารในชินมิน (หนึ่งในสามจังหวัดของแมนจูเรีย) ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงในหมู่ผู้นิยมอนาธิปไตยว่าองค์กรลักษณะนี้มีความเป็นรัฐบาลหรือไม่  พวกเขาใช้ชื่อว่า สมาคมประชาชนเกาหลีในแมนจูเรีย (Korean People’s Association in Manchuria) โดยประกาศเป้าหมายว่านี่เป็น “ระบบความร่วมมือที่ปกครองตนเองโดยอิสระของชาวเกาหลี ซึ่งรวบรวมพลังอย่างเต็มที่เพื่อกอบกู้ชาติของเราด้วยการต่อสู้กับญี่ปุ่น” องค์กรนี้มีโครงสร้างแบบสหพันธ์ โดยการตัดสินใจทางการเมืองจะเริ่มต้นจากการประชุมระดับหมู่บ้านไปจนถึงการประชุมระดับอำเภอ และระดับพื้นที่ ซึ่งสมาคมกลางก็จะประกอบไปด้วยผู้แทนจากหลายๆ อำเภอและหลายๆ พื้นที่รวมกัน

สมาคมกลางได้จัดตั้งฝ่ายบริหารเพื่อจัดการกับการเกษตร การศึกษา การโฆษณาชวนเชื่อ การเงิน การทหาร สภาพสังคม เยาวชน และกิจการทั่วไป แต่ว่าพนักงานของแต่ละหน่วยงานจะได้รับค่าจ้างไม่เกินไปกว่าค่าเฉลี่ย

เราคาดหวังว่าองค์กรจะค่อยๆ เริ่มต้นในระดับหมู่บ้านแล้วรวมกันให้ใหญ่ขึ้นเป็นสหพันธ์ อย่างไรก็ตาม EAPM เชื่อว่าสถานการณ์สงครามทำให้ไม่สามารถใช้หลักการดังที่ว่าได้ทันที แต่ในระหว่างนี้พวกเขาได้แต่งตั้งผู้ดำเนินงานในลักษณะจากบนลงล่าง จากนั้นจึงส่งทีมองค์กรและทีมเผยแพร่ออกไปจัดตั้งสนับสนุนการรวมตัวของคนในชุมชน พร้อมกับสร้างคณะกรรมาธิการของหมู่บ้านไปพร้อมๆ กัน อย่างเช่น หมู่บ้านแห่งหนึ่ง โรงสีข้าวที่สามารถสีข้าวได้มากกว่า 1 ล้านบุชเชลถูกสร้างขึ้นเพื่อให้สหกรณ์ในท้องถิ่นเลิกพึ่งพาพ่อค้า ดูเหมือนว่าทีมงานเหล่านี้จะได้รับการตอบรับและการต้อนรับที่ดีจากทุกที่ที่พวกเขาย่างกรายไป

ฝ่ายบริหารท้องถิ่นของผู้ร่วมต่อต้านญี่ปุ่นในเมืองชิมินได้ยุบพรรคโดยสมัครใจและให้การสนับสนุน KAPM ซึ่งเมื่อกลุ่มอนาธิปไตยได้รับการสนับสนุนและมีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมากขึ้น พวกสตาลินและกลุ่มที่สนับสนุนญี่ปุ่นในแมนจูเรียขณะนั้นจึงรู้สึกว่าฐานอำนาจของพวกเขาถูกสั่นคลอน

เมื่อวันที่ 20 มกราคม นักอนาธิปัตย์ นายพลคิม จวาจิน (Kim Jwa-Jin)  ถูกลอบสังหารขณะทำงานซ่อมแซมโรงสีข้าวที่ฉันเพิ่งพูดถึง ฆาตกรหนีรอดไปได้ แต่ลูกน้องของเขาถูกจับพร้อมกับประหารชีวิต

ในการประชุมเมื่อเดือนมิถุนายนที่กรุงปักกิ่งของ KAFC ได้มีการตัดสินใจถ่ายโอนทรัพยากรทั้งหมดจากเกาหลีไปยังแมนจูเรีย สมาชิก KAFC ส่วนใหญ่ย้ายไปยังเขตอนาธิปไตยทางตอนเหนือของแมนจูเรีย สถานการณ์ตรงนี้ควรสังเกตว่าสหายสตรีมีความกระตือรือร้นในฐานะผู้ปั่นหัวพวกอำนาจนิยมและมีส่วนในการปฏิบัตการลักลอบขนย้ายอาวุธ

อนุสาวรีย์ของจวาจิน ที่จังหวัดกอมรี เกาหลีใต้

ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1930  เป็นต้นมา ญี่ปุ่นได้โจมตีเป็นระลอกจากทางใต้ และพวกสตาลินนิสต์ที่โจมตีจากทางเหนือโดยได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต และเมื่อช่วงต้นปี 1931 พวกสตาลินได้ส่งทีมลอบสังหารพร้อมกับทีมลักพาตัวไปยังเขตอนาธิปไตยเพื่อสังหารผู้นำการเคลื่อนไหว พวกเขาเชื่อว่าหากกำจัด KAFM ออกไป KAPM ก็จะเหี่ยวเฉาและตายลงในที่สุด ในฤดูร้อนปี 1931 ผู้นำอนาธิปไตยจำนวนมากเสียชีวิต และสงครามระหว่างทั้งสองฝ่ายได้ทำลายล้างอาณาบริเวณนี้จนหมดสิ้น ดังนั้นพวกอนาธิปไตยจึงตัดสินใจกระทำปฏิบัติการแบบใต้ดิน ซึ่งนั่นคือการแสดงเป็นนัยว่า นักอนาธิปัตย์ในชิมินได้ล่มสลายลงไปเรียบร้อยแล้ว

แต่ยังมีอีกมากมายหลายอย่างที่จะต้องพูดถึงปฏิบัติการของเหล่าอนาธิปไตยในจีนและญี่ปุ่น รวมถึงเกาหลีในช่วงหลายปีก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ทัศนคติของเหล่าอนาธิปไตยที่มีต่อการแบ่งแยกประเทศ พร้อมกับการคำนึงถึงตำแหน่งแห่งที่ของพวกเขาในปัจจุบันนั้น อาจต้องใช้เวลาข้ามวันข้ามปีในการอภิปรายทั้งหมด แต่สิ่งสำคัญที่ควรทำให้ชัดเจนมากกว่านั้นคือ อนาธิปไตยในเอเชียมีประวัติศาสตร์อันแท้จริง เราต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประเมินสถานการณ์ทางการเมือง ที่ความสำเร็จและความล้มเหลวเป็นไปได้อย่างเหมาะสม ในระหว่างนี้ เราสามารถดึงพลังจากประสบการณ์อันเป็นภูมิปัญญาในอดีตที่ว่า อนาธิปไตยเคยเป็นกำลังสำคัญในภูมิภาคนี้ และบัดนี้มันสามารถเป็นเช่นนั้นได้อีกครั้ง!

