เวียดนามเป็นประเทศสังคมนิยมหรือไม่

เวียดนามเป็นประเทศสังคมนิยมหรือไม่

ผู้เขียน Luna Oi
ผู้แปล Napakorn Phoothamma (TUMS)

กล่าวนำโดยผู้แปล

ลูน่าเป็น Youtuber ชาวเวียดนามที่มีชื่อเสียงในเรื่องสังคมนิยมแบบเวียดนาม โดยเนื้อหาบนช่องของเธอมักจะเป็นเรื่องการท่องเที่ยว การทำอาหาร และการพูดคุยเรื่องสังคมนิยม ซึ่งในบทความนี้เธอจะเล่าถึงความเป็นสังคมนิยมในเวียดนามตามแบบฉบับของเธอ พร้อมกับพาทุกท่านเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเวียดนามไปพร้อมกัน เนื่องด้วยบทความชิ้นนี้ถูกเขียนโดยลูน่า ซึ่งดัดแปลงมาจากวีดีโอในช่องของเธอในชื่อเดียวกัน ทุกอย่างที่เธอเสนอมาอาจไม่ใช่ข้อมูลในเชิงวิชาการแต่เป็นสิ่งที่เธออยากถ่ายทอดให้ทุกท่านได้รับรู้


เวียดนามเป็นประเทศสังคมนิยมหรือไม่ (Is Vietnam Socialist?)

ก็เพราะว่าฉันเป็นคนเวียดนาม ผู้คนเลยมักจะถามคำถามฉันว่ารัฐบาลในประเทศของฉันเป็นอย่างไร ซึ่งการที่พวกเขาถามฉันแบบนั้นมันก็เป็นอะไรที่เข้าใจได้ ฉันเองรู้ดีว่าชาวต่างชาติหลาย ๆ คนก็คงไม่รู้ว่าการใช้ชีวิตในเวียดนามนั้นเป็นอย่างไร ประเทศที่มีการปฏิวัติโดยคอมมิวนิสต์แถมยังมีสัญลักษณ์ค้อนเคียวอยู่ทุกหนทุกแห่ง และสื่อนานาชาติก็มักสื่อไปในทางที่ไม่ดีแทบจะทุกครั้ง มันก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ถ้าคนจะสงสัยและถามถึงความเป็นมาเป็นไปของรัฐบาลประเทศฉัน

อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้งฝ่ายซ้ายจากต่างประเทศมักจะพูดกันทำนองว่า “เออ…นี่พวกคุณยังจะคอยใช้คำว่าสังคมนิยมอยู่หรือนี่” ซึ่งฉันก็ไม่แน่ใจนักว่าพวกเขาจะสื่ออะไรกันแน่? แต่ฉันบอกได้เลยว่า เวียดนามคือสังคมนิยมเว้ย!

ฝ่ายซ้ายจากที่อื่นๆ มักจะพร่ำสอนฉันเกี่ยวกับประเทศของฉัน นี่ไม่ได้จะบอกว่าความคิดฉันถูกต้องเพราะฉันเป็นคนเวียดนาม แต่จะบอกว่าฉันรู้สิ่งต่าง ๆ มากมายที่พวกเขาไม่รู้เพราะฉันพูดเวียดนามได้จ้าาา!

แต่ก็น่าเสียดายที่ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศเวียดนามมักจะไม่ค่อยถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษ ดังนั้นเองฉันจึงต้องพยายามตอบคำถามเหล่านี้ที่ผู้คนมักจะถามเข้ามายังช่องของฉัน

เวียดนามเป็นสังคมนิยมอยู่ไหม?
คำตอบคือเป็นสิ!

ฉันเองก็รู้ดี คุณก็คงจะสงสัยกับความเป็นสังคมนิยมของเวียดนามสินะ ฝ่ายซ้ายมักจะพูดถึงเวียดนามว่า ไม่ใช่ประเทศสังคมนิยมจริงๆ แต่เรียกเวียดนามว่าเป็น “รัฐทุนนิยม (state capitalist)” ซึ่งไม่ได้ต่างอะไรไปจากประเทศทุนนิยมอื่น พวกที่เป็นฝ่ายขวาก็มักจะบอกว่าที่เวียดนามมีดีได้เป็นเพราะทุนนิยม แต่สิ่งที่เลวร้ายสำหรับเวียดนามก็คือคอมมิวนิสต์ ซึ่งฉันก็ต้องรับมือกับความเห็นแบบนี้แทบทุกวันเลย

แล้วสังคมนิยมคืออะไรกัน

เรื่องนี้มันค่อนข้างซับซ้อน ต่างคนต่างอุดมการณ์ก็นิยามสังคมนิยมแตกต่างกันไป แม้แต่นักสังคมนิยมที่เรารู้จักดีอย่าง มาร์กซ์ เลนิน และโฮจิมินห์ ต่างมีคำเรียกสังคมนิยมในแต่และยุคของพวกเขา ที่ต่างก็มีความหมายแตกต่างกันไป เรามาดูกันที่ความคิดของ ‘มาร์กซ์’ เป็นคนแรก แนวคิดสังคมนิยมในแบบของมาร์กซ์ค่อนข้างจะมีความซับซ้อน และผู้คนต่างถกเถียงกันถึงความหมายของสังคมนิยมที่เขาให้คำนิยามเป็นเวลากว่าร้อยปี ซึ่งความคิดพื้นฐานของมาร์กซ์เชื่อว่า หากสังคมนิยมล่มสลายลงเราไม่สามารถไปสู่สังคมไร้รัฐ ไร้ชนชั้น แบบคอมมิวนิสต์ได้โดยทันที

มาร์กซ์เชื่อว่ามันควรจะมีช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อที่ชนชั้นแรงงานจะนำสังคมที่มีรัฐไปสู่สังคมไร้รัฐ ซึ่งไม่ใช่แค่รัฐแบบเดิมที่เพียงแต่เปลี่ยนผู้นำเป็นชนชั้นแรงงาน โดยมันควรจะเป็นรัฐที่มีรัฐบาลแบบใหม่ กฎกติกาแบบใหม่ และหลักการใหม่ ซึ่งบางครั้งมาร์กซ์ได้พูดถึง “เผด็จการชนชั้นกรรมชีพ” โดยแนวคิดนี้เองถูกเข้าใจผิดเป็นอย่างมาก สิ่งนี้เองทำให้พวกโปรทุนนิยมมักจะพูดถึงสังคมนิยมว่าเป็นเผด็จการ แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่มาร์กซ์หมายถึงคือ แทนที่เราจะมีชนชั้นนายทุนซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยที่คอยเป็นเผด็จการอยู่เหนือคนหมู่มากที่เป็นชนชั้นแรงงาน เราควรจะให้ชนชั้นแรงงานซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่เป็นผู้ควบคุมสังคมจนกว่าระบบบชนชั้นจะสลายไปในที่สุด ระบบสังคมที่จะนำไปสู่สังคมไร้รัฐนี่เองคือสิ่งที่มาร์กซ์เรียกมันว่าสังคมนิยม เรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อน แต่นี่ก็คือสิ่งที่ฉันพยายามย่อยให้เข้าใจง่ายที่สุด เพราะถึงมันจะฟังดูซับซ้อนแต่นี่ก็คือพื้นฐานของแนวคิดมาร์กซิสต์

คราวนี้เรามาพูดถึงเลนินกันบ้าง โดยงานเขียนของเลนินก็มีอิทธิพลต่อการพัฒนาแนวคิดในเวียดนามเช่นกัน เลนินเองก็บอกเช่นเดียวกับมาร์กซ์ว่าสังคมนิยมคือรูปแบบรัฐที่เปลี่ยนผ่านมาจากรัฐแบบทุนนิยม ซึ่งเขาเคยเขียนไว้ด้วยว่าระบบสังคมนิยมจะชนะทุนนิยมอย่างแน่นอนเพราะว่าสังคมนิยมได้สร้างความเป็นประชาธิปไตยที่มากกว่าประชาธิปไตยลวงหลอกตามแบบชนชั้นนายทุนเป็นล้านๆ เท่า

เลนินยังได้เขียนอีกว่าเขาอยากให้สหภาพโซเวียตเป็นรัฐสังคมนิยมเพื่อที่จะได้เอาชนะระบบทุนนิยม ถึงตอนนี้เอง คุณจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ได้ว่าสหภาพโซเวียตได้ทำตามเป้าหมายนั้นสำเร็จแล้วหรือไม่ ซึ่งมันไม่ใช่ประเด็นที่เราจะพูดถึงกัน แต่นี่เรากำลังพูดถึงเวียดนาม และเมื่อเราพูดถึงสังคมนิยมเวียดนามเราจะขาดสหายโฮจิมินห์ไปไม่ได้!

โฮจิมินห์ได้ศึกษางานเขียนของมาร์กซ์ เลนิน และนักสังคมนิยมคนอื่นๆ อย่างกว้างขว้าง และนำแนวคิดเหล่านั้นมาต่อยอดเป็นแนวคิดสังคมนิยมในแบบเวียดนาม ด้วยเหตุนี้เองการทำความเข้าใจนิยามแนวคิดสังคมนิยมเฉพาะแบบเวียดนาม ตามแนวคิดของโฮจิมินห์จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ท่านได้กล่าวถึงสังคมนิยมไว้ว่า “กระผมจะอธิบายความหมายของมันเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ สังคมนิยมคือสังคมที่ยกระดับผู้คนทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเหล่าชนชั้นแรงงาน”

ท่านยังได้กล่าวอีกว่า การเปลี่ยนสังคมแบบเวียดนามให้ไปสู่สังคมนิยมนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และปัจจัยที่สำคัญคือการเปลี่ยนชนชั้นแรงงานให้เป็นนักสังคมนิยม (socialist people) ที่มีทั้ง อุดมการณ์ คุณค่า และวิถีชีวิตในแบบสังคมนิยม แนวคิดนี้เองคือหนึ่งในแนวคิดสำคัญบนเส้นทางการปฏิวัติเวียดนามของโฮจิมิน

ยุคหลังสงครามกับอเมริกา

ก็เหมือนที่คุณรู้กันดี เวียดนามชนะอเมริกาในปี 1975 และหลังจากที่อเมริกาถอนกำลังจากเวียดนาม อเมริกาก็ได้ห้ามไม่ให้ประเทศต่างๆ ค้าขายกับเวียดนาม ทำให้เวียดนามถึงกับฉิบหายในเวลานั้น

ช่วงสงครามเวียดนาม อเมริกาและประเทศพันธมิตรร่วมรบ “ได้ระดมทิ้งระเบิดใส่พวกเราจนต้องกลับไปใช้ชีวิตแบบยุคหิน” และในช่วงที่พวกเราได้อิสรภาพ อเมริกายังบังคับให้นานาประเทศหันหลังใส่เรา สหภาพโซเวียตคือประเทศเดียวในโลกที่พยามช่วยเราในตอนนั้น ด้วยการส่งอาหาร ปุ๋ย และการสนับสนุนอื่นๆ อีกมากมาย โซเวียตยังช่วยฝึกวิศวกรของเราด้วย เนื่องจากระบบการศึกษาของเวียดนามในช่วงนั้นเองได้ถูกทำลายจนไม่เหลือซาก เราแทบจะไม่เหลือโรงเรียนเลย ซึ่งพ่อของฉันเป็นหนึ่งในสองร้อยชาวเวียดนามผู้โชคดีที่ได้เป็นวิศวกร และได้โอกาสไปฝึกหัดในสหภาพโซเวียตระหว่างปี 1975 ถึง 1978

ฉันเคยสัมภาษณ์พ่อของฉันเกี่ยวกับประสบการณ์ของเขาบนช่องฉันด้วย

อย่างไรก็ตาม ฉันรู้ดีว่าหลายคนก็วิพากษ์วิจารณ์สหภาพโซเวียต ฉันเองก็มีข้อวิพากษ์วิจารณ์สหภาพโซเวียตด้วยเช่นกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสหาภาพโซเวียตก็เป็นประเทศมหาอำนาจเดียวที่ช่วยเราในขณะนั้นจนถึงช่วงยุค 1980 สิบปีหลังจากที่เราได้เอกราช เราจึงเริ่มสร้างสังคมคอมมิวนิสต์ที่สมบูรณ์แบบ 

พวกเราพยายามให้รัฐคอยกำกับกลุ่มธุรกิจทั้งหมด หลีกเลี่ยงการใช้เงินสด ณ ช่วงเวลานั้นแม่ของฉันมีอายุ 20 ปี เธอได้เล่าถึงวิถีชีวิตในช่วงนั้นไว้ว่า ผู้คนในหมู่บ้านของเธอทำงานร่วมกันและแบ่งปันทรัพยากรกันโดยไม่ได้รับค่าจ้าง แต่สิ่งที่เธอจะได้ก็คือแสตมป์ในทุกๆ เดือน ซึ่งเธอนำแสตมป์นี้เองไปใช้แลกอาหาร เสื้อผ้า ปุ๋ย และสิ่งจำเป็นอื่นๆ ในร้านสะดวกซื้อ

เธอได้พูดไว้ว่าทุกๆ คนต่างก็ยากจน แต่มันก็เป็นช่วงชีวิตที่ไม่มีความเครียดหรือความกังวล แถมยังสนุกอีกด้วย ในความเห็นของฉันแล้วระบบสังคมดังกล่าวคงสำเร็จได้ถ้าหากว่าเรามีทรัพยากรธรรมชาติที่เพียงพอ มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี และถ้าผู้คนได้เข้าถึงการศึกษาในระดับสูง และสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยคือ หากนานาประเทศยอมค้าขายกับเราเหมือนประเทศอื่นๆ แต่ก็น่าเศร้าว่าเวียดนามในตอนนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันบอก

จริงๆ แล้วสิ่งที่ประเทศเวียดนามได้เผชิญมาในช่วงทศวรรษ1970 และ 1980 นี่เอง เป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศเวียดนามตัดสินใจสร้างสังคมคอมมิวนิสต์แบบสมบูรณ์ด้วยตัวเอง ซึ่งในโลกที่มีการพึ่งพากันอย่างเป็นองค์รวมก็เหมือนว่าจะเป็นสิ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เนื่องด้วยเราแทบไม่มีทรัพยากรธรรมชาติหลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนเหลือง (agent orange สารเคมีที่ทางสหรัฐใช้ในช่วงสงครามเวียดนาม) กระจายตัวไปทั่วเวียดนามใต้ ซึ่งมันได้ทำลายอาหาร น้ำ และป่าไม้ รวมทั้งพืชผลของเราด้วย 

สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าที่ฉันพูดหมายถึงอะไร ฉันจะอธิบายให้ฟัง สหรัฐอเมริกาได้พ่นสารพิษจำนวนถึง 80 ล้านตันเข้าไปในประเทศเวียดนาม โดย 60% ของสารพิษคือฝนเหลือง ในจำนวนนี้ยังรวมถึงไดอ๊อกซิน (Dioxin) หนึ่งในสารพิษที่มีความอันตรายที่สุดเท่าที่มนุษยชาติเคยรู้จัก โดยคุณสามารถฆ่าคนจำนวน 8 ล้านคนได้ โดยใช้ไดอ๊อกซินแค่ 85 กรัมเท่านั้น

ในเวลาเดียวกันสหรัฐก็ ‘ระดมทิ้งระเบิดใส่พวกเราจนต้องกลับไปใช้ชีวิตแบบยุคหิน’ ซึ่งผลที่ตามมาก็คือเมืองต่างๆ ซึ่งรวมถึงบ้านเกิดของฉันด้วยที่ต้องมีการรื้อสร้างทุกสิ่งทุกอย่างใหม่ ซึ่งบ้านเกิดของฉันที่ทัญฮว้า (Thanh Hóa) สิ่งปลูกสร้างแทบจะทั้งหมดมีความใหม่มากเมื่อเทียบกับที่อื่นในเวียดนาม

ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่าบ้านเกิดของฉันถูกระเบิดของสหรัฐ จึงเป็นสาเหตุที่การสร้างสังคมคอมมิวนิสต์ที่สมบูรณ์เป็นสิ่งที่ยากลำบากภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว รัฐบาลของเราเองก็ยอมรับด้วยเช่นกันว่าในขณะนั้นพวกเขาอ่อนประสบการณ์ และรีบเกินไปในการสร้างสังคมที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นเรื่องที่เพ้อฝันเมื่อดูจากปัจจัยทางวัตถุของประเทศเรา

