กรณีแปลก ๆ ของเจฟรีย์ เอ็ปสไตน์ (Jeffrey Epstein)

กรณีแปลก ๆ ของเจฟรีย์ เอ็ปสไตน์ (Jeffrey Epstein)

ผู้เขียน Gabriel Ernst [EN] & ice_rockster [แปลไทย]
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

ฉันเป็นคนที่สงสัยในตัวของพวกชนชั้นสูงและมีอำนาจมาโดยตลอด ซึ่งในฐานะฝ่ายซ้ายฉันดูถูกพวกเขา เช่นเดียวกับที่ฉันดูถูกพวกอนุรักษ์นิยมและเสรีนิยม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2019 ทำให้ฉันตกใจมากและทำให้ฉันมีความเข้าใจใหม่ทั้งหมดเกี่ยวกับความเลวทรามและความชั่วร้ายอย่างตรงไปตรงมาของคนร่ำรวยและคนมีอำนาจ นี่เป็นกรณีของเจฟรีย์ เอ็ปสไตน์

ถ้าจะให้พูดสั้น ๆ ง่าย ๆ เอ็ปสไตน์นั้นเป็นทั้ง แมงดา-เฒ่าหัวงู-โคแก่กินหญ้าอ่อน มืออาชีพที่ร่ำรวย และมีเครือข่ายทางการเมืองที่ดีอย่างเหลือเชื่อ เขามีเกาะส่วนตัวของตัวเองนอกชายฝั่งของสหรัฐอเมริกา ที่ซึ่งเขาจะให้ทาสทางเพศสาวของเขาคอยต้อนรับแขกผู้มีอำนาจที่บินไปที่นั่นด้วยเครื่องบินส่วนตัวของพวกเขา ซึ่งเขาตั้งชื่อเล่นว่า “สายด่วนโลลิต้า” ‘The Lolita Express’

แขกที่มาเยือนเกาะนี้รวมถึงประธานาธิบดีหลายคนของสหรัฐฯ อาทิเช่น บิล คลินตั้น (Bill Clinton), นายกรัฐมนตรีอิสราเอล Ehud Barak และประธานาธิบดี Andrés Pastrana ของโคลอมเบีย รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น เจ้าชายแอนดรูว (Prince Andrew) จากสหราชอาณาจักร แลรรี่ ซัมเมอร์ส์ (Larry Summers) อดีตประธานของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด หรือ นักวิชาการและนักเขียนชื่อดังอย่างสตีเว่น พิ้งเกอร์ (Steven Pinker) ของคนดัง สามารถดูรายชื่อผู้เยี่ยมชมเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ไมอามี่

ฉันเริ่มรู้จักเอ็ปสไตน์เป็นครั้งแรกหลังจากที่หนังสือพิมพ์ไมอามีเฮรัลด์เขียนบทความสอบสวนเขา บทความนี้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์แปลก ๆ ในการตัดสินคดีอนาจารครั้งแรกของเอ็ปสไตน์ในปี 2007 โดยปกติแล้วเอ็ปสไตน์จะจ้างเด็กผู้หญิงที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ซึ่งมักมาจากครอบครัวที่ยากจนมาก เพื่อพาให้ไปนวดที่คฤหาสน์ปาล์มบีชในฟลอริดา ในระหว่างการนวดเขาได้ทำการล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงเหล่านั้น จากนั้นเขาจะเสนอเงินเพื่อหาผู้หญิงให้เขามากขึ้น ซึ่งบางคนก็หาคนรับสมัครที่โรงเรียนห้างสรรพสินค้าและปาร์ตี้ที่บ้าน ไม่มีใครรู้ว่ามีเด็กผู้หญิงทั้งหมดกี่คนที่เกี่ยวข้อง แต่จากการสอบสวนของตำรวจระบุว่ามีเหยื่ออย่างน้อย 80 คน

เหยื่อรายหนึ่งกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า “เขาบอกฉันว่าเขาต้องการให้หาเด็กที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ เขาต้องการผู้หญิงให้มากที่สุดเท่าที่หาได้ ซึ่งมันไม่เคยเพียงพอ”

หลังจากให้คำแนะนำกับตำรวจท้องถิ่น FBI ได้ตั้งข้อหาเอ็ปสไตน์ในปี 2007 ในข้อหาอาชญากรรมที่ควรส่งเขาเข้าคุกตลอดชีวิต แต่เขาได้ทำข้อตกลงลึกลับกับอัยการซึ่งอนุญาตให้เขารับโทษเพียง 13 เดือน และไม่ใช่ในเรือนจำของรัฐบาลกลางหรือของรัฐ แต่อยู่ในคุกส่วนตัวของเรือนจำในเขตปาล์มบีชซึ่งหลายคนอธิบายว่าคล้ายกับโรงแรมราคาแพง

เขาได้รับการปล่อยงานให้ไปอยู่ใน “สำนักงานที่สะดวกสบาย” เป็นเวลา 12 ชั่วโมงต่อวัน หกวันต่อสัปดาห์ แม้ว่าจะมีกฎหมายห้ามปล่อยงานสำหรับผู้กระทำความผิดทางเพศก็ตาม และยังมีรายงานในภายหลังว่าเขายังคงลวนลามเด็ก ๆ หลายคนที่สำนักงานของเขาในช่วงเวลานี้

ส่วนที่แปลกประหลาดที่สุดของข้อตกลงที่แปลกประหลาดนี้คือส่วนที่เรียกว่า “ข้อตกลงการไม่ดำเนินคดี” ซึ่งให้ภูมิคุ้มกันแก่ “ผู้สมรู้ร่วมคิดใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น” ซึ่งหมายความว่าหากเพื่อนที่มีอำนาจของเอ็ปสไตน์คนใดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมของเขาพวกเขาจะไม่ต้องเผชิญกับผลที่ตามมา

ข้อตกลงดังกล่าวไม่เคยมีมาก่อนในระบอบกฎหมายของสหรัฐอเมริกาและดูเหมือนจะใช้กับคดีนี้เท่านั้น

ข้อตกลงที่ใจกว้างอย่างมากจากอัยการทำให้หลายคนเชื่อว่าเอ็ปสไตน์ได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนที่มีอำนาจของเขาเบื้องหลัง หรือแม้กระทั่งอาจจะใช้ความได้เปรียบบางอย่างข่มขู่บุคคลสำคัญในระดับที่สูงมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกคุมขัง

นั่นคือเขาเอง

ไม่ค่อยมีใครรู้เกี่ยวกับสถานการณ์เบื้องหลังว่าเอ็ปสไตน์ กลายเป็นคนร่ำรวยอย่างมากได้อย่างไร เมื่อยามที่เขายังหนุ่ม เขาทำงานเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ที่โรงเรียนสตรีของชนชั้นสูงในนิวยอร์ก ดูเหมือนว่าเขาจะถูกเลือกจากที่นั่นเพื่อทำงานระดับสูงในการธนาคารการลงทุน (ซึ่งเขาไม่มีประสบการณ์) เมื่อถึงจุดหนึ่งในปี 1986 เขาได้พบกับมหาเศรษฐีที่ชื่อว่า เล เว็กซเนอร์ (Les Wexner) ผู้ซึ่งมอบอำนาจให้เขาด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้เขามีโชคลาภอันมหาศาลไม่นานหลังจากพบเขา

อย่างไรก็ดี ในช่วงปี 1990 เขาได้พบกับกิสเลน แม็กซเวล (Ghislaine Maxwell) ลูกสาวของเจ้าของหนังสือพิมพ์อังกฤษและโรเบิร์ต แม็กซเวล (Robert Maxwell) สายลับชาวอิสราเอลในตำนาน บางครั้ง กิสเลนถูกเรียกว่าแฟนของเอ็ปสไตน์ บางครั้งก็เป็นเพื่อนร่วมธุรกิจของเขาไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตามพวกเขามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากและกิสเลนมักถูกกล่าวหาโดยเหยื่อว่าเป็นคนที่พาพวกเขามาให้เอ็ปสไตน์

เซนต์เจมส์น้อย

คดีของศาลในฟลอริดาเกิดขึ้นอย่างเป็นเอกเทศเฉพาะในรัฐ เอ็ปสไตน์ยังมีอสังหาริมทรัพย์ในนิวเม็กซิโก นิวยอร์ก และเกาะส่วนตัวของเขาชื่อเซนต์เจมส์น้อย (Little Saint James) เหยื่อหลายคนบอกว่าพวกเขาถูกส่งตัวโดย เอ็ปสไตน์และแม็กซเวลไปยังสถานที่เหล่านี้ ทั้งหมดเพื่องานปาร์ตี้หรือเพื่อทำหน้าที่เป็นโสเภณี

แท้จริงแล้วไม่ใช่แค่เหยื่อเท่านั้นที่ยืนยันเรื่องนี้ แต่ยังรวมถึงพนักงานในสถานที่เหล่านี้รวมถึงเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่ที่เกาะเซนต์เจมส์น้อย ที่อธิบายว่ามีกิจกรรมทางเพศมากมาย ที่มีเด็กสาวและมีชื่อของเจ้าชายแอนดรูว์ ปรากฏว่ามาร่วมงานด้วย

จุดจบของเอ็ปสไตน์

ชีวิตและกิจกรรมส่วนใหญ่ของเอ็ปสไตน์ รวมถึงคดีในศาลในฟลอริดาเป็นที่รู้จักในแวดวงสังคมชั้นสูงเท่านั้น จนถึงปี 2018 เมื่อสำนักข่าวไมอามีเฮรัลด์เผยแพร่บทความที่ดังระเบิดระเบ้อของเขา ซึ่งเป็นช่วงเวลาตรงกับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม MeToo จากนั้นเรื่องราวก็จึงแพร่กระจายออกไปเป็นไวรัล สิ่งนี้กระตุ้นให้ศาลในนิวยอร์กทำการสอบสวนเอ็ปสไตน์ในที่สุด หลังจากมีการกล่าวหาเขามาหลายทศวรรษ

ในปี 2019 เขาถูกจับในข้อหาค้ามนุษย์ทางเพศและถูกคุมขังในคุกที่มีความปลอดภัยสูงในนิวยอร์ก ในเวลานี้มีการคาดเดากันอย่างมากว่าคดีในศาลสาธารณะอาจเกิดขึ้นได้อย่างไร ด้วยผลกระทบทางการเมืองและการบอกกล่าวเป็นนัย ๆ ของคนดังที่อาจเกี่ยวข้อง สื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียจึงเต็มไปด้วยการอภิปรายอย่างอื้อฉาว

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2019 เอ็ปสไตน์ถูกพบว่าหมดสติในห้องขังโดยได้รับบาดเจ็บที่คอ เขารอดชีวิตและอ้างว่าเขาถูกนักโทษอีกคนทำร้าย เจ้าหน้าที่ในเรือนจำอ้างว่า เขาพยายามจะฆ่าตัวตายซึ่งเป็นเรื่องแปลกมากตั้งแต่นั้นมา เขาอ้างว่าเขาถูกโจมตี จากนั้นมีมส์ (memes) มากมายที่สร้างขึ้นเกี่ยวกับบิลหรือฮิลลารี คลินตันวางแผนที่จะฆ่าเอ็ปสไตน์ เพื่อปิดปากไม่ให้เขาเปิดเผยพวกเขาในการพิจารณาคดี เขาจึงประหนึ่งว่าถูกวางไว้บนนาฬิกาฆ่าตัวตายแม้ว่าจะมีการประเมินว่าเขา “มีกำลังใจดี” ก็ตาม

เอ็ปสไตน์ใช้ห้องขังร่วมกับนักโทษคนอื่น โดยมีกล้องรักษาความปลอดภัยและผู้คุมสองคนประจำการอยู่ข้างนอกตลอดเวลาซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบเขาทุก ๆ 30 นาที เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2019 เพื่อนร่วมห้องขังของเขาถูกย้ายออกและไม่ได้ถูกแทนที่ และในวันที่ 10 เขาจึงเสียชีวิตลง ตามที่เจ้าหน้าที่เรือนจำได้รายงาน เขาได้ผูกคอตัวเองในห้องขัง และรายงานว่าบอกว่ากล้องรักษาความปลอดภัยหยุดทำงานลงทั้งหมด อีกทั้งผู้คุมสองคนนั้น ก็กำลังหลับอยู่ในเวลานั้นพอดี

วันนี้ขึ้นอยู่กับคุณแล้วว่าคุณเชื่ออย่างไรเกี่ยวกับการตายของเจฟรีย์ เอ็ปสไตน์ ซึ่งรายงานจากสื่อส่วนใหญ่ก็จะรายงานอย่างพร้อมเพรียงว่า เป็นเรื่องราวของการฆ่าตัวตายที่ธรรมดาทั่วไป อย่างไรก็ตามหลักฐานและสถานการณ์ทั้งหมดถูกชี้ว่าน่าสงสัยอย่างไม่น่าเชื่อ

มีทฤษฎีสมคบคิดมากมายเกี่ยวกับความจริงเบื้องหลังกรณีเอ็ปสไตน์ ทั้งชีวิตและความตายของเขา บางคนอ้างว่าเขาเป็นเพียงคนรวยที่มีเพื่อนที่มีอำนาจและมีนิสัยวิปริตต่อเด็กสาว ในขณะที่มีหลักฐานบ่งบอกถึงการเล่าเรื่องที่มืดมน อัยการในคดีเดิมของฟลอริดาเมื่อปี 2007 เคยกล่าวว่า “ฉันได้รับแจ้งว่าเอ็ปสไตน์ เป็นหน่วยข่าวกรองและปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว” สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงเครือข่ายมืดของหน่วยสืบราชการลับของสหรัฐฯ ที่ทำงานร่วมกับคนเฒ่าหัวงูผู้ร่ำรวย ซึ่งบางทีอาจจะเป็นการแบล็คเมล์บุคคลสำคัญในการเสนอราคาที่สูงกว่า หรือบางทีอาจจะเหนือกว่านั้น แต่ความสัมพันธ์ในครอบครัวของ กิสเลน แม็กซเวล จะเสริมสร้างสมมติฐานนี้เท่านั้น ซึ่งแม็กซ์เวลนั้น ขณะนี้เธอถูกจำคุกในนิวยอร์กเพื่อรอการพิจารณาคดี

ดังนั้น สิ่งที่กรณีของเอ็ปสไตน์แสดงให้เราเห็นคือความสามารถของชนชั้นสูงในการใช้ชีวิตนอกอาณาจักรของสังคมอื่น ๆ มีส่วนร่วมในการกระทำที่เลวร้ายและบิดเบือนที่สุดและเผชิญกับการฟ้องร้องเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย จนถึงทุกวันนี้นอกจาก เอ็ปสไตน์ และ แม็กซเวล ยังไม่มีใครถูกตั้งข้อหาข่มขืนกระทำชำเราในคดีนี้แม้จะมีการกล่าวหาเหยื่อหลายร้อยคน เห็นได้ชัดว่ากฎเกณฑ์ของสังคมไม่ได้ถูกใช้กับผู้ที่มีเงินและผู้ที่มีอำนาจ

 

ยุทธศาสตร์การปฏิวัติ

ยุทธศาสตร์การปฏิวัติ

ผู้เขียน T. Derbent
ผู้แปล Dion de Mandaroon
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

ยุทธศาสตร์ 11 ข้อดังต่อไปนี้ เป็นการสรุปสั้นๆ ยุทธศาสตร์การปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพในประวัติศาสตร์โลกตามการจำแนกในคู่มือ หมวดหมู่นโยบายทางทหารการปฏิวัติ (Categories of Revolutionary Military Policy) เขียนโดย T. Derbent สหายคอมมิวนิสต์สายยุทธศาสตร์การทหารจากประเทศเบลเยี่ยม

11 ข้อนี้ ไม่ใช่สูตรหลักที่เราต้องหยิบไปใช้อย่างตายตัว (ต้องคำนึงถึงและปรับใช้ตามวัตถุสภาพในประเทศไทย) หากแต่เป็นการสรุปความเป็นไปได้ต่างๆ ทางการปลดแอกทางการเมืองที่เกิดขึ้นแล้วทั่วโลกเพื่อการเรียนรู้และจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ทางทหารใหม่ๆ ให้กับท่านผู้อ่าน ซึ่งไม่แน่ว่าสักวันหนึ่งการปฏิวัติประชาชนในประเทศไทยที่มีแผนยุทธศาสตร์แบบฉบับของเราเอง จะกลายเป็นข้อ 12 เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างให้สหายและผู้ถูกกดขี่ในสมรภูมิอื่นได้ศึกษากันต่อไป

1. ยุทธศาสตร์การกบฏสำนัก Blanquist

เป็นยุทธศาสตร์ของนักปฏิวัติสังคมนิยมชาวฝรั่งเศส Louis Auguste Blanqui วิธีการของเขาคือใช้กองกำลังติดอาวุธขนาดเล็ก (ประมาณ 500 – 800 คน ในการกบฐวันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ.1839) โดยคาดไว้ว่ามวลชนในส่วนมากพร้อมที่จะก่อการกบฏแล้ว แต่ไม่ได้มีการ organize กับมวลชนจริงๆ เป็นการปฏิบัติแทนชนชั้นกรรมาชีพที่ยังไม่พร้อม ยุทธวิธีของ Blanqui คือเข้าโจมตียึดคลังอาวุธเพื่อแจกจ่ายให้มวลชนที่ต้องการเข้าร่วมขยายขนาดกองกำลังเดิม, เข้ายึดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, และตั้งด่านเครื่องกีดขวางเพื่อปิดถนนขัดขวางการเคลื่อนตัวของกองกำลังฝ่ายรัฐ ยุทธศาสตร์สำนักนี้พึ่งพาการใช้ด่านเครื่องกีดขวางตามถนนในเมืองใหญ่มากจนเกินไป ไม่สามารถเคลื่อนไหวตัวเองได้สะดวกตามที่ Freidich Engels วิเคราะห์ไว้ ขบวนการปฏิวัติกรรมาชีพจึงเลิกใช้ยุทธวิธีนี้ไปในปี ค.ศ.1848 ทางเดียวที่ Blanqui จะชนะได้ในตอนนั้นคือมีทหารจำนวนมากแปรพักตร์มาอยู่ฝั่งผู้ก่อกบฏ

2. ยุทธศาสตร์การกบฏโดยการประท้วงหยุดงานทั่วประเทศ

เป็นมรดกยุทธศาสตร์จาก Mikhail Bakunin นักสังคมนิยมอนาธิปไตยชาวรัสเซีย โดยมีเป้าหมายคือการทำลายรัฐผ่านการเคลื่อนไหวโดยประชาชนจำนวนมากเพียงครั้งเดียว เช่น การประท้วงหยุดงานทั่วประเทศ ซึ่งยุทธศาสตร์นี้จะเริ่มขึ้นได้เป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยธรรมชาติของมวลชน จะผิดกับยุทธศาสตร์ของ Blanqui ข้างต้น ที่ไม่รอให้มวลชนพร้อม เมื่ออัตวิสัยของมวลชนพร้อมที่จะก่อการกบฏแล้ว ขั้นต่อไปก็คือการวางแผนเชิงวัตถุประสงค์รูปธรรม เช่น การจัดรูปแบบองค์กรและการปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งจะเป็นไปได้โดยง่ายเพราะยิ่งมวลชนผู้มีส่วนร่วมมีจำนวนมาก ความคิดสร้างสรรค์และความเป็นไปได้ทางยุทธวิธีก็จะมีมากตามกันเป็นสัดส่วน ยุทธศาสตร์นี้พึ่งพา (แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลัก) การแตกแยกภายในอำนาจรัฐของชนชั้นปกครอง เช่น ทหารจำนวนมากหนีทัพมาอยู่ฝ่ายมวลชน เป็นต้น ในประวัติศาสตร์โลกมีกลุ่มที่ใช้ยุทธศาสตร์นี้ เช่น กลุ่มสหการอนาธิปไตย (Anarcho Syndicalism) ต่างๆ ในทวีปยุโรปตะวันตกในช่วงระหว่างสงครามโลก (ฝรั่ง) ครั้งที่ 1 และ 2, และกลุ่มซ้ายสุดโต่งของสำนัก Amadeo Bordiga ผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลี เป็นต้น

3.ยุทธศาสตร์การก่อการร้ายที่สมควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง (Exemplary Terrorism)

เป็นยุทธศาสตร์ที่ใช้กันโดยอนาธิปไตยชนบางสำนักและโดยกลุ่มประชานิยมรัสเซีย เช่น Narodniks และกลุ่ม Narodnaya Volya (แปลเป็นไทยว่า เจตจำนงแห่งปวงประชา) ที่ต่อสู้กับระบอบกษัตริย์ในรัสเซียและทำการสังหารซาร์อเล็กซานเดอร์ที่สองได้สำเร็จ ยุทธศาสตร์นี้ใช้รูปแบบเป็นองค์กรลับที่ไม่ได้รับเสียงสนับสนุนหรือมีความสัมพันธ์ใดๆ กับมวลชนส่วนใหญ่เลย โดยวิธีเดียวที่จะเชื่อมสัมพันธ์กับมวลชนคือก่อการให้ประชาชนเห็นเป็นแบบอย่างหรือการวางตัวของผู้ก่อการเมื่อโดนรัฐปราบปราม

ยุทธศาสตร์นี้สามารถทำได้เพียงสร้างความหวาดกลัวในหมู่ศัตรู, เรียกให้ศัตรูมีปฏิกิริยาทำการโต้ตอบด้วยกำลัง, และชนะใจมวลชนในเชิงนามธรรมเท่านั้น ในประวัติศาสตร์แล้วยุทธวิธีนี้ยังไม่สามารถแปรผลที่เกิดขึ้นสามประการที่ว่าให้เป็นกำลังทางรูปธรรมที่สามารถโค่นล้มรัฐบาลได้ มีแต่นำไปสู่ความล้มเหลว เพราะการปลุกให้ส่วนของมวลชนที่พร้อมจะก่อการปฏิวัติตื่นขึ้น ไม่สามารถทำได้ถ้าไม่มีการ organize โดยตรงจากภายในมวลชน

4. ยุทธศาสตร์การกบฏของ Lenin และองค์กรคอมมิวนิสต์นานาชาติ (Comintern)