 

คอมมิวนิสม์อันมีชีวิตจากสำนึกของรากหญ้า (Abahlali baseMjondolo)

คอมมิวนิสม์อันมีชีวิตจากสำนึกของรากหญ้า (Abahlali baseMjondolo)

ผู้เขียน Quixote Joe
ผู้แปล Nalanda Maleeya Buatong
บรรณาธิการ Editorial Team

หมายเหตุ บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนก้าวหน้า โดย Common School


คอมมิวนิสม์อันมีชีวิตจากสำนึกของรากหญ้า (Abahlali baseMjondolo)

ในวันที่ 10 มีนาคมปี 2005 สหายชาวแอฟริกาใต้จากสลัมเคเนดี้โรด (Kennedy road) (เดอร์บัน, แอฟริกาใต้) ต้องตกตะลึงเมื่อพวกเขาเผชิญกับฝูงรถแทร็กเตอร์ดันดินเริ่มเข้าเคลียร์พื้นที่จัดสรรติดกับแหล่งที่อยู่อาศัยของพวกเขา แม้ว่ารัฐให้คำมั่นสัญญาว่าที่ดินนี้จะถูกใช้สำหรับการเคหะ แต่ไม่นานพวกเขาก็ค้นพบว่าแท้จริงพื้นที่นั้นจะถูกใช้เพื่อสร้างโรงอิฐ และเมื่อไม่เป็นไปตามคำมั่นสัญญา ผู้อยู่อาศัยในกระต๊อบทั้ง 750 คน ก็ทำการปิดทางหลวงหลักหกเลนใกล้ย่านธุรกิจหลักของเมือง ยื้อหยุดตำรวจไว้ได้สี่ชั่วโมงกว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ “คนยากจนสุดๆ ในหมู่คนจน” ท้าทายความชอบธรรมตามกฎหมายของรัฐบาลสมัชชาแห่งชาติแอฟริกา (ANC) ซึ่งถูกรู้จักกันว่าเป็นพรรคสังคมนิยม การเผชิญหน้าส่งผลให้ผู้อาศัยในสลัมถูกปราบและ 14 รายถูกจับกุม ในเดือนต่อมาการขับไล่และมาตรการกดดันได้เริ่มขึ้น แต่ก็ได้รับการต่อต้านอย่างแข็งขันจากชุมชนสลัมอื่นๆ ที่เริ่มตัดขาดการพึ่งพาจากรัฐบาลแอฟริกาใต้ และสร้างรูปแบบการปกครองของตนเองขึ้นมา เดือนตุลาคมในปีเดียวกันนั้นเอง 12 แหล่งชุมชนได้ร่วมจัดตั้งสมัชชาอิสระ โดยเลือกชาย 17 คนและหญิง 15 คนขึ่นมาเป็นผู้แทน และจัดตั้งขบวนการอิสระของตัวเอง ขบวนการนี้ถูกรู้จักในนาม “Abahlali baseMjondolo (AbM)” (ภาษาซูลูแปลว่า “ขบวนการชาวกระต๊อบ”) ซึ่งไม่นานก็พัฒนากลายเป็นชุมชนสมาพันธรัฐอิสระที่เน้นย้ำ ‘การเมืองแบบทำมือ (homemade politics)’ ที่ใครๆ ก็สามารถเข้าใจและสามารถค้นพบบ้านของตนเอง 

ขบวนการชาวกระต๊อบในแอฟริกาใต้เป็นกรณียกเว้น ที่มักพิสูจน์ให้เห็นถึงขบวนการอันมีชื่อว่าต่อต้านอาณานิคม หรือเป็นขบวนการสังคมนิยม/มาร์กซิสม์ นำโดยผู้นำไม่ธรรมดาประมาณเนลสัน แมนเดลา ที่ให้คำมั่นสัญญาต่อการปฏิวัติเปลี่ยนผ่าน แต่สุดท้ายก็เห็นสิ่งที่พยายามและใฝ่ฝันมาค่อยๆ เลือนหายไป เนื่องจากระบบรัฐการ (bureaucrats) ในอนาคตที่เน่าเฟะ และทุนนิยมที่ค่อยๆ แทรกซึมสู่ขบวนการ นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดจากแนวคิดบันดาลใจของเหล่านักปฏิวัติ แต่มาจากแนวคิดที่ว่า การปฏิวัติต้องดำเนินงานจากพวกแนวหน้า ซึ่งจะเข้าไปมีอำนาจรัฐและดำเนินนโยบายหลังจากนั้น ในกรณีนี้เอง เราจะเห็นคนที่ยังผลักดันการปฏิวัติ ค่อยๆ มีชนชั้นรัฐการ (bureaucratic class) ของตนเองขึ้นมา และไม่นานก็โอบรับนโยบายแบบเสรีนิยมด้วยอำนาจนำของทุนนิยมจากตะวันตก สุดท้ายทิศทางก็เป็นไปตรงข้ามกับแนวคิดปฏิวัติสังคมนิยมนั้นเสียเอง

แล้วเราก็เห็นผลที่ตามมาจากการเกิดขึ้นขององค์กรที่เหมือนกับอนาคิสต์ระดับรากหญ้า ก่อร่างจากผู้คนที่ก่อนเคยสนับสนุนขบวนการปฏิวัติสังคมนิยม แต่ภายหลังกลับกลายเป็นว่าฟ่อนเฟะไม่ต่างจากเจ้าอาณานิคมก่อนหน้านั้น ทำนองเดียวกับซาปาติสตา (EZLN) และโรยาวา (Rojava) ขบวนการ AbM ได้ตกลงกันว่าจะร่วมมือและมีโครงสร้างการปกครองแบบกระจายอำนาจ (การปกครองส่วนท้องถิ่นแบบเสรี) ซึ่งเป็นอิสระจาก ‘เงื้อมเงาที่ฟ่อนเฟะ’ ของรัฐบาลแห่งชาติและระบบทุนโลก มันเป็นความร่วมมือที่ทุกหัวข้อปัญหาจะถูกสนทนาอย่างเป็นทางการในการประชุมแบบเปิดทุกๆ สัปดาห์ บางหัวข้อพิจารณากันยาวจนบางครั้งต้องประชุมกันหลายครั้ง จนผู้เข้าร่วมแสวงหาฉันทามติกันได้ ผู้แทนก็จะส่งไปถามความเห็นแต่ละชุมชนตามลำดับ หากไม่สามารถแสวงหาฉันทามติได้ หัวข้อปัญหานั้นจะต้องโหวต พวกเขาเน้นย้ำการทลายอำนาจรวมศูนย์ ผู้แทนเทศบาลจะถูกเลือกมากจากแต่ละชุมชนถิ่นฐาน และทำหน้าที่เป็นผู้ประสานเชื่อมต่อแต่ละชุมชน พวกเขารับคำสั่งให้ตัดสินใจตามที่ตัดสินใจร่วมกันมาแล้ว มากกว่าจะตัดสินใจในนามขบวนการใดขบวนการหนึ่งหรือชุมชนใดชุมชนหนึ่ง พวกเขาเน้นย้ำการกระจายอำนาจเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่แต่ละชุมชนจะมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจทั้งในลักษณะที่อิสระและรวมกลุ่ม ซึ่งกลยุทธ์ทั้งสองแบบของระบบองค์กรนี้เองจะช่วยตรวจจับผู้ที่มีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการของพวกเขา ที่ว่าเมื่อมีเหตุกระทำการภายนอกเข้ามากำหนดบังคับชุมชน โครงสร้างการเอารัดเอาเปรียบและการครอบงำก็จะมีแนวโน้มจะพัฒนาตัวขึ้นมา อันนำไปสู่พฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์และยกตนว่าดีกว่าเหล่าผู้มีส่วนร่วมกันเอง ซึ่งเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมอย่างถึงรากเช่นนี้  