ยังไม่พอหลังจากสงครามกับสหรัฐจบลง เราก็ทำสงครามกับเขมรแดง ซึ่งเขมรแดงมีผู้นำที่โหดเหี้ยมชื่อ พลพต เขาสังหารชาวกัมพูชาและเวียดนามตลอดระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 1975 ถึง 1978 พลพตได้รุกราน ทรมาน และเข่นฆ่าชาวเวียดนามไปกว่าพันคนโดยไม่มีเหตุผล

ผู้นำเวียดนามต่างพยายามอย่างมากในการประนีประนอมโดยสันติ แต่กัมพูชาก็ปฏิเสธที่จะฟังในปี 1979 พลพตส่งทหารกว่า 190,000 คน บุกเข้ามายังเวียดนามใต้ ซึ่งเราไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องสู้กลับ ซึ่ง 6 ปีให้หลัง เขมรแดงก็ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ไทย และจีน

ในยุคแห่งความโหดร้ายของเขมรแดง ซึ่งคร่าชีวิตคนนับล้านทั้งชาวเขมรและเวียดนาม เวียดนามจากที่พึ่งน่วมมาจากสงครามกับอเมริกา ยังต้องส่งทหารกว่าพันคนเพื่อต่อสู้กับกองกำลังของพลพต

ในช่วงนั้นเองถือได้ว่าเป็นยุคมืดเลยก็ว่าได้และเวียดนามยังถูกปฏิบัติอย่างไร้เยื่อใย ซึ่งก็เป็นอีกครั้งที่เหล่าประเทศมหาอำนาจได้รวมตัวกันเพื่อที่จะเล่นงานเวียดนาม แต่กลับกลายเป็นว่าจริงๆ แล้วเวียดนามเป็นเพียงประเทศเดียวที่ช่วยกอบกู้กัมพูชาในช่วงนั้น

เป็นอะไรที่ตลกดีเหมือนกันที่ทั่วโลกต่างพากันลงโทษและปฏิบัติกับเวียดนามแย่ๆ เพราะว่าหลายประเทศอยากที่จะให้เขมรแดงชนะและให้เวียดนามแพ้ เพื่อที่จะไม่ให้สังคมคอมมิวนิสต์ที่สมบูรณ์แบบนั้นเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ดีเวียดนามเป็นฝ่ายชนะ ส่วนเขมรก็พ่ายแพ้ไปและผู้นำเขมรหลายคนยังขึ้นศาลโลกอีกด้วย

หากเล่าย่อๆ ในช่วงทศวรรษ 1980 ประเทศต่างๆ อย่า จีน ประเทศฝั่งตะวันตก และประเทศต่างๆ ในเอเชียใช้เหตุผลดังกล่าวในการโจมตีประเทศเวียดนาม พร้อมปิดกันการค้าไม่ให้ต่างประเทศค้าขายกับประเทศเวียดนาม ซึ่งถ้านั่นยังฟังดูไม่โหดร้ายพอ ฉันอยากจะเพิ่มเติมว่า หลังจากที่เราชนะพลพตในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ต่อมาในต้นทศวรรษ 1990 โซเวียตก็ดันล่มสลายไปเสียอย่างนั้น

กลับกลายเป็นว่าสหายหนึ่งเดียวของเรากลับไม่สามารถช่วยเราได้ ขนาดโซเวียตยังเอาตัวเองไม่รอดเลย 

เพื่อที่จะให้เรารอดพ้นภยันตรายจากอเมริกา เราจึงจำเป็นต้องปฏิรูปประเทศของเรา ซึ่งนำมาสู่การปฏิรูปโด๋ยเม้ย (Đổi Mới) ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ถึงแม้ว่าเราจะเอาชนะประเทศทุนนิยมได้ในสงคราม แต่ประเทศเหล่านั้นก็ยังต่อสู้กับเราผ่านสงครามการเงิน  และเนื่องจากเราไม่มีพันธมิตร มันก็เป็นเรื่องยากที่เราจะเอาชนะได้ แน่นอนสถาบันการเงินต่างๆ ทั่วโลก ยังตงสนับสนุนการต่อต้านสังคมนิยมแบบเวียดนามด้วย 

สถาบันทางการเงินอย่างธนาคารโลกซึ่งเป็นสถาบันจักรวรรดินิยมที่พยายามยัดเยียดความเป็นทุนนิยมใส่เหล่าประเทศที่ประกาศเอกราชจากเจ้าอาณานิคม แน่นอนพวกเขาให้การสนับสนุนทางด้านการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนา แต่มันก็มาพร้อมกับเงื่อนไขที่ว่าพวกเราต้องมีการผ่อนผันกฎระเบียบในตลาดและปล่อยให้นายทุนเข้ามายังประเทศกำลังพัฒนานั้น ๆ

เพื่อที่จะให้ประเทศอยู่รอด เราจึงเปลี่ยนระบบจากเศรษฐกิจเดิมที่พึ่งพาการเกษตรแบบครอบครัว เป็นการเปิดการค้าข้าวเสรีภายในประเทศ ลดงบประมาณในการบริหารประเทศที่ไม่จำเป็นลง เช่น ลดค่าใช้จ่ายในทางราชการ ทำลายข้อจำกัดในทางการค้า ที่สำคัญเลยคือการให้โควตาการค้าต่างประเทศแก่เอกชน ทำให้เอกชนสามารถทำการค้าขายกับต่างประเทศได้โดยตรง 

ซึ่งมันคือการที่ธนาคารโลกบีบให้รัฐบาลเวียดนามมอบอำนาจแก่บริษัทนายทุน โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติ หรือจะให้พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ พวกเขาพยายามเพิ่มอำนาจแก่ประเทศที่ร่ำรวยเพื่อครอบงำเวียดนามในแบบจักรวรรดินิยม ถ้าหากเวียดนามปฏิเสธแล้วล่ะก็ เวียดนามจะไม่ได้รับการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจใดๆ เลย ทำให้เวียดนามจำเป็นต้องทำทุกอย่างตามที่ธนาคารโลกบอก นั่นเพราะว่าพวกเราจนตรอกไม่มีทางเลือก 

พวกเขาบอกเราว่าเราต้องปรับปรุงโครงสร้างนโยบายสาธารณะ มันฟังดูดีไปเลยใช่ไหมล่ะ แน่นอนว่าทุกประเทศต้องมีการลงทุนกับนโยบายสาธารณะ แต่! ก็มาพร้อมข้อแม้ด้วย อยย่างเช่น

“แต่ในขณะเดียวกันนี้ ข้อกฎหมายอันเป็นการให้นักลงทุนต้องเสียประโยชน์ในกิจการใด ที่นักลงทุนหรือนักลงทุนต่างชาติได้ทำภายในประเทศ ข้อกฎหมายนั้นเป็นอันต้องยกเลิกไป”

เห็นแล้วใช่ไหมล่ะว่าทุนนิยมไม่ได้ให้อะไรฟรี ทุกอย่างจำเป็นต้องจ่าย นักลงทุนต่างชาติและพวกจักรวรรดินิยมมักจะได้ผลประโยชน์ที่ดีกว่า ไม่ใช่แค่นั้น  IMF  หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ยังมีการเสนอให้เวียดนามลดงบประมาณในส่วนการจัดการความเป็นอยู่ของประชาชน

ทั้งการลดงบประมาณค่าใช้จ่ายของรัฐบาล ลดเงินที่ใช้อุดหนุนเยียวยา ลดค่าแรง ลดบำนาญราชการ และลดการใช้จ่ายสาธารณะ

คนจำนวนมากทั่วโลกล้มตายก็เพราะกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดนี้และจากพวกกองทุนหน้าเลือด ในปี 2007  เราได้เป็นสมาชิกของ WTO  หรือองค์กรการค้าโลก ฟังดูเป็นก้าวสำคัญใช่ไหม แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่เราต้องทำในฐานะสมาชิกก็คือ เราต้องลดภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าที่มีความจำเป็น อย่างเช่น เครื่องจักร จักรยานยนต์ เหล้า เนื้อ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และอื่นๆ บางครั้งถึงกับลดภาษีลงเหลือศูนย์เปอร์เซ็นต์

ใน 5 นาทีแรกที่คุณได้อ่านบทความนี้ คุณคงจะรู้สึกว่ามันก็เป็นเรื่องดีนี่ เพราะว่าการนำเข้าก็คงจะถูกลงเช่นกันและผู้บริโภคก็คงจะมีตัวเลือกมากขึ้น กลไกแบบตลาดเสรีเจ๋งไปเลยใช่ไหมล่ะ

จริงๆ ไม่เลย ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ฉันจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพ การลดภาษีนำเข้าของรถอาจจะทำให้ราคารถถูกลงและคนสามารถซื้อรถได้มากขึ้น แต่จริงๆ แล้วโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเราไม่ได้ก้าวหน้าพอที่จะรองรับรถที่มีจำนวนมากขนาดนั้น การออกแบบถนนในเมืองฮานอยและเมืองโฮจิมินห์ซิตี้ก็ออกแบบมาเพื่อรถไม่กี่คันเท่านั้น ไม่ใช่เป็นหลักล้าน การที่รัฐบาลของเรากำหนดภาษีรถที่สูง จะทำให้การนำเข้ารถเหมาะสมกับโครงสร้างพื้นฐานของรัฐและเพื่อความสะดวกในการจัดการ 

การมีรถจำนวนมากในขณะที่เรายังมีโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เข้มแข็งพอ ทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ในเวียดนามโดยเฉพาะฮานอยและโฮจิมินห์ซิตี้ แต่เดิมเวียดนามมีระบบขนส่งสาธารณะที่ดีอยู่แล้ว เรายังเป็นประเทศที่ขับรถจักรยานยนต์กันเป็นส่วนใหญ่ และถนนในประเทศเราก็ออกแบบมาเพื่อจักรยานยนต์เป็นการเฉพาะ 

ถนนในเวียดนามมันไม่ได้กว้างพอให้รถเป็นพันคันมาเบียดกันในท้องถนน คงจะดีถ้ามีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน แต่นั่นก็ใช้เวลาและเงินทุน ซึ่งการเก็บภาษีรถในจำนวนมหาศาลของรัฐบาลเวียดนามก็เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน แต่เราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะจัดการหรือพัฒนาโครงสร้างเหล่านี้

ภาษีนำเข้าที่ถูกลงทำให้ผู้คนนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมากขึ้น ทำให้เกิดการขาดดุลทางการค้า ซึ่งนั่นหมายความว่าเศรษฐกิจของเราต้องพึ่งพาประเทศอื่นเป็นหลัก 

นี่คือองค์ประกอบสำคัญของจักรวรรดินิยม นั่นคือการบังคับให้เราส่งออกสินค้าไปทั่วโลกในราคาที่ถูกที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งในขณะเดียวกันก็บีบบังคับให้เราต้องพึ่งพาประเทศร่ำรวยอย่างประเทศทุนนิยม

ประเทศทุนนิยมเรียกสิ่งนี้ว่า “การแข่งขัน ” แต่พวกเขาก็ลืมไปที่จะบอกว่าการแข่งขันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของพวกเขาเอง ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 พวกเขารู้ว่าเราไม่สามารถมีสังคมคอมมิวนิสต์ที่สมบูรณ์ได้ภายใต้สถานการณ์แบบนี้

โครงสร้างพื้นฐานของเรายังไม่ได้รับการเยียวยานับแต่ภัยสงคราม ซึ่งไล่มาตั้งแต่สงครามกับฝรั่งเศส ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา กัมพูชา และการรุกรานจากจีนในปี 1979 ทั้งยังต้องอยู่ในสภาวะที่แร้นแค้นสุดๆ และเรายังอยู่โดยตัวคนเดียว เราไม่มีทรัพยากรในการสร้างสังคมที่เราต้องการขณะเดียวกันเราก็ไม่อยากอยู่ในสังคมทุนนิยม 

การปฏิรูปโด๋ยเม้ยจึงเป็นหนทางเดียวที่เราเลือกได้ในการต่อต้านทุนนิยม เราต้องเปลี่ยนสังคมไปสู่สังคมที่มีหลักการแบบสังคมนิยมโดยการปฏิรูปแบบทุนนิยม เราจะต้องอยู่อย่างทุนนิยมเสียบ้างเพื่อให้อยู่รอดและเพื่อให้ทั่วทั้งโลกยอมทำการค้ากับเรา

ความมั่นคงในแบบสังคมนิยม 

เวียดนามยังไม่ยอมแพ้กับเป้าหมายในการนำประเทศไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์ที่แท้จริง แต่เท่าที่อ่านมาคุณคงเข้าใจแล้วว่าการปฏิรูปโด๋ยเม้ยนั้นสำคัญอย่างไร ไม่ใช่เพราะว่าเรายอมก้มหัวต่อทุนนิยม แต่ถ้าหากเราไม่ทำในสิ่งที่ประเทศทุนนิยมบังคับ เวียดนามก็คงถูกทำลายไปแล้ว ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ว่าทำไมหลายคนจึงเห็นเวียดนามเป็นภาพผสมของสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ และทุนนิยม

เลนินได้เคยมองเห็นถึงสถานการณ์แบบนี้ไว้แล้ว และได้กล่าวถึงมันในหนังสือของเขาว่าการที่เราจะไปสู่เป้าหมายหรือสังคมคอมมิวนิสต์ เราต้องมีช่วงเปลี่ยนผ่านซึ่งเป็นช่วงที่เรียกว่าสังคมนิยม การปฏิรูปโด๋ยเม้ยจึงอยู่บนฐานของนโยบายเศรษฐกิจใหม่ของเลนินหรือที่เรียกว่า  NEP

แล้วก็ด้วยเหตุผลนี้เอง เราต้องปล่อยให้ทุนนิยมเข้ามาเพื่อให้เราอยู่รอด อ้างจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งเวียดนาม เรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์ มาร์กซ์เรียกช่วงเวลานี้ว่าช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน นี่จึงเป็นเหตุผลที่เวียดนามมีชื่อทางการว่า ‘สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม’ ซึ่งมันไม่ได้มาแค่ชื่อ

เราพยายามอย่างหนักเพื่อให้สังคมมีความเป็นสังคมนิยม รัฐบาลของเราเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่าได้ต่อสู้เพื่อสังคอมมิวนิสต์  อุดมการณ์หลักของชาติเวียดนามยังคงยึดถือตามแบบมาร์กซิสต์ เลนินนิสต์ และแนวคิดของโฮจิมินห์ แต่ที่ว่ามานั้นจริงๆ แล้วหมายความว่าอย่างไร

รัฐบาลเวียดนามมีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับทิศทางของสังคม 8 ประการ  ที่พรรคคอมมิวนิสต์เชื่อว่าหนทางนี้จะนำพาไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์ คือ

  1. ต้องมีเศรษฐกิจที่ทันสมัยและผู้คนที่มีการศึกษา รักษาทรัพยากรธรรมชาติและปกป้องสิ่งแวดล้อม
  2. พัฒนาระบบตลาดในปริทัศน์แบบเศรษฐกิจสังคมนิยม
  3. สร้างวัฒนธรรมของชาวเวียดนามที่ดีงาม ช่วยเหลือเกื้อกูล และเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม
  4. สร้างความเชื่อมั่นในสาธารณะ ประเทศชาติ และความสงบเรียบร้อยของสังคม 
  5. สร้างความสัมพันธ์กับต่างประเทศอย่างสงบสุข เป็นประชาธิปไตย และสมานฉันท์
  6. สร้างประชาธิปไตยแบบสังคมนิยมด้วยความเป็นหนึ่งเดียวของชาติ 
  7. สร้างรัฐบาลสังคมนิยมที่เป็นธรรมตามกฎหมายที่เหมาะสมกับประชาชนตามหลักมาร์กซิสต์ 
  8. สร้างพรรคคอมมิวนิสต์ที่สมบูรณ์และแข็งแรง 

เราสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสิ่งเหล่านี้ แต่ก็น่าเสียดาย เพราะเราเป็นประเทศกำลังพัฒนาซึ่งต้องใช้เวลาอย่างมากในการสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้น เป้าหมายของพวกเราคือบรรลุวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้ได้ภายในปี 2050 และหลังจากนั้น เราก็จะเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมแบบรัฐไร้ชนชั้นและเป็นสังคมคอมมิวนิสต์ 

นี่คือหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าเรากำลังต่อสู้เพื่อสังคมนิยม และนี่คือนโยบายสังคมนิยมที่ใช้ได้ในเวียดนาม เรามีการจัดการราคาของอาหารและเครื่องใช้ที่จำเป็นได้อย่างมีเสถียรภาพ

เรามีการรักษาพยาบาลและการศึกษาที่จับต้องได้  เรามีสหกรณ์กว่า 25,000 แห่งทั่วเวียดนาม ทั้งสหกรณ์การเกษตร สหกรณ์การขนส่ง และสหกรณ์ในบริษัทเล็กๆ 