นำไปใช้สำเร็จครั้งแรกในการปฏิวัติรัสเซียเดือนตุลาคม ปี ค.ศ.1917 และเป็นหัวข้อถกเถียงเชิงทฤษฎีอย่างแพร่หลายหลังจากนั้นเป็นต้นมา ยุทธศาสตร์นี้เป็นยุทธศาสตร์ที่ใช้โดยของพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลกในช่วงทศวรรษ 1920s และ 1930s โดยตกผลึกสังเคราะห์การวิเคราะห์ของ Marx และ Engels รวมไปถึงประสบการณ์จากการปฏิวัติรัสเซียครั้งก่อนในปี 1905 การจัดการทางองค์กรจะให้ความสำคัญกับพรรคแนวหน้า (Vanguard Party) ที่เป็นผู้ลงแรงพยายามรวบรวมปัจจัยต่างๆ ทั้งในทางวัตถุ, ในเชิงอุดมการณ์, และเชิงสังคม ที่จะนำมาซึ่งการปฏิวัติที่สำเร็จ เช่น การสร้างจิตสำนึกการปฏิวัติให้มวลชนผ่านการศึกษา, การจัดองค์กรทางการเมืองและทางทหารของมวลชนอย่าง Red Guard, เน้นการฝึกและจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กองกำลังจู่โจมเคลื่อนที่ (Shock Troops) และใช้ยุทธวิธีของกองกำลังนี้แทนการใช้เครื่องกีดขวางแบบยุทธศาสตร์ของสำนัก Blanqui, ตั้งกองบัญชาการให้เป็นรูปร่าง, ร่างแผนการรบ, พิจารณาโอกาสการปฏิบัติการที่เหมาะสม เป็นต้น ยุทธศาสตร์นี้สำเร็จในประเทศรัสเซียแต่ล้มเหลวเมื่อนำไปปรับใช้กับสภาพรัฐอื่นในเวลาต่อมา เช่น การลุกฮือที่เมืองฮัมเบิร์กประเทศเยอรมนีในปี 1923, การลุกฮือนำโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนในนครเซี่ยงไฮ้เมื่อปี 1927 ที่ถูกปราบปรามโดยรัฐบาลเจียงไคเช็ค, สงครามกลางเมืองออสเตรียปี 1934 นำโดยพรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตย, การลุกฮือในบราซิลปี 1935 นำโดยขบวนการปลดแอกแห่งชาติ (National Liberation Alliance) สนับสนุนโดยพรรคคอมมิวนิสต์บราซิล และอื่นๆ

5. ยุทธศาสตร์สงครามประชาชน (อีกชื่อหนึ่งคือ สงครามประชาชนยืดเยื้อ; Protracted People’s War)

มีสามระยะ คือ 1. ช่วงสงครามกองโจร เป็นช่วงยุทธศาตร์เชิงรับที่ค่อนข้างมีการเคลื่อนไหวทางยุทธวิธีอยู่ตลอดเวลา ฝ่ายประชาชนเป็นผู้เริ่มชิงปฏิบัติก่อนมากกว่าที่จะเป็นผู้รอตอบโต้ฝ่ายรัฐ 2. ช่วงยุทธศาสตร์สมดุล 3. ช่วงยุทธศาสตร์เชิงรุก เป็นช่วงที่กองกำลังปฏิวัติสามารถทำสงครามได้ทั้ง สงครามกลยุทธ์ (War of Movement คือการสู้รบทางกำลัง มีจุดมุ่งหมายคือเข้ายึดหรือทำลายส่วนบัญชาการรบของฝ่ายศัตรู) เป็นหลักและสงครามที่ตั้ง (War of Position; ผู้แปลเข้าใจว่าหมายถึงสงครามนอกสนามรบเพื่อสั่งสมอิทธิพลในสังคม ไม่ว่าจะผ่านการสร้างพันธมิตรและการสนับสนุนการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงาน เพื่อต่อกรกับอำนาจนำของรัฐตามความคิดของสำนัก Antonio Gramsci) เป็นรอง

เหมาเจ๋อตง สรุปหลักการของยุทธศาสตร์สงครามประชาชนเป็นข้อๆ ดังนี้

  • เริ่มแรกให้โจมตีกำลังของศัตรูที่อยู่กันกระจัดกระจายโดดเดี่ยวก่อน แล้วจึงโจมตีกำลังอื่นที่สำคัญกว่าในภายหลัง
  • ให้ปลดปล่อยอาณาเขตต่างๆในชนบทก่อน (liberated zones; หมายถึงหน่วยพื้นที่การปกครองไม่ว่าจะเป็น อำเภอ,ตำบล, หมู่บ้าน ที่กองกำลังปฏิวัติได้เข้าโจมตีและปลดปล่อยมวลชนออกจากโครงสร้างการปกครองของรัฐแล้ว และประชาชนกลายเป็นรัฐบาลท้องถิ่นบริหารตัวเองไม่ขึ้นตรงกับรัฐบาลกลาง) ล้อมตัวเมืองต่างๆ ด้วยอาณาเขตอิสระเหล่านี้ แล้วจึงค่อยๆ เริ่มเข้ายึดจากตัวเมืองเล็กสู่เมืองใหญ่
  • ในการปะทะทุกครั้ง ควรมีกองกำลังมากกว่าฝ่ายศัตรูเป็นจำนวนมาก (กล่าวคือ ในภาพรวมยุทธศาสตร์นี้คือหนึ่งสู้สิบ แต่ในทางยุทธวิธีคือสิบสู่หนึ่ง; มีตัวอย่างให้เห็นที่การปฏิวัติในประเทศอื่นนอกจากจีนนำหลักการนี้ไปประยุกต์ใช้และคำว่า “กองกำลัง” ไม่ได้หมายความถึงจำนวนคนเพียงอย่างเดียว เช่น Viet Minh ขบวนการปลดปล่อยเวียตนามจาก ฝรั่งเศส, ญี่ปุ่น, และรัฐบาลเวียตนามใต้ นำโดย โว เหงียน เกียป ซึ่งกองกำลัง Viet Minh นั้นมีจำนวนน้อย บ่อยครั้งที่ไม่สามารถสู้ศัตรูในสภาพสิบต่อหนึ่งได้ ในทางยุทธวิธีส่วนมากจะสู้ด้วยกำลังที่มีจำนวนคนเท่าๆ กัน แต่ตัดสินกันด้วย การโจมตีไม่ให้ข้าศึกตั้งตัว, ความรู้เรื่องภูมิประเทศ, คุณภาพการปฏิบัติการของกองกำลัง เช่น ความพร้อมรบ และความกล้าหาญเชิงปฏิวัติ)
  • ต้องมั่นใจว่ากองกำลังต่อสู้มีจิสำนึกทางการเมืองในระดับสูง เพื่อสร้างความอดทน, ความกล้าหาญ, และความตระหนักถึงการเสียสละตนเอง ที่เหนือกว่าฝ่ายศัตรู
  • ต้องได้รับการสนับสนุนจากประชาชน เคารพผลประโยชน์และความต้องการของประชาชน (ในบริบทของประเทศที่ไม่เคยเป็นอาณานิคมของชาติจักรวรรดิ เช่น ประเทศไทยและในศูนย์กลางทุนนิยมใหญ่อื่นๆ มิได้หมายความว่าต้องได้รับเสียงสนุบสนุนจากประชาชน “ส่วนมาก” ภายใต้การจัดสรรทางนามธรรมของอุดมการณ์ชาตินิยม เพราะข้อขัดแย้งหลักคือข้อขัดแย้งระหว่างชนชั้นล่างกับระบอบกษัตริย์และนายทุนภายในประเทศ มิใช่ระหว่างชนชั้นล่างกับนายทุนนอกประเทศ)
  • ศัตรูที่จับได้ให้ส่งเข้าค่ายกักกันนักโทษทางสงคราม
  • ใช้เวลาระหว่างการสู้รบ ฝึกฝน, เรียนรู้, และพัฒนาตนเอง

ยุทธศาสตร์นี้ประสบความสำเร็จใน ยูโกสลาเวีย, อัลแบเนีย, จีน และในภูมิภาคอินโดจีนบางส่วน และล้มเหลวครั้งใหญ่ในประเทศกรีซ (ปี 1945-49) และมาเลเซีย (ปี 1948 – 60)

6. ยุทธศาสตร์การรัฐประหาร

เป็นยุทธศาสตร์ที่อาศัยว่าความสัมพันธ์ระหว่างคณะปฏิวัติกับกองกำลังอื่นๆ ในประเทศอยู่ในระดับดีมากซึ่งเป็นสภาพที่เห็นได้ไม่บ่อยนัก ยกตัวอย่างเช่นการรัฐประหารของพรรคคอมมิวนิสต์ที่นครปราก ในปี 1948 มีปัจจัยต่างๆ เช่น กองทัพโซเวียตประจำอยู่ใกล้, พรรคคอมมิวนิสต์ เช็คโกสโลวาเกียในตอนนั้นมีบารมีและพลังสูงส่ง, มีกองกำลังประชาชนคนงานติดอาวุธอยู่ 15000 – 18000 คน, หน่วยงานความมั่นคงของรัฐและหน่วยทหารถูกแทรกแซงเรียบร้อย เป็นต้น ยุทธศาสตร์นี้เมื่อเทียบกับยุทธศาสตร์อื่นแล้วมีความเป็นไปได้ที่จะเสียเลือดเนื้อน้อยที่สุด แถมยังสามารถอ้างความชอบธรรมทางกฏหมายได้ ทำให้รัฐบาลชุดใหม่สามารถต่อต้านกลบเสียงครหาของสังคมชนชั้นกลางได้ง่าย ในทางประวัติศาสตร์แล้วการทำรัฐประหารส่วนมากเกิดจากการฉกฉวยโอกาสในสถาณการณ์ที่เอื้ออำนวยมากกว่าเป็นการวางแผนยุทธศาสตร์การปฏิวัติ อย่างไรก็ดีในหลายประเทศโลกที่สามช่วงยุค ค.ศ. 1960s และ 70s ยุทธศาสตร์นี้ถูกนำไปใช้โดยเหล่านายทหารหนุ่มๆ ความคิดก้าวหน้าที่มีความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียต

7. ยุทธศาสตร์การเมืองเลือกตั้งแบบติดอาวุธ

ตั้งอยู่บนทฤษฎีที่ว่าการยึดอำนาจส่วนหนึ่งเป็นไปได้ผ่านวิธีการทางกฏหมาย มีเงื่อนไขคือ มีการเคลื่อนไหวดิ้นรนของมวลชนขนาดใหญ่มากพอที่จะการันตีสิทธิเชิงประชาธิปไตยหลังจากการเลือกตั้ง โดยหลังจากยึดอำนาจผ่านกระบวนการทางประชาธิปไตยได้ส่วนหนึ่งเป็นก้าวแรกแล้ว อำนาจทางกฏหมายหนุนหลังโดยมวลชนที่ได้มาเมื่อเอาไปรวมกับทรัพยากรของกองกำลังปฏิวัติเองจะเป็นเครื่องมือในขั้นตอนการปฏิวัติขั้นต่อไปเพื่อยึดอำนาจรัฐเสร็จสมบูรณ์และมีพลังมากพอจะต่อกรกับปฏิกิริยารุกกลับของอำนาจรัฐเดิมที่จะทำรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจคืน หรือต่อกรกับการแทรกแซงจากภายนอกประเทศที่จะฉวยโอกาสในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้

กล่าวง่ายๆ คือองค์กรที่เลือกใช้ยุทธศาสตร์นี้ต้องมีศักยภาพทางทหารมากพอที่จะถือครองอำนาจที่ยึดมาได้ด้วยวิธีการทางกฎหมาย (ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยทางรัฐสภาหรืออะไรก็แล้วแต่) ในประเทศชิลี นายพลปิโนเช่ผู้นำรัฐบาลเผด็จการเสรีนิยมใหม่ทุ่มเทดิสเครดิตสมมติฐานยุทธศาสตร์นี้เพื่อไม่ให้ประชาชนสู้กลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ (เห็นได้จากที่ปิโนเช่ทำรัฐประหารรัฐบาลสังคมนิยมที่มาจากการเลือกตั้งของ ซัลวาดอร์ อะเย็นเด้ ผู้ซึ่งไม่สามารถต่อกรกับกำลังทหารของรัฐได้) แม้ว่ายุทธศาสตร์นี้จะประสบความล้มเหลวขั้นนองเลือดไปแล้วก็ตามเมื่อช่วงสงครามกลางเมืองออสเตรีย ปี 1934 ที่พรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตย (ซึ่งมีความชอบธรรมทางกฏหมายในรัฐสภาออสเตรียอยู่แล้ว) พยายามใช้กำลังรบกึ่งทหารต่อกรกับกำลังทหารของสาธารณรัฐออสเตรียที่หนึ่ง

8. ยุทธศาสตร์โฟกัส หรือโฟโคอิสซึม (The Focoist Strategy; คำว่า foco ในภาษาสเปนแปลว่า focus)

เป็นทฤษฎีที่เกิดจากการอ่านและรวบรวมประสบการณ์จำเพาะของการสู้รบแบบกองโจรช่วงปลายทศวรรษที่ 1950s และต้น 1960s ในทวีปละตินอเมริกาและประเทศคิวบา นักทฤษฎียุทธศาสตร์โฟกัส Regis Debray จัดให้สหาย เช เกวาร์ร่า เป็นผู้ปฏิบัติใช้ยุทธศาสตร์สำนักนี้คนสำคัญ โดยลักษณะหลักของยุทธศาสตร์นี้คือการปฏิวัติจะเน้นหนักการใช้ฐานปฏิบัติการชนบทเคลื่อนที่สำหรับการรบแบบกองโจร ซึ่งโฟโกอิสซึมไม่ได้ถูกกำหนดมาให้นำไปใช้เป็นสากลได้ และจำกัดอยู่ในบริบทของสังคมละตินอเมริกาที่ในตัวเมืองเป็นสังคมทุนนิยมแต่ในชนบทเป็นสังคมศักดินาแบ่งกันเห็นได้ชัด ทำให้กองกำลังปฏิวัติไม่สามารถก่อตั้งอาณาเขตอิสระ (liberated zones) ตามยุทธศาสตร์สงครามประชาชนในข้อ 5 ข้างต้นได้ ในทางทฤษฎีแล้วฐานปฏิบัติการกองโจรเคลื่อนที่ต่างๆ จะขยายขนาดและพัฒนารวมกันกลายเป็นกองทัพประชาชน (ซึ่งไม่มีที่ตั้งถาวร) จนสามารถปิดล้อมตัวเมืองต่างๆ ได้ จนกระทั่งรัฐบาลปัจจุบันถูกโค่นล้มจากภายในโดยคนงานในเมืองที่ไม่พอใจจนประท้วงหยุดงานทั่วประเทศ บทบาทของชนชั้นกรรมาชีพในยุทธศาสตร์นี้ก่อนจะถึงจุดประท้วงหยุดงานจำกัดอยู่เพียงให้การสนับสนุนกองโจรในชนบท ไม่มีส่วนร่วมหลักในกระบวนการ

9. ยุทธศาสตร์การกบฏสมัยใหม่ (The Neo-Insurrectionary Strategy)

ยุทธศาสตร์นี้เกิดขึ้นหลังจากความสำเร็จของการปฏิวัติประชาชนในประเทศนิการากัวนำโดยกลุ่มแนวหน้าประชาชาติปลดแอก Sandanista (Sandanista National Liberation Front) ชัยชนะในนิการากัวทำให้กองกำลังปฏิวัติจำนวนหนึ่งทั่วโลกเลิกใช้ยุทธศาสตร์สงครามประชาชนบางส่วนหรือทั้งหมด และปรับมาใช้ยุทธศาสตร์นี้เพื่อเร่งให้การปะทะกับรัฐบาลปลายขึ้นโดยปลุกระดมให้เกิดการลุกฮือจากภายในตัวเมืองต่างๆ แทน การปรับใช้อย่างไม่ถูกต้องนี้นำไปสู่ความล้มเหลวในช่วงปี 80s ของกองทัพประชาชนใหม่ (New People’s Army) ซึ่งเป็นกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์ฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะบนเกาะมินดาเนา ในเวลานั้น NPA ละทิ้งยุทธศาสตร์สงครามประชาชนและฝืนผลักดันช่วงระยะสงครามจากยุทธศาสตร์เชิงรับ เป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกตอบโต้ หน่วยรบเล็กเคลื่อนที่ถูกจัดโครงสร้างใหม่เป็นกองพันแต่แกนนำจากพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่พร้อมที่จะบังคับบัญชาการทางทหารในรูปแบบใหม่นี้เพราะเป็นการบริหารแบบมีลำดับชั้นมากเกินไป ทำให้ไม่สามารถสู้กับกองทัพรัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ ในปี 1992 NPA จึงต้องหันกลับไปใช้ยุทธศาสตร์สงครามประชาชนอีกครั้ง

10. ยุทธศาสตร์การสงครามปฏิวัติแบบผสม (The PASS Strategy of Combined Revolutionary Warfare [CRW])

ถูกนิยามและนำไปใช้โดย Mahir Çayan และผู้ก่อตั้งอื่นๆ ของ แนวหน้า/พรรคประชาชนปลดแอกประเทศตุรกี (THKP-C) มีองค์กรอื่นในช่วงยุค 70s และ 80s ที่รับยุทธศาสตร์นี้ไปใช้ เช่น กลุ่มซ้ายปฏิวัติ (Dev Sol), กลุ่มเส้นทางปฏิวัติ (Dev Yol), หน่วยข่าวโฆษณาชักชวนมาร์กซิส-เลนินนิสท์ติดอาวุธ (MLSPB), แนวหน้าปฏิวัติของประชาชน (THKP-C/ People’s Revolutionary Vanguards) เป็นต้น ในทางทฤษฎียุทธศาสตร์นี้ยึดการสู้รบแบบกองโจร(เป็นหลัก) ผสมกับการต่อสู้(เป็นรอง) ทางการเมือง, ทางเศรษฐกิจ, ทางกระบวนการประชาธิปไตย, และทางอุดมการณ์ควบคู่กันไป จนกระทั่งถึงเวลาเหมาะสมเปลี่ยนยุทธวิธีทั้งหมดเป็นการสงครามตามจารีต ยุทธศาสตร์ PASS แบ่งได้เป็นสามระยะ ดังนี้

  • เริ่มจากการจัดตั้งกองโจรเมือง
  • กองโจรจากในเมืองกระจายไปทั่วประเทศและจัดตั้งกองโจรชนบทขึ้นมาคู่ขนาน การปฏิบัติการของกองโจรทั้งสองประเภทไม่เหมือนกันและมีความสำคัญต่างกัน กองโจรชนบทสามารถถอยทัพและเสริมกำลังได้โดยการเกณฑ์กำลังจากชาวบ้านเป็นระยะๆ ในขณะที่กองโจรในเมืองไม่สามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่เกินจำนวนหนึ่งได้ หลังจากปฏิบัติการก็ต้องแยกย้ายกันกลับสู่ฐานที่ตั้งลับที่กระจายกันอยู่หลายที่ ทำให้ไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์โดยตรงต่อเนื่องกับมวลชนได้
  • เปลี่ยนกำลังกองโจรให้กลายเป็นกองทัพประจำการ

11. ยุทธศาสตร์การสงครามปฏิวัติยืดเยื้อ

ถูกนิยามและนำไปใช้โดยองค์กรคอมมิวนิสต์ในทวีปยุโรป ตั้งอยู่บนพื้นฐานสงครามประชาชนของเหมาเจ๋อตงแต่แตกต่างกันตรงที่ไม่มีการใช้กองโจรชนบท หรือยุทธวิธีการปิดล้อมเมืองจากภายนอก โดยแทนที่จะใช้อาณาเขตอิสระเปลี่ยนเป็นการใช้เครือข่ายแฝงตัวอยู่ในองค์กรมวลชนต่างๆ เช่น ในสหภาพแรงงาน และอื่นๆ, ให้ความสำคัญกับวิธีการติดอาวุธเป็นโฆษณาชักชวน (Armed Propaganda คือ การติดอาวุธปฏิบัติการรุนแรงกับทรัพย์สินและบุคลากรของรัฐและชนชั้นปกครองและในขณะเดียวกันกระจายข่าวตามแพลตฟอร์มสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ของพรรค หรือการประกาศสาธารณะเพื่ออธิบายเหตุผลและวัตถุประสงค์ของแต่ละปฏิบัติการ เป็นการคงตัวอยู่ในสื่อ ทำให้สามารถชักชวนมวลชนในส่วนที่ตื่นตัวทางการเมืองแล้วส่วนหนึ่งมาสนับสนุน) , รวมไปถึงการจัดรูปแบบความสัมพันธ์องค์ใหม่ระหว่างส่วนรับผิดชอบงานที่เกี่ยวกับพรรคและส่วนรับผิดชอบงานทางทหาร เช่น ปฏิเสธการแยกตัวกันอย่างชัดเจนระหว่างตัวพรรคคอมมิวนิสต์และกองทัพแดงซึ่งเป็นโครงสร้างองค์กรตั้งแต่ยุคเหมาเจ๋อตง ปรับเปลี่ยนเป็นพรรคที่พร้อมสู้ (Fighting Party) และอื่นๆ

11 ยุทธศาสตร์ที่กล่าวไปนี้สังเกตได้ว่าสามารถแบ่งเป็น 2 จำพวกใหญ่ๆ (หรือมี 2 จำพวกนี้ผสมผสานกันภายในหลายอัตราส่วน) คือ ยุทธศาสตร์การกบฏ (เป้าหมายคือการทำให้สถานการณ์บานปลายเพื่อเอาชนะรัฐบาลในการต่อสู้ครั้งสุดท้ายครั้งเดียว) และยุทธศาสตร์กองโจร (ใช้การต่อสู้ย่อยๆ หลายๆ ครั้ง) โดย 2 จำพวกใหญ่นี้ แต่ละอันก็มีข้อผิดพลาดการปฏิบัติภายในที่ออกนอกลู่นอกทางของมันอยู่ที่เราต้องระวังไว้ คือ 1. การปฏิบัติเบี่ยงขวา (right-wing deviation) ที่เกิดขึ้นในยุทธศาสตร์การกบฏ ซึ่งจะมีบุคคลหรือกลุ่มบางส่วนในการเคลื่อนไหวโดยรวมที่เป็นพวกฉวยโอกาส ชอบเลื่อนการปะทะไปเรื่อยๆ ไม่ยอมเผชิญหน้ากับอำนาจรัฐสักที 2. การปฏิบัติเบี่ยงซ้าย (left-wing deviation) ที่เกิดขึ้นในยุทธศาสตร์กองโจร คือกองกำลังที่ปฏิบัติไม่ยอมเสียเวลา เสียแรงทำงานเชื่อมความสัมพันธ์กับมวลชน สักแต่จะปฏิบัติการอย่างเดียว (ถ้าแม้แต่รัฐไทยยังสามารถ “สร้าง” ความสัมพันธ์กับชาวบ้านในท้องถิ่นชนบทได้ด้วยการลงพื้นที่ของกองทัพบกและโฆษณาชวนเชื่อ แล้วฝ่ายคณะปฏิวัติมีข้ออ้างอะไรที่จะไม่ทำสิ่งนี้?)

 


เนื้อหาแปลและเรียบเรียงจาก บทที่ 9 ของ Categories of Revolutionary Military Policy เขียนโดย T. Derbent (April 2006) ฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Kersplebedeb

Sindhiyani Tehreek: สตรีนิยมปฏิวัติใน Sindh?

Sindhiyani Tehreek: สตรีนิยมปฏิวัติใน Sindh?

ผู้เขียน Gohar Ali Memon
ผู้แปล Pathompong Kwangtong
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

การกลับมาของขบวนการสตรีนิยมปากีสถานครั้งนี้ คุณ Memon ได้เขียนถึงองค์กรที่คนไม่ค่อยเห็นค่าซึ่งนำโดยผู้หญิงที่มีรากฐานมาจากชาวนา ไม่ใช่ชนชั้นกลางในเมือง

ปี 1979: นักกิจกรรมจาก Sindhiyani Tehreek ประท้วงการตัดสินประหารชีวิต Zulfikar Ali Bhutto ภาพ: Flickr

Sindhiyani Tehreek (ST) คือองค์กรทางการเมืองที่นำและก่อตั้งขึ้นจากหญิงสาวชาวชนบทในจังหวัด Sindh ทางตอนใต้ของปากีสถาน  ขบวนการนี้ก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 ในระหว่างการต่อสู้กับระบอบเผด็จการป่าเถื่อนของนายพล Zia-ul-Haq ภายใต้ร่มใบใหญ่ของขบวนการสนับสนุนประชาธิปไตย  ภายหลังการลอบสังหารนายพล Zia ในปี 1988  องค์กร ST ได้ต่อสู้เพื่อการจัดสรรทรัพยากรน้ำในจังหวัด Sindh โดยต่อต้านขัดขืนการสร้างเขื่อนต่างๆ อันจะทำให้จังหวัดแห้งแล้ง  ขบวนการต่อต้านเขื่อนดำเนินกิจกรรมยาวนานตลอดระบอบของ Benazir Bhutto, Nawaz Sharif และ นายพล Musharraf  ผู้นำหญิงของ ST ยังคงต่อต้านขัดขืนอยู่เสมอ แม้ว่าเธอจะอายุอานามมากโขแล้วก็ตาม

แต่อะไรเล่าที่จุดประกายจิตวิญญาณการขบถครั้งนี้?  ภายใต้สังคมศักดินาและปิตาธิปไตยที่ชายเป็นใหญ่ครองเมือง ที่ที่เกียรติยศยังคงได้มาจากการสังหารฆ่าฟัน ที่ที่อัตราการอ่านออกเขียนได้ในแถบชนบทนั้นแทบไม่ถึงหนึ่งในสี่ ความรุนแรงในครอบครัวไม่แม้แต่จะถูกจดจารลงบันทึกประจำวัน  แล้วหญิงสาวชาวชนบทเหล่านี้สามารถนำการต่อต้านขัดขืนระบอบเผด็จการอันป่าเถื่อนที่สุดของปากีสถานได้อย่างไร?  สิ่งไหนจะเป็นบทเรียนให้กับขบวนการสตรีนิยมปากีสถานที่ลุกขึ้นมาสู้ในสมัยนี้ได้บ้าง?  ที่จริงแล้ว เราสามารถเรียก Sindhiyani Tehreek ว่า ‘สตรีนิยม’ ได้หรือไม่?  นี่คือบางคำถามที่ผมหวังจะหาคำตอบให้ได้

รากฐานทางอุดมการณ์ของ Sindhiyani Tehreek

องค์กร ST ก่อตัวขึ้นจากผู้หญิงในพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายของ Sindhi ชื่อว่า Awami Tehreek  พรรค Awami Tehreek เกิดจากสติปัญาของ Rasool Bux Palijo ปัญญาชนและนักการเมืองฝ่ายซ้ายมากประสบการณ์ ผู้มีความคิดทางการเมืองโดดเด่น  Palijo มีจุดยืนที่แตกต่างจากพรรคคอมมิวนิสต์จารีตของปากีสถานในเรื่อง ‘ปมปัญหาของชาติ’ และต่างจากกลุ่มชาตินิยมทั่วๆ ไปใน Sindh เกี่ยวกับเรื่องปมปัญหาของการต่อสู้ทางชนชั้น

‘ภายใต้สังคมศักดินาและปิตาธิปไตยที่ชายเป็นใหญ่ครองเมืองนี้ ที่ที่เกียรติยศยังคงได้มาจากการสังหารฆ่าฟัน ที่ที่อัตราการอ่านออกเขียนได้ในแถบชนบทนั้นแทบไม่ถึงหนึ่งในสี่ และความรุนแรงในครอบครัวไม่แม้แต่จะถูกจดจารลงบันทึกประจำวัน  แล้วหญิงสาวชาวชนบทเหล่านี้สามารถนำการต่อต้านขัดขืนระบอบเผด็จการอันป่าเถื่อนที่สุดของปากีสถานได้อย่างไร?’

การที่จังหวัด Sindh ถอยห่างจากโปรเจคใหญ่ว่าด้วยสหพันธ์ปากีสถาน ซึ่งเป็นสหพันธ์ที่ฝ่ายซ้ายของปากีสถานรุ่นก่อนๆ ได้ช่วยกันสร้างขึ้น คือรากฐานที่ทำให้ Palijo ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายซ้ายจารีตของปากีสถาน  พรรคคอมมิวนิสต์อินเดียสนับสนุนความคิดเรื่องความเป็นชาติมุสลิม และช่วยให้สหายชาวมุสลิมได้ร่วมมือกับพรรคสันนิบาตมุสลิม ภายใต้ข้อเสนอของ Adhikari  โดยทั่วไปคนมองว่าพรรคนี้มีแนวทางต่อต้านอาณานิคม และสิทธิในการแบ่งแยกดินแดนก็ได้รับการยอมรับภายใต้ฉากหน้าของสิทธิในการปกครองตนเอง  ดังนั้นแล้ว เหล่าคอมมิวนิสต์จึงยอมรับทั้งไอเดียของปากีสถานและสันนิบาตมุสลิม พรรคที่นำโดยชนชั้นปกครองศักดินาแห่งสหรัฐอินเดีย (United India)  ว่ากันแล้ว การยอมรับสิ่งเหล่านี้ก็ยังคงมีอยู่ในฝ่ายซ้ายปากีสถานหลังแบ่งแยกดินแดน ประเด็นปัญหาเรื่องภาษาและการจัดสรรน้ำในรูปแบบการกระจายอำนาจกลับไม่ได้รับการพูดถึงในวงอภิปรายฝ่ายซ้ายเลย

ในปี 1954 รัฐบาลปากีสถานแบนพรรคคอมมิวนิสต์ และบังคับใช้รูปแบบรัฐรวมศูนย์ (One Unit Scheme) ยกเลิกอำนาจปกครองตัวเองบางส่วนของจังหวัดต่างๆ ที่พวกเขาเคยสัญญาไว้ในข้อตกลง Lahore  หลังจากนั้น ในปี 1955 ก็มีการสร้างเขื่อ Kotri ในบริเวณใกล้เคียง Hyderabed ตามด้วยเขื่อน Guddu ณ ตอนเหนือของจังหวัด Sindh เมื่อปี 1962  เขื่อนทั้งสองทำให้บางส่วนของจังหวัด Sindh อุดมสมบูรณ์ขึ้น  แทนที่ชาวนาจะได้รับผืนดินบริเวณดังกล่าว มันกลับถูกแจกจายให้แก่พวกศักดินาและทหารชนชั้นนำชาวปากีสถาน ที่ไม่ใช่คนในจังหวัด Sindhi  ปัญหาต่างๆ ของชาวนา Sindhi นั้นหนักหนาสาหัสมากขึ้น เมื่อมีการเซ็นสนธิสัญญา World Bank-brokered Indus Water ระหว่างปากีสถานกับอินเดียเมื่อปี 1960  สนธิสัญญานี้ก่อให้เกิดหายนะแก่จังหวัด Sindh และแถบชายฝั่งที่ราบลุ่มต่างๆ  ผู้อยู่อาศัยแถบนั้นเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย อันเนื่องมาจากความขาดแคลนน้ำในแถบชายฝั่ง  หากนับรวมปัญหาทางภาษา ซึ่งมีต้นตอมาจากการประกาศของ Jinnah ให้ Urdu เป็นภาษาประจำชาติภาษาเดียว ทำให้ผู้คนสูญเสียอิสรภาพในตนเองแล้วไซร้ การแจกจ่ายที่ดินทำกินบริเวณเขื่อนให้แก่ชนชั้นนำที่ไม่ใช่ชาว Sindhi ก็ได้ฝังรากแก้วแห่งความคับแค้นให้กับชาวนาในพื้นที่ และโหมกระพือความคิดชาตินิยมใน Sindhi

ตลกร้ายก็คือ หากว่ากันด้วยประวัติศาสตร์แล้ว จังหวัด Sindh นี่แหละเป็นที่แรกที่รับรองข้อตกลงปากีสถาน  ผู้นำสันนิบาตมุสลิมของ Sindh ที่ชื่อว่า G. M. Syed ได้ช่วยให้ข้อตกลงนี้ผ่านไปได้  เขาเชื่อว่าสันนิบาตมุสลิมจะเป็นยาถอนพิษแก่นโยบายรัฐรวมศูนย์ของคองเกรสได้  อย่างไรก็ตาม เพียงไม่ถึงหนึ่งทศวรรษตั้งแต่การเกิดขึ้นของปากีสถาน  จังหวัด Sindh ก็ถูกริบอำนาจการปกครองตนเองไป  G. M. Syed ถูกจับ  จอมพล Ayub Khan ผู้นำเผด็จการทหารในเวลานั้น ใช้หลักการแข็งกร้าวในการปกครอง  เขาลงนามในสนธิสัญญา Indus Water กับอินดียที่มีเนื้อหาเป็นปรปักษ์กับชาว Sindh และแจกจ่ายที่ดินทำกินของจังหวัด Sindh ให้แก่ชนชั้นนำที่ไม่ใช่ชาวบ้าน Sindh  เขายังสนับสนุนกลุ่มฝ่ายซ้ายนิยมจีนในปากีสถานเพราะเขามีความสัมพันธ์อันหวานชื่นกับจีนอีกด้วย  Palijo ซึ่งใช้มุมมองแบบมารฺกซิสต์เลนินนิสต์ ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายซ้ายเหล่านี้ที่มองว่าเรื่องการปกครองตนเองระดับจังหวัด การจัดสรรทรัพยากรน้ำ และอธิปไตยทางภาษาเป็นเรื่องชาตินิยมล้าหลัง  เขาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นผลมาจากนโยบายต่างประเทศของมอสโกว์และปักกิ่ง มากกว่าที่จะเป็นความคิดมารฺกซิสต์โดยแท้  พวกเขาควรทำให้บ้านเมืองเป็นระบบ จัดการกับปัญหากระฎุมพีในปากีสถานเองให้เรียบร้อย เรียกร้องสิทธิการปกครองตนเองของชนชาติต่างๆ ในประเทศของพวกเขา ก่อนที่จะเริ่มโครงการสร้างโลกที่เท่าเทียม

‘Palijo ซึ่งใช้มุมมองแบบมารฺกซิสต์เลนินนิสต์ ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายซ้ายเหล่านี้ที่มองว่าเรื่องการปกครองตนเองระดับจังหวัด การจัดสรรทรัพยากรน้ำ และอธิปไตยทางภาษาเป็นเรื่องชาตินิยมล้าหลัง’

แต่ Palijo ก็ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มชาตินิยมชาว Sindh  G. M. Syed ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ เมื่อปี 1966  เขาคิดว่าตัวเองคงไม่สามารถทำกิจกรรมทางการเมืองอย่างเปิดเผยในประเทศนี้ได้อีกแล้ว  ดังนั้นเขาจึงก่อร่างสร้างแนวร่วมทางวัฒนธรรม เพื่อฟูมฟักจิตสำนึกทางการเมืองในชาว Sindh ขึ้นแทน  ตัวอย่างองค์กรทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น คือ Bazm-e-Sufia-e-Sindh และสหพันธ์นักศึกษา Jeay Sindh  Palijo ในวัยหนุ่มได้เป็นส่วนหนึ่งของ Bazm

ไม่นานนัก ฝ่ายรัฐก็มองแนวทางของ Syed ออก เขาจึงถูกจับอีกครั้ง  ตลอดระยะเวลาของระบอบ Zulfikar Ali Bhutto ที่ยอมทำตามความต้องการของ Muhajir โดยการทำให้ Urdu เป็นภาษาทางการของ Sindh เคียงคู่ไปกับภาษา Sindhi และประกาศรัฐธรรมนูญใหม่ในปี 1973 ที่ไม่ยอมรับรองว่าจังหวัดเป็นส่วนประกอบหลักของรัฐทั้งหลาย แต่เป็นเพียงแค่ส่วนย่อยแห่งสหพันธ์  Syed จึงสูญสิ้นความหวังว่าชาว Sindh จะเป็นอิสระและรุ่งโรจน์ภายใต้ปากีสถาน  เขาจึงก่อตั้ง Jeay Sindh Muttahida Mahaz ซึ่งดำเนินนโยบาย ‘Sindhudesh’ ซึ่งหมายถึงการแยกตัวจากปากีสถานอย่างสมบูรณ์  อย่างไรก็ตาม Palijo ไม่เห็นด้วยกับ Syed  เขาเชื่อว่า หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากกรรมาชีพและมวลชนชาวนารากหญ้า หากไม่มียุทธศาสตร์ปฏิวัติผ่านพรรคที่ทำหน้าที่เป็นแนวหน้าแล้วไซร้ นโยบายนี้คงจบลงด้วยหายนะเป็นแน่  Palijo เชื่อว่าขบวนการทางวัฒนธรรมที่พึ่งพานักศึกษาเป็นหลักอย่างขบวนการของ Syed นั้นมีข้อจำกัด  เพระหากไม่มีรากฐานมาจากมวลชนแล้วนั้น ขบวนการชาตินิยมอาจถูกพวกชนชั้นนำศักดินาทั้งหลายแทรกแซงแล้วยึดเอาไปใช้ และอาจถูกบดขยี้จากรัฐตั้งแต่ระยะตั้งไข่ก็เป็นได้

Rasool Bux Palijo ปราศัย ณ การเดินขบวนในจังหวัด Sindh Palijo เป็นที่นิยมในจังหวัดเนื่องด้วยความก้าวหน้าและนโยบายชาตินิยมของเขา ภาพ: Facebook

Palijo และพรรค Awami Tehreek ของเขานำเสนอแนวทาง ‘การปฏิวัติประชาธิปไตยของประชาชนแห่งชาติ’ ขึ้นเพื่อตอบสนองต่อบรรยากาศที่ปกคลุมไปด้วยแนวคิดแบบซ้ายและชาตินิยมในขณะนั้น  แนวทางนี้เป็นชาตินิยม เพราะพวกเขาเชื่อเรื่องสิทธิในความเป็นชาติของประชาชนชาว Sindh เป็นสังคมนิยมและประชาธิปไตย เพราะรากฐานของพวกเขามาจากมวลชนกรรมาชีพ/ชาวนาและเข้าร่วมการต่อสู้ในสงครามชนชั้น อีกทั้งเป็นแนวทางปฏิวัติ เพราะพวกเขาไม่เชื่อในแนวทางรัฐสภานิยมหรือการปฏิรูปของกระฎุมพี  แนวทางนี้เกิดขึ้นเพราะ Palijo ได้รับแรงบันดาลใจจากเหล่าคอมมิวนิสต์ในขบวนการต่อต้านอาณานิคมของจีน อัลจีเรีย และเวียตนาม  หลังจากก่อตั้งพรรค Awami Tehreek ในเดือนมีนาคมปี 1970  Palijo ก็นำเสนอความคิดมารฺกซิสต์เลนินนิสต์ใน Sindh เขาเขียนหนังสือเกี่ยวกับโฮจิมินห์และเหมา กระทั่งแปลงานเขียนคอมมิวนิสต์ที่สำคัญๆ ในการสร้างองค์กรปฏิวัติชาตินิยมขึ้นด้วย  เขาคิดว่า Sindh อยู่ในตำแหน่งอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์ ที่ที่ประชาชนต้องต่อสู้กับทั้งอำนาจรัฐในแนวทางอาณานิคมใหม่ของปากีสถาน และพวกชนชั้นนำศักดินาคอรัปชั่นทั้งหลาย  Palijo จึงเชื่อว่าการสร้างขบวนการที่มีทั้งแนวคิดชาตินิยมและสังคมนิยมปฏิวัตินั้นเป็นเรื่องจำเป็น

อีกทั้งยืนกรานว่าเราจำเป็นต้องมีผู้หญิงในขบวนการนี้ด้วย

ภายใต้แนวทางนี้ เขาเริ่มจัดตั้งสหายหญิงในบ้านของเขาและรอบๆ บริเวณ ณ Jungshahi ซึ่งเป็นเมืองชนบทเล็กๆ ในเขตของ Sindh  ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการแสดงออกทางการเมือง การประท้วง และแนวนโยบายผ่านการจัดตั้งของพรรค Awami Tehreek โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มาจากชุมชนของเขา  เมื่อนโยบาย One-Unit [นโยบายควบรวมจังหวัดของปากีสถาน ณ ขณะนั้น – ผู้แปล] จบสิ้นลง และการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้น Palijo ได้กดดันให้มีการตีพิมพ์รายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในภาษา Sindhi ด้วย เพราะรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งถูกตีพิมพ์เพียงแค่ในภาษา Urdu เท่านั้น  นี่เป็นอีกหนึ่งในวิธีการสร้างความลำเอียงทางภาษาแบบเก่าๆ ที่หลอกหลอนจังหวัดเล็กๆ ตลอดเวลาตั้งแต่แรกเริ่มสถาปนาปากีสถาน  ลูกเลี้ยงติดภรรยาของ Palijo อย่าง Akhtar Baloch เป็นหนึ่งในผู้นำคนสำคัญในการกดดันให้เกิดการตีพิมพ์รายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งดังกล่าว  ตำรวจจับเธอเข้าคุก  เมื่อไม่นานมานี้ก็ได้มีการแปลและตีพิมพ์ข้อเขียนจากสมุดบันทึกในคุกของเธอในชื่อเรื่องเล่าของนักโทษเป็นภาษาอังกฤษ  Baloch เป็นหนึ่งในผู้หญิงหลายคนที่ได้รับการฝึกฝนทางอุดมการณ์และได้รับแรงบันดาลใจจาก Palijo กับพรรค Awami Tehreek  ผู้หญิงเหล่านี้ ส่วนมากมาจากชนบทของ Sindh และจะได้กลายเป็นผู้ก่อตั้ง ST ในต้นทศวรรษ 1980 ต่อไป

ขบวนการ Sindhiyani ต่อต้านกฎอัยการศึก

ปี 1979 นายกรัฐมนตรี Zulfikar Ali Bhutto ถูกจับแขวนคอโดยอาศัยอำนาจแห่งกฎอัยการศึกของนายพล Zia-ulHaq  และปีเดียวกันนั้นเอง นายพล Zia ยังบังคับใช้กฎหมาย Hudood ซึ่งบรรจุข้อห้ามต่างๆ ของศาสนาอิสลามที่เรียกกันว่าชะรีอะฮ์ลงไปในประมวลกฎหมายอาญาด้วย  หนึ่งในแง่มุมที่มีปัญหามากที่สุดในกฎหมายของนายพล Zia คือการทำให้เพศสัมพันธ์นอกการสมรสผิดกฎหมาย  กฎหมายนี้เป็นอันตรายต่อผู้หญิงอย่างมาก เพราะมันทำให้พวกเธอสูญสิ้นความคุ้มกันทางกฎหมายจากการข่มขืนกระทำชำเราและการคุกคามทางเพศ  ภายใต้ระบบกฎหมายใหม่นี้ ผู้หญิงที่ถูกคุกคามทางเพศต้องมีพยานอย่างน้อยสี่ปากในชั้นศาลเพื่อพิสูจน์ว่าการคุกคามนั้นเกิดขึ้นจริง  หากไม่มีพยานรู้เห็นแล้วไซร้ พวกเธอเองก็จะถูกกล่าวหาว่ามีเพศสัมพันธ์นอกการสมรสและได้รับโทษจำคุก  หรือกระทั่งถูกปาหินใส่จนถึงแก่ชีวิตแทน

ระบอบ Zia ยังคงดำเนินนโยบายแปลงทุกอย่างให้เป็นอิสลามอย่างต่อเนื่อง (โดยเฉพาะการต่อต้านผู้หญิง)  ศาลพิเศษชะรีอะฮ์แห่งสหพันธ์ได้รับการก่อตั้งขึ้นเพื่อการตัดสินข้อกล่าวหาในกฎหมายชะรีอะฮ์โดยเฉพาะ  ในปี 1984 คำสั่ง Qanun-e-SHahadat ถูกประกาศใช้ ซึ่งมีผลลดพยานของผู้หญิงในชั้นศาลลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของผู้ชาย  นายพล Zia ยังมีคำสั่งห้ามมิให้ผู้หญิงปรากฎตัวในโทรทัศน์โดยไม่มีผ้าคลุมศีรษะด้วย

‘[Palijo] คิดว่า Sindh อยู่ในตำแหน่งอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์ ที่ที่ประชาชนต้องต่อสู้กับทั้งอำนาจรัฐในแนวทางอาณานิคมใหม่ของปากีสถาน และพวกชนชั้นนำศักดินาคอรัปชั่นทั้งหลาย’