AbM ยังเน้นย้ำเรื่องการประชุมพบปะ ตั้งแต่สถาปนาตัวเองขึ้นมา การประชุมพบปะก็กลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการต่อสู้ของพวกเขา มันแทบจะเป็นแง่มุมเชิงพิธีกรรม มีกิจกรรมมากมายที่สานสามัคคีและรักษาความกล้าหาญในหมู่ชุมชน การประชุมพบปะมีทั้งดนตรี เต้นรำ และการระลึกถึงผู้ที่ตายไป เช่นเดียวกับการสนทนาตัดสินใจในทางเรื่องการเมือง เนื่องจากผู้อาศัยในสลัมส่วนใหญ่ยังคงนับถือศาสนา การประชุมพบปะจึงเริ่มขึ้นด้วยการสวดร้อง จากนั้นก็จะเป็นการอภิปรายอย่างจริงจังในหัวข้อปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ การสนทนาอภิปรายจะถูกขัดอยู่เนืองๆ ด้วยบทเพลงและจบลงด้วยการร้อง I am a Socialist โดยการประชุมพบปะนี้ได้กำหนดแนวทางที่เป็นภาระผูกพันสองประการหลัก นั่นคือจัดสร้าง “บ้านของคนจน” และความมุ่งมั่นต่อเรื่อง ‘การเมืองที่มีชีวิต’ ในด้านการจัดตั้งถิ่นฐาน “บ้านของคนจน” จะต้องคำนึงถึงความต้องการสร้างพื้นที่ที่ทุกคนได้รับความเคารพ จะไม่มีการโกหกและกินแหนงแคลงใจกัน ทุกชาติพันธุ์ เพศ กลุ่มคนอายุต่างๆ คนรวยและคนจน จะต้องรู้สึกปลอดภัยในพื้นที่นี้ เพื่อตนเองจะสามารถแสดงออกและความเห็นได้รับการเคารพ วิธีการนี้ช่วยผูกความคิดของคนในชุมชนเข้ากับหลักการที่ว่า ทุกคนล้วนสำคัญและควรค่าแก่การเคารพ ส่วน ‘การเมืองที่มีชิวิต’ อันเป็นข้อตกลงที่สองเป็นหัวใจหลักของ Abm เพื่อหลีกเลี่ยงการยึดติดรูปแบบและขจัดความเป็นลัทธิ ‘-นิยม’ (ภาษาทางวิชาการ) ที่ลอยตัวออกจากความเป็นจริง และส่วนใหญ่จะเป็นการให้อำนาจเพิ่มแก่พวกที่มีความรู้เฉพาะทางในโลกวิชาการ ข้อตกลงผูกพันในเรื่อง ‘การเมืองที่มีชีวิต’ คือการแสวงหาการพูดคุยและกระทำการที่มุ่งเน้นไปยังแนวคิดที่เป็นจริงและเป็นความต้องการของชุมชนเอง นี่ไม่ใช่การต่อต้านความรู้ แต่เป็นความรู้ที่ตอบโจทย์สถานการณ์จริง มากกว่าเพียงหลบอยู่ในภาษาที่ว่างเปล่า

Abahlali baseMjondolo

AbM ประสบความสำเร็จในการสร้างขบวนการและต่อต้านความพยายามของรัฐที่จะโยกย้ายชุมชนสลัมออกไป ในเดือนมิถุนายนปี 2021 ขบวนการมีสมาชิกมากขึ้นถึง 100,000 คน ขยับขยายเป็น 86 สาขาใน 5 จังหวัด พวกเขามีการประท้วงทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายอยู่เป็นประจำ เช่นมีการกระทำซึ่งหน้า (direct actions) อย่างการยึดครองที่ดินและติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นอิสระจากรัฐ อย่างเช่นระบบน้ำและไฟฟ้า รวมถึงมาตรการกฎหมายในเชิงกลยุทธ์เมื่อต้องต่อสู้ในศาล ในปี 2007 พวกเขาได้รับชัยชนะเรื่องรัฐบัญญัติสลัมควาซูลู-นาทาล (KwaZulu-Natal Slums Act) ที่พยายามบังคับให้เทศบาลต้องขับไล่ผู้อาศัยอยู่ในสลัมเมื่อเจ้าของที่ไม่สามารถทำได้ พวกเขายังคงเผชิญกับการควบคุมปราบปรามที่รุนแรง หนึ่งในเหตุการณ์รุนแรงที่สุดคือปี 2009 มีการโจมตีที่อยู่อาศัยเขตถนนเคนเนดี้จากพวกอันธพาลที่ถูกจ้างวานโดยตำรวจท้องถิ่น อันธพาลปล้นบ้าน ข่มขู่ผู้อยู่อาศัย และทำให้คนนับพันไร้ที่อยู่ และอีกสองคนที่ถูกฆ่าตาย เร็วๆ นี้พวกเขายังคงเผชิญหน้ากับการขับไล่และกระสุนจริง แม้ว่าจะมีการระงับการขับไล่เนื่องจากโรคระบาดโควิด-19 อย่างไรก็ตาม พันธกิจของพวกเขายังคงต้องสานต่อ มุ่งมั่นในการเมืองของผู้คนที่แสวงหาการอยู่ใต้อำนาจรัฐไปสู่ภาคประชาสังคม และด้วยบริบทที่เฉพาะตัวของแต่ละแหล่งอาศัย เอาชนะในการเข้าถึงบริการของรัฐเช่นเรื่องน้ำ ไฟฟ้า ห้องน้ำ การกำจัดขยะ การศึกษา และสาธารณสุข    

“ทุกคนย่อมรู้ว่าพรรคคอมมิวนิสต์แบบสตาลินทั่วโลกนั้นทำหน้าที่ปกป้องรัฐที่ต่อต้านการต่อสู้ของประชาชน นี่เป็นเรื่องจริงในบูดาเปสต์ปี 1968 ในปารีสปี 1968 และเป็นจริงในตอนนี้ที่กัลกัตตา เราไม่ได้ต่อต้านคอมมิวนิสต์ เราอยู่เพื่อคอมมิวนิสต์ที่มีเลือดเนื้อและชีวิต เราอยู่เพื่อคอมมิวนิสต์ที่เกิดขึ้นมาจากการต่อสู้ของคนธรรมดา ก่อเป็นรูปเป็นร่าง และเป็นของคนธรรมดาสามัญชน เราอยู่เพื่อคอมมิวนิสต์ที่สร้างมาจากรากฐานของชนชั้นล่าง เราอยู่เพื่อคอมมิวนิสต์ซึ่งที่ดินและความมั่งคั่งถูกแบ่งปันและจัดการอย่างเป็นประชาธิปไตย ไม่ว่าจะพรรคหรือกลุ่มหรือเอ็นจีโอใดๆ ที่ประกาศจากด้านบนว่าเป็นกองหน้าของการต่อสู้ของประชาชน ประชาชนต้องยอมรับอำนาจตามหน้าที่ของตนนั้น ก็ล้วนแต่เป็นศัตรูของการต่อสู้ของเหล่าประชาชนเอง ความเป็นผู้นำนั้นคือสิ่งที่ได้รับมาและไม่มีทางอยู่ได้ถาวรมันไม่สามารถประกาศจากเบื้องบนได้ มันจะคงอยู่ตราบเท่าที่การต่อสู้ของชุมชนได้เลือกที่จะฝากความหวังไว้กับโครงสร้างใดโครงสร้างหนึ่ง บ่อยครั้งก็มีอยู่มากมายที่ความชอบธรรมและโครงสร้างประชาธิปไตยได้รวมอยู่ในขบวนการการต่อสู้เดียวกัน แหละนั่นคือเหตุผลที่ทำไมเรายังคงยืนยันว่า ความเป็นอิสระขององค์กรประชาธิปไตยของคนจนนั้นจะต้องได้รับการเคารพและยอมรับ”

สากลนิยมของเหล่าสตรีเพื่อการต่อต้านปิตาธิปไตยระดับโลก

สากลนิยมของเหล่าสตรีเพื่อการต่อต้านปิตาธิปไตยระดับโลก

ผู้เขียน Dilar Dirik นักกิจกรรมในขบวนการเคลื่อนไหวผู้หญิงชาวเคิร์ด
ผู้แปล/เรียบเรียง sirisiri
บรรณาธิการ Editorial Team

หมายเหตุ บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่ Roar Magazine
บทแปลได้รับการสนับสนุนจากกองทุนก้าวหน้า โดย Common School

บทนำ [ผู้แปล]

 ช่วงแรกนั้นแนวทางสตรีนิยมเคลื่อนไหวโดยมี “เพศหญิง” เป็นตัวแทนสำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อมุ่งสู่ความเสมอภาคภายใต้พื้นที่ความเป็น หญิง/ชาย ทว่าในกระแสความคิดดังกล่าวได้ถูกพัฒนาและเผยให้เห็นเรือนร่างอื่นๆ ที่ถูกกดข่มไว้เพราะความผิดแผกจากกัน ผู้คนตระหนักรู้มากขึ้น บ้างพยายามปลดปล่อยตัวตนออกจากกรงในรูปแบบความเพิกเฉยที่มีต่อการดำรงอยู่ของพวกเขาเอง ทั้งก้าวพ้นไปไกลจากชื่อเรียกอันเป็นเส้นแบ่งทางเพศกำเนิดของผู้ร่วมขบวนการแต่แรกเริ่ม

Feminism ไม่สามารถหมายความถึง “ผู้หญิง” หรือการต่อสู้ของเพศหญิงเท่านั้นอีกต่อไป ขบวนการดังกล่าวเปิดพื้นที่ความเข้าใจที่อยู่เบื้องหลังกลไกอำนาจแบบปิตาธิปไตยซึ่งซ่อนอยู่ เช่น เงาคล้ายร่างมนุษย์เป็นตัวแทนของความจริงที่ขาดพลวัตลักลั่นแต่กลับมีเส้นแบ่งชัดเจนเหมือนกับสภาวะคู่ตรงข้ามอย่าง หญิง-ชาย ขาว-ดำ ดี-ชั่ว ถูก-ผิด เป็นตัวแทนของความเสร่อ ความอยุติธรรม ความน่าสมเพช และที่สำคัญที่สุดคือการเพิกเฉยต่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์อย่างสากล

‘บุตรของกษัตริย์บรรดาลลาภยศแก่มารดาของตน’ ‘ผู้ประกอบการน้อยใหญ่ใช้แม่บ้านหรือพ่อบ้านที่ดีเป็นสวัสดิการชั้นเลิศแก่ลูกจ้าง โดยไม่ต้องออกตัวสนับสนุนแต่อย่างไร’ ‘ผู้หญิงไม่เก่งเลข’ ‘เมื่อมีความคิดที่ถูกต้องบริบูรณ์แล้วเท่านั้นจึงควรแก่การปฎิวัติ’ ‘ฉันจะไม่ทำอย่างนั้นเพราะฉันดีกว่าเขา’ ‘ว่ากันตามกฎหมาย’ ‘เราไม่ยุ่งเรื่องการเมือง’

หลักการหรือคำอธิบายต่างๆ จากโลกที่ชายเป็นใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนามของทุนนิยมในปัจจุบันดำเนินไปทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังความรับรู้ของมนุษย์ ไม่ใช่แค่ในร่างกายของผู้ชาย แต่มันยังแทรกตัวอย่างเงียบเชียบทว่าทรงพลังคล้ายกับรากของต้นไม้ที่ชอนไชเข้าหาแหล่งแร่ธาตุอันอุดมสมบูรณ์อยู่ในผืนโลก ในที่นี้เป็นโลกทัศน์เปรียบแหล่งอาหารสำคัญของต้นไม้ รากนั้นรับรู้ได้เองว่าจะต้องไปที่ไหนเหมือนธรรมชาติอันลี้ลับล้วนมีวิธีของมัน เป็นกฎธรรมชาติที่อนุญาตให้อะไรมีค่าได้ และอะไรไม่มีค่า

เราต่างสลับไปมาระหว่างความเป็นนักเรียน เป็นข้าราชการ เป็นลูก เป็นเพื่อน เป็นฟรีแลนซ์ ชาวต่างชาติ ชาวไทย ชาวพุทธ ชาวคริสต์ อิสลาม หรือชาวโลก หรือเป็นหลายอย่างพร้อมๆ กัน แท้จริงแล้วเรา “ควร” ดำรงอยู่ในสภาวะใด มนุษย์รับรู้จริงๆ หรือ ว่าคนที่อยู่ต่างอำเภอเป็น “พวกเดียวกัน” ผ่านภาพร่างโครงข่ายที่ทอดไกลออกไปในความทรงจำที่อ้างอิงกับรูปถ่ายทางภูมิศาสตร์บอกเล่าอาณาเขตของรัฐที่ไกลออกไปเกินเอื้อมถึงได้นำพาความคิดของมนุษย์เข้าไปสำรวจอะไรได้มากกว่าศีลธรรมของคนดีหรือไม่ ความเป็นเราของเรานั้นมีความหมายต่อเราทุกคนที่ล้วนแตกต่างกันอย่างไรและมากน้อยเพียงใด คำถามอาจไม่ใช่ว่าเราควรมองไกลแค่ไหน แต่เรามองเห็นอะไรแล้วบ้าง

การเมืองเรื่องเพศที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบันยิ่งทำให้นึกถึงคำอธิบายของ สุจิตต์ วงษ์เทศ ซึ่งเผยให้เห็นความเป็นเพศที่เกี่ยวข้องกับปูมประวัติศาสตร์ก่อนการถือกำเนิดขึ้นของรัฐชาติ หรือก่อนความเป็นไทยในปัจจุบันทีขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้นผ่านคติผีและพุทธ (ซึ่งเกิดขึ้นเช่นเดียวกันกับโลกตะวันตกในคริสต์ศาสนา) และแน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นแค่ความเชื่อทางศาสนา แต่ยังสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมือง ซึ่งท่านได้รวบรวมไว้เป็นจำนวนมาก และสามารถใช้เริ่มต้นเพื่อเข้าไปสำรวจสมรภูมิทางเพศว่าแท้จริงแล้วความเป็นหญิง/ชาย ตามขนบประเพณีที่ขาดๆ เกินๆ ในปัจจุบันนั้นกดทับความเสมอภาคของเราไว้อย่างแยบยลเพียงใด

 ปล. บทความแปล/เรียบเรียง ชิ้นนี้ มีการใช้สำนวนและคำของผู้แปลผสมปนเปเข้าไปเพื่อให้ผู้อ่านชาวไทยสามารถอ่านได้เข้าใจยิ่งขึ้น ผู้แปลไม่ได้แปลตรงตามต้นฉบับทั้งหมด หากมีข้อผิดพลาดอันใดก็ขออภัยมาในที่นี้ และยินดีรับคำติชมทุกประการ


สากลนิยมของเหล่าสตรีเพื่อการต่อต้านปิตาธิปไตยระดับโลก

การต่อสู้กับระบอบปิตาธิปไตยไม่ว่าจะโดยมืออาชีพ หรือมือสมัครเล่น ประสบการณ์เหล่านั้นล้วนทับถมนำไปสู่เครือข่ายที่แยบยลราวสายใยของโชคชะตาซึ่งเชื่อมต่อความรับรู้ของผู้คนจากเบื้องหลัง ภาพฝันที่เป็นเพียงฉากหน้าของสังคมที่แสนสมบูรณ์พูนสุขได้เผยให้เห็นว่าระหว่าง “อำนาจที่กดขี่” และ “วิถีปฎิวัติ” นั้นมีเพียงเส้นแบ่งแสนพร่าเลือนขวางกั้น ความสัมพันธ์อันอุดมไปด้วยความซับซ้อนที่มากกว่าแนวทางของคู่ตรงข้ามทั้งยังซ่อนตัวอยู่ภายใต้สามัญสำนึกของเรา

รัฐที่มองไม่เห็นสตรีเพศ

ราวกับธรรมชาติได้สรรสร้างขึ้น สังคมถูกจัดแบ่งเป็นลำดับชั้นทางอำนาจที่แน่นอนและเข้มงวด ธรรมชาติได้เชิดชูเป้าหมายของของเพศชายเป็นอุดมการณ์เพียงหนึ่งเดียว ทั้งทางเศรษฐกิจ และอำนาจนำทางการเมือง พร้อมกับที่ผลักไส “ผู้หญิง” ออกไปจากพื้นที่ต่อรองนั้นอย่างกระตือรือร้น ธรรมชาติดังกล่าวได้บิดเบือนสิ่งที่ควรจะเป็นความเสมอภาคของสตรีให้กลับกลายเป็น ข้อห้าม ศีลธรรม คอยกล่อมเกลาว่าผู้หญิงนั้นเป็นสมบัติของเพศชาย และพวกเขาไม่เคยเล่าถึงการต่อต้านของเหล่าสตรีที่ถูกกดขี่ ทั้งจลาจลที่ไม่มีอะไรจะเสียของพวกเธอ

วิธีการเช่นเดียวกับที่ใช้กดข่มความเป็นหญิงมีความคล้ายคลึงกับความรุนแรงที่ชาวอาณานิคมต้องประสบเมื่อเจ้าอาณานิคมเข้าแทรกแซง ไม่เพียงแค่ตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนผ่านการทำให้ผู้ชายกลายเป็นผู้ถือสิทธิ์เด็ดขาดในเรือนของตน แต่ยังสร้างความเป็นศัตรูซึ่งกันและกัน และส่งเสริมความรุนแรงเทียมระหว่างพวกเขา โดยการปิดกั้นอำนาจต่อรองโดยเสมอภาคที่มีแต่เดิม ทำให้เพื่อนบ้านไม่สามารถสื่อสารหรือแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ในพื้นที่ซึ่งเคยต้องพึ่งพิงกันผ่านกลไกที่ถูกจัดแจงไว้แล้วแต่เดิม และนี่คือการแบ่งแยกเพื่อปกครอง (divide and rule) คือภาพย่อส่วนของโครงสร้างอาณานิคมขนาดใหญ่

ห้วงเวลานับศตวรรษท่ามกลางลัทธิชายเป็นใหญ่หล่อเลี้ยงและพัฒนาอุดมการณ์ของตัวเองไปด้วยความหมกมุ่นในครอบครัวเดี่ยวที่ตัดขาดออกจากชุมชน ประกอบเข้ากับการสนับสนุนให้ความรุนแรงนั้นกลายเป็นวิถีต่อรองโดยธรรมชาติของมนุษย์ ดังที่ ซิลเวีย เฟดริซี (Silvia Fedrici) และ มาเรีย มีส์ (Maria  Mies) วิพากษ์ไว้เกี่ยวกับลัทธิทุนนิยมและจักรวรรดินิยมว่า สิ่งนี้คือแกนกลางของระบอบปิตาธิปไตย ยิ่งมันแผ่ขยายอำนาจไปได้กว้างไกลเพียงใด ความเสมอภาคอันเป็นบ่อเกิดแห่งความเท่าเทียมระหว่างหญิงชาย ก็ยิ่งถูกทำลายในทุกๆ มิติ ปรากฏเป็นระบบสามัญสำนึกที่ลักลั่นประดักประเดิดเหมือนกับการสนทนาของคู่หญิงชายที่ผู้ชายถูกบังคับให้มี์สิทธิ์ในการพูดอยู่ฝ่ายเดียว

ในปัจจุบันนักเคลื่อนไหวและนักวิจัยในแนวเฟมินิสต์ได้ถกเถียงกันถึงความเชื่อมโยงระหว่างการกดขี่ทางเพศ ซึ่งส่งผลต่อกระบวนการคิดที่ละเอียดอ่อนโดยที่ตัวเราเองแทบไม่รู้ตัว การเฟื่องขึ้นของลัทธิชาตินิยมนั้นมีรากฐานจากการผลิตแบบปิตาธิปไตย เช่น การมีสิทธิธรรม การตกทอดแบบมรดกผ่านเครือญาติ แนวทางชาตินิยมทำให้ผู้หญิงสยบยอมเพื่อใช้พวกเธอเป็นดั่งตัวประกันของรัฐกระบวนการดังกล่าวที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในขณะที่โลกหมุนไปตามแนวทางอนุรักษ์นิยมมากขึ้นด้วยค่านิยม ฟักชิส1Fascist/Facism บทความนี้ผู้แปลจงใจใช้คำว่าฟักชิส โปรดจำไว้ว่ามันหมายความถึงฟาสซิสต์ และขวาจัดดัดจริตมักให้ความสนใจบนเรือนร่างทางอำนาจของผู้หญิง “จงปกป้องพวกเธอจากความงี่เง่าของพวกเธอเอง” ยังคงเป็นข้ออ้างของฝ่ายขวาที่ใช้เป็นอาวุธทางจิตวิทยา ทางวัฒนธรรม และทางร่างกาย ที่พวกเขาใช้กับสตรีเพศเสมอมา ซึ่งผลลัพธ์คือความสำเร็จที่ทำให้ผู้หญิงกลายเป็นนักประนีประนอมนิยมทุน (นักถอยคนละก้าวนิยมทุน)

กระแสแห่งจักรวรรดินิยม ตามมาด้วยทุนนิยมสงครามในปัจจุบันยังคงจ้องทำลายล้างสายใยที่ร่องแร่งซึ่งแฝงตัวอยู่ในความเป็นหญิงจากมุมมองของปิตาธิปไตย มันยังคงอธิบายได้ยากว่าใครเป็นเจ้าของ หญิง หรือชาย แต่การเผยตัวของมันมักมีความสัมพันธ์ของผู้คนเกี่ยวข้องด้วยเสมอ หรือมันอาจเป็นเสรีภาพที่มาพร้อมความเสมอภาคแม้จะขาดๆ เกินๆ ไปบ้าง พวกเขาไม่ได้รังเกียจผู้หญิงหรือการที่ผู้คนเท่าเทียมกัน เพียงแต่ว่าตัวตนบางอย่างที่สะท้อนอยู่ในความเป็นหญิงนั้นยังคงตามหลอกหลอนความเป็นจักรววรดินิยม ความเป็นทุนนิยมที่ถูกครอบงำโดยอะไรบางอย่างที่อยู่เบื้องหลังความเป็นชายที่อธิบายไม่ได้ว่าใครเป็นเจ้าของ

source: voiceofmargin.com, artist: latuff

สตรีนิยม อาณานิคม และสังคมนิยม ปิตาธิปไตย

ปัญหาติดหล่มสองประการของสตรีนิยมฝ่ายซ้าย

อาจจะเป็นปัญหาสำคัญทั้งของพวกหัวก้าวหน้า ขบวนการสตรีนิยม สังคมนิยมทั้งหลายที่แตกแขนงภายใต้แนวคิดปีกซ้าย เมื่อผู้หญิงเข้าร่วมในขบวนการเคลื่อนไหวทั้งเล็กและใหญ่ที่ผ่านมา ข้อเรียกร้องของพวกเธอมักถูกลดทอนความสำคัญอยู่บ่อยครั้ง และยิ่งเด่นชัดเมื่อผู้นำการเคลื่อนไหว (ที่เป็นผู้ชาย) เป็นผู้จัดลำดับความสำคัญเหล่านั้นเสียเอง อย่างไรก็ตามมันไม่ได้เกิดกับทุกๆ การเคลื่อนไหวจากแนวทางสังคมนิยมหรือทุนนิยม ทางเลือกนี้เป็นตัวอย่างของความยากในการขัดขืนต่อการกดขี่ข่มเหงทางความคิด ที่ทำให้ปัจเจกกลายเป็นศัตรูของตนเองและไม่ใช่เรื่องง่ายเลยหากต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

พวกอำนาจนิยมมักจะหลงใหลในแนวทางมนุษย์นิยมอย่างสุดโต่ง และหมกมุ่นกับมายาคติที่เชื่อมโยงแนวคิดแบบปิตาธิปไตยในระดับสามัญสำนึก ดังที่นักประวัติศาสตร์สตรีนิยมได้ชี้ให้เห็นว่ามายาคติระหว่าง “ชนชั้น” เป็นอะไรที่ต่างออกไปจาก “เพศ” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อแม้ทางกายภาพของเพศหญิง แรงงานของเธอถูกตีค่าให้ต่ำเข้าไว้ไม่ว่าจะโดยเหตุผลที่ว่า ร่างกายที่ไม่แข็งแรง ความเป็นแรงงานขาดคุณภาพ เพศแห่งความฟุ่มเฟือย หรืออะไรก็ตามเพื่อลดอำนาจต่อรอง ทำให้พวกเธอดูไร้ค่าภายใต้การรับรู้ผ่านโครงสร้างระดับชั้นอำนาจแบบทุนนิยม

ระบบความรุนแรงที่มีทั้งการเหยียดและความรุนแรงอื่นๆ ต่อเพศหญิงนั้นไม่แม้แต่จะปรากฏอยู่ในชั้นเรียนวิชาประวัติศาสตร์ จนถึงปัจจุบันมันได้ขยายตัวไปสู่มิติของความรักแบบหญิง-ชาย ครอบคลุมไปจนถึงความรักแบบครอบครัวและแผ่ไปสู่มิติของการดูแล ทำให้ผู้มีอำนาจนำในบ้านต้องสมาทานความเกลียดกลัวบาปกำเนิดที่ยึดโยงกับเรือนร่างของผู้หญิง เพราะการผลิตซ้ำอย่างยาวนานในระบอบปิตาธิปไตยควบคุมอำนาจทางวัฒนธรรมให้เบียดเบียนความเป็นหญิงโดยตรง เกิดเป็นความพิการเทียมที่ถูกฝังลึกลงไป เราจำเป็นที่จะต้องยกเลิกกระบวนการทางสังคมที่ทำให้ผู้หญิงตกไปสู่พื้นที่ชายขอบผ่านกระบวนการแบบสถาบันเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอย่างเสมอภาค ผ่านวิธีการที่มีลักษณะเป็นส่วนรวม (collectives)

การเคลื่อนไหวของดิลาร์ (Dilar) ในขบวนการปลดปล่อยเคอร์ดิสถาน (Kurdish freedom movement) เป็นตัวอย่างสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่ามันจำเป็นที่จะต้องรื้อทิ้งคติแบบปิตาธิปไตยซึ่งเป็นดั่งคุกชีวที่ตีกรอบความคิดให้ผู้คนไม่อาจสร้างสายใยเพื่อร่วมกันไปสู่การสร้างคติชนใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องและหลากหลายได้ ที่แตกต่างออกไปจากแผนที่แบบรัฐชาติ แทนที่จะตัดขาดทุกคนออกจากกันและผลักไสให้แต่ละคนต่างหมกมุ่นอยู่กับปัญหาหรือเรื่องส่วนตัว ไม่ก็ให้ทุกคนทำตามๆ กันไปทั้งหมดแบบเครื่องจักรที่ทวีคูณแต่ไร้การประยุกต์วางแผน ดังนั้นแล้วเสรีภาพที่มาควบคู่กับความเสมอภาคนั้นจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดเปลื้องพันธนาการจากอำนาจกดขี่ซึ่งมักง่ายทั้งหลายเหล่านี้