ไร่นาในเวียดนามกว่า 50%  ถือครองเป็นแบบสหกรณ์ ด้วยจำนวนสมาชิกสหกรณ์ชาวนากว่าหกล้านคน ในส่วนของรัฐบาล รัฐถือครองความเป็นเจ้าของบริษัทประมาณ 700 แห่ง ซึ่งอยู่ในภาคการผลิตที่สำคัญเช่น อินเทอร์เน็ต ไฟฟ้า ประปา แก๊สหุงต้ม โยธา และอื่นๆ ที่สำคัญ นี่คือเหตุผลที่ทำไมสาธารณูปโภคอข่างเช่น อินเตอร์เน็ต ประปา ไฟฟ้า แก๊สหุงต้ม จึงมีราคาถูกในเวียดนาม

มีสิทธิประโยชน์มากมายหากคุณเข้าร่วมสหกรณ์ และรัฐบาลก็สนับสนุนการตั้งสหกรณ์ด้วย ประชาชนก็รวมกลุ่มเพื่อตั้งสหกรณ์ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการสร้างบริษัทขนส่งด้วยตัวเอง มันก็จะมีความยุ่งยากในการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจและเอกสารประกอบอื่นๆ มากมายตามมา ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก

แต่ถ้าหากคุณเข้าร่วมสหกรณ์การขนส่ง คุณจะได้รับการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ รัฐบาลจะเข้ามาช่วยจัดการงานด้านเอกสารต่างๆ ช่วยคุณในการบริหารการเงิน ให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ ฯลฯ  ซึ่งนั่นก็เป็นวิธีการที่รัฐบาลเชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมสหกรณ์ ด้วยการทำให้งานเอกสารนั้นเป็นเรื่องง่ายสำหรับสมาชิกสหกรณ์

อีกตัวอย่างหนึ่ง แม่ของฉันเธอเป็นชาวนาและเธอยังเข้าร่วมสหกรณ์ในหมู่บ้านของเธอด้วย ดังนั้นเองทุกครั้งที่มีโรคระบาดเกิดขึ้นกับผลผลิตของเธอ เธอจะได้รับคำแนะนำและข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการในการจัดการกับโรคเหล่านี้ และถ้าเธอไม่มีเงินพอที่จะซื้อปุ๋ยหรือเมล็ดพันธุ์เพื่อที่จะปลูกข้าว เธอก็สามารถไปยังสหกรณ์และขอเงินช่วยเหลือ และการเข้าร่วมสหกรณ์ยังทำให้เธอได้รับสิทธิประโยชน์จากนโยบายการรักษาเสถียรภาพของราคาข้าวที่ช่วยเหลือทั้งผู้บริโภคและชาวนาในเวียดนาม

ก่อนหน้านี้ในวีดีโอ “เวียดนามเป็นสังคมนิยมหรือไม่” ของฉัน  ฉันได้กล่าวถึงสิ่งที่โฮจิมินห์เชื่อว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการสร้างสังคมแบบสังคมนิยม มันคือการสร้างประชาชนที่มีความเป็นสังคมนิยมเพื่อสรรสร้างสังคม จนกระทั่งทุกวันนี้เวียดนามยังคงพยายามอย่างหนักในการพัฒนาคุณค่าแบบสังคมนิยมในสังคม ทุกโรงเรียนในเวียดนามมีการสอนแนวคิดมาร์กซิสต์  เลนินนิสต์ และแนวคิดของโฮจิมินห์ ทั้งในโรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยม หรือแม้กระทั่งในคณะบริหารธุรกิจ ทุกที่จะต้องมีการสอดแทรกแนวคิดทฤษฎีและปรัชญาแบบสังคมนิยมเอาไว้

ฉันศึกษาแนวคิดสังคมนิยมตั้งแต่ฉันอายุ 6 ขวบจนกระทั่งจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย การปูพื้นฐานแนวคิดสังคมนิยมเริ่มด้วยการสร้างเรื่องราวที่เล่าความหมายของสังคมนิยมให้เด็กๆ เข้าใจและพัฒนาต่อไปเป็นการศึกษาเรื่องอุดมการณ์แนวคิดมาร์กซิสต์  เลนินนิสต์ และโฮจิมินห์ ในมหาวิทยาลัยวิชาเหล่านี้เป็นวิชาที่สำคัญซึ่งจำเป็นต่อการศึกษาหากนักเรียนนักศึกษาต้องการจบการศึกษา

สิ่งนี้เองทำให้คนเวียดนามทุกคนถูกฝึกให้คิดในแบบมาร์กซิสต์  เลนินนิสต์ และโฮจิมินห์ ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมในสภาของเวียดนามถึงมีการยกเอาแนวคิดมาร์กซิสต์ เลนินนิสต์ และโฮจิมินห์ รวมทั้งโซเวียตขึ้นมาในทุกๆ การประชุม

ก็ใช่ เรามีผู้นำหัวทุนนิยมในเวียดนามอยู่บ้างในบางครั้ง แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้นำของเรามักจะเป็นหัวมาร์กซิสต์และเลนินนิสต์ สำหรับชาวเวียดนามแล้ว คุณค่าแบบสังคมนิยมถือว่าเป็นส่วนสำคัญในตัวเรามาตลอดระยะเวลากว่า 4,000 ปีในประวัติศาสตร์ของเวียดนาม 

ฉันพูดได้เลยว่าชาวเวียดนามมีความเป็นสังคมนิยมโดยธรรมชาติ เรามีรากของความเป็นสังคมนิยมในวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เราเป็นสังคมนิยมมาก่อนที่คำว่าสังคมนิยมจะถูกนิยามขึ้นเสียอีก ชาวเวียดนามมีความเป็นส่วนรวม (collectivist) เรามีวัฒนธรรมของการช่วยเหลือกันและกัน เห็นใจซึ่งกันและกัน และให้ประโยชน์ของกลุ่มมาก่อนใครคนใดคนหนึ่ง

เราชาวเวียดนามถูกสอนว่าความเห็นแก่ตัวและความเป็นปัจเจกคือสิ่งที่แย่ และเราต้องทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น โฮจิมินห์ ถึงขั้นมีคำพูดถึงเรื่องนี้ว่า

“ชาติ ประชาชน ปัจเจกชน อาจจะมีวันวานที่ดี แต่ในวันนี้ พวกเขาอาจจะไม่ถูกรักและเทิดทูน ถ้าหัวใจพวกเขาไม่บริสุทธิ์อีกต่อไป หรือถ้าพวกเขาตกอยู่ภายใต้ความเป็นปัจเจกนิยม”

ฉันเห็นด้วยกับโฮจิมินห์

แน่นอนฉันคิดว่าทุกคนควรจะมีเสรีภาพ และเราควรจะเลือกสิ่งต่างๆ ได้อย่างเสรี แสดงความเป็นตัวของตัวเองและใช้ชีวิตอยู่ตามแบบที่เราต้องการ ตราบเท่าที่เราไม่ได้ไประรานผู้อื่น แนวคิดว่าปัจเจกนิยมไม่ควรเป็นแนวคิดหลักในการจัดการสังคมมันเป็นสิ่งที่ชาวเวียดนามส่วนใหญ่เห็นพ้องตรงกัน

และนี่ก็เป็นคำพูดของโฮจิมินห์อีกอัน

“ความเป็นปัจเจกสนใจเพียงผลประโยชน์ส่วนตนไม่ว่าผลประโยชน์นั้นจะกระทบต่อสังคมแค่ไหนก็ตาม”

“ก็เหมือนกับคำว่าฉันรวยดังนั้นฉันไม่ต้องไปแคร์คนจน”

“ความเป็นปัจเจกทำให้คนขี้เกียจ มีการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น มีความเย่อหยิ่ง อิจฉาริษยา และการคอรัปชั่น”

“มันคือศัตรูตัวร้ายต่อการปฏิวัติในแบบสังคมนิยม”

ปัจเจกนิยมไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ มันถูกสร้างขึ้นมาในสังคมที่คนส่วนน้อยเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตซึ่งเป็นกลุ่มที่กุมอำนาจทั้งหมดในสังคม  ในสังคมที่ผู้คนทำให้คนอื่นเป็นทาส และในสังคมที่ผู้คนสนใจแต่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ต่อผู้อื่น 


กิจกรรมถามตอบ Q&A กับสหายนักปฏิวัติจากต่างแดนกับ “ลูน่า” โดย TUMS

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/Tumarxisms/photos/a.127128865638519/371790461172357/

การเข้ารหัสการสื่อสารสองทางช่วยเราสู้เผด็จการได้อย่างไร (End-to-end Encryption 101)

การเข้ารหัสการสื่อสารสองทางช่วยเราสู้เผด็จการได้อย่างไร (End-to-end Encryption 101)

ผู้เขียน Elle Armageddon
ผู้แปล sirisiri
บรรณาธิการ Editorial Team

หมายเหตุ บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่ Crimethinc.
บทแปลได้รับการสนับสนุนจากกองทุนก้าวหน้า โดย Common School

คำนำบรรณาธิการ

เทคโนโลยีการสื่อสารนั้นมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อขบวนการเคลื่อนไหวทั่วโลก แต่ฝ่ายผู้มีอำนาจก็ไม่ได้นิ่งเฉยที่จะปล่อยให้ผู้ชุมนุมประท้วงทำตามอำเภอใจ หน่วยข่าวกรองของประเทศต่างๆ ล้วนมีเทคโนโลยีที่จะสกัดกั้น ดักจับ หรือล้วงข้อมูลสำคัญของผู้ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองตลอดเวลา การใช้เทคโนโลยีจึงจำเป็นที่จะต้องรู้ทันปฏิบัติการเหล่านี้ และโต้กลับหรือต่อต้านด้วยวิธีที่ทำให้พวกเขาทำงานได้ยากขึ้น การเข้ารหัสแบบสองทาง (End-toend encryption) คือหนึ่งในระบบความปลอดภัยด้านการสื่อสารที่ทำให้รัฐบาลปวดหัวมานักต่อนัก (โดยเฉพาะพวกชอบเสือกชีวิตชาวบ้านอย่างหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ) บทความนี้จะพาเราไปรู้จักว่า E2EE มีประโยชน์อย่างไร มีข้อจำกัดอะไรบ้าง และเราควรใช้มันในการสื่อสารเพื่อการเคลื่อไหวทางการเมืองหรือไม่


End-to-End Encryption (E2EE) 101

จริงหรือไม่ที่การเปิดเผยของ Vault 7 (โครงการล้วงข้อมูลระดับชาติที่พัฒนาโดย CIA) หมายความถึงความล้มเหลวของการเข้ารหัสแบบ E2EE

หลังจากปี 2013 Edward Snowden ได้เปิดเปิดโปงให้โลกรับรู้ถึงหน่วยข่าวกรองด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ซึ่งได้ทำการสอดส่องและจดบันทึก ข้อความแชต การสนทนาผ่านโทรศัพท์ และอีเมล ไม่กี่ปีต่อมาเหตุการณ์ดังกล่าวได้กระตุ้นให้เกิดการหันมาใช้ระบบการเข้ารหัสข้อความโดยผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่นเครือข่ายการสื่อสารอีเล็กทรอนิกส์ (เช่น Facebook, Line) คุณคงเคยได้ยินชื่อ end-to-end encryption หรือ “E2EE” มาบ้าง ซึ่งก็มีความหมายตรงตัว การเข้ารหัสระหว่างจุดสิ้นสุด กับ จุดสิ้นสุด (end point หรือ จุดสิ้นสุด หมายถึง จุดสิ้นสุดของวงจรฮาร์ดแวร์ ในที่นี้มักจะหมายถึง มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือเครื่องของผู้ส่งสาร ไปสู่เครื่องของผู้รับสาร) แท้จริงแล้วกระบวนการนี้มันช่วยประกันความปลอดภัยแง่ความเป็นส่วนตัวของคุณจากรัฐได้แค่ไหน

ตั้งแต่การเข้ารับตำแหน่งของทรัมป์ กรมศุลกากรอเมริกา (US customs and border protection หรือ CBP) ได้เดินหน้านโยบายที่ถือเป็นการคุกคามความเป็นส่วนตัวของผู้เดินทางอย่างจริงจัง นั่นก็คือนโยบายที่ทั้งคนนอก และประชาชนของอเมริกาเองจะต้องปลดล็อกเครื่องมือสื่อสารของตน ทั้งมือถือ และโน้ตบุ๊กเพื่อรับการตรวจสอบโดยศุลกากร พวกเขาจะเรียกร้องการปลดล็อกเท่าที่ต้องการ หรืออาจถึงขั้นขอให้แสดงรหัสผ่านส่วนตัวเพื่อตรวจสอบ หากไม่ให้ความร่วมมือจะถูกปฎิเสธการเดินทางเข้าประเทศโดยสิ้นเชิง

Basic E2EE (source: geeksforgeeks.org)

วันที่ 7 มีนาคม 2017 ที่ผ่านมา Wikileak ได้เผยแพร่ขุมทรัพย์ลับของ CIA ทั้งเอกสารและบันทึกแนวทางการล้วงข้อมูล จุดอ่อน-จุดแข็ง ของวิธีการต่างๆ ที่ CIA ใช้งบประมาณลับผลักดันขึ้นมาให้เป็นรูปเป็นร่าง เมื่อการเปิดโปงครั้งนี้แพร่ออกไป ไม่ใช่แค่เพียง CIA อีกต่อไปที่จะรู้จุดอ่อน-จุดแข็ง ของแต่ละแนวทางการล้วงข้อมูลซึ่งถูกเข้ารหัสผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ เช่น Signal, WhatsApp ส่วนใหญ่แล้ว CIA มุ่งเป้าไปที่การเข้าถึงข้อมูลโดยตรงผ่านอุปกรณ์แอนดรอยด์ส่วนบุคคล

อย่างไรก็ดีการเปิดโปงครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า กระบวนเข้ารหัสการสื่อสารด้วยระบบ E2EE ทำให้การดักฟัง หรือการสอดส่องนั้นทำได้ยากขึ้นจริงๆ ดังนั้นการใช้ E2EE จึงยังมีความสำคัญอยู่

มีรายงานจำนวนมากกล่าวว่า โครงการ Vault 7 สามารถเจาะระบบเข้ารหัสของแอปพลิเคชั่น Signal ได้สำเร็จ ซึ่งแท้จริงแล้วก็เจาะได้แค่ขั้นตอนอุปกรณ์ของผู้รับสาร (อาจหมายความว่าไม่ได้เจาะระบบเข้ารหัสสำเร็จ แต่เป็นการเข้าถึงข้อมูลจากการปลดล็อกของผู้ใช้เอง) ในจุดนี้เราไม่มีเหตุให้เชื่อได้ว่า การเข้ารหัสนั้นไร้ประสิทธิผล

ข้อจำกัด ของการสอดส่องข้อมูลโดยตรง

ก่อนอื่นข้อความที่เราได้อ่านกันในช่องแชตนั้นเป็นข้อความทั่วไป นั่นหมายความว่าข้อความได้ถูกถอดรหัสแล้ว ด้วยการเข้ารหัสแบบ end-to-end จุดที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายที่สุดตลอดการเดินทางของข้อมูลคือ คุณและอุปกรณ์สื่อสารของคุณ หรือในทางกลับกันก็คือ คู่สนทนาของคุณและอุปกรณ์สื่อสารของเขา หมายความว่าใครก็ตามที่สามารถ ปลดล็อก/เข้าถึง อุปกรณ์สื่อสารของคุณหรือของคู่สนทนาของคุณ ย่อมสามารถอ่านข้อความเหล่านั้นได้โดยตรง ตำรวจนอกเครื่องแบบอาจแอบอ่านข้อความของคุณจากการแอบมองหน้าจอของผู้รับสารที่ไม่ทันระวังตัว หรืออาจยึดไปและเจาะเข้ารหัสผ่านเฉพาะของตัวเครื่องเพื่อเปิดดู ถ้าเป็นกรณีอย่างนี้คุณก็ควรจะรอบคอบเป็นพิเศษหากคิดจะส่งข้อความอะไรที่ไม่อยากให้คนเหล่านั้นรับรู้ด้วย

ข้อจำกัดของการสอดแนมระดับบุคคล

หากคุณไม่สามารถแน่ใจได้ว่าผู้รับสารจะปลอดภัยจากการสอดแนม คุณควรคาดเดาไว้เลยว่าข้อความใดๆ ที่ถูกส่งถึงผู้รับ พวกที่ต้องการล้วงข้อมูลก็จะเห็นมันได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามการสอดแนมอย่างเฉพาะเจาะจงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ วิธีการหลักๆ จะเป็นการใช้มัลแวร์ที่ส่งเข้ายังอุปกรณ์สื่อสารของเป้าหมายเพื่อส่งกลับข้อความใดๆ ที่เข้า/ออก ผ่านเครื่องมือนั้น วิธีนี้สามารถฝ่าการป้องกันของ E2EE เข้ามาได้ ดังนั้น เมื่อเราไม่สามารถทราบได้ว่าในบุคคลที่เราติดต่อมีใครตกเป็นเป้าของการโจมตีประเภทนี้หรือไม่ เราจึงควร “หลีกเลี่ยงการสื่อสาร” หรือ  “ส่งข้อความที่มีความอ่อนไหวอย่างมาก”ผ่านระบบดิจิทัล แม้ว่าการคุกคามประเภทนี้จะหาได้ค่อนข้างยาก แต่คุณก็ไม่ควรเสี่ยง!

