การยืนหยัดต่อต้านเหมืองถ่านหินของชาวอะบอริจินในออสเตรเลีย

การยืนหยัดต่อต้านเหมืองถ่านหินของชาวอะบอริจินในออสเตรเลีย

ผู้เขียน Andy Paine
ผู้แปล Kunlanat Jirawong-aram
บรรณาธิการ Editorial Team

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกที่ Jacobin
บทแปลชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนก้าวหน้า โดย Common School


อะบอริจินเผ่าวันกัน (Aboriginal Wangan) และจากาลิงกู (Jagalingou) ยืนหยัดต่อต้านเหมืองถ่านหินในออสเตรเลีย

บริษัทอดานี (Adani) เดินหน้าผลักดันโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีความขัดแย้งและมีขนาดใหญ่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยอยู่ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลีย การที่อะบอริจินเผ่าวันกันและจากาลิงกูต่อต้านโครงการนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความเด็ดเดี่ยวและสร้างสรรค์ ที่เราจำเป็นที่จะต้องมีเพื่อความยุติธรรมของชนพื้นเมืองและสภาพภูมิอากาศ

ชาววันกันและจากาลิงกูเป็นอะบอริจิน (ชนพื้นเมืองออสเตรเลีย) จากตอนกลางของรัฐควีนส์แลนด์ พื้นที่ของพวกเขาเป็นส่วนที่แห้งแล้งและมีฝุ่นเต็มไปหมด ตั้งอยู่ห่างไกลจากเมือง แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าแหล่งน้ำพุ Doongmabulla นั้นป้อนน้ำให้ไหลไปสู่แม่น้ำ Carmichael และ Belyando ที่อยู่ในพื้นที่

Adrian Burragubba (sorce: wanganjagalingou.com.au)

แหล่งน้ำพุนี้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับพวกเขา “ที่นี่เป็นแหล่งน้ำแห่งเดียวในประเทศของเรา เป็นแหล่งน้ำนิรันดร์ที่มีชีวิตและให้ชีวิต” เอเดรียน เบอร์รากับบา (Adrian Burragubba) นักเคลื่อนไหวสิทธิที่ดินอะบอริจินชาววันกัน กล่าว “ฉะนั้นแล้วมันจำเป็นที่จะต้องมีการปกป้องสถานที่แห่งนี้ เพราะว่ามันคือฝัน คืออดีต ปัจจุบัน อนาคตของพวกเรา”

บริษัท-อดานีต้องการสร้างเหมืองถ่านหินคาร์ไมเคิลในดินแดนของวันกันและจากาลิงกู นี่คือโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ใหญ่ที่สุดและมีข้อพิพาทมากที่สุดอีกโครงการหนึ่งของโลก ประเมินกันว่าจะสามารถส่งออกถ่านหิน 2.7 พันล้านตันได้ภายในระยะเวลา 67 ปี ซึ่งจะก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกมากถึง 4.7 พันล้านตัน

ในปี 2019 บริษัทอดานีฟ้องให้เบอร์รากับบาต้องเผชิญกับสถานะล้มละลาย ส่งผลให้โครงการต่อต้านเหมืองถ่านหินของเขาต้องกลายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้สู้เพียงลำพัง คนอื่นๆ ทั้งลูกของเขา พร้อมทั้งโคเอดี้ แม็กอะวอย (Coedie McAvoy) ก็ร่วมต่อต้านเหมืองถ่านหินนรกนี่ด้วยเช่นกัน แม็กอะวอยให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ Jacobin ว่า อดานีปฏิบัติต่อชาววันกันและจากาลิงกูอย่างไรในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา และพวกเขาได้ทำการตอบโต้กลับไปอย่างไรบ้าง

ปกป้องผืนดิน

หากมีการเปิดเหมืองแห่งใหม่ของอดานีซึ่งเชื่อมกับลุ่มแม่น้ำกาลิลี ก็จะเกิดเหมืองใหม่ๆ ตามมาอีกในอนาคต เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้นก็ทำให้เกิดแนวโน้มที่แนวปะการัง Great Barrier Reef จะฟอกขาว สถานีถ่านหินแห่งสุดท้ายของ Abbot Point ที่อดานีจะส่งออกถ่านหินไปนั้นตั้งอยู่ห่างจากแนวปะการังนี้แค่ชายฝั่งกั้นเท่านั้น หน่วยงาน IPCC เตือนว่า หากเราต้องการที่จะหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีอยู่ต้องอยู่ใต้ดินต่อไป ด้วยเหตุผลนี้ นักสิ่งแวดล้อมจึงต่อต้านเหมืองมาเป็นเวลาหลายปี

ผลกระทบจากเหมืองส่งผลโดยตรงกับผืนดินของชาววันกันและจากาลิงกู พวกเขาเห็นหลุมเปิดขนาดมหึมาว่าเป็น “ของเสื่อม” (desecration) ต่อผืนดิน เหมืองนี้ใช้น้ำปริมาณมหาศาลกว่า 12500 ล้านลิตรต่อปี ยังไม่นับว่ามันดูดอะไรออกมาจากหลุมอีก ระบบน้ำที่เปราะบางในพื้นที่และแหล่งน้ำพุ Doongmabulla จึงได้รับผลกระทบโดยตรง

แม็กอะวอยเล่าว่าชาววันกันและจากาลิงกูปฎิเสธการรุกคืบครั้งแรกๆ ของอดานี

อดานีได้เข้ามาทาบทามพวกเราครั้งแรกเมื่อปี 2012 เพื่อลงนามในข้อตกลงการใช้ประโยชน์ดินแดนชนพื้นเมือง (Indigenous Land Use Agreement (ILUA) พวกเราปฏิเสธข้อเสนอ พวกเขาจึงต้องกลับไปร่างแผนการนั้นมาใหม่ จนกระทั่งปี 2014 อดานีกลับมาและจัดแจงการประชุมเพื่อประสงค์ให้ข้อตกลงนั้นผ่าน แต่แน่นอนว่า พวกเราก็ได้ปฏิเสธข้อเสนอเหล่านั้นกลับไปอีกครั้งอยู่ดี

ถึงอย่างนั้นอดานีก็ไม่ยอมลดละ แม็กอะวอยกล่าวว่า “หลังปี 2014 อดานีก็ใช้กลยุทธ์รุกคืบ คือการจ่ายเงินให้คนบางคนในกลุ่มของพวกเรา ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อหวังให้ผลการโหวตข้อเสนอเป็นที่น่าพึงพอใจสำหรับพวกเขา แน่นอนว่าทำให้กลุ่มก้อนของเราแตกแยกและเกิดการพิพาทภายใน”

ผลโหวตการประชุมเดือนเมษายน 2016 ให้เหมืองชนะขาดลอยด้วยเสียง 294 ต่อ 1 เสียง แต่ว่าความชอบธรรมของการประชุมครั้งนั้นยังคงเป็นที่ถกเถียงกันไม่จบสิ้น สภาครอบครัววันกันและจากาลิงกูได้ต่อสู้ในศาลกว่าสามครั้งและพ่ายแพ้ไปในที่สุด