Alina (source: original article)

ในทางกลับกันปัญหาใหญ่ที่กำลังขยายตัวของลัทธิแม่ประนอม (นักนิยมสันติวิธีแบบทุน หรือลัทธิคลั่งการประนีประนอม) จากฝั่งเสรีนิยมทุนปัจเจกสุดโต่ง ที่ อรุณธตี รอย (Arundhati Roy) เรียกว่า การเมืองของมืออาชีพ (NGO-ization) ส่งเสริมแนวคิด “คนดี” เพื่อผลักดันปัญหาโครงสร้างไปเป็นปัญหาศีลธรรมส่วนตัวของปัจเจก

ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่เหตุบังเอิญที่นานาประเทศได้ถูกลัทธิเสรีประชาธิปไตยจากตะวันตกเข้ามาเคลมความสำเร็จและปรากฏเป็นองค์กรอิสระเพื่อสิทธิของผู้หญิงผุดขึ้นมากมาย (NGOs) ในถิ่นที่ตกเป็นเมืองขึ้นของเหล่าผู้สนับสนุนองค์กรดังกล่าวนั้นเอง มันมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลใช่หรือไม่ องค์กรเหล่านี้ได้กระตือรือร้นที่จะบรรเทาปัญหาโดยการใช้ใจสงบสยบความเคลื่อนไหว คล้ายกับการชักว่าวทางศีลธรรมเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดในปมปัญหาที่ควรจะถึงจุดแตกหัก

สังคมปัจจุบันคาดหวังที่จะเห็นผู้หญิงสร้างความภูมิใจในตนเองในแนวทางเดียวกับจักรววรดินิยม เสรีนิยมใหม่ “สู่” ความเท่าเทียมในตัวเอง หรือสาวๆ นิสัยเฟรนด์ลี่มีความเป็นมิตรช่างเจรจา ช่างประนีประนอม จุดประสงค์พิสดารของการเคลื่อนไหวเหล่านี้แสดงให้เห็นความสับสนงุนงงกับประเด็นที่ถูกฉกฉวยเบี่ยงเบนไปเป็นอย่างอื่นเพื่อส่งเสริมกำแพงของอัตลักษณ์ไปสู่ความเป็นวงกตเพื่อกีดกันผู้คนออกจากความเข้าใจเรื่องเสรีภาพที่ควบคู่ไปกับความเสมอภาค หรือประเด็นแองเจลิน่า โจลี่ ที่กลายไปเป็นแค่การฝันถึงชีวิตที่แยกขาดโดยสมบูรณ์ทางอัตลักษณ์

การฉกฉวยที่แสนพิศดารต่อประเด็นการต่อสู้ของผู้หญิงและความเท่าเทียมทางเพศนั้นแสดงออกมาผ่านบทความของการ์เดี้ยนเมื่อไม่นานมานี้ มันถูกเขียนโดยดาราฮอลลีวู้ดและทูตของสหประชาชาติอย่าง แองเจลิน่า โจลี่ กับเลขาธิการนาโต้ (NATO) เยนส์ สโตลเธนเบิร์ก (Jens Stoltenberg) บทความชิ้นนี้พยายามจะแสดงให้สาธารณชนเห็นว่านาโต้จะทำตามพันธกิจ “ตอบรับและคว้าโอกาสที่จะเป็นนักปกป้องสิทธิสตรีแนวหน้า”

เหล่าผู้นิยมปีกขวา อนุรักษ์นิยม และกลุ่มสตรีนิยมปิตาธิปไตย หรือพวกซ้ายอำนาจนิยมในโลกตะวันตกมักชูประเด็นการเมืองอัตลักษณ์ พวกเขาชอบความเปราะบางของความบริสุทธิ์ผุดผ่องในความเป็นสิ่งซึ่งไม่ลื่นไหล และไม่มีการตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงใดๆ

 คำว่า “การเมืองอัตลักษณ์” ถูกสร้างขึ้นในทศวรรษ 1970 โดยกลุ่ม Combahee River Collective ซึ่งเป็นกลุ่มนักเคลื่อนไหวสตรีเลสเบี้ยนผิวสีราดิคัล เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของเสรีภาพที่ควบคู่ไปกับความเสมอภาคเพื่อการปลดแอกตนเองและสังคมจากการกดขี่ พวกเขาใช้คำนี้เพื่อสื่อถึงการที่ตนเองโดนกดขี่ ไม่ใช่เพื่อการยกตัวเองเป็นศูนย์กลางในการเคลื่อนไหวโดยแยกอัตลักษณ์ออกจากปัญหาที่กว้างกว่านั้น เช่น ชนชั้นและสังคม คำๆ นี้ถูกใช้ในการเคลื่อนไหวที่มีฐานมาจากประสบการณ์การถูกกดขี่ เพื่อต่อสู้กับความเลวร้ายที่พวกเขาเคยเผชิญมาในหลายๆ ระดับ ทั้งชนชั้น ผิวสี เชื้อชาติ ความเป็นเลสเบี้ยน ผู้หญิง และอื่นๆ

ทว่าปัญหาที่ปรากฏในทุกวันนี้ไม่ควรเป็นปัญหาเรื่องการเมืองของอัตลักษณ์ แต่พวกเสรีนิยมมักจะบ่ายเบี่ยงและเกลียดกลัวแนวทางราดิคัล (Radical) ที่มักจะสวนทางกับทิศทางที่รากของทุนนิยมชอนไชไป เหล่าผู้นำสตรีผิวขาวที่พบได้ทั่วไปภายใต้รัฐทุนนิยมเสรีนิยม ไม่น่าแปลกใจที่พวกเธอมักเป็นผู้หญิงที่เกี่ยวดองกับชนชั้นสูง อีกทั้งยังนิยมการเหยียดเพศและเชื้อชาติ ด้วยเหตุนี้พวกเธอจึงได้เป็นตัวแทนของสตรีนิยมในสื่อของพวกลิเบอรัล แทนที่จะเป็นอาสาสมัครหญิงที่เสี่ยงตายต่อสู้กับความรุนแรงจากการเอารัดเอาเปรียบ ตำรวจ ทหาร หรือการกดขี่ครอบงำของรัฐดังกล่าว ที่อาจต้องแลกด้วยชีวิต

การเมืองอัตลักษณ์ของนักเสรีนิยมปัจเจกชน เปรียบเสมือนคุกวงกตที่ตัดขาดผู้คนออกจากกันอย่างสิ้นเชิง ปิดหูปิดตาและทำเหมือนว่าทุกอย่างกำลังไปได้ดี การเมืองไม่เกี่ยวกับเพศ การเมืองไม่เกี่ยวกับปัญหาปากท้อง การเมืองไม่เกี่ยวกับปัญหาความอยุติธรรมในสังคม ปัญหาของใครก็เป็นปัญหาของมันไม่มีโครงสร้าง ไม่มีอะไรเลยให้แก้ไข

ความเป็นสากล คือ ประชาธิปไตยทางตรง

ความล้มเหลวของขบวนการต่อสู้ในปัจจุบันคือการที่ไม่สามารถก้าวพ้นจินตกรรมที่ยึดโยงตัวเองเข้ากับคติชนรวมกลุ่มที่นอกเหนือไปจากความเป็นสายอาชีพ รัฐ ชาติ และอื่นๆ ไปได้จริงๆ เสียที ปัญหาที่ลัทธิเสรีนิยมประชาธิปไตย (แบบตัวแทน/มืออาชีพ) ได้โยนมาใส่พวกเราก็คือพวกเขาไม่ได้มองเห็นผู้คนหรือทุกคนอย่างที่เขากล่าวอ้าง และก็ไม่ได้สนใจที่จะเข้าใจอะไรมากไปกว่าที่เป็นอยู่ ภายใต้ร่มเงาของปิตาธิปไตยเช่นนี้ กลไกของมันก็ยังคงดำเนินไปเช่นเดิมแล้วมันก็จะผลักใครสักคนให้ตกลงเหว ในขณะที่ยืนนั้นกลับแคบลงเรื่อยๆ ในโลกแห่งอุตสาหกรรมที่บดย่อยทรัพยากรเพื่อไปเป็นกำไรระยะสั้นอย่างบ้าคลั่งนี้

กว่าร้อยปีที่ผ่านมา The Month of March (1908) ได้ถูกจัดตั้งโดยกลุ่มแรงงานสังคมนิยมสตรีให้เป็นวันแห่ง “สตรีสากล” เพื่อเชิดชูการต่อสู้อย่างเข้มแข็งของพวกเธอ ต่อมาเดือนมีนาคมก็กลายเป็นสัญลักษณ์วันสตรีสากลของขบวนการปฎิวัติในโรจาวา เพื่อรำลึกถึงสองสหายหญิงแอนนา แคมป์เบล  (Anna Campbell/Hêlîn Qerecox) นักปฎิวัติต่อต้านฟักชิสจากอังกฤษ และ อาลินา ซานเชส (Alina Sanchez/Lêgêrîn Ciya) นักเสรีนิยมสากลนิยมผู้ซึ่งเป็นบุคคลากรทางการแพทย์จากอาร์เจนตินา ได้สละชีวิตของพวกเธอในการปะทะกับทหารรับจ้างกับพวกปิตาธิปไตยฟักชิสและพวกทหารเช่าที่มาจากค่าจ้างในระบบทุนนิยมของพวกมัน

Anna (source: original article)

สามปีก่อนหน้านั้น ในเดือนมีนาคมปี 2015 เดียวกันนี้ ผู้เสียสละหญิงคนแรกในขบวนการโรจาวา คือ อิวานา ฮอฟฟ์มันน์ (Ivana Hoffmann) สหายเยอรมันผิวสี เสียชีวิตในการปะทะกับกลุ่มฟักชิสผู้นิยมการฆ่าและการข่มขืน ISIS ร่วมกับสหายอีกนับพันทั้งชาวเคิร์ด อาหรับ เติร์ก คริสเตียนซิริแอก อาเมเนียน และอื่นๆ สตรีทั้ง 3 เปรียบเสมือนผู้อุทิศการต่อสู้เพื่อมุ่งสู่ความเป็นสากลที่ได้เผชิญกับความรุนแรงที่แท้จริงของแนวทางระบอบปิตาธิปไตย ขณะที่เขียนบทความนี้ร่างของแอนนายังคงซ่อนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังในเมือง Afrin ของโรจาวา ซึ่งเป็นพื้นที่ในจักรวรรดิปิตาธิปไตยของรัฐเติร์ก

สตรีเหล่านี้กำลังต่อสู้เพื่อปกป้องความเป็นมนุษย์ที่ยังหลงเหลืออยู่ท่ามกลางการต่อสู้ในทุกทิศทุกทางที่กลืนกินเข้ามาจากรากฐานในระดับโลกทัศน์หรือกระบวนการคิดของพวกฟักชิส การต่อต้านสิ่งเหล่านี้ต้องตระหนักถึงรากของความรุนแรงที่ปรากฏให้เห็นจนชินตานี้ มันจึงไม่ใช่การประนีประนอมที่จะเป็นทางออกและพวกเธอได้แสดงส่วนหนึ่งให้เราเห็นแล้วผ่านการต่อสู้ของพวกเขาและเธอในโรจาวา

เมื่อช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา สหายชาวเคิร์ด อาหรับ คริสเตียนซีรีแอก และสตรีเติร์ก ได้ร่วมกันประกาศชัยเหนือเมืองรัขขะ (Raqqa) และบันทึกช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ร่วมด้วยกลุ่มสตรีจากเผ่ายาซิดี้ (Ezidi) ที่เข้าร่วมอย่างเสมอภาคในการบุกถล่มเอาคืนพวก ISIS ทำการล้างบาง และปลดปล่อยผู้หญิงที่ถูกจับไปกว่าพันคน

ขบวนการปฏิวัติของสตรี ในการต่อต้านพวกเสรีนิยมที่ช่วงชิงเอาความหมายของพวกเธอไป ในการต่อสู้ทางวัฒนธรรมที่ครอบคลุมหมายรวมถึงระบบการรับรู้ของผู้คนในระดับปัจเจก โลกทัศน์ของฟักชิสและพวกคลั่งชาติเป็นสิ่งที่การเคลื่อนไหวของสตรีนิยมต่อสู้มาอย่างยาวนานและอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากแนวทางที่นำไปสู่ความเป็นสากล ความเป็นเสรีภาพที่มีการจัดการและมีความเท่าเทียมกันในทุกมิติคืออาวุธหลักที่จะใช้ต่อต้านกับอำนาจดังกล่าวได้โดยตรง เพราะไม่ใช่แค่มิติทางความคิดที่มันจะจู่โจมเข้ามา แต่ยังมีความรุนแรงไปจนถึงการผลาญชีวิตของศัตรู หรือเลวร้ายกว่านั้นคือการจับเป็นทาสเพื่อจะคงอำนาจของตัวเองไว้ให้นานที่สุดอย่างเดือดดาล

ดังนั้นแนวทางความเป็นสากล (Internationalism) จึงเป็นหนทางไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยทางตรงที่ต้องมาจากการร่วมกันจัดตั้งจัดการโดยผู้คนในชุมชนเอง ไม่ใช่พึ่งการช่วยเหลือปลอมๆ จากรัฐ กลุ่ม หรือผู้อยู่เหนือที่ไม่ได้ร่วมเข้ากับผู้คนอย่างเสมอภาคเพื่อต่อต้านฟักชิสและรากที่หยั่งลึกของแนวคิดปิตาธิปไตย