ข้อจำกัดของ Metadata

อย่างที่สาม E2EE ไม่ได้ปกป้อง metadata (รายละเอียดของข้อมูล เช่น เวลาที่ส่ง ขนาด ตำแหน่งที่ส่งและรับข้อความ) ของคุณ แน่นอนว่าขึ้นอยู่กับกระบวนการของการส่งข้อมูลของอุปกรณ์สื่อสาร สิ่งที่ถูกบันทึกจะยังคงแสดงเวลาและขนาดของสาร ทั้งผู้รับและของผู้ส่ง นั่นอาจรวมถึงตำแหน่งที่อยู่ของคู่สนทนาในเวลาต่างๆ ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงพอที่จะจับใครเข้าคุกได้ง่ายๆ แต่มันสามารถบอกความสอดคล้องที่เกิดขึ้นระหว่างการสื่อสารของคู่สื่อสาร เช่นเบาะแสการปรากฏตัวในที่เกิดเหตุ และรูปแบบจังหวะความถี่ของการสื่อสารที่เกิดขึ้น เมื่อนำมาพิจารณาเข้าด้วยกันก็สามารถนำไปสู่การติดตามผ่านเครือข่ายกล้องวงจรปิดได้อย่างง่ายดาย

แล้วไงต่อล่ะ ?

หากว่า E2EE ไม่ได้ช่วยป้องกันการล้วงข้อมูลได้อย่างสมบูรณ์แบบ แถมยังปล่อยรายละเอียดของการสื่อสารอย่าง metadata ได้ แล้วทำไมเราจึงยังต้องการมันอีกเล่า!

อย่างหนึ่งที่การเข้ารหัสการันตีให้เราได้ก็คือ หากผู้มีอำนาจเหล่านั้นไม่สามารถเข้าถึงเครื่องมือสื่อสารของผู้รับหรือผู้ส่งได้ นั่นแปลว่าเขาสามารถขอตัวอย่างข้อความที่ถูกเข้ารหัสจากผู้ให้บริการอย่างเช่น Facebook ได้ อีกทั้งมันยังต้องการเครื่องมือและเวลามากทีเดียวที่จะถอดรหัสให้กลายเป็นข้อความต้นทางที่เราส่งไป ซึ่งในประเทศอเมริกา โจทก์มีสิทธิ์ที่เรียกว่า Speedy trial1right to a speedy trial คือ สิทธิที่จะได้รับการไต่สวนอย่างรวดเร็วหลังจากที่ถูกจับกุมแล้ว ซึ่งระยะเวลาที่จะใช้รูปแบบการไต่สวนลักษณะนี้อาจอยู่ในช่วงเวลามาตรฐานราว 70 วัน หรือมากกว่า ซึ่งหมายถึงการเข้ารับการไต่สวนภายในเวลาจำกัดเพื่อไม่ให้รบกวนเวลาของผู้เกี่ยวข้องมากเกินไป แต่ก็อาจจะกลายเป็นกลยุทธ์ในการสู้คดีได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งทำให้หลักฐานดังกล่าวไม่สามารถถูกถอดรหัสได้ทันเวลา

การสอดส่องระดับมวลชน

E2EE ทำให้การดักจับข้อมูลของหน่วยงานความมั่นคงของรัฐและหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายต่างๆ นั้นมีความยุ่งยากขึ้น เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ระหว่างทาง เช่น ต่อให้มีการขอข้อมูลจากผู้ให้บริการโดยตรง แต่ก็ยังต้องใช้ทรัพยากรที่มากเกินควรอยู่ดีเพื่อปลดการเข้ารหัสเหล่านั้นออก ทำให้วิธีการนี้มักจะไม่คุ้มค่ากับที่ลงทุนไป เพราะขาดความแม่นยำของข้อมูลที่ต้องการอยู่ดี

Stingray Cellphone Spying (source: sandiegouniontribune.com)

Stingrays

“Defending Our Nation. Securing the Future/

ปกป้องชาติ รับประกันอนาคต”

คำขวัญของหน่วยงาน NSA

National Security Agency  หรือ NSA คือ หน่วยข่าวกรองทางทหารระดับนานาชาติซึ่งดำเนินการภายใต้จุดมุ่งหมายทางข้อมูลข่าวสารของสหรัฐ เพื่อรวบรวมข้อมูลจากทั่วโลกในเชิงรุก เป็นหน่วยงานภายใต้การนำของ Director of National Intelligence หรือ DNI อีกต่อหนึ่ง (ผู้แปล)

NSA มักจะใช้กระบวนการสอดส่องข่าวสารผ่านระบบ IMSI หรือ Stingrays ซึ่งแฝงตัวอยู่ในระบบสื่อสาร โดยเฉพาะอุปกรณ์โทรศัพท์ เพื่อดึงข้อมูลโดยตรงจากเครือข่ายมือถือ ซึ่งก็สามารถเข้าถึงข้อมูลในเครื่องของคุณได้ แต่ด้วยระบบ E2EE สิ่งที่องค์กรเหล่านี้สามารถช่วงชิงไปได้ก็ยังเป็นเพียงข้อความที่ถูกเข้ารหัสและจำต้องใช้เวลาอย่างสิ้นเปลืองเพื่อที่จะแก้รหัสออกให้เป็นข้อความต้นฉบับ

การเข้ารหัสทั้งระบบ

ทุกวันนี้กูเกิลมีมาตรการให้อุปกรณ์มือถือแอนดรอยด์ต้องเข้ารหัสขั้นพื้นฐาน ซึ่งเราพบเจอได้ในระบบมือถือของเราที่เรียกว่า Full-disk encryption โดยรวมแล้วหมายความว่ากระบวนการเก็บข้อมูลในอุปกรณ์มือถือเหล่านั้นจะถูกเข้ารหัสก่อนถูกเก็บเข้าหน่วยความจำถาวร และจะต้องถอดรหัสเมื่อถูกเรียกใช้ ซึ่งจะช่วยปกป้องข้อมูลจากมัลแวร์ที่ทำหน้าที่เจาะข้อมูล สิ่งที่มัลแวร์เหล่านี้จะนำออกไปได้ก็มีแค่เพียงข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสแล้วเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม E2EE ไม่ใช่โล่มนตราที่จะปกป้องคุณจากการคุกคามด้านข้อมูลและความเป็นส่วนตัวจากรัฐในระดับปัจเจกได้อย่างสมบูรณ์ แต่ข้อมูลจาก Vault 7 ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่ามันสร้างความยุ่งยากแก่องค์กรต่างๆ ของรัฐได้อย่างมากทีเดียว ซึ่งอย่างน้อยมันก็ช่วยลดหนทางในการจู่โจมของพวกเขา ไปจนถึงเป็นการเพิ่มแรงจูงใจให้พวกเขาหลีกเลี่ยงการโจมตีในหลายๆ ประเภทที่จะกลับกลายเป็นความเปล่าประโยชน์ของพวกเขาเองในที่สุด

 

การยืนหยัดต่อต้านเหมืองถ่านหินของชาวอะบอริจินในออสเตรเลีย

การยืนหยัดต่อต้านเหมืองถ่านหินของชาวอะบอริจินในออสเตรเลีย

ผู้เขียน Andy Paine
ผู้แปล Kunlanat Jirawong-aram
บรรณาธิการ Editorial Team

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกที่ Jacobin
บทแปลชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนก้าวหน้า โดย Common School


อะบอริจินเผ่าวันกัน (Aboriginal Wangan) และจากาลิงกู (Jagalingou) ยืนหยัดต่อต้านเหมืองถ่านหินในออสเตรเลีย

บริษัทอดานี (Adani) เดินหน้าผลักดันโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีความขัดแย้งและมีขนาดใหญ่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยอยู่ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลีย การที่อะบอริจินเผ่าวันกันและจากาลิงกูต่อต้านโครงการนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความเด็ดเดี่ยวและสร้างสรรค์ ที่เราจำเป็นที่จะต้องมีเพื่อความยุติธรรมของชนพื้นเมืองและสภาพภูมิอากาศ

ชาววันกันและจากาลิงกูเป็นอะบอริจิน (ชนพื้นเมืองออสเตรเลีย) จากตอนกลางของรัฐควีนส์แลนด์ พื้นที่ของพวกเขาเป็นส่วนที่แห้งแล้งและมีฝุ่นเต็มไปหมด ตั้งอยู่ห่างไกลจากเมือง แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าแหล่งน้ำพุ Doongmabulla นั้นป้อนน้ำให้ไหลไปสู่แม่น้ำ Carmichael และ Belyando ที่อยู่ในพื้นที่

Adrian Burragubba (sorce: wanganjagalingou.com.au)

แหล่งน้ำพุนี้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับพวกเขา “ที่นี่เป็นแหล่งน้ำแห่งเดียวในประเทศของเรา เป็นแหล่งน้ำนิรันดร์ที่มีชีวิตและให้ชีวิต” เอเดรียน เบอร์รากับบา (Adrian Burragubba) นักเคลื่อนไหวสิทธิที่ดินอะบอริจินชาววันกัน กล่าว “ฉะนั้นแล้วมันจำเป็นที่จะต้องมีการปกป้องสถานที่แห่งนี้ เพราะว่ามันคือฝัน คืออดีต ปัจจุบัน อนาคตของพวกเรา”

บริษัท-อดานีต้องการสร้างเหมืองถ่านหินคาร์ไมเคิลในดินแดนของวันกันและจากาลิงกู นี่คือโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ใหญ่ที่สุดและมีข้อพิพาทมากที่สุดอีกโครงการหนึ่งของโลก ประเมินกันว่าจะสามารถส่งออกถ่านหิน 2.7 พันล้านตันได้ภายในระยะเวลา 67 ปี ซึ่งจะก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกมากถึง 4.7 พันล้านตัน

ในปี 2019 บริษัทอดานีฟ้องให้เบอร์รากับบาต้องเผชิญกับสถานะล้มละลาย ส่งผลให้โครงการต่อต้านเหมืองถ่านหินของเขาต้องกลายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้สู้เพียงลำพัง คนอื่นๆ ทั้งลูกของเขา พร้อมทั้งโคเอดี้ แม็กอะวอย (Coedie McAvoy) ก็ร่วมต่อต้านเหมืองถ่านหินนรกนี่ด้วยเช่นกัน แม็กอะวอยให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ Jacobin ว่า อดานีปฏิบัติต่อชาววันกันและจากาลิงกูอย่างไรในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา และพวกเขาได้ทำการตอบโต้กลับไปอย่างไรบ้าง

ปกป้องผืนดิน

หากมีการเปิดเหมืองแห่งใหม่ของอดานีซึ่งเชื่อมกับลุ่มแม่น้ำกาลิลี ก็จะเกิดเหมืองใหม่ๆ ตามมาอีกในอนาคต เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้นก็ทำให้เกิดแนวโน้มที่แนวปะการัง Great Barrier Reef จะฟอกขาว สถานีถ่านหินแห่งสุดท้ายของ Abbot Point ที่อดานีจะส่งออกถ่านหินไปนั้นตั้งอยู่ห่างจากแนวปะการังนี้แค่ชายฝั่งกั้นเท่านั้น หน่วยงาน IPCC เตือนว่า หากเราต้องการที่จะหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีอยู่ต้องอยู่ใต้ดินต่อไป ด้วยเหตุผลนี้ นักสิ่งแวดล้อมจึงต่อต้านเหมืองมาเป็นเวลาหลายปี

ผลกระทบจากเหมืองส่งผลโดยตรงกับผืนดินของชาววันกันและจากาลิงกู พวกเขาเห็นหลุมเปิดขนาดมหึมาว่าเป็น “ของเสื่อม” (desecration) ต่อผืนดิน เหมืองนี้ใช้น้ำปริมาณมหาศาลกว่า 12500 ล้านลิตรต่อปี ยังไม่นับว่ามันดูดอะไรออกมาจากหลุมอีก ระบบน้ำที่เปราะบางในพื้นที่และแหล่งน้ำพุ Doongmabulla จึงได้รับผลกระทบโดยตรง

แม็กอะวอยเล่าว่าชาววันกันและจากาลิงกูปฎิเสธการรุกคืบครั้งแรกๆ ของอดานี

อดานีได้เข้ามาทาบทามพวกเราครั้งแรกเมื่อปี 2012 เพื่อลงนามในข้อตกลงการใช้ประโยชน์ดินแดนชนพื้นเมือง (Indigenous Land Use Agreement (ILUA) พวกเราปฏิเสธข้อเสนอ พวกเขาจึงต้องกลับไปร่างแผนการนั้นมาใหม่ จนกระทั่งปี 2014 อดานีกลับมาและจัดแจงการประชุมเพื่อประสงค์ให้ข้อตกลงนั้นผ่าน แต่แน่นอนว่า พวกเราก็ได้ปฏิเสธข้อเสนอเหล่านั้นกลับไปอีกครั้งอยู่ดี

ถึงอย่างนั้นอดานีก็ไม่ยอมลดละ แม็กอะวอยกล่าวว่า “หลังปี 2014 อดานีก็ใช้กลยุทธ์รุกคืบ คือการจ่ายเงินให้คนบางคนในกลุ่มของพวกเรา ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อหวังให้ผลการโหวตข้อเสนอเป็นที่น่าพึงพอใจสำหรับพวกเขา แน่นอนว่าทำให้กลุ่มก้อนของเราแตกแยกและเกิดการพิพาทภายใน”

ผลโหวตการประชุมเดือนเมษายน 2016 ให้เหมืองชนะขาดลอยด้วยเสียง 294 ต่อ 1 เสียง แต่ว่าความชอบธรรมของการประชุมครั้งนั้นยังคงเป็นที่ถกเถียงกันไม่จบสิ้น สภาครอบครัววันกันและจากาลิงกูได้ต่อสู้ในศาลกว่าสามครั้งและพ่ายแพ้ไปในที่สุด

เมื่อทางเลือกในการต่อสู้บนชั้นศาลหมดหนทาง สภาครอบครัววันกันและจากาลิงกูยังคงโต้แย้งผลที่ออกมา เขาบอกว่าคนที่ออกเสียงโหวตในที่ประชุมไม่ใช่ชาววันกันและชาวจากาลิงกูด้วยซ้ำ พวกเขาถูกจ้างมาให้เต็มที่นั่งและโหวตสนับสนุนข้อเสนอของอดานี

หลายคนในที่ประชุมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นในที่ประชุมบ้าง  เขาเห็นว่าผู้จัดประชุมได้เงินตามจำนวนคนที่พวกเขาไปหามาให้ออกเสียง แม็กอะวอยอธิบายว่าผู้จัดประชุมได้รับเงินตามจำนวนคนที่เขาหามาเข้าร่วมได้ และคนเหล่านั้นก็ได้รับคำสั่งว่าจะต้องโหวตอย่างไร การตัดสินใจในที่ประชุมไม่ได้เป็นไปตามฉันทานุมัติจากการรับรู้และบอกแจ้งล่วงหน้า

แม้ว่าครอบครัวของเขาจะเป็นครอบครัวที่ผู้คนมากหน้าหลายตารู้จัก อีกทั้งยังมีส่วนร่วมมากที่สุดในหมู่ชาววันกันและจากาลิงกู แต่พวกเขากลับไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนั้น  แม็กอะวอยพูดไว้ว่า “ผมไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป ครอบครัวของผมจึงบอยคอตการประชุม และแน่นอนว่าพวกเราได้ฟาดฟันกับการประชุมลวงโลกนั่นนับแต่นั้นมา”