ขบวนการเคลื่อนไหวของผู้หญิงในเมืองก่อตั้งลานประชุมการเมืองสตรี (Women’s Action Forum) ขึ้นเพื่อต่อต้านแนวนโยบายเหยียดและกดทับผู้หญิงของนายพล Zia  ขบวนการนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับขบวนการ ST อันเป็นขบวนการที่แตกต่าง เพราะมีรากฐานมาจากมวลชนผู้หญิงในชนบท  หนึ่งปีให้หลังจากการก่อตั้ง ST เมื่อ 1982 ขบวนการต่อต้าน Zia เพื่อการฟื้นฟูประชาธิปไตย (MRD) ได้เริ่มต้นขึ้น  แม้ว่าจะกระจายไปทั่วปากีสถาน ขบวนการนี้ก็ได้รับความนิยมสูงสุดใน Sindh  พรรคประชาชนปากีสถานของ Zulfikar Ali Bhutto ซึ่งนำโดย Benazir Bhutto ร่วมกับพรรค Awami Tehreek และพรรคที่มีแนวทางประชาธิปไตยไม่อิงศาสนาได้รวมตัวกันขับเคลื่อนประชาชนทั่วทั้งจังหวัด Sindh  องค์กรอย่าง ST มีส่วนร่วมในขบวนการนี้อย่างแข็งขัน  ประชาชนจากชุมชนและหมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัด Sindh ออกมาประท้วงต่อต้านเผด็จการ  ประชาชนใน Sindh เผชิญหน้ากับยานยนตร์ของกองทัพด้วยมือเปล่าไร้เกราะกำบังใดๆ  ผู้ชุมนุมหลายคนถูกทุบตี ทรมาณ และจับขังคุก  สมาชิกหลายคนของพรรค Awami Tehreek ทุกข์ทรมาณอยู่ในคุก ครอบครัวรอคอยวันคืนที่พวกเขาจะได้กลับบ้าน

นักกิจกรรมของ Sindhiyani Tehreek เดินขบวนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเพื่อการฟื้นฟูประชาธิปไตย (MRD) และพันธมิตรทางการเมืองฝ่ายซ้ายได้ก่อตัวขึ้นในช่วงหลังทศวรรษ 1980 เพื่อต่อต้านเผด็จการทหารของนายพล Zia-ul-Haq ภาพ: Sarmad Palijo จาก Twitter

ขบวนการ ST ยังคงถูกจัดตั้งอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการขับเคลื่อนผู้หญิงที่เกียวข้องกับผู้ถูกคุมขัง (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย) เป็นพิเศษ  สหายหญิงอย่าง Shahnaz Rahu, ลูกสาวของผู้นำชาวนาแห่งพรรค Awami Tehreek อย่าง Fazil Rahu, และลูกสาวของ Falijo ทั้งสองคนอย่าง Ghulam Fatima กับ hoor un Nisa เริ่มเดินเคาะประตูบ้านของสหายผู้ถูกคุมขังและชักชวนครอบครัวของเขาเข้าร่วมการต่อสู้  ผู้หญิงที่ได้รับการฝึกฝนทางอุดมการณ์ของ ST ประสบผลสำเร็จในโครงการนี้แทบจะทันที  ผู้หญิงหลายคนในพื้นที่ชนบทของ Sindh เข้าร่วม MRD ผ่านช่องทางของ ST

สมาชิกผู้ก่อตั้ง ST อย่าง Hoor Palijo ได้รับมอบหมายในพันธกิจการจัดตั้งผู้หญิงเพื่อการแสดงออกทางการเมือง  เธอทำกระทั่งตระเตรียมสหายให้พร้อมรับมือการถูกจับกุมที่มักเกิดขึ้นจากการประท้วง  Hoor ใช้ประโยชน์จากชั้นเรียนในการเคลื่อนไหวเป็นพิเศษ  เธอเป็นอาจารย์วิทยาลัยในเขต Thatta  หลังจากสอนหนังสือในชั้นเรียนเสร็จ เธอพานักศึกษาหญิงของเธอและคนอื่นๆ ไปฝึกที่ Hyderabed เพื่อเข้าร่วมการประท้วงในเมือง  เพื่อการเตรียมพร้อมหากโดนจับกุม ผู้หญิงทั้งหลายจึงต้องพกกระทั่งถุงยังชีพสำหรับอยู่ในคุกไปด้วย  อายุอานามของผู้ประท้วงหญิงนั้นหลากหลาย มีตั้งแต่เด็กสาวจนถึงแก่ชรา  หลายคน อาทิ Kulsoom Palijo, Shabnam Palijo, และ Marvi เป็นเพียงแค่นักเรียนชั้นป.6 เท่านั้น

Hoor และสหายของเธอตระเตรียมสหายหญิงเพื่อการประท้วง ณ Hyderabed เป็นประจำจนเป็นกิจวัตรไปแล้ว  มีสหายหญิงหลายคนเข้าร่วมกันต่อสู้ใน Hyderabad จากแถบชนบทที่หลากหลาย อาทิ Larkana, Sukkur, Badin, Sanghar, Khairpur, และ Dadu  สหายในคุกทั้งหลายซึ่งถูกเรียกว่าชาว Sindhiyani นั้นไม่ได้อยู่ในภาวะเศร้าซึมหรือร้องห่มร้องไห้แต่อย่างใด  พวกเขายังรักษาเชื้อไฟแห่งการปฏิวัติในจิตวิญญาณไว้ได้ พวกเขาร้องเพลงปฏิวัติ จัดตั้งกลุ่มศึกษา และป่าวประกาศสโลแกนต่อต้านนายพล ZIa  ขบวนการ ST เปรียบดั่งสายฟ้าฟาดใส่สังคมศักดินา เพราะสังคมแบบนั้นมองผู้หญิงว่าต้อยต่ำกว่าชาย พวกเขามองว่าผู้หญิงต้องสยบยอมและสุภาพเรียบร้อย  ขบวนการนี้ให้กำเนิดหญิงสาวนักปฏิวัติผู้มีความกล้าหาญในการมุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างถึงแก่น  ความกล้าหาญชาญชัยและไม่เกรงกลัวที่ต้องเสี่ยงภัยของพวกเธอสามารถดูได้จากเหตุการณ์ที่เล่าโดย Hoor ดังนี้:

เรากลับสู่ Jungshahi จาก Hyderabed โดยรถไฟแทบจะเป็นเรื่องปกติไปแล้ว  จนวันหนึ่งเราพบการเคลื่อนไหวของกองทัพอันน่าสงสัย ณ สถานีรถไฟ  ฉันมีความคิดว่าพวกนั้นจะเข้ามาจับกุมเรา  เราไม่ได้กลัวเลย ไม่เลยสักนิด แต่หากว่าเราโดนจับในตู้รถไฟอันมืดมิดโดยไม่มีพยานรู้เห็น และไม่มีใครต่อต้านขัดขืนหรือปลุกระดมในพื้นที่ มันก็จะขัดต่อนโยบายของพรรค  เราจึงเดินไปทั่วขบวนรถไฟ และพวกเขาก็ตามเรามา  จนเมื่อเราอยู่ในตู้โดยสารเดียวกัน  และอยู่ ณ พื้นที่ระหว่าง Jungshahi กับ Hyderabad  เราคิดว่าหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น เราจะลงจากขบวนรถ แล้วหาที่อยู่ไปพลางๆ ก่อน  ระหว่างทางมีสถานี ‘Latif Chang’  เราอยู่ในภาวะที่ตัดสินใจไม่ได้เนื่องจากมีทหารอยู่ในตู้โดยสารเดียวกัน จนสุดท้ายก็คิดว่าต้องเป็นสถานีนี้แหละที่เราจะลง   พวกเรากว่า 17-18 ชีวิตกระโดดออกจากตัวรถไฟ แล้ววิ่งแยกย้ายจากกันไป  เราไปถึงหมู่บ้านพร้อมกับการบาดเจ็บตามแขนขา  ชาวบ้านพยายามช่วยพวกเราอย่างสุดกำลังความสามารถ ด้วยความเมตตาปราณี แต่ความขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ทำให้ความกรุณาช่วยเหลือของพวกเขาเป็นไปอย่างยากลำบาก  มีจักรยานคันเดียวเท่านั้นในหมู่บ้าน ที่จะนำพาผู้บาดเจ็บเข้าสู่ถนนหลักได้เพียงครั้งละหนึ่งคน และพระเจ้าเท่านั้นที่จะรู้ว่าเราควรทำอย่างไร

Sindhiyani Tehreek มีส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนหญิงสาวชาว Sindh ในขบวนการ MRD ภาพ: Twitter

Benazir Bhutto ลี้ภัยออกนอกประเทศในปี 1984  ส่วน Palijo และพันธมิตรของเขาอย่าง Fazil ถูกจับ  จังหวะก้าวเดินของขบวนการจึงเชื่องช้าลง  อย่างไรก็ตาม เมื่อปี 1986 ขบวนการก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง  แม้ว่า Benazir Bhutto ซึ่งกลับมาในปี 1986 ประกาศว่าเธอไม่เชื่อในการเมืองของการแก้แค้น และต้องการฟื้นฟูประชาธิปไตยอย่างสันติก็ตาม แต่ความหัวเสียพารานอยด์ของระบอบทหารก็ยังไม่จบสิ้น  หลายคนยังคงถูกจับ  ชาว Sindhiyani หลายคนออกมาสู้ที่แนวหน้าอีกครั้ง พวกเขาเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองทุกคนอย่างปลอดภัย อันรวมไปถึงผู้นำของพวกเขาที่ถูกกุมขังในคุก Kot Lakhpat ของ Lahore ด้วย  อำนาจของนายพล Zia อ่อนกำลังลงเรื่อยๆ แต่ก่อนที่เขาจะได้ลงจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ก็ดันเสียชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินตกในเดือนสิงหาคมปี 1988 ไปเสียก่อน

‘[Sindhiyani Tehreek] ให้กำเนิดหญิงสาวนักปฏิวัติผู้มีความกล้าหาญในการมุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างถึงแก่น’

ขบวนการต่อต้านเขื่อน

ปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้ารัฐปากีสถานตั้งแต่แรกเริ่มสถาปนาแสดงให้เห็นในหลากหลายประเด็น  ปัญหาเรื่องภาษายังคงดำรงอยู่จวบจนกระทั่งทุกวันนี้ และประเด็นด้านความอิสระของจังหวะยังคงอยู่ในกำมือของทั้งเผด็จการและรัฐบาลพลเรือนที่นิยมแนวทางรวมศูนย์ (เช่นรัฐบาลอิหม่ามของ Khan ในปัจจุบัน)  เช่นเดียวกันนั้นเอง ปัญหาว่าด้วยเรื่องเขื่อนหรือการจัดสรรน้ำยังคงสร้างความร้าวฉานโกรธเคืองให้กับชาว Sindh หลายคน

ภายหลังการลงนามในสนธิสัญญา Indus Water กับอินเดียเมื่อปี 1960 ปากีสถานก็ขายแม่น้ำกว่าหกแห่งให้กับอินเดียและมีแผนจะสร้างเขื่อนและขุดคลองด้วยเงินที่ได้มานั้น  เกิดปัญหากระแสน้ำอ่อนแรงลงในแม่น้ำที่เหลืออยู่ของปากีสถาน เนื่องจากน้ำถูกดึงไปใช้ในแหล่งเก็บน้ำขนาดใหญ่อาทิ  เขื่อน Tarbela ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยอินเดีย และเขื่อน Mangla Dam ซึ่งถูกสร้างขึ้นในแม่น้ำ Jhelum เป็นต้น  จังหวัด Sindh ยังได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องจากการลดลงของแหล่งน้ำเพียงหนึ่งเดียวโดยโครงการอย่างคลองเชื่อมต่อ Chashma-Jehlum  คลองนี้แรกเริ่มเดิมที่มีไว้เพื่อป้องกันอุทกภัย แต่การณ์กลายเป็นว่ามันกักเก็บน้ำอยู่ตลอดเวลาแม้กระทั่งช่วงเวลาทั่วไป จนนำมาซึ่งความขาดแคลนน้ำอย่างถาวรของจังหวัด Sindh

ชาว Sindh ประท้วงการตัดกำลังน้ำในแม่น้ำ Indus อย่างต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจของพวกเขาพึ่งพาการเกษตรเสียเป็นส่วนใหญ่  ข้อเสนอเพื่อการสร้างเขื่อน Kalabagh อันเป็นโปรเจคที่จะสร้างขึ้นในแม่น้ำ Indus ณ เขต Mianwali ของ Punjab โดนต่อต้านอย่างแข็งกร้าวจากชาวบ้านในจังหวัด Sindh  อย่างไรก็ตาม ขบวนการต่อต้านเขื่อนไม่ได้รับการเหลียวแลอยู่หลายปี  พวกชนชั้นนำอ้างว่าเขื่อนจำเป็นในการดึงเอาไฟฟ้าพลังงานน้ำมาใช้เพื่อการพัฒนาในวงกว้าง อันเป็นวาทะกรรมที่สื่อระดับชาตินำไปโหมกระพือต่อ

วาทะกรรมสนับสนุนเขื่อน Kalabagh กลายเป็นกระแสหลักในช่วงท้ายทศวรรษ 1980  Palijo เริ่มทำการขับเคลื่อนผู้คนเข้าต่อต้านและชาว Sindhiyani ก็เข้าร่วมขบวนการเช่นเดียวกัน  ชาว Sindhiyani เข้าร่วมเดินท้าวทางไกลภายใต้แดดแผดเผาแห่งฤดูร้อน  พวกเขาเดินเท้าพร้อมๆ กับลูกหลานที่เกาะอยู่บริเวณเอว  เปลวไฟแห่งการปฏิวัติดวงเดิมลุกโชนขึ้นอีกครั้ง  ขบวนการนี้เติบโตจนกระทั่ง Benazir Bhutto (อดีตนายกรัฐมนตรีในตอนนั้น) ก็เข้าร่วมด้วย  ในท้ายทศวรรษที่ 1990 เธอเข้าร่วมหนึ่งในการประท้วงที่เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งใน Ghotki ชื่อว่า Obauro  ในวาระอื่นๆ Benazir Bhutto ยังออกมาต้อนรับการเดินท้าวทางไกลใน Karachi ที่เริ่มเดินมาจาก Sukkur อีกด้วย  ภรรยาคนหลังของ Palijo และผู้นำ ST อย่าง Zahida Shaikh ได้บันทึกไว้ว่า ‘Benazir Bhutto ถาม Palijo เมื่อเห็นกลุ่มผู้หญิงขนาดใหญ่เรียงแถวกันออกมาต่อต้านเขื่อน Kalabagh ในท้องถนนของ Karachi ว่า ‘มีแค่ผู้หญิงที่เดินขบวนหรอกหรือ?’ ซึ่ง Palijo ได้ตอบว่า ‘ขบวนการนี้นำโดยผู้หญิงน่ะ ตลอดทางไปสนามบิน คุณจะเห็นชาว Sindhi หลายร้อยหลายพันเรียงเถียวหลังพี่สาวและน้องสาวของพวกเธอ’

วาทะกรรมว่าด้วยเขื่อน Kalabagh แผ่ซ่านไปทั่วภายใต้ระบอบนายพล Mausharraf  ในเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อปี 1999 ไม่นานหลังจากขับไล่ Nawaz Sharif  นายพล Musharraf ประกาศโครงการ ‘มหาคลอง Thal’ ซึ่งเป็นโครงการสร้างคลองในทะเลทราย Thal โดยการผันน้ำจากแม่น้ำ Indus  ชาว Sindh จึงตอบโต้ด้วยขบวนการต่อต้านเขื่อนอีกครั้ง  ขบวนการนี้มีการเดินเท้าทางไกลและประท้วงมากมาย  ชาว Sindiyani พร้อมโดนจับกุมอีกครั้ง คลื่นปฏิวัติถาโถมโหมกระหน่ำเต็มอัตรา  ขณะที่ฤดูร้อนแผดเผาทุกสิ่งอย่าง พวกเขาท่องบทประพันธ์ของกวีมีชื่อแห่งจังหวัดอย่าง Shaikh Ayaz ที่มีเนื้่อความว่า:

Hurka halo, dheema halo, 

pand paray ho, ker karay ho, 

waat await, deel daray ho, 

poe b piryeen jo, pand bhalo ho, 

pandh bhalo miya, hurka halo

 

ก้าวเท้า ช้า, เร็ว

ก้าวย่างที่แสนยาวไกล, ผู้ใดเล่าจะกล้าก้าว?

ถนนแสนหน่ายเหนื่อย, ทุกข์ระทมอาจกัดกลืนกิน

กระนั้น, ก้าวย่างเพื่อคนรักนั้นคุ้มค่า,

ก้าวย่างนั้นคุ้มเสี่ยง, ก้าวไปให้ฉับไว!

‘Zahida Shaikh เขียนบันทึกจากความทรงจำไว้ว่า ST คือองค์กรสำหรับหญิงสาวชาวชนบทผู้ยากจน  พวกเธอไม่ได้แหล่งทุนจากองค์กรสตรีนิยมอื่น รายรับที่พวกเธอได้ ส่วนใหญ่เป็นการบริจาคขององค์กรนอกภาครัฐ (NGO) ระหว่างยุค Musharraf’  ระหว่างที่ ST เข้าร่วมในการประชุมของชาวนาในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2004 พวกเธอได้รับแจ้งว่าจะมีการประชุมต่อต้าน Kalabagh อีก  ชาว Sindhiyani ต้องการเข้าร่วม แต่ส่วนมากพวกเธอหมดสิ้นทุนทรัพย์ไปกับการเดินทางไกลเข้าร่วมประชุชาวนาไปแล้ว คนที่พอมีเหลือก็เข้าร่วม แต่หลายคนไม่สามารถทำเช่นนั้นได้  ผู้หญิงในกลุ่มหลังส่วนใหญ่มีพื้นหลังเป็นชาวนาและชนชั้นกลางระดับล่าง  Zahida ยังบันทึกไว้ด้วยว่า ครั้งหนึ่ง ST เคยได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมสตรีนานาชาติในอินเดียด้วย  สมาชิกหลายคนกังวลปัญหาเรื่องพาสปอร์ต เพราะหลายต่อหลายคนไม่มีมัน  สุดท้ายแล้ว มีผู้หญิงเพียงหกถึงเจ็ดคนเท้านั้นใน ST ที่มีพาสปอร์ตสำหรับเดินทางท่องเที่ยว  แม้ว่า ST จะเข้าร่วมการประชุมระดับนานาชาติเช่นนี้ รากฐานของพวกเธอก็ยังมาจากหญิงสาวชาวชนบทในจังหวัด Sindh  นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการดำรงอยู่ของพวกเธอทำให้กลุ่มผู้อยู่ในโครงสร้างอำนาจรัฐปากีสถานหวาดกลัว

‘Zahida Shaikh เขียนบันทึกจากความทรงจำไว้ว่า ST คือองค์กรสำหรับหญิงสาวชาวชนบทผู้ยากจน  พวกเธอไม่ได้แหล่งทุนจากองค์กรสตรีนิยมอื่น รายรับที่พวกเธอได้ ส่วนใหญ่เป็นการบริจาคขององค์กรนอกภาครัฐ (NGO) ระหว่างยุค Musharraf’

และเพราะการต่อต้านขัดขืนขององค์กรอย่าง ST จึงทำให้นายพล Musharraf ต้องพับแผนการก่อสร้างเขื่อน Kalabagh ไปในที่สุด

นักกิจกรรมจาก Sindhiyani Tehreek ประท้วงโครงการก่อสร้างเขื่อน Kalabagh ข้อความที่เขียนบนป้ายคือ ‘เขื่อน Kalabagh เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้’ พรรค Awami Tehreek และองค์กร Sindhiyani Tehreek ได้หยุดยั้งไม่ให้โครงการนี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ภาพ: Dawn

องค์กรของผู้หญิงหรือองค์กรสตรีนิยม?

ST มักได้รับการกล่าวหาว่าเป็นองค์กรของผู้หญิง แต่ไม่ใช่องค์กรสตรีนิยมที่แท้จริง  พวกที่วิพากษ์วิจารณ์ยังอ้างว่า องค์กรนี้เพียงแค่ทำตามคำสั่งของพรรคใหญ่อย่าง Awami Tehreek เท่านั้น โดยไม่ได้มีอิสระใดๆ เลย  ความขัดแย้งดังกล่าวนี้ทำให้เรานึกถึงวิวาทะเก่าแก่ว่าด้วยการที่กลุ่มสตรีผู้มีความคิดถึงราก ควรจัดตั้งองค์กรของตนแยกออกไป หรือควรอยู่ภายใต้ปีกของพรรคฝ่ายซ้ายที่มีอยู่แล้วกันแน่  แล้วองค์กรเหล่านี้ควรชูประเด็นด้านผู้หญิงอย่างเดียว หรือประเด็นต่างๆ ในสังคมภาพกว้างไปด้วย?  ควรเปิดโอกาสให้ทุกคนหรือแค่คนที่มีอุดมการณ์บางอย่างเข้าเป็นสมาชิก?  ลานประชุมการเมืองสตรีก็เผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกันในช่วงปีแรกๆ ของการก่อตั้ง  สุดท้ายแล้ว พวกเธอก็ตัดสินใจก่อตั้งองค์กรของผู้หญิงที่เป็นอิสระ และมีจุดมุ่งหมายในการชูประเด็นด้านที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง (แม้ในปัจจุบันจะขยายเข้าสู่ประเด็นชุมชนกลุ่มคนข้ามเพศแล้ว)  สมาชิกภาพของกลุ่มก็จำกัดอยู่เพียงแค่ผู้หญิงที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย (ก่อนที่จะรวมเอามิตรสหายข้ามเพศเข้ามา)

หากเราวิเคราะห์ ST ภายใต้กรอบปัญหานี้ เราก็จะได้คำตอบชัดเจนว่า องค์กร์นี้ได้รับอิทธิพลมาจากเลนิน  ในการให้สัมภาษณ์กับ Clara Zetkin เรื่อง ‘ประเด็นปัญหาเรื่องผู้หญิง’ เลนินตอบปัญหานี้โดยใช้วิภาษวิธี  เขาไม่เชื่อว่าผู้หญิงควรก่อตั้งองค์กรแยกออกไปเป็นอิสระต่างหาก เพราะนี่เป็นการแบ่งแยกขบวนการปฏิวัติ (และลดความเข้มแข็งของขบวนการลง) ภายใต้เส้นแบ่งของเพศ  แต่เขาก็ไม่เชื่อว่าพรรคควรควบคุมองค์กรภายใต้ปีกของผู้หญิงอย่างสมบูรณ์ เพราะนี่เป็นการลดอำนาจของผู้หญิงลงอย่างมหาศาล  แทนที่จะทำเช่นนั้น เลนินเชื่อว่า พรรคควรให้มีองค์กรปีกของผู้หญิง ซึ่งมุ่งเน้นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสตรี และนำมันเข้ามาเสนอในพรรคใหญ่อีกที  เขามีมุมมองว่า ผู้หญิงคือคนส่วนที่ใหญ่มากของประชากรทั้งหมด การผัดผ่อนประเด็นปัญหาของพวกเธอให้รอจนกระทั่งการปฏิวัติสำเร็จลุล่วงนั้นเป็นการเข้าแผนลวงของศัตรู  มากไปกว่านั้น เมื่อพวกเธอมุ่งเน้นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง เลนินก็ยังต้องการให้พวกเธอเข้าใจว่าพรรคปฏิวัติรับรู้การกดขี่ขูดรีดของพวกเธอด้วยเช่นกัน  เขาเรียกร้องให้มีแนวหน้าสตรีภายในพรรค ซึ่งเป็นคนที่จะนำผู้หญิงเข้าสู่การต่อสู้คัดง้างด้านเพศภาวะและการกดขี่ทางชนชั้น

ภาพถ่ายเมื่อไม่นา่นมานี้แสดงให้เห็นการประท้วงจาก Sindhiyani Tehreek ซึ่งมีผู้ถือป้ายข้อความที่เขียนว่า ‘การยึดครอง Sindh ภายใต้นามของการพัฒนานั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้’ ภาพ: Sarmad Palijo จาก Twitter

โดยเนื้อแท้แล้ว ST ก่อตั้งขึ้นด้วยวิถีเลนินนิสต์  องค์กรนี้ไม่ได้เป็นอิสระอย่างสิ้นเชิงจากพรรค Awami Tehreek แต่เป็นองค์กรปีกหนึ่งของพรรคต่างหาก  อย่างไรก็ดี องค์กรนี้มีกลไกการทำงานเป็นอิสระ มีธรรมนูญที่แยกต่างหาก และมีพื้นที่ปฏิบัติการที่เป็นเอกเทศ  พรรค Awami Tehreek เอง แท้จริงแล้วก้มีแนวหน้าหลากหลาย อาที Sujag Baar Tehreek (ขบวนการเยาวชนตื่นรู้), Sindhi Shagird Tehreek (ขบวนการนักเรียนแห่ง Sindhi), และองค์กรนักเรียนหญิงแห่ง Sindhi  องค์กรแนวหน้าทั้งหมด จะส่งผู้สังเกตการณ์เข้าไปในการประชุมขององค์กรอื่นๆ เพื่อดูว่ากิจกรรมของพวกเขาเป็นไปตามแนวทางการปฏิวัติของพรรคหรือไม่  ผู้สังเกตการณ์ทำได้เพียงแค่ให้คำแนะนำเท่านั้น การตัดสินใจในท้ายที่สุดย่อมเกิดขึ้นภายในองค์กรแนวหน้านั้นๆ เอง เราอาจเรียกได้ว่ามันคือ ‘ภาวะกึ่งอิสระ’ (relative autonomy)  คณะกรรมการกลางแห่งพรรค Awami Tehreek ไม่มีอำนาจในการระงับสมาชิกภาพของสมาชิกคนใดใน ST  และ ST ก็ไม่ถูกผูกมัดให้ต้องเห็นด้วยกับการตัดสินใจที่เกิดขึ้นจากที่ประชุมใหญ่พรรค Awami Tehreek.  อย่างไรก็ตาม ST และองค์กรแนวหน้าทั้งหลาย ไม่สามารถระงับการยึดโยงทางอุดมการณ์กับพรรค Awami Tehreek และต้องมีส่วนร่วมในการรณรงค์โครงการใหญ่ๆ ของพรรคเสมอ

‘โดยเนื้อแท้แล้ว ST ก่อตั้งขึ้นด้วยวิถีเลนินนิสต์’

ถึงอย่างนั้น มันก็ยังเป็นความจริงที่ ST ควรมีการขยับขยายโครงการไปสู่ประเด็นปัญหาจำเพาะของผู้หญิง เช่น การฆ่าเพื่อเกียรติยศ ความรุนแรงภายในครอบครัว การสาดน้ำกรด การแต่งงานวัยเด็ก และการบังคับผู้หญิงชนกลุ่มน้อยให้เข้ารีต  ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 พวกเธอตีพิมพ์อุบัติการณ์การฆ่าเพื่อเกียรติยศและรณรงค์ต่อต้านการกระทำนั้น อย่างไรก็ดี พวกเธอควรทำได้มากกว่านี้  เราจำเป็นต้องพูดตามตรงว่า เหตุผลส่วนหนึ่งของการละเลยสิ่งเหล่านี้ก็คือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับพรรค Awami Tehreek  แม้ว่าสหายในกลุ่ม ST จะเข้าร่วมประชุมในคณะกรรมการกลางของ Tehreek ก็ตาม แต่ไม่มีใครเลยที่เป็นเจ้าหน้าที่ในตำแหน่งสำคัญของพรรค  ประเด็นเช่นเรื่องเขื่อนและภาวะขาดแคลนน้ำได้รับการยกขึ้นเป็นเรื่องเร่งด่วนภายใต้การนำของผู้ชาย ดังนั้นชาว Sindhiyani จึงไม่สามารถทุ่มเทพลังของพวกเธอไปที่ประเด็นการสนับสนุนให้ผู้หญิงมีอำนาจเพิ่มขึ้นได้  แต่ก็นั่นแหละ เราต้องย้ำว่าอะไรคือความต้องการภายใต้ข้อเรียกร้องการจัดสรรทรัพยากรเช่นน้ำอย่างเป็นธรรม หากไม่ใช่ความต้องการที่จะทำให้ผู้หญิงมีอำนาจเพิ่มขึ้น?  จากข้อเรียกร้องนี้ หญิงสาวชาวชนบทจาก Sindh จะได้ประโยชน์มากมายจากการต่อสู้ อันรวมไปถึงผู้ชายด้วยเช่นกัน

‘อะไรคือความต้องการภายใต้ข้อเรียกร้องการจัดสรรทรัพยากรเช่นน้ำอย่างเป็นธรรม หากไม่ใช่ความต้องการที่จะทำให้ผู้หญิงมีอำนาจเพิ่มขึ้น?’

Sindhiyani เพื่อชาวนา?

Jami Chandio นักวิพากษ์วิจารณ์การเมืองและผู้ใกล้ชิด Palijo เชื่อว่า ST ได้รับความเข้มแข็งจากการการที่มี Awami Tehreek เป็นฐานที่มั่น  ความแตกแยกและการบริหารจัดการภายในที่ผิดพลาดของพรรคทำให้ Awami Tehreek ประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่  เมื่อ Palijo เสียชีวิตในปี 2018 พรรคก็สูญเสียทิศทางการนำไป  แกนนำหลายคนในพรรคแยกย้ายแตกออกเป็นกลุ่มย่อยและพรรคการเมืองต่างๆ  ขณะเดียวกัน ST ก็ค้นหาทิศทางการต่อสู้ภายใต้การถดถอยของพรรค Awami Tehreek

ผู้หญิงหลายคนเป็นแกนนำในพิธีกรรมรำลึกงานศพของ Rasool Bux Palijo แม้ว่าจะขัดกับวิถีปฏิบัติของมุสลิมในปากีสถานโดยทั่วไปก็ตาม พวกเธอนำร่างของเขาไปยังสถานที่ฝังศพ ภาพ: News Pakistan

เมื่อราวสองสามปีก่อนหน้า เกิด ‘การเดินขบวน Aurat’ (การเดินขบวนของผู้หญิง) ในปากีสถานขึ้น  ในขณะที่การเดินขบวนของครั้งนี้มีผลกระทบต่อสังคมแน่ๆ… ชนชั้นกลางในเมืองกลับเป็นส่วนประกอบหลักของขบวนการ ไม่ค่อยมีผู้หญิงกรรมกร ชาวนา และชาวชนบทอยู่ในนั้น  ในสถานการณ์เช่นว่านี้ องค์กรอย่าง ST สามารถนำชาวนาเข้าร่วมเป็นฐานสนับสนุนขบวนการสตรีนิยมปากีสถานที่กำลังเติบโตขึ้นได้ โดยการเชื่อมโยงขบวนการนี้เข้ากับการต่อสู้ทางเศรษฐกิจ-การเมืองเรื่องการจัดสรรทรัพยากรไปด้วยกันอย่างเปิดเผย

‘ในขณะที่การเดินขบวนของ [Aura] ครั้งนี้มีผลกระทบต่อสังคมแน่ๆ… ชนชั้นกลางในเมืองกลับเป็นส่วนประกอบหลักของขบวนการ ไม่ค่อยมีผู้หญิงกรรมกร ชาวนา และชาวชนบทอยู่ในนั้น’

ปัญหาที่สหายชาว ST อุทิศชีวิตของพวกเธออย่างต่อเนื่องในเรื่องที่หลอกหลอนบ้านเกิดของพวกเธอ ณ จังหวัด Sindh ก็ยังคงมีอยู่  แหล่งเก็บน้ำยังคงถูกสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่องในแม่น้ำ Indus การจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างไม่เท่าเทียม และอะไรก็ตามที่คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นความอิสระของ Sindh ก็ถูกบดขยี้เสียสิ้น โดยเฉพาะเรื่องที่พวกเธออาจเสีย Karachi อันเป็นเมืองหลวงไปให้กับรัฐบาลกลาง  การฆ่าเพื่อเกียรติยศ ความรุนแรงภายในครอบครัว การบังคับแต่งงาน และการบังคับเข้ารีดนั้นโหดร้ายป่าเถื่อน  เราต้องการขบวนการอย่างเช่น ST ในการตระเตรียมนักปฏิวัติสาวชาวชนบทรุ่นใหม่ ในทุกวันนี้ไม่ต่างจากเมื่อครั้งอดีต


บทความนี้แปลโดยได้รับอนุญาตจาก ‘The Sindhiyani Tehreek: Revolutionary Feminism in Sindh?’, Jamhoor <https://www.jamhoor.org/read/2020/11/25/the-sindhiyani-tehreek-revolutionary-feminism-in-sindh> [accessed 23 January 2021].

ทำไมเราต้อง PC ? เมื่อทุกคุณค่าทางสังคมนั้นมีค่าเสมอกัน (หรือที่ต้อง PC เพราะหมดความอดทนแล้ว?)

ทำไมเราต้อง PC ? เมื่อทุกคุณค่าทางสังคมนั้นมีค่าเสมอกัน (หรือที่ต้อง PC เพราะหมดความอดทนแล้ว?)

ผู้เขียน ice_rockster
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

PC คืออะไร ทำไมเราต้อง PC เพราะมันเป็นพื้นฐานของการเป็นคนดีในสังคมอย่างนั้นหรือ? PC หรือ Political Correctness หรือที่อาจจะแปลเป็นไทยว่า “ความถูกต้องทางการเมือง” นั้น เป็นคุณค่าหนึ่งของอุดมการณ์ทางการเมืองหัวก้าวหน้า ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นพวกเสรีนิยมหรือไม่? ซึ่งคำคำนี้นั้น ถูกใช้มาเป็นเวลานานแล้ว แต่อาจจะต่างบริบทกัน เช่น politically correct หรืออาจแปลเป็นไทยได้ว่า ถูกต้องอย่างการเมือง1 อาจะฟังดูแปลก ๆ แต่ความหมายของมันก็คือ เป็นความถูกต้องที่อาจจะผิดในบริบทอื่น ๆ เช่น ในบริบทของประเพณี หรือจารีต แต่ถูกต้องในบริบทของการเมือง แม้ว่าในพจนานุกรม American Heritage Dictionary จะให้คำนิยามว่า “Conforming to a particular sociopolitical ideology or point of view, especially to a liberal point of view concerned with promoting tolerance and avoiding offense in matters of race, class, gender, and sexual orientation”2 หรือคือ “[ความถูกต้อง] ที่เป็นไปตามอุดมการณ์หรือทัศนคติเฉพาะหนึ่ง ๆ ทางสังคมการเมือง โดยเฉพาะทัศนคติแบบเสรีนิยม ที่มีความกังวลเรื่องความอดทนอดกลั้น และหลีกเลี่ยงการโจมตีกันในเรื่องของเชื้อชาติ ชนชั้น เพศ หรือรสนิยมทางเพศ” แต่แน่นอนว่า “ความอดทนอดกลั้น” นั้น มันก็ขึ้นอยู่กับว่า ใครอดทนได้แค่ไหน เพราะแต่ละคนก็มีความอดทนได้ไม่เท่ากัน อีกทั้ง “ความถูกต้อง” นั้น ยังเป็นความถูกต้องบนฐานของอุดมการณ์หนึ่ง ในบริบทสังคมการเมืองหนึ่ง ๆ ดังนั้นการ PC จึงเป็นเรื่องของคุณค่าที่สังคมกำหนด มากกว่าจะเป็นเรื่องสากลที่การเมืองควรจะเป็นหรือไม่?

แน่นอนว่าในสังคมการเมืองหนึ่ง ๆ ย่อมมีบริบทและบรรทัดฐานทางการเมืองที่แตกต่างกัน ซึ่งการจะบอกว่าอะไรถูกหรือผิด ก็ต้องต้องตามมาด้วยคำถามที่ว่า ผิดเพราะอะไร ถูกต้องเพราะอะไร หรือถ้ายิ่งไปกว่านั้น ก็ต้องถามว่าผิดบนฐานของอะไร ด้วยบรรทัดฐานอะไร ซึ่งหากเราเป็นมนุษย์ที่เคยมีประสบการณ์อยู่ในสังคมมากกว่าหนึ่งสังคม และสังคมเหล่านั้น มีบริบท คุณค่า และบรรทัดฐานทางสังคมที่แตกต่างกัน ก็ย่อมจะเข้าใจได้ไม่ยากว่ามันไม่มีสิ่งใดที่ถูกหรือผิดโดยจริงแท้หรอก หรือถ้าจะกล่าวในเชิงปรัชญา ก็ต้องบอกว่า มันไม่มีสิ่งใดที่เป็น “ความจริงสูงสุด” หรือ “Absolute Truth” หรือ “Ultimate Reality” ก็แล้วแต่จะศรัทธา แต่ก็คงยังจะมีคำถามที่ตามมาคือ การที่บอกว่า “ไม่มีมีสิ่งใดที่เป็นความจริงสูงสุด” นั้น ข้อความนี้เอง ก็พยายามจะสถาปนาความจริงสูงสุดขึ้นมาอีกหรือไม่! ซึ่งนั่นก็ทำให้เกิดความปวดเศียรเวียนเกล้ามากขึ้นไปอีก แต่อย่างไรก็ดี มันก็เป็นตัวอย่างได้ว่า แม้แต่คำถามของรากฐานทางปรัชญา อย่างไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน ก็ยังเป็นหลักฐานที่บ่งบอกได้ว่า การสร้างบรรทัดฐานขึ้นมาอย่างหนึ่ง แล้วเคลมว่านั่นคือความจริงหรือสิ่งที่ถูกต้องนั้น เป็นไปไม่ได้

แม้ว่าจะมีการใช้คำว่า PC ในหลากหลายรูปแบบในอดีต แต่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคที่คุณค่าของระบบการเมืองแบบเสรีประชาธิปไตยนั้น ได้ครอบงำเป็นคุณค่าหลักของสังคมการเมืองโดยทั่วไปแล้ว สิ่งที่ PC หรือ ถูกต้องทางการเมือง จึงเป็นในลักษณะดังที่พจนานุกรม American Heritage Dictionary กล่าว คือ การไม่เข้าไปโจมตีหรือล่วงละเมิดอีกฝ่ายในเรื่องของเชื้อชาติ ชนชั้น เพศ หรือรสนิยมทางเพศ แน่นอนว่าทัศนะแบบนี้เป็นทัศนะของเสรีนิยมอย่างไม่ต้องสงสัย ที่มีหลักการคือ “เรามีเสรีภาพ ตราบเท่าที่เราไม่ไปละเมิดเสรีภาพของผู้อื่น” หลักการดังกล่าวปรากฏอยู่ในความคิดของบิดาแห่งเสรีนิยมอย่างอิมมานูเอล ค้านท์ (Immanuel Kant)3 และจอห์น ล็อค (John Locke)4 แต่คำถามก็เกิดขึ้นมาในเวลาต่อมา เพราะโลกมันไม่ได้ง่ายดาย สวยงามและโรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างนั้น เมื่อเราไม่รู้ว่าเมื่อใดเราจึงจะไปละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น? และการละเมิดนั้น ใครเป็นผู้ตัดสิน? ผู้ละเมิดเองหรือผู้ถูกละเมิด มันจึงอาจย้อนกลับไปที่โจทย์เก่าเมื่อสักครู่ของเราคือ ใช้บรรทัดฐานอะไรมากำหนดว่าคือละเมิด เช่น ประเด็นง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันอย่างการยกเท้าขึ้นบนโต๊ะของคนอเมริกัน หากอยู่ในสังคมอเมริกันก็คงไม่ละเมิด แต่หากอยู่ในสังคมไทยก็คงใช่ หรือการทานอาหาร ในสังคมไทย หากจะอมมีดเข้าไปในปากก็คงจะไม่แปลกอะไร แต่ในสังคมอเมริกาก็คงจะเป็นการเสียมารยาท หรือในกรณีปัจจุบันเช่นการใส่หน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ หากไม่ใส่ จะเป็นการละเมิดผู้อื่นหรือไม่ เพราะจะกล่าวได้ว่าเป็นการจงใจแพร่เชื้อไวรัสก็ได้ หรืออีกมุมหนึ่ง ก็คือเป็นการละเมิดต่อเสรีภาพในการไม่ใส่หน้ากากของมนุษย์ได้เช่นกัน ยิ่งการบังคับใส่หน้ากากหากเป็นนโยบายของรัฐด้วยแล้ว5 ดีไม่ดี การใส่หน้ากากอาจจะเป็น PC ไปด้วยโดยไม่รู้ตัว

ปัญหาของการหาว่า การละเมิดนั้นใครควรเป็นผู้ตัดสิน ยังไม่จบ เพราะ ต่อให้หาข้อสรุปได้แล้วว่า ใครเป็นผู้ตัดสินว่าละเมิดได้แล้ว แล้วอย่างไรต่อ? จะจัดการกับการละเมิดนั้นอย่างไร? จะถึงขั้นจับติดคุกเลยหรือไม่ หรือจะจัดการกับผู้ละเมิดนั้นด้วยหลักการตาต่อตา ฟันต่อฟัน เช่น ด่ามา ด่ากลับ ตบมา ตบกลับ สิ่งที่เสรีนิยมทำ ก็คงไม่เป็นอย่างนั้นแน่ เพราะ หลักการขั้นพื้นฐานของเสรีนิยมก็คือ “เรามีเสรีภาพ ตราบเท่าที่เราไม่ไปละเมิดเสรีภาพของผู้อื่น” ถ้าเป็นอย่างนั้น จะทำตามสิ่งที่พระเจ้าสอนคือ “เมื่อเขาตบแก้มซ้าย ก็จงยื่นแก้มขวาให้เขาตบ” ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะมันก็ยังไม่ถูกต้องและไม่จำเป็นที่จะต้องโดนละเมิดด้วยการตบถึงสองครั้ง หรือจะให้เลิกแล้วต่อกันไปแบบพุทธศาสนาอย่างนั้นหรือ? ก็ดูจะไม่ยุติธรรมสักเท่าใด สิ่งที่ทำได้ ก็คงจะเป็นการอดทนอดกลั้น (tolerance) อดทนอดกลั้นที่จะรอความยุติธรรม ความยุติธรรมจึงเป็นที่พึ่งเดียวของเสรีนิยม เหมือนกับที่จอห์น รอลส์ (John Rawls) กล่าวถึงกรอบคิด justice as fairness6 ซึ่งให้สิทธิขั้นพื้นฐานกับพลเมืองในเรื่องของเสรีภาพและความยุติธรรม นำไปสู่ความเข้าใจในกรอบคิดเรื่องอรรถประโยชน์นิยม (utilitarianism)7 ซึ่งก็เป็นกรอบคิดที่แสดงว่าผลประโยชน์สุทธิ กล่าวคือ เป็นการทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ที่พอใจ หรือ “บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น” ทำให้เกิดการตกลงที่พอใจกันได้ทุกฝ่าย มีฉันทามติต่อกัน ไม่เกิดความขัดแย้งที่ต้องทำให้เกิดการไม่ยอมรับกัน ความยุติธรรมของเสรีนิยม จึงเป็นความยุติธรรมที่ต้องใช้ความอดทนอดกลั้นรอจนกว่าจะเกิดอรรถประโยชน์ต่อกัน เช่น รอให้ตำรวจมาจับคนที่ลงมือก่อน หรือไปแจ้งความ ตลอดจนรอศาลตัดสินคดี และท้ายสุดแล้ว เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว หากฝ่ายที่คิดว่าถูกละเมิดนั้นยังไม่พอใจต่อคำตัดสิน หรือคิดว่าตนยังไม่ได้รับความยุติธรรมเพียงพอ ก็คงทำได้เพียง “ทำใจ” หรือ “อดทนอดกลั้น” ให้มากกว่าเดิมเท่านั้นเอง

ดังนั้น ท้ายที่สุดแล้ว การ PC จึงเป็นการเรียกร้องให้สังคมมีความอดทนอดกลั้นกับสิ่งที่ตนสถาปนาขึ้นให้เป็นความถูกต้อง เพราะอย่างไรก็ตาม ความอดทนอดกลั้นนั้น ก็เป็นสิ่งที่มีความสิ้นสุด มีความจำกัด ดังนั้นถึงที่สุดแล้ว มันก็จะเกิดสภาวะที่ทุกฝ่ายยอมรับกันเป็นฉันทามติ เป็นดั่งจุดสมมูลที่บวกลบคูณหารแล้วทุกคนพอใจ เป็นจุดที่กำหนดถึงความจำกัดว่าแต่ละคนจะมีเสรีภาพได้มากน้อยเท่าใด จุดจุดนี้จึงเป็นการสถาปนาสภาวะที่ถูกต้องทางการเมืองร่วม หรืออาจเรียกว่า collective political correctness condition ที่จำกัดเสรีภาพของคนในสังคมนั้น ๆ โดยฉันทามติของสังคมนั้นเอง อันเนื่องมาจากอรรถประโยชน์ของสังคม ด้วยเหตุนี้ ความอดทนอดกลั้นเอง จึงมีขีดจำกัดอยู่แค่นี้ หากมีการกระทำใดการกระทำหนึ่ง ที่เป็นการใช้เสรีภาพเลยขึ้นไปจากขีดจำกัดนี้ ก็จะไม่มีความอดทนอดกลั้นอีกต่อไป

เช่น การขึ้นศาล และศาลตัดสินแล้วก็เป็นอันสิ้นสุด ก็คือสิ้นสุดของการอดทนอดกลั้น เพราะศาลได้ทำหน้าที่ของการตัดสินข้อพิพาทตาม “สภาวะที่ถูกต้องทางการเมืองร่วม” แล้ว อย่างกรณีที่ศาลตัดสินปรับธุรกิจกาแฟ Starbucks Coffee เนื่องจากวาดรูปของคนเชื้อสายเอเชียบนแก้วกาแฟและเขาคิดว่าเป็นการเหยียดเชื้อชาติ8 ก็คือสิ้นสุดในกระบวนการ หากผู้เสียหายคิดว่ารับไม่ได้ ก็เป็นปัญหาของผู้เสียหาย หากบริษัท Starbucks รับไม่ได้ ก็เป็นปัญหาของบริษัท ไม่ได้เป็นปัญหาของสังคมหรือระบบ หรือแม้แต่อุดมการณ์เสรีนิยมแต่อย่างใด ในแง่นี้อุดมการณ์แบบเสรีนิยมที่อาจถูกกล่าวได้ว่าเป็น extreme centrism9 (ไม่ซ้าย ไม่ขวา แต่มีความสุดโต่งอย่างเฉพาะตัว เช่นการ PC การแบน การ woke จนเป็นที่มาของ cancel culture10 เป็นต้น) จึงลอยตัวอยู่เหนือปัญหาต่าง ๆ ในสังคม เพราะหากเกิดปัญหา หรือ ข้อพิพาทในแต่ละกรณีขึ้น ก็จะเป็นปัญหาของปัจเจกเอง หรือไม่ก็เป็นปัญหาเฉพาะของแต่ละกรณีไป ไม่เคยเป็นปัญหาของเสรีนิยม แต่เป็นเพราะ “เสรีชน” เอง ที่ปฏิบัติตัวไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมของความถูกต้องทางการเมืองของสังคมนั้น ๆ

หากอดทนอดกลั้นต่อไปไม่ได้ ก็อาจจะต้องทำเรื่องที่แหกกฎของความถูกต้อง เช่น การใช้ hate speech การด่าทอ ไปจนถึงการชุมนุมประท้วงที่เลยเถิดไปถึงการทำร้ายร่างกายหรือความรุนแรง ดังนั้นเมื่อความอดทนอดกลั้นไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป หลักการที่กล่าวมาทั้งหมดจึงใช้ไม่ได้ ไม่มีความ valid จริง ๆ ในสังคม ความอดกลั้นของเสรีนิยมจึงไม่ใช่ความอดกลั้นจริง ๆ หากแต่เป็นเพียงการรอผู้มีอาญาสิทธิ์ในสังคมจะตัดสินออกมาให้ตรงกับความต้องการของตนหรือไม่เท่านั้น เสรีนิยมจึงมีความอดกลั้นที่ไม่มีความอดกลั้นอยู่จริง ๆ11

แน่นอนว่านี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการ PC เท่านั้น แล้วการเป็นตำรวจคอยตรวจตราความถูกต้องทางการเมืองจึงเป็นหน้าที่ใคร? ใครคือผู้กำหนด discourse ของความถูกต้องทางการเมืองในบริบทสังคมหนึ่ง ๆ ? คำถามนี้จึงไม่ได้เป็นคำถามที่ตอบได้ง่าย ๆ เพราะ เมื่อสังคมที่มีความเป็นปึกแผ่น มีสำนึกร่วมอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การเป็นชาติ หรือการมีความเป็นสากลในกลุ่มของตัวเอง เป็นต้น การที่มีใครคนใดคนหนึ่ง ทำตัวแปลกแยก มีลักษณะแปลกแยก หรือทำผิดแผกไปจากความถูกต้องทางการเมืองเข้ามาในสังคม ก็จะถูกคนในสังคมตรวจสอบ ที่ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ตำแหน่งแห่งที่ไหนในสังคมนั้น ผู้ตรวจนั้นไม่จำเป็นต้องได้รับการแต่งตั้งให้พิทักษ์ความถูกต้องจากรัฐหรือสถาบันทางการเมืองใด ๆ คนที่แปลกแยกจึงถูกต่อต้านจากคนส่วนใหญ่ในกลุ่มที่มีสำนึกร่วมนั้น ๆ และค่อย ๆ ถูกสกัดออกจากกลุ่มนั้นออกมา เช่น ในกรณีของสื่อสังคมออนไลน์ เช่น ปรากฎการณ์ทัวร์ลง social bullying การขุดโพสเก่า ตั้งแต่กรณีพิมรี่พาย12 ไปจนถึง วัฒนธรรมทวิตเตอร์ (Twitter popular culture) เป็นต้น

เรื่องของความเป็นสากล (universality) จึงเป็นเรื่องสำคัญในการพิจารณาเรื่อง PC หรือความถูกต้องทางการเมือง เพราะความเป็นสากลนั้นคือการรวม (include) คนหรือปัจเจกที่เป็นหน่วยย่อยทางสังคมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม แต่การรวมนั้น มีจุดประสงค์อย่างไรนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า เพราะ การรวมกลุ่มนั้นจะสำเร็จหรือไม่นั้นสำคัญตั้งแต่จุดประสงค์และเหตุผลของการรวมกลุ่ม ดังนั้น “ความผิด” ของความถูกต้องทางการเมืองจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง (inclusive) ของกลุ่ม การพูดข้อความ (statement) หนึ่ง ๆ ขึ้นมา ซึ่งข้อความเดียวกันนี้ อาจเป็นสิ่งที่ผิดหากผู้พูดนั้นไม่ได้เป็นสมาชิกของกลุ่มเดียวกันกับกลุ่มสังคมนั้น ๆ แต่ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ผิด หรือถูกต้องทางการเมืองแล้ว หากผู้พูดเป็นสมาชิกของกลุ่มสังคมนั้น ซึ่ง Slavoj Žižek นักปรัชญาชาวสโลเวเนี่ยน ก็ได้เคยยกตัวอย่างในเรื่องของการพูดเพื่อตลก เช่น teasing หรือ joke ว่าเราจะสามารถล้อเล่นด้วยสิ่งที่ดูจะไม่ถูกต้องได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะผิด หรือผู้ฟังจะโกรธ13 เพราะหากว่าผู้พูดอยู่ในกลุ่มเดียวกันแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องจริงจังอะไรกับกฎเกณฑ์ หรือความใกล้ชิด หรือการเว้นระยะห่างทางสังคมอีกต่อไป สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือแม้ว่าเราอยู่ในสภาวะของโรคติดต่ออย่างโควิด-19 เราออกไปข้างนอกไปเจอพนักงานส่งของ บุรุษไปรษณีย์ คนขายอาหาร เรากลับต้องรีบใส่หน้ากากเพราะกลัวว่าเขาจะมีโรคมาติดเรา แต่เมื่อเราเจอเพื่อน เจอคนรัก เจอคนในครอบครัว ไม่ว่าเขาจะเดินทางไปไหนมาทั่ว มีความเสี่ยงจะติดโรคมากแค่ไหน เราก็ถอดหน้ากากนั่งทานข้าวด้วยกันอย่างใกล้ชิดราวกับว่าโรคระบาดนั้นมันมีข้อยกเว้นการติดต่อระหว่างคนกลุ่มเดียวกันในสังคม ดังนั้น PC จึงไม่ใช่แค่เรื่องของวัฒนธรรม และโควิด-19 ในแง่นี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสาธารณสุข หากแต่เป็นเรื่องการเมืองโดยเนื้อแท้

ดังนั้น เมื่อมองย้อนกลับมาในความเป็นเสรีนิยมอันเป็นบ่อเกิดของการ PC โดยเสรีนิยมนั้น ได้สถาปนาความเท่าเทียมกันของทุกคุณค่าทางสังคม (value) ที่เป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายทางวัฒนธรรม (multiculturalism) ความเท่าเทียมกันหรือการนำเอาทุกคุณค่า หรือทุกวัฒนธรรมมาวางไว้อยู่บนระนาบเดียวกันก็เป็นไปเพื่อความเท่าเทียมและให้เกียรติทุก ๆ คุณค่า แต่ทว่า ปัญหาของเสรีนิยมเองก็กลับมาที่ความอดทนอดกลั้น ที่มีปัญหาเอง เพราะหากวัฒนธรรมหรือคุณค่าแต่ละอย่างนั้นมีความเท่าเทียมกันจริง ๆ จะต้องอดกลั้นไปทำไม ในเมื่อเรายอมรับมันได้อยู่แล้ว ดังนั้นธรรมชาติของความอดกลั้นคือการยอมรับแล้วว่าเราไม่ได้ชอบวัฒนธรรมหรือคุณค่าอื่น ๆ ที่แตกต่างไปจากคุณค่าของเราเอง14 การ PC หรือตรวจสอบความถูกต้องทางการเมืองนั้น จึงเกิดขึ้นมาจากความเหลืออด (intolerable) ที่ไม่สามารถทนต่อความแตกต่างได้อีกต่อไปแล้ว การ PC จึงเป็นข้ออ้างในการไม่ยอมรับความแตกต่างขั้นสุดท้าย (ก่อนจะเลยเถิด?) ของเสรีนิยม และเหล่าเสรีชน


4 Locke, J., & Yolton, J. W. (1993). An essay concerning human understanding. London: Dent.

6 Rawls, J. (1971). A theory of justice. Belknap Press/Harvard University Press.

7 https://plato.stanford.edu/entries/rawls/ (accessed 28th Jan 2021)

9 สรวิศ ชัยนาม ได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการ In Their Views ของ สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ว่า เสรีนิยมเป็นอุดมการณ์ที่มีความสุดโต่ง แต่ไม่ได้เป็นซ้าย หรือ ขวา หากแต่สุดโต่งแบบกลางๆ โปรดดู https://www.youtube.com/watch?v=q158-WGVBSc&list=PLy0720OOZpxW8mtbuSxvs98hzXN8Cl6bK&index=4

10 เช่นในกรณีต่างๆ ส่วนมากจะเกิดในสหรัฐอเมริกา ดินแดนแห่งเสรีภาพ https://nypost.com/article/what-is-cancel-culture-breaking-down-the-toxic-online-trend/ หรือ https://www.vox.com/culture/2019/12/30/20879720/what-is-cancel-culture-explained-history-debate (accessed 29th Jan 2021)

11 โปรดดู “ความไม่อดกลั้นใน ‘ความอดกลั้นของเสรีนิยม’” ใน ธเนศ วงศ์ยานนาวา (2019), ว่าด้วยความไม่หลากหลายทางวัฒนธรรม, กรุงเทพ: สมมติ.

12 https://www.sanook.com/news/8335274/ (accessed 29th Jan 2021)

13 ดู Slavoj Žižek on Political Correctness: Why “Tolerance” Is Patronizing | Big Think ใน https://www.youtube.com/watch?v=IISMr5OMceg และสามารถดูข้อถกเถียงเรื่องความเป็นสากลได้ใน Butler, J., Laclau, E., & Žižek, S. (2000). Contingency, hegemony, universality: Contemporary dialogues on the left. London: Verso. ซึ่งเป็นข้อถกเถียงของความเป็นสากลที่มีความไม่ลงรอยกับการเมืองอัตลักษณ์ (Identity Politics) ที่ทำลายความเป็นสากลนิยมและความเป็นพวกเดียวกัน หรือ MCGOWAN, T. (2020). Universality and Identity Politics. New York: Columbia University Press. ที่กล่าวโดยตรงถึงการรวมกลุ่มที่มีปัญหาในการเอาความเหมือนกันมาเป็นจุดประสงค์หรือเหตุผลในการรวมกลุ่ม ซึ่ง McGowan ได้เสนอแนวทางแบบจิตวิเคราะห์ในการรวมกลุ่มคือ เอาความขาด (lack) เป็นตัวตั้งในการเกิดความเป็นสากล

14 ในแง่นี้ ดังที่ได้กล่าวไป ว่าการรวมกลุ่มใด ๆ ที่มีฐานมาจากความเหมือน หรือสิ่งที่มีร่วมกัน แม้แต่ “สำนึกร่วม” ก็ตามที มันจึงเป็นการตอกย้ำว่า เราไม่เหมือนกับคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มของเรา ฐานคิดแบบการรวมกลุ่มนี้ จึงมีปัญหาตั้งแต่แรก ดังนั้น การจะรวมกลุ่มหรือสร้างความเป็นสากลบางอย่าง จึงอาจต้องเริ่มด้วยการยอมรับว่า คนหรือปัจเจกนั้น มีความแตกต่างกัน McGowan จึงเสนอว่า การรวมกลุ่มหรือการสร้างความเป็นสากลจึงอาจเริ่มจากการที่ความขาดที่เหมือนกัน หรือรวมกลุ่มเพื่อแสวงหาสิ่งเดียวกัน มากกว่าจะรวมเพื่อ “แสดง” ว่าเรามีอะไรเหมือนกัน เพื่อที่จะแบ่งแยก และสกัดคนที่ไม่เหมือนกันออกไป เช่น ความคิดของความเป็นชาติ เป็นต้น ซึ่งสรุปแล้วก็หนีไม่พ้นแนวคิดแบบอัตลักษณ์

รัฐประหารในพม่า (Burma coup)

รัฐประหารในพม่า (Burma coup)

ผู้เขียน Gabriel Ernst [EN] & Pathompong Kwangtong [แปลไทย]
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute
ภาพ Karuna Tilapaynat

So the million dollar question regarding the coup is: Why now? That’s what’s confusing so many Burma watchers.

คำถามโลกแตกเกี่ยวกับการรัฐประหารครั้งนี้ก็คือ ทำไมเป็นตอนนี้?  คำถามนี้กวนใจผู้ติดตามสถานการณ์ในพม่าตอนนี้อย่างยิ่ง

To begin this article we must openly state that we do not like Suu Kyi. She has failed to really reform Burma during her years in charge. She has been a supporter of devastating neo-liberalism and has done nothing to challenge the on going genocide and civil war that devastates ethnic minorities in the country.

ก่อนอื่นเราต้องขอบอกก่อนเลยว่า เรามิได้พิศมัยอองซานซูจี  เธอล้มเหลวในการปฏิรูปประเทศในช่วงเวลาที่เธออยู่ในตำแหน่ง  เธอคือผู้สนับสนุนแนวทางเสรีนิยมใหม่อันโหดร้ายป่าเถื่อนและหันหลังเมินเฉยต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และสงครามกลางเมืองที่กระทำต่อชนกลุ่มน้อยหลากหลายชาติพันธ์ุในประเทศ

Many have considered Suu Kyi an apologist for the Burma army for years now and her appearance at The Hague international criminal court in 2019, where she literally defended the militaries genocide of the Rohingya, underscored that. That’s what makes it so surprising that the military have bothered with this coup, they still have total control over the armed forces, make tremendous profits through corruption illicit industries and generally are feared by the populace. They can pretty much do whatever they want, regardless of the civilian government. So why bother with the coup?

หลายคนมองว่าอองซานซูจีเป็นผู้แก้ต่างให้รัฐบาลทหารในห้วงเวลาหลายปีมานี้ด้วยซ้ำ คำให้การในชั้นศาลของเธอที่ปกป้องการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุชาวโรฮิงยาโดยกองทัพ ณ ศาลอาญาระหว่างประเทศที่กรุงเฮกเมื่อปี 2019 เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดี  นี่ทำให้การรัฐประหารของกองทัพครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจยิ่งนัก ทำไมพวกเขาต้องรัฐประหารทั้งๆ ที่กองทัพยังคุมกองกำลังติดอาวุธได้เบ็ดเสร็จ กองทัพยังคงทำกำไรมหาศาลจากอุตสาหกรรมทุจริตผิดกฎหมาย อีกทั้งผู้คนก็ยังหวาดกลัวพวกเขาอยู่  กองทัพสามารถทำสิ่งใดๆ ได้ตามใจปราถนาโดยไม่ต้องสนใจรัฐบาลพลเรือน  แล้วทำไมเล่า ทำไมต้องรัฐประหาร?

The best answer we can give right now is that it’s a confluence of reasons. The first being personal. Suu Kyi, in the circles of the higher echelons of the Burma government, is not well liked at all. She’s considered extremely hard to work with and surrounds herself with a gerontocracy of yes men. She’s had major fallings out with a number of people formerly close to her, including a very public feud with her brother. This makes her look weak and thus makes a coup easier.

คำตอบที่ดีที่สุดที่เราจะให้กับทุกท่านได้ ณ ตอนนี้คือ มันมีหลายเหตุปัจจัยด้วยกัน  หนึ่งคือเรื่องส่วนตัว  อองซานซูจีไม่ได้เป็นที่รักในกลุ่มชนชั้นนำระดับสูงของรัฐบาลพม่าแม้แต่น้อย  รอบๆ ตัวเธอมีแต่กลุ่มคนชราที่พร้อมเห็นด้วยกับเธอไปเสียทุกอย่าง การทำงานกับเธอจึงเป็นสิ่งที่ยากยิ่งนัก  เธอเองมีปากเสียงกับหลายต่อหลายคนที่เคยใกล้ชิดเธอ อาทิการวิวาทะกับพี่ชายของเธอเองต่อหน้าสาธารณชน  นี่ทำให้เธอดูอ่อนแอและการรัฐประหารเป็นไปได้ง่ายขึ้น

Secondly the USDP (military backed party) did embarrassingly poorly in the national elections late last year. To explain their bad performance a narrative grew that the elections were rigged, which honestly is quite absurd, but the embarrassment felt by the military certainly is not. These are bravado guys who don’t appreciate being shown up.

สอง พรรค USDP (ที่กองทัพหนุนหลัง) ทำคะแนนได้ย่ำแย่ในการเลือกตั้งระดับชาติเมื่อปีที่ผ่านมา  เรื่องเล่าที่ค่อนข้างไร้สาระว่าด้วยการเลือกตั้งอันสกปรกเกิดขึ้นเพื่ออธิบายความล้มเหลวของพวกเขาครั้งนี้ ทว่าสำหรับพวกกองทัพแล้ว มันไม่ไร้สาระเลยสักนิด  พวกเขาเป็นจอมวางท่าผู้ไม่นิยมการตกเป็นเป้าสายตาเท่าใดนัก

Thirdly Suu Kyi has been surrounding herself with foreign advisors, all of them die hard neoliberals, including one individual who quit the British embassy to join her advisory team. Historically the ideology of the military has been extremely hostile to the west, this was why they were such a isolated country during the junta years. This all traces back to British colonialism and the vein of anti-colonial thought in the higher levels of the military, who sought domestic protectionism from outside interference above all else. As such Suu Kyi’s decision to surround herself by foreign neo-liberal advisors goes hard against that and many of the economic reforms (opening up the country to large foreign business) have been pretty drastic. This likely enraged the military, more so the old brass who still are highly influential.

สาม อองซานซูจี รายล้อมด้วยที่ปรึกษาต่างชาติมากมาย พวกเขาทุกคนเป็นผู้อุทิศตนให้กับอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ หนึ่งในนั้นลาออกจากคณะฑูตสหราชอาณาจักรเพื่อมาเป็นที่ปรึกษาให้เธอ  ว่ากันตามประวัติศาสตร์แล้ว กองทัพมีอุดมการณ์ชิงชังตะวันตกหัวชนฝา นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลทหารของพม่าจึงมีนโยบายปิดประเทศในช่วงก่อนหน้านี้  ทั้งหมดทั้งปวงเป็นผลมาจากลัทธิล่าอาณานิคมอังกฤษและร่องรอยของความคิดต้านอาณานิคมที่ฝังรากลึกอยู่ในกองทัพ ผู้ลุ่มหลงคลั่งไคล้การปกป้องประเทศจากการแทรกแซงของต่างชาติ  การที่อองซานซูจีตัดสินใจให้ฝรั่งมังค่าเสรีนิยมใหม่มาเป็นที่ปรึกษาของเธอนั้น ก็เสมือนการตบหน้าความกองทัพเข้าอย่างจัง และการปฏิรูปเศรษฐกิจ (เปิดประเทศเพื่อกลุ่มทุนต่างชาติขนาดใหญ่) ของเธอนั้นก็ค่อนข้างรุนแรง  สิ่งเหล่านี้น่าจะทำให้กองทัพรวมไปถึงกลุ่มชนชั้นนำเก่าๆ ที่ทรงอิทธิพลอยู่เดือดดาลพอสมควร

Finally the head of the military who enacted the coup General Min Aung Hlaing was due to retire in 6 months. We don’t know a whole lot about his personal ambitions but perhaps he wasn’t content with a quiet retirement. For all we know he could be a staunch reactionary who pines for the old days of the junta. He’s promised elections one year from now so we will see. 

สุดท้าย วาระเกษียณอายุของผู้นำกองทัพที่ทำการรัฐประหารครั้งนี้อย่างนายพลมี่นอองไลง์ก็ใกล้เข้ามาอีกเพียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น  เราไม่รู้นิสัยใจคอของเขาในหลายๆ อย่าง ไม่รู้ว่าความทะเยอทะยานส่วนบุคคลมีผลมาเพียงใด แต่เขาก็คงไม่พึงพอใจในการเกษียณอายุเท่าใดนัก  ที่เรารู้ก็คือเขาต้องการรักษาแผลของพวกปฏิกิริยาที่คิดถึงคืนวันเก่าๆ ในห้วงเวลาเผด็จการทหาร  เขาสัญญาว่าจะให้มีการเลือกตั้งในอีกหนึ่งปีถัดจากนี้  เรามารอดูกัน


สำหรับประวัติศาสตร์การเมืองในประเทศพม่า โปรดฟัง podcast #Analysand EP 14 ด้านล่างนี้ (ภาษาอังกฤษ)

ค่าแรงในฐานะการต่อต้านงานบ้าน

ค่าแรงในฐานะการต่อต้านงานบ้าน

ผู้เขียน Silvia Federici
ผู้แปล Rawipon Leemingsawat
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

พวกเขาพูดว่ามันคือความรัก แต่พวกเราจะบอกว่ามันคืองานที่ไร้ค่าแรง

ในหลายครั้ง ความยากลำบากและความสับสนที่บรรดาผู้หญิงแสดงออกมาระหว่างการถกเถียงเรื่องค่าแรงสำหรับงานบ้านเกิดขึ้นมาจากข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเธอลดทอนค่าแรงให้กลายเป็นแค่เพียงสิ่งของ เงินตรา แทนที่จะมองค่าแรงในฐานะมุมมองทางการเมืองแบบหนึ่ง ความแตกต่างระหว่างจุดยืนทั้งสองนี้แตกต่างกันมหาศาล ในการมองค่าแรงเป็นแค่เพียงสิ่งของคือการถอดถอนจุดหมายของการต่อสู้จากการเป็นการต่อสู้ในตัวมันเองและละเลยความสำคัญของมันในฐานะกระบวนการสลายตำนานและพลิกกลับบทบาทหน้าที่ซึ่งผู้หญิงถูกกำหนดในสังคมทุนนิยม

เมื่อพวกเรามองค่าแรงสำหรับงานบ้านจากจุดยืนที่ลดทอนดังกล่าว พวกเราจะเริ่มต้นด้วยการถามพวกเราเองว่า เงินที่มากขึ้นสร้างความแตกต่างอะไรให้กับชีวิตของพวกเรา พวกเราคงจะเห็นด้วยว่าสำหรับผู้หญิงจำนวนมากที่ไม่ได้มีทางเลือกมากมายนักนอกจากทำงานบ้านและแต่งงาน ค่าแรงก็คงทำให้เกิดความแตกต่างมากมายมหาศาล แต่สำหรับพวกเราผู้ที่ดูเหมือนจะมีตัวเลือกอื่น ๆ บ้าง งานวิชาชีพ สามีที่มีเหตุผล วิถีชีวิตที่ช่วยเหลือกัน ความสัมพันธ์แบบคู่รักร่วมเพศหรือการผสมกันระหว่างรูปแบบความสัมพันธ์ข้างต้น ค่าแรงก็คงไม่ได้ทำให้เกิดความแตกต่างมากมายนัก สำหรับพวกเรามันคงมีหนทางอื่นที่จะได้มาซึ่งอิสระในทางเศรษฐกิจ และสิ่งสุดท้ายที่พวกเราต้องการคือได้มันมาด้วยการบ่งเอกลักษณ์ว่าตัวเองเป็นแม่บ้านอันเป็นโชคชะตาที่พวกเราเห็นตรงกันว่าเลวร้ายเสียยิ่งกว่าความตาย ปมปัญหาสำหรับตำแหน่งแห่งที่เช่นนี้ คือ ในจินตภาพของพวกเรา พวกเราต่างก็หาทางเพิ่มเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับชีวิตแสนทุกข์อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว คำถามคือแล้วยังไงต่อล่ะ ด้วยสมมติฐานเบื้องต้นที่ผิดพลาดว่าพวกเราสามารถได้รับเงินเพิ่มขึ้นโดยปราศจากการปฏิวัติบรรดาความสัมพันธ์ของครอบครัวและสังคมในการต่อสู้เรื่องค่าแรง แต่หากพวกเราจัดวางค่าแรงในฐานะมุมมองทางการเมือง พวกเราก็จะสามารถเห็นว่าการต่อสู้เพื่อค่าแรงคือการเดินหน้าเพื่อผลิตสร้างการปฏิวัติในชีวิตและในกำลังทางสังคมในฐานะผู้หญิง มันเป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าหากพวกเราคิดว่าพวกเรา “ไม่ต้องการ” ค่าแรงดังกล่าว มันก็เป็นเพราะว่าพวกเราต่างยอมรับรูปแบบอันจำเพาะเจาะจงของการขายเรือนร่างและจิตใจโดยที่พวกเราได้รับเงินจำนวนหนึ่งมาเพื่อปิดซ่อนความต้องการนั่น ฉันจะแสดงให้เห็นว่า ค่าแรงสำหรับงานบ้านไม่ได้เป็นเพียงแค่มุมมองเชิงปฏิวัติอันหนึ่งเท่านั้น มันยังเป็นมุมมองเชิงปฏิวัติอันเดียวจากจุดยืนแบบสตรีนิยมและเพื่อชนชั้นแรงงานทั้งชนชั้น

แรงงานแห่งความรัก (a labour of love)

เป็นเรื่องสำคัญที่จะตระหนักว่าเมื่อเราพูดถึงงานบ้าน พวกเราไม่ได้กำลังพูดถึงงานบ้านในฐานะงานอีกชนิดหนึ่งเท่านั้น แต่พวกเรากำลังพูดถึงหนึ่งในรูปแบบของการจัดการที่แพร่หลายที่สุด รูปแบบของความรุนแรงที่แสนแนบเนียนและลึกลับซึ่งทุนนิยมกระทำต่อส่วนต่าง ๆ ของชนชั้นแรงงาน เป็นความจริงที่ว่าภายใต้ทุนนิยม แรงงานทุกคนล้วนถูกจัดการและขูดรีด ความสัมพันธ์ของเขา/เธอที่มีต่อทุนล้วนถูกทำให้ลึกลับซับซ้อนอย่างถึงที่สุด ค่าแรงได้มอบภาพจำอันแสนประทับใจมิรู้ลืมของการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม คุณทำงานและคุณก็เอาค่าแรงไป ดังนั้นคุณและนายของคุณต่างเท่าเทียมกัน ในขณะที่ความเป็นจริงนั้น ค่าแรงแทนที่จะเป็นการจ่ายเพื่องานที่คุณทำ ค่าแรงกลับปิดบังการทำงานที่ไม่ได้รับค่าแรงซึ่งนำไปสู่ผลกำไรของเจ้านาย แต่อย่างน้อยที่สุด ค่าแรงก็ทำให้เกิดการตระหนักรู้ว่าคุณคือแรงงานคนหนึ่ง และคุณก็สามารถต่อรองรวมทั้งต่อสู้เกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าว ปริมาณของเงิน หรือจะต่อต้านมันก็ได้ รวมทั้งข้อตกลงและปริมาณในการทำงาน การมีค่าแรงหมายถึงการกลายเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงทางสังคมและไม่ต้องสงสัยเลยเกี่ยวกับความหมายของมัน คุณทำงาน ไม่ใช่เพราะว่าคุณชอบมัน หากเป็นเพราะภายใต้เงื่อนไขที่ว่ามันคือความจำเป็นที่จะอนุญาตให้คุณมีชีวิตอยู่ แต่การขูดรีดในแบบที่คุณอาจได้รับอาจไม่ใช่ในรูปแบบการทำงานเช่นว่า ในวันนี้คุณคือนายไปรษณีย์ วันรุ่งขึ้นคุณอาจเป็นคนขับรถ สิ่งสำคัญคือปริมาณของงานที่คุณจำเป็นต้องทำและปริมาณของเงินที่คุณจะได้รับ

แต่ในกรณีของงานบ้าน สภาพการณ์กลับแตกต่างกันในระดับคุณภาพ ความแตกต่างเกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่าไม่ใช่แค่งานบ้านที่ถูกจัดวางให้ผู้หญิงทำ แต่งานบ้านถูกเปลี่ยนให้กลายมาเป็นคุณลักษณะธรรมชาติของตัวตนและเรืองร่าของผู้หญิง กลายเป็นความปรารถนาภายในที่จะทำ เป็นแรงดลใจซึ่งบังเกิดมากจากส่วนลึกของคุณลักษณะของเพศหญิง งานบ้านจำเป็นต้องถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นคุณลักษณะธรรมชาติมากกว่าจะเป็นสัญญาทางสังคมเพราะตั้งแต่แรกเริ่มโครงการแห่งทุน สำหรับผู้หญิงแล้ว งานเหล่านี้ถูกกำหนดให้เป็นงานที่ไม่ได้รับค่าแรง ทุนจำเป็นต้องโน้มน้าวพวกเราว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และทำให้เราพอใจที่จะยอมรับงานที่ไร้ค่าแรงเหล่านี้ ในทางกลับกัน สภาพที่ไร้ค่าแรงของงานบ้านเป็นอาวุธที่ทรงอานุภาพที่สุดในการปรับเปลี่ยนสมมติฐานร่วมว่างานบ้านไม่ใช่งาน ดังนั้น การขัดขวางกีดกันผู้หญิงจากการต่อต้านมันจึงเป็นการลดทอนตัวแสดงหลักในการต่อสู้ พวกเราถูกมองว่าเป็นแค่อีบ้าไม่ใช่แรงงานแห่งการปฏิวัติ

แต่แล้วความเป็นธรรมชาติของการเป็นแม่บ้านนั้นก็ถูกเผยโฉมว่า แท้จริงแล้วมันเกิดจากกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมกว่ายี่สิบปี การถูกสอนสั่งทุกวัน ถูกแสดงให้เห็นโดยแม่ผู้ไร้ค่าแรงเพื่อเตรียมพร้อมให้ผู้หญิงสามารถรับหน้าที่ดังกล่าวได้ เพื่อโน้มน้าวให้พวกเธอยอมรับว่าลูกและสามีเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดที่เธอจะคาดหวังได้ในชีวิต กระนั้นมันก็ไม่ใช่สิ่งที่สำเร็จสมบูรณ์เสมอไป ไม่สำคัญว่าการถูกสอนสั่งจะดีมากเพียงใด มีเพียงผู้หญิงไม่กี่คนเท่านั้นที่ไม่รู้สึกว่ากำลังถูกโกง เมื่อวันคืนแห่งความเป็นเจ้าสาวจบลงและพบว่าตัวเองต้องอยู่หน้าอ่างล้างจานแสนสกปรก พวกเราจำนวนมากยังคงมีมายาภาพว่าพวกเราแต่งงานเพราะความรัก พวกเราจำนวนหนึ่งตระหนักได้ว่าพวกเราแต่งงานเพื่อความปลอดภัยและเงินตรา แต่มันก็เป็นห้วงเวลาที่ทำให้มันชัดเจนว่าขณะที่ความรักหรือเงินตราที่เกี่ยวข้องและได้รับมาจะน้อยนิดมาก แต่งานที่รอคอยพวกเราอยู่ก็มหาศาล นี่คือเหตุผลที่หญิงชราต่างพร่ำบอกพวกเราว่า “จงสนุกสนานกับเสรีภาพยามเมื่อพวกเธอยังสามารถสัมผัสมันได้อยู่ จงซื้อสิ่งใด ๆ ก็ตามที่พวกเธอต้องการตอนนี้เสีย” แต่โชคร้ายที่มันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีความสุขกับเสรีภาพใด ๆ หากนับจากวันแรกของชีวิต คุณก็ถูกฝึกให้กลายเป็นคนที่เชื่องเชื่อ จำยอม ต้องพึ่งพา และที่สำคัญคือยอมสังเวยตัวเองและมีความสุขจากมัน หากคุณไม่ปรารถนาสิ่งเหล่านี้มันคือปัญหาของคุณ เป็นความผิดของคุณ เป็นบาป และเป็นความไม่ปกติ

พวกเราจำเป็นต้องยอมรับว่าทุนประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนานในการซ่อนงานของพวกเรา ทุนสร้างสุดยอดผลงานที่จริงแท้ด้วยการสังเวยผู้หญิง ด้วยการปฏิเสธค่าแรงสำหรับงานบ้านและเปลี่ยนให้มันกลายเป็นการกระทำแห่งความรัก ทุนกำลังยิงปืนนัดเดียวได้นกทั้งฝูง ประการแรก ทุนได้รับการทำงานมากมายที่ทำให้มันโดยที่ทุนไม่ต้องจ่ายเงิน และทุนทำให้แน่ใจว่าบรรดาผู้หญิงเหล่านั้นซึ่งไม่ใกล้เคียงกับสภาะของการต่อต้านเลยยินดีที่จะแสวงหางานทั้งหลายราวกับเป็นสิ่งสวยงามที่สุดในชีวิต (ถ้อยคำแสนวิเศษที่ว่า “ใช่แล้วที่รัก คุณเป็นสตรีที่เพียบพร้อมเสียจริง”) ในขณะเดียวกัน ทุนก็กวดขันวินัยแรงงานชายไปพร้อมกัน ด้วยการทำให้ผู้หญิง “ของเขา” ต้องพึ่งพางานและค่าแรงงานสามี และกักขังพวกเขาไว้ภายใต้วินัยซึ่งถูกมอบมาให้จากโรงงานหรือที่ทำงานของพวกเขา ในความเป็นจริง หน้าที่ของพวกเราในฐานะผู้หญิงคือการเป็นแรงงานไร้ค่าแรงแต่มีความสุข เปี่ยมรัก และเป็นข้ารับใช้ของ “ชนชั้นแรงงาน” บรรดาช่วงชั้นของเหล่ากรรมชีพซึ่งทุนประทานอำนาจทางสังคมมาให้มากกว่าพวกเรา ในทิศทางเดียวกับที่พระเจ้าสร้างอีฟเพื่อมอบความสุขให้อดัม ทุนสร้างแม่บ้านเพื่อรับใช้แรงงานชายทั้งทางร่างกาย จิตใจ และเพศ เพื่อเลี้ยงดูลูกของพวกเรา ปะชุนถุงเท้า รองรับอารมณ์ยามเมื่อพวกเขาถูกบดขยี้จากงานและความสัมพันธ์ทางสังคม (ซึ่งเป็นความสัมพันธ์แห่งความโดดเดี่ยว) ซึ่งทุนเตรียมเอาไว้ให้พวกเขา มันคือการรวมกันของบริการทั้งทางร่างกาย อารมณ์ และเพศที่ผสมกันเป็นบทบาทที่ผู้หญิงจำเป็นต้องแสดงออกมาเพื่อทุนซึ่งสร้างคุณลักษณะอันพิเศษของข้ารับใช้ประเภทนี้ แม่บ้าน สิ่งเหล่านี้ทำให้งานการของพวกเธอช่างหนักหนาและไม่มีใครมองเห็น มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ว่าผู้ชายจำนวนมากเริ่มคิดถึงการแต่งงานตอนที่พวกเรากำลังเริ่มงานแรกในชีวิต มันเป็นเช่นนั้นไม่ใช่เพราะว่า ณ ห้วงขณะนั้นเองที่พวกเขาสามารถมีสิ่งเหล่านั้นได้ แต่เพราะว่าการมีใครซักคนที่บ้านผู้ที่จะคอยดูแลผู้ชายเป็นเงื่อนไขเดียวที่จะไม่ทำให้พวกเขากลายเป็นบ้าไปเสียก่อน หลังจากวันคืนที่ต้องใช้ไปบนสายการผลิตหรือบนโต๊ะทำงาน ผู้หญิงทุกคนรู้ดีว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พวกเธอควรจะต้องทำเพื่อให้กลายเป็นผู้หญิงที่แท้จริงและเพื่อให้มีการแต่งงานที่ “ประสบความสำเร็จ” และในกรณีนี้อีกเช่นกัน ในครอบครัวที่ยากจน ผู้หญิงก็ยิ่งอยู่ในสภาวะที่เป็นทาสเสียยิ่งกว่าในกรณีอื่นซึ่งมันไม่ได้มีสาเหตุมาจากสภาพทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ในความเป็นจริงทุนมีแนวนโยบายคู่ขนานสองอัน หนึ่งสำหรับชนชั้นกลาง และอีกหนึ่งสำหรับครอบครัวของกรรมชีพ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่พวกเราพบความเป็นชายตรงไปตรงมามากที่สุดในครอบครัวของกรรมชีพ ยิ่งผู้ชายถูกให้ทำงานหนักเท่าไหร่ ภรรยาของเขาก็ต้องถูกฝึกฝนให้สามารถรองรับสามีของพวกเธอได้ เพื่อกู้คืนตัวตนของสามีด้วยความเหนื่อยยากของภรรยา คุณตบตีภรรยาและข่มขืนเธอเมื่อคุณรู้สึกสูญเสีย ถูกทำลายภายใต้การต่อสู้ (การไปโรงงานโดยตัวมันเองคือความแพ้พ่าย) ยิ่งผู้ชายถูกให้รับใช้มากขึ้นเท่าไหร่ ความรู้สึกอยากเป็นเจ้านายของเขาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น บ้านของผู้ชายกลายเป็นดั่งวังของเขา… และภรรยาก็ต้องเรียนรู้ที่จะรอคอยในความเงียบงันยามเมื่อพวกมีอารมณ์ขุ่นมัว คอยกอบกู้ชิ้นส่วนของพวกเขากลับคืนมายามเมื่อแตกสลายหรือเหน็ดเหนื่อยจากโลก คอยอยู่เคียงข้างบนเตียงเมื่อเขาพูดว่า “ผมเหนื่อยเหลือเกินคืนนี้” หรือเมื่อเขาเร่งเร้าที่จะมีเซ็กส์กับคุณหรือไม่เขาก็อาจทำร้ายคุณ (อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงจะค้นพบการสู้กลับ แต่มันก็จำกัดอยู่ในระดับของปัจเจกและแยกขาดจากผู้อื่น ดังนั้นปัญหาคือการนำเอาการต่อสู้ดังกล่าวออกมาจากห้องครัวและห้องนอนสู่ท้องถนน)

การหลอกลวงภายใต้นามแห่งรักและการแต่งงานส่งผลต่อพวกเราทุกคน แม้นว่าพวกเราจะไม่ได้แต่งงานเนื่องจากเมื่องานบ้านถูกทำให้เป็นเรื่องธรรมชาติและเป็นของที่คู่กับเพศหญิง เมื่อนั้นมันก็จะกลายมาเป็นคุณลักษณะของความเป็นผู้หญิง พวกเราทั้งหมดในฐานะผู้หญิงก็จะถูกทำให้มีคุณลักษณะตามนั้น หากมันเป็นเรื่องธรรมชาติในการที่จะต้องทำอะไรบางสิ่ง บรรดาผู้หญิงก็ต้องถูกคาดหวังให้ทำมันและชมชื่นที่จะทำมันด้วย แม้ว่าผู้หญิงเหล่านั้นจะสามารถหลบหนีออกจากงานบางประเภทหรือเกือบทั้งหมดของมันเนื่องจากสถานะทางสังคมได้ก็ตาม (บรรดาสามีของพวกเธอสามารถซื้อหาบังคับสาวรับใช้หรือแสวงหาความรื่นรมย์อย่างอื่น) พวกเราอาจจะไม่ได้รับใช้ผู้ชายคนใดคนหนึ่ง แต่พวกเรากำลังเป็นข้ารับใช้ อยู่ในความสัมพันธ์แบบข้ารับใช้กับผู้ชายทั้งหมดในโลก นี่คือเหตุผลที่ว่าเหตุใดผู้หญิงจะถูกทำให้กลายเป็นสิ่งที่ต่ำช้า เป็นของที่เสื่อมค่า (“ยิ้มหน่อยที่รัก (honey) สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญต่อคุณไม่ใช่หรือ” เป็นบางสิ่งที่ผู้ชายทุกคนรู้สึกว่ามีสิทธิที่จะตั้งชื่อเรียกให้คุณ ไม่ว่าเขาจะเป็นสามีของพวกคุณหรือเป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่กลัดตั๋วคุณบนรถไฟหรือเป็นเพียงเจ้านายในที่ทำงาน)

มุมมองแบบการปฏิวัติ

หากพวกเราเริ่มต้นจากการวิเคราะห์เช่นนี้ พวกเราก็จะสามารถเห็นถึงความหมายเชิงปฏิวัติของการเรียกร้องค่าแรงสำหรับงานบ้าน มันคือความต้องการที่ทำให้ความเป็นธรรมชาติสิ้นสุดลงและเริ่มต้นการต่อสู้ของพวกเราเพราะเพียงแค่ต้องการค่าแรงสำหรับงานบ้านนั้นหมายถึงการปฏิเสธงานบ้านในฐานะการปรากฏตัวของธรรมชาติของพวกเรา และด้วยเหตุดังกล่าวมันจึงกำลังปฏิเสธบทบาทของผู้หญิงซึ่งทุนได้จัดวางไว้ให้พวกเรา

การทวงถามถึงค่าแรงสำรับงานบ้านโดยตัวของมันเองได้บ่อนทำลายความคาดหวังของสังคมที่มีต่อพวกเรา เนื่องจากความคาดหวังดังกล่าว แก่นแกนของกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม ทั้งหมดล้วนทำหน้าที่สร้างเงื่อนไขที่ทำให้พวกเราทำงานโดยปราศจากค่าแรงที่บ้าน ในแง่นี้ มันจึงกลายเป็นสิ่งที่เหลวไหลที่จะเปรียบเทียบการต่อสู้ของผู้หญิงเพื่อค่าแรงกับการต่อสู้ของแรงงานผู้ชายในโรงงานเพื่อค่าแรงที่มากขึ้น แรงงานที่ได้รับค่าแรงในกระบวนการต่อสู้เพื่อค่าแรงที่มากขึ้นได้ท้าทายบทบาททางสังคมของพวกเขาแต่ก็ยังคงอยู่ภายในบทบาทดังกล่าวอยู่ดี ยามเมื่อพวกเราต่อสู้เพื่อค่าแรง พวกเรากำลังต่อสู้กับบทบาททางสังคมของพวกเราอย่างตรงไปตรงมา ชัดเจนไม่ต้องสงสัย ในขณะเดียวกัน มีความแตกต่างเชิงคุณลักษณะระหว่างการต่อสู้ของแรงงานที่ได้รับค่าแรงกับการต่อสู้ของทาสเพื่อค่าแรงซึ่งต่อต้านความเป็นทาส อย่างไรก็ตาม มันควรจะเป็นสิ่งที่ชัดเจนว่าเมื่อพวกเราต่อสู้เพื่อค่าแรง พวกเราไม่ได้ต่อสู้เพื่อเข้าสู่ความสัมพันธ์แบบทุนนิยมเนื่องจากพวกเราไม่เคยอยู่ภายนอกพวกมันมาก่อน พวกเราต่อสู้เพื่อทำลายล้างแผนการของทุนที่มีต่อผู้หญิงซึ่งมันเป็นห้วงขณะอันสำคัญยิ่งยวดของกระบวนการแบ่งแยกภายในชนชั้นแรงงาน แผนการซึ่งทุนจะสามารถธำรงไว้ซึ่งอำนาจของมันต่อไปได้ ดังนั้น ค่าแรงสำหรับงานบ้านจึงเป็นความปรารถนาเชิงปฏิวัติ ไม่ใช่เพราะโดยตัวมันเองทำลายทุน แต่เนื่องจากว่ามันบีบบังคับให้ทุนจำต้องปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมให้เป็นไปในทิศทางที่อำนวยประโยชน์แก่พวกเราและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชนชั้น ในความเป็นจริง ความปรารถนาค่าแรงสำหรับงานบ้านไม่ได้หมายความว่าหากพวกเราได้รับการจ่ายเงินแล้วพวกเราจะหยุดการต่อสู้ มันหมายความตรงกันข้ามเลยต่างหาก การบอกว่าพวกเราต้องการเงินสำหรับงานบ้านคือก้าวแรกของการปฏิเสธที่จะทำงานบ้าน เนื่องจากการเรียกร้องต้องการค่าแรงทำให้งานของพวกเรากลายเป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นซึ่งมันเป็นเงื่อนไขที่ไม่อาจปฏิเสธได้ของการเริ่มต้องต่อสู้กับมันทั้งในแง่มุมเบื้องต้นในฐานะงานบ้านและคุณลักษณะอันน่ารังเกียจในฐานะความเป็นผู้หญิง

ในการคัดค้านต่อคำกล่าวหาของบรรดาพวก “เศรษฐกิจนิยม” พวกเราควรที่จะระลึกไว้ว่าเงินตราคือทุน ดังนั้นมันจึงเป็นอำนาจในการควบคุมแรงงานด้วย ด้วยเหตุผลดังกล่าว การช่วงชิงเงินตราที่ถูกชิงไปกลับมาใหม่อีกครั้ง เงินตราซึ่งเป็นดอกผลจากแรงงานของพวกเรา ของแม่พวกเรา ของย่ายายพวกเรามันจึงหมายถึงการบ่อนทำลายอำนาจสั่งการของแรงงานที่มีต่อพวกเรา และพวกเราไม่ควรแคลงใจในอำนาจของค่าแรงที่จะกร่อนทำลายความเป็นผู้หญิงและสร้างให้งานของพวกเราให้ปรากฏเห็นได้ ความเป็นผู้หญิงของพวกเราเป็นดั่งการทำงาน เนื่องจากการหายไปของค่าแรงทรงอนุภาพมากต่อการจัดรูปลักษณ์หน้าที่ดังกล่าวและกลบซ่อนงานของพวกเราจากการมองเห็น การเรียกร้องค่าแรงคือการทำให้พวกมันสามารถถูกมองเห็นได้ว่าเรือนร่าง จิตใจ และอารมณ์ของพวกเราถูกบิดผันไปเพื่อทำหน้าที่เฉพาะบางประการและถูกโยนกลับมาให้พวกเราในฐานะแบบอย่างซึ่งพวกเราควรที่จะทำตามหากพวกเราปรารถนาที่จะได้รับการยอมรับในฐานะผู้หญิงของสังคมนี้

การบอกว่าพวกเราต้องการค่าแรงสำหรับงานบ้านคือการแสดงออกถึงความจริงที่ว่างานบ้านทำเงินให้กับทุน ทุนได้สร้างและผลิตเงินตราขึ้นมาจากการทำอาหาร การยิ้ม และการมีความสัมพันธ์ทางเพศของพวกเรา ในขณะเดียวกัน มันก็แสดงให้เห็นว่าที่พวกเราต้องทำอาหาร ยิ้ม และมีเซ็กส์ตลอดปีไม่ใช่เป็นเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ง่ายกว่าสำหรับพวกเราเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่น ๆ หากแต่เป็นเพราะว่าพวกเราไม่มีตัวเลือกอื่น ใบหน้าของพวกเราบิดเบี้ยวจากการยิ้มที่ยาวนานและบ่อยครั้ง การมีความสัมพันธ์ทางเพศบ่อยครั้งและล้นเกินทิ้งให้พวกเราตายด้านทางเพศ

ค่าแรงสำหรับงานบ้านจึงเป็นเพียงปฐมบท เพียงแค่ปฐมบทนี้ช่างชัดเจน นับแต่นี้พวกเขาจำเป็นต้องจ่ายค่าแรงให้กับเราเพราะในฐานะที่เป็นผู้หญิง พวกเราไม่รับประกันว่าอะไรต่าง ๆ จะต้องเป็นเช่นเดิมอีกต่อไป พวกเราต้องการเรียกร้องงาน งานที่ซึ่งในท้ายที่สุดเราจะสามารถค้นพบสิ่งที่เรียกว่าความรักและสร้างสิ่งที่จะกลายเป็นเพศวิถีซึ่งพวกเราไม่เคยได้รู้มาก่อน และจากมุมมองต่องานดังกล่าว พวกเราสามารถทวงถามไม่ใช่แค่ค่าแรงสำหรับงานหนึ่งงาน แต่เป็นค่าแรงสำหรับงานที่มากกว่านั้น เพราะพวกเราถูกบังคับให้ทำงานมากมายไปพร้อม ๆ กันมาเนิ่นนานแล้ว พวกเราเป็นข้ารับใช้ของบ้าน เป็นโสเภณี เป็นพยาบาล นี่คือแก่นแกนของคู่สมรส “ในอุดมคติ” ผู้ที่ถูกยกยอปอปั้นใน “วันแม่” พวกเราจะบอกว่า หยุดเทิดทูนการขูดรีดพวกเราและทำให้มันกลายเป็นวีรสตรีได้แล้ว นับจากนี้พวกเราต้องการค่าแรงสำหรับทุก ๆ ห้วงขณะที่เราทำงาน ด้วยการกระทำดังกล่าวนี้เองที่พวกเราจะสามารถปฏิเสธบางส่วนของมันและในที่สุดจะสามารถปฏิเสธทั้งหมดของมันได้ ในแง่นี้ไม่มีสิ่งใดที่จะทรงประสิทธิภาพมากไปกว่าการแสดงให้เห็นว่าความเป็นผู้หญิงคือสิ่งที่มีมูลค่าเชิงเงินตราซึ่งสามารถคิดคำนวณได้ เพิ่มพูนมันขึ้นในสายตาของหน่วยวัดที่พวกเราเคยถูกทำให้พ่ายแพ้ นับจากนี้ด้วยการต่อต่อต้านทุนสำหรับพวกเราในหน่วยวัดดังกล่าว พวกเรากำลังจัดการอำนาจของเราเอง

ต่อสู้เพื่อการบริการทางสังคม

สิ่งเหล่านี้คือมุมมองแบบถึงรากที่สุดที่พวกเราสามารถนำมาใช้ได้เพราะถึงแม้ว่าพวกเราจะสามารถเรียกร้องทุกสิ่ง การดูแลประจำวัน ค่าแรงที่เท่าเทียม บริการซักรีดฟรี พวกเราก็จะไม่มีวันได้รับการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทั้งสิ้นเว้นแต่ว่าพวกเราจะจู่โจมบทบาทความเป็นผู้หญิงของพวกเราในระดับรากฐานของมันเลย การต่อสู้เพื่อบริการทางสังคม กล่าวคือ เพื่อเงื่อนไขการทำงานที่ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้มักจะถูกทำให้ไร้ค่าหากคุณไม่สามารถบอกได้ว่างานที่คุณกำลังทำมันคืองาน เว้นเสียแต่ว่าคุณต่อสู้กับองค์รวมของมันมิเช่นนั้นคุณก็จะไม่มีวันได้รับชัยชนะ พวกเราจะประสบความล้มเหลวในการต่อสู้เพื่อบริการซักรีดฟรียกเว้นว่าพวกเราจะเริ่มต้นด้วยการต่อสู้กับความจริงที่ว่าพวกเราไม่สามารถรักได้เว้นแต่ ณ ขณะที่เราต้องจ่ายด้วยการทำงานอย่างไร้จุดจบที่ทุกวันคืนค่อย ๆ กร่อนทำลายร่างกาย เซ็กส์ ความสัมพันธ์ทางสังคมของพวกเรา เว้นแต่ว่าเราจะเริ่มผละจากการข่มขู่ที่ทำให้การให้และความรู้สึกถูกเปลี่ยนให้กลายมาเป็นหน้าที่ซึ่งต้องทำซึ่งในท้ายที่สุดมันจะเป็นสิ่งที่กลับมาต่อต้านตัวพวกเราเอง รวมทั้งทำให้เกิดความรู้สึกด้านลบต่อสามี ลูกหลาน เพื่อนฝูงของเราเองและก่อเป็นความรู้สึกผิดซึ่งเกิดจากความขุ่นเคืองดังกล่าว การทำงานเสริมไม่ได้เปลี่ยนแปลงบทบาทดังกล่าวเลย วันคืนของงานของผู้หญิงยังคงปรากฏอยู่ งานเสริมไม่เพียงเพิ่มพูนกระบวนการขูดรีดของพวกเรา แต่ยังผลิตซ้ำบทบาทของพวกเราในอีกรูปแบบ ไม่ว่าเราจะหันไปที่ไหน พวกเราก็สามารถมองเห็นได้ว่างานการต่าง ๆ ที่ผู้หญิงทำเป็นเพียงการขยายนัยสภาพของการเป็นแม่บ้านออกไป สิ่งนี้ไม่ใช่เฉพาะเมื่อเรากลายเป็นพยาบาล แม่บ้าน ครู เลขานุการ การทำงานทั้งหมดที่พวกเราถูกฝึกฝนอย่างดีในบ้านเท่านั้น แต่พวกเรากำลังอยู่ในข้อผูกมัดเดียวกันกับที่ขัดขวางการต่อสู้ของพวกเราในบ้าน ความโดดเดี่ยว ความจริงที่ว่าชีวิตของคนอื่นขึ้นอยู่กับพวกเรา หรือความเป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นว่างานของเราเริ่มต้นที่ใดและสิ้นสุดลงเมื่อใด การนำกาแฟไปให้เจ้านายของคุณและพูดคุยกับเขาเกี่ยวกับปัญหาในครอบครัวเป็นงานของเลขานุการหรือเป็นเรื่องส่วนตัวกันแน่ ความจริงที่ว่าพวกเราจำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับรูปลักษณ์ซึ่งเกี่ยวกับเงื่อนไขในการทำงานหรือมันเป็นแค่ผลของความภูมิใจในความเป็นผู้หญิง (จนกระทั่งปัจจุบันพนักงานบนสายการบินในสหรัฐอเมริกาก็ถูกบังคับให้ชั่งน้ำหนักอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงต้องควบคุมอาหารตลอดเวลาเนื่องจากความหวาดกลัวที่จะต้องถูกไล่ออกจากงาน นี่เป็นความทรมานที่ผู้หญิงทุกคนต่างรู้ดี) เฉกเช่นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนรู้กันดีว่า เมื่อความต้องการของตลาดแรงงานที่ได้รับค่าแรงต้องการให้พวกเธอปรากฎตัวขึ้น ผู้หญิงก็สามารถทำงานใดก็ได้โดยที่ความเป็นผู้หญิงของเธอไม่มีทางหายไปราวกับว่าหนทางที่ง่ายที่สุดในการยืนยันว่าเธอคือผู้หญิงนั้นไม่ใช่ว่าเธอกำลังทำอะไรแต่เป็นที่ว่าเธอมีช่องคลอด

ในฐานะข้อเสนอว่าด้วยกระบวนการทำให้กลายเป็นเรื่องทางสังคมและรวมหมู่ของงานบ้าน มีตัวอย่างสองอันที่เพียงพอในการลากเส้นแบ่งระหว่างทางเลือกเหล่านั้นกับมุมมองของพวกเรา หนึ่งเป็นเรื่องที่ต้องการให้สร้างศูนย์รับเลี้ยงเด็กขึ้นมาตามที่เราต้องการและเรียกร้องให้รัฐต้องดูแลค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ อีกอันคือการส่งลูกของเราไปยังรัฐและบอกว่ารัฐควบคุมพวกเรา กวดขันวินัยพวกเขา ต้องให้พวกเขารักในเกียรติยศของธงชาวอเมริกันไม่ใช่แค่ห้วงเวลาเพียงห้าชั่วโมงหากแต่เป็นสิบห้าหรือยี่สิบสี่ชั่วโมง หนึ่งคือการจัดการหนทางที่พวกเราจะกินอาหารแบบซึ่งกันและกันเป็นชุมชน (โดยพวกเราเอง ในกลุ่มต่าง ๆ ฯลฯ) และให้รัฐมาดูแลค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ และอีกหนึ่งคือสิ่งที่ตรงข้ามกันคือเรียกร้องให้รัฐเข้ามาจัดการมื้ออาหารของพวกเรา ในกรณีแรกพวกเราทวงคืนการควบคุมเหนือชีวิตของพวกเราบางส่วนกลับคืนมา ในขณะที่อีกกรณีหนึ่งเรากำลังทำให้รัฐเข้ามาควบคุมพวกเรา

การต่อสู้ต่อต้านงานบ้าน

พวกหญิงบางคนกล่าว ค่าแรงสำหรับงานบ้านจะเปลี่ยนแปลงทัศนคติสามีของพวกเราที่ต่อพวกเรา สามีของพวกเราจะไม่คาดหวังหน้าที่เดิม ๆ เหมือนดังในอดีตหรือหนักยิ่งกว่าก่อนที่พวกเราจะได้รับค่าแรงหรือไม่ แต่บรรดาผู้หญิงเหล่านั้นจะไม่เห็นว่าพวกเธอจะสามารถคาดหวังอะไรได้มากนักจากพวกเราเนื่องจากว่าพวกเราไม่ได้เป็นคนที่จ่ายเงินให้กับพวกเธอ เพราะว่าพวกเธอคะเนว่ามันคือ “ธุระของผู้หญิง” ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ต้องสิ้นเปลืองแรงมากมายนักในการที่จะทำให้มันเสร็จ พวกผู้ชายสามารถที่จะยอมรับการบริการของพวกเราและเสวยสุขไปกับสิ่งเหล่านั้นได้เพราะว่าพวกเขาต่างคิดว่างานบ้านเป็นงานที่ไม่หนักหนาเท่าใดนักสำหรับพวกเรา พวกเขาคิดว่าพวกเราต่างสนุกสนานไปกับการทำงานบ้านเนื่องจากพวกเราทำงานเพราะความรัก จริง ๆ แล้วพวกเขายังคาดอีกว่าพวกเราควรจะต้องรู้สึกปลื้มปิติเป็นอย่างมากเนื่องจากการแต่งงานหรือการได้อาศัยร่วมกันเป็นลู่ทางที่จะทำให้พวกเราสามารถแสดงความเป็นผู้หญิงออกมาได้ซึ่งเป็นโอกาสที่พวกเขามอบให้ “คุณแสนโชคดีที่ได้พบผู้ชายอย่างฉัน” มีแต่เฉพาะห้วงขณะที่ผู้ชายเหล่านั้นเห็นว่างานของพวกเราคืองาน ความรักของพวกเราคืองาน และที่สำคัญเห็นถึงความตั้งใจของพวกเราที่จะปฏิเสธแง่มุมทั้งสองนั้นเองที่พวกเขาจะต้องเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อพวกเรา ยามเมื่อผู้หญิงเรือนร้อยเรือนแสนออกไปสู่ท้องถนนแล้วตะโกนว่า การทำความสะอาดที่ไม่มีวันจบสิ้น การเป็นที่รองรับอารมณ์ การมีเซ็กส์ตามคำสั่งซึ่งมาจากความกลัวที่จะสูญเสียงานของพวกเราคือสิ่งที่เลวร้าย ตะโกนบอกว่ารังเกียจงานที่กำลังทำลายชีวิตของพวกเรา เมื่อนั้นเองที่พวกเขาจะตกอยู่ในความหวาดกลัวและรู้สึกว่าความเป็นผู้ชายของเขาถูกทำลายลง

แต่ว่ามันคือสิ่งที่ดีที่สุดซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากมุมมองของพวกเราเอง เนื่องจากว่าด้วยการเปิดเผยถึงวิถีทางที่ทุนกักขังพวกเราไว้และแยกออกจากกัน (ทุนได้กวดขันวินัยพวกเราผ่านตัวของพวกเราเองและทำให้พวกเราขัดแย้งกัน) พวกเราเปิดเผยถึงกระบวนการการปลดปล่อยของเราเอง ในแง่นี้ ค่าแรงสำหรับเราจะกลายเป็นสิ่งที่มากกว่าการพิสูจน์ว่าพวกเราสามารถทำงานได้เท่า ๆ กับผู้ชายหรือพวกเราสามารถทำงานเดียวกับพวกเขาได้ แต่การเรียกร้องจะกลายเป็นเหมือนกระบวนการเรียนรู้ พวกเราละทิ้งความพยายามอย่างหนักในการที่จะเป็น “ผู้หญิงทำงาน” ผู้หญิงผู้ซึ่งสามารถหลบหนีออกจากการกดขี่ของพวกเธอได้แต่ไม่ใช่ด้วยพลังของการรวมตัวหรือการต่อสู้แต่เป็นผ่านอำนาจของเหล่าเจ้านาย อำนาจแห่งการกดขี่ซึ่งกำลังกระทำต่อผู้หญิงคนอื่น ๆ และพวกเราก็ไม่ปรารถนาที่จะพิสูจน์ว่าพวกเราสามารถ “ทำลายปราการของพวกคอปกน้ำเงิน” ได้ พวกเราจำนวนมากทุบทำลายปราการนั่นเมื่อนานมาแล้วและค้นพบว่าชุดเอี๊ยมทำงานไม่ได้มอบให้พวกเรามีอำนาจมากไปกว่าผ้ากันเปื้อนในครัว แม้หากมันจะเป็นไปได้ก็ด้วยการที่พวกเราจำเป็นต้องสวมทั้งผ้าและเสื้อทั้งสองดังกล่าวและพวกเราก็จะมีเวลารวมทั้งพลังงานที่น้อยลงในการที่จะต่อต้านมัน สิ่งต่าง ๆ ที่พวกเราจำเป็นต้องพิสูจน์ให้เห็นคือความสามารถของพวกเราในการแสดงให้เห็นว่าพวกเรานั้นพร้อมที่จะกระทำและกำลังกระทำอยู่ ทุนกำลังกระทำต่อเราและพลังของพวกเราก็กำลังต่อสู้กับมันอยู่

น่าเสียดาย ผู้หญิงจำนวนมากโดยเฉพาะที่ยังโสดอยู่ต่างหวาดกลัวมุมมองว่าด้วยค่าแรงสำหรับงานบ้านเพราะว่าพวกเธอหวาดกลัวที่จะระบุว่าพวกเธอเป็นเหมือนแม่บ้าน พวกเธอรู้ว่ามันคือตำแหน่งแห่งที่ซึ่งไร้อำนาจมากที่สุดในสังคมและดังนั้นพวกเธอจึงไม่ปรารถนาที่จะกลายเป็นหนึ่งในแม่บ้าน นี่คือจุดอ่อนของพวกเธอ จุดอ่อนที่ถูกรักษาและทำให้คงอยู่ตลอดไปผ่านความขาดของการบ่งชี้ถึงตัวเองด้วยตัวเอง พวกเราต้องการและจำเป็นต้องพูดว่าพวกเราทั้งหมดล้วนเป็นแม่บ้าน พวกเราทั้งหมดเป็นโสเภณี พวกเราทั้งหมดเป็นเกย์ เพราะจนกว่าพวกเราจะตระหนักรู้ถึงความเป็นทาสของพวกเรา พวกเราก็จะไม่สามารถตระหนักถึงการต่อสู้มันได้ เพราะว่าตราบเท่าที่พวกเรายังคิดว่าพวกเราเป็นบางสิ่งที่ดีกว่า บางสิ่งที่แตกต่างจากการเป็นแม่บ้าน พวกเราก็กำลังยอมรับตรรกะของนายทาสซึ่งมันคือตรรกะของการแบ่งแยก และสำหรับพวกเราแล้วมันก็คือตรรกะของความเป็นทาส พวกเราทั้งหมดล้วนเป็นแม่บ้านเพราะไม่ว่าพวกเราจะอยู่ ณ ที่แห่งไหน พวกเขาก็สามารถวางใจได้ว่าพวกเราจะทำงานมากขึ้น ความหวาดกลัวที่มากขึ้นกำลังทับถมลงมาบนพวกเราและผลักให้ความต้องการของพวกเรามากยิ่งขึ้น แต่เป็นในทิศทางที่แรงกดดันที่มีต่อเงินของพวกเขาน้อยลง เนื่องจากความคิดและความสนใจของพวกเราซึ่งเปี่ยมไปด้วยความหวังถูกเบี่ยงเบนและนำไปสู่สถานที่แห่งอื่น ที่ซึ่งผู้ชายเหล่านั้นในปัจจุบันหรือในอนาคตของพวกเราคือ “ผู้ที่จะนำความสุขและดูแลพวกเรา”

และพวกเราก็กำลังหลอกตัวเองว่าพวกเราสามารถหนีจากงานบ้านได้ แต่ว่าจะพวกเราจำนวนสักเท่าไหร่กันเล่าที่จะสามารถหนีจากมันไปได้แม้ว่าพวกเขาจะทำงานอยู่นอกบ้านก็ตาม และพวกเราสามารถเมินเฉยต่อแนวคิดในการมีชีวิตร่วมกับผู้ชายได้ง่ายดายจริงหรือ จะเกิดอะไรขึ้นหากเราสูญเสียงานของพวกเรา แล้วเรื่องความชราภาพและความดึงดูดใจล่ะ เกี่ยวกับเด็ก ๆ เล่า พวกเราจะเสียใจหรือเปล่าหากตัดสินใจที่จะไม่มีพวกเขา ไม่แม้แต่จะถามถึงคำถามดังกล่าวอย่างจริงจัง และพวกเราสามารถมีความสัมพันธ์แบบเกย์ได้หรือไม่ พวกเรายินดีที่จะจ่ายราคาของการแยกตัวออกมาอย่างโดดเดี่ยวหรือไม่ แต่พวกเราสามารถมีความสัมพันธ์กับผู้ชายได้จริงหรือ

คำถามคือ เหตุใดทางเลือกเหล่านั้นจึงเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ของพวกเราและรูปแบบของการต่อสู้แบบใดที่จะนำพาพวกเราให้ไปไกลกว่าสิ่งเหล่านี้


บทความนี้แปลจาก ‘Silvia Federici, “Wages Against Housework”’, Caring Labor: An Archive, 2010 <https://caringlabor.wordpress.com/2010/09/15/silvia-federici-wages-against-housework/> [accessed 29 January 2021].