เมื่อทางเลือกในการต่อสู้บนชั้นศาลหมดหนทาง สภาครอบครัววันกันและจากาลิงกูยังคงโต้แย้งผลที่ออกมา เขาบอกว่าคนที่ออกเสียงโหวตในที่ประชุมไม่ใช่ชาววันกันและชาวจากาลิงกูด้วยซ้ำ พวกเขาถูกจ้างมาให้เต็มที่นั่งและโหวตสนับสนุนข้อเสนอของอดานี

หลายคนในที่ประชุมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นในที่ประชุมบ้าง  เขาเห็นว่าผู้จัดประชุมได้เงินตามจำนวนคนที่พวกเขาไปหามาให้ออกเสียง แม็กอะวอยอธิบายว่าผู้จัดประชุมได้รับเงินตามจำนวนคนที่เขาหามาเข้าร่วมได้ และคนเหล่านั้นก็ได้รับคำสั่งว่าจะต้องโหวตอย่างไร การตัดสินใจในที่ประชุมไม่ได้เป็นไปตามฉันทานุมัติจากการรับรู้และบอกแจ้งล่วงหน้า

แม้ว่าครอบครัวของเขาจะเป็นครอบครัวที่ผู้คนมากหน้าหลายตารู้จัก อีกทั้งยังมีส่วนร่วมมากที่สุดในหมู่ชาววันกันและจากาลิงกู แต่พวกเขากลับไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนั้น  แม็กอะวอยพูดไว้ว่า “ผมไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป ครอบครัวของผมจึงบอยคอตการประชุม และแน่นอนว่าพวกเราได้ฟาดฟันกับการประชุมลวงโลกนั่นนับแต่นั้นมา”

กรรมสิทธิ์ชนพื้นเมือง

สมาชิกชาววันกันและจากาลิงกูต้องเผชิญความทุกข์ยากจากการต่อสู้ผ่านสื่อและในศาลกับบริษัทอดานีเป็นเวลาหลายปี พ่อของแม็กอะวอยก็คือผู้ต่อต้านเหมืองคนหนึ่งที่คนรู้จักกันดี เขาเล่าว่า

นับเป็นเวลาหกปีแล้วที่ครอบครัวเราร้อนรุ่มใจอย่างมากกับเรื่องนี้ พ่อโดนมุ่งเป้าจากหน้าสื่อหลายครั้ง ในสามปีที่เขาต่อสู้กับอดานี เขาได้เสียพี่น้องถึงสองคนพร้อมๆ กับการเสียลูกชายไปอีกหนึ่งคน สิ่งเหล่านี้ทำเอาพวกเราเสียหลักและสาหัสเอาการ นั่นคือสิ่งที่ทำให้พ่อต้องถอยกลับไปตั้งหลักและฟื้นฟูตัวเองอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ที่เรายังมีกำลังใจสู้ต่อ เพราะพวกเราเข้มแข็ง และยังเชื่อมั่นในความยุติธรรมกับความถูกต้อง

ในขณะเดียวกัน ความแตกแยกภายในพื้นที่ของวันกันและจากาลิงกูเองก็เห็นได้ทั่วไปภายใต้กฎหมายข้อพิพาทของชนพื้นเมือง กฎหมายนี้ให้สิทธิอันจำกัดต่อชนพื้นเมืองในเรื่องที่ดิน พวกเขาต้องตกอยู่ภายใต้ภาระหนักหน่วงของการพิสูจน์หลักฐานและกระบวนการกฎหมายที่มักไม่เสร็จสิ้นเสียที แม้ผู้ยื่นเรื่องซึ่งเป็นเจ้าของเดิมจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม แม็กอะวอยบอกว่า

ระบบกรรมสิทธิ์ชนพื้นเมืองก็ทำในสิ่งที่มันควรทำ มันถูกออกแบบมาเพื่อแบ่งแยกและเอาชนะ (divide and conquer) เพื่อดึงผู้คนออกจากการต่อต้านเหมือง แบ่งแยกพวกเขา และเชิดชูเจ้าของเดิมที่ยอมจำนน มันถูกออกแบบมาเพื่อบริษัทเหมือง ไม่ใช่ชาวอะบอริจิน แม้ในยามที่คุณมีกรรมสิทธิ์ชนพื้นเมือง คุณก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี สิทธิ์ที่คุณมีก็ได้แค่ตั้งแคมป์และออกล่าในพื้นที่ของคุณโดยได้รับอนุญาตจากพวกชนบทนิยม (patoralist)

การต่อสู้เรื่องเหมืองคาร์ไมเคิลของอดานีเป็นการต่อสู้เรื่องสิทธิที่ดินอันเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดในออสเตรเลียเมื่อไม่กี่ปีมานี้ แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 20 ปีแล้วที่ชาววันกันและจากาลิงกูได้รับกรรมสิทธิ์ชนพื้นเมือง ปัญหานี้ก็ยังไม่ถูกแก้ไข การที่อดานีเสนอให้สร้างเหมืองก็มีส่วนทำให้เกิดปัญหานี้เช่นกัน

source: koorihistory.com

รัฐบาลพยายามเข้าแทรกแซงประเด็นนี้หลายครั้ง เดือนพฤษภาคม ปี 2017 อธิบดีกรมอัยการ จอร์จ แบรนดีส์ (George Brandis) ภายใต้การสนับสนุนของพรรคแรงงาน ทำการปรับแก้ พรบ. กรรมสิทธิ์ชนพื้นเมือง (Native Title Act) หลังศาลสหพันธรัฐยกเลิกข้อตกลงระหว่างรัฐบาลออสเตรเลียตะวันตกและเจ้าของเดิม ในฐานที่ตัวแทนทุกคนของกลุ่มหรือเผ่าชนพื้นเมืองที่เกี่ยวข้องไม่ได้ลงนาม

เหล่าแนวร่วมมองว่าการตัดสินใจครั้งนั้นเบิกทางให้ชาววันกันและจากาลิงกูสามารถฟ้องร้องต่อต้านข้อตกลง ILUA ของอดานี เนื่องจากแบรนดีส์ช่วยบุกเบิกการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้บริษัทเหมืองและบริษัทอื่นๆ สามารถสร้างข้อตกลง ILUA ได้ง่ายขึ้นด้วยเสียงโหวตส่วนใหญ่ ซึ่งกีดกันผู้แทนชนพื้นเมืองที่ไม่เห็นด้วยออกไป อีกทั้งแบรนดีส์ยังสนับสนุนให้ผู้พิพากษาเลื่อนการพิจารณาคดีของชาววันกันและจากาลิงกูที่มีต่ออดานีออกไป จนกว่าพวกเขาจะเปลี่ยนข้อกฎหมายได้

หลังจากนั้น รัฐบาลควีนส์แลนด์ได้เพิกถอนสถานะชนพื้นเมืองของวันกันและจากาลิงกูเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2019 ในพื้นที่ที่ให้อดานีเช่า ถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์ระบบกรรมสิทธิ์ชนพื้นเมืองที่ไม่เคยมีมาก่อน

“ยืนหยัดบนผืนดินของเรา”

ปี 2019 ชาววันกันและจากาลิงกูพ่ายแพ้การร้องอุทธรณ์ครั้งที่สามต่อศาลสหพันธรัฐ อดานีจึงเริ่มกระบวนการขอให้เบอร์รากับบาล้มละลาย แต่แม็กอะวอยก็ยืนกรานว่าผลกระทบทางข้อกฎหมายไม่มีทางทำให้ครอบครัวเขาเปลี่ยนทิศทางการต่อต้านอดานี:

ชาววันกันและจากาลิงกูไม่ได้ต่อต้านผ่านการขึ้นศาลเท่านั้น ศาลเป็นระบบตะวันตกที่ไม่เคยคำนึงถึงวัฒนธรรมและกฎของพวกเรา… ศาลเต็มไปด้วยกลโกงเพราะนักการเมืองสามารถเบี่ยงเบนคำตัดสินของผู้พิพากษาอย่างไรก็ได้

สมาชิกสภาครอบครัวหลายคนออกเดินทางรอบโลกในปี 2015 เพื่อพบปะกับสถาบันการเงินขนาดใหญ่และพยายามเปลี่ยนใจพวกเขาไม่ให้สนับสนุนโครงการที่ไม่ได้รับการอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่ การกดดันครั้งนี้ผนวกกับการประเมินความผันผวนทางเศรษฐกิจของเหมืองทำให้อดานีไม่สามารถค้ำจุนเหมืองคาร์ไมเคิลไว้ได้

อย่างไรก็ดี อดานีก็ยังเดินหน้าทำเหมืองต่อด้วยทุนตัวเอง ลดขนาดโครงการลง ขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านจึงต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ในเมื่อยังมีใบอนุญาตทำเหมืองและการก่อสร้างกำลังดำเนินการอยู่

เดือนกันยายนปี 2019 แม็กอะวอยตั้งแคมป์ในที่ที่อดานีเช่าไว้เพื่อเตรียมตัวเต้นระบำ corroboree อดานีถือครองที่ดินในฐานะที่ดินเช่าเพื่อการปศุสัตว์ ซึ่งในกฎหมายออสเตรเลียหมายความว่าต้องแบ่งปันพื้นที่นี้ให้กับผู้ทำมาหากินและผู้ถือสถานะชนพื้นเมืองคนอื่นๆ

source: stopadani.com

การตั้งแคมป์สองครั้งแรกของแม็กอะวอยนั้นเป็นแค่ระยะเวลาสั้นๆ และโดดเดี่ยว แต่เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เขาก็กลับมาพร้อมกลุ่มเจ้าของที่ดินเดิม ซึ่งเป็นชาววันกันและจากาลิงกู รวมถึงชาวอะบอริจินคนอื่นและผู้สนับสนุน เพื่อขวางทางคนงานของอดานีตรงถนนแคบๆ ที่เป็นทางเดินปศุสัตว์ และจุดไฟพิธีกรรมขึ้น กว่าสี่วันที่พวกเขาอยู่ที่นั่นตรงทางเดินของวัวควาย เพื่อปิดทางไปทำงานของคนงานอดานี การปิดถนนนี้ไม่ง่าย แม็กอะวอยเล่าว่า

มันก็มีวิธีปิดถนนหลายวิธีแต่ผมตั้งใจสุมไฟเพื่อเป็นสัญสักษณ์ของจิตวิญญาณ ความแข็งแกร่ง และอำนาจ ไฟที่ลุกโชติช่วงและมีความหมายก็ทำให้ตำรวจทำงานยากขึ้น

“ยืนหยัดในผืนดินของเรา” คือชื่อที่ชาววันกันและจากาลินกูใช้เพื่อการรณรงค์ระลอกใหม่ของพวกเขา สะท้อนทั้งการต่อสู้ขัดขืนของการตั้งแคมป์และสายใยกับผืนดินใต้เท้าของพวกเขา นี่เองคือจุดที่วัฒนธรรมและการประท้วงหลอมรวมเข้าด้วยกัน มันคือสายใยที่มีต่อผืนดินของพวกเขาซึ่งเชื่อมโยงกับสถานที่ที่พวกเขาปกป้อง

ระหว่างการปิดถนน ตำรวจพยายามจะเจรจาในบทสนทนาข้างกองไฟ แต่กลุ่มวันกันและจากาลิงกูก็บอกว่าพวกเขาจะอยู่จนกว่าอดานีจะออกไป เช้าวันที่ห้าหลังตั้งแคมป์ ตำรวจควีนส์แลนด์กว่าสี่สิบนายก็เข้าล้อมเพื่อขับไล่ กวาดพวกเขาออกจากไฟศักดิ์สิทธิ์และเปิดถนนอีกครั้ง

การต่อต้านอันเด็ดเดี่ยว

แม็กอะวอยและกลุ่มอะบอริจินอื่นๆ ใช้เวลาหกเดือนที่ผ่านมาตั้งแคมป์ในพื้นที่ที่อดานีเช่าไว้ โดยมีจุดประสงค์สองอย่าง หนึ่งคือเพื่อขัดขวางการทำงานของอดานีและสองเพื่อทำตามวัฒนธรรมที่พวกเขาพยายามปกป้อง “เราคิดว่ายิ่งอยู่ที่นี่นานเท่าไร เราก็ยิ่งเชื่อมต่อกับที่นี่มากขึ้นเท่านั้น ทั้งสัตว์ นก และต้นไม้” เขาบอก “มันเป็นแรงขับให้ผมสู้กับบริษัทเหมืองนี้ต่อไป” 

การต่อสู้ครั้งนี้สำหรับชาววันกันและจากาลิงกูกินระยะเวลาที่ยาวนานและยากลำบาก พวกเขาร่วมยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับขบวนการเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ของนักสิ่งแวดล้อม ถึงกระนั้นก็ยังมีชัยชนะเล็กๆ ที่สำคัญเกิดขึ้น สถาบันการเงินที่ตัวแทนกลุ่มไปพูดคุยด้วยได้ปฏิเสธการทำงานร่วมกับอดานี เช่นเดียวกับบริษัทอื่นอีกร้อยแห่ง อดานีต้องเลื่อนการดำเนินการเหมืองและลดขนาดลง ในปัจจุบันโครงการนี้เป็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวที่บริษัทได้เคยเสนอมา

สำหรับอดานี เหมืองคาร์ไมเคิลไม่ใช่แค่เรื่องถ่านหินเท่านั้น บริษัทนี้เคยก่อตั้งและมีฐานอยู่ที่อินเดียอีกทั้งยังสนใจเรื่องการขนส่ง  โครงการคาร์ไมเคิลแสดงถึงการเติบโตในต่างประเทศและการดำเนินการครบวงจรตั้งแต่เหมืองจนถึงท่าเรือ ซึ่งบริษัทหวังผลกำไรมหาศาลจากตรงนั้น

ผู้สนับสนุนสำคัญของอดานีในออสเตรเลียคือพรรคควีนส์แลนด์ พวกนี้มีแรงจูงใจอย่างแน่วแน่ที่จะสนับสนุนเหมือง แม้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจะน้อย แต่สำหรับพวกเขาแล้วนี่เป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะจากเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อพวก “สายธรรมชาติ” พลังงานเขียว และภาคบริการต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งยังเป็นชัยชนะของพวก “ชนชาติแรก” (First Nations) ด้วย

Anti-Adani protest by cycling (source: SBS)

แต่การต่อสู้ของชาววันกันและจากาลิงกูยังคงดำเนินต่อไป เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แม็กอะวอยตั้งใจพาคนทั่วออสเตรเลียมายังผืนดินของเขา เขาช่วยวางแผน “ทัวร์คาร์ไมเคิล” ทริปปั่นจักรยานจากทางหลวงเกรกอรีไปยังเหมืองของอดานี “เป้าหมายก็คือสร้างอีเวนต์ปั่นจักรยานขนาดใหญ่และให้เจ้าของที่ดินเดิมนำทัวร์เชิงวัฒนธรรม ใครก็ตามที่ไม่ชอบเหมืองทำลายล้างของอดานีก็เข้าร่วมได้” 

นอกจากนี้แม็กอะวอยก็มองโลกในแง่ดี และมีความมุ่งมั่น “ผมมองว่าเราแข็งแกร่งและสามารถหยัดยืนได้นานกว่าอดานี” การต่อสู้ของเขา ของชาววันกันและจากาลิงกูได้ย้ำเตือนให้เราเห็นว่าต้องไปไกลแค่ไหนเพื่อความยุติธรรมต่อชนพื้นเมืองและสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งยังทำให้เห็นถึงสายใยอันลึกซึ้งระหว่างปฏิบัติการสภาพภูมิอากาศ (Climate Action) และอธิปไตยของอะบอริจิน ซึ่งทั้งคู่ต่างก็สู้กับอุตสาหกรรมเหมืองในฐานะที่มันเป็นศัตรูหลักเช่นกัน

ภาวะเสื่อมถอยของสภาพภูมิอากาศเริ่มเป็นจริงชัดเจนขึ้นทุกที การรณรงค์ต่อต้านอย่างที่เกิดขึ้นกับอดานีจึงสำคัญมาก ไม่ใช่แค่เพื่อหยุดโครงการทำลายล้างระบบนิเวศทางวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังเพื่อฟื้นคืนธรรมเนียม ความรู้ วิถีปฏิบัติของชนพื้นเมืองที่สำคัญต่อการอยู่รอดของทุกชีวิต นักเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อม นักรณรงค์อธิปไตยชนพื้นเมือง ผู้สนับสนุน ชาววันกันและจากาลิงกูคือสัญลักษณ์ของความเด็ดเดี่ยวสร้างสรรค์ที่เราต้องการเพื่อชัยชนะ

บทสัมภาษณ์อาสากลุ่มคนดูแลกันเอง: แคมป์แรงงาน

บทสัมภาษณ์อาสากลุ่มคนดูแลกันเอง: แคมป์แรงงาน

English Language please click here

แปลเป็นภาษาไทยโดย Kunlanat Jirawong-aram
บรรณาธิการโดย Editorial Team

ดีโยน ณ มานดารูน แอคติวิสท์และนักเขียนของดินแดง หนึ่งในอาสาสมัครกลุ่มคนดูแลกันเองที่กรุงเทพ กลุ่มนี้เป็นอาสามาสมัครที่จัดตั้งขึ้นในลักษณะความสัมพันธ์แบบแนวราบ (horizontally organized) ประกอบด้วยสมาชิกประมาณ 20 คน รวมตัวกันหลังจากรัฐบาลไทยสั่งล็อกดาวน์ครั้งที่ 2 เพื่อให้การช่วยเหลือฉุกเฉิน เช่น หยูกยาและของกินของใช้ ให้กับแคมป์คนงานในกรุงเทพฯ ซึ่งถูกปิดตามคำสั่งล่าสุด


บทสัมภาษณ์อาสากลุ่มคนดูแลกันเอง: แคมป์แรงงาน

ก่อนหน้าสถานการณ์โควิด แคมป์คนงานเป็นอย่างไรบ้าง เขาเจอปัญหาอะไรบ้างก่อนระบาด

แคมป์คนงานเป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราวที่บริษัทสร้างให้แรงงานก่อสร้างอาศัยอยู่ใกล้ๆ ไซต์งานก่อสร้างหรือไม่ก็อยู่ในนั้นเลย ปกติแล้วจะมีคนประมาณ 70-100 คน แต่บางที่ก็สูงถึง 700 คน ที่อยู่พวกนี้คุณภาพต่ำมาก ส่วนใหญ่ก็เป็นผนังหลังคาสังกะสี ไม่ก็เป็นแค่เต็นท์ผ้าใบที่มีคนนอนกันเต็มพื้น บางที่มีคุณภาพสูงขึ้นมาหน่อย เป็นพวกบ้านประกอบบ้างถ้าโชคดี คนงานส่วนมากก็อาศัยอยู่กับครอบครัว ภายในแคมป์จึงมีเด็กอยู่หลายคนเลย วิถีชีวิตก็… พอเสร็จงานที่หนึ่งก็ไปอยู่อีกแคมป์ต่อ ได้ค่าแรงน้อยแล้วก็ส่งเงินกลับบ้าน แต่ตอนนี้ถูกห้ามไม่ให้ทำงานก็ไม่ได้ค่าแรงเลย

ส่วนใหญ่แล้วเป็นคนงานต่างชาติรึเปล่า

ส่วนมากแล้วเป็นคนจากพม่า กัมพูชา ลาว คนไทยก็มีเยอะประมาณ 60% แรงงานต่างชาติบางคนก็ถูกกฎหมาย บางคนก็ผิดกฎหมาย คนที่ไม่ถูกกฎหมายก็ไม่ได้รับความช่วยเหลืออะไรจากรัฐเลย แม้ว่าจะติดเชื้อโควิด ป่วย หรือบาดเจ็บอย่างรุนแรง

ตามกฎหมายแล้วพวกเขาเป็นลูกจ้างชั่วคราวไหม มีสัญญาจ้างงานรึเปล่า

ก็ขึ้นอยู่กับว่าเคสไหน ก็ปนๆ กันไป บางคนก็เป็นบางคนก็ไม่เป็น ปกติแล้วขึ้นอยู่กับว่าบริษัทนั้นเป็นบริษัทใหญ่รึเปล่า แน่นอนว่าบริษัทพวกนี้ทำผิดกฎหมายแรงงาน ตำรวจแค่ทำเป็นมองไม่เห็น เพราะคิดว่าไม่ได้เป็นปัญหาของตัวเอง พอโควิดระลอกนี้มา ตำรวจก็พยายามไม่ยุ่งเลย

ตอนล็อกดาวน์รอบแรก คนงานในแคมป์ได้รับผลกระทบไหม

ไม่นะครับ ปีที่แล้วเขาก็สามารถทำงานได้ เพิ่งมาได้รับผลกระทบตอนปิดแคมป์ครั้งนี้แหละ ประมาณหนึ่งเดือนที่แล้ว

ล็อกดาวน์ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนยังไงหรือครับ เกิดอะไรขึ้น

ครั้งนี้จำนวนผู้เชื้อโควิดสูงกว่าครั้งก่อนๆ มาก รัฐบาลเลยตัดสินใจปิดแคมป์คนงานและขังพวกเขาอยู่ด้านใน เพราะคิดว่าถ้าปล่อยให้คนงานเหล่านี้กลับบ้านก็ต้องเอาเชื้อไปติดจังหวัดอื่นๆ ด้วย แต่ตอนนี้ก็ชัดแล้วว่ามาตรการนี้ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดก็พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั่วประเทศ

ในแคมป์มีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดสูงไหม

3 อาทิตย์ก่อน ตอนแรกไม่ค่อยมีเคสในแคมป์ แต่ตอนนี้หลายแคมป์ก็มีรายงานมาว่าติดเชื้อหนักแล้ว ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ทำอะไรเลย เรามีทีมหมออาสาสมัครช่วยดูแลอาการ แต่คนก็กำลังตายอยู่ในแคมป์ คนไร้บ้านก็ตายอยู่ตามท้องถนนเหมือนกัน 

เข้าร่วมกลุ่มดูแลกันเองได้ไง ในกลุ่มทำงานกันอย่างไร

ตอนเริ่มล็อกดาวน์ เราเปิดรับบริจาคจากเพื่อนกันเองและซื้อของไปให้บางแคมป์ ทีนี้ก็เห็นว่าคนอื่นทำแบบนี้เหมือนกัน เลยรวมตัวคนที่คิดเหมือนกัน เพื่อนของเพื่อนผม Neeraj Kim ก็เริ่มรวมตัวเพื่อนๆ ในเครือข่ายของเขาและเราก็มีสมาชิกมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนั้นพอเห็นจำนวนแคมป์ก็รู้สึกตกใจเลย นี่มันเพิ่งผ่านมาประมาณสามอาทิตย์เอง ตอนแรกเราต้องดูก่อนว่าแต่ละแคมป์ตั้งอยู่ตรงไหนเพราะไม่มีฐานข้อมูลของหน่วยงานรัฐ เราเลยหาอาสาสมัครรวบรวมข้อมูลตรงนี้ให้ รวมเป็นสเปรดชีต ว่าแคมป์อยู่ที่ไหนบ้าง มีคนกี่คน ใครที่เราสามารถติดต่อได้บ้าง เขาต้องการอะไร ฯลฯ

ตอนนี้ฐานข้อมูลครอบคลุม 700 แคมป์และมีข้อมูลเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เราเปิด OpenChat ในไลน์ คนอื่นจะได้ช่วยประสานงานกันได้ เรามีทีมแมทช์ผู้บริจาคกับแคมป์ที่ต้องการของกินของใช้ด่วน เราให้ข้อมูลติดต่อแคมป์กับผู้บริจาค เขาจะได้ช่วยเหลือโดยตรงเลย ถ้าด่วนมากๆ เราก็มีคนของเราคอยส่งของจากบ้านไปที่แคมป์ เรามีหมออาสาที่คอยสั่งยาให้แคมป์ ตอนนี้เหมือนเป็นแก๊งค้ายาเลย ต้องมาแพ็คยาให้พร้อมสำหรับแคมป์ต่างๆ ที่ต้องการ

ที่เห็นๆ ก็คือความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้บริจาคในแชทไลน์ บางคนมีแค่ข้าว คนอื่นมีไข่ เขาก็รวมกันให้แคมป์เองโดยที่ทีมไม่ได้ไปบอก มันเหมือนเป็นความพยายามช่วยเหลือกันเอง (mutual aid) เราเปิดทางสื่อสารระหว่างคนที่ไม่ได้ทำไปเพื่อตัวเอง เห็นอย่างนี้ก็น่าดีใจมาก เราเน้นเสมอว่าที่เราทำอยู่ไม่ใช่การกุศล เราก็บอกคนที่บริจาคอย่างนั้นเหมือนกัน หลักๆ ที่เราอยากสื่อคือคนเท่ากัน พยายามทำให้คนเห็นสำนึกทางชนชั้นโดยที่ไม่ต้องบอกว่าเป็นฝ่ายซ้ายอย่างเปิดเผย

มีกลุ่มอื่นคอยช่วยเหลือเหมือนกันมั้ย

มีกลุ่มอื่นที่คอยช่วยเหลือกันเองเหมือนกัน แต่เราเป็นกลุ่มแรกและกลุ่มเดียวที่เน้นเรื่องคนงานที่ติดอยู่ในแคมป์

แล้วแบ่งของที่มีกันยังไงบ้าง

เราใช้เกณฑ์ความเร่งด่วนแบ่งแคมป์ ตามระบบสีจราจร เขียวก็คือโอเค อยู่ได้ มีของกินจากนายจ้างหรือไม่ก็หน่วยงานรัฐเกือบทุกวัน ซึ่งเคสพวกนี้ไม่ค่อยมี สีส้มคือเคสที่ได้อาหารจากบริษัทบ้าง อาจจะสักหนึ่งครั้งในสองอาทิตย์ ส่วนสีแดงคือแคมป์ที่อาหารกำลังจะหมดหรือโควิดกำลังระบาด แล้วบริษัทไม่ได้ช่วยเหลือ สิ่งที่เราทำได้ก็คือการเอายาสามัญประจำบ้านไปให้ เช่น พาราเซตามอล หรือของให้เด็ก เช่น นมผง และผ้าอ้อม รวมทั้งให้คำแนะนำทางการแพทย์

แสดงว่ารัฐบาลก็ช่วยเหลือบ้าง

หน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานก็ช่วย แต่ที่ช่วยมาก็ไม่พอ รัฐมีอาหารให้แค่แรงงานต่างชาติเพราะเขามีโควต้าให้ เป็นอาหารปรุงเสร็จแล้ว หนึ่งมื้อต่อวัน คนในแคมป์ก็พยายามแบ่งๆ กัน แต่มันก็ยังไม่พอ

ที่พูดว่าปิดแคมป์ นี่คือไม่มีใครเข้าออกได้ใช่มั้ย

ใช่ครับ หน้าประตูแคมป์ก็มีทหารหรือไม่ก็ตำรวจเฝ้าด้วยซ้ำ

แล้วทางการทำไงบ้างกับการช่วยเหลือจากกลุ่ม

จริงๆ แล้วคนที่แจ้งเคสเข้ามาบางครั้งก็มาจากทหารที่เฝ้าพื้นที่ตรงนั้น พวกเขาไม่ได้รับคำสั่งมาให้แจ้งหรอก แต่เป็นทหารชั้นผู้น้อยที่ต้องการจะช่วยเพราะกองทัพไม่ได้ทำอะไรเลย ส่วนใหญ่แล้วทหารก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือขนาดนั้น บางครั้งเวลาเราออกไปเก็บข้อมูลก็ถูกปฏิเสธ ไม่ให้ข้อมูลเลย คอยขัดขวางการช่วยเหลือจากเราตลอด

แล้วคิดมั้ยว่ารัฐอยากให้คนงานเหล่านี้ตาย

เราคิดจริงๆ ว่ารัฐไม่ได้มีความสามารถ ไม่ได้มีเจตนาร้ายหรอก ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถแยกได้ก็ตาม คิดว่าเวลารัฐขัดขาเรา มันคือเรื่องคำสั่งต่อกันมาเป็นทอดๆ มากกว่าอย่างอื่น กองทัพมักมองประชาชนเป็นศัตรู ถ้ามองในเชิงโครงสร้างก็คงเรียกได้แหละว่ามีเจตนาร้าย

แล้วข้างในแคมป์เป็นอย่างไรบ้าง

มีแคมป์หนึ่งที่เขาแยกคนงานที่ติดโควิดออก คนที่ติดโควิดต้องนอนบนพื้นด้านนอก มีผ้าใบกันแดดกันฝน แต่พอฝนตกตอนกลางคืนน้ำก็ท่วมพื้น ก็ไม่มีแม้แต่ที่จะนอน ที่พวกเราทำได้คือเอาฟูกลมไปให้ แล้วก็พวกของกินของใช้ พวกเขาก็ขอบคุณ สื่อก็เห็น รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานก็มาแล้วเอาหน้าเสียยกใหญ่ ทำเหมือนว่าได้ช่วยเหลือ ส่วนอีกแคมป์หนึ่งที่เราไป อาหารก็กำลังจะหมดแล้ว เลยเอาข้าวเข้าไปให้ เขาก็ขอบคุณ ถึงกับขนาดไหว้เลย

พอเป็นแรงงานต่างชาติ เขาก็ไม่ค่อยคาดหวังการช่วยเหลือจากรัฐมากนัก โดยเฉพาะคนที่เป็นแรงงานผิดกฎหมาย แต่สำหรับคนไทยล่ะ เขาช็อกมั้ยที่รัฐทำแย่ๆ กับเขาแบบนี

พูดไม่ได้หรอกว่าเขาช็อก กระทรวงแรงงานไม่ได้ทำตัวดีอะไรอยู่แล้ว ทุกคนรู้กันดีว่าหวังอะไรไม่ได้จากกระทรวง พอแคมป์ถูกปิดก็คงคิดกันแล้วว่าไม่ได้อะไรหรอกแม้แต่ความช่วยเหลือจากกระทรวงอื่นก็ตาม ขนาดกระทรวงสาธารณสุขก็ไม่โผล่มาเลย

สิ่งที่ต้องการตอนนี้คืออะไร

เราไม่รับบริจาค ถ้าทำได้เราก็คอยเชื่อมคนบริจาคให้กับคนในแคมป์ เขาจะได้เอาของไปวางด้านหน้าและคนงานก็มาเอาได้ แต่เรามีที่เก็บของจำเป็นพื้นฐานไว้ ตอนนี้เราต้องการยาหลากหลายประเภท เรามียาสำหรับอาการโควิดขั้นต้นเท่านั้น ไม่ใช่ในเคสที่อาการรุนแรง ตอนนี้ก็พยายามหายามาเพิ่ม มียาพ่น (Budesonine) และยาบรรเทาอาการ Prednisolone มีเครื่องผลิตออกซิเจนด้วย แต่ไว้สำหรับเคสที่รุนแรงจริงๆ

คิดว่าเหตุการณ์นี้จะอยู่อีกนานเท่าไร ทางกลุ่มคิดว่าจะทำอย่างไรในระยะยาว

ก็หวังว่าจะไม่นานไปมากกว่านี้เท่าไรนะครับ เราก็พยายามกดดันรัฐให้ทำอะไรสักอย่าง มีทีมงานเฉพาะสำหรับเรื่องนี้เลย ก็ไม่รู้เหมือนกันในระยะยาวจะเป็นไง ตอนนี้ก็ทำเท่าที่ทำได้

ก่อนโควิด คนงานก็อยู่ในสภาพที่แย่มากอยู่แล้ว มีแผนจะทำกลุ่มนี้ต่อมั้ยหลังเหตุการณ์นี้

ก็ยังไม่แน่ใจเท่าไร กลุ่มก็สามารถคุยกันเรื่องจุดประสงค์ใหม่ได้ เรามีข้อมูลและคนรู้จักในแคมป์ แต่ตอนนี้เป็นการช่วยเหลือเร่งด่วนให้คนยังมีชีวิตอยู่ต่อได้ในแต่ละวันก่อนละกัน



มารู้จักกับ EZLN: ขบวนการการต่อสู้ของชนพื้นเมืองเม็กซิโก

มารู้จักกับ EZLN: ขบวนการการต่อสู้ของชนพื้นเมืองเม็กซิโก

ผู้เขียน Quixote Joe
ผู้แปล GoodDay
บรรณาธิการ Editorial Team

หมายเหตุ บทความชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนก้าวหน้า โดย Common School


มารู้จักกับ EZLN: ขบวนการการต่อสู้ของชนพื้นเมืองเม็กซิโก

เป็นเวลา 28 ปีมาแล้วที่ซาปาติสตา (the Zapatistas “EZLN”) ขบวนการการต่อสู้ของชนพื้นเมืองที่ตั้งอยู่ในเม็กซิโกตอนใต้ได้ดำเนินการต่อสู้กับรัฐเม็กซิกันอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะรักษาไว้ซึ่งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของพวกเขา ด้วยการผนวกรวมทฤษฎีการเมืองที่มาจากขนบอนาธิปไตยและสังคมนิยมแบบตะวันตกเข้ากับจักรวาลวิทยาของชนพื้นเมืองท้องถิ่น นอกจากที่ขบวนการซาปาติสตาจะเสนอแนวทางสุดขั้วที่ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การยึดอำนาจแล้ว พวกเขายังได้นำแนวทางเหล่านี้มาใช้ในภาคปฏิบัติการอย่างจริงจังอีกด้วย นั่นคือ พวกเขาได้ร่วมกันก่อตั้งสมัชชาการปกครองระดับท้องถิ่นอิสระต่างๆ ซึ่งวิพากษ์ต่อต้านระบบทุนนิยม รัฐชาติ และสถาบันสมัยใหม่อื่นๆ ทุกรูปแบบ (การศึกษา การแพทย์ กฎหมาย ฯลฯ) อย่างขุดรากถอนโคน อย่างไรก็ตาม EZLN ไม่ใช่ขบวนการชนพื้นเมืองชาตินิยมแบ่งแยกดินแดนหรือขบวนการต่อสู้เพื่อความเป็นเอกราชแต่อย่างใด กล่าวคือพวกเขาไม่ได้จองจำตัวตนของเขาเองไว้ในอุดมการณ์แค่แบบเดียว ในทางกลับกัน พวกเขามุ่งหมายที่จะ ‘เรียนรู้ระหว่างทาง’ (listen while walking) เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากขบวนการต่อสู้ของประชาชนในที่อื่นๆ และแสวงหาหนทางในการเชื่อมร้อยตนเองและหมู่เหล่าเข้าไว้ด้วยกันเพื่อที่จะสามารถสรรค์สร้างสังคมขึ้นมาจากฐานรากได้  

แม้ EZLN จะเคยแถลงไว้ว่าพวกเขาปฏิเสธการจัดแบ่งประเภททางการเมืองทุกรูปแบบ แต่อาจกล่าวได้เช่นเดียวกันว่าอุดมการณ์ของพวกเขามีความใกล้เคียงกับประชาธิปไตยแบบสุดขั้ว (radical democracy) สังคมนิยมแบบอิสรนิยม (libertarian socialism) นักต่อต้านเสรีนิยมใหม่ (anti-neoliberalism) และส่งเสริมความเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิม รากฐานทางปรัชญาของพวกเขาอาจสืบย้อนกลับไปถึงมาร์กซ์และเองเกลส์ (Marx and Engels) อัลธูแซร์ (Althusser) ปูลองซาส (Poulantzas) ฟูโกต์ (Foucault) และคนอื่นๆ อีกมากมาย ในส่วนของความเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิม EZLN มุ่งมาดปรารถนาที่จะเชื่อมประสานมุมมองต่อโลกระหว่างผู้คนที่เป็นชนพื้นเมืองและผู้คนที่ไม่ใช่ชนพื้นเมืองเข้าหากัน ส่งเสริมจินตภาพของ ‘พหุภพ’ (pluriverse) อันเป็นดั่ง “โลกที่ร้อยเรียงผู้คนจากทั่วทุกภพเข้าไว้ด้วยกัน”

วิถีปฏิบัติบางอย่างที่มีต้นกำเนิดมาจากขนบแบบชนพื้นเมืองนั้นได้แก่ ความเป็นชุมชนนิยม (communalism) การตัดสินใจตามมติมหาชน (consensus decision-making) หลักการปกครองตนเอง (self-governance) และประชาธิปไตยชุมชนทางตรง (direct community democracy)  อาจกล่าวได้ว่าหลักการของ EZLN อันเป็นที่รู้จักกันดี ไม่ว่าจะเป็น “preguntando caminamos” (ถามไถ่และมุ่งหน้า) หรือ “mandar obedeciendo” (การนำโดยการตาม) มีต้นกำเนิดมาจากชุมชนพื้นเมืองมายันบางชุมชนที่พวกเขาได้ทำงานด้วยกัน พวกเขาปฏิเสธระบบการศึกษาสมัยใหม่ของรัฐเม็กซิกัน และเลือกที่จะสอนภาษาและวิถีปฏิบัติทางวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองแบบดั้งเดิมแทน ประวัติศาสตร์ถูกสอนจากมุมมองของชุมชนพื้นเมืองท้องถิ่น ในขณะที่ค่านิยมแบบตะวันตกไม่ว่าจะเป็นแนวคิดปัจเจกนิยม การแข่งขัน บริโภคนิยมและกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลล้วนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างเอาจริงเอาจัง ซึ่งถูกแทนที่โดยคุณค่าอย่างเช่นความเคารพนอบน้อมต่อชุมชนและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

Ejército Zapatista de Liberación Nacional (source: wikimedia)

EZLN เป็นขบวนการต่อต้านทุนนิยมโดยแท้ ภายในอาณาเขตของพวกเขามีการปฏิบัติตามหลักความเป็นสังคมรวมกลุ่ม (collectivism) ซึ่งปัจจัยการผลิตเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนรวม นอกจากนั้นยังปฏิเสธการมีผู้ควบคุมดูแลและเจ้าของกรรมสิทธิ์อีกด้วย ในทางการเมือง พวกเขายึดถือในระบอบประชาธิปไตยทางตรงแบบกระจายศูนย์ (decentralized direct democracy) ที่ซึ่งคณะกรรมการ (councils) สามารถโหวตได้ในทุกเรื่องที่หยิบยกขึ้นมา โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของบุคคลที่โหวตหรือบุคคลที่ปกครอง ผู้แทนถูกเลือก (ซึ่งในนี้ไม่มีใครที่มาจาก EZLN) ให้เป็นตัวแทนของชุมชนแต่ละชุมชนเป็นการเฉพาะในสมัชชาทั่วไป (general assemblies) ซึ่งทำหน้าที่แบบสับเปลี่ยนหมุนเวียนและสามารถถูกถอดถอนจากตำแหน่งเมื่อใดก็ได้ที่ผู้คนเห็นว่าไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง สุดท้ายก็คือ ในขณะที่หนึ่งในเป้าประสงค์ที่สำคัญที่สุดของ EZLN คือการรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของชนพื้นเมือง แต่พวกเขาก็ไม่หวั่นเกรงแต่อย่างใดที่จะวิพากษ์และรื้อสร้างขนบแบบชนพื้นเมืองบางประการที่พวกเขาเห็นว่ามีลักษณะกดขี่กดทับ ประเด็นเกี่ยวกับผู้หญิงเป็นกรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ตามประเพณีแล้ว ผู้หญิงในเชียปัส (Chiapas) จะถูกบังคับให้แต่งงานและอยู่แต่ภายในบ้าน EZLN จึงเริ่มเปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมนี้ทีละเล็กทีละน้อยโดยการนำเอาแนวคิดสตรีนิยมแบบสุดขั้วมาใช้และบังคับใช้ ‘กฎหมายปฏิวัติของผู้หญิง’ (Women’s Revolutionary Law) อันประกอบไปด้วยสิทธิต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้หญิงสามารถดำรงตำแหน่งผู้นำทางการเมืองหรือทางการทหารได้ สิทธิในเงินเดือนที่เท่าเทียม สิทธิที่จะเลือกบุคคลที่ตัวเองต้องการจะอาศัยอยู่ด้วยและจำนวนบุตรที่ตนต้องการจะมี สิทธิในการศึกษา สิทธิที่จะมีส่วนร่วมในกิจการของชุมชน ฯลฯ

“ที่ผ่านมาผู้หญิงเป็นผู้ที่ถูกกดขี่มากที่สุด พวกเราตื่นนอนตอนตีสามเพื่อที่จะเตรียมข้าวโพดมาทำอาหารเช้าให้สามี และพวกเราจะไม่ได้พักเลยจนกว่าจะถึงเวลาดึกๆ ถ้ามีอาหารไม่พอ เราก็จะจัดหาอาหารให้ลูกๆ หรือสามีของเราก่อน “เพราะฉะนั้นแล้ว ณ ตอนนี้ ผู้หญิงจึงตัดสินใจที่จะโต้กลับพร้อมทั้งผันตัวมาเป็นซาปาติสตา”

— ผู้บังคับการราโมนา (Comandante Ramona)

อย่างไรก็ดี ท้ายที่สุดแล้วซาปาติสตาไม่ได้เสนอรูปแบบหรือนโยบายทางการเมืองที่สามารถรับมือได้ทุกสถานการณ์ กลับกันแล้ว พวกเขาใฝ่หากระบวนการที่ทุกคนจะสามารถสร้างสรรค์ออกแบบโลกแห่งการต่อสู้ของพวกเขาเองได้ เป็นการต่อสู้ต่อต้านการกดขี่ขูดรีดทุกรูปแบบจากทุกแห่งหน พวกเขาดำเนินการขยับขยายอาณาเขตอิสระของพวกเขาไปทั่วภูมิภาคผ่านสันติวิธี โดยปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนเพียงเพื่อแถลงการณ์ต่อต้านเสรีนิยมใหม่และบรรดาเมกะโปรเจกต์ (โครงการทางก่อสร้างทางวิศวกรรมขนาดใหญ่-ผู้แปล) และจากนั้นก็หายลับกลับเข้าไปในป่าทึบอีกครั้ง พวกเขาดำเนินการทำงานในระดับนานาชาติ โดยในปัจจุบันก็ได้ส่งกลุ่มคณะข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อเป็นแนวหน้าของ ‘การบุกรุกสเปนอันสันติ’ (peaceful invasion of Spain) และทำงานเคียงข้างกับสหายชาวยุโรปของพวกเขาในการต้านทานการกดขี่ของระบบทุนนิยม ดังที่พวกเขาได้กล่าวถ้อยแถลงเอาไว้ เป้าหมายหลักในระดับนานาชาติของพวกเขาคือ

“….สร้างเครือข่ายร่วมของการต่อสู้และการต่อต้านรูปแบบเฉพาะต่างๆ เครือข่ายขบวนการต่อต้านเสรีนิยมใหม่ในระดับนานาทวีป เครือข่ายการต่อต้านระดับนานาทวีปเพื่อมวลมนุษยชาติ” เครือข่ายของการต่อต้านข้ามทวีปนี้ตระหนักถึงจุดร่วมและจุดต่าง เสาะหาวิถีทางที่จะผนึกผสานเข้ากับการต่อต้านอื่นๆ ทั่วโลก เครือข่ายของการต่อต้านในระดับนานาทวีปนี้จะเป็นสื่อกลางที่ทำให้การต่อสู้รูปแบบต่างๆ สามารถสนับสนุนซึ่งกันและกันได้”

ชื่อของขบวนการนี้มีที่มาจาก “เอมิลิอาโน ซาปาตา” (Emiliano Zapata) ชาวนาผู้นำการปฏิวัติในช่วงการปฏิวัติเม็กซิกัน (1910-1920) ผู้ซึ่งเชื่อว่าที่ดินเป็นของผู้ที่ทำงานบนผืนดินแผ่นนั้น ด้วยความที่เป็นชาวนา เขาได้นำชุมชนชาวนาขึ้นมาต่อต้านการปรากฏตัวของพวกเมสติโซ “Mestizo” (เหล่าคนที่มีสายเลือดผสมระหว่างชนพื้นเมืองและชาวยุโรป) อันเป็นชนชั้นเจ้าที่ดินขนาดเล็กซึ่งมีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ และได้ผูกขาดทรัพยากรที่ดินและแหล่งน้ำ รวมไปถึงชนชั้นที่มีขนาดใหญ่กว่าที่เรียกว่าฮาซิเอนดา “hacienda” (เจ้าของไร่ขนาดใหญ่) ในกาลถัดมาเขาได้ถูกลอบสังหาร แต่ทว่าชื่อของเขาก็จะยังคงอยู่ต่อไป

Emiliano Zapata [with mustache, sitting in the middle] and his men (sorce: snl.no)

ในปี 1970 นักศึกษามหาวิทยาลัยมากหน้าหลายตาที่สมาทานแนวคิดมาร์กซิสต์ (Marxist) และแนวคิดเหมาอิสต์ (Maoist) ได้ก่อตั้งกองกำลังเพื่อการปลดปล่อยแห่งชาติ (the National Liberation Forces-FLN) โดยมุ่งหมายที่จะโค่นล้มรัฐบาลอำนาจนิยมในขณะนั้น (PRI) โชคไม่ดีนัก ในตอนนั้นพวกเขาถูกโจมตี ถูกสังหาร และถูกทรมานภายในระยะเวลาอันสั้นโดยกองทัพ ซึ่งนำไปสู่การสลายตัวของเหล่านักศึกษาในที่สุด อย่างไรก็ตาม ในปี 1983 สมาชิกที่ยังคงอยู่ในขณะนั้น (หนึ่งในนั้น กาลถัดมาได้กลายเป็นที่รู้จักในนามว่า รองผู้บัญชาการมาร์กอส “Subcomandante Marcos” ซึ่งต่อมาเขาได้เปลี่ยนชื่อเป็นกาลีอาโน “Galeano”) ได้รวมกลุ่มขึ้นมาใหม่และให้ความช่วยเหลือในการจัดตั้งกองกำลังซาปาติสตาแห่งการปลดปล่อยชาติ (EZLN) ในป่าฝนเขตร้อนชื้นของเชียปัสซึ่งรู้จักกันในชื่อ ‘ป่าลาคานโดน่า’ (the Selva Lacandona)

ภายหลังจากช่วงสิบปีที่นักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีแนวคิดสุดขั้วเหล่านี้ได้เรียนรู้ (ไม่ได้สอน) จากชุมชนชนพื้นเมืองของเชียปัส รากฐานของโครงสร้างองค์กรและอุดมการณ์ก็เริ่มที่จะแตกหน่อออกใบ กลายเป็นการผสมผสานกันระหว่างอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายสุดขั้วของโลกตะวันตก (อนาธิปไตย มาร์กซิสม์ สังคมนิยมแบบอิสรนิยม ประชาธิปไตยแบบสุดขั้ว แนวคิดการปกครองตนเอง (autonomism) และอื่นๆ) กับความรู้พื้นเมืองของชุมชนในพื้นถิ่น โลกได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขาเป็นครั้งแรกในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1994 เมื่อข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) เริ่มบังคับใช้ คล้ายกันกับผลกระทบอันแสนสาหัสที่ CPTPP มีต่อผู้ถือกรรมสิทธิ์รายย่อยในประเทศไทย ผู้ถือกรรมสิทธิ์รายย่อยที่เป็นชนพื้นเมืองและที่เป็นเม็กซิกันจะได้รับผลเสียจากคลื่นซัดทลายของสินค้าการเกษตรราคาถูกที่มาจากสหรัฐอเมริกา นำมาสู่การเป็นหนี้สินของคนจำนวนมาก และนำมาสู่การแตกสลายของชุมชนและวัฒนธรรม รวมไปถึงการที่หลายคนไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากต้องขายที่ดินของพวกเขาทิ้ง

Source: Schools for Chiapas

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ กองกำลังติดอาวุธซาปาติสตาราว 3000 คนจึงเคลื่อนกำลังพลลงมาจากป่าลาคานโดน่า เข้าสู่จุดศูนย์กลางของเมืองต่างๆ และทำการปลดปล่อยนักโทษ เผาอาคารสถานีตำรวจกับค่ายทหาร และสุดท้ายได้ถอยร่นกลับเข้าไปในป่าอีกครั้งหลังจากที่มีผู้บาดเจ็บหลายราย ในวันที่ 12 มกราคม ปีเดียวกันนั้นเอง มีการหยุดยิงโดยการเจรจาด้วยความช่วยเหลือของบาทหลวงคาทอลิก ซามูเอล รูอิส การ์เซีย “Samuel Ruiz Garcia” ผู้เดินตามรอยขนบเทวนิยมสุดขั้วเพื่อปลดปล่อยตามแนวมาร์กซิสต์คาทอลิก (the radical Marxist-Catholic tradition of liberation theology) เป็นเวลา 1 ปีมาแล้วที่สันติสุขได้บังเกิดในพื้นที่ดังกล่าว โดยที่ EZLN ได้ถือครองและดูแลอาณาเขตของพวกเขา นอกจากนั้นเองยังเริ่มได้รับความเป็นอิสระบางส่วนจากรัฐเม็กซิกันอีกด้วย อย่างไรก็ตามในปี 1995 กองทัพเม็กซิกันได้เปิดฉากโจมตีเขตแดนของ EZLN อย่างไม่ทันตั้งตัว ส่งผลให้ซาปาติสตาจำนวนมากต้องละทิ้งชุมชนของพวกเขาและหลบหนีอย่างต่อเนื่องเข้าไปในภูเขา นับจากนั้นเป็นต้นมาก็เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘ความขัดแย้งที่ถูกแช่แข็ง’ (frozen conflict) เป็นการต่อสู้ที่ EZLN สามