แถลงการณ์ 4 พฤษภาคม

แถลงการณ์ 4 พฤษภาคม

เรื่อง Young Pioneers1
ผู้แปล Sarid Siriteerathomrong
บรรณาธิการ Pathompong Kwangtong

ผืนผ้าแดง, ธงแดง, พรมแดง. ประชาชนในโถงประชุมแห่งประชาชนแสดงตนในชุดสีแดง เมื่อคุณเงยหน้าขึ้น เบื้องหน้าของคุณก็จะเป็นการชุมนุมเพื่อรำลึกถึงการครบรอบหนึ่งร้อยปีของขบวนการ 4 พฤษภาฯ 1919 ตัวอักษรที่ถูกประดับไว้อย่างยิ่งใหญ่แต่ก็ผิดที่ผิดทางจนกระตุ้นให้คนที่เห็นรู้สึกชวนหัว

ณ ขณะนี้ ในวันที่เรียกกันว่าวันแห่งยุวชน ‘แดง’ นักศึกษาหัวก้าวหน้าแห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง 6 คนถูกควบคุมตัวไปอย่างไร้เหตุผล

ในงานประชุมรำลึก พวกเขาขับร้องเพลง ‘ภารกิจฟื้นฟูชาติจักสำเร็จได้ด้วยการต่อสู้’ ประโยคบนป้ายที่อยู่เหนือหัวพวกเขาเขียนไว้ว่า “จงมุ่งมั่นเพื่อจดบันทึกคุณประโยชน์อันภาคภูมิของเยาวชนเพื่อให้ตระหนักถึงความฝันที่จะฟื้นฟูชาติจีนอันยิ่งใหญ่” เหล่าเยาวชนที่นั่งอยู่กำลังตั้งใจฟังและจดบันทึกทุกคำพูดของท่านเลขาธิการอย่างบ้าคลั่ง

แต่เมื่อสองวันก่อนนักศึกษาของมหาวิทยาลัยปักกิ่งถูกจับกดลงบนพื้นถนน มือถูกมัดไพล่หลัง ถูกฉุดกระชากลากเข้าไปในรถตำรวจ ถูกเตะ ถูกซ้อม

และเพิ่งเมื่อวานนี้เอง ที่พระอาทิตย์แห่งแปดหรือเก้านาฬิกาในตอนเช้า2ได้เป็นประจักษ์พยานถึงการหายตัวไปของนักศึกษาทั้งหกคน เสียงสุดท้ายจากพวกเขาคือเสียงร่ำไห้ผ่านสายโทรศัพท์ที่พวกเขาโทรไปหาผู้ปกครองเพื่อบอกว่าพวกเขาถูกจับ

พวกเขาไม่ใช่อาชญากรผู้ทำผิดกฎหมาย พวกเขาทำแต่สิ่งที่แสดงถึงความภักดีต่อลัทธิมาร์กซ์ พวกเขายอมมอบความเยาว์วัยเพื่อประโยชน์สุขของแรงงาน ในวันครบรอบหนึ่งร้อยปีของขบวนการสี่พฤษภาฯและวันแรงงานสากลในวันที่หนึ่งพฤษภาฯที่กำลังจะมาถึง

หอประชุมแห่งประชาชนช่างกว้างขวางและสว่างไสว ประชาชนในหอประชุมต่างแต่งกายน่าเคารพนับถือและได้รับการต้อนรับด้วยถ้อยคำซ้ำๆ ย้ำๆ ว่า “ความเยาว์วัย, เวลา, และการยึดมั่นทุ่มเท!” แต่ที่ด้านนอกหอประชุมการจัดกิจกรรมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิด ‘การรบกวนความสงบเรียบร้อยต่อสาธารณะ’ ถูกสั่งห้าม สิ่งเดียวที่สามารถทำได้คือนั่งดูกีฬา

นี่คืองานเฉลิมฉลองที่ถูกดูหมิ่น นี่คือจิตวิญญาณที่ถูกเหยียดหยาม ถ้าหากเราไม่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อมันแล้วไซร้จิตวิญญาณที่แท้จริงแห่งสี่พฤษภาฯจะแปดเปื้อนและสูญสลายหายไปในอันธการ

***

เมื่อร้อยปีก่อน กลุ่มนึกศึกษาสี่พฤษภาฯได้แรงบันดาลใจจากการเรียกร้องให้สู้เพื่อเอกราชและกำจัดผู้ทรยศชาติ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมนักศึกษาจึงปฏิเสธการเข้าชั้นเรียน แรงงานนัดหยุดงาน พ่อค้าวาณิชปฏิเสธตลาด ประชาชนทุกหนแห่งเข้าร่วมกับคลื่นแห่งการต่อต้านสินค้าจากญี่ปุ่นในขบวนการต่อต้านจักรวรรดินิยมและศักดินาที่ขยายตัวออกไปดั่งไฟป่าที่โหมไหม้ไปทั้งประเทศ นี่คือการปะทุครั้งใหญ่ของมวลชน และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ชนชั้นแรงงานของจีนก้าวขึ้นมาเป็นพลังสำคัญในฐานะพลังอิสระ สิ่งนี้ก่อให้เกิดธรรมเนียมอันน่าปลื้มปีติของการเคียงบ่าเคียงไหล่กันระหว่างปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้าและชนชั้นแรงงาน

ขบวนการนี้ได้ขจัดการทุจริตเก่าๆ และแทนที่ด้วยสิ่งใหม่ ในแง่วัฒนธรรมแล้วขบวนการนี้ได้รื้อทำลายอำนาจนิยม การทุจริต การกดขี่ โครงสร้างลำดับชั้นของพวกศักดินา เผยแพร่อุดมการณ์ประชาธิปไตย วิทยาศาสตร์ เสรีภาพและความเสมอภาค ในแง่การเมืองขบวนการนี้ได้ขยายฐานของผู้ที่ต่อสู้กับจักรวรรดินิยมและศักดินาไปสู่แรงงาน นักศึกษา มวลชนผู้เสาะแสวงหาความเท่าเทียมทางสังคมและการปลดแอกชาติตามแนวทางสังคมนิยม ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อเผยแพร่ลักทธิมาร์กซ์ในประเทศจีนให้เป็นเสาเอกแห่งการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน!

เมื่อหันกลับมาดูปัจจุบัน เสียงกู่ร้องแห่งการต่อสู้เหล่านั้นกลายเป็นประวัติศาสตร์ ขบวนการต่อสู้อันยิ่งใหญ่หลับไหลอยู่ในประวัติศาสตร์เมื่อร้อยปีที่แล้ว

หนึ่งศตวรรษต่อมา กงล้อแห่งประวัติศาสตร์ได้เดินหน้าอีกครั้ง การเปลี่ยนแปลงที่สั่นสะเทือนสวรรค์เกิดขึ้นแล้วในจีน สามสิบปีผ่านไปหลังขบวนการสี่พฤษภาฯ ชัยชนะของการปฏิวัติและการก่อตั้งพรรคสังคมนิยมในจีนใหม่ที่ซึ่งความฝันของบรรพบุรุษได้พ่านพ้นไป กลายเป็นอดีต

หกสิบปีผ่านไปหลังจากขบวนการสี่พฤษภา พวกลิ่วล้อทุนนิยมผู้มีอำนาจในพรรคได้ทรยศต่อสังคมนิยม พวกเขาขับขานวลี “แมวตัวไหนก็ตามที่จับหนูได้คือแมวที่ดี” ด้วยเสียงอันสูงเสียดหู ซ้ำร้ายพวกเขาเลือกเดินทางทุนนิยมที่ ‘ให้ใครบางคนรวยก่อน’

หลังจากดำเนินนโยบายเปิดเสรีทางการค้าไปสี่สิบปี จีนก้าวหน้าขึ้นอย่างมากควบคู่ไปกับการพัฒนาของเศรษฐกิจแบบตลาดและแสดงให้ชาวโลกเห็น ‘ปาฏิหาริย์แดนมังกร’ แต่ภายใต้ท้องมังกรตัวนี้กลับซุกซ่อนปัญหาสังคมต่าง ๆ ไว้มากมายเหลือคณานับ

เศรษฐกิจแบบตลาดเป็นบาทหลวงผู้ทำพิธีสมรสให้แก่นายอำนาจและนางเงินตรา ราชการถูกแปรเปลี่ยนจาก ‘ข้ารับใช้ของประชาชน’ เป็น ‘นายของประชาชน’ ความเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่างคนรวยคนจนยิ่งถ่างออกกว้างขึ้นยิ่งกว่าในช่วง ‘spring breeze’ แห่งยุคปฏิรูปเสียอีก ในปัจจุบันคนจำนวนเพียง 0.4 เปอร์เซ็นต์ของประชากรถือครองความมั่งคั่ง 70 เปอร์เซ็นต์ของทั้งสังคม เพียงแค่เศรษฐีที่รวยที่สุดในจีนสามคนก็มีทรัพย์สินรวมกันเป็นมูลค่ากว่า 8 แสนล้านหยวนแล้ว!

จากชนชั้นแรงงานที่เคยเป็น ‘เจ้านายของประเทศ’ กลับกลายเป็น ‘ทาสแห่งหยดเลือดและหยาดเหงื่อ’ ต้องใช้ชีวิตเช่นไส้เดือนอยู่ในชั้นใต้ดิน ต้องประทังชีวิตด้วยผักดองกับหมั่นโถ่วนึ่ง สวมใส่อุปกรณ์ที่เรียกกันว่าหมวกนิรภัยที่แตกกระจายตั้งแต่โดนกระแทกครั้งแรก กระเสือกกระสนทำงานชั่วชีวิตเพื่อไปสู่บั้นปลายที่มีแต่ความเจ็บป่วยทั้งร่างกายและจิตใจรออยู่

ความรู้สามารถวัดได้ด้วยเงิน ชีวิตสามารถวัดได้ด้วยเงิน บุคลิกภาพก็สามารถวัดได้ด้วยเงินเช่นกันอุดมการณ์ถูกควบคุม ถ้อยแถลงถูกเซนเซอร์ ในขณะที่ความเชื่อแบบศักดิดาและข้าทาสเช่น ‘ผู้ชายเปรียบดั่งสรวงสวรรค์ ผู้หญิงเปรียบดั่งผืนพสุธา’ หรือการจัดลำดับชั้นแบบขงจื่อกลับถูกชุบชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง

คุณสามารถเห็นธงแดงพลิ้วไหวอยู่ทั่วทุกหัวระแหงประหนึ่งว่ากำลังใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของก๊กมินตั๋งก่อนปี 1949 เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ‘แรงงาน’ คือผู้ที่สร้างปาฏิหาริย์แห่งมังกรขึ้นมาด้วยสองมือของพวกเขาหาใช่ใครอื่นไม่ แต่พวกอภิสิทธิ์ชนกลับสวาปามความมั่งคั่งและอำนาจทั้งหมดไปเสียฉิบ เช่นนั้นแล้วมันเป็น ‘การฟื้นฟูอันยิ่งใหญ่’ ของผู้ใดกัน?

มันหาใช่การฟื้นฟูของประชาชาติจีนแต่อย่างใด กลับกันมันคือการฟื้นฟูของพวกชนชั้นกระฎุมพี มันหาใช่การผงาดขึ้นของของสังคมนิยมจีน แต่เป็นการผงาดขึ้นของ ‘จักรวรรดิใหม่’ ต่างหาก!

***

ในปัจจุบันอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางจิตวิญญาณราดิคัลแห่งขบวนการสี่พฤษภาฯคือ อ้ายพวกอำมาตย์กระฎุมพี (bureaucratic bourgeois class)

ซ้ำร้ายอำมาตย์พวกนี้ยังเป็นหินโสโครกที่ขวางคลื่นแห่งความก้าวหน้าทางสังคมของจีนและยังเป็นศัตรูคู่อาฆาตของชนชั้นแรงงานจีนอีกต่างหาก

นอกจากการขูดรีดมูลค่าส่วนเกินโดยตรงจากแรงงานแล้ว พวกอำมาตย์กระฎุมพียังขูดรีดแรงงานซ้ำสองด้วยการทำให้สวัสดิการสุขภาพ บ้านเรือน และการศึกษากลายเป็นสินค้ามาขายให้แรงงาน พร้อมทั้งควบคุมความคิดและการผลิตซ้ำทางอุดมการณ์ในสังคม เผยแพร่ลัทธิขงจื่อ ‘จารีตครอบครัว’ ‘ศีลธรรมของผู้หญิง’ อีกทั้งอุดมการณ์ศักดินาล้าหลังนานาประการอย่างแยบคาย พยายามกำจัดสุ้มเสียงใดๆ ที่หมายจะต่อกรกับพวกมัน ยึดจับเอาสวัสดิการทางสังคมทั้งหลายให้กลายเป็นตรรกะของทุน!

ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นย่อมมีการต่อต้าน”

ในวสันตฤดูและคิมหันตฤดูเมื่อสามทศวรรษที่แล้ว นักศึกษาหัวก้าวหน้าได้เดินเท้าเข้าสู่จัตุรัสเทียนอันเหมินเพื่อต่อสู่กับอำมาตยาธิปไตย การทุจริต เงินเฟ้อ พวกพ่อค้าหน้าเลือดและการควบคุมเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งถูกทำให้เสื่อมเสียภายหลังจากการปฏิรูปเพียงสิบปี! พวกเขาต้องการประชาธิปไตย เสรีภาพ วิทยาศาสตร์ นิติธรรม พวกเขาคาดหวังที่จะบรรลุการทำให้จีนเป็นสมัยใหม่ ขบวนการดังกล่าวเริ่มขึ้นโดยนักศึกษาในปักกิ่งแต่ท้ายที่สุดก็ได้ปลุกนักศึกษาและประชาชน ทั้งจากในปักกิ่งและทั่วประเทศให้ลุกฮือขึ้นมาได้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือความสำเร็จและความก้าวหน้าที่สำคัญในประวัติศาสตร์

อนิจจา เส้นทางแห่งประชาธิปไตยและเสรีภาพกลับมีหล่มลึกไร้ก้นบึ้งที่คอยขวางอยู่ มันคือหล่มแห่งความสัมพันธ์ที่ขูดรีดของทุนนิยม! ตราบใดที่ท่านมิได้เดินในเส้นทางสังคมนิยมซึ่งทอดตัวอยู่เบื้องหลังทุนนิยมแล้วไซร้ คำตอบของคำถามเรื่องประชาธิปไตยแลเสรีภาพจักมิมีให้ท่านดอก

เช่นนั้นแล้วความรับผิดชอบทางสังคมของเยาวชนในทุกวันนี้คืออะไรกันเล่า?

มันไม่ได้ดำรงอยู่ในการพูดคุยถึงการฟื้นฟูชาติ มันไม่ได้ดำรงอยู่ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของชาติ แต่มันดำรงอยู่ในสำนึกทางสังคมของเราด้วยการที่เอาตัวเองไปเข้าร่วมขบวนการต่อต้านอาณัติสวรรค์ที่ชื่อทุนนิยม เลือกเดินในเส้นทางประชาธิปไตยเพื่อความเท่าเทียมอีกครั้ง ระหว่างการเดินทางนั้นเยาวชนจะค่อยๆ บรรลุว่า ‘ลัทธิมาร์กซ์เท่านั้นที่สามารถช่วยจีนได้!’

ขบวนการนี้ไม่ควรถูกปิดปาก ไม่ควรถูกกำราบหรือถูกลดทอนให้เหลือเพียง ‘ชีวิต’ ในหอประชุมแห่งประชาชนได้ นักศึกษาที่ออกไปประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในหูเป่ย นักศึกษาที่ออกไปสู้กับโจรรับจ้างที่นานกิง และยังมีอีกมากที่ต่อสู้กับอำมาตย์ในมหาวิยาลัยตนเอง จิตวิญญาณแห่งสี่พฤษภาฯ ได้ลุกโหมด้วยเพลิงอันโชติช่วงอยู่ในตัวของพวกเขา

เยาวชนในปัจจุบัน ไม่ควรต่อสู้เพียงเพื่อประชาธิปไตยในวิทยาลัยเพื่อตัวพวกเขาเองเท่านั้น แต่พวกเขาควรขยายขอบเขตการต่อสู้ตั้งแต่ในโรงงาน ในชนบทไปจนจรดทุกอาณาเขตในชีวิตทางสังคมของพวกเขา

เยาวชนร่วมสมัยเอ๋ย การกล้าต่อสู้กับอำนาจเผด็จการนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป พวกเขาควรกล้าที่จะรวมตัวกับแรงงานและชาวไร่ชาวนาเพื่อร่วมเป็นแนวหน้าในการต่อสู้ทางชนชั้น

จงจดจำทุกห้วงขณะ สังคมใหม่ที่พวกเรากำลังต่อสู้เพื่อให้ได้มาคือสังคมที่นำโดยชนชั้นแรงงาน ด้วยสังคมนี้เท่านั้นที่ทำให้ประชาชนเป็นนายแห่งชีวิตของตัวเองอย่างแท้จริง สังคมซึ่งแสวงหาความเท่าเทียมและเสรี แสวงหาการพัฒนาการดำรงอยู่ของมนุษย์ในทุกด้าน ด้วยสังคมนี้จะเป็นสังคมที่ปฏิเสธการขูดรีดหรือการกดขี่ทางชนชั้นอย่างสิ้นเชิง เส้นทางของพวกเราคงไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ มันอาจจะยาวไกลน่าเหนื่อยหน่าย แต่หากพวกเราต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่เคียงข้างกันไป วันที่ฟ้าสีทองผ่องอำไพและประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินก็จักมาถึง

 


1 บทความนี้แปลมาจาก ‘Young Pioneers, May Fourth Manifesto, NLR 116/117, March–June 2019’, New Left Review <https://newleftreview.org/issues/ii116/articles/young-pioneers-a-may-fourth-manifesto> [accessed 4 May 2021].

2พระอาทิตย์ยามแปดหรือเก้านาฬิกาในตอนเช้า’ เป็นการเหน็บแหนมคำเปรียบเปรยของเหมา ที่พูดถึงนักศึกษาและผู้ไปเรียนรู้ที่มอสโกปี 1957: ‘เหล่าเยาวชนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกำลังและแรงงานเอ๋ย ชีวิตของพวกเธอกำลังเบ่งบานดั่งเช่นพระอาทิตย์ในตอนแปดหรือเก้าโมงเช้า ความหวังของพวกเราขอฝากไว้กับพวกเธอ โลกเป็นของเธอ อนาคตของชาติจีนเป็นของพวกเธอ’

แนวคิดว่าด้วยปรัชญาและสันติภาพของ ปิยบุตร แสงกนกกุล

แนวคิดว่าด้วยปรัชญาและสันติภาพของ ปิยบุตร แสงกนกกุล

เรื่อ1 ทักษภณ โฆษิตพิพัฒน์ (กลอง กบฏ)2
ภาพ TUMS
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

ปิยบุตร แสงกนกกุล ถือได้ว่ามีจุดยืนทางการเมืองแบบ Post-Marxism ตามแบบข้อเสนอของ เออร์เนสโต ลาคลาว (Ernesto Laclau) และ ชองตาล มูฟ (Chantel Mouffe) ซึ่งเขาเรียกว่า Post-Marxism เขาบอกว่า ที่ผ่านมาพวกมาร์กซิสต์อยากเปลี่ยนแปลงอะไรมักจะ ผลักไส(Exclude) ปัญหาของคนอื่นออกไป ชองตาล มูฟ เล่าว่า “ขบวนการเฟมินิสต์ กลุ่มความหลากหลายทางเพศ กลุ่มเรียกร้องประเด็นสิ่งแวดล้อม เวลากลุ่มคนเหล่านี้นำเสนอปัญหา พวกซ้ายดั้งเดิมจะบอกว่า ‘ถึงเรื่องนี้เป็นสำคัญแต่เชื่อเราเถอะ เราต้องเริ่มต้นที่กรรมกรแล้วปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพก่อน แล้วก็ Exclude คนอื่นออกไป’ ” มูฟ มองว่า เราไม่อาจอธิบายด้วยเส้นแบ่งอย่างเดิมได้แล้ว ให้แบ่งแบบใหม่ คือ คุณต้องไปรวมเอาความต้องการของสังคมจากคนทุกกลุ่มออกมาให้ได้

ผมเลยประยุกต์ทฤษฎีของ ลาคลาว กับ มูฟ มาใช้ คุณจะเชียร์พรรคการเมืองคนละพรรค ใส่เสื้อคนละสี เป็นเรื่องปกติในการเมืองแบบระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่ได้หมายความว่า คุยกันไม่ได้แล้วเปิดโอกาสให้ทหารเข้ามายึดอำนาจ ผมจึงเสนอให้ชี้ชวนดูความขัดแย้งชุดใหม่ที่ถูกต้อง คือ ทุกคน, คุณถอดสีเสื้อออกไปก่อนนะ คุณต้องการอะไรจากประเทศนี้ คุณทนเห็นอะไรในสังคมไทยไม่ไหวแล้ว ใน 14 ปี ที่ผ่านมา คุณมองเห็นอนาคตของลูกหลานไหม คุณมองเห็นเรื่องการศึกษาที่ดีมีคุณภาพไหม คุณมองเรื่องความเหลื่อมล้ำที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ไหม คุณต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีไหม ทุนผูกขาดรวบประเทศแบบนี้จะเอาหรือ ทฤษฎีซ้ายใหม่ของลาคลาวและมูฟ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากคาร์ล ชมิตต์ (Carl Schmitt) มาอีกที บอกว่า การเมืองเป็นเรื่องของขั้วตรงข้าม มีความขัดแย้งกันอยู่เสมอ แต่ความขัดแย้งในที่นี้ไม่ได้แบ่งครึ่งตามแนวดิ่ง (Vertical) แยกซ้าย-ขวา แบบเดิม แต่แบ่งแบบตัดขวางตามแนวนอน (Transversal) สิ่งสำคัญภายใต้การแบ่งแบบใหม่คือ คุณต้องนิยามให้ได้ว่าใครเป็น “เรา” และใครเป็น “เขา”

“เรา” ก็คือทุกคนที่ประสบปัญหาจากระเบียบโลกใหม่ ยากลำบากจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ ได้รับผลกระทบจากลัทธิเสรีนิยมใหม่ทางเศรษฐกิจ บางคนอาจจะชาตินิยมมาก บางคนอาจจะชาตินิยมน้อย คนทำงานการเมืองต้องไปคุยให้หมดทุกกลุ่ม ทุกคนคือ “ประชาชน” คือ “เรา” ซึ่งต้องร่วมกันต่อสู้กับ “เขา” – ชนชั้นนำจำนวนน้อยสังคม

มูฟบอกว่า นี่คือประชานิยมแบบซ้าย (Left Populist) ความต่างจากประชานิยมแบบขวา (Right Populist) คือ ผู้นำของประชานิยมแบบซายไม่ปลุกระดมเรื่องชาตินิยม แต่มีภารกิจสำคัญในการหลอมรวมผู้คนทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบจากระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ ไม่ว่าคุณจะเป็นแรงงานอพยพ ข้าราชการ นักศึกษา หรือ LGBT ก็ตาม ความท้าทายของแนวทางใหม่นี้ คือ จะหลอมรวมความต้องการที่แตกต่างหลากหลายจากคนทุกกลุ่มทุกประเภท อันเป็นผลพวงจากระบบโครงสร้างที่ผ่านมา มาเป็นความต้องการของสังคม (Social demand) ที่จะนำไปต่อสู้กับชนชั้นนำได้อย่างไร ศิลปะของผู้นำจึงอยู่ที่การสร้าง Chain of Equivalence หรือห่วงโซ่แห่งการเทียบเท่าเชื่อมโยง เพื่อสร้างความต้องการของทั้งสังคม แสวงหาความต้องการร่วมของ “เรา” เพื่อจะไปสู้กับ “เขา” หลอมรวมความต้องการของคนทั้งสังคมเหล่านี้มาชนกับชนชั้นนำซึ่งเป็นกลุ่มคน 1 % ที่ดูดซับเอาทรัพยากร อำนาจ และทุนของประเทศไว้อยู่กระจุกเดียว ส่วนคนที่เหลือไม่ว่าคุณจะชอบสีไหน เชียร์พรรคอะไร ต่างก็ต้องลำบากด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ในขณะที่ชนชั้นนำ 1 % นั้น ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากการเลือกตั้งหรือกองทัพ เขาก็อยู่ได้เหมือนเดิมตลอด ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ในทรรศนะของ อ.ปิยบุตร (ซึ่งดัดแปลงมาจากข้อเสนอของ Chantal mouffe) มีทรรศนะต่อสงครามและสันติภาพที่วางอยู่บน Democracy มากกว่าบน Liberalism เพราะปิยบุตรนิยามความเป็นเรา (A) ในความหมายที่เป็น คน 99% ที่ได้รับผลกระทบจากการจัดระเบียบโลกใหม่แบบเสรีนิยม นิยาม “ศัตรู” ว่าเป็นคน 1 % ที่ดูดซับทรัพยากร อำนาจ เอาไว้แต่เพียงพวกเดียว

และปิยบุตร (เช่นเดียวกับ Mouffe และ Schmitt) ไม่เคยกล่าวเลยว่าเราควรจะทำอย่างไร กับ “เขา” ซึ่งในส่วนนี้ในสายตาของ Liberals อาจมองว่าเป็น “จุดอ่อน” ก็เป็นได้เพราะไม่ได้มีการกำหนด กฏเกณฑ์ กติกาสำหรับวิธีปฏิบัติต่อ ศัตรู (และแน่นอนว่าข้อเสนอของทั้ง 3 นั้น เสนอว่าทางออก คือ สงคราม (Conflict) ไม่ใช่ ฉันทามติร่วมของทุกคน (Consensus) ในขณะที่ฟากฝั่งของ Liberals จะต้องมี X (ศีลธรรม/ความยุติธรรม) ประกอบกับ A (ความเป็นเรา) จึงจะนำไปสู่ผล (Consensus) ได้ หรือ ต่อให้มีสงครามเกิดขึ้น สงครามเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น และ จะต้องมีศีลธรรมให้ได้มากที่สุด (เท่าที่จะเป็นไปได้) เช่น การจำเป็นต้องมีอนุสัญญาเจนีวา ที่วางมาตรฐานในการปฏิบัติต่อผู้เป็นเหยื่อของสงครามอย่างมีมนุษยธรรม

แต่กลับกันในทรรศนะของ Schmitt แล้ว “เรา” ไม่จำเป็นต้องสนใจ X (ศีลธรรม) ในการกระทำต่อ “เขา” ผลที่ออกมา คือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว,ยิปซี ฯลฯ การทรมานเชลยนักโทษต่าง ๆ ล้วนเป็นไปในนาม “สงครามที่ชอบธรรม” สำหรับ Schmitt แล้ว สงครามไม่ได้เป็นสิ่งที่จำเป็นและชอบธรรมเสมอไป หากแต่มีสงครามที่ไม่จำเป็น (สงครามอันหลีกเลี่ยงได้) และไม่ชอบธรรมอยู่นั่น คือ สงครามกลางเมือง (Civil war) ที่ Schmitt มองว่าสงครามกลางเมืองนั้นเป็นสิ่งไม่จำเป็นเพราะ มันคือสงครามที่ “เรา สู้กับ เรา กันเอง” (โดยความเป็นเราที่ว่านี่ คือ ความเป็นผู้มีเลือดอารยันเข่นฆ่ากันเอง)

เช่นเดียวกัน เมื่อ Mouffe นิยามความเป็น “เรา” ว่า คือ ผู้คนที่ประสบภัยจากระเบียบโลกใหม่และลัทธิเสรีนิยมใหม่ การที่ “เรา สู้กับ เรากันเอง” หรือก็คือ ประชาชนที่เป็นคน 99% ต้องมาต่อสู้กันเองด้วย เชื้อชาติ สีผิว เพศ ศาสนา หรือเหตุใดก็ตามเป็น “สงครามที่ไม่จำเป็น ไม่ชอบธรรม และ หลีกเลี่ยงได้) เป็นการต่อสู้ที่ผิด เพราะไม่ได้ต่อสู้กับ “ศัตรู” ที่แท้จริง และเช่นเดียวกับการต่อสู้ระหว่าง “เหลือง-แดง” ในประเทศไทย ซึ่ง “ต่างก็ต้องลำบากด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ในขณะที่ชนชั้นนำ 1 % นั้น ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากการเลือกตั้งหรือกองทัพ เขาก็อยู่ได้เหมือนเดิมตลอด ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง” ตามที่ อ.ปิยบุตรได้ว่าไว้ แนวคิดของ Schmitt มีที่มาจากคอนเซปเรื่อง Person เป็นผลรวมของ Legal และ Ethical ของมนุษย์ ในส่วนของ Legal เป็นฐานสำคัญของ Liberal อันนำไปสู่คอนเซป “การเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย” และความเป็นปัจเจกนิยม (รวมไปถึงความพหุนิยม) ซึ่ง Schmitt จะสนใจไปที่ด้าน Ethical โดยเขาอธิบายว่ามันเกิดขึ้นได้จากการ “สร้างศัตรูร่วมกัน” และในที่สุด ประชาธิปไตย (Democracy) ที่ปราศจากเสรีนิยม คือ State of war (เพราะถ้าไม่มีศัตรูที่ชัดเจน ก็จะไม่มีความเป็นเราที่ชัดเจนเช่นกัน) ความเป็นประชาธิปไตยอันเปลือยเปล่า แท้จริงแล้ว คือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของมวลประชา ซึ่งในบริบทที่ Schmitt เสนอ ณ ตอนนั้นเขาเสนอว่า “เชื้อชาติ” เป็นสิ่งที่สามารถระบุ “ความเป็นเรา” ได้ง่ายที่สุด (ในยุคสมัยของเขา) และ มีศัตรูร่วมชาติ คือ “เชื้อชาติอื่น” Schmitt วิจารณ์หลักการเรื่อง “ความเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย” อันเป็นหลักใหญ่ใจความของ Liberalism ว่าเป็นความเสมอภาคในนามธรรมที่กลวงเปล่า เพราะในความเป็นจริงแม้คนจนจะมีสิทธิฟ้องนายทุน แต่ถ้าฟ้องจริง ๆ ผลก็คือคนจนก็ตกงาน นอกจากนั้น ความเสมอภาคกันต่อหน้ากฏหมายไม่ได้ทำให้เกิดความเป็น “เรา” คนชนชั้นนายทุนกับกรรมาชีพก็ไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขาเป็นพวกเดียวกัน เพราะเสมอหน้ากันในทางกฎหมาย ประชาธิปไตยของ Schmitt จึงคือความเป็นเนื้อเดียวกัน ความ “เท่ากัน” ในแง่การระบุตัวตน (identify) ว่าเรารู้สึกว่าเรา “เท่ากัน” เป็นพวกเดียวกัน ดังนั้นเขาจึงไม่เชื่อว่า Legal จะครอบ Ethical ได้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมชาวอเมริกันในดินแดนแห่งเสรี โหวตเลือกประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ขึ้นมาเพราะเขาไม่ได้รู้สึก “อิน” กับเรื่อง PC และเรื่อง PC ก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่าพวกเขาเป็นเนื้อเดียวกัน แต่สิ่งที่ทำให้ Mouffe ต่างจาก Schmitt คือ Mouffe คิดว่า พหุนิยม (Pluralism) กับ “ความเป็นเรา” มันสามารถไปด้วยกันได้ ในขณะที่ “ความเป็นเรา” ของ Schmitt คือ ความเป็นเลือดอารยัน (ซึ่งเป็นผลพวงจากฉันทามติของชาวเยอรมันในขณะนั้น) เท่านั้น นอกเหนือจากเลือดอารยัน คือ “ความเป็นเขา”

Mouffe เสนอว่าความเป็น “เรา” จะต้อง “บาง” มีความหลากหลาย และ Include คนจำนวนมากได้ ในขณะที่ “ความเป็นเขา” จะต้อง “หนา” (ชัด) วิธีคิดเรื่อง “ความเป็นเขา” จึงเป็นมรดกที่ Mouffe สืบทอดต่อมาจาก Schmitt (หรือก็คือ Schmitt เชื่อว่า “ความเป็นเรา” ถูกกำหนดโดยภายนอกอย่างเดียว แต่ Mouffe เชื่อว่าถูกกำหนดโดยภายในได้) ความเป็น “เรา” ในทรรศนะของ Mouffe เองก็มี X (ศีลธรรม) อยู่แต่เนื่องจากเขาเป็นนักคิดหลังยุค Post-Modern ซึ่งข้อคิดสำคัญที่ได้จากปรัชญาในยุคนั้น คือ วาทกรรมและการครอบงำ ยิ่งมีกฏเกณฑ์ทางศีลธรรมมากเท่าใด ก็ยิ่งมีความครอบงำมากเท่านั้น หากแต่ถ้าเราไม่เลือกใช้วาทกรรมใด ๆ เลย ก็ไม่สามารถก่อร่างสร้างกลุ่มทางการเมืองและนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เงื่อนไขในความเป็น “เรา” จึง มีแค่ 2 ข้อ คือ Equality(ความเสมอภาค) และ Freedom(เสรีภาพ) ซึ่งเปิดกว้างให้กับการตีความ “ประชาธิปไตย” ในอุดมคติของ อ.ปิยบุตร คือ ความเป็นเนื้อเดียวกันของประชาชน 99% ที่ทำสงครามต่อคน 1% และ ต่อระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ซึ่งข้อจำกัดหรือปัญหาในทางทฤษฎีหากจะพึงมี คือ “แล้วเราจะทำอย่างไรกับศัตรู (คน 1%)” นั้น ในขณะที่ฟากฝั่ง Liberals มีสนธิสัญญาเจนีวาและสิทธิมนุษยชนเอาไว้ในการรองรับคำตอบ แต่ในฝั่งของ Democracy กลับไม่มี ซึ่งในส่วนนี้จะมองว่าเป็นข้อจำกัดก็ได้ หากแต่มันไม่ “ย้อนแย้ง” ในตัวเอง เนื่องจาก “ภาษาของสิทธิ” หรือหลักการทางนามธรรมต่าง ๆ เป็นชุดวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้น และ อาจจะเป็นฉันทามติของผู้คน 99% หรือไม่ก็ได้ การที่นักคิดเหล่านี้จงใจละส่วนนี้ไว้ ก็เนื่องจากการที่พวกเขาไปกำหนดกฏเกณฑ์ว่า “ควรปฏิบัติต่อศัตรูอย่างไร” ก็จะเป็นการไป “คิดแทน” มวลชน ที่อยู่คนละบริบทกับพวกเขา ทั้งเวลาประสบการณ์และสถานที่ ควรปล่อยไว้ให้เป็นฉันทามติของมวลชน ณ ขณะนั้น จึงจะถูกต้องตามหลักการที่เสนอมาหรือถึงที่สุดถ้าหากมติมหาชน (99%) ออกมาว่าให้กระทำความรุนแรงต่อคน 1% ขึ้นมาจริง ๆ คำถามที่น่าคิดทบทวน คือ

ข้อที่ 1. “ความรุนแรง คือ อะไร ?” สภาพความเป็นอยู่ของผู้คนส่วนใหญ่ในโลกภายใต้ระบอบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ที่ต้องทุกข์ทรมาน อยู่กับความยากจน หลายล้านคนขาดเครื่องอุปโภคบริโภค หลายล้านคนถูกใช้แรงงานจนเสียชีวิต หลายล้านคนถูกขูดรีดจนไม่มีเงินสำหรับค่ารักษาพยาบาล สิ่งเหล่านี้ไม่นับเป็นความรุนแรงหรือ ? แล้วทำไมความรุนแรงที่เกิดกับคนกว่า 99% กับมีค่าแค่เท่ากับหรือน้อยกว่าความรุนแรงที่จะเกิดกับคน 1% ?

ข้อที่ 2. “คน 1 % นั้นต้องเป็นคนประเภทใด ?” เนื่องจากฉันทามติที่มาจากคน 99% คือการล้มเลิกระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ที่ให้คุณประโยชน์แค่กับคน 1 % และ เงื่อนไขในการเป็นคน 99% ก็มีเพียงแค่เชื่อในความ “เสมอภาค และ เสรีภาพ” ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่พื้นฐานมาก ๆ

ถ้าคนที่จะตั้งตัวเป็น “ศัตรู” กับคน 99% เพราะเขาต่อต้านความ เสมอภาค และ เสรีภาพ หรือต้องการรักษาไว้ซึ่งระบบที่ “กระทำความรุนแรง” และเอาเปรียบคนส่วนใหญ่ในสังคมเพื่อประโยชน์ของตัวเขาเอง ก็แปลว่าตัวเขาไม่ได้ปฏิเสธ “ความรุนแรง” ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว นอกเหนือไปกว่านั้น คือ “หลักการสิทธิมนุษยชน” ถูกประกอบสร้างขึ้นโดยกระฎุมพีกลุ่มหนึ่ง และ แพร่กระจายออกไปเป็น “ความจริง (Truth)” ภายใต้เงาของลัทธิทุนนิยมและจักรรดินิยมอเมริกา ทำไมชุดวาทกรรมนี้จะไม่สามารถถูกรื้อสร้างหรือปรับปรุงได้โดยน้ำมือของมนุษย์ยุคปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นคนส่วนใหญ่ 99% ? ทำไมเราต้องสยบยอมต่อชุดวาทกรรมที่ “มีส่วน” ในการกดขี่คน 99% หรือชุดวาทกรรมที่ทำให้ “ความรุนแรง” ที่เกิดกับคน 99% อันเป็นผลจากระบบที่ล้าสมัยเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” (เช่น ชุดวาทกรรม ปลาใหญ่กินปลาเล็ก,บุญทำกรรมแต่ง,โชคชะตาฟ้าลิขิต,กฎแห่งป่า,There is no alternative ของ Thatcher ฯลฯ)

ในส่วนของปํญหาและข้อจำกัดในภาคปฏิบัติ ปัญหาและข้อจำกัดในภาคปฏิบัติถือว่ามีมากมายกว่าในทางทฤษฎีมาก ๆ เพราะแนวคิดของ Mouffe จะต้องต่อสู้แย่งชิงมวลชนกับพวกประชานิยมฝ่ายขวา และ กลุ่มคนที่เห็นด้วยกับระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่
ในส่วนของการต่อสู้กับพวกประชานิยมฝ่ายขวานั้น มีความท้าทาย คือ พวกฝ่ายขวามีความชำนาญในการฝังรากแห่งความเชื่อและอุดมการณ์ลงในมวลชนของ พวกเขามีอาวุธที่ร้ายแรงมากอย่าง “พิธีกรรม” อยู่ ซึ่ง “พิธีกรรม” ดูจะเป็นสิ่งที่ในภาคปฏิบัติฝ่ายซ้ายและลิเบอรัล ไม่ใคร่ให้ความสำคัญนัก เนื่องจากมองว่าเป็นผลิตผลจากศาสนาที่ไร้เหตุผลและล้าหลัง แต่ในภาคปฏิบัติการแล้วมันได้ผลอย่างมากในระดับจิตใต้สำนึกของมนุษย์ การสามารถตอบตัวเองว่า “ฉันได้ทำสิ่งนี้ ฉันจึงเป็นคนดี และ รู้สึกดีกับตัวเอง” เป็นความสามารถที่ฝ่ายขวาจารีตมีเหนือฝ่ายซ้าย และ เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญว่าทำไมฝ่ายขวาส่วนใหญ่จึงมีสุขภาพจิตที่ดี และ มีความเหนียวแน่นสามัคคีสูง ในขณะที่ปัจจุบันโรคทางจิตแพร่ระบาดในหมู่คนรุ่นใหม่เสรีนิยมและฝ่ายซ้าย (แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคน)ซึ่งสุขภาพจิตที่ดี ซึ่งมาจากการสามารถรู้สึกดีกับตัวเองได้ เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ฝ่ายซ้ายมีความเหนียวแน่นต่อกัน และ มีสุขภาพจิตที่ดี ฝ่ายซ้ายควรจะมี “พิธีกรรม” ซึ่งสร้างความรู้สึกที่ “ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของมวลรวมขนาดใหญ่” เป็นความรู้สึกทางจิตวิญญาณถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้ย่อมจะถูกต่อต้านจากคนที่ยังไม่ได้เข้าใจในระบบการทำงานของ “อุดมการณ์” และ จิตวิทยาการเมือง หรือ ยังไม่หลุดพ้นจากกับดักของ “Rationality”

เมื่อเนื้อแท้ของประชาธิปไตย คือ ความรู้สึกเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นสำนึกของตัวตนในลักษณะรวมหมู่(Collectivism) แล้วไซร้ สำนึกแบบ “ปัจเจกนิยม” (Individualism) ที่ตั้งอยู่ด้านตรงข้ามของประชาธิปไตย แต่ถูกนำมาแอบแฝงโดยลัทธิเสรีนิยมก็จะต้องถูกท้าทายผ่าน “พิธีกรรม” ดังกล่าวเช่นเดียวกัน สำนึกแบบปัจเจกนิยม ยังเป็นเหรียญอีกด้านของ ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ที่วางอยู่บนแนวคิด “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” และ American dream ซึ่งเป็นปัจเจกนิยมสุดขั้ว ที่ในที่สุด ตระหนักถึงตัวเองในฐานะที่เป็นปัจเจกแยกออกจากมนุษย์คนอื่น คำนึงเพียงการสะสมทุน และ มองมนุษย์คนอื่น ๆ เปรียบเสมือนวัตถุซึ่งเอาไว้ตักตวงผลประโยชน์ และ สร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำดังกล่าวผ่านขุดวาทกรรม “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก,กฎแห่งป่า,สัจนิยมแบบทุน ฯลฯ)

อุดมการณ์แบบปัจเจกนิยม,เสรีนิยมใหม่ เป็นอุดมการณ์ที่ถูกผลิตซ้ำ (ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ) จากสื่อของประเทศอเมริกา และ ประเทศที่นายทุนถืออำนาจสูงสุด (ครอบครองทรัพยากรและปัจจัยการผลิตสูงสุด) และได้เผยแพร่ออกไปทั่วโลกผ่านกระแสโลกาภิวัฒน์ และ เทคโนโลยีการสื่อสารใหม่ ๆ ในปัจจุบัน ทำให้จิตสำนึกแบบ ปัจเจกนิยมสุดขั้ว นี้ฝังรากอยู่ใน “จิตใต้สำนึก” ของผู้คนทั่วโลกที่ได้รับสื่อนั้น (และแน่นอนว่าเมื่อมันเป็น “อุดมการณ์” ซึ่งทำงานในระดับจิตสำนึก ตัวผู้สมาทานอุดมการณ์ไม่จำเป็นต้องรู้สึกตัวว่าตัวเองเชื่อในอุดมการณ์แบบไหน แต่อุดมการณ์นั้นจะเป็นตัวสั่งเขาให้ประเมินสถานการณ์ใดว่าเป็น “ธรรมชาติ” หรือ “ไม่เป็นธรรมชาติ”

ดังนั้น Mouffe , ขบวนการฝ่ายซ้ายอื่น ๆ ทั่วโลก และ อ.ปิยบุตร ไม่เพียงแต่ต้องสู้กับแนวคิดแบบฝ่ายขวาจารีตเท่านั้น (Ethical แบบเก่าภายในประเทศ) แต่ต้องสู้กับความเชื่อใน “เศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่” “สำนึกแบบปัจเจกนิยมสุดขั้ว” ที่สร้างภาพฝันว่า “ใคร ๆ ก็ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ หากพยายามมากพอ พวกที่พ่ายแพ้เป็นพวกไร้ความพยายาม หาใช่ความผิดของรัฐหรือระบบใดๆ แต่เป็น “กลไกตามธรรมชาติ “ และตอบแทนผู้ศรัทธาส่วนใหญ่ที่ไม่ได้สังกัดในชนชั้นนายทุน ด้วยการไม่มีงานทำ,รัฐที่ไร้รัฐสวัสดิการ,หนี้ที่ไม่มีวันใช้หมด และ การโทษตัวเองว่าไม่มี “ความพยายามหรือศักยภาพ” มากพอ จนนำไปสู่อาการทางจิตต่าง ๆ

แต่ปัญหาในภาคปฏิบัติดังกล่าวนี้ ก็อาจไม่ได้น่าสิ้นหวังขนาดนั้น เนื่องจาก Chain of Equivalent (ฉันทามติร่วม) ที่อ.ปิยบุตร จะต้องสร้างไม่ได้เรียกร้องถึงขนาดที่ผู้คนต้อง ละทิ้งจารีตประเพณี ความเชื่อ สีเสื้อ อัตลักษณ์ความหลากหลายต่าง ๆ ไป หากจุดร่วมที่ต้องมี คือ “ความสำนึกในฐานะที่ตัวเองเป็นคน 99% ซึ่งถูกระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ (ในบริบทไทยก็ต้องเพิ่ม ระบอบอุปถัมภ์และศักดินาเข้าไปด้วย)ก่อกรรมทำเข็ญ ก็เพียงพอสำหรับนิยามความเป็น “เรา” โดยในขบวนการแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้ จะยังรักษาความพหุนิยม เอาไว้ได้โดยไม่จำเป็นต้องบังคับให้ทุกคนต้องเหมือนกันหมด แบบที่เคยเกิดขึ้นกับการปกครองของ ฮิตเลอร์ หรือ สตาลิน


1 บทความนี้เป็นบทความที่เขียนส่งอาจารย์ในวิชา PO315 ปรัชญาสงครามและสันติภาพ
2 สมาชิกก่อตั้งกลุ่มมาร์กซิสต์ศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TUMS)

เล่าเรื่องโรจาวา ถอดความจากการสัมภาษณ์ผู้อาศัย ณ แดนดินถิ่นในฝันของใครหลายคน

เล่าเรื่องโรจาวา ถอดความจากการสัมภาษณ์ผู้อาศัย ณ แดนดินถิ่นในฝันของใครหลายคน

เรื่อง Gabriel Ernst & Pathompong Kwangtong
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

หลายคนคงประทับใจโรจาวา จากที่ได้อ่านในบทความของเราหรือได้ดูจากคลิปวีดีโอของพูดไปแล้ว ครั้งนี้ทาง #Dindeng จึงพาเราเข้าใกล้แดนดินถิ่นนั้นมากขึ้นไปอีก ด้วยการสัมภาษณ์สายตรงไปถึงอาสาสมัครที่ตั้งใจจะอยู่ที่นั่นตลอดชีวิต (เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นเวลากว่าปีนึงแล้ว) เราได้จัดตั้งการประชุมสายจากมหาอาณาจักรล้านนาและเมืองเล็กๆ ในยุโรป ไปถึงใจกลางสหพันธ์ประชาธิปไตยโรจาวา ภายใต้สัญญาณอินเตอร์เน็ตที่ฝากฝั่งหนึ่งต้องเสียเงิน กับอีกที่หนึ่งใช้การได้ฟรี การถอดความครั้งนี้เราจะเล่าเรื่องโดยใช้เสียงเล่าของเราเป็นหลัก และประเด็นการพูดคุยก็ได้มาจากที่ผู้อ่านแนะนำเรามา หากอ่านจบแล้วยังไม่จุใจ ทุกท่านสามารถฝากคำถามเพิ่มเติมได้ ผ่านทางคอมเมนต์หรือช่องทางเพจ Facebook หรือ Twitter ของเรา ถ้าเรามีโอกาสได้สัมภาษณ์อีก เราจะช่วยไขความกระจ่างให้ท่านแน่นอน

ปัญหาสำคัญในปัจจุบันของโรจาวา คืออะไร และพวกเขามีวิธีการจัดการกับสิ่งเหล่านั้นอย่างไรบ้าง?

ปัญหาใหญ่ภายนอกคือ รัฐบาลตุรกีและซีเรียขัดขวางและสกัดกั้นพวกเขาอย่างเหี้ยมโหด พูดง่ายๆ ก็คือพวกเขาเข้าถึงแหล่งทรัพยากรได้ยากมาก

ส่วนปัญหาภายในก็คือ โดยหลักการแล้ว ทุกปัญหาจะต้องถูกแก้ไขในระดับท้องถิ่น ดังนั้น ปัญหาในโรจาวาจึงไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสองปัญหา แต่ในท้องถิ่นต่างๆ ย่อมมี มอง ตีความ และแก้ไขปัญหาแตกต่างกัน ตามแต่ความประสงค์ของแต่ละท้องที่ อย่างไรก็ตาม ในโรจาวายังคงมีคนรวยกับคนจน เพียงแค่การเป็นคนจนไม่ได้สร้างปัญหาใหญ่หลวงนัก เพราะผู้คนที่นั่นดูแลและช่วยเหลือซึ่งกันอยู่ตลอด

ทั้งนี้ ปัญหาใหญ่ประการหนึ่งที่ควรค่าแก่การพูดถึงก็คือ การเติบโตของชนชั้นนายทุน จากกลุ่มคนที่จัดการเรื่องกระบวนการนำเข้าสินค้า อย่างไรก็ตาม “รัฐ” – ในความหมายของขบวนการความร่วมมือระดับใหญ่ในโรจาวา – จัดการปัญหานี้โดยการสนับสนุนให้เกิดการจัดการนำเข้าสินค้าต่างๆ ด้วยวิธีการแบบสหกรณ์ความร่วมมือ ซึ่งเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม และจำกัดการเติบโตรวมทั้งช่องทางทำเงินของชนชั้นดังกล่าว ไม่ให้เติบโตขึ้น

ชาวต่างชาติสามารถเดินทางไปโรจาวาได้หรือไม่ ถ้าได้ต้องทำอย่างไร?

ได้แน่นอน! พวกเขายินดีต้อนรับชาวต่างชาติเข้ามาอยู่อาศัย แม้ว่าในทางเทคนิคแล้ว การมาอยู่ที่นี่จะผิดกฎหมาย แต่มันก็ปลอดภัยมาก ไม่เคยมีชาวต่างชาติคนไหน “หายตัวไป” ในโรจาวา หากคุณต้องการจะช่วยเหลือสังคม คุณจำต้องเข้าคอร์สฝึกหัด แล้วคุณก็จะได้เรียนรู้คุณค่าที่พวกเขายึดถือ อันรวมไปถึงการวิพากษ์ตนเองอย่างหนักเข้าไปด้วย โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องปิตาธิปไตยชายเป็นใหญ่

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันนี้พวกเขาไม่ได้ต้องการทหารอาสาอีกแล้ว โรจาวามีอาสาสมัครอยู่ในกองทัพเยอะมาก แต่พวกเขายังต้องการผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ด้านต่างๆ อาทิ วิศวกร แพทย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร

วิธีการเข้าไปที่นั่นก็ไม่ยาก อันที่จริงพวกเขาไม่มีช่องทางหลักอย่างเป็นทางการ แต่สามารถติดต่อค้นหาได้จากช่องทางเช่น Twitter อย่าง Rojava Information Center เป็นต้น ที่เหลือคุณอาจต้องพูดคุยกับพวกเขา แล้วหาทางไปที่อิรัก และขึ้นรถต่อเข้าไปที่โรจาวา

ตัวอย่างชีวิตธรรมดาทั่วไป ในหนึ่งวัน ณ โรจาวาเป็นอย่างไร?

โรจาวาเป็นที่ที่มีความหลากหลายสูงมาก มันจึงยากที่จะยกตัวอย่างชีวิตประจำวันให้เห็น อย่างไรก็ดี ชีวิตที่นั่นค่อนข้างผ่อนคลาย สบายๆ ทุกคนเป็นมิตรและพูดคุยสังสรรค์กันตลอด อย่างเช่น สมมติว่าคุณอยู่ในโรจาวา แล้ววันหนึ่ง คุณตั้งใจเดินเข้าคาเฟ่เพื่อดื่มกาแฟสักแก้ว คุณอาจได้เข้าไปนั่งจิบชากับผู้ดูแลร้าน หลังจากนั้นก็มีคนอื่นเข้ามาขอความช่วยเหลือในการย้ายเฟอร์นิเจอร์ แล้วคุณก็เลยตามเลยไปช่วยเขาย้ายมันที่บ้าน เสร็จแล้วพวกคุณก็ดื่มชาอีกรอบที่บ้านหลังนั้น หลังจากนั้น 4 ชั่วโมงถัดมา คุณก็กลับบ้านโดยไม่ได้ดื่มกาแฟสักแก้ว แต่มันก็เป็นวันที่ดีทีเดียว เพราะคุณได้พูดคุยพบปะสังสรรค์ และหลายต่อหลายครั้ง คุณแทบไม่ต้องใช้เงินเลย บางทีเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะเดินผ่านคาเฟ่แล้วพวกเขาไม่ชวนคุณจิบกาแฟสักแก้ว อะไรทำนองนั้น

ชีวิตที่นั่นปลอดภัยมาก อาจกล่าวได้ว่าหลายที่ปลอดภัยกว่านิวยอร์คเสียอีก จนผู้หญิงสามารถเดินทางในเวลากลางคืนคนเดียวได้โดยไม่ต้องกลัวเกรงสิ่งใด แน่นอนว่าสิ่งนี้ได้มาจาการมีกองกำลังป้องกันตนเองของผู้หญิง บ้านสตรี และกลไกต่างๆ ในการเสริมสร้างดูแลผู้หญิงอย่างครบวงจร ผู้สนใจสามารถอ่านได้ในบทความของเราในส่วนคณะกรรมการสตรี

โดยสรุปแล้ว ผู้คนที่นั่นพบปะสังสรรค์กัน ถกประเด็นอภิปรายเรื่องปัญหาต่างๆ ในท้องถิ่น พูดคุยเรื่องการเมือง ทฤษฎี ชีวิตประจำวัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันในสิ่งที่แต่ละคนทำได้ และอื่นๆ อีกมากมาย หลายๆ ครั้ง ผู้คนแทบไม่ได้สนใจว่าตัวเองจะทำอะไร แต่กลายเป็นว่าเราจะช่วยใครทำอะไรมากกว่า

ชาวโรจาวาทำอย่างไร ในการส่งเสริมให้ผู้คนร่วมมือกันทำงานเป็นลักษณะสหกรณ์ ความสำเร็จและความล้มเหลวที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง?

การพบปะพูดคุยเชิงลึกและยาวนานเป็นสิ่งสำคัญ และกลุ่มคนที่มีบทบาทหลักก็คือผู้หญิง

แก่นแกนสำคัญของการปฏิวัติครั้งนี้ก็คือ มันเป็นการปฏิวัติของผู้หญิง ไม่ใช่แค่การปฏิวัติที่มีผู้หญิงเข้าร่วม แต่ผู้หญิงคือแกนหลักของการปฏิวัติครั้งนี้ ยุทธวิธีง่ายๆ ที่ทำให้การปฏิวัติครั้งนี้เข้มแข็งมากก็คือการที่มีผู้คนมากหน้าหลายตาเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

ปัจจัยหลักที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือเรื่องทางสังคม ทุกคนที่เข้าร่วมการปฏิวัติครั้งนี้เป็นเพื่อนกัน (ในความหมายที่ดูจะไม่ต่างจากคำว่า ‘สหาย’) เพื่อนจะค่อยช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของกันและกัน ไม่ว่ามันจะเป็นปัญหาส่วนบุคคลหรือเป็นปัญหาของชุมชนก็ตามที สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ก็ด้วยการพยายามสร้างการพบปะสังสรรค์ขนานใหญ่ขึ้น พวกเธอก่อร่างสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างผู้คนในชุมชนต่างๆ

ชาวโรจาวาจัดการเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรมและศาสนาอย่างไร?

ภูมิภาคที่โรจาวาสถาปนาสหพันประชาธิปไตยขึ้นนั้น มีประวัติศาสตร์ที่โหดร้ายทารุณ ผู้คนต้องทุกข์ทรมาณกับการต่อสู้ระหว่างวัฒนธรรมและศาสนาเป็นอย่างมาก หลายต่อหลายคนสูญเสียชีวิต การปฏิวัติโรจาวาพยายามอย่างหนักหน่วงที่จะหาหนทางจัดการกับปัญหาเรื่องความแตกต่างเหล่านี้ แต่การปฏิวัตินี้ยังคงอยู่ในระยะแรกเริ่ม และความแตกแยกก็ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ หลายต่อหลายคนยังคงโกรธแค้นการกระทำของอดีตกลุ่มชาติพันธ์ุต่างๆ ที่กดขี่กันมา บางคนก็มีทัศนคติเหยียดเชื้อชาติเพราะว่าญาติสนิทมิตรสหายของเขาเคยถูกกระทำมาก่อน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผู้ให้สัมภาษณ์ได้กล่าวกับเราว่า เมื่อเขาไปถึง ณ ที่แห่งนั้นวันแรก เขาพูดภาษาถิ่นไม่ได้ แต่เมื่อเขาไปนั่งที่โรงชาแห่งหนึ่งคนเดียว กลับกลายเป็นว่าทุกคน ณ โรงชากลับเดินเข้ามาหาเขา แล้วก็พูดคุยกัน ผ่านการแปลโดยอาศัยพจนานุกรมอิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ และทุกคนก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันเมื่อคุยถึงเรื่องศาสนาว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด

ผู้ให้สัมภาษณ์ยังกล่าวกับเราอีกว่า เมื่อคุณพบเจอการเหยียดเชื้อชาติหรือผู้คนที่มีอคติในเรื่องใดก็ตาม คุณจำต้องพูดถึงมันและจัดการกับเรื่องเหล่านั้น คุณไม่ควรโกรธ คุณควรระลึกเสมอว่าคนที่คุณกำลังพบเจอนั้นมีปัญหา และคุณก็ควรช่วยเขาจัดการกับมัน ด้วยวิธีการพูดคุยกัน อย่างไรก็ดี สิ่งนี้จำต้องใช้เวลา แน่นอนว่าพวกเขาที่นั่นอดทนกันมาก และส่วนหนึ่งก็เพราะพวกเขามีเวลาในการพูดคุยกันเยอะพอตัว

ชาวโรจาวาเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้อย่างไร?

พวกเขามีเพื่อนมากมายอยู่ที่อิรัก ซึ่งช่วยส่งสัญญาณเข้ามาผ่านทาง WiFi ที่เชื่อมต่อโรจาวาทั้งหมดเข้าสู่เครือข่ายของอีรักผ่านเสาสัญญาณต่อๆ กัน และเมื่อต่อสัญญาณไปถึงอิรักได้แล้ว ก็หมายความว่าพวกเขาเชื่อมต่อกับโลกอินเตอร์เน็ตได้อย่างสมบูรณ์

(สัญญาณอินเตอร์เน็ตที่พวกเขาใช้ในการสัมภาษณ์ ก็ดูลื่นไหลไม่ติดขัดอะไร หลายครั้งดีกว่าสัญญาณของผู้สัมภาษณ์เสียอีก)

โครงการทางการเมืองที่มีจิตวิญญาณการกระจายอำนาจและต่อต้านรัฐ-ทุนเช่นโรจาวานี้ เคยได้ยินเรื่องราวของผู้คนในพม่าบ้าง ณ ตอนนี้หรือไม่? และพวกเขามีคำแนะนำในเรื่องทางยุทธวิธีหรือยุทธศาสตร์ต่างๆ สำหรับเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้บ้างหรือไม่?

ผู้ให้สัมภาษณ์กล่าวกับเราว่าเขาไม่รู้สถานการณ์ในไทยและพม่า อย่างไรก็ดี เขาสนใจที่จะเรียนรู้เรื่องราวเหล่านั้น และเราก็ได้พูดคุยกับเขาเรื่องนี้เล็กน้อย

สำหรับเรื่องการปฏิวัติโรจาวานั้น เขากล่าวว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ทำให้มันเป็นจริงขึ้นมาได้ อย่างแรกเลยก็คือ ผู้คนในระดับท้องถิ่นมีการจัดตั้งกันเองขึ้นมาอย่างลับๆ สิ่งเหล่านี้มีประสิทธิภาพมากที่สุดในกลุ่มผู้หญิง ซึ่งเป็นหัวหอกของการปฏิวัติครั้งนี้ เหตุผลหนึ่งที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า พวกชนชั้นนำมองพวกเธอว่าอ้อนด้อย ไร้ค่ายิ่งกว่ามนุษย์ จนทำให้พวกเขาละเลยการสอดส่องตรวจตราการเมืองของเหล่าผู้หญิงทั้งหลาย ในขณะที่ผู้ชายโดยเฝ้าจับตามองอยู่ตลอดเวลา ถัดมาเมื่อเกิดสงครามกลางเมืองซีเรียขึ้น รัฐบาลก็จำต้องถอยทัพออกไป แล้วผู้คนตามท้องที่ต่างๆ ก็มีอิสระในการสถาปนาสถาบันและการปกครองของพวกเธอเองขึ้นมา ดังนั้นแล้ว คำแนะนำหลักของเขาก็คือ ‘ให้ผู้หญิงพกปืนอัตโนมัติ’ ซึ่งดูเป็นเรื่องตลก แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ตลกสักเท่าใด เพราะมันเป็นเรื่องที่มีเหตุผลทางยุทธวิธีในการสร้างการปฏิวัติของผู้หญิง และในทางศีลธรรมแล้ว มันก็คือการจัดการกับระบบปิตาธิปไตยนั่นเอง

ท้ายที่สุดแล้ว การปฏิวัติครั้งนี้เป็นเรื่องของท้องถิ่น ณ ตอนนี้ก็จริง แต่พวกเขาต้องการก้าวไปสู่ระดับนานาชาติ และพวกเขายินดีโอบรับและแผ่ซ่านความร่วมมือไปทุกที่อย่างแน่นอน

ประเด็นทิ้งท้ายที่สำคัญ

ผู้ให้สัมภาษณ์กล่าวเน้นว่า การศึกษาคือสิ่งสำคัญ ไม่ใช่แค่การศึกษาของปัจเจก แต่เป็นเรื่องการศึกษาในระดับกลุ่ม หรือจะเรียกว่ากลุ่มศึกษาก็ย่อมได้ สิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการที่กำลังเกิดขึ้นและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่นั่น จุดเน้นหลักก็คือการทำลายการครอบงำแบบผู้ชายทิ้งเสีย ซึ่งจำต้องมีการวิพากษ์ตนเองอย่างมากมายมหาศาล แต่เป็นกระบวนการผ่านการศึกษาแบบรวมหมู่ และโดยทั่วไปแล้ว มันคือการผนวกรวมเพื่อนฝูงเขามาในกระบวนการให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาทิการเข้าไปเคาะประตูบ้านเพื่อพบปะสังสรรค์พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ที่พวกเขาตระหนักและสนใจ เพื่อดึงพวกเขาเข้ามาร่วมในกระบวนการทางการเมืองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เป็นต้น

ราคาของความรู้

ราคาของความรู้

เรื่อง The Cost of Knowledge
ผู้แปล Rawipon Leemingsawat
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

นี่คือความพยายามในการอธิบายเบื้องหลังบางส่วนที่นำไปสู่การคว่ำบาตรต่อ Elsevier จากนักคณิตศาสตร์จำนวนมาก (และนักวิชาการสาขาอื่น ๆ) ที่ปรากฏใน http://thecostofknowledge.com และเสนอประเด็นบางประเด็นที่ขบวนการคว่ำบาตรดังกล่าวเผชิญหน้าอยู่ พวกเราเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เราชี้ในที่นี้จะสะท้อนสิ่งที่บรรดาผู้ลงชื่อในขบวนการนี้คำนึงถึง

บทบาทของวารสาร (1): เผยแพร่การวิจัย

บทบาทของวารสารในแวดวงคณิตศาสตร์ได้ถูกถกเถียงกันมาระยะเวลาหนึ่งแล้วและล่วงเลยจนถึงปัจจุบัน

ตามแบบแผนโดยทั่วไปแล้ว ในขณะที่วารสารมีหลายเป้าหมาย แต่เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของวารสารคือการเผยแพร่บทความวิจัย สำนักพิมพ์ผู้จัดพิมพ์วารสารได้เรียกเก็บเงินสำหรับค่าใช้จ่ายในการเรียงพิมพ์ (ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่โตมากก่อนการมาถึงของความก้าวหน้าในการเรียงพิมพ์แบบอิเล็กทรอนิกส์) ค่าใช้จ่ายสำหรับการตีพิมพ์วารสารฉบับเล่มจริง และค่าใช้จ่ายในการกระจายวารสารให้กับบรรดาผู้ที่สมัครรับวารสาร (โดยหลัก ๆ แล้วก็คือหอสมุดในสถาบันการศึกษา)

บอร์ดบรรณาธิการของวารสารหนึ่ง ๆ คือกลุ่มของนักคณิตศาสตร์มืออาชีพที่มารวมตัวกัน หน้าที่ในงานบรรณาธิการถูกนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ทางวิชาการที่พวกเขาต้องทำและถูกจ่ายค่าตอบแทนโดยนายจ้างของพวกเขาซึ่งโดยพื้นฐานแล้วก็คือมหาวิทยาลัย ดังนั้น จากมุมมองของสำนักพิมพ์ บรรณาธิการจึงเป็นงานของอาสาสมัคร เมื่อบทความถูกส่งเข้าสู่วารสารโดยผู้เขียนซึ่งปกติจะเป็นนักคณิตศาสตร์ที่ถูกจ้างงานโดยมหาวิทยาลัย บรรณาธิการจะเลือกผู้ตัดสินหรือคณะผู้ตัดสินขึ้นมาสำหรับบทความดังกล่าว ประเมินรายงานของผู้ตัดสิน ตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับบทความที่ถูกส่งมา และจัดการบทความต่าง ๆ เข้าด้วยกันเป็นเล่ม สิ่งเหล่านี้จะถูกส่งให้กับสำนักพิมพ์ผู้ที่จะรับหน้าที่ในการพิมพ์สิ่งเหล่านี้ออกมาจริง ๆ สำนักพิมพ์จะช่วยเหลือในการจัดการกับบทความและการปรับแก้ต้นฉบับซึ่งบางครั้งก็มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป จากมุมของสำนักพิมพ์ ผู้ตัดสินก็เป็นอาสาสมัครอีกเช่นกัน เช่นเดียวกับงานบรรณาธิการ การตัดสินถูกพิจารณาว่าเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ในงานทางวิชาการของนักคณิตศาสตร์ ผู้เขียนไม่ได้รับเงินตอบแทนจากสำนักพิมพ์สำหรับบทความของพวกเขา ถึงแม้ว่าพวกเขาจะถูกขอให้เซ็นชื่อมอบลิขสิทธิ์ให้กับสำนักพิมพ์ก็ตาม

ระบบดังกล่าวดูมีเหตุผลเมื่อการตีพิมพ์และการเผยแพร่บทความเป็นสิ่งที่ยากลำบากและมีความใช้จ่ายสูง สำนักพิมพ์จัดหาบริการที่มีคุณค่าในแง่นี้ พวกเขาได้รับการจ่ายค่าตอบแทนโดยผู้สมัครรับวารสารซึ่งโดยมากก็เป็นหอสมุด หากพูดกันอย่างกว้าง ๆ แล้ว บรรดาสถาบันทางวิชาการที่หอสมุดของพวกเขาสมัครรับวารสารทางคณิตศาสตร์ก็เป็นสถาบันเดียวกับที่จ้างนักคณิตศาสตร์ผู้ที่กำลังเขียน ตัดสิน บรรณาธิการให้กับวารสาร ดังนั้น ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกระบวนการผลิตบทความวิจัยจึงถูกแบกรับโดยสถาบันเหล่านี้ (และบรรดาแหล่งเงินทุนที่ให้ทุนส่วนหนึ่งแก่สถาบันดังกล่าว เช่น มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติในประเทศสหรัฐอเมริกา) พวกเขาจ่ายเพื่อให้ลูกจ้างนักคณิตศาสตร์ทำวิจัยและบริหารจัดการการตีพิมพ์ผลงานจากงานวิจัยในวารสาร และหลังจากนั้น (ผ่านหอสมุดของพวกเขา) พวกเขาก็จ่ายเงินให้กับสำนักพิมพ์เพื่อเผยแพร่ผลลัพธ์ดังกล่าวไปในโลกของนักคณิตศาสตร์ นับแต่สถาบันดังกล่าวจ้างงานบุคลากรเพื่อการวิจัยด้วยหวังให้พัฒนาการวิจัย มันก็ดูจะสมเหตุสมผลที่พวกเขาจะต้องจ่ายเงินเพื่อเผยแพร่งานวิจัยเช่นกัน ถึงที่สุดแล้ว การแบ่งปันความคิดเชิงวิทยาศาสตร์และผลงานวิจัยก็เป็นส่วนประกอบสำคัญต่อความจำเริญของศาสตร์อย่างไม่ต้องสงสัย

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ โลกได้เปลี่ยนไปในทิศทางที่มีนัยอันสำคัญยิ่ง ผู้เขียนต้องเรียงพิมพ์บทความของตัวเองโดยใช้การเรียงพิมพ์แบบอิเล็กทรอนิกส์ ค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์และการเผยแพร่ไม่ใช่สิ่งที่หนักหนาเท่ากับที่เคยเป็น และที่สำคัญที่สุด การเผยแพร่ความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ก็ไม่จำเป็นต้องทำในรูปแบบของการกระจายวารสารฉบับจริงอีกต่อไป กลับกัน มันอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่วิถีการเผยแพร่ไม่ใช่เรื่องที่ปราศจากค่าใช้จ่าย แต่มันก็ถูกลงมหาศาล และเกิดขึ้นโดยแทบจะไม่ต้องพึ่งวารสารอีกต่อไป

กล่าวโดยสรุป ค่าใช้จ่ายสำหรับการตีพิมพ์วารสารได้ลดลงเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการเรียงพิมพ์ได้ถูกย้ายจากสำนักพิมพ์ไปสู่ผู้เขียน และค่าใช้จ่ายสำหรับการตีพิมพ์รวมทั้งการกระจายต่างลดลงอย่างสำคัญเมื่อเทียบกับที่มันเคยเป็น กลับกัน จำนวนเงินที่ถูกใช้ไปโดยหอสมุดของมหาวิทยาลัยเพื่อซื้อนิตยสารดูเหมือนจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เหตุใดบรรดานักคณิตศาสตร์ผู้มีส่วนร่วมในการใช้แรงงานโดยสมัครใจและนายจ้างของพวกเขาจึงยังต้องจ่ายเงินเพื่อการบริหารที่มูลค่าของมันไม่ทัดเทียมกับราคาที่ต้องจ่ายไป ?

บทบาทของวารสาร (2): กระบวนการ peer review และการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ

มีเหตุผลสำคัญบางประการที่ทำให้นักคณิตศาสตร์ไม่ละทิ้งการตีพิมพ์ผลงานในวารสาร peer review มีบทบาทสำคัญในการประกันให้แน่ใจถึงความถูกต้องและความสามารถในการที่จะเข้าใจบทความเชิงคณิตศาสตร์และการตีพิมพ์บทความในวารสารวิจัยก็ยังเป็นหนทางหลักต่อการได้รับการยอมรับถึงความเชี่ยวชาญ มากไปกว่านั้น ไม่ใช่ว่าทุกวารสารจะถูกนับว่าเหมือนกันในแง่ดังกล่าว วารสารถูกจัดกลุ่ม (อย่างหยาบๆ) ดังนั้น การตีพิมพ์ในวารสารระดับสูงบ่อยครั้งจึงได้รับการยอมรับมากกว่าการตีพิมพ์บทความในวารสารระดับต่ำ บรรดานักคณิตศาสตร์มืออาชีพมักจะรู้สึกได้ถึงเกียรติของวารสารที่แตกต่างกันในขอบเขตการศึกษาของพวกเขา และพวกเขาก็มักจะส่งบทความไปยังวารสารระดับสูงที่สุดที่พวกเขาประเมินว่าน่าจะรับและตีพิมพ์มัน

เนื่องด้วยแง่มุมของการประเมินการตีพิมพ์ในวารสารดังกล่าวนี้ ปัญหาของการเปลี่ยนไปสู่รูปแบบที่ต่างออกไปเป็นสิ่งที่ยากมากกว่าที่คิดในตอนแรก ยกตัวอย่างเช่น มันไม่ใช่สิ่งที่ง่ายเลยหากจะเริ่มต้นวารสารใหม่ (แม่ว่าจะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ที่ซึ่งหลีกเลี่ยงความยากลำบากของการตีพิมพ์และการเผยแพร่ก็ตาม) เนื่องจากนักคณิตศาสตร์ก็คงไม่ต้องการที่จะตีพิมพ์กับวารสารดังกล่าว การตัดสินใจที่จะส่งบทความขึ้นอยู่กับความมีชื่อเสียงอันเป็นที่รับรู้ ข้อสอง แม้ว่าชื่อเสียงของวารสารหลากหลายฉบับถูกสร้างผ่านความพยายามของผู้เขียน ผู้ตัดสิน และบรรณาธิการผู้ที่ทำงานให้วารสารมานานปี ในหลาย ๆ กรณีชื่อของสาร สารถูกถือครองโดยสำนักพิมพ์ สร้างความยากลำบากสำหรับชุมชนนักคณิตศาสตร์ในการแยกสิ่งอันทรงคุณค่าเหล่านี้ที่พวกเขาสร้างขึ้นมาออกจากสำนักพิมพ์

บทบาทของ Elsevier

Elsevier, Springer, และสำนักพิมพ์เชิงพาณิชย์อื่นจำนวนหนึ่ง (ส่วนมากเป็นบริษัทขนาดใหญ่แต่กลับมีความสำคัญต่อการตีพิมพ์ของพวกเรามาก เช่น Willey) พวกเขากำลังขูดรีดแรงงานสมัครใจของพวกเราเพื่อสกัดเอาผลกำไรขนาดใหญ่จากชุมชนทางวิชาการ พวกเขาจัดหามูลค่าบางประการให้แก่กระบวนการเหล่านี้ แต่ไม่มีสิ่งใดที่มากพอจะทำให้ราคาที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล

ท่ามกลางบรรดาสำนักพิมพ์เหล่านี้ Elsevier อาจจะไม่ใช่ส่วนที่แพงที่สุด แต่ด้วยปัจจัยอื่น ๆ เช่น เรื่องอื้อฉาว การฟ้องร้อง การวิ่งเต้น ฯลฯ (ซึ่งจะถูกถกเถียงต่อไปด้านล่าง) พวกเราพิจารณาว่า Elsevier เป็นจุดเน้นตั้งต้นที่ดีสำหรับความไม่พอใจของพวกเรา การคว่ำบาตรควรดำเนินเป็นไปอย่างหนักแน่นและมีเป้าหมายซึ่งก่อให้เกิดความหมาย แต่ก็ไม่ควรกระจายไปในวงกว้างจนทำให้เป้าหมายกลายเป็นสิ่งที่ต้องถกเถียงและทำให้การคว่ำบาตรกลายเป็นภาระที่ไม่อาจจัดการได้ การปฏิเสธการส่งบทความไปยังสำนักพิมพ์ที่มีราคาแพงเป็นขั้นตอนต่อไปอันสมเหตุสมผลซึ่งบางคนในกลุ่มของพวกเราก็ได้กระทำไปแล้ว แต่เป้าหมายในการคว่ำบาตรครั้งนี้คือ Elsevier เนื่องจากความรู้สึกอันกระจายอยู่โดยทั่วไปท่ามกลางเหล่านักคณิตศาสตร์ว่าพวกเขาคือผู้กระทำความคิดที่เลวร้ายที่สุด

เริ่มต้นที่ประเด็นว่าด้วยค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับวารสาร โชคร้ายอย่างยิ่งที่มันเป็นการยากลำบากที่จะจัดเปรียบเทียบค่าใช้จ่าย วารสารหัวต่าง ๆ มีความแตกต่างกันในเรื่องคุณภาพ ปริมาณหน้าที่พิมพ์ และแม้แต่จำนวนตัวอักษรที่ปรากฎในแต่ละหน้ากระดาษ เมื่อวัดจากราคาแล้ว วารสารทางด้านคณิตศาสตร์ของ Elsevier เป็นหัวที่มีราคาสูงที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ในการสำรวจราคาวารสารของ AMS 7 หัววารสารจากรายการวารสารที่แพงที่สุด 10 อันดับมาจากสนักพิมพ์ Elsevier อย่างไรก็ตาม ที่สำคัญคือ Elsevier เป็นผู้ตีพิมพ์วารสารจำนวนมากที่สุด ราคาต่อจำนวนหน้าเป็นเครื่องวัดที่มีความหมายมากกว่าซึ่งมันสามารถถูกคำนวณออกมาได้ง่าย แต่ด้วยมาตรฐานดังกล่าว Elsevier ไม่ใช่สำนักพิมพ์ที่แย่ที่สุด แต่ราคาของมันก็ดูสูงมากอยู่ดี Annals of Mathematics ซึ่งถูกตีพิมพ์โดย Princeton University Press คือหนึ่งในวารสารชั้นนำและมีราคาที่ค่อนข้างแพง $0.3 ต่อหนึ่งหน้าในปีค.. 2007 ในทางตรงกันข้าม วารสารของ Elsevier มีราคาอยู่ที่ $1.30 ต่อหน้า หรือมากกว่านั้น พวกมันมีราคาต่อหน้าแพงกว่าวารสารที่ถูกจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัยหรือสมาคมใด ๆ เพื่อการเปรียบเทียบ Acta Mathematica ตีพิมพ์โดย the Institut Mittag Leffler $0.65 ต่อหนึ่งหน้า Journal of the American Mathematical Society ตีพิมพ์โดย the American Mathematical Society $0.24 ต่อหน้า และ Inventiones Mathematicae พิมพ์โดย Springer มีราคา $1.21 ต่อหน้า ควรกล่าวไว้ด้วยว่า โดยทั่วไปแล้วไม่มีสารสารของ Elsevier หัวใดที่ได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพทัดเทียมกับบรรดาวารดังที่กล่าวมา