กรรมสิทธิ์ชนพื้นเมือง

สมาชิกชาววันกันและจากาลิงกูต้องเผชิญความทุกข์ยากจากการต่อสู้ผ่านสื่อและในศาลกับบริษัทอดานีเป็นเวลาหลายปี พ่อของแม็กอะวอยก็คือผู้ต่อต้านเหมืองคนหนึ่งที่คนรู้จักกันดี เขาเล่าว่า

นับเป็นเวลาหกปีแล้วที่ครอบครัวเราร้อนรุ่มใจอย่างมากกับเรื่องนี้ พ่อโดนมุ่งเป้าจากหน้าสื่อหลายครั้ง ในสามปีที่เขาต่อสู้กับอดานี เขาได้เสียพี่น้องถึงสองคนพร้อมๆ กับการเสียลูกชายไปอีกหนึ่งคน สิ่งเหล่านี้ทำเอาพวกเราเสียหลักและสาหัสเอาการ นั่นคือสิ่งที่ทำให้พ่อต้องถอยกลับไปตั้งหลักและฟื้นฟูตัวเองอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ที่เรายังมีกำลังใจสู้ต่อ เพราะพวกเราเข้มแข็ง และยังเชื่อมั่นในความยุติธรรมกับความถูกต้อง

ในขณะเดียวกัน ความแตกแยกภายในพื้นที่ของวันกันและจากาลิงกูเองก็เห็นได้ทั่วไปภายใต้กฎหมายข้อพิพาทของชนพื้นเมือง กฎหมายนี้ให้สิทธิอันจำกัดต่อชนพื้นเมืองในเรื่องที่ดิน พวกเขาต้องตกอยู่ภายใต้ภาระหนักหน่วงของการพิสูจน์หลักฐานและกระบวนการกฎหมายที่มักไม่เสร็จสิ้นเสียที แม้ผู้ยื่นเรื่องซึ่งเป็นเจ้าของเดิมจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม แม็กอะวอยบอกว่า

ระบบกรรมสิทธิ์ชนพื้นเมืองก็ทำในสิ่งที่มันควรทำ มันถูกออกแบบมาเพื่อแบ่งแยกและเอาชนะ (divide and conquer) เพื่อดึงผู้คนออกจากการต่อต้านเหมือง แบ่งแยกพวกเขา และเชิดชูเจ้าของเดิมที่ยอมจำนน มันถูกออกแบบมาเพื่อบริษัทเหมือง ไม่ใช่ชาวอะบอริจิน แม้ในยามที่คุณมีกรรมสิทธิ์ชนพื้นเมือง คุณก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี สิทธิ์ที่คุณมีก็ได้แค่ตั้งแคมป์และออกล่าในพื้นที่ของคุณโดยได้รับอนุญาตจากพวกชนบทนิยม (patoralist)

การต่อสู้เรื่องเหมืองคาร์ไมเคิลของอดานีเป็นการต่อสู้เรื่องสิทธิที่ดินอันเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดในออสเตรเลียเมื่อไม่กี่ปีมานี้ แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 20 ปีแล้วที่ชาววันกันและจากาลิงกูได้รับกรรมสิทธิ์ชนพื้นเมือง ปัญหานี้ก็ยังไม่ถูกแก้ไข การที่อดานีเสนอให้สร้างเหมืองก็มีส่วนทำให้เกิดปัญหานี้เช่นกัน

source: koorihistory.com

รัฐบาลพยายามเข้าแทรกแซงประเด็นนี้หลายครั้ง เดือนพฤษภาคม ปี 2017 อธิบดีกรมอัยการ จอร์จ แบรนดีส์ (George Brandis) ภายใต้การสนับสนุนของพรรคแรงงาน ทำการปรับแก้ พรบ. กรรมสิทธิ์ชนพื้นเมือง (Native Title Act) หลังศาลสหพันธรัฐยกเลิกข้อตกลงระหว่างรัฐบาลออสเตรเลียตะวันตกและเจ้าของเดิม ในฐานที่ตัวแทนทุกคนของกลุ่มหรือเผ่าชนพื้นเมืองที่เกี่ยวข้องไม่ได้ลงนาม

เหล่าแนวร่วมมองว่าการตัดสินใจครั้งนั้นเบิกทางให้ชาววันกันและจากาลิงกูสามารถฟ้องร้องต่อต้านข้อตกลง ILUA ของอดานี เนื่องจากแบรนดีส์ช่วยบุกเบิกการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้บริษัทเหมืองและบริษัทอื่นๆ สามารถสร้างข้อตกลง ILUA ได้ง่ายขึ้นด้วยเสียงโหวตส่วนใหญ่ ซึ่งกีดกันผู้แทนชนพื้นเมืองที่ไม่เห็นด้วยออกไป อีกทั้งแบรนดีส์ยังสนับสนุนให้ผู้พิพากษาเลื่อนการพิจารณาคดีของชาววันกันและจากาลิงกูที่มีต่ออดานีออกไป จนกว่าพวกเขาจะเปลี่ยนข้อกฎหมายได้

หลังจากนั้น รัฐบาลควีนส์แลนด์ได้เพิกถอนสถานะชนพื้นเมืองของวันกันและจากาลิงกูเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2019 ในพื้นที่ที่ให้อดานีเช่า ถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์ระบบกรรมสิทธิ์ชนพื้นเมืองที่ไม่เคยมีมาก่อน

“ยืนหยัดบนผืนดินของเรา”

ปี 2019 ชาววันกันและจากาลิงกูพ่ายแพ้การร้องอุทธรณ์ครั้งที่สามต่อศาลสหพันธรัฐ อดานีจึงเริ่มกระบวนการขอให้เบอร์รากับบาล้มละลาย แต่แม็กอะวอยก็ยืนกรานว่าผลกระทบทางข้อกฎหมายไม่มีทางทำให้ครอบครัวเขาเปลี่ยนทิศทางการต่อต้านอดานี:

ชาววันกันและจากาลิงกูไม่ได้ต่อต้านผ่านการขึ้นศาลเท่านั้น ศาลเป็นระบบตะวันตกที่ไม่เคยคำนึงถึงวัฒนธรรมและกฎของพวกเรา… ศาลเต็มไปด้วยกลโกงเพราะนักการเมืองสามารถเบี่ยงเบนคำตัดสินของผู้พิพากษาอย่างไรก็ได้

สมาชิกสภาครอบครัวหลายคนออกเดินทางรอบโลกในปี 2015 เพื่อพบปะกับสถาบันการเงินขนาดใหญ่และพยายามเปลี่ยนใจพวกเขาไม่ให้สนับสนุนโครงการที่ไม่ได้รับการอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่ การกดดันครั้งนี้ผนวกกับการประเมินความผันผวนทางเศรษฐกิจของเหมืองทำให้อดานีไม่สามารถค้ำจุนเหมืองคาร์ไมเคิลไว้ได้

อย่างไรก็ดี อดานีก็ยังเดินหน้าทำเหมืองต่อด้วยทุนตัวเอง ลดขนาดโครงการลง ขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านจึงต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ในเมื่อยังมีใบอนุญาตทำเหมืองและการก่อสร้างกำลังดำเนินการอยู่

เดือนกันยายนปี 2019 แม็กอะวอยตั้งแคมป์ในที่ที่อดานีเช่าไว้เพื่อเตรียมตัวเต้นระบำ corroboree อดานีถือครองที่ดินในฐานะที่ดินเช่าเพื่อการปศุสัตว์ ซึ่งในกฎหมายออสเตรเลียหมายความว่าต้องแบ่งปันพื้นที่นี้ให้กับผู้ทำมาหากินและผู้ถือสถานะชนพื้นเมืองคนอื่นๆ

source: stopadani.com

การตั้งแคมป์สองครั้งแรกของแม็กอะวอยนั้นเป็นแค่ระยะเวลาสั้นๆ และโดดเดี่ยว แต่เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เขาก็กลับมาพร้อมกลุ่มเจ้าของที่ดินเดิม ซึ่งเป็นชาววันกันและจากาลิงกู รวมถึงชาวอะบอริจินคนอื่นและผู้สนับสนุน เพื่อขวางทางคนงานของอดานีตรงถนนแคบๆ ที่เป็นทางเดินปศุสัตว์ และจุดไฟพิธีกรรมขึ้น กว่าสี่วันที่พวกเขาอยู่ที่นั่นตรงทางเดินของวัวควาย เพื่อปิดทางไปทำงานของคนงานอดานี การปิดถนนนี้ไม่ง่าย แม็กอะวอยเล่าว่า

มันก็มีวิธีปิดถนนหลายวิธีแต่ผมตั้งใจสุมไฟเพื่อเป็นสัญสักษณ์ของจิตวิญญาณ ความแข็งแกร่ง และอำนาจ ไฟที่ลุกโชติช่วงและมีความหมายก็ทำให้ตำรวจทำงานยากขึ้น

“ยืนหยัดในผืนดินของเรา” คือชื่อที่ชาววันกันและจากาลินกูใช้เพื่อการรณรงค์ระลอกใหม่ของพวกเขา สะท้อนทั้งการต่อสู้ขัดขืนของการตั้งแคมป์และสายใยกับผืนดินใต้เท้าของพวกเขา นี่เองคือจุดที่วัฒนธรรมและการประท้วงหลอมรวมเข้าด้วยกัน มันคือสายใยที่มีต่อผืนดินของพวกเขาซึ่งเชื่อมโยงกับสถานที่ที่พวกเขาปกป้อง

ระหว่างการปิดถนน ตำรวจพยายามจะเจรจาในบทสนทนาข้างกองไฟ แต่กลุ่มวันกันและจากาลิงกูก็บอกว่าพวกเขาจะอยู่จนกว่าอดานีจะออกไป เช้าวันที่ห้าหลังตั้งแคมป์ ตำรวจควีนส์แลนด์กว่าสี่สิบนายก็เข้าล้อมเพื่อขับไล่ กวาดพวกเขาออกจากไฟศักดิ์สิทธิ์และเปิดถนนอีกครั้ง

การต่อต้านอันเด็ดเดี่ยว

แม็กอะวอยและกลุ่มอะบอริจินอื่นๆ ใช้เวลาหกเดือนที่ผ่านมาตั้งแคมป์ในพื้นที่ที่อดานีเช่าไว้ โดยมีจุดประสงค์สองอย่าง หนึ่งคือเพื่อขัดขวางการทำงานของอดานีและสองเพื่อทำตามวัฒนธรรมที่พวกเขาพยายามปกป้อง “เราคิดว่ายิ่งอยู่ที่นี่นานเท่าไร เราก็ยิ่งเชื่อมต่อกับที่นี่มากขึ้นเท่านั้น ทั้งสัตว์ นก และต้นไม้” เขาบอก “มันเป็นแรงขับให้ผมสู้กับบริษัทเหมืองนี้ต่อไป” 

การต่อสู้ครั้งนี้สำหรับชาววันกันและจากาลิงกูกินระยะเวลาที่ยาวนานและยากลำบาก พวกเขาร่วมยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับขบวนการเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ของนักสิ่งแวดล้อม ถึงกระนั้นก็ยังมีชัยชนะเล็กๆ ที่สำคัญเกิดขึ้น สถาบันการเงินที่ตัวแทนกลุ่มไปพูดคุยด้วยได้ปฏิเสธการทำงานร่วมกับอดานี เช่นเดียวกับบริษัทอื่นอีกร้อยแห่ง อดานีต้องเลื่อนการดำเนินการเหมืองและลดขนาดลง ในปัจจุบันโครงการนี้เป็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวที่บริษัทได้เคยเสนอมา

สำหรับอดานี เหมืองคาร์ไมเคิลไม่ใช่แค่เรื่องถ่านหินเท่านั้น บริษัทนี้เคยก่อตั้งและมีฐานอยู่ที่อินเดียอีกทั้งยังสนใจเรื่องการขนส่ง  โครงการคาร์ไมเคิลแสดงถึงการเติบโตในต่างประเทศและการดำเนินการครบวงจรตั้งแต่เหมืองจนถึงท่าเรือ ซึ่งบริษัทหวังผลกำไรมหาศาลจากตรงนั้น

ผู้สนับสนุนสำคัญของอดานีในออสเตรเลียคือพรรคควีนส์แลนด์ พวกนี้มีแรงจูงใจอย่างแน่วแน่ที่จะสนับสนุนเหมือง แม้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจะน้อย แต่สำหรับพวกเขาแล้วนี่เป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะจากเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อพวก “สายธรรมชาติ” พลังงานเขียว และภาคบริการต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งยังเป็นชัยชนะของพวก “ชนชาติแรก” (First Nations) ด้วย

Anti-Adani protest by cycling (source: SBS)

แต่การต่อสู้ของชาววันกันและจากาลิงกูยังคงดำเนินต่อไป เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แม็กอะวอยตั้งใจพาคนทั่วออสเตรเลียมายังผืนดินของเขา เขาช่วยวางแผน “ทัวร์คาร์ไมเคิล” ทริปปั่นจักรยานจากทางหลวงเกรกอรีไปยังเหมืองของอดานี “เป้าหมายก็คือสร้างอีเวนต์ปั่นจักรยานขนาดใหญ่และให้เจ้าของที่ดินเดิมนำทัวร์เชิงวัฒนธรรม ใครก็ตามที่ไม่ชอบเหมืองทำลายล้างของอดานีก็เข้าร่วมได้” 

นอกจากนี้แม็กอะวอยก็มองโลกในแง่ดี และมีความมุ่งมั่น “ผมมองว่าเราแข็งแกร่งและสามารถหยัดยืนได้นานกว่าอดานี” การต่อสู้ของเขา ของชาววันกันและจากาลิงกูได้ย้ำเตือนให้เราเห็นว่าต้องไปไกลแค่ไหนเพื่อความยุติธรรมต่อชนพื้นเมืองและสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งยังทำให้เห็นถึงสายใยอันลึกซึ้งระหว่างปฏิบัติการสภาพภูมิอากาศ (Climate Action) และอธิปไตยของอะบอริจิน ซึ่งทั้งคู่ต่างก็สู้กับอุตสาหกรรมเหมืองในฐานะที่มันเป็นศัตรูหลักเช่นกัน

ภาวะเสื่อมถอยของสภาพภูมิอากาศเริ่มเป็นจริงชัดเจนขึ้นทุกที การรณรงค์ต่อต้านอย่างที่เกิดขึ้นกับอดานีจึงสำคัญมาก ไม่ใช่แค่เพื่อหยุดโครงการทำลายล้างระบบนิเวศทางวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังเพื่อฟื้นคืนธรรมเนียม ความรู้ วิถีปฏิบัติของชนพื้นเมืองที่สำคัญต่อการอยู่รอดของทุกชีวิต นักเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อม นักรณรงค์อธิปไตยชนพื้นเมือง ผู้สนับสนุน ชาววันกันและจากาลิงกูคือสัญลักษณ์ของความเด็ดเดี่ยวสร้างสรรค์ที่เราต้องการเพื่อชัยชนะ

บทสัมภาษณ์อาสากลุ่มคนดูแลกันเอง: แคมป์แรงงาน

บทสัมภาษณ์อาสากลุ่มคนดูแลกันเอง: แคมป์แรงงาน

English Language please click here

แปลเป็นภาษาไทยโดย Kunlanat Jirawong-aram
บรรณาธิการโดย Editorial Team

ดีโยน ณ มานดารูน แอคติวิสท์และนักเขียนของดินแดง หนึ่งในอาสาสมัครกลุ่มคนดูแลกันเองที่กรุงเทพ กลุ่มนี้เป็นอาสามาสมัครที่จัดตั้งขึ้นในลักษณะความสัมพันธ์แบบแนวราบ (horizontally organized) ประกอบด้วยสมาชิกประมาณ 20 คน รวมตัวกันหลังจากรัฐบาลไทยสั่งล็อกดาวน์ครั้งที่ 2 เพื่อให้การช่วยเหลือฉุกเฉิน เช่น หยูกยาและของกินของใช้ ให้กับแคมป์คนงานในกรุงเทพฯ ซึ่งถูกปิดตามคำสั่งล่าสุด


