“มันเป็นการต่อสู้ทางชนชั้น ไม่มีวิธีอื่นแล้วจริงๆ”: สัมภาษณ์แอดมิน ‘ทะลุแก๊ซ’

“มันเป็นการต่อสู้ทางชนชั้น ไม่มีวิธีอื่นแล้วจริงๆ”: สัมภาษณ์แอดมิน ‘ทะลุแก๊ซ’

เผยแพร่ครั้งแรกเป็นภาษาอังกฤษที่ DinDeng


 

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีวิดีโอที่ฉายให้เห็นถึงผู้ชุมนุมประท้วงที่บริเวณย่านดินแดง กรุงเทพฯ ออกมาอย่างต่อเนื่อง (ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับบล็อกของเรา) ดินแดงเป็นพื้นที่ในเมืองหลวงที่มีความเป็นอยู่อันยากลำบากและขาดแคลนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหลังจากการล็อกดาวน์อย่างเข้มงวดในช่วงการระบาดของโควิดครั้งล่าสุด โดยที่ไม่ได้มีการสนับสนุนทางด้านเศรษฐกิจอย่างจริงจังจากรัฐบาล ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนสิงหาคม ประชาชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชนได้ออกมาตามท้องถนนและต่อสู้กับตำรวจ อาวุธของพวกเขานั้นถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเองเท่าที่จะพอทำกันได้ เช่นประทัด ระเบิดทำมือ หนังสติ๊ก และโมโลทอฟค็อกเทล ตำรวจโต้ตอบพวกเขาเหมือนอย่างเคย คือการใช้แก๊สน้ำตา ปืนฉีดน้ำความแรงสูง และกระสุนยาง มีการใช้กระสุนจริงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การสลายชุมนุมเสื้อแดง การต่อสู้ครั้งนี้แตกต่างจากการชุมนุมประท้วงของขบวนการประชาธิปไตยในครั้งก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด พวกเขามีความรุนแรงที่มากกว่าและจัดการชุมนุมถี่ขึ้นเรื่อยๆ

ในช่วงแรกของการประท้วงนั้ยังไม่มีความชัดเจนในการจัดตั้งขบวนการ กลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม ดาวดิน และเยาวชนปลดแอกนั้นหายไปจากพื้นที่ตรงนี้อย่างเห็นได้ชัด แต่ว่ากลับมีกลุ่มใหม่ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจัดตั้งการประท้วงที่ดินแดงในครั้งนี้ พวกเขาใช้ชื่อว่า ทะลุแก๊ซ ซึ่งในเพจเฟซบุ๊กของทะลุแก๊ซนั้นมีการแสดงออกทางอุดมการณ์ในลักษณะของอนาธิปัตย์และนักต่อต้านทุนนิยมอย่างชัดเจน ซึ่งพวกเขากล่าวว่านี้คือการพูดส่งเสียงแทนเหล่าผู้คนชนชั้นกรรมาชีพในกรุงเทพฯ ที่ถูกละเลยจากสังคม ครั้งนี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับแอดมินเพจทะลุแก๊ซ (สงวนชื่อ) เกี่ยวกับความเป็นมาและแนวทางในอนาคต

แนะนำตัวหน่อยครับ

ผมเป็นผู้ดูแลด้านโซเชียลเน็ตเวิร์กให้กับกลุ่มทะลุแก๊ซ เป็นฝ่ายจัดตั้ง โฆษก และผู้ประสานงานให้กับทางกลุ่มด้วยครับ มีทีมจัดตั้งการประท้วงที่อยู่ในพื้นที่ค่อนข้างเยอะครับ ดังนั้นถ้าพวกเขาอยากจะสื่อสารกับสาธารณะ ก็จะติดต่อมาให้ผมช่วยตรงนี้

เล่าความเป็นมาของทะลุแก๊ซหน่อย

มันเริ่มจากการที่ผู้ชุมนุมในกรุงเทพบางคนที่เขาเป็นชนชั้นแรงงาน รู้สึกว่าตัวเองถูกกีดกันออกจากการชุมนุมกระแสหลักที่มักจะโปรโมทสันติวิธี เพราะสำหรับเราแล้ว แค่นั้นมันไม่พอหรอกครับ คือเราไม่สามารถอดทนรอที่จะไม่ปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐได้ เราต้องทำอะไรบางอย่างที่แตกต่างออกไป ก็เลยตั้งกลุ่มใหม่ขึ้นมาชื่อว่าทะลุแก๊ซ

ใครอยู่เบื้องหลังทะลุแก๊ซ

ตอนแรกเราฟอร์มทีมปฏิบัติการในพื้นที่ โดยการพูดคุยกันเกี่ยวกับปัญหาและวิธีการจัดตั้ง ตอนนั้นผมก็เริ่มสื่อสารกับสาธารณะแล้ว คือเพจนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับทะลุแก๊ซ สื่อสารให้คนในวงกว้างได้รับรู้ เรายังไปคุยกับคนในพื้นที่ด้วย เพราะเราอยากให้พวกเขาสนับสนุนและเชื่อใจเรา เข้าใจว่าสิ่งที่เราทำเนี่ย  มันทำไปเพื่ออะไร เป็นเรื่องสำคัญนะครับที่เราจะต้องรู้ว่าคนในพื้นที่เขารู้สึกยังไงกับการประท้วง เพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์และความรู้สึกร่วมกัน ดังนั้นทีมปฏิบัติการก็จะรายงานเรื่องเหล่านี้มาให้ผม แล้วผมก็สื่อสารมันออกมา แต่จริงๆ แล้วคนในพื้นที่เขาก็เคยสู้กับรัฐบาลมาก่อนนะ หลายคนเป็นอดีตเสื้อแดง (หรือยังคงเป็นอยู่) เป็นชนชั้นแรงงาน พวกเขาก็เลยมีความเชื่อมโยงกับทะลุแก๊ซ

พูดให้ชัดเจนกว่านี้ก็คือ ผู้ชุมนุมทะลุแก๊ซเป็นคนรุ่นใหม่แล้ว บางคนไม่รู้จักเสื้อแดงเลยด้วยซ้ำ พวกเขายังเด็กมาก บางคนแค่อยากออกมาสู้กับตำรวจเพื่อความสนุกหรือสะใจ แต่อย่าลืมว่าในการชุมนุมก็มีคนที่อายุมากขึ้นมาอีกหน่อย คนที่เด็กกว่าก็เรียนรู้จากคนที่แก่กว่านี่แหละ

ผู้ชุมนุมทะลุแก๊ซจุดพลุใส่ตำรวจ (ภาพจาก ข่าวสด)

คนในพื้นที่มีปฏิกิริยายังไงต่อการชุมนุม

บอกตรงๆ พวกเขาไม่ได้ชอบหรอกนะที่มีการชุมนุมในพื้นที่ แต่พวกเขารู้ว่ามันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้แล้วก็เคารพการตัดสินใจของผู้ชุมนุม พวกเขาไม่ได้โทษพวกเรา พวกเขาเข้าใจว่าเราทำไปเพื่ออะไร

ชีวิตในย่านดินแดงมันมีลักษณะยังไง

ดินแดงคือย่านสลัมครับ พวกเราคือคนที่ถูกกดขี่ ตำรวจทำตัวเหมือนมาเฟียที่เราต้องจำยอมต่ออำนาจนั้น พวกเขาพรากทุกอย่างของเราไป มีอิทธิพลเหนือประชาชน และเราก็ต้องเชื่อฟังตำรวจ พวกตำรวคือตัวปัญหาหลักในพื้นที่ ใครๆ ก็เกลียดตำรวจกันทั้งนั้น ไม่ต่างอะไรจากการอาศัยอยู่ในรัฐตำรวจมาเฟียเลย

เพจของคุณสื่อสารอุดมการณ์อนาธิปไตยอย่างชัดเจน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

บอกตรงๆ ว่าสารเหล่านี้มาจากผมทั้งหมด ผมอ่านเกี่ยวกับอนาธิปไตยมาเยอะ แล้วก็ชอบแนวคิดเรื่อง Mutual Aid ของ Peter Kropotkin แต่แนวคิดเหล่านี้ก็เชื่อมโยงกับขบวนการและคนที่อยู่ในนั้นด้วย

แนวคิดทางการเมืองของคนในพื้นที่ดินแดงเป็นยังไง

หลายคนไม่สนหรอกครับว่าใครเป็นนายก ตราบใดที่ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น เพราะฉะนั้นการเมืองของคนที่นั้นจึงไม่ตายตัว เปลี่ยนไปมาเหมือนสายน้ำ แต่ก็อย่างที่บอกไปว่าหลายคนเคยเป็นเสื้อแดงมาก่อน คนที่อายุเยอะหน่อยก็ยังสนับสนุนทักษิณเพราะว่าในสมัยนั้นชีวิตของพวกเขาดีขึ้นจริงๆ แต่คนส่วนใหญ่เขาไม่ได้มีเวลามาสนใจการเมืองหรืออ่านหนังสือเกี่ยวกับการเมือง เพราะต้องทำงานตลอดเวลา ดิ้นรนต่อสู้เพื่อที่จะเอาชีวิตรอด แต่แน่นอนครับว่าพวกเขาเกลียดประยุทธ์และพวกตำรวจ

คุณเชื่อมต่อกับชุมชนชนชั้นแรงงานในวงกว้างกว่านี้ได้อย่างไร

เป็นเรื่องที่ยากครับ ก็เหมือนที่บอกว่าพวกเขาไม่มีเวลามาอ่านหนังสือหาความรู้หรือทฤษฎีทางการเมือง เราก็พยายามที่จะสื่อสารแบบกระชับและเข้าใจง่ายสำหรับพวกเขา ให้มันแตกต่างจากสื่อกระแสหลักอื่นๆ มันยังคงเป็นเรื่องยากนะแต่ใช่ว่าจะทำไม่ได้เลย

ตำรวจฉีดน้ำผสมสารเคมีใส่ผู้ชุมนุมทะลุแก๊ซ (ภาพจาก ข่าวสด)

ทำไมถึงรู้สึกว่ากลุ่มชุมนุมประท้วงอื่นๆ ถึงไม่สามารถเป็นตัวแทนให้กับคนในดินแดงได้

ต้องยอมรับก่อนครับว่ากลุ่มชุมนุมส่วนใหญ่เป็นปัญญาชนและชนชั้นกลาง แต่เราไม่ใช่แบบนั้น มันมีช่องว่างระหว่างกันอยู่ พวกเขามีแนวคิดว่าการจะสู้หรือปะทะกับตำรวจก็คือต้องรอให้ตำรวจเริ่มก่อน แล้วค่อยโต้ตอบกลับไป สำหรับเรา เราโดนตำรวจทำร้ายมาตลอดชีวิตครับ ตำรวจเริ่มก่อนทั้งนั้น ทำอย่างกับพวกเราเป็นเศษคน ดังนั้นจึงชอบธรรมแล้วที่เราจะเอาคืน โครงสร้างของรัฐนี้รวมทั้งระบบตำรวจมันอันตรายต่อชีวิตของประชาชนอยู่แล้ว แล้วทำไมเรายังต้องรอให้พวกตำรวจทำร้ายเราอีกล่ะ ในเมื่อเราโดนทำร้ายมาทั้งชีวิตและไม่มีใครที่จะมาสนใจหรือรับฟังพวกเราด้วย สำหรับเรานี่คือทางเดียวที่จะแสดงออกถึงความไม่พอใจ แสดงออกถึงตัวตนของคนที่อยู่ในซอกหลืบ ในเมื่อเราถูกกีดกันออกจากสังคมโดยสิ้นเชิง คนอื่นก็ควรจะรับจะรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของพวกเรา นี่คือการต่อสู้ทางชนชั้นครับ ไม่มีวิธีอื่นแล้วจริงๆ

ผมอยากบอกว่า เรายินดีต้อนรับทุกคนที่อยากจะมาเข้าร่วมกับทะลุแก๊ซ เราเปิดกว้างเต็มที่ แต่กลุ่มอื่นๆ ก็ยังคงลังเลที่จะมาร่วม คือไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเป็นศัตรูกับเรานะครับ แต่พวกเขาก็จะพูดประมาณว่า “รอดูไปก่อน” ผมพอจะเข้าใจว่าทำไม มันก็เป็นเรื่องของชนชั้นนั่นแหละ ถ้าให้พูดตามตรงก็คือ ชนชั้นกลางจำนวนมากก็แค่ไม่เข้าใจพวกเรา ไม่สามารถรู้สึกแบบเดียวกับพวกเราได้ พวกเขาก็แค่ไม่รู้จริงๆ

มีแผนอะไรต่อจากนี้ไหม

ระยะสั้นคือทำให้ขบวนการเติบโตและแสดงออกมากขึ้นครับ อยากจะสร้างพื้นที่ของฝ่ายซ้ายในการชุมนุม อย่างเช่นเราจะเปลี่ยนจากการชูสามนิ้วเป็นการชูกำปั้นข้างซ้ายแทน นอกจากนั้น เราอยากจะพูดคุย พบปะ จัดตั้งให้มากยิ่งขึ้น ตอนนี้กำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อที่จะเอาไปกำเนินการต่อ แต่ตอนนี้ขบวนการเรายังใหม่มากๆ และต้องการการสนับสนุนอีกเยอะครับ

ไรเดอร์ทุกแห่งหนจงรวมตัวกัน: บทสัมภาษณ์สหายจากสหภาพไรเดอร์

ไรเดอร์ทุกแห่งหนจงรวมตัวกัน: บทสัมภาษณ์สหายจากสหภาพไรเดอร์

สัมภาษณ์โดย Afta

“แรงงานทุกคนในทุกประเทศ จงลุกขึ้น!”

 
หนึ่งในประโยคอมตะของคาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ในคำแถลงการณ์คอมมิวนิสต์ ที่ใช้ในการสร้างจิตสำนึกทางชนชั้นของแรงงานผู้ที่ถูกกดขี่โดยชนชั้นกระฎุมพี (Bourgeoisie)  ถูกกระตุ้นให้แสดงออกผ่านการต่อสู้ทางชนชั้น เพื่อนำมาซึ่งอิสระภาพที่ปราศจากการขดขี่  นอกจากนี้ในความคิดของมาร์กซ์นั้น  การต่อสู้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าปราศจากชนชั้นปฏิวัติ (Revolutionary class) ที่เป็นตัวแสดง และเครื่องมือขับเคลื่อนทางสังคงให้ไปสู่สังคมที่ใฝ่ฝัน สังคมคอมมิวนิสต์ที่ปราศจากการขูดของชนชั้นนายทุน

อย่างที่เราทราบกันว่า ในคำแถลงการณ์คอมมิวนิสต์ที่ถูกเขียนขึ้นตั้งแต่  ค.ศ. 1847 เป็นเวลาเกือบ 200 ปี มีการเปลี่ยนแปลงสภาพทางสังคมและเศรษฐกิจในระดับที่มาร์กซ์เองคาดไม่ถึง  การเปลี่ยนโฉมหน้าของเทคโนโลยีที่เป็นเครื่องมือทางการผลิต (mean of production) มีวิวัฒนาการอย่างล้ำลึก  และจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีนี้เอง ทำให้ความสัมพันธ์การผลิตระหว่างผู้คุมปัจจัยการผลิตและแรงงานการผลิตนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน

ในโลกเสรีนิยมใหม่ที่ได้คืบคลานครอบงำความคิดคนในเกือบทุกมุมโลก  โลกแห่งเสรีนิยมที่ยึดโยงอยู่กับปัจเจกได้เติบโตขึ้นในฐานะรากฐานของระบบประชาธิปไตย  1 คน 1 เสียง เป็นความคิดที่เติบโตมาขึ้นมากับระบบประชาธิปไตยในยุคเสรีนิยมใหม่  แต่ทำไมระบบที่เชื่อว่าคนมีความเท่ากัน 1 คน 1 เสียง กลับไม่สามารถสร้างความเท่าเทียมกันภายในสังคมได้ หนำซ้ำ ตัวเลขความรุนแรงของความเหลื่อมล้ำกลับมีความชัดเจนขึ้น  เมื่อผู้ร่ำรวย 1 เปอเซ็นต์ สามารถสะสมทุนได้อย่างต่อเนื่องภายใต้สภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ ที่แรงงานไม่แม้กระทั่งสามารถหางานที่มั่นคงให้กับชีวิตได้

เมื่อความอยุติธรรมเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจและสังคม การต่อสู้ก็ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงมิได้  การต่อสู้ของผู้ที่ถูกกดขี่ซึ่งถูกกดทับด้วยระบบเศรษฐกิจ และจากการโดนขูดรีดจากชนชั้นนายทุน ที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้  วันนี้พวกเขากลับมาอีกครั้งในรูปแบบที่แตกต่างจากเดิม  ค้อน-เคียว ที่ถูกฝังในลึกลงไปในหลุมศพ ถูกพัฒนาขึ้นในรูปแบบใหม่ ผ่านทางเทคโนโลยีที่ถูกเปลี่ยนแปลงไป และในครั้งนี้พวกเขามาพร้อมกับโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ หรือแท็ปเล็ต ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยเครื่องมือเหล่านี้  และตอนนี้พวกเขาพร้อมแล้ว ที่จะเปิดเผยข้อมูลของการโดนกดขี่และแนวความคิดของการต่อสู้ในระบบ Gig economy ที่ผู้เขียนเชื่อว่าหลายคนคงต้องใช้บริการพวกเขา ยินดีต้อนรับ สหภาพไรเดอร์ (Freedom Rider Union) 

แนะนำตัวได้เลยครับ

สวัสดีครับ ผมเรย์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งสหภาพไรเดอร์ ตอนนี้ดูแลทางฝ่ายเลขา และแน่นอนว่าเป็นไรเดอร์ด้วยครับ  ตอนนี้ผมอายุ 31 ปี ก็ถือว่าผ่านโลกมาพอสมควร จบการศึกษาระดับชั้นมัธยมปลาย และพยายามที่จะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาทางด้านเอกดนตรี และ sound engineer แต่ด้วยประสบปัญหาทางการเงิน ครอบครัวไม่ร่ำรวย ทำให้ต้องหยุดการศึกษาลง  และผมมีความชอบในเรื่องเครื่องยนต์เป็นพิเศษ สามารถซ่อมแซมและแก้ไขรถยนต์ยุโรปได้ ผ่านการเรียนรู้ด้วยตัวของผมเอง  ซึ่งมันก็ไม่ง่ายเลยครับ  

เริ่มขึ้นเป็นสหภาพได้อย่างไร

ผมตกงาน ในช่วงรัฐประหาร ปี พ.ศ. 2557 ผมเคยเปิดร้านอาหารเล็กๆ ของตัวเองในขณะนั้น  และจากพิษของรัฐประหาร ร้านจึงถูกปิดลงด้วยพิษทางเศรษฐกิจ  ผมเริ่มต้นหันมาเป็น ไรเดอร์กับ Lalamove ซึ่งในขณะนั้นทางบริษัท Food delivery ต่างๆ ต้องการไรเดอร์จำนวนมาก ในขณะที่เซ็นต์สัญญาไม่ได้มีการระบุในสัญญาว่าต้องมีการเสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่มีอยู่วันหนึ่งทางบริษัทเรียกเก็บเงินเป็นจำนวน 200 บาท ทางผมจึงไม่ยอม ซึ่งไม่ใช่แค่ผมคนเดียว ไรเดอร์เป็นร้อยเป็นพันคนก็ไม่ยอมด้วยเช่นกัน  ในตอนนั้นผมจึงคิดหาวิธีว่าต้องทำอย่างไรดี  จึงมีคนแนะนำให้ไปปรึกษากับทางสถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม (JELI) และได้รับการตอบกลับที่รวดเร็วมาก JELI ให้คำแนะนำในการตั้งสหภาพเพื่อสร้างอำนาจการต่อรอง  เราจึงได้เริ่มต้นในวันนั้น มีชื่อเรียกครั้งแรกว่า สหภาพลาล่า ซึ่งในช่วงแรกของการจัดตั้ง เราได้ตั้งเพจ Facebook ซึ่งมีเพียงแค่ไรเดอร์ของ Lalamove เท่านั้นที่เข้าร่วม  แต่เมื่อสถานการณ์ของไรเดอร์ที่ถูกบีบคั้นด้วยกฎของบริษัทต่างๆ ที่คล้ายกัน จึงไม่ใช่เพียงแค่ไรเดอร์ของ Lalamove เท่านั้นที่ประสบปัญหา แต่เป็นพวกพ้องจากบริษัทอื่นๆ ที่มีปัญหาแนวเดียวกัน  เราจึงมีพรรคพวกหรือสหายที่เพิ่มขึ้น  จนภายหลังเราได้เปลี่ยนเป็น Freedom Rider Union ที่ไม่ได้เจาะจงเพียงเฉพาะกลุ่มเราเท่านั้น  และผลของการต่อสู้ในการจ่ายเงินในครั้งนั้น ทำให้เราสามารถจ่ายเงินให้กับบริษัทเป็นจำนวน 100 บาท จำนวน 2 งวด

สหภาพต้องการอะไรจากบริษัท Food delivery

ทุกครั้งพวกเขาพยายามอ้างว่า “เราเป็นพาร์ทเนอร์กับทางบริษัท เราไม่ใช่นายจ้าง-ลูกจ้าง” แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเลย พวกเขาเพียงแค่ต้องการผลักไสการจ่ายค่าจ้างอย่างเป็นธรรม และการจ่ายสวัสดิการให้กับแรงงานออกไปให้พ้นตัว  พวกเขาไม่ต้องการให้เราเป็นลูกจ้างเพื่อเพิ่มภาระในการแบ่งกำไร  ดังนั้นสิ่งที่เราต้องการคือสัญญาในการทำงานที่เป็นธรรม เหมือนกับแรงงานปกขาว เราต้องการสวัสดิการ รวมถึงประกันอุบัติเหตุที่เราต้องเจอเกือบทุกวันในชีวิตการทำงาน เราไม่เคยได้รับอะไรแบบนั้นเลย  จนกระทั่งตอนนี้ พวกเขาก็แค่หาแรงงานใหม่เมื่อแรงงานเก่าไม่สามารถทำงานต่อไปได้ และแน่นอนถ้าเป็นเช่นนี้ การเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิดขึ้น

ภาพจากเพจ สหภาพไรเดอร์ – Freedom Rider Union

สหภาพเติบโตขึ้นได้อย่างไร และเติบโตไปถึงไหนแล้ว

เราไม่สามารถจำกัดหรือบอกได้อย่างแน่ชัดว่าเติบโตขึ้นได้อย่างไร เพราะมันมีหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นกับพวกเรา  คนส่วนใหญ่รู้สึกถึงการโดนกดขี่ เอารัดเอาเปรียบ  และเริ่มตาสว่างจากคำหวานที่ทางบริษัทได้บอกเราอยู่เสมอๆ  ดังนั้น ผู้ที่เข้าร่วมจึงเข้าร่วมจากความรู้สึกของพวกเขาเอง เราไม่มีการบังคับ ถ้าในความคิดของผมแล้ว ก็เพราะความอยุติธรรมที่ทำให้พวกเราเติบโตขึ้นเรื่อยๆ  ตอนนี้เรามีการสร้างแพลตฟอร์มใน Facebook เพื่อเปิดลงทะเบียนอย่างเป็นทางการให้กับไรเดอร์ ซึ่งตอนนี้เรามีสหายในสหภาพไรเดอร์จำนวน 300 คนแล้ว และไรเดอร์ที่ลงทะเบียนก็อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นส่วนใหญ่ มีต่างจังหวัดบ้าง ถ้าใครสนใจสมัครสมาชิก เรียนเชิญที่หน้าเพจได้เลยครับ

เมื่อไม่นานมานี้มี สหภาพเริ่มมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง อะไรเป็นชนวนในการจุดประกาย

เราต้องการให้ทุกคนทราบว่าการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน  ถ้าคุณไม่สนใจการเมือง คุณจะถูกผู้ที่สนใจนำคุณไปใช้ประโยชน์  ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณออกจากบ้าน เราเห็นท้องถนน ทางเท้าที่เต็มไปด้วยหลุมเปรียบเสมือนอยู่บนดวงจันทร์ นั้นคือเรื่องการเมืองด้วยเช่นกัน  และถ้าเราปฏิเสธที่สนใจ นั่นคือคุณปฏิเสธสิทธิของตัวเองและปล่อยให้คนอื่นเคลมสิทธิของคุณไป

เราจึงต้องการให้ไรเดอร์ตระหนักในสิทธิของเราเอง ไม่ใช่เพียงแค่ทำงานก้มหัวให้นายทุน  แต่เรามีสิทธิในการเรียกร้องตามหลักของรัฐธรรมนูญ ตราบใดที่เราไม่ก้าวก่ายสิทธิของผู้อื่น เราสามารถทำได้ เพราะเราไม่ใช่ทาสที่ไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้ 

มาร่วมงานกับ Free youth และการต่อสู้ที่เชื่อมโยงกับระบบประชาธิปไตยได้อย่างไร

ครั้งหนึ่ง เราได้ประท้วงที่ตึก T-one ซึ่งเป็นตึกที่ทาง Line-man เช่าทำออฟฟิศ ทาง Free youth ได้ส่งหน่วยข่าวมาติดตามการเคลื่อนไหวของเรา และยังเผยแพร่การเคลื่อนไหวให้สังคมได้รับรู้ ซึ่งเราซาบซึ้งเป็นอย่างมาก และเนื่องจากที่ผมได้ติดตาม Free youth มานานแล้ว พร้อมกับการกระทำเช่นนี้ของพวกเขา มันสร้างความประทับใจให้กับสหภาพ เพราะเรารู้สึกว่ายังมีใครคนหนึ่งที่เห็นใจพวกเราอยู่

วันหนึ่งมีสายจาก Free youth ติดต่อเข้ามาขอสัมภาษณ์ผม  แน่นอนว่าผมตัดสินใจรับปากทันที  แต่ยังไม่ได้นัดวันในการสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ   จนกระทั่งหลังจากนั้นแอดมินคนหนึ่งของ เพจ พูด ติดต่อผมเข้ามา และเชิญชวนให้ผมขึ้นพูดปราศรัยในวันที่ Free youth จัดการชุมนุมขึ้น  จากการที่เราปรึกษากับทางสหภาพไรเดอร์ก็สรุปได้ว่า ทางสหภาพต้องการให้ผมพูดในตัวแทนคนทั่วไปมากกว่าในนามของสหภาพ  แต่ผลตอบรับที่ได้กลับดีเกินขาด พี่น้องประชาชนและสหายหลายคนเห็นด้วยกับคำปราศรัย ผมจึงเปิดเผยตัวว่าเราอยู่ในสหภาพไรเดอร์และได้รับผลตอบรับที่ดีมากๆ

การจัดตั้งสหภาพ ใช้หลักการคล้ายๆ กับหลักการในระบอบประชาธิปไตย เราเคารพในเสียงส่วนมาก และเราไม่ทิ้งเสียงส่วนน้อยไว้ข้างหลัง เรารับฟังปัญหาไรเดอร์ทุกคนและพร้อมที่จะแก้ไขปัญหา  ดังนั้นผมจึงคิดว่าเรามีลักษณะที่คล้ายกับประชาธิปไตย เช่น เรามีการโหวต veto จากสมาชิกและผู้เข้าร่วมประชุม มันคือหนังเรื่องเดียวกัน

ภาพจาก สถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม (JELI)

ในเพจของสหภาพไรเดอร์เริ่มมีการวิพากษณ์ทุนนิยมที่ค่อนข้างรุนแรง คุณสามารถบอกได้ไหมว่าคุณต่อต้านระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

เราวิพากษ์ระบอบทุนนิยมรูปแบบ “ทุนนิยมสามานย์” ที่กดขี่แรงงาน ทุนนิยมที่ก้าวหน้าแต่กลับใช้ช่องว่างของกฎหมาย (ในบางประเทศ) ฉกฉวยผลประโยชน์นี้ จนกลายเป็นความทุกข์ของพี่น้องแรงงาน เราไม่ได้ปฏิเสธสังคมแบบทุนนิยม ถ้าจะเปรียบเทียบ   

“ทุนนิยมก็เหมือนแรงงานที่ตายแล้วเป็นผีดิบ ทุนจะอยู่ได้ก็ต้องดูดเลือดแรงงานที่มีชิวิต” 

สหภาพไรเดอร์ไม่ได้ปฏิเสธระบอบทุนนิยม แต่อยากใช้ชีวิตร่วมกับสังคมแบบทุนนิยมให้เกิดความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่ายมากที่สุดเราอยู่ในสังคมที่ทุกคนอยู่ในโลกของปัจเจกชน ที่ไม่ต้องการช่วยเหลือผู้อื่น  “เอ็นดูเขา เอ็นเราเจ็บ” ทำไมเราไม่ช่วยเหลือผู้อื่นเท่าที่เราช่วยได้ล่ะ ทำไมเราต้องหลีกเหลี่ยงการช่วยเหลือผู้อื่นล่ะ นี่คือคอนเซ็ปทางความคิดของทุนนิยมที่พยายามปลูกฝังให้เราสนใจแต่เรื่องของตัวเอง จนเพิกเฉยปัญหาทางสังคม ซึ่งผมต้องการเปลี่ยนแปลงความคิดแบบนั้น  เราต้องการช่วยเหลือสังคมในส่วนเล็กๆ การทำสหภาพไรเดอร์จึงเป็นการช่วยเหลือพี่น้อง ตราบเท่าที่เราทำได้ 

ทุกวันนี้พวกคุณสู้อยู่กับอะไร

ถ้าเปรียบคอมพิวเตอร์เป็นมนุษย์ Mindset ก็คือ ซอฟต์แวร์ เรากำลังต่อสู้กับ “ซอฟต์แวร์” ที่ฝั่งทุนนิยมพยามจะปลูกฝัง Mindset ที่ส่งเสริมให้แรงงานเป็นทาส ทำงานหนักบนค่าแรงที่แสนถูก ทำงานหนักแต่กลับไม่มีสวัสดิการในชีวิต เพราะการจะทำให้แรงงานทำงานหนักโดยไม่ปริปาก ก็ต้องปลูกฝั่ง Mindset ทาส ด้อยค่าแรงงาน ส่งเสริมไม่ให้แรงงานมองเห็นคุณค่าในตัวเอง ส่งเสริมไม่ให้แรงงานตั้งคำถามถึงค่าแรงที่ได้ลงแรงไป เราสู้กับสิ่งพวกนี้ครับ ถ้าวันนี้คุณเห็นภาพว่าเรากำลังต่อสู้กับแพลตฟอร์ม คุณกำลังเห็นภาพลวงตาครับ 

ภาพจาก Voice

คุณคิดว่าแรงงานใน gig economy เช่น งานฟรีแลนซ์ที่ไม่มีรูปแบบประจำจะสามารถนำแนวคิดของสหภาพไปใช้ได้หรือไม่ และสุดท้ายในอนาคตอันใกล้ พวกคุณหวังอะไร

แนวคิดสหภาพไม่มีลิขสิทธิ์ครับ No copyright ผมไม่ว่าเลยถ้าใครที่จะนำแนวทางของพวกเราไปใช้ มันเป็นประโยชน์ต่อสังคม พวกเราส่งเสริมด้วยซ้ำ  การกระจายอำนาจเพื่อเป็นการต่อรองผลประโยชน์ในการต่อสู้กับนายทุน  ตอนนี้มีทาง JELI ซึ่งผมพูดไปข้างต้น ที่เป็นองค์กรที่ช่วยสนับสนุนแรงงาน gig economy  ถ้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อ JELI ได้เลยครับ

ผมอยากสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม การปลูกฝัง mindset ใหม่ที่สร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในสังคม ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่สละทิ้งกับคำว่า การทำงาน คือ “บุญคุณ” โลกไม่ได้หมุนแบบนั้นแล้วครับ นายทุนต้องการเราทำงาน  เราขายแรงงานให้พวกเขา เพื่อแลกกับเงินและสวัสดิการที่เราควรได้รับ  การปลูกฝังเรื่องระบบอุปถัมถ์เป็นระบบที่เสริมสร้างการกดขี่ขึ้นในสังคมครับ และสุดท้ายผมขอฝากไว้ว่า “ไม่มีสวัสดิการแรงงานไหนเกิดจากการร้องขอ มันล้วนแล้วเกิดจากการต่อสู้ครับ” 


ถึงแม้ว่า จำนวนที่แท้จริงของตามตัวเลขของการลงทะเบียนจะมีเพียงแค่ 300 คน แต่จากบทสัมภาษณ์ทำให้เราทราบว่า  สหภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าหากปราศจากการกดขี่  ดังนั้น การเกิดขึ้นของสหภาพก็เกิดขึ้นจากการกระทำของนายทุนที่เลือกกดขี่พนักงานของพวกเขาเอง  และการกดขี่นี้จะยิ่งสร้างเป็นพลังและเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมต่อไป  “Working Men of All Countries, Unite!”

อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐอยู่ข้างนายทุน เราจึงเห็นกลไกของรัฐและการกระทำต่างๆ ที่เอื้อต่อผลประโยชน์ต่อนายทุน โดยเพิกเฉยและมองไม่เห็นมูลค่าของแรงงานในรูปแบบของความเป็นมนุษย์ เมื่อทุกคนมองว่าแรงงานเป็นเพียงแค่ปัจจัยการผลิต โดยมองข้ามจิตวิญญาณที่อยู่ภายในตัวของพวกเขา มองคนเป็นเพียงเครื่องจักรที่เอาไว้ใช้งาน และโละทิ้งไปเมื่อเครื่องจักรได้พังลง  แรงงานจึงได้คืนชีพเพื่อทวงถามคุณค่าของความเป็นคนอีกครั้งต่อ นายทุนและรัฐที่มีนายทุนเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

 

 

 

บทสัมภาษณ์อาสากลุ่มคนดูแลกันเอง: แคมป์แรงงาน

บทสัมภาษณ์อาสากลุ่มคนดูแลกันเอง: แคมป์แรงงาน

English Language please click here

แปลเป็นภาษาไทยโดย Kunlanat Jirawong-aram
บรรณาธิการโดย Editorial Team

ดีโยน ณ มานดารูน แอคติวิสท์และนักเขียนของดินแดง หนึ่งในอาสาสมัครกลุ่มคนดูแลกันเองที่กรุงเทพ กลุ่มนี้เป็นอาสามาสมัครที่จัดตั้งขึ้นในลักษณะความสัมพันธ์แบบแนวราบ (horizontally organized) ประกอบด้วยสมาชิกประมาณ 20 คน รวมตัวกันหลังจากรัฐบาลไทยสั่งล็อกดาวน์ครั้งที่ 2 เพื่อให้การช่วยเหลือฉุกเฉิน เช่น หยูกยาและของกินของใช้ ให้กับแคมป์คนงานในกรุงเทพฯ ซึ่งถูกปิดตามคำสั่งล่าสุด


บทสัมภาษณ์อาสากลุ่มคนดูแลกันเอง: แคมป์แรงงาน

ก่อนหน้าสถานการณ์โควิด แคมป์คนงานเป็นอย่างไรบ้าง เขาเจอปัญหาอะไรบ้างก่อนระบาด

แคมป์คนงานเป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราวที่บริษัทสร้างให้แรงงานก่อสร้างอาศัยอยู่ใกล้ๆ ไซต์งานก่อสร้างหรือไม่ก็อยู่ในนั้นเลย ปกติแล้วจะมีคนประมาณ 70-100 คน แต่บางที่ก็สูงถึง 700 คน ที่อยู่พวกนี้คุณภาพต่ำมาก ส่วนใหญ่ก็เป็นผนังหลังคาสังกะสี ไม่ก็เป็นแค่เต็นท์ผ้าใบที่มีคนนอนกันเต็มพื้น บางที่มีคุณภาพสูงขึ้นมาหน่อย เป็นพวกบ้านประกอบบ้างถ้าโชคดี คนงานส่วนมากก็อาศัยอยู่กับครอบครัว ภายในแคมป์จึงมีเด็กอยู่หลายคนเลย วิถีชีวิตก็… พอเสร็จงานที่หนึ่งก็ไปอยู่อีกแคมป์ต่อ ได้ค่าแรงน้อยแล้วก็ส่งเงินกลับบ้าน แต่ตอนนี้ถูกห้ามไม่ให้ทำงานก็ไม่ได้ค่าแรงเลย

ส่วนใหญ่แล้วเป็นคนงานต่างชาติรึเปล่า

ส่วนมากแล้วเป็นคนจากพม่า กัมพูชา ลาว คนไทยก็มีเยอะประมาณ 60% แรงงานต่างชาติบางคนก็ถูกกฎหมาย บางคนก็ผิดกฎหมาย คนที่ไม่ถูกกฎหมายก็ไม่ได้รับความช่วยเหลืออะไรจากรัฐเลย แม้ว่าจะติดเชื้อโควิด ป่วย หรือบาดเจ็บอย่างรุนแรง

ตามกฎหมายแล้วพวกเขาเป็นลูกจ้างชั่วคราวไหม มีสัญญาจ้างงานรึเปล่า

ก็ขึ้นอยู่กับว่าเคสไหน ก็ปนๆ กันไป บางคนก็เป็นบางคนก็ไม่เป็น ปกติแล้วขึ้นอยู่กับว่าบริษัทนั้นเป็นบริษัทใหญ่รึเปล่า แน่นอนว่าบริษัทพวกนี้ทำผิดกฎหมายแรงงาน ตำรวจแค่ทำเป็นมองไม่เห็น เพราะคิดว่าไม่ได้เป็นปัญหาของตัวเอง พอโควิดระลอกนี้มา ตำรวจก็พยายามไม่ยุ่งเลย

ตอนล็อกดาวน์รอบแรก คนงานในแคมป์ได้รับผลกระทบไหม

ไม่นะครับ ปีที่แล้วเขาก็สามารถทำงานได้ เพิ่งมาได้รับผลกระทบตอนปิดแคมป์ครั้งนี้แหละ ประมาณหนึ่งเดือนที่แล้ว

ล็อกดาวน์ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนยังไงหรือครับ เกิดอะไรขึ้น

ครั้งนี้จำนวนผู้เชื้อโควิดสูงกว่าครั้งก่อนๆ มาก รัฐบาลเลยตัดสินใจปิดแคมป์คนงานและขังพวกเขาอยู่ด้านใน เพราะคิดว่าถ้าปล่อยให้คนงานเหล่านี้กลับบ้านก็ต้องเอาเชื้อไปติดจังหวัดอื่นๆ ด้วย แต่ตอนนี้ก็ชัดแล้วว่ามาตรการนี้ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดก็พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั่วประเทศ

ในแคมป์มีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดสูงไหม

3 อาทิตย์ก่อน ตอนแรกไม่ค่อยมีเคสในแคมป์ แต่ตอนนี้หลายแคมป์ก็มีรายงานมาว่าติดเชื้อหนักแล้ว ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ทำอะไรเลย เรามีทีมหมออาสาสมัครช่วยดูแลอาการ แต่คนก็กำลังตายอยู่ในแคมป์ คนไร้บ้านก็ตายอยู่ตามท้องถนนเหมือนกัน 

เข้าร่วมกลุ่มดูแลกันเองได้ไง ในกลุ่มทำงานกันอย่างไร

ตอนเริ่มล็อกดาวน์ เราเปิดรับบริจาคจากเพื่อนกันเองและซื้อของไปให้บางแคมป์ ทีนี้ก็เห็นว่าคนอื่นทำแบบนี้เหมือนกัน เลยรวมตัวคนที่คิดเหมือนกัน เพื่อนของเพื่อนผม Neeraj Kim ก็เริ่มรวมตัวเพื่อนๆ ในเครือข่ายของเขาและเราก็มีสมาชิกมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนั้นพอเห็นจำนวนแคมป์ก็รู้สึกตกใจเลย นี่มันเพิ่งผ่านมาประมาณสามอาทิตย์เอง ตอนแรกเราต้องดูก่อนว่าแต่ละแคมป์ตั้งอยู่ตรงไหนเพราะไม่มีฐานข้อมูลของหน่วยงานรัฐ เราเลยหาอาสาสมัครรวบรวมข้อมูลตรงนี้ให้ รวมเป็นสเปรดชีต ว่าแคมป์อยู่ที่ไหนบ้าง มีคนกี่คน ใครที่เราสามารถติดต่อได้บ้าง เขาต้องการอะไร ฯลฯ

ตอนนี้ฐานข้อมูลครอบคลุม 700 แคมป์และมีข้อมูลเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เราเปิด OpenChat ในไลน์ คนอื่นจะได้ช่วยประสานงานกันได้ เรามีทีมแมทช์ผู้บริจาคกับแคมป์ที่ต้องการของกินของใช้ด่วน เราให้ข้อมูลติดต่อแคมป์กับผู้บริจาค เขาจะได้ช่วยเหลือโดยตรงเลย ถ้าด่วนมากๆ เราก็มีคนของเราคอยส่งของจากบ้านไปที่แคมป์ เรามีหมออาสาที่คอยสั่งยาให้แคมป์ ตอนนี้เหมือนเป็นแก๊งค้ายาเลย ต้องมาแพ็คยาให้พร้อมสำหรับแคมป์ต่างๆ ที่ต้องการ

ที่เห็นๆ ก็คือความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้บริจาคในแชทไลน์ บางคนมีแค่ข้าว คนอื่นมีไข่ เขาก็รวมกันให้แคมป์เองโดยที่ทีมไม่ได้ไปบอก มันเหมือนเป็นความพยายามช่วยเหลือกันเอง (mutual aid) เราเปิดทางสื่อสารระหว่างคนที่ไม่ได้ทำไปเพื่อตัวเอง เห็นอย่างนี้ก็น่าดีใจมาก เราเน้นเสมอว่าที่เราทำอยู่ไม่ใช่การกุศล เราก็บอกคนที่บริจาคอย่างนั้นเหมือนกัน หลักๆ ที่เราอยากสื่อคือคนเท่ากัน พยายามทำให้คนเห็นสำนึกทางชนชั้นโดยที่ไม่ต้องบอกว่าเป็นฝ่ายซ้ายอย่างเปิดเผย

มีกลุ่มอื่นคอยช่วยเหลือเหมือนกันมั้ย

มีกลุ่มอื่นที่คอยช่วยเหลือกันเองเหมือนกัน แต่เราเป็นกลุ่มแรกและกลุ่มเดียวที่เน้นเรื่องคนงานที่ติดอยู่ในแคมป์

แล้วแบ่งของที่มีกันยังไงบ้าง

เราใช้เกณฑ์ความเร่งด่วนแบ่งแคมป์ ตามระบบสีจราจร เขียวก็คือโอเค อยู่ได้ มีของกินจากนายจ้างหรือไม่ก็หน่วยงานรัฐเกือบทุกวัน ซึ่งเคสพวกนี้ไม่ค่อยมี สีส้มคือเคสที่ได้อาหารจากบริษัทบ้าง อาจจะสักหนึ่งครั้งในสองอาทิตย์ ส่วนสีแดงคือแคมป์ที่อาหารกำลังจะหมดหรือโควิดกำลังระบาด แล้วบริษัทไม่ได้ช่วยเหลือ สิ่งที่เราทำได้ก็คือการเอายาสามัญประจำบ้านไปให้ เช่น พาราเซตามอล หรือของให้เด็ก เช่น นมผง และผ้าอ้อม รวมทั้งให้คำแนะนำทางการแพทย์

แสดงว่ารัฐบาลก็ช่วยเหลือบ้าง

หน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานก็ช่วย แต่ที่ช่วยมาก็ไม่พอ รัฐมีอาหารให้แค่แรงงานต่างชาติเพราะเขามีโควต้าให้ เป็นอาหารปรุงเสร็จแล้ว หนึ่งมื้อต่อวัน คนในแคมป์ก็พยายามแบ่งๆ กัน แต่มันก็ยังไม่พอ

ที่พูดว่าปิดแคมป์ นี่คือไม่มีใครเข้าออกได้ใช่มั้ย

ใช่ครับ หน้าประตูแคมป์ก็มีทหารหรือไม่ก็ตำรวจเฝ้าด้วยซ้ำ

แล้วทางการทำไงบ้างกับการช่วยเหลือจากกลุ่ม

จริงๆ แล้วคนที่แจ้งเคสเข้ามาบางครั้งก็มาจากทหารที่เฝ้าพื้นที่ตรงนั้น พวกเขาไม่ได้รับคำสั่งมาให้แจ้งหรอก แต่เป็นทหารชั้นผู้น้อยที่ต้องการจะช่วยเพราะกองทัพไม่ได้ทำอะไรเลย ส่วนใหญ่แล้วทหารก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือขนาดนั้น บางครั้งเวลาเราออกไปเก็บข้อมูลก็ถูกปฏิเสธ ไม่ให้ข้อมูลเลย คอยขัดขวางการช่วยเหลือจากเราตลอด

แล้วคิดมั้ยว่ารัฐอยากให้คนงานเหล่านี้ตาย

เราคิดจริงๆ ว่ารัฐไม่ได้มีความสามารถ ไม่ได้มีเจตนาร้ายหรอก ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถแยกได้ก็ตาม คิดว่าเวลารัฐขัดขาเรา มันคือเรื่องคำสั่งต่อกันมาเป็นทอดๆ มากกว่าอย่างอื่น กองทัพมักมองประชาชนเป็นศัตรู ถ้ามองในเชิงโครงสร้างก็คงเรียกได้แหละว่ามีเจตนาร้าย

แล้วข้างในแคมป์เป็นอย่างไรบ้าง

มีแคมป์หนึ่งที่เขาแยกคนงานที่ติดโควิดออก คนที่ติดโควิดต้องนอนบนพื้นด้านนอก มีผ้าใบกันแดดกันฝน แต่พอฝนตกตอนกลางคืนน้ำก็ท่วมพื้น ก็ไม่มีแม้แต่ที่จะนอน ที่พวกเราทำได้คือเอาฟูกลมไปให้ แล้วก็พวกของกินของใช้ พวกเขาก็ขอบคุณ สื่อก็เห็น รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานก็มาแล้วเอาหน้าเสียยกใหญ่ ทำเหมือนว่าได้ช่วยเหลือ ส่วนอีกแคมป์หนึ่งที่เราไป อาหารก็กำลังจะหมดแล้ว เลยเอาข้าวเข้าไปให้ เขาก็ขอบคุณ ถึงกับขนาดไหว้เลย

พอเป็นแรงงานต่างชาติ เขาก็ไม่ค่อยคาดหวังการช่วยเหลือจากรัฐมากนัก โดยเฉพาะคนที่เป็นแรงงานผิดกฎหมาย แต่สำหรับคนไทยล่ะ เขาช็อกมั้ยที่รัฐทำแย่ๆ กับเขาแบบนี

พูดไม่ได้หรอกว่าเขาช็อก กระทรวงแรงงานไม่ได้ทำตัวดีอะไรอยู่แล้ว ทุกคนรู้กันดีว่าหวังอะไรไม่ได้จากกระทรวง พอแคมป์ถูกปิดก็คงคิดกันแล้วว่าไม่ได้อะไรหรอกแม้แต่ความช่วยเหลือจากกระทรวงอื่นก็ตาม ขนาดกระทรวงสาธารณสุขก็ไม่โผล่มาเลย

สิ่งที่ต้องการตอนนี้คืออะไร

เราไม่รับบริจาค ถ้าทำได้เราก็คอยเชื่อมคนบริจาคให้กับคนในแคมป์ เขาจะได้เอาของไปวางด้านหน้าและคนงานก็มาเอาได้ แต่เรามีที่เก็บของจำเป็นพื้นฐานไว้ ตอนนี้เราต้องการยาหลากหลายประเภท เรามียาสำหรับอาการโควิดขั้นต้นเท่านั้น ไม่ใช่ในเคสที่อาการรุนแรง ตอนนี้ก็พยายามหายามาเพิ่ม มียาพ่น (Budesonine) และยาบรรเทาอาการ Prednisolone มีเครื่องผลิตออกซิเจนด้วย แต่ไว้สำหรับเคสที่รุนแรงจริงๆ

คิดว่าเหตุการณ์นี้จะอยู่อีกนานเท่าไร ทางกลุ่มคิดว่าจะทำอย่างไรในระยะยาว

ก็หวังว่าจะไม่นานไปมากกว่านี้เท่าไรนะครับ เราก็พยายามกดดันรัฐให้ทำอะไรสักอย่าง มีทีมงานเฉพาะสำหรับเรื่องนี้เลย ก็ไม่รู้เหมือนกันในระยะยาวจะเป็นไง ตอนนี้ก็ทำเท่าที่ทำได้

ก่อนโควิด คนงานก็อยู่ในสภาพที่แย่มากอยู่แล้ว มีแผนจะทำกลุ่มนี้ต่อมั้ยหลังเหตุการณ์นี้

ก็ยังไม่แน่ใจเท่าไร กลุ่มก็สามารถคุยกันเรื่องจุดประสงค์ใหม่ได้ เรามีข้อมูลและคนรู้จักในแคมป์ แต่ตอนนี้เป็นการช่วยเหลือเร่งด่วนให้คนยังมีชีวิตอยู่ต่อได้ในแต่ละวันก่อนละกัน



บทสัมภาษณ์อาสากลุ่มคนดูแลกันเอง: แคมป์แรงงาน

No One Cares – Workers Camps – Interview

คลิกที่นี่เพื่ออ่านฉบับภาษาไทย

Dion de Mandaroon is an activist and Din Deng contributor who volunteers for No One Cares – Bangkok, a horizontally organised volunteer group made up of around 20 people. No One Cares was recently formed during the second lockdown in Thailand. They provide emergency supplies and medical aid to temporary worker camps in Bangkok, which have been sealed shut since the imposition of the latest lockdown. 

Could you tell us about what these worker camps were before Covid and some of the problems they had before the pandemic?

Worker camps are temporary housing provided by the building company for the construction workers to live in, near or at the construction site. Typically they hold around 70 to 100 people but they can go up as high as 700 people. They have very low-quality buildings, often just iron sheets for walls and roofs, sometimes they’re just people sleeping on the floor under an outdoor canopy tent, while some are higher quality, like a prefab shelter if they’re very lucky. A lot of the workers live with their families in the camps, so there are often a lot of kids in there. As for their lifestyle… It’s like, they move from one camp to another after the job is done, making what little money they can and sending some back home. But right now they’re not allowed to work, so they have no income at all. 

Are most of the workers foreign?

Many foreigners are from Burma, Cambodia, Laos and there are a lot of Thai workers too, I would say around 60% are Thai. Some of the foreign workers are legal, some are illegal. The illegal ones don’t receive any support from the government at all, even if they have Covid or a serious medical problem.

Are these, legally speaking, casual workers? Do they have labour contracts?

It depends, they’re mixed, some do some don’t. Usually, it depends on how big the company is. For sure these companies are violating labour laws and the police just turn a blind eye and pretend they don’t see it, they don’t see it as their problem. Particularly during this wave of Covid, the police just try not to get involved.

Were there any problems in the first lockdown with these workers?

No, they were allowed to work through the first lockdown last year. They were only just closed this time, around a month ago.

What’s different about this lockdown, what’s happened?

This time the Covid numbers are a lot higher, so the government just decided to shut down the camps and lock the workers inside. They think if they let the workers go back home they’ll bring Covid back to other provinces, but obviously, that’s not effective because the numbers are going up everywhere all over the country. 

Are there many cases of Covid in the camps?

At first, around 3 weeks ago, we didn’t get many cases of Covid in the camps. Now though, we’re receiving a lot of reports of heavily infected camps and the government isn’t doing anything. We have a team of volunteer doctors who are trying to help fight the disease, but people are dying in there, in addition to the homeless people who are dying in the streets as well.

How did you get involved and how does No One Cares work and how does the organisation work?

When this lockdown started, I just personally called for donations from friends and bought things for a few camps, then I heard about other people doing stuff like this, so we got together with some like-minded people. A friend of a friend, Neeraj Kim, started organizing with people in his network and we grew from there. We were immediately overwhelmed by how many camps there were, this was around 3 weeks ago. First, we had to find out where the camps are, so we made a Google Form, so that people could go and survey their areas, to find out where the camps are, because the government doesn’t have any database for this. So we had volunteers do that initial research, we compiled them into a big spreadsheet, of where they are, how many people there are, who is the internal contact person for the camp, what they need, etc. 

Now we have a huge database of 700 camps and it’s growing. So we have this open chat on the Line app, where people who want to help come to coordinate. We have a team who matches donors to camps in urgent need of supplies and we give the donors the contact information of the camp so they help directly. Or if it’s really urgent we have our own people who can deliver stuff from our house directly to the camp. We also have volunteer doctors who are prescribing medicines to bring into the camps, like we’re running a drug cartel, we have medicine packed and ready for any camps that need them.

What we see is solidarity between donors in the Line Chat group. For example, some donors have only rice, others have eggs, and they come together and pool what they have for a camp without our team having to tell them to. It’s like with this mutual aid effort, we have opened up a kind of communication between people that has nothing to do with looking out for themselves, which is very refreshing to see.

We always emphasize that what we are doing is not charity, and we tell the donors as much.  It’s our group’s main message that everyone is equal. You could say we are trying to raise class consciousness without being outwardly leftist.

Are there other groups helping out?

There are others doing mutual aid for people in general, but we’re the first and only group that focuses on the trapped camp workers. 

How are resources allocated?

We divide the camps into different levels of urgency using a traffic light system. Green means they’re ok, they can survive, they have food from their employers almost every day or maybe from the government, these are very rare. Orange is when they receive food from their company maybe once every two weeks. While red is for those running out of food, or with a very serious Covid outbreak who aren’t being supported by their employers. All we can do though is bring them very basic medication like paracetamol and stuff for the kids like formula and diapers, as well as offer them medical advice. 

So the government is helping a bit?

Various different government agencies help, but not enough and actually the government only gives food to the foreign workers. They have a quota for foreign workers in the camp and they give some ready-made meals, one meal a day. So the people in the camps try to share it out, which is obviously not enough. 

And when you say they’ve closed the camps, it means nobody can leave and nobody can go inside, is that right?

Exactly. They even have soldiers or police guarding the gates.

How do the authorities react to your activities?

Actually, some of the aid calls we’ve received come from the soldiers stationed there. They’re not ordered to do so, they’re like low ranked soldiers and just want to help because the military isn’t doing anything. But most of the time the soldiers are not at all cooperative. Sometimes when we go to survey camps, the soldiers just say no, we’re not giving you any information, they’re actively blocking us from helping.  

Do you think the government actually wants these workers to die?

I honestly think the government is just incompetent, less than malicious, although we can’t truly separate the two. I think when they’re blocking us, it’s a chain of command issue more than anything else. The military always treats civilians with hostility, so you could call it malice in a systematic way. 

What’s it like when you go into the camps?

There was one camp where the workers were separated because some had Covid. Those who had Covid, they were sleeping on the floor outdoors, they had like a tarp to shield them from the sun and rain, then it rained at night and the area was flooded, they didn’t even have a place to sleep. All we could do was bring them some inflatable mattresses and basic supplies, they were very grateful for that. Then the media picked it up and the ministry of labour came and made a big show of it, like helping them out. In another camp I went to, they were running out of food. So we brought them basic food, they were so grateful, they even bowed down you know? 

With the foreign workers, they probably don’t expect much government assistance, particularly for those working illegally. But for the Thai workers, are they surprised by how abhorrently they’re being treated?

I wouldn’t say they’re surprised. The Ministry of Labour has always fucked over the workers, everyone knows not to expect anything from the ministry, so when the camps were locked down they probably knew they weren’t going to get any help, even from other ministries, like the Ministry of Health are absent too. 

What do you need right now?

We don’t really accept donations, if we can, we try to directly connect donors with people in the camps, so they can leave the stuff at the gates and the workers can come and get it. But we have our house where we keep some basic essentials. Really we need more types of medicine, we only have stuff to treat the really basic mild Covid symptoms, but nothing for severe cases. We are trying to expand our medical stash. We now have some Budesonide inhalers and Prednisolone pills. We also have a few oxygen concentrators for the really severe cases. 

How long do you think this will continue? And if it continues long-term what’s the plan for your organisation?

I hope it doesn’t go on for much longer. We’re also pressuring the authorities to do something, we have a dedicated team for that. We don’t really know long term, but we’re doing all we can right now. 

These workers were living in very bad conditions pre-Covid, do you have any plans to continue this organisation after the current crisis?

Not really, not yet anyway. We could repurpose, we have a lot of data and connections in the camps, but right now it’s emergency relief, to keep everyone alive at the end of the day. 

Covid & Riders Union Protests – FreeYouth Interview

Covid & Riders Union Protests – FreeYouth Interview

Din Deng spoke to Baimai, a lead organiser from the FreeYouth protest group, which was one of the main forces behind the nationwide protests on July 18th. We talked about how the recent Covid outbreak has affected protesting and the new presence of workers unions in the democracy movement. 

Last time we spoke, a few months ago, you said the protest movement would likely be very quiet for the next year due to Covid, then last week you had the first large protest since the second Covid wave. How did that happen?

At first, I think many activists were scared of Covid. Actually, they were really really scared. Many had already been arrested and then released after the protests last year, still, they didn’t organise any big protests since then. Well, last year FreeYouth took to the streets towards the end of the first Covid outbreak, so we know what it’s like to protest in a lockdown.

But this year, the Covid numbers are much higher, but the situation is really serious. People don’t have anything to eat, so many people are unemployed. I can feel the anger in the society I’m living in. Like when I talk to children, they all complain about studying online, how it doesn’t work. When I talk to middle-aged people, they’re unemployed, they can’t pay their bills and older people, they’re really really scared of dying of Covid. They don’t trust the government vaccine program. 

And the 18th of July is the anniversary of when we first took to the streets last year. It’s a good place to start, but I don’t want the protest to commemorate it, no, we just want this date to be like a moment that people wake up a bit. It’s a good day and a good time to protest because people are really fucked up with everything right now.

So we (FreeYouth) decided to organise the protest. We talked to some other groups and they were surprisingly interested. So we made some protocols, like violence, a little bit is ok, fight back against the police a little bit… They surprisingly accepted. 

So I think about 4 or 3 days before the protest, people, particularly the liberal groups, were pretty scared about the lockdown and the Covid numbers. They were saying no, don’t protest, we have to be responsible for the masses. So we invited a doctor to our organising meeting and he said you must go to protest, so we took those precautions. 

Because at first some of the more liberal groups wanted it to only be a car protest, but we were like hell no. We told them straightforwardly that not many people have cars, even we don’t have any cars at FreeYouth. Like, if we want to do a protest that is very working-class friendly, then no we can’t afford cars, it’s too expensive. So what’s good about this protest is that we invited a lot of working-class groups, like the Union Riders group, some workers unions as well as the Workers for Human Rights Group.

Who started the car mob concept?

I think we did, but it wasn’t a big thing, actually, we called it a Caravan, there were cars, motorcycles, trucks, like the red shirts used to do it. Really middle-class people like it because they feel safe in their cars with the air conditioner on. 

With the car mob it kind of feels like people are just sitting in traffic in Bangkok like they do normally but this time it’s for a protest. Do you find that a bit cynical?

Yes for sure. For example, an activist group who are older than us, they have jobs, they are very financially stable, they were very against the idea of people walking in the streets. They said no, only car mobs and we told them that we are young and working class, we have no cars!

How many people, in the end, were in their cars, on motorcycles and walking?

I think most people walked, far more. I couldn’t count though, I was carried away with the people walking. I really care about those people. They were the first people to clash with the police, they were the first to get fucked up. But there were definitely people who at first were in their cars, but they got carried away too and left their cars and walked and clashed with the police and got tear-gassed and everything. It was so cool to see them join us like that.

Right now the Union Riders have a lot of momentum and they joined the protest in big numbers. What’s your connection with them?

Initially, we were in a meeting talking about who we should invite. So I proposed the Union Riders and workers union groups. They have a very equal structure in their organisation. Someone from our group attended one of their meetings and their riders were very energetic to protest with us, it was a good sign. I think they wanted to join us because they’re so fucked up with capitalism too. Inside the union, however, there’s a faction that is not ready to get into politics, they’re still apprehensive, which is understandable, they just want to fight with their company.

However, there’s a stronger faction that does want to get into politics and fight with capitalists and the government and their structures. So anyway in the end they did join, we were so happy to have them. Yesterday one of them called me, and they said they’re now going to focus on Foodpanda as well. They said banning Foodpanda won’t work. They want workers to demand more benefits and better pay from their workers as well as accident insurance and use targeting Foodpanda as an example for other workers to do the same. They asked if we wanted to join, and we’re now talking about how we can do that. We’re ready to fight and we’re ready to support them.

What are the plans for future protests?

We’re thinking about another similar protest on the 28th, which is the birthday of someone special. But I don’t know. For us, we’re really trying to get involved with the worker’s groups like Union Riders, they really understand capitalism and class conflict, the people we spoke to are very very lefty, you can see on their page. I think it’s a very new thing for Thai politics, because there are not many working-class groups who criticise capitalism, they only ask for government help, not directly fighting companies. But there are now more working-class groups who understand deeply about capitalism and they’re young and they’re ready to organise and grow. Workers Union is another great group like that. 

Do you think these smaller informal unions are the future of this movement?

It’s hard but we’re trying. The Workers Union, they only accept the platform workers right now, but they want to work with other sectors, so I see the potential. Really I see a lot of potential with the Riders Union. They’re strong, hard guys who want to go and fight. They will expand and grow, just wait a little. Just wait. Until we get democracy I think that this union will be one of the strongest in Thailand. Also, they’re not a legal union which probably helps them, because there are no laws to prevent them from organising because they’re gig economy workers, so I can see the potential there. In a way, capitalism has shot itself in the foot, because the government controlled and regulated unions for so long. But now everyone’s in the gig economy, putting them in a more pure capitalist system you could say, so they don’t have the government (who are always right-wing) constraining them. Again capitalism digs its own grave. I really think this kind of work will grow and so will organising around it. 

เผด็จการฟาสซิสต์ยุโรปแบบไทย ๆ

เผด็จการฟาสซิสต์ยุโรปแบบไทย ๆ

เรื่อง Gabriel Ernst
แปล & ภาพหลัก Napakorn Phoothamma
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute, Kunlanat Jirawong-aram

ในปี พ.ศ. 2473 ประเทศไทยพยายามสร้างอัตลักษณ์ของตัวเอง (homogeneity) ตามแบบของเผด็จการฟาสซิตแบบตะวันตก การสร้างอัตลักษณ์นี้เองถูกนำมาใช้กับระบบกษัตริย์ในปี พ.ศ. 2493  และก่อให้เกิดฉันทามติฝ่ายขวาทรงอิทธิพลมากว่าครึ่งทศวรรษ แต่อย่างไรก็ตาม การประท้วงในช่วงที่ผ่านมาหลายส่วนก็ไม่ได้ตระหนักถึงแนวโน้มเผด็จการฟาสซิสต์แบบยุโรปที่ฝังลึกในขณะที่ท้าทายรัฐไทยในปัจจุบัน

ในปี พ.ศ. 2481 เมล็ดพันธุ์แห่งเผด็จการฟาสซิสต์ได้เติบโตขึ้นในประเทศไทยจากการเรืองอำนาจของ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นยุคแห่งการนำประเทศไปสู่ความทันสมัย โดยจอมพล ป. ใช้เวลาตลอด 6 ปีนั้นเองปรับเปลี่ยนไปสู่ประเทศที่ทัดเทียมอารยประเทศตามแบบของเขา จอมพล ป. จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยที่ฝรั่งเศสที่ที่เขาเองได้ซึมซับและชื่นชมความเป็นเผด็จการชาตินิยมฟาสซิสต์ (ซึ่งในยุคนั้นเป็นแนวคิดใหม่) จากที่นั่นเอง เขายังชื่นชอบมุสโสลินี และน่าจะถึงขึ้นนำภาพของผู้นำฟาสซิสต์ไปไว้บนโต๊ะทำงานเมื่อได้ปกครองประเทศไทย

จอมพลป. นั้นได้เติบโตกลางใจกลางเมืองสยามในปี พ.ศ. 2440 จากครอบครัวที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งต่อมาเขาเข้าเรียนที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยได้เดินทางไปศึกษาวิชาทหารปืนใหญ่ ต่อที่ ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แนวคิดแบบฟาสซิสต์ถือว่าเป็นแนวคิดที่ก้าวหน้า เนื่องด้วยเป็นแนวคิดที่นำพาความเป็นสมัยใหม่และความเข้มแข็งมาสู่ประเทศ ทำลายระบบเจ้าขุนมูลนายและสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในชาติและวัฒนธรรมชาติพันธุ์ชาตินิยม (ethnonationalist) โดยอำนาจของรัฐแบบบนลงล่าง ในช่วงเวลานี้เองที่อาทาทืร์คในตุรกีและมุสโสลินีในอิตาลีได้รับความนิยมถึงขีดสุด อิทธิพลจากผู้นำเหล่านั้นได้สร้างแรงบันดาลใจแก่ จอมพล ป. ในวัยหนุ่มนั่นเอง

ประเทศไทย (หรือสยามในช่วงนั้น) ที่เขาหวนกลับคืนมาอีกครั้งในช่วงปลายยี่สิบ ช่างดูห่างไกลจากประเทศฟาสซิสต์ตามที่เขาวาดฝันเหลือเกิน สยามเป็นประเทศที่พึ่งรอดพ้นจากการล่าอาณานิคมตะวันตก มีความแตกต่างอย่างสุดขั้ว ถูกแบ่งเป็นส่วนๆ เนื่องด้วยเงื่อนไขทางภูมิศาสตร์ ทำให้การปกครองอย่างเป็นปึกแผ่นแทบจะเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะพื้นที่ราบลุ่มในฤดูฝนและในที่สูงตลอดทั้งปี

อย่างไรก็ตาม การล่าอาณานิคมของยุโรปเองก็ได้ส่งอิทธิพลต่อการสร้างเขตแดนของประเทศ ฝรั่งเศสล่าอาณานิคมในด้านตะวันออกและอังกฤษล่าอาณานิคมของในด้านตะวันตกและทางใต้ สยามไม่ได้กำหนดเขตแดนของตัวเอง แต่เขตแดนมาจากการล่าอาณานิคมมากกว่า แต่ไม่ว่าประชากรกลุ่มใดก็ตามที่ลงหลักปักฐานอยู่ที่เขตแดนนั้น แม้พ้นจากการครอบงำของชาติตะวันตกก็ยังต้องต่อสู้กับรัฐสยามอยู่ดี หลังรอดพ้นการล่าอาณานิคมอย่างหวุดหวิด รัฐสยามแบบระบบเจ้าขุนมูลนายก็ได้ปฎิรูปตัวเองก่อนหน้าหลายทศวรรษ รัฐสยามพยายามเปลี่ยนตัวเองให้เป็นประเทศสมัยใหม่เพื่อให้ทัดเทียมกับอารยประเทศตะวันตก แต่อย่างไรก็ตามรัฐสยามเองก็ไม่ได้เข้มแข็งและยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางอุตสาหกรรมมากนัก อีกทั้งประชากรส่วนใหญ่ก็ยังอาศัยอยู่ในชนบท บางครั้งต้องใช้เวลานานนับหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าคนชนบทเหล่านี้จะเข้าถึงขอบนอกของราชอาณาจักรจากมหานครหลวงกรุงเทพ

ด้วยปัจจัยดังกล่าวนี้เองที่ทำให้ชุมชนท้องถิ่นเฉพาะ (localised communities) และอัตลักษณ์ชาติพันธุ์หรือภูมิภาคยังคงอยู่ทั่วทั้งสยามโดยไม่มีการแทรกแซงจากรัฐมากนัก อย่างไรก็ตาม การแสดงออกอย่างอิสระหรือการปกครองในท้องถิ่นไม่ได้มาจากการที่รัฐอนุญาติให้มีด้วยความเมตตา แต่มาจากความอ่อนแอของรัฐสยามเองในการจัดการ ทั้งยังไม่มีความเด็ดขาดเรื่องโครงสร้างอุดมการณ์ความเป็นหนึ่งเดียวของอัตลักษณ์ชาตินิยมของตัวเอง ณ ขณะนั้น

เหตุนี้เองจึงทำให้สยามเป็นประเทศที่มีความแตกต่าง ด้วยความหลากหลายของแต่ละพื้นเมือง ทั้งภาษา วัฒนธรรม วิถีชีวิตและสถาบันทางการเมือง แม้ในทุกวันนี้ความหลากหลายในรูปแบบนี้ก็ยังมีให้เห็นอยู่ ประเทศไทยใช้ภาษาพื้นเมืองกว่า 60 ภาษาซึ่งยังไม่รวมสำเนียงภาษาถิ่นอีกนับไม่ถ้วนที่เมื่อมองผ่านประวัติศาสตร์แล้วคงมีจำนวนมากกว่านี้

การรวมตัวของนายทหารหัวก้าวหน้าอย่าง คณะราษฎร ที่ จอมพล ป. ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในการทำรัฐประหารด้วยในปี พ.ศ. 2475 เปลี่ยนกษัตริย์ให้ลงมาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญและคงไว้เพียงชื่อ หลังจาก 6 ปีแห่งความวุ่นวาย กลุ่มหัวก้าวหน้าได้สลายตัวลง จอมพล ป. ได้กลายเป็นผู้นำจอมเผด็จการของประเทศไทยโดยพฤตินัยในปี พ.ศ. 2481 เขาเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามมาเป็นไทยในปีต่อมาด้วยความตั้งใจในการสร้างความเป็นชาติพันธุ์ชาตินิยม (ethnonationalist)

หมุดทองเหลืองถูกติดตั้งเพื่อระลึกถึงรัฐประหารปี 2475

ในระหว่างการดำรงตำแหน่งของ จอมพล ป. เขาได้สร้างเอกลักษณ์เฉพาะแบบฟาสซิสต์ของเขามากมาย จอมพล ป. ได้จัดให้วันเกิดของตนเป็นวันหยุดประจำชาติและต่อมาได้ทำเช่นเดียวกัน กับบุตรและภรรยาของเขา การเฉลิมฉลองวันหยุดในช่วงนั้นส่วนมากมักจะเป็นการเดินพาเหรดทหารในเมืองใหญ่ จอมพล ป. เองยังส่งเสริมให้ผู้คนแขวนรูปของเขา ซึ่งก็เป็นอะไรที่น่าขำเพราะวิธีการดังกล่าวก็ถูกส่งต่อไปยังสถาบันกษัตริย์เช่นกัน เขายังตั้งยุวชนทหารด้วยแต่ก็ไม่ได้เหมือนกับยุวชนทหารของฮิตเลอร์ไปซะทีเดียว โดยทั่วไปแล้ว จอมพล ป. พยายามจะสร้างวัฒนธรรมแบบบูชาตัวบุคคลตามเหล่าเพื่อนๆ ประเทศฟาสซิสต์ยุโรปนั่นเอง ซึ่งหมายถึงการกำกับดูแลควบคุมสื่อและการเผยแพร่วัฒนธรรมอย่างเคร่งครัด

โปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อในยุคสมัย จอมพล ป.

การแปลงโฉมไทยใหม่

นโยบายการแปลงโฉมไทยใหม่ โดย จอมพล ป. หรือการปฎิวัติวัฒนธรรมไทยคือการเปลี่ยนโฉม พยายาม นิยาม และสร้างความเป็นไทยตามที่เขาเห็นควรจะเป็น การนิยามความเป็นไทยนั่นหมายถึงความเป็นที่มาจากศูนย์กลางประเทศ เน้นวัฒนธรรมชนชั้นนำทหารซึ่งได้รับอิทธิพลจากตะวันตกเป็นเวลานับทศวรรษ

คำสั่งปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม รัฐนิยม 12 ข้อ ได้ถูกประกาศใช้ ซึ่งคำสั่งนี้ประกอบด้วยเรื่องการแต่งกายของประชาชนชาวไทยตามตะวันตก ภาษาไทยมาตรฐาน ห้ามแสดงออกอัตลักษณ์ภูมิภาค รวมไปถึงเรื่องกิจวัตรประจำวันว่าควรกินหรือนอนอย่างไรเวลาเท่าใด ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องแปลกในหลายๆ ครั้ง แต่ประกาศฉบับนี้บังคับใช้กับทุกสิ่งเท่าที่จะเป็นไปได้  ด้วยเป้าหมายเพื่อสร้างความชัดเจนนิยามความเป็นไทยของตัวเองและเผยแพร่ความเป็นไทยไปทั่วแผ่นดิน

แน่นอนว่ามันทำให้อัตลักษณ์ของภูมิภาคลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะในชาวพุทธที่ราบภาคกลาง ขณะที่ชาวมุสลิมที่อยู่ในหมู่คนยาวีเชื้อสายมาเลในภาคใต้ก็ได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้เช่นกัน มัดเราะซะฮ์ (สถานศึกษา) ถูกสั่งปิดและมุสลิมถูกห้ามไม่ให้สวมใส่เครื่องแต่งกายตามวัฒธรรมของตน ด้วยเหตุนี้เอง ต่อมากลุ่มยาวีได้ต่อมาได้ตั้งกองกำลังต่อต้านรัฐขึ้น ซึ่งปัจจุบันกองกำลังต่อต้านรัฐนั้นยังมีอยู่จนถึงทุกวันนี้

ผลกระทบของประกาศฉบับนี้ส่งผลไปยังอีสานด้วยเช่นกัน ประชากรส่วนใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยส่วนใหญ่แล้วเป็นคนเชื้อชาติลาว ซึ่งเป็นลูกหลานของประชากรที่ตั้งรกรากเมื่อร้อยปีก่อนหน้า ทั้งในอดีตและปัจจุบันคนอีสานไม่ได้ถูกกลืนกินอย่างสมบูรณ์โดยรัฐ ชาวเวียดนามส่วนน้อยในพื้นที่โดยรอบก็เช่นเดียวกัน จนกระทั่งวันนี้ภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่ยากจนที่สุดในประเทศ และเป็นที่รู้จักในฐานะวัฒนธรรมท้องถิ่นเฉพาะ มีประชากรที่หัวแข็งและเกลียดชังการบริหารจัดการของกรุงเทพ

การแต่งกายของชาวอีสานในช่วงก่อนการแปลงโฉมไทยใหม่

การกลืนกลายทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มุ่งเป้าเพียงวัฒนธรรมเท่านั้น นโยบายดังกล่าวยังต้องการใช้ประโยชน์กลุ่มคนที่แต่ก่อนไม่ได้มีประโยชน์ต่อรัฐเท่าไร หากถูกรวบและรวมเข้ามาในสังคมไทยจะได้ใช้งานเพื่อพัฒนารัฐศูนย์กลาง ผ่านทั้งการเกณฑ์ทหารและการจัดเก็บภาษี สร้างความแข็งแกร่งให้แก่อำนาจศูนย์กลาง

อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยในช่วงเวลาดังกล่าว แม้จะมีความพยายามเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประเทศอุตสาหกรรม ปัญหาทางภูมิศาสตร์ยังคงมีอยู่ดังเช่นเคย ประชากรส่วนใหญ่ที่อยู่ในประเทศก็ยังไม่ได้เข้าถึงความเป็นรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธ์ส่วนน้อย “คนดอย” ที่อาศัยอยู่ตามชายแดนซึ่งนั่นรวมถึง กระเหรี่ยง เผ่าลีซู เผ่าอ่าข่าและเผ่าม้ง ซึ่งที่กล่าวมาเป็นเพียงกลุ่มใหญ่ที่เห็นได้ชัดเป็นตัวอย่างเท่านั้น กลุ่มคนดังกล่าวนั้นเองแตกต่างจากคนไทยทั้ง พูดภาษาของพวกเขา และมีวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อศาสนาและสถาบันต่างๆ ในสังคมของตัวเอง

การขยายอำนาจและสงคราม

ในปี พ.ศ. 2483 จอมพล ป. ได้เห็นโอกาสที่จะขยายอำนาจแนวคิดฟาสซิสต์ชาตินิยมของเขาด้วยการนำประเทศเข้าสู่สงครามด้วยความกระหายสงคราม ในช่วงการเจรจาสนธิสัญญาเขตแดนในยุคสยาม สยามได้ยกดินแดน อินโดจีน ให้แก่ฝรั่งเศสซึ่งปัจจุบันประกอบไปด้วย ลาวและกัมพูชา ต่อมาเมื่อแผ่นดินฝรั่งเศสตกอยู่ใต้อำนาจของประเทศอักษะในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จอมพล ป. ได้ตัดสินใจส่งกองกำลังรุกล้ำเขตแดนและเรียกดินแดนคืนแก่ไทย

ความกระหายสงครามนี้เป็นจุดเด่นของ จอมพล ป. เลยก็ว่าได้ซึ่งเขาได้รับอิทธิพลจากยุโรป โดยเฉพาะจากนาซีเยอรมันซึ่งก็เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการรุกรานเขตแดนศัตรูของ จอมพล ป. ซึ่งแน่นอนจอมพล ป. ได้เรียก ฮิตเลอร์และพรรคนาซี ว่าเป็น “พันธมิตรที่ทรงปัญญา” สงครามนี้เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในกรุงเทพมหานคร กองทัพไทยได้ประโยชน์มากเมื่อฝรั่งเศสอ่อนกำลังลงเพราะสูญเสียอำนาจไปตั้งแต่โดนนาซีบุกยึด

อย่างไรก็ตาม จักรวรรดิญี่ปุ่นซึ่งได้รุกรานเข้ามาในแทบอินโดจีนอย่างหนักได้ยื่นข้อเสนอให้ทั้งสองฝ่ายสงบศึกกัน ซึ่งเข้าทางประเทศไทยเป็นอย่างมาก การทำเช่นนี้กรุยทางให้ญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานอย่าง (เกือบ) ไม่มีพิษมีภัย การที่ญี่ปุ่นตั้งฐานทัพในไทยส่งผลให้ไทยต้องเข้าร่วมฝ่ายอักษะ

หลังจากการสงบศึกกับฝรั่งเศส จอมพล ป. ได้ประกาศชัยชนะและได้สร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิบนใจกลางเมืองกรุงเทพตามแบบฉบับของ สถาปัตยกรรมแบบฟาสซิสต์ จจนถึงปัจจุบันได้เป็นสถานที่สำคัญของกรุงเทพ

การที่ประเทศนั้นเป็นพันธมิตรกับจักรวรรดิญี่ปุ่นนั้นเองทำให้ จอมพล ป. ได้อยู่ในอำนาจต่อไปในช่วงที่ญี่ปุ่นยังยึดครองประเทศไทยอยู่ อย่างไรซะ เมื่อสงครามยุติ จอมพล ป. ได้ถูกขับไล่จากทหารที่ฝักใฝ่ฝั่งพันธมิตรเมื่อเห็นว่าท่าทีของสงครามเปลี่ยนไป

เนื่องด้วยแรงกดดันจากสหรัฐสหรัฐอเมริกาในช่วงหลังสงครามนั่นเอง ตะวันตกจึงไม่นับประเทศไทยว่าเป็นประเทศฝ่ายอักษะ เนื่องด้วยชาติตะวันตกเห็นประเทศไทยนั้นมีประโยชน์ในการตั้งฐานทัพต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การกลับมาของระบบกษัตริย์

ในช่วงการครองอำนาจของ จอมพล ป. เขามีความพยายามที่จะขจัดครอบครัวราชวงศ์ ทั้งในแผ่นดินไทยและที่อยู่ต่างประเทศ (ซึ่งนั่นรวมถึงพระเจ้าอยู่หัว) ซึ่งบางรายก็ถูกคุมขัง เขาได้ตัดงบประมาณของราชวงศ์ออกและส่งเสริมแนวคิดพุทธศาสนาเพื่อทำลายความศักดิ์สิทธิของสถาบันกษัตริย์ซึ่งสืบเนื่องยาวนานตั้งแต่ยุคก่อนเจ้าขุนมูลนาย

ณ อีกฟากโลกหนึ่ง กลางยุโรป อย่างไรซะ แผนการต่อกรให้ประเทศออกมาจากเงื้อมมือพวกสาธารณรัฐนิยมก็เริ่มก่อตัว กว่าทศวรรษที่ต้องอยู่เพียงชายขอบของการเมืองไทย สถาบันกษัตริย์ได้วางแผนที่จะกลับมาครองอำนาจราชอาณาจักรอีกครั้งแม้จะถูกเนรเทศอยู่ในยุโรป ในยุคหลังจากจอมพล ป. ราชวงศ์สบโอกาสในช่วงที่สมาชิกในคุกถูกปล่อยตัว พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลซึ่งในขณะนั้นมีอายุเพียง 20 ปี และน้องชายคนเล็กภูมิพลอดุลยเดชกลับมายังกรุงเทพ และครอบครองตำแหน่งในพระราชวังท่ามกลางเงาของรัฐเผด็จการทหารฟาสซิสต์

ในช่วงความปั่นป่วนหลังสงครามโลกครั้งที่สองเกิดความพยายามก่อตัวอย่างเงียบๆ ของราชวงศ์ ในปี พ.ศ. 2489 เมื่อนักคิดหัวประชาธิปไตยก้าวหน้าอย่าง ปรีดี พนมยงค์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ปรีดีพยายามสร้างอำนาจในการปกครองประเทศของตัวเองโดยการสร้างความสัมพันธ์กับเชื้อพระวงศ์วัยเยาว์นี้

ในยุคแห่งความศรัทธาต่อสถาบันกษัตย์ โดยเฉพาะกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาชัยนาทนเรนทรซึ่งประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการสร้างความนิยมระบบกษัตริย์และกษัตริย์วัยเยาว์ให้เป็นที่รู้จัก กลุ่มกษัตริย์นิยมได้แปลงวิธีการสร้างชาติแบบชาตินิยมของ จอมพล ป. มาใช้กับราชวงศ์ ผ่านทั้งศาสนาและความเชื่อระบบกษัตริย์กับความเป็นไทย

เพียงแค่ 4 เดือนหลังจากการครองดำแหน่งของปรีดี พนมยงค์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลก็สวรรคต ซึ่งเหตุของการสวรรคตนั้นถูกสันนิษฐานว่าเกิดจากพระองค์เล่นพระแสง ณ พระราชวัง (ซึ่งก็มีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับการสวรรคตของพระองค์จนถึงทุกวันนี้) ข่าวลือสะพัดไปทั่วกรุงเทพฯ ปรีดีเป็นคนรับข้อกล่าวหาและลาออกจากตำแหน่งไม่นานหลังจากนั้น และภูมิพลอดุลยเดชก็ได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2490 จอมพล ป. ได้รัฐประหารและคืนอำนาจของตน อย่างไรซะการกลับมาสู่อำนาจในครั้งนี้เองมีความแตกต่างจากครั้งก่อน จอมพล ป. รู้ดีว่ามีสถาบันกษัตริย์ครองอำนาจอยู่ด้วย จอมพล ป. จึงไม่สามารถที่จะควบคุมประเทศได้อย่างเต็มที่จึงต้องเข้าจัดการควบคู่ทั้ง สถาบันกษัตริย์ที่พึ่งสถาปนาอำนาจของตนเองได้และอดีตพันธมิตรสาธารณรัฐของเขา ด้วยเหตุนี้เองจึงนำไปสู่การพยายามทำรัฐประหารหลายครั้ง รวมไปถึงการลักพาตัว (โดยกลุ่มกบฏแมนฮัตตัน) ซึ่ง จอมพล ป. ได้ถูกลักพาตัวโดยเจ้าหน้าที่กองทัพเรือไทย ซึ่งทำให้เขาต้องว่ายน้ำเพื่อหลบหนีกลับมา

ฉันทามติภูมิพล และ สัจนิยมกษัตริย์

การเข้ามามีอำนาจเป็นครั้งที่สองของ จอมพล ป. ครองตำแหน่งนานนับทศวรรษได้เล่นเกมการเมืองกับขั้วอำนาจใหม่และสร้างสัจนิยมผ่านทั้งรัฐบาล กองทัพ และราชวงศ์ ความพยายามนี้สะท้อนผ่านสิ่งที่เรียกว่าความเป็นไทยและอยู่ที่ว่าใครเป็นตัวแทนความเป็น “คนไทย” ได้ดีที่สุด

ซึ่งแน่นอนว่าสถาบันกษัตริย์นั้นได้ครองอำนาจนำอย่างที่สุดโดยการเข้ามาของจอมพลผู้ภักดีอย่าง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้ทำการรัฐประหารจอมพล ป. ในปี พ.ศ. 2500 และได้สร้างความเป็นชาตินิยมไทยในรูปแบบใหม่ซึ่งได้วางสถาบันกษัตริย์ให้เป็นหัวใจสำคัญของความเป็นไทยและให้พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงตำแหน่งประมุขของรัฐ

นี่เองคือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่ายุคแห่ง “ฉันทามติภูมิพล”  ซึ่งใครก็ตามที่มีหัวเอียงไปในทางสาธารณรัฐจะถือว่าเป็นพวกนอกคอกและ “ชังชาติ” กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถูกนำกลับมาใช้ในการต้านนักการเมืองฝ่ายค้านและทางราชวงศ์เองก็ได้สร้างความสัมพันธ์ต่อสาธารณะโดยมุ่งเป้าไปที่คนไทยใต้ปกครอง และหลังจากนั้นก็ค่อยๆ เน้นคนส่วนน้อยที่อยู่ชายขอบในพื้นที่ห่างไกลอำนาจมาเป็นศตวรรษ

ยุคฉันทามติภูมิพลคงอยู่ยาวจนกระทั่งวันที่กษัตริย์ภูมิพลสวรรคตในปี พ.ศ. 2559 ตลอดการครองราชย์ 60 ปีนั้นเองไม่มีอำนาจใดนั่นมาต่อต้านอำนาจของกษัตริย์ภูมิพลรวมถึงราชวงศ์อย่างจริงจัง ซึ่งทาง ดินแดงได้เขียนบทความเกี่ยวเรื่องนี้ไว้ใน Royalist Realism & Les Majeste

ในยุคฉันทามติภูมิพลนั้น แม้จะมีการเปลี่ยนผู้นำประเทศจากจอมพลเป็นกษัตริย์ จักรรรดินิยมแบบไทยยังคงขยายอำนาจและความเป็นไทย เพียงแต่มีกษัตริย์ภูมิพลเป็นภาพจำ หากนำนโยบายมาพิจารณากับนโยบายของ จอมพล ป. และการสถาปนาอำนาจของกษัตริย์นี้ก็ไม่ได้มีอะไรต่างกันมากนัก ทั้งสองมีความเป็นทหารนิยม กระหายอำนาจ และชาตินิยม ซึ่งต่างก็เป็นเจ้าของอำนาจนำ แม้กระทั่งคำสั่งปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม รัฐนิยม 12 ข้อก็ถูกเปลี่ยนมาเป็นนโยบายไทยนิยมในปี พ.ศ. 2561 ซึ่งหลังจากการสวรรคตของกษัตริย์ภูมิพูลสิ่งเหล่านี้ก็ถูกแปลงมาเป็นค่านิยม 12 ประการ

ยุคใหม่

ดังที่ได้ยกตัวอย่างกลุ่มต่างๆ ในบทความนี้ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐนานนับทศวรรษ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้กระแสการต่อต้านได้ภายในศูนย์กลางอำนาจ นับตั้งแต่การตายของกษัตริย์ภูมิพล ในปี พ.ศ. 2559 ก็ได้มีกระแสต่อต้านรัฐไทยขึ้นท่ามกลางคนไทย โดยเฉพาะในคนรุ่นใหม่

การประท้วงเพื่อประชาธิปไตย/สาธารณรัฐ ได้ก่อตัวขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมาซึ่งผู้เข้าร่วมนั้นก็ปฎิเสธความเป็นไทยที่นิยมในช่วงของฉันทามติภูมิพลในที่สุด ซึ่งกลุ่มกษัตริย์นิยมจะเรียกกลุ่มผู้ประท้วงว่าเป็น “พวกชังชาติ”

ผู้ประท้วงหลายคนถูกจำคุกโดยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมในที่สาธารณะ  ซึ่งการกระทำดังกล่าวนั้นก็รักษาไว้เพื่อรักษาอำนาจของสถาบันกษัตริย์และรัฐทหารไว้และสร้างภาพความเป็นประเทศประชาธิปไตยไว้ ข้อสังเกตสำคัญของกลุ่มผู้ประท้วงที่น่าสนใจคือ การก่อตัวของกลุ่มที่ชื่อ “คณะราษฎร” ซึ่งเคยโค่นอำนาจสถาบันกษัตริย์ในปี พ.ศ. 2475 ซึ่งจอมพล ป. ก็เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญในการนำกลุ่มขณะนั่น

นี่แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีความก้าวหน้า แต่ยังคงได้รับอิทธิพลหรือกลิ่นอายของกลุ่มขวาจัดหรือแม้กระทั่งเผด็จการฟาสซิสต์ ในทางกลับกันแม้เป็นการต่อต้านวงจรอุบาทว์เดิมๆ พวกเขายังคงยึดถือตามแบบ จอมพล ป. หนึ่งในแฮชแท็กติดเทรนด์ในทวิตเตอร์ถึงกับตั้งว่า “#กูลูกหลานจอมพลป” สะท้อนให้เห็นถึงบางกลุ่มในขบวนการเคลื่อนไหวมองย้อนหลังด้วยความชื่นชมถึงยุคสมัยที่ฟาสซิสต์ยังเฟื่องฟูและไม่มีใครทัดเทียมได้นััน แค่เพราะว่ามันเสริมความนิยมสาธารณรัฐ หาใช่การสร้างสังคมที่ก้าวหน้ากว่าเดิม

หมุดทองเหลืองถูกติดตั้งเพื่อระลึกถึงการประท้วงปี 2563

ความเป็นฟาสซิสต์ในแบบยุโรปได้ฝังรากลึกลงในสังคมไทยเป็นเวลากว่าทศวรรษซึ่งมันแฝงมาโดยความเป็นไทยแบบพุทธเถรวาทและความชื่นชมระบบกษัตริย์ แต่รากฐานแบบฟาสซิสต์นั้นก็ยังอยู่ในไทยจนทุกวันนี้นับตั้งแต่ต้นกำเนิดของมันตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1920 ในยุโรปจนมาถึงไทยในร้อยปีให้หลัง ไม่ว่าจะในกลุ่มกษัตริย์นิยมหรือสาธารณรัฐนิยม