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีแง่มุมเพิ่มเติมอีกบางประการที่ทำให้เป็นเรื่องยากต่อการคำนวณถึงค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของวารสารทางคณิตศาสตร์ นั่นคือการปฏิบัติอันแพร่หลายเป็นการทั่วไปท่ามกลางสำนักพิมพ์เชิงพาณิชย์ที่จะ “มัดรวม” หัววารสารหัวต่าง ๆ เข้าด้วยกันซึ่งทำให้หอสมุดสามารถสมัครรับวารสารหลายฉบับได้โดยไม่ต้องจ่ายในราคาอันสูงลิบในหัววารสารที่พวกเขาต้องการ แม้ว่านี่จะหมายความว่าค่าเฉลี่ยราคาที่หอสมุดต้องจ่ายต่อวารสารจะต่ำกว่าที่มันควรเป็น แต่สิ่งที่สำคัญคือราคาเฉลี่ยที่พวกเขาจ่ายต่อวารสาร (หรือจำนวนหน้าของวารสาร) ที่พวกเขาต้องการจริง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะเข้าถึงนั้นย่อมเป็นที่แน่ชัดว่าสูงมากขึ้น พวกเรามีความปรารถนาอย่างมากที่จะนำเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายจริง ๆ สำหรับหอสมุดที่ใช้ไปกับวารสารของ Elsevier โดยเปรียบเทียบกับของสำนักพิมพ์อื่น น่าเศร้า มันเป็นเรื่องยากลำบากเนื่องจากสำนักพิมพ์ต่าง ๆ มักทำสัญญามิให้ลูกค้าของพวกเขาเปิดเผยรายระเอียดทางการเงินในข้อสัญญา ยกตัวอย่างเช่น Elsevier ได้ฟ้องร้อง Washington State University เพื่อมิให้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าว หนึ่งในผลที่ตามมาจากสิ่งเหล่านี้คือในหลาย ๆ กรณี หอสมุดมิอาจประหยัดเงินด้วยการยกเลิกหัววารสารบางหัวของสำนักพิมพ์ได้ อย่างดีที่สุดคือบางครั้งเงินที่จ่ายไปอาจถูกโยกไปเพื่อสมัครรับหัววารสารอื่นของสำนักพิมพ์ได้

หนึ่งในเหตุผลที่พวกเรามุ่งเป้าไปที่ Elsevier มากกว่า Springer คือ Springer มีประวัติร่วมต่อชุมชนทางคณิตศาสตร์มาอย่างยาวนาน มากเท่า ๆ กับวารสาร พวกเขาตีพิมพ์ชุดตำรา เอกสาร และบันทึกคำบรรยาย ในทางหนึ่งอาจพิจารณาว่าราคาของวารสารที่สูงของ Springer คือการอุดหนุนรูปแบบการตีพิมพ์แบบอื่นที่ทำกำไรน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม รูปแบบการตีพิมพ์เหล่านี้ก็มีความสำคัญน้อยลงเมื่อเผชิญกับการเข้ามาของอินเทอร์เน็ตและการเผยแพร่ตัวอักษรทางอิเล็กทรอนิกส์ การปรากฏตัวของ Springer อย่างยาวนานและต่อเนื่องในโลกของคณิตศาสตร์ได้ก่อให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้นในชุมชนคณิตศาสตร์ สิ่งเหล่านี้แม้ว่าจะถูกลดทอนลงไปอย่างรวดเร็วแต่ก็ยังไม่สิ้นสูญ

Elsevier ไม่เคยมีส่วนร่วมในลักษณะเช่นที่กล่าวมานี้เลย วารสารหัวต่าง ๆ ที่พวกเขาตีพิมพ์ก็เป็นสิ่งที่พวกเขาเพิ่งซื้อต่อมาจากบรรดาสำนักพิมพ์เล็ก ๆ มากไปกว่านั้น ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ พวกเขายังมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวแสนอื้อฉาวเกี่ยวกับเนื้อหาในวารสารที่พวกเขาเป็นเจ้าของ หนึ่งในนั้นคือเรื่องของวารสาร Chaos, Solitons & Fractal ในช่วงปี 2008-2009 หนึ่งในวารสารที่ Elsevier เป็นผู้พิมพ์ ตัวชี้วัดความสำคัญของวารสารดังกล่าวถูกปั่นขึ้นโดยการอ้างอิงกันไปมาระหว่างบทความต่าง ๆ นอกจากนี้ วารสารหัวดังกล่าวยังตีพิมพ์บทความจำนวนมากที่มีความบกพร่องเชิงความแม่นยำและไม่สมควรถูกตีพิมพ์ลงวารสารที่มีมาตรฐานใด ๆ

ในวงการทางการแพทย์ เป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปีที่ Elsevier ตีพิมพ์ชุดของบทความที่ได้รับการสนับสนุนจากลูกค้าในวงการเภสัชกรรมโดยไม่เปิดเผยถึงการสนับสนุนดังกล่าวอย่างเหมาะสม

ล่าสุด Elsevier ยังวิ่งเต้นเพื่อให้เกิด the Research Works Act กฎหมายที่ถูกเสนอในประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อยกเลิกนโยบายที่ให้สาธารณะชนเข้าถึงงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ซึ่งได้เงินสนับสนุนจาก National Institutes of Health ภายในสิบสองเดือนให้หลังการตีพิมพ์ (เพื่อให้สำนักพิมพ์พอมีเวลาในการหากำไร) แม้ว่าการวิ่งเต้นจะเกิดขึ้นหลังม่าน แต่เสียงสนับสนุนของ Elsevier ก็แสดงให้เห็นถึงการที่พวกเขาอยู่คนละข้างกับแนวนโยบายมุ่งเปิดให้มีการเข้าถึง

ทั้งเรื่องอื้อฉาว การปฏิบัติที่มัดรวมวารสาร ราคาที่สูงลิบ และการวิ่งเต้น ทั้งหมดชี้ว่า สำนักพิมพ์ดังกล่าวขับเคลื่อนด้วยผลกำไรเพียงประการเดียว พวกเขามิได้มีความสนใจหรือสิ่งใด ๆ ต่อความรู้ทางคณิตศาสตร์และชุมชนของนักวิชาการคณิตศาสตร์ที่สร้างมันอยู่เลย แน่นอน ลูกจ้างจำนวนมากของ Elsevier เป็นคนที่มีเหตุผลซึ่งมีความพยายามอย่างมากในการมีส่วนต่อการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการ พวกเรามิได้มีความปรารถนาจะมุ่งร้ายต่อความมุ่งมั่นดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ตัวองค์กรในฐานะองค์ดูเหมือนจะไม่ได้สนใจชุมชนทางคณิตศาสตร์ใด ๆ เลย

การคว่ำบาตร

ไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ นักคณิตศาสตร์จำนวนมากหมดความอดทนต่อการต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบดังกล่าวที่สำนักพิมพ์เชิงพาณิชย์แสวงหาผลกำไรบนบ่าไหล่ของแรงงานฟรีจากนักคณิตศาสตร์และค่าธรรมเนียมการสมัครรับจากหอสมุดของสถาบันที่พวกเขาสังกัดอยู่ หมดความอดทนต่อบริการที่ได้กลายเป็นส่วนที่ไม่จำเป็นอันโตนี้แล้ว ท่ามกลางสำนักพิมพ์เชิงพาณิชย์ทั้งหมด พฤติกรรมของ Elsevier ดูจะเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายอย่างถึงที่สุด และนักคณิตศาสตร์จำนวนหนึ่งก็ได้ประกาศไม่ยุ่งเกี่ยวกับวารสารพวกนี้แล้วเป็นการส่วนตัว

หนึ่งในพวกเรา (Timothy Gowers) ตัดสินใจว่า มันจะเป็นประโยชน์ที่จะเผยแพร่การตัดสินใจคว่ำบาตรต่อ Elsevier เป็นการส่วนตัวออกไป เนื่องจากมันจะช่วยเป็นแรงหนุนให้คนอื่นทำตาม สิ่งนี้นำไปสู่ขบวนการคว่ำบาตรที่เกิดขึ้นใน http://thecostofknowledge.com ความสำเร็จที่เกิดขึ้นมากกว่าที่เขาคาดการณ์ในตอนแรกมาก

ผู้เข้าร่วมในการคว่ำบาตรครั้งนี้สามารถเลือกกิจกรรมที่พวกเขาต้องการจะเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะเป็นการส่งบทความ การตัดสิน หรือการเป็นคณะบรรณาธิการ แน่นอน การส่งบทความและการเป็นบรรณาธิการวารสารเป็นกิจกรรมอาสา แต่การเป็นผู้ตัดสินมีแง่มุมที่มากกว่านั้น ระบบ peer review ทั้งระบบวางอยู่บนการดำรงอยู่ของกระบวนการตัดสินที่เหมาะสมและความสำเร็จของทันคือหนึ่งในแบบแผนที่สำคัญของศาสตร์ การตัดสินเป็นทั้งภาระและเกียรติ และทุก ๆ คนในชุมชนก็เป็นส่วนหนึ่งของมัน อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เราเคารพและให้คุณค่ากับแบบแผนที่ว่า พวกเราจำนวนมากก็ไม่ต้องการจะเห็นหยาดเหงื่อแรงงานของพวกเราไปสนับสนุนรูปแบบทางธุรกิจของ Elsevier

ทำสิ่งใดต่อไป ?

ดังที่ได้ชี้ไปในตอนเริ่มแรก ผู้เข้าร่วมการคว่ำบาตรครั้งนี้มีเป้าหมายแตกต่างกันออกไปทั้งในระยะสั้นและระยะยาว บางคนต้องการที่จะเห็นระบบวารสารถูกกำจัดลงอย่างสมบูรณ์และถูกแทนที่ด้วยบางสิ่งที่ดูเหมาะสมกับอินเทอร์เน็ตและความเป็นไปได้ในการเผยแพร่ทางอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนคนอื่นยังมองว่าวารสารยังคงต้องทำหน้าที่ต่อไป แต่การตีพิมพ์เชิงพาณิชย์ต้องถูกแทนที่ด้วยรูปแบบ open access ในขณะที่คนอื่นจินตนาการถึงการเปลี่ยนแปลงที่ไม่รุนแรงมากที่ซึ่งสำนักพิมพ์เชิงพาณิชย์ถูกแทนที่ด้วยองค์กรไม่แสวงหากำไร เช่น ชุมชนทางวิชาการหรือสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย ในแง่นี้มูลค่าที่ถูกสร้างขึ้นจากงานของผู้เขียน การตัดสิน งานบรรณาธิการก็จะสามารถหวนคืนกลับสู่นักวิชาการและชุมชนทางวิทยาศาสตร์ เป้าหมายเหล่านี้ไม่ได้ขัดกันเอง โลกของวารสารเชิงคณิตศาสตร์ เช่นเดียวกับตัวคณิตศาสตร์เอง เป็นสิ่งที่ใหญ่โต และวารสารแบบ open access ก็สามารถดำรงอยู่คู่กับวารสารที่ดำเนินตามแบบแผนเดิมได้ เท่า ๆ กับที่วิถีทางในการเผยแพร่และประเมินแบบใหม่ ๆ ก็สามารถปรากฎขึ้นมาได้

สิ่งที่บรรดาผู้ลงลายเซ็นไว้ต่างเห็นร่วมกันคือ Elsevier คือตัวอย่างที่ดีที่สุดของทุกสิ่งที่ผิดพลาดในระบบการตีพิมพ์วารสารคณิตศาสตร์เชิงพาณิชย์ในปัจจุบัน และพวกเราจะไม่อดทนกับการเก็บเกี่ยวดอกผลที่เกิดจากงานของพวกเราอีกต่อไป

พวกเราคาดการณ์ถึงอนาคตสำหรับบทความทั้งหมดที่จะถูกตีพิมพ์ในวารสารของ Elsevier อย่างไร มันยังมีวารสารอีกจำนวนมากที่ถูกตีพิมพ์ บางทีพวกเขาอาจจะหยิบเอาบางส่วนไปตีพิมพ์ วารสารเกิดใหม่ที่ประสบความสำเร็จในช่วงหลายปีมานี้ รวมทั้งที่เป็นอิเล็กทรอนิค (ซึ่งขจัดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตีพิมพ์และการกระจายตัวเล่มไปได้) และไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะมีมากขึ้นอีก ในท้ายที่สุด พวกเราหวังว่าชุมชนทางคณิตศาสตร์จะสามารถกู้คืนคุณค่าบางอย่างที่เคยมอบให้กับวารสารของ Elsevier คืนมาได้ด้วยการย้ายบางส่วนของวารสารเหล่านี้จาก Elsevier ไปยังสำนักพิมพ์อื่น

ไม่มีความเปลี่ยนแปลงแบบใดเลยที่ง่ายดาย งานบรรณาธิการเป็นงานหนัก และการจัดตั้งวารสารใหม่หรือย้ายและเปิดตัววารสารก็ย่อมเป็นงานที่หนักยิ่งกว่า แต่ทางเลือกคือการจมอยู่กับสภาวะที่เป็นอยู่ที่ซึ่ง Elsevier เก็บเกี่ยวผลกำไรมหาศาลจากงานที่พวกเราและเพื่อนรวมงานพวกเราทำซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถยอมรับได้อีกต่อไปแล้ว

ภาคผนวก: คำแนะนำสำหรับนักคณิตศาสตร์

นักคณิตศาสตร์ทุกคนต้องตัดสินใจด้วยตัวของพวกเขาเองว่าพวกเขาต้องการจะมีส่วนร่วม (และในขอบเขตเช่นใด) ต่อการคว่ำบาตรในครั้งนี้หรือไม่ นักคณิตศาสตร์อาวุโสผู้ที่ลงชื่อในการคว่ำบาตรครั้งนี้ต้องแบกรับความรับผิดชอบต่อนักคณิตศาสตร์รุ่นน้องผู้ร่วมกันซึ่งกำลังละทิ้งตัวเลือกในการตีพิมพ์งานในวารสารของ Elsevier และควรคำนึงถึงรวมทั้งช่วยเหลือผลกระทบทางลบต่อหน้าที่การงานที่ตามมาเท่าที่ความสามารถจะอำนวย

ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจเข้าร่วมการคว่ำบาตรครั้งนี้หรือไม่ มีการกระทำง่าย ๆ จำนวนหนึ่งที่ทุก ๆ คนสามารถทำได้ซึ่งสำหรับพวกเราแล้วมันเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องโต้เถียงกันอีก

1) ทำให้แน่ใจว่าบทความฉบับสมบูรณ์ทั้งหมดของคุณและโดยเฉพาะอย่างยิ่งชิ้นที่ใหม่ที่สุดสามารถถูกเข้าถึงโดยปราศจากค่าใช้จ่ายได้แบบออนไลน์ และจะดีมากหากปรากฏทั้งบน the arXiv และโฮมเพจของตัวคุณเอง

2) หากคุณกำลังส่งบทความและมีตัวเลือกระหว่างวารสารที่แพงแสนแพงกับที่ถูก (หรือฟรี) ซึ่งอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน โปรดเลือกส่งไปยังวารสารที่ถูก


หากจะกู้โลก จงหยุดทำงานเสีย

หากจะกู้โลก จงหยุดทำงานเสีย

เรื่อง David Graeber
ผู้แปล Rawipon Leemingsawat
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

สังคมของพวกเราเป็นสังคมที่เสพติดการทำงาน หากจะมีซักหนึ่งสิ่งที่ทั้งฝ่ายขวาและซ้ายเห็นตรงกันก็คงเป็นเรื่องที่ว่าการทำงานเป็นสิ่งที่ดี ทุก คนควรมีงานทำ งานเป็นเหมือนเครื่องหมายของการเป็นพลเมืองที่ดี ดูคล้ายกับว่าพวกเราต่างเชื่อว่าในฐานะที่เป็นสังคมหนึ่งใครก็ตามที่ไม่ได้ทำงานหนักจนถึงระดับที่พวกเขาสามารถทำได้หรือบางทีที่พวกเขาไม่มีความสุข พวกเขาเหล่านั้นคือคนเลวร้ายและใช้ไม่ได้ ผลลัพธ์ก็คืองานได้ดูดกลืนปริมาณของพลังงานและเวลาของพวกเรามากมาย

งานเหล่านั้นจำนวนมากเป็นสิ่งที่ไร้สาระโดยสิ้นเชิง อุตสาหกรรม (นักการตลาดทางโทรศัพท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายบริษัท ที่ปรึกษาส่วนตัว) สายการทำงาน (ผู้จัดการระดับกลาง นักวางกลยุทธ์เกี่ยวกับแบรนด์ ผู้จัดการระดับสูงของโรงเรียนและโรงพยาบาล บรรณาธิการของนิตยสารภายในองค์กร) ดังกล่าวทั้งหมดต่างดำรงอยู่เพื่อทำให้พวกเราคิดว่ามีเหตุผลบางประการที่จำเป็นจะต้องให้งานเหล่านี้ต้องมีอยู่ งานที่มีประโยชน์ถูกเบียดขับจากงานที่ไร้ประโยชน์ (ลองคิดถึงบรรดาครูและผู้บริหารที่งานเอกสารกองท่วมหัวพวกเขาดู) เฉกเช่นที่พวกเราได้เห็นในช่วงของการล็อคดาวน์ ยิ่งงานที่คุณทำสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่นชัดเจนมากเท่าไหร่ ค่าตอบแทนที่คุณได้รับก็ยิ่งน้อยตามไปด้วย

ระบบดังกล่าวช่างไร้สาระสิ้นดี มันกำลังทำลายล้างโลกใบนี้ หากพวกเราไม่หยุดอาการเสพติดดังกล่าว พวกเราก็จะต้องปล่อยให้ลูกหลานเหลนโหลนต้องเผชิญหน้ากับหายนะขนานใหญ่ในระดับที่ทำให้การแพร่ระบาดที่ผ่านมาดูเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยไปเลย

หากมันยังไม่ชัดเจน เหตุผลหลักคือพวกเราต่างเผชิญหน้ากับปัญหาเชิงสังคมต่าง ตลอดเวลาราวกับว่าพวกมันคือคำถามเชิงศีลธรรมส่วนบุคคล การทำงานพวกนั้นทั้งหมด คาร์บอนที่พวกเรากำลังปล่อยใส่ชั้นบรรยากาศไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตามคือผลลัพธ์จากลัทธิบริโภคนิยมของพวกเรา ดังนั้นจงหยุดการกินเนื้อหรือฝันถึงการบินไปพักร้อนที่ชายหาดเสีย แต่ทว่าการคิดเช่นนั้นมันผิด ความสุขของพวกเราไม่ใช่สิ่งที่กำลังทำลายล้างโลก นี่คือลัทธิพิวริแตน นี่คือความรู้สึกของพวกเราที่ว่าเราจำเป็นต้องเจ็บปวดเพื่อที่จะกลายเป็นคนที่คู่ควรกับความสุข หากพวกเราต้องการรักษาโลกก็จงหยุดทำงานเสีย

เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของก๊าซเรือนกระจกถูกปล่อยออกมาจากโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน การขนส่ง การก่อสร้าง ที่เหลือเกือบทั้งหมดมาจากอุตสาหกรรม ในขณะที่สามสิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ของแรงงานในอังกฤษรู้สึกว่างานของพวกเขาเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นโดยสิ้นเชิง หากพวกเขาสามารถหายไปในวันพรุ่งนี้ โลกก็จะไม่แย่ไปกว่านี้ หากคิดแบบคณิตศาสตร์พื้นฐาน และหากคนงานเหล่านั้นถูก พวกเราสามารถลดภาวะโลกร้อนได้ด้วยการกำจัดงานไร้สาระทิ้งไป

นั่นคือข้อเสนอแรก

ข้อเสนอที่สอง การก่อสร้างอันบ้าคลั่ง ทุกวันนี้มีจำนวนการก่อสร้างมากมายมหาศาลที่เกิดขึ้นเพียงเพื่อการเก็งกำไรเท่านั้น ทั่วโลก บรรดารัฐบาลต่างสมรู้ร่วมคิดกับภาคการเงินเพื่อสร้างตึกสูงระฟ้าที่ไม่เคยมีใครเข้าไปใช้งาน ตึกสำนักงานอันว่างเปล่า สนามบินที่ร้างจากผู้ใช้งาน หยุดกระทำสิ่งเหล่านี้เสีย ไม่มีใครจะคิดถึงสิ่งพวกนี้หรอก

ข้อเสนอที่สาม ความล้าสมัยที่ถูกกะเกณฑ์ หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้พวกเรามีระดับการผลิตทางอุตสาหกรรมสูงเช่นนี้คือการที่พวกเราออกแบบทุก สิ่งให้สามารถพังได้หรือให้ล้าสมัยหรือไร้ประโยชน์ภายหลังไม่กี่ปีเมื่อมันถูกผลิตออกมา หากคุณผลิต IPhone ให้พังภายในสามปี คุณก็สามารถขายได้มากกว่าเดิมถึงห้าเท่าเมื่อเทียบกับกรณีที่คุณผลิตให้มันสามารถใช้งานได้ถึงสิบห้าปี แต่คุณก็ยังเลือกที่จะใช้ทรัพยากรและมลพิษถึงห้าเท่าแทน ผู้ผลิตมีความสามารถที่จะผลิตโทรศัพท์ (หรือถุงน่องหรือหลอดไฟ) ที่จะไม่พัง และในความเปนจริงพวกเขาก็ทำเช่นนั้นอยู่ นั่นคือสิ่งที่ถูกเรียกว่า สินค้าเกรดสำหรับการทหารบังคับให้พวกเขาต้องผลิตสินค้าที่มีความทนทานในระดับนั้นสำหรับทุกคนเสีย พวกเราสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากและนั่นจะช่วยทำให้ชีวิตของพวกเราดีขึ้น

ข้อเสนอทั้งสามเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากคุณคิดเกี่ยวกับมันก็จะพบว่าพวกมันเป็นแค่เรื่องสามัญสำนึกทั่ว ไป ทำไมเราจะต้องทำลายโลกด้วยในเมื่อเราไม่เห็นจำเป็นต้องทำ หากการพูดถึงมันดูเป็นเรื่องไร้สาระ พวกเราคงต้องคิดอย่างหนักเกี่ยวกับบรรดาความเป็นจริงที่ดูเหมือนกำลังบังคับให้พวกเราทั้งสังคมทำตัวเหมือนคนบ้า คนบ้าแบบตรงตามตัวอักษร


ผู้สนใจอ่านภาษาอังกฤษ โปรดดู ‘David Graeber: “To Save the World, We’re Going to Have to Stop Working”’, The Big Issue, 2020 <https://www.bigissue.com/latest/environment/david-graeber-to-save-the-world-were-going-to-have-to-stop-working/>.

The big issue logo

 

ค่าแรงสำหรับนักเรียน

ค่าแรงสำหรับนักเรียน

เรื่อง The Wages for Students Students
ผู้แปล Rawipon Leemingsawat
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

งานในโรงเรียนคืออะไร (what is schoolwork)

การไปโรงเรียนและกลายเป็นนักเรียนคือการทำงาน งานที่ว่านี้ถูกเรียกว่างานในโรงเรียน (schoolwork) ถึงแม้ว่าโดยปกติมันจะไม่ถูกมองว่าเป็นการทำงานจริง ๆ เนื่องจากว่าพวกเราไม่ได้รับค่าแรงจากการทำงานที่ว่าเลยก็ตาม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า งานในโรงเรียนไม่ใช่การทำงาน พวกมันพร่ำสอนเราให้เชื่อว่ามีเพียงงานที่เราได้รับการจ่ายเงินเท่านั้นที่เป็นงานจริง ๆ

งานในโรงเรียนมีรูปแบบของภาระงานที่แตกต่างมากมายซึ่งต้องการทั้งระดับความเข้มข้นและการผสมผสานระหว่างแรงงานที่มีทักษะและแรงงานที่ทักษะต่ำ ตัวอย่างเช่น พวกเราต้องเรียนรู้ที่จะนั่งลงในห้องเรียนเป็นระยะเวลายาวนานและไม่ก่อให้เกิดการรบกวนในการเรียน พวกเราต้องเรียนรู้ที่จะฟังอย่างตั้งใจและพยายามจดจำสิ่งที่ถูกพูดออกมา พวกเราต้องเชื่อฟังครู ในบางครั้งเราก็ต้องเรียนรู้ทักษะเชิงเทคนิคที่จะทำให้พวกเรามีผลิตภาพมากขึ้นเมื่อเราต้องออกไปทำงานภายนอกโรงเรียนซึ่งเรียกร้องทักษะเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม เวลาส่วนมากพวกเราก็ใช้ไปกับการทำงานที่ใช้ทักษะต่ำ

คุณลักษณะร่วมของภาระงานทั้งหลายที่งานในโรงเรียนเกี่ยวข้องล้วนเป็นเรื่องของระเบียบวินัย หรือกล่าวอีกอย่างมันคืองานที่ถูกบังคับ บางครั้งพวกเราถูกอบรมและลงโทษทางวินัยซึ่งหมายความว่าพวกเรากำลังถูกบังคับให้ทำงานโดยผู้อื่น (ครู ครูใหญ่ และเจ้าหน้าที่) ในบางทีพวกเราก็กวดขันวินัยด้วยตัวเองซึ่งหมายความว่าพวกเรากำลังบังคับตัวเองให้ทำงาน ไม่น่าแปลกใจเลยที่ประเภทของงานในโรงเรียนที่แตกต่างเหล่านั้นเคยถูกเรียกว่าวินัย

เป็นเรื่องที่ชัดเจนว่า มันเป็นสิ่งที่ดีและถูกกว่าสำหรับทุนหากพวกเรากวดขันวินัยด้วยตัวเองได้ สิ่งนี้จะช่วยประหยัดเงินที่จะต้องจ่ายให้กับครู ครูใหญ่ และเจ้าหน้าที่ บรรดาผู้คนที่เป็นแรงงานที่ได้รับค่าแรง ในขณะที่กำลังเป็นนักเรียนผู้ที่กวดขันวินัยด้วยตัวเอง พวกเราก็กำลังทำงานซ้อนกันสองชั้น คือ งานในโรงเรียนและกำลังทำให้ตัวเองสามารถทำงานในโรงเรียนได้ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมบรรดาผู้บริหารโรงเรียนจึงเอาใจใส่นักกับการกวดขันวินัยด้วยตนเองพร้อม ๆ กับพยายามที่จะคงระดับค่าใช้จ่ายของการสร้างวินัยในพวกเราไว้ในระดับที่ต่ำที่สุด

เฉกเช่นเดียวกับสถาบันที่มีลักษณะเป็นทุนนิยมทั้งหลาย โรงเรียนก็คือโรงงาน การให้คะแนนและการติดตามคือหนทางของการแจงวัดระดับผลิตภาพของพวกเราภายใต้โรงเรียนที่เป็นดั่งโรงงาน ไม่ใช่แค่เฉพาะการที่พวกเราถูกฝึกให้จัดวางอนาคตของตนในตำแหน่งแห่งที่ต่าง ๆ ในสังคมเท่านั้น พวกเรายังถูกใส่รหัสคำสั่งเพื่อที่จะเดินหน้าไปสู่ “สถานที่อันเหมาะสม” โรงเรียนที่เป็นดั่งโรงงานคือย่างก้าวอันสำคัญยิ่งในกระบวนการคัดเลือกที่จะส่งบางคนไปกวาดพื้นถนนและบางคนไปเป็นผู้คุมคนกวาดถนน งานในโรงเรียนนั้นหมายรวมถึงการเรียนรู้บางอย่างที่นักเรียนรู้สึกว่ามันมีประโยชน์ อย่างไรก็ตาม แง่มุมดังกล่าวก็จะถูกทำให้อยู่ในสภาวะที่สำคัญน้อยกว่าผลประโยชน์ของทุน นั่นคือ ชนชั้นแรงงานที่มีวินัย สิ่งที่ดีสำหรับนายทุนคือวิศวกรที่สามารถพูดภาษาจีน แก้สมการได้ แต่ไม่เคยมาทำงานหรือ?

ทำไมต้องเป็นงานในโรงเรียน

นักเศรษฐศาสตร์ส่วนมากลงความเห็นว่า “งานในโรงเรียนเป็นทั้งการบริโภคและการลงทุน” ดังนั้น คำตอบของพวกเขาต่อคำถามว่าทำไมต้องเป็นงานในโรงเรียนคือ การเล่าเรียนที่คุณได้รับนั้นมอบสิ่งที่ดีให้แก่คุณ ไม่เฉพาะแค่ว่าคุณกำลังลงทุนให้กับตัวเองซึ่งสามารถคาดว่าคุณจะได้รับงานที่ให้ค่าแรงสูงในอนาคต แต่ยังเป็นเพราะว่าการเล่าเรียนนั้นสนุก พวกเราสามารถคิดเรื่องนี้ยังจริงจังได้หรือไม่

เริ่มจากการพิจารณาด้านการบริโภค สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ การบริโภคหมายถึงบางสิ่งที่สามารถมอบความสุขให้แก่เราได้ ดังนั้น ใครก็ตามที่เรียกการเล่าเรียนว่าเป็นการบริโภค คนผู้นั้นย่อมกำลังล้อเล่นอยู่แน่นอน แรงกดดันเพื่อให้ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้น ความวุ่นวายของตารางเรียน ค่ำคืนที่ไม่สามารถนอนหลับได้เพราะต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบ และกระบวนการกวดขันวินัยตนเองแบบอื่น ๆ ที่ทำให้ความเป็นไปได้ของการมีชีวิตที่สนุกสนานนั้นมลายหายไป มันเหมือนการบอกว่า การไปเข้าคุกคือการบริโภคเพราะมันคือความสุขที่จะได้ออกไป!

แน่นอน บางคนอาจบอกว่ามันก็มีความสุขอยู่บ้างในโรงเรียน แต่มันก็ไม่ใช่การเรียน กลับกัน สิ่งเหล่านั้นคือการต่อต้านการเรียน สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่หมายถึงความสุข มันคือการท่องเที่ยวที่คุณสามารถหลีกหนีไปจากชั่วโมงเรียน ความรักในวัยเรียนที่ชวนให้ว้าวุ่น การพูดคุยที่วกไปวนมาที่หน้าบาร์ การชุมนุมเพื่อปิดประท้วง หนังสือที่ไม่จำเป็นต้องอ่าน และหนังสือที่อ่านในเวลาที่ไม่จำเป็นต้องอ่าน ทั้งหมดเหล่านี้ที่มอบความสุขไม่ใช่การเรียน ดังนั้น การเรียนจึงเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์เกี่ยวกับการบริโภค

แล้วในด้านของการลงทุนล่ะ บรรดาศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์วัยหกสิบ นายธนาคาร ผู้แนะแนวต่างล้วนเห็นด้วยว่า โรงเรียนคือการลงทุนส่วนบุคคลที่ดี ความคิดที่ว่าคือคุณควรจะปฏิบัติราวกับว่าตัวเองเป็นเหมือนบริษัทขนาดเล็ก เป็นบริษัท GM แบบย่อส่วน ดังนั้น คุณก็สามารถลงทุนได้ด้วยการไปเรียนหนังสือเหมือนกับที่บริษัทซื้อเครื่องจักรเข้ามาเพื่อทำให้สามารถแสวงหากำไรได้มากขึ้น คุณจำเป็นต้องใช้เงิน (ลงทุน) เพื่อสร้างเงิน หากคุณสามารถเพิ่มเงินเพื่อที่จะไปโรงเรียนโดยไม่ต้องไปกู้ยืมหรือทำงานเสริมหรือให้พ่อแม่ของคุณจ่าย คุณก็คาดได้เลยว่าจะสามารถสร้างผลกำไรจากเงินก้อนที่ว่าเพราะคุณสามารถหางานที่ให้รายได้สูงได้ในอนาคต ในสมัยรุ่งเรืองของสิ่งที่พวกเขาเรียกกันว่า “การปฏิวัติทุนมนุษย์” นักเศรษฐศาสตร์ด้านการศึกษาชี้ว่าคุณจะได้รับผลตอบแทนที่มากกว่าหากลงทุนในการศึกษาแทนที่จะไปซื้อหุ้นของ GM สิ่งเหล่านี้คือทุนนิยมสำหรับบรรดาชนชั้นแรงงานที่มาพร้อมความโกรธแค้น

นอกเหนือจากความไม่พอใจที่มุมมองด้านการลงทุนดังกล่าวอาจก่อให้เกิดคุณค่าสำหรับคุณที่เป็นเหมือนบริษัทหนึ่ง ส่วนหนึ่งของคุณกำลังกลายเป็นแรงงาน และอีกส่วนหนึ่งก็กำลังกลายเป็นเจ้านายที่ปกครองคนงาน คุณคงรู้สึกสงสัยว่าคุณสามารถเพิ่มเงินจากการไปเล่าเรียนในระยะยาวได้หรือไม่ ในยุค 60 ทุก ๆ คนต่างประกันว่าคุณทำได้ แต่ในช่วงวิกฤติยุค 70 ทุก ๆ การพนันที่เคยลงไว้ก็ถูกทำลาย บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาบอกว่าการวิเคราะห์ในช่วงก่อนหน้านี้ของพวกเขาล้วนเป็นความเข้าใจผิด คุณไม่สามารถคาดหวังว่าจะมีผลตอบแทนที่งดงามใด ๆ หวนคืนกลับมาจากการลงทุนที่ใส่เข้าไปในตัวของคุณเอง ไม่น่าแปลกใจ ตอนนี้มันปรากฏว่าตัวของคุณไม่ใช่บริษัทที่สร้างผลกำไรมากกว่า GM สิ่งที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้จากการลงทุนคือผลตอบแทนที่ไม่ใช่เงินตรา ไม่ใช่งานที่ได้รับค่าแรงสูง แต่เป็นงานที่ดูดีขึ้น กระนั้นก็ตาม สิ่งดังกล่าวก็ไม่แน่เสมอไป งานดังกล่าวกำลังค่อย ๆ กลายเป็นสิ่งที่ไม่มั่นคงขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งเหล่านี้ดูราวกับว่าบรรดานักเรียนกำลังถูกจัดวางแผนการที่ผิดพลาด

มันเป็นเรื่องที่ชัดเจนมากสำหรับนักเรียนว่า การลงทุนดังกล่าวพยายามทำให้คุณมองความรู้ในการทำงานทั้งที่ได้และไม่ได้รับเงินในโรงเรียนว่าเป็นเพียงของปลอม ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องยากมากที่จะโน้มน้าวให้ใครคนใดคนหนึ่งออกเงินบนฐานของเทพนิยายของคุณในฐานะที่เป็นบริษัท ตอนนี้ ข้ออ้างทั้งสองของนักเศรษฐศาสตร์ก็พังทลายลง แต่ท่ามกลางเศษซากทั้งหมด กลับมีผู้ปกป้องคนใหม่ ผู้ที่มาจากพื้นที่ซึ่งน่าประหลาด พวกเขาคือ ฝ่ายซ้าย

ครูนักสังคมนิยมและนักเรียนนักปฏิวัติต่างกลายเป็นผู้ปกป้องมหาวิทยาลัยจากกระบวนการตัดเงินงบประมาณ ทำไม? เรื่องราวของพวกเขามีท่วงทำนองประมาณว่า การเรียนนำไปสู่ความสามารถในการสร้างการเชื่อมโยงต่อผู้อื่นได้มากขึ้น การเรียนทำให้คุณสามามารถเป็นคนที่มีสติรู้ตัวไตร่ตรองได้ ด้วยเหตุดังนั้น มหาวิทยาลัยของรัฐจึงเป็นสิ่งที่เปิดให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะมีชนชั้นแรงงานผู้มีการศึกษา มหาวิทยาลัยทำให้ชนชั้นแรงงานมีความเป็นไปได้ที่จะกลายเป็นชนชั้นที่ตระหนักรู้ตัวเอง มากกว่านั้น การตระหนักรู้ดังกล่าวจะทำให้ชนชั้นแรงงานเมินหน้าหนีจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพื่อเงินที่มาก การทำงานที่น้อย และให้ความสนใจแก่งานทางการเมืองในการสร้างสังคมนิยม ตรรกะแบบนี้เองที่ทำให้ฝ่ายซ้ายสามารถอธิบายถึงวิกฤติ ทุนหวาดกลัวสำนึกของชนชั้นแรงงานที่มหาวิทยาลัยเป็นผู้ฟูมฟัก และนำไปสู่ความปรารถนาของฝ่ายซ้ายที่จะให้มี งานในโรงเรียนมากขึ้นไม่ใช่น้อยลง ดังนั้นในนามของจิตสำนึกทางการเมืองและสังคมนิยม บรรดาฝ่ายซ้ายจึงมาดหวังให้งานในโรงเรียนมีความเข้มข้นขึ้น ณ เวลาหนึ่ง เมื่อการปกป้องการทำงานฟรีถูกเปิดโปงจนหมดสิ้น ฝ่ายซ้ายใช้โอกาสดังกล่าวเพื่อนำชนชั้นแรงงานออกจากโลกของวัตถุไปสู่ภารกิจอันสูงส่ง การสร้างสังคมแห่งนักสังคมนิยม

แต่ฝ่ายซ้ายกลับเคลื่อนเข้าปะทะกับคำถามเก่าก่อนที่ถูกเสนอโดยผู้รู้ของชนชั้นแรงงาน ใครกันจะเป็นผู้ให้การศึกษาแก่ผู้ให้การศึกษา? เนื่องจากฝ่ายซ้ายไม่ได้เริ่มต้นจากความชัดเจนที่ว่า งานในโรงเรียนคือ งานที่ไม่ได้รับค่าแรง บรรดาความพยายามของพวกเขานำไปสู่การทำงานโดยไร้ค่าแรงเพื่อทุนนิยม การขูดรีดที่เข้มข้นขึ้น ความพยายามในการสร้างจิตสำนึกทางชนชั้นกลับไม่คำนึงถึงการควบคุมของทุนที่มีอยู่ในการศึกษา นั่นทำให้จุดจบของฝ่ายซ้ายคือการสนับสนุนความพยายามของทุนในการทำให้งานเข้มข้นขึ้น ด้วยการกวดขันวินัยและทำให้เป็นเหตุเป็นผลที่กระทำต่อชนชั้นแรงงาน ดังนั้น การสร้างสังคมนิยมจึงกลายเป็นเสียงจักรกลอีกประเภทของการเพิ่มให้งานการที่ปราศจากค่าแรงเพื่อทุนเพิ่มมากขึ้น

นี่คือจุดบรรจบของทุนและฝ่ายซ้ายในการปกป้องลักษณะของ งานในโรงเรียนที่ปราศจากค่าแรง

นักเรียนคือแรงงานที่ไม่ได้รับค่าแรง

นักเรียนเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นแรงงาน เมื่อพูดให้เฉพาะเจาะจงกว่านี้ พวกเราเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นแรงงานที่ไม่ได้รับค่าแรง สภาวะที่ไร้ค่าแรงดังกล่าวทำให้พวกเรามีชีวิตอยู่ด้วยความยากจนข้นแค้น ต้องพึ่งพา และทำงานหนัก แต่ที่เลวร้ายที่สุด การที่เราไม่ได้รับค่าแรงหมายความว่าพวกเราขาดอำนาจที่ค่าแรงจะมอบให้เพื่อต่อสู้กับทุน

เมื่อปราศจากค่าแรง พวกเราถูกผลักให้อยู่แค่ในระดับของชีวิตที่เปลือยเปล่า พวกเราถูกบังคับให้อยู่รอดบนฐานของสิ่งที่ผู้อื่นไม่อาจทนได้ ที่พักอาศัยที่พวกเราพอจะค่าเช่าได้ล้วนแออัดและต่ำกว่ามาตรฐาน อาหารที่พวกเรากินและต้องกินล้วนเป็นแต่เพียงอาหารกาก ๆ เสื้อผ้าและความบันเทิงก็ถูกทำให้เหมือน ๆ กันไปหมดและจืดจาง เป็นที่แน่ชัดว่าพวกเราคือผู้คนที่จนยาก

เนื่องจากพวกเราแทบไม่ได้รับค่าแรงและพวกเราต้องมีชีวิตอยู่ พวกเราจำเป็นต้องได้รับเงินจากบางแห่งด้วยการอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ค้ำชูจากคนอื่นผู้ที่ได้รับค่าแรง สำหรับนักเรียนบางคน การยังชีพและค่าธรรมเนียมการศึกษาได้รับการอุดหนุนโดยคนที่พวกเขาใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ในฐานะนักเรียนที่ไม่ได้รับค่าแรง พวกเรากำลังอยู่ในความสัมพันธ์แบบที่ต้องพึ่งพาพ่อแม่หรือผู้มีพระคุณอื่น ๆ ที่ทำให้พวกเราปราศจากอำนาจ มากกว่านั้น หากทั้งครอบครัวยอมสละให้ แม่ทำงานเสริมและพ่อทำงานอย่างหนักเพื่อให้พวกเราสามารถเข้าเรียนได้ พ่อแม่ของพวกเราก็ยิ่งถูกทำให้อ่อนแรง ไร้กำลังที่จะไปต่อสู้กับการทำงาน ในขณะเกี่ยวกับที่พวกเราก็ถูกข่มขู่ให้ยอมรับงานในโรงเรียน

สำหรับพวกเราคนที่ไม่ได้รับการสนับสนุน ไม่ได้รับค่าแรงย่อมหมายความว่าจำเป็นต้องทำงานเสริมนอกโรงเรียน และเนื่องจากตลาดแรงงานเต็มไปด้วยนักเรียนที่มองหางาน ทุนก็บังคับค่าแรงขั้นต่ำและผลตอบแทนให้กับพวกเขา ผลลัพธ์คือพวกเราต่างต้องทำงานมากชั่วโมงหรือแม้แต่เงินเสริม เนื่องจาก งานในโรงเรียนคือสิ่งที่ไม่ให้ค่าแรง นักเรียนส่วนมากจึงต้องทำงานระหว่างสิ่งที่ถูกเรียกว่าการหยุดพักช่วงฤดูร้อน แม้ว่าพวกเราใช้เวลามากขนาดนั้นแต่พวกเราก็ไม่มีเงินพอที่จะไปมีความสุขได้ ความไร้เหตุผลดังกล่าวถูกขยายมากขึ้นด้วยความต้องการผลิตภาพที่มากสูงขึ้นซึ่งทำให้พวกเราต้องทำงานหนักขึ้น (สอบ ทำแบบทดสอบ รายงาน ฯลฯ) และด้วยวิถีทางที่พวกเราถูกเข้าโปรแกรมดังกล่าว พวกเราก็กำลังบังคับให้ตัวเองมีผลิตภาพมากขึ้น แต่ไม่ใช่เพื่อตัวของพวกเราเอง และในอีกด้านหนึ่ง พวกเราก็ถูกบังคับให้ต้องทำงานโดยไม่มีอะไรตอบแทน

แน่นอนว่าพวกเราถูกบอกว่ามันไม่ได้เปล่าประโยชน์ มันจะส่งผลกับอนาคตของพวกเรา พวกเขาพูดว่าพวกเราจะได้รับงานที่มีคุณค่าและค่าแรงที่สูง แรงงานฟรีจะไม่สูญเปล่า แต่เหมือนที่พวกเรารู้ แม้ว่าก่อนที่พวกเราจะเต้นรำอย่างสนุกสนานในโรงงาน มันก็ไม่มีอะไรอยู่ในอนาคตข้างหน้าเลยนอกจากงานที่เลวร้ายในฐานะเสมียนโรงแรมหรือเลขานุการในมหาวิทยาลัย ความเป็นจริงของสถานการณ์ที่ว่านี้คือหนึ่งในสิ่งที่ทำให้นักเรียนเริ่มต้นที่จะเรียกร้องค่าแรงสำหรับงานในโรงเรียน

ค่าแรงสำหรับนักเรียน

พวกเราต่างเบื่อหน่ายกับการทำงานแล้วไม่ได้รับค่าแรง

พวกเราต้องการค่าแรงที่เป็นเงินตราสำหรับงานในโรงเรียนที่พวกเราต้องทำ

พวกเราต้องการบีบบังคับทุนซึ่งหาผลกำไรจากการทำงานของพวกเราให้ต้องจ่ายให้กับงานในโรงเรียนหลังจากนั้นพวกเราจึงจะสามารถหยุดสภาวะการพึ่งพาทางการเงินต่อพ่อแม่ งานเสริม หรือการทำงานระหว่างปิดภาคเรียนเพื่อให้พวกเรายังสามารถมีชีวิตอยู่ได้ เมื่อพวกเราได้รับค่าแรง เมื่อพวกเราสามารถใช้จ่ายมันได้ ด้วยหนทางดังกล่าวนี้เองที่พวกเราจะสามารถครอบครองอำนาจที่จะใช้ในการต่อรองกับทุนได้

พวกเราสามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างได้ด้วยเงินที่ว่านี้ อันดับแรก พวกเราจะทำงานให้น้อยลง โดยเฉพาะงานเสริม อันดับสอง พวกเราจะได้ความสุขจากมาตรฐานชีวิตที่ดีขึ้นเนื่องจากพวกเรามีเงินมากขึ้นในการใช้จ่ายเพื่อมาใช้ในเวลาที่ไม่ได้ทำงาน ลำดับสาม พวกเราจะเพิ่มค่าแรงทั่วไปในพื้นที่ซึ่งได้รับผลจากการดำรงอยู่ของแรงงานค่าแรงต่ำของพวกเรา

ด้วยการใช้เวลาว่างจากเวลาที่ใช้เพื่อทำงานในโรงเรียนและใช้มันเพื่อเรียกร้องค่าแรงสำหรับนักเรียน พวกเราคิดและปฏิบัติการณ์เพื่อต่อต้านการทำงานที่พวกเรากำลังทำอยู่ มันยังจัดวางพวกเราไว้ในตำแหน่งแห่งที่ซึ่งดีขึ้นในการได้รับเงิน

ไม่เอาอีกแล้ว งานในโรงเรียนที่ไร้ค่าแรง


ผู้สนใจอ่านภาษาอังกฤษ โปรดดู The Wages for Students Students, ‘Wages for Students’ <http://zerowork.org/WagesForStudents.html>.