บทสัมภาษณ์อาสากลุ่มคนดูแลกันเอง: แคมป์แรงงาน

ก่อนหน้าสถานการณ์โควิด แคมป์คนงานเป็นอย่างไรบ้าง เขาเจอปัญหาอะไรบ้างก่อนระบาด

แคมป์คนงานเป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราวที่บริษัทสร้างให้แรงงานก่อสร้างอาศัยอยู่ใกล้ๆ ไซต์งานก่อสร้างหรือไม่ก็อยู่ในนั้นเลย ปกติแล้วจะมีคนประมาณ 70-100 คน แต่บางที่ก็สูงถึง 700 คน ที่อยู่พวกนี้คุณภาพต่ำมาก ส่วนใหญ่ก็เป็นผนังหลังคาสังกะสี ไม่ก็เป็นแค่เต็นท์ผ้าใบที่มีคนนอนกันเต็มพื้น บางที่มีคุณภาพสูงขึ้นมาหน่อย เป็นพวกบ้านประกอบบ้างถ้าโชคดี คนงานส่วนมากก็อาศัยอยู่กับครอบครัว ภายในแคมป์จึงมีเด็กอยู่หลายคนเลย วิถีชีวิตก็… พอเสร็จงานที่หนึ่งก็ไปอยู่อีกแคมป์ต่อ ได้ค่าแรงน้อยแล้วก็ส่งเงินกลับบ้าน แต่ตอนนี้ถูกห้ามไม่ให้ทำงานก็ไม่ได้ค่าแรงเลย

ส่วนใหญ่แล้วเป็นคนงานต่างชาติรึเปล่า

ส่วนมากแล้วเป็นคนจากพม่า กัมพูชา ลาว คนไทยก็มีเยอะประมาณ 60% แรงงานต่างชาติบางคนก็ถูกกฎหมาย บางคนก็ผิดกฎหมาย คนที่ไม่ถูกกฎหมายก็ไม่ได้รับความช่วยเหลืออะไรจากรัฐเลย แม้ว่าจะติดเชื้อโควิด ป่วย หรือบาดเจ็บอย่างรุนแรง

ตามกฎหมายแล้วพวกเขาเป็นลูกจ้างชั่วคราวไหม มีสัญญาจ้างงานรึเปล่า

ก็ขึ้นอยู่กับว่าเคสไหน ก็ปนๆ กันไป บางคนก็เป็นบางคนก็ไม่เป็น ปกติแล้วขึ้นอยู่กับว่าบริษัทนั้นเป็นบริษัทใหญ่รึเปล่า แน่นอนว่าบริษัทพวกนี้ทำผิดกฎหมายแรงงาน ตำรวจแค่ทำเป็นมองไม่เห็น เพราะคิดว่าไม่ได้เป็นปัญหาของตัวเอง พอโควิดระลอกนี้มา ตำรวจก็พยายามไม่ยุ่งเลย

ตอนล็อกดาวน์รอบแรก คนงานในแคมป์ได้รับผลกระทบไหม

ไม่นะครับ ปีที่แล้วเขาก็สามารถทำงานได้ เพิ่งมาได้รับผลกระทบตอนปิดแคมป์ครั้งนี้แหละ ประมาณหนึ่งเดือนที่แล้ว

ล็อกดาวน์ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนยังไงหรือครับ เกิดอะไรขึ้น

ครั้งนี้จำนวนผู้เชื้อโควิดสูงกว่าครั้งก่อนๆ มาก รัฐบาลเลยตัดสินใจปิดแคมป์คนงานและขังพวกเขาอยู่ด้านใน เพราะคิดว่าถ้าปล่อยให้คนงานเหล่านี้กลับบ้านก็ต้องเอาเชื้อไปติดจังหวัดอื่นๆ ด้วย แต่ตอนนี้ก็ชัดแล้วว่ามาตรการนี้ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดก็พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั่วประเทศ

ในแคมป์มีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดสูงไหม

3 อาทิตย์ก่อน ตอนแรกไม่ค่อยมีเคสในแคมป์ แต่ตอนนี้หลายแคมป์ก็มีรายงานมาว่าติดเชื้อหนักแล้ว ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ทำอะไรเลย เรามีทีมหมออาสาสมัครช่วยดูแลอาการ แต่คนก็กำลังตายอยู่ในแคมป์ คนไร้บ้านก็ตายอยู่ตามท้องถนนเหมือนกัน 

เข้าร่วมกลุ่มดูแลกันเองได้ไง ในกลุ่มทำงานกันอย่างไร

ตอนเริ่มล็อกดาวน์ เราเปิดรับบริจาคจากเพื่อนกันเองและซื้อของไปให้บางแคมป์ ทีนี้ก็เห็นว่าคนอื่นทำแบบนี้เหมือนกัน เลยรวมตัวคนที่คิดเหมือนกัน เพื่อนของเพื่อนผม Neeraj Kim ก็เริ่มรวมตัวเพื่อนๆ ในเครือข่ายของเขาและเราก็มีสมาชิกมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนั้นพอเห็นจำนวนแคมป์ก็รู้สึกตกใจเลย นี่มันเพิ่งผ่านมาประมาณสามอาทิตย์เอง ตอนแรกเราต้องดูก่อนว่าแต่ละแคมป์ตั้งอยู่ตรงไหนเพราะไม่มีฐานข้อมูลของหน่วยงานรัฐ เราเลยหาอาสาสมัครรวบรวมข้อมูลตรงนี้ให้ รวมเป็นสเปรดชีต ว่าแคมป์อยู่ที่ไหนบ้าง มีคนกี่คน ใครที่เราสามารถติดต่อได้บ้าง เขาต้องการอะไร ฯลฯ

ตอนนี้ฐานข้อมูลครอบคลุม 700 แคมป์และมีข้อมูลเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เราเปิด OpenChat ในไลน์ คนอื่นจะได้ช่วยประสานงานกันได้ เรามีทีมแมทช์ผู้บริจาคกับแคมป์ที่ต้องการของกินของใช้ด่วน เราให้ข้อมูลติดต่อแคมป์กับผู้บริจาค เขาจะได้ช่วยเหลือโดยตรงเลย ถ้าด่วนมากๆ เราก็มีคนของเราคอยส่งของจากบ้านไปที่แคมป์ เรามีหมออาสาที่คอยสั่งยาให้แคมป์ ตอนนี้เหมือนเป็นแก๊งค้ายาเลย ต้องมาแพ็คยาให้พร้อมสำหรับแคมป์ต่างๆ ที่ต้องการ

ที่เห็นๆ ก็คือความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้บริจาคในแชทไลน์ บางคนมีแค่ข้าว คนอื่นมีไข่ เขาก็รวมกันให้แคมป์เองโดยที่ทีมไม่ได้ไปบอก มันเหมือนเป็นความพยายามช่วยเหลือกันเอง (mutual aid) เราเปิดทางสื่อสารระหว่างคนที่ไม่ได้ทำไปเพื่อตัวเอง เห็นอย่างนี้ก็น่าดีใจมาก เราเน้นเสมอว่าที่เราทำอยู่ไม่ใช่การกุศล เราก็บอกคนที่บริจาคอย่างนั้นเหมือนกัน หลักๆ ที่เราอยากสื่อคือคนเท่ากัน พยายามทำให้คนเห็นสำนึกทางชนชั้นโดยที่ไม่ต้องบอกว่าเป็นฝ่ายซ้ายอย่างเปิดเผย

มีกลุ่มอื่นคอยช่วยเหลือเหมือนกันมั้ย

มีกลุ่มอื่นที่คอยช่วยเหลือกันเองเหมือนกัน แต่เราเป็นกลุ่มแรกและกลุ่มเดียวที่เน้นเรื่องคนงานที่ติดอยู่ในแคมป์

แล้วแบ่งของที่มีกันยังไงบ้าง

เราใช้เกณฑ์ความเร่งด่วนแบ่งแคมป์ ตามระบบสีจราจร เขียวก็คือโอเค อยู่ได้ มีของกินจากนายจ้างหรือไม่ก็หน่วยงานรัฐเกือบทุกวัน ซึ่งเคสพวกนี้ไม่ค่อยมี สีส้มคือเคสที่ได้อาหารจากบริษัทบ้าง อาจจะสักหนึ่งครั้งในสองอาทิตย์ ส่วนสีแดงคือแคมป์ที่อาหารกำลังจะหมดหรือโควิดกำลังระบาด แล้วบริษัทไม่ได้ช่วยเหลือ สิ่งที่เราทำได้ก็คือการเอายาสามัญประจำบ้านไปให้ เช่น พาราเซตามอล หรือของให้เด็ก เช่น นมผง และผ้าอ้อม รวมทั้งให้คำแนะนำทางการแพทย์

แสดงว่ารัฐบาลก็ช่วยเหลือบ้าง

หน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานก็ช่วย แต่ที่ช่วยมาก็ไม่พอ รัฐมีอาหารให้แค่แรงงานต่างชาติเพราะเขามีโควต้าให้ เป็นอาหารปรุงเสร็จแล้ว หนึ่งมื้อต่อวัน คนในแคมป์ก็พยายามแบ่งๆ กัน แต่มันก็ยังไม่พอ

ที่พูดว่าปิดแคมป์ นี่คือไม่มีใครเข้าออกได้ใช่มั้ย

ใช่ครับ หน้าประตูแคมป์ก็มีทหารหรือไม่ก็ตำรวจเฝ้าด้วยซ้ำ

แล้วทางการทำไงบ้างกับการช่วยเหลือจากกลุ่ม

จริงๆ แล้วคนที่แจ้งเคสเข้ามาบางครั้งก็มาจากทหารที่เฝ้าพื้นที่ตรงนั้น พวกเขาไม่ได้รับคำสั่งมาให้แจ้งหรอก แต่เป็นทหารชั้นผู้น้อยที่ต้องการจะช่วยเพราะกองทัพไม่ได้ทำอะไรเลย ส่วนใหญ่แล้วทหารก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือขนาดนั้น บางครั้งเวลาเราออกไปเก็บข้อมูลก็ถูกปฏิเสธ ไม่ให้ข้อมูลเลย คอยขัดขวางการช่วยเหลือจากเราตลอด

แล้วคิดมั้ยว่ารัฐอยากให้คนงานเหล่านี้ตาย

เราคิดจริงๆ ว่ารัฐไม่ได้มีความสามารถ ไม่ได้มีเจตนาร้ายหรอก ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถแยกได้ก็ตาม คิดว่าเวลารัฐขัดขาเรา มันคือเรื่องคำสั่งต่อกันมาเป็นทอดๆ มากกว่าอย่างอื่น กองทัพมักมองประชาชนเป็นศัตรู ถ้ามองในเชิงโครงสร้างก็คงเรียกได้แหละว่ามีเจตนาร้าย

แล้วข้างในแคมป์เป็นอย่างไรบ้าง

มีแคมป์หนึ่งที่เขาแยกคนงานที่ติดโควิดออก คนที่ติดโควิดต้องนอนบนพื้นด้านนอก มีผ้าใบกันแดดกันฝน แต่พอฝนตกตอนกลางคืนน้ำก็ท่วมพื้น ก็ไม่มีแม้แต่ที่จะนอน ที่พวกเราทำได้คือเอาฟูกลมไปให้ แล้วก็พวกของกินของใช้ พวกเขาก็ขอบคุณ สื่อก็เห็น รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานก็มาแล้วเอาหน้าเสียยกใหญ่ ทำเหมือนว่าได้ช่วยเหลือ ส่วนอีกแคมป์หนึ่งที่เราไป อาหารก็กำลังจะหมดแล้ว เลยเอาข้าวเข้าไปให้ เขาก็ขอบคุณ ถึงกับขนาดไหว้เลย

พอเป็นแรงงานต่างชาติ เขาก็ไม่ค่อยคาดหวังการช่วยเหลือจากรัฐมากนัก โดยเฉพาะคนที่เป็นแรงงานผิดกฎหมาย แต่สำหรับคนไทยล่ะ เขาช็อกมั้ยที่รัฐทำแย่ๆ กับเขาแบบนี

พูดไม่ได้หรอกว่าเขาช็อก กระทรวงแรงงานไม่ได้ทำตัวดีอะไรอยู่แล้ว ทุกคนรู้กันดีว่าหวังอะไรไม่ได้จากกระทรวง พอแคมป์ถูกปิดก็คงคิดกันแล้วว่าไม่ได้อะไรหรอกแม้แต่ความช่วยเหลือจากกระทรวงอื่นก็ตาม ขนาดกระทรวงสาธารณสุขก็ไม่โผล่มาเลย

สิ่งที่ต้องการตอนนี้คืออะไร

เราไม่รับบริจาค ถ้าทำได้เราก็คอยเชื่อมคนบริจาคให้กับคนในแคมป์ เขาจะได้เอาของไปวางด้านหน้าและคนงานก็มาเอาได้ แต่เรามีที่เก็บของจำเป็นพื้นฐานไว้ ตอนนี้เราต้องการยาหลากหลายประเภท เรามียาสำหรับอาการโควิดขั้นต้นเท่านั้น ไม่ใช่ในเคสที่อาการรุนแรง ตอนนี้ก็พยายามหายามาเพิ่ม มียาพ่น (Budesonine) และยาบรรเทาอาการ Prednisolone มีเครื่องผลิตออกซิเจนด้วย แต่ไว้สำหรับเคสที่รุนแรงจริงๆ

คิดว่าเหตุการณ์นี้จะอยู่อีกนานเท่าไร ทางกลุ่มคิดว่าจะทำอย่างไรในระยะยาว

ก็หวังว่าจะไม่นานไปมากกว่านี้เท่าไรนะครับ เราก็พยายามกดดันรัฐให้ทำอะไรสักอย่าง มีทีมงานเฉพาะสำหรับเรื่องนี้เลย ก็ไม่รู้เหมือนกันในระยะยาวจะเป็นไง ตอนนี้ก็ทำเท่าที่ทำได้

ก่อนโควิด คนงานก็อยู่ในสภาพที่แย่มากอยู่แล้ว มีแผนจะทำกลุ่มนี้ต่อมั้ยหลังเหตุการณ์นี้

ก็ยังไม่แน่ใจเท่าไร กลุ่มก็สามารถคุยกันเรื่องจุดประสงค์ใหม่ได้ เรามีข้อมูลและคนรู้จักในแคมป์ แต่ตอนนี้เป็นการช่วยเหลือเร่งด่วนให้คนยังมีชีวิตอยู่ต่อได้ในแต่ละวันก่อนละกัน



มารู้จักกับ EZLN: ขบวนการการต่อสู้ของชนพื้นเมืองเม็กซิโก

มารู้จักกับ EZLN: ขบวนการการต่อสู้ของชนพื้นเมืองเม็กซิโก

ผู้เขียน Quixote Joe
ผู้แปล GoodDay
บรรณาธิการ Editorial Team

หมายเหตุ บทความชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนก้าวหน้า โดย Common School


มารู้จักกับ EZLN: ขบวนการการต่อสู้ของชนพื้นเมืองเม็กซิโก

เป็นเวลา 28 ปีมาแล้วที่ซาปาติสตา (the Zapatistas “EZLN”) ขบวนการการต่อสู้ของชนพื้นเมืองที่ตั้งอยู่ในเม็กซิโกตอนใต้ได้ดำเนินการต่อสู้กับรัฐเม็กซิกันอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะรักษาไว้ซึ่งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของพวกเขา ด้วยการผนวกรวมทฤษฎีการเมืองที่มาจากขนบอนาธิปไตยและสังคมนิยมแบบตะวันตกเข้ากับจักรวาลวิทยาของชนพื้นเมืองท้องถิ่น นอกจากที่ขบวนการซาปาติสตาจะเสนอแนวทางสุดขั้วที่ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การยึดอำนาจแล้ว พวกเขายังได้นำแนวทางเหล่านี้มาใช้ในภาคปฏิบัติการอย่างจริงจังอีกด้วย นั่นคือ พวกเขาได้ร่วมกันก่อตั้งสมัชชาการปกครองระดับท้องถิ่นอิสระต่างๆ ซึ่งวิพากษ์ต่อต้านระบบทุนนิยม รัฐชาติ และสถาบันสมัยใหม่อื่นๆ ทุกรูปแบบ (การศึกษา การแพทย์ กฎหมาย ฯลฯ) อย่างขุดรากถอนโคน อย่างไรก็ตาม EZLN ไม่ใช่ขบวนการชนพื้นเมืองชาตินิยมแบ่งแยกดินแดนหรือขบวนการต่อสู้เพื่อความเป็นเอกราชแต่อย่างใด กล่าวคือพวกเขาไม่ได้จองจำตัวตนของเขาเองไว้ในอุดมการณ์แค่แบบเดียว ในทางกลับกัน พวกเขามุ่งหมายที่จะ ‘เรียนรู้ระหว่างทาง’ (listen while walking) เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากขบวนการต่อสู้ของประชาชนในที่อื่นๆ และแสวงหาหนทางในการเชื่อมร้อยตนเองและหมู่เหล่าเข้าไว้ด้วยกันเพื่อที่จะสามารถสรรค์สร้างสังคมขึ้นมาจากฐานรากได้  

แม้ EZLN จะเคยแถลงไว้ว่าพวกเขาปฏิเสธการจัดแบ่งประเภททางการเมืองทุกรูปแบบ แต่อาจกล่าวได้เช่นเดียวกันว่าอุดมการณ์ของพวกเขามีความใกล้เคียงกับประชาธิปไตยแบบสุดขั้ว (radical democracy) สังคมนิยมแบบอิสรนิยม (libertarian socialism) นักต่อต้านเสรีนิยมใหม่ (anti-neoliberalism) และส่งเสริมความเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิม รากฐานทางปรัชญาของพวกเขาอาจสืบย้อนกลับไปถึงมาร์กซ์และเองเกลส์ (Marx and Engels) อัลธูแซร์ (Althusser) ปูลองซาส (Poulantzas) ฟูโกต์ (Foucault) และคนอื่นๆ อีกมากมาย ในส่วนของความเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิม EZLN มุ่งมาดปรารถนาที่จะเชื่อมประสานมุมมองต่อโลกระหว่างผู้คนที่เป็นชนพื้นเมืองและผู้คนที่ไม่ใช่ชนพื้นเมืองเข้าหากัน ส่งเสริมจินตภาพของ ‘พหุภพ’ (pluriverse) อันเป็นดั่ง “โลกที่ร้อยเรียงผู้คนจากทั่วทุกภพเข้าไว้ด้วยกัน”

วิถีปฏิบัติบางอย่างที่มีต้นกำเนิดมาจากขนบแบบชนพื้นเมืองนั้นได้แก่ ความเป็นชุมชนนิยม (communalism) การตัดสินใจตามมติมหาชน (consensus decision-making) หลักการปกครองตนเอง (self-governance) และประชาธิปไตยชุมชนทางตรง (direct community democracy)  อาจกล่าวได้ว่าหลักการของ EZLN อันเป็นที่รู้จักกันดี ไม่ว่าจะเป็น “preguntando caminamos” (ถามไถ่และมุ่งหน้า) หรือ “mandar obedeciendo” (การนำโดยการตาม) มีต้นกำเนิดมาจากชุมชนพื้นเมืองมายันบางชุมชนที่พวกเขาได้ทำงานด้วยกัน พวกเขาปฏิเสธระบบการศึกษาสมัยใหม่ของรัฐเม็กซิกัน และเลือกที่จะสอนภาษาและวิถีปฏิบัติทางวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองแบบดั้งเดิมแทน ประวัติศาสตร์ถูกสอนจากมุมมองของชุมชนพื้นเมืองท้องถิ่น ในขณะที่ค่านิยมแบบตะวันตกไม่ว่าจะเป็นแนวคิดปัจเจกนิยม การแข่งขัน บริโภคนิยมและกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลล้วนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างเอาจริงเอาจัง ซึ่งถูกแทนที่โดยคุณค่าอย่างเช่นความเคารพนอบน้อมต่อชุมชนและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

Ejército Zapatista de Liberación Nacional (source: wikimedia)

EZLN เป็นขบวนการต่อต้านทุนนิยมโดยแท้ ภายในอาณาเขตของพวกเขามีการปฏิบัติตามหลักความเป็นสังคมรวมกลุ่ม (collectivism) ซึ่งปัจจัยการผลิตเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนรวม นอกจากนั้นยังปฏิเสธการมีผู้ควบคุมดูแลและเจ้าของกรรมสิทธิ์อีกด้วย ในทางการเมือง พวกเขายึดถือในระบอบประชาธิปไตยทางตรงแบบกระจายศูนย์ (decentralized direct democracy) ที่ซึ่งคณะกรรมการ (councils) สามารถโหวตได้ในทุกเรื่องที่หยิบยกขึ้นมา โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของบุคคลที่โหวตหรือบุคคลที่ปกครอง ผู้แทนถูกเลือก (ซึ่งในนี้ไม่มีใครที่มาจาก EZLN) ให้เป็นตัวแทนของชุมชนแต่ละชุมชนเป็นการเฉพาะในสมัชชาทั่วไป (general assemblies) ซึ่งทำหน้าที่แบบสับเปลี่ยนหมุนเวียนและสามารถถูกถอดถอนจากตำแหน่งเมื่อใดก็ได้ที่ผู้คนเห็นว่าไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง สุดท้ายก็คือ ในขณะที่หนึ่งในเป้าประสงค์ที่สำคัญที่สุดของ EZLN คือการรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของชนพื้นเมือง แต่พวกเขาก็ไม่หวั่นเกรงแต่อย่างใดที่จะวิพากษ์และรื้อสร้างขนบแบบชนพื้นเมืองบางประการที่พวกเขาเห็นว่ามีลักษณะกดขี่กดทับ ประเด็นเกี่ยวกับผู้หญิงเป็นกรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ตามประเพณีแล้ว ผู้หญิงในเชียปัส (Chiapas) จะถูกบังคับให้แต่งงานและอยู่แต่ภายในบ้าน EZLN จึงเริ่มเปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมนี้ทีละเล็กทีละน้อยโดยการนำเอาแนวคิดสตรีนิยมแบบสุดขั้วมาใช้และบังคับใช้ ‘กฎหมายปฏิวัติของผู้หญิง’ (Women’s Revolutionary Law) อันประกอบไปด้วยสิทธิต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้หญิงสามารถดำรงตำแหน่งผู้นำทางการเมืองหรือทางการทหารได้ สิทธิในเงินเดือนที่เท่าเทียม สิทธิที่จะเลือกบุคคลที่ตัวเองต้องการจะอาศัยอยู่ด้วยและจำนวนบุตรที่ตนต้องการจะมี สิทธิในการศึกษา สิทธิที่จะมีส่วนร่วมในกิจการของชุมชน ฯลฯ

“ที่ผ่านมาผู้หญิงเป็นผู้ที่ถูกกดขี่มากที่สุด พวกเราตื่นนอนตอนตีสามเพื่อที่จะเตรียมข้าวโพดมาทำอาหารเช้าให้สามี และพวกเราจะไม่ได้พักเลยจนกว่าจะถึงเวลาดึกๆ ถ้ามีอาหารไม่พอ เราก็จะจัดหาอาหารให้ลูกๆ หรือสามีของเราก่อน “เพราะฉะนั้นแล้ว ณ ตอนนี้ ผู้หญิงจึงตัดสินใจที่จะโต้กลับพร้อมทั้งผันตัวมาเป็นซาปาติสตา”

— ผู้บังคับการราโมนา (Comandante Ramona)

อย่างไรก็ดี ท้ายที่สุดแล้วซาปาติสตาไม่ได้เสนอรูปแบบหรือนโยบายทางการเมืองที่สามารถรับมือได้ทุกสถานการณ์ กลับกันแล้ว พวกเขาใฝ่หากระบวนการที่ทุกคนจะสามารถสร้างสรรค์ออกแบบโลกแห่งการต่อสู้ของพวกเขาเองได้ เป็นการต่อสู้ต่อต้านการกดขี่ขูดรีดทุกรูปแบบจากทุกแห่งหน พวกเขาดำเนินการขยับขยายอาณาเขตอิสระของพวกเขาไปทั่วภูมิภาคผ่านสันติวิธี โดยปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนเพียงเพื่อแถลงการณ์ต่อต้านเสรีนิยมใหม่และบรรดาเมกะโปรเจกต์ (โครงการทางก่อสร้างทางวิศวกรรมขนาดใหญ่-ผู้แปล) และจากนั้นก็หายลับกลับเข้าไปในป่าทึบอีกครั้ง พวกเขาดำเนินการทำงานในระดับนานาชาติ โดยในปัจจุบันก็ได้ส่งกลุ่มคณะข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อเป็นแนวหน้าของ ‘การบุกรุกสเปนอันสันติ’ (peaceful invasion of Spain) และทำงานเคียงข้างกับสหายชาวยุโรปของพวกเขาในการต้านทานการกดขี่ของระบบทุนนิยม ดังที่พวกเขาได้กล่าวถ้อยแถลงเอาไว้ เป้าหมายหลักในระดับนานาชาติของพวกเขาคือ

“….สร้างเครือข่ายร่วมของการต่อสู้และการต่อต้านรูปแบบเฉพาะต่างๆ เครือข่ายขบวนการต่อต้านเสรีนิยมใหม่ในระดับนานาทวีป เครือข่ายการต่อต้านระดับนานาทวีปเพื่อมวลมนุษยชาติ” เครือข่ายของการต่อต้านข้ามทวีปนี้ตระหนักถึงจุดร่วมและจุดต่าง เสาะหาวิถีทางที่จะผนึกผสานเข้ากับการต่อต้านอื่นๆ ทั่วโลก เครือข่ายของการต่อต้านในระดับนานาทวีปนี้จะเป็นสื่อกลางที่ทำให้การต่อสู้รูปแบบต่างๆ สามารถสนับสนุนซึ่งกันและกันได้”

ชื่อของขบวนการนี้มีที่มาจาก “เอมิลิอาโน ซาปาตา” (Emiliano Zapata) ชาวนาผู้นำการปฏิวัติในช่วงการปฏิวัติเม็กซิกัน (1910-1920) ผู้ซึ่งเชื่อว่าที่ดินเป็นของผู้ที่ทำงานบนผืนดินแผ่นนั้น ด้วยความที่เป็นชาวนา เขาได้นำชุมชนชาวนาขึ้นมาต่อต้านการปรากฏตัวของพวกเมสติโซ “Mestizo” (เหล่าคนที่มีสายเลือดผสมระหว่างชนพื้นเมืองและชาวยุโรป) อันเป็นชนชั้นเจ้าที่ดินขนาดเล็กซึ่งมีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ และได้ผูกขาดทรัพยากรที่ดินและแหล่งน้ำ รวมไปถึงชนชั้นที่มีขนาดใหญ่กว่าที่เรียกว่าฮาซิเอนดา “hacienda” (เจ้าของไร่ขนาดใหญ่) ในกาลถัดมาเขาได้ถูกลอบสังหาร แต่ทว่าชื่อของเขาก็จะยังคงอยู่ต่อไป

Emiliano Zapata [with mustache, sitting in the middle] and his men (sorce: snl.no)

ในปี 1970 นักศึกษามหาวิทยาลัยมากหน้าหลายตาที่สมาทานแนวคิดมาร์กซิสต์ (Marxist) และแนวคิดเหมาอิสต์ (Maoist) ได้ก่อตั้งกองกำลังเพื่อการปลดปล่อยแห่งชาติ (the National Liberation Forces-FLN) โดยมุ่งหมายที่จะโค่นล้มรัฐบาลอำนาจนิยมในขณะนั้น (PRI) โชคไม่ดีนัก ในตอนนั้นพวกเขาถูกโจมตี ถูกสังหาร และถูกทรมานภายในระยะเวลาอันสั้นโดยกองทัพ ซึ่งนำไปสู่การสลายตัวของเหล่านักศึกษาในที่สุด อย่างไรก็ตาม ในปี 1983 สมาชิกที่ยังคงอยู่ในขณะนั้น (หนึ่งในนั้น กาลถัดมาได้กลายเป็นที่รู้จักในนามว่า รองผู้บัญชาการมาร์กอส “Subcomandante Marcos” ซึ่งต่อมาเขาได้เปลี่ยนชื่อเป็นกาลีอาโน “Galeano”) ได้รวมกลุ่มขึ้นมาใหม่และให้ความช่วยเหลือในการจัดตั้งกองกำลังซาปาติสตาแห่งการปลดปล่อยชาติ (EZLN) ในป่าฝนเขตร้อนชื้นของเชียปัสซึ่งรู้จักกันในชื่อ ‘ป่าลาคานโดน่า’ (the Selva Lacandona)

ภายหลังจากช่วงสิบปีที่นักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีแนวคิดสุดขั้วเหล่านี้ได้เรียนรู้ (ไม่ได้สอน) จากชุมชนชนพื้นเมืองของเชียปัส รากฐานของโครงสร้างองค์กรและอุดมการณ์ก็เริ่มที่จะแตกหน่อออกใบ กลายเป็นการผสมผสานกันระหว่างอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายสุดขั้วของโลกตะวันตก (อนาธิปไตย มาร์กซิสม์ สังคมนิยมแบบอิสรนิยม ประชาธิปไตยแบบสุดขั้ว แนวคิดการปกครองตนเอง (autonomism) และอื่นๆ) กับความรู้พื้นเมืองของชุมชนในพื้นถิ่น โลกได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขาเป็นครั้งแรกในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1994 เมื่อข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) เริ่มบังคับใช้ คล้ายกันกับผลกระทบอันแสนสาหัสที่ CPTPP มีต่อผู้ถือกรรมสิทธิ์รายย่อยในประเทศไทย ผู้ถือกรรมสิทธิ์รายย่อยที่เป็นชนพื้นเมืองและที่เป็นเม็กซิกันจะได้รับผลเสียจากคลื่นซัดทลายของสินค้าการเกษตรราคาถูกที่มาจากสหรัฐอเมริกา นำมาสู่การเป็นหนี้สินของคนจำนวนมาก และนำมาสู่การแตกสลายของชุมชนและวัฒนธรรม รวมไปถึงการที่หลายคนไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากต้องขายที่ดินของพวกเขาทิ้ง

Source: Schools for Chiapas

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ กองกำลังติดอาวุธซาปาติสตาราว 3000 คนจึงเคลื่อนกำลังพลลงมาจากป่าลาคานโดน่า เข้าสู่จุดศูนย์กลางของเมืองต่างๆ และทำการปลดปล่อยนักโทษ เผาอาคารสถานีตำรวจกับค่ายทหาร และสุดท้ายได้ถอยร่นกลับเข้าไปในป่าอีกครั้งหลังจากที่มีผู้บาดเจ็บหลายราย ในวันที่ 12 มกราคม ปีเดียวกันนั้นเอง มีการหยุดยิงโดยการเจรจาด้วยความช่วยเหลือของบาทหลวงคาทอลิก ซามูเอล รูอิส การ์เซีย “Samuel Ruiz Garcia” ผู้เดินตามรอยขนบเทวนิยมสุดขั้วเพื่อปลดปล่อยตามแนวมาร์กซิสต์คาทอลิก (the radical Marxist-Catholic tradition of liberation theology) เป็นเวลา 1 ปีมาแล้วที่สันติสุขได้บังเกิดในพื้นที่ดังกล่าว โดยที่ EZLN ได้ถือครองและดูแลอาณาเขตของพวกเขา นอกจากนั้นเองยังเริ่มได้รับความเป็นอิสระบางส่วนจากรัฐเม็กซิกันอีกด้วย อย่างไรก็ตามในปี 1995 กองทัพเม็กซิกันได้เปิดฉากโจมตีเขตแดนของ EZLN อย่างไม่ทันตั้งตัว ส่งผลให้ซาปาติสตาจำนวนมากต้องละทิ้งชุมชนของพวกเขาและหลบหนีอย่างต่อเนื่องเข้าไปในภูเขา นับจากนั้นเป็นต้นมาก็เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘ความขัดแย้งที่ถูกแช่แข็ง’ (frozen conflict) เป็นการต่อสู้ที่ EZLN สามารถปกป้องเขตแดนของพวกเขาไว้ได้จากการโจมตีอย่างต่อเนื่องของกองกำลังกึ่งทหารที่มีรัฐเม็กซิกันให้การสนับสนุน

ในปี 2018 คาดการณ์กันว่ามีประชากรราว 360,000 คนอาศัยอยู่ในเขตแดนของ EZLN ผู้เยี่ยมเยือนที่มุ่งหน้าไปยังเขตแดนดังกล่าวจะพบกับป่าฝนสีเขียวชะอุ่มและทุ่งมิลปา (milpa) [ที่ดินที่ไว้ใช้ปลูกข้าวโพดถั่วเหลืองและสควอช] อยู่ทั้งสองข้างทาง ซึ่งผู้คนได้เพาะปลูกเอาไว้เพื่อยังชีพ ผู้เยี่ยมชมอาจเชื่อว่ากำลังอยู่ในชุมชนชาติพันธุ์ที่เป็นชนกลุ่มน้อยในเม็กซิโกตอนใต้ที่ไหนสักแห่ง จนกระทั่งพวกเขาสังเกตเห็นว่าป้ายบอกทางของรัฐบาลถูกแทนที่ด้วยป้ายที่ทำขึ้นเอง อีกทั้งที่ชายแดนพวกเขายังสังเกตเห็นป้ายต่างๆ ที่บอกกับผู้มาเยือนว่ากฎหมายท้องถิ่นซึ่งเป็นกฎหมายของชุมชนถูกบังคับใช้ในบริเวณนี้ (ยาเสพติดเป็นสิ่งต้องห้ามและคนนอกไม่ได้รับการอนุญาตให้ถ่ายรูปใดๆ ) มากไปกว่านั้นเอง ผู้มาเยือนจะพบจิตรกรรมฝาผนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับศิลปะทางการเมืองที่ยกย่องเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วีรบุรุษและจุดมุ่งหมายของการต่อสู้ของพวกเขา จิตรกรรมฝาผนังเหล่านี้ถูกวาดขึ้นในโรงเรียนที่ดำเนินการอย่างเป็นอิสระ รวมไปถึงพื้นที่สำหรับการรวมตัวของผู้คนอันเป็นสถานที่ที่สามารถได้ยินเสียงของเด็กน้อยที่บ้างก็กำลังเล่นสนุก บ้างก็กำลังร่ำเรียนอยู่ ในช่วงระหว่างวันผู้ใหญ่ส่วนมากก็จะทำงานอยู่ในที่ดินของตัวเองด้านนอก

ในปี 2005 EZLN ได้ออกปฏิญญาที่ 6 แห่งป่าลาคานดอน (Lacandon) คำประกาศดังกล่าวระบุว่าพวกเขาจะยังคงเป็นองค์กรทางการเมืองและทางการทหารซึ่งมีภาระหน้าที่ในการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้น ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ไม่ขึ้นต่อฝ่ายซ้ายเม็กซิกันดั้งเดิม และมุ่งผนึกกำลังของกลุ่มผู้ไร้เสียง ผู้ถูกกดทับ (subaltern) ทุกกลุ่มในการต่อสู้กับทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ พวกเขาเชิญองค์กร นักกิจกรรมทางการเมือง และพลเมืองทั่วไปจำนวนนับร้อยให้มาเยือนดินแดนของพวกเขา พร้อมทั้งคิดค้นยุทธศาสตร์ใหม่ๆ ในการบรรลุโครงการดังกล่าว ลงเอยเป็นโครงการทางการเมืองที่รู้จักกันในชื่อ La otra Campaña (the Other Campaign) โดย The Other Campaign ประกอบไปด้วยทัวร์คาราวานที่เดินทางไปทั่วเม็กซิโกโดยใช้เวลานานหลายเดือนเพื่อพบปะกับองค์กรเล็กองค์กรน้อยให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ว่าจะเป็นนักจัดตั้งสหภาพแรงงาน ชุมชนคนพื้นเมือง นักสตรีนิยม กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ บรรดานักศึกษา ชาวนา รวมไปถึงผู้ที่ทำงานค้าบริการทางเพศ และครูอาจารย์ จุดหมายสูงสุดของโครงการนี้คือการกดดันให้รัฐบาลร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ โดยต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับสิทธิของชนพื้นเมืองและความเป็นอิสระในการปกครองตนเอง รวมไปถึงการขจัดองค์ประกอบของทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ออกไปให้หมดสิ้น

“Zapatismo ไม่ใช่อุดมการณ์ทางการเมืองใหม่หรือการนำอุดมการณ์เก่ากลับมาใช้ใหม่…มันไม่มีตำรา ระเบียบ ยุทธวิธี กลวิธี กฎเกณฑ์ หรือสโลแกนที่เป็นสากลแต่อย่างใด มันมีเพียงความปรารถนาหนึ่งเดียวเท่านั้น คือความปรารถนาที่จะสร้างสรรค์โลกให้ดีขึ้นกว่าเดิม เป็นโลกใบใหม่”

— รองผู้บัญชาการกาลีอาโน (Subcomandante Galeano)

เหล่าผู้ถูกกดขี่แห่งประเทศไทยจงร่วมกันผนึกแรงบันดาลใจจากการเคลื่อนไหวดังกล่าว จงนำสิ่งนี้มาปรับใช้ในวิถีทางและในจังหวะก้าวเดินแบบของพวกเราเอง พร้อมเป้าหมายเพื่อผนวกรวมกลุ่มผู้ถูกกดทับทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นชาวกะเหรี่ยง ชาวลาหู่ ชาวอาข่า ชาวม้ง ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ผู้ที่ทำงานค้าบริการทางเพศ เหล่านักศึกษา แรงงานอพยพ คนตกงาน ผู้หญิง มุสลิม คนไร้บ้าน คนชรา และเหล่าคนที่ไม่ได้สังกัดกลุ่มใด บรรดาคนที่ไม่ได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งไม่ว่าจะที่ไหน คนที่ต้องทุกข์ทรมานกับความไร้ซึ่งความหมายในโลกทุกวันนี้ จงรวมตัวกันและสลัดคราบเส้นแบ่งที่แยกพวกเราออกจากกันเสีย จงรวมกันต่อต้านลัทธิปัจเจกนิยม บริโภคนิยม และความละโมบของระบบทุนนิยม จงสุมไฟแห่งความโกรธที่มีต่อ CPTPP รวมเราเข้าไว้ด้วยกันเพื่อมุ่งสร้างขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านเสรีนิยมใหม่ให้ได้อย่างแน่แท้ จงสร้างขบวนการที่ถอดบทเรียนจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต โดยทำให้แน่ใจว่าจะไม่มีการร่วมมือร่วมใจกันกับเหล่านายทุนภายในประเทศหรือเหล่าอนุรักษ์นิยมศักดินา จงร่วมกันสร้างวัฒนธรรมแห่งการต่อต้านอันใหม่ของพวกเราเอง เป็นวัฒนธรรมที่อ้าแขนยอมรับวัฒนธรรมทั้งปวง และส่งเสริมการดำรงอยู่ที่ยั่งยืนของวัฒนธรรมเหล่านี้ รวมไปถึงส่งเสริมพัฒนาการต่อต้านแรงขับอันเบ็ดเสร็จของระบบทุนนิยม

Subcomandante Marcos (sorce: wikimedia)

 

“สำหรับข้อกังขาที่ว่ามาร์กอสเป็นเกย์หรือไม่: มาร์กอสเป็นเกย์ในซานฟรานซิสโก เป็นคนดำในแอฟริกาใต้ เป็นเอเชียนในยุโรป เป็นชิคาโน่ในซานอิสิโดร (San Ysidro) เป็นอนาธิปัตย์ในสเปน เป็นปาเลสไตน์ในอิสราเอล เป็นมายันอินเดียนบนท้องถนนซานคริสโตบัล (San Cristobal) … เป็นยิวในเยอรมัน เป็นยิปซีในโปแลนด์ เป็นโมฮอกในควิเบก เป็นผู้ต่อต้านสงครามในบอสเนีย เป็นหญิงโสดในเมโทรตอน 4 ทุ่ม เป็นชาวนาไร้ที่ดิน เป็นสมาชิกแก๊งในสลัม เป็นคนตกงาน เป็นนักเรียนนักศึกษาที่เศร้าโศก และแน่นอน เป็นซาปาติสตาในเทือกเขา” 

— รองผู้บัญชาการมาร์กอส

การเรียกร้องตั้งสหภาพแรงงานระดับชาติของพนักงานส่งอาหารในไต้หวัน

การเรียกร้องตั้งสหภาพแรงงานระดับชาติของพนักงานส่งอาหารในไต้หวัน

ผู้เขียน Brian Hioe
ผู้แปล Peam Pooyongyut
บรรณาธิการ Editorial Team

หมายเหตุ: บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่ New Bloom Mag
บทแปลนี้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนก้าวหน้า โดย Common School


“การต่อสู้เพื่อตั้งสหภาพของพวกเขานั้นสะท้อนให้เห็นถึงขบวนการเคลื่อนไหวที่กำลังเติบโตของพนักงานส่งอาหารทั่วโลก”

เบื้องหลังความสะดวกสบายของผู้บริโภคและ “ดิจิทัลโซลูชัน” ของแอพพลิเคชันสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่นั้นซุกซ่อนไว้ซึ่งคนงานนับหมื่นที่ต้องทำงานอย่างหนักและได้ค่าแรงต่ำกว่ามาตรฐาน ขบวนการแรงงานในไต้หวันที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ กำลังผลักดันให้เกิดสหภาพแรงงานระดับชาติ

บันทึกจากบรรณาธิการ Progressive International: ความไม่มั่นคง การบริหารงานด้วยวิทยาศาสตร์แบบดิจิทัล (digital Taylorism) การขูดรีดที่อยู่ในคราบของนวัตกรรมเทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้เป็นคำนิยามความเฟื่องฟูของบริการส่งอาหารแบบเดลิเวอรี่ที่กำลังเป็นปรากฏการณ์ไปทั่วโลก บทความชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีย์เกี่ยวกับการต่อสู้ของพนักงานส่งอาหารทั่วโลก

source: Progressive International

ในปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา พนักงานส่งอาหารจากแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Uber Eats, Foodpanda, GOGOX และ LaLaMove  ได้ออกมารวมตัวประท้วงที่หน้ากระทรวงแรงงานไต้หวัน เพื่อเรียกร้องให้มีการจัดตั้งสหภาพคนทำงานส่งอาหารขึ้นมาในระดับชาติ รายงานกล่าวว่าตอนนี้กลุ่มสหภาพมีสมาชิกมากกว่าหนึ่งร้อยคน และต้องการให้จัดตั้งสหภาพอย่างเป็นทางการขึ้นภายในสามเดือน

ประมาณการกันว่าพนักงานส่งอาหารในไต้หวันตอนนี้มีจำนวนมากกว่า 80,000 คน  เหล่าคนงานออกมาประท้วงเพื่อตอบโต้การคำนวณค่าตอบแทนแบบใหม่ที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Uber Eats และ Foodpanda ประกาศออกมา ซึ่งจะทำให้พวกเขาสูญเสียรายได้จากเดิมไป 10 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ปีก่อนพวกเขาได้ค่ารอบต่อครั้งอยู่ที่ราวๆ 65 -75 ไต้หวันดอลลาร์  (ประมาณ 75-85 บาท) แตปีนี้กลับตกลงมาเหลือ 43 -50 ไต้หวันดอลลาร์ (ประมาณ 50-57 บาท) แม้จะเป็นงานลักษณะเดียวกัน ดังนั้นพวกเขาต้องทำงานหนักขึ้นแต่ได้ค่าแรงที่ต่ำลง หนึ่งในผู้นำการชุมนุมบอกว่าเขาเคยได้ค่าแรง 9,600 ไต้หวันดอลลาร์ (11,000 บาท) จากการส่ง 110 ออเดอร์ในหนึ่งสัปดาห์ แต่พอมีการคำนวณค่าแรงใหม่ เขากลับทำเงินได้เพียง 9,000 ไต้หวันดอลลาร์ (10,300 บาท) จากการส่ง 164 ออเดอร์

เหล่าพนักงานต่างวิจารณ์กันว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกระทบต่อความเป็นอยู่ของพวกเขาอย่างรุนแรง แถมในความเป็นจริงนั้น บริษัทก็ประกาศออกมาโดยที่ไม่เคยปรึกษาพนักงานเลย พวกเขาจึงมองว่าสูตรการคำนวณค่าแรงแบบใหม่นั้นถูกตัดสินใจผ่าน “กล่องดำ” ซึ่งไม่มีใครรู้ได้

นอกจากนั้นเหล่าพนักงานส่งอาหารยังวิจารณ์อีกว่าบริษัทพยายามรณรงค์ให้พนักงานขับขี่อย่างปลอดภัย แต่เวลาที่พนักงานคนใดคนหนึ่งไม่สามารส่งอาหารได้ตามกำหนดเวลา ก็จะมีการโยนงานนั้นให้พนักงานคนอื่นทันที ดังนั้นแล้วการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงกระตุ้นให้พวกเขาต้องเร่งความเร็วในการส่งให้มากขึ้น ผู้จัดการชุมนุมคนหนึ่งบอกว่า อัตราการเกิดอุบัติเหตุของพนักงานในเขตภาคกลางของไต้หวันเพิ่มขึ้นจาก 1.4 ครั้งต่อเดือน เป็น 4 ครั้งต่อเดือน หลังจากที่บังคับใช้การคำนวณค่าแรงแบบใหม่ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นทั้งหมด 17 ครั้ง แต่เพียงแค่ 22 วันหลังจากปรับการคำนวณค่าแรง ก็มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นไปแล้วทั้งหมด 4 ครั้ง พนักงานจึงเรียกร้องให้มีการเพิ่มสินไหมทดแทนจากอุบัติเหตุเป็น 100,000  ไต้หวันดอลลาร์ (ประมาณ 115,000 บาท)

ตอนนี้กลุ่มสหภาพคนงานส่งอาหารในระดับท้องถิ่นกระจายอยู่ตามเมืองและเทศบาลต่างๆ ทั่วไต้หวัน แต่ยังไม่มีสหภาพในระดับชาติ ซึ่งถ้าทำได้มันก็จะนำมาซึ่งพลังต่อรองของคนงานกับบริษัทแพลตฟอร์มส่งอาหาร เช่น Uber Eats และ Foodpanda ในระดับชาติ ดังที่เดือนตุลาคม 2019 พนักงานส่งอาหารถึง 3 คนเสียชีวิตจากการทำงาน ซึ่งนำไปสู่การเรียกร้องให้บริษัทส่งเสริมความปลอดภัยของพนักงานให้มากยิ่งขึ้น

ในขณะเดียวกันก็มีความคาดหวังว่ารัฐบาลและกลุ่มอุตสาหกรรมจะออกมาโต้ตอบกับนโยบายใหม่นี้ แพลตฟอร์มส่งอาหารอย่างเช่น Uber Eats และ Foodpanda นั้นเป็นส่วนหนึ่งของ “gig economy” ซึ่งมักจะอ้างว่ามีการจ้างงานที่เป็นอิสระและยืดหยุ่นในด้านของชั่วโมงการทำงานและการจัดสรรเวลาทำงาน แต่รูปแบบการจ้างงานแบบนี้มองว่าพนักงานนั้นอยู่ในสัญญาจ้างชั่วคราว ไม่ใช่สัญญาจ้างแบบเป็นทางการ ดังนั้นบริษัทจึงมีสิทธิ์ปฏิเสธผลประโยชน์ที่พนักงานควรจะได้รับ

source: Rest of World

การที่ Uber เข้ามาทำธุรกิจในไต้หวันในฐานะแพลตฟอร์มแชร์การเดินทางนั้นถูกท้าทายในทางกฎหมาย เนื่องจาก Uber จดทะเบียนเป็นบริษัทซอฟต์แวร์แทนที่จะเป็นบริษัทแท็กซี่เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกควบคุม และสุดท้ายก็โดนปรับจากการปฏิเสธที่จะหยุดดำเนินธุรกิจ นั่นจึงนำไปสู่การปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจเป็นการส่งอาหาร เพื่อให้พนักงานเก่าสามารถทำงานต่อไปได้อย่างถูกกฎหมาย จนในที่สุดก็สามารถจดทะเบียนเป็นบริษัทรถแท็กซี่ได้

ยิ่งกว่านั้นเมื่อ Uber ถูกต่อต้านจากแท็กซี่ท้องถิ่น พวกเขาจึงบอกว่านี่เป็นปัญหาของรัฐบาลไต้หวันที่ไม่ปรับตัวตามกระแสโลก ซึ่งเห็นได้จากความล้มเหลวในการสนับสนุน Uber ดังนั้น Uber จึงวาดภาพให้สหภาพคนขับแท็กซี่ของไต้หวันว่าเป็นพวกอนุรักษ์นิยมที่ไม่เปิดใจรับนวัตกรรมใหม่ๆ โดยพยายามควบคุม Uber ให้อยู่ในระบบการจ้างงานแบบเดิมๆ เป็นไปได้ว่าทั้ง Uber Eats และ Foodpanda  จะใช้กลยุทธ์เดียวกันนี้เพื่อต่อต้านสหภาพแรงงานระดับชาติที่กำลังจะเกิดขึ้น

ในอีกทางหนึ่งเราจะเห็นว่า การพยายามก่อตั้งสหภาพแรงงานของพนักงานส่งอาหารในทุกประเทศ ตั้งแต่สหรัฐฯ จนถึงจีนนั้นเป็นตัวอย่างว่าพนักงานเหล่านี้พยายามรวมตัวกันเพื่อโต้กลับความพยายามของบริษัทที่จะขูดรีดแรงงานจากพวกเขามากขึ้น ในขณะที่ความปลอดภัยในการทำงานกลับต่ำลง  ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลไต้หวันก็มักจะอ่อนไหวกับข้อถกเถียงที่ว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องใช้ระบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันเป็นลักษณะเฉพาะทางธุรกิจ ดูเหมือนว่าทั้ง Uber Eats และ Foodpanda ก็จะใช้ข้อเสนอนี้ในการโต้ตอบกับข้อเรียกร้องของพนักงานเช่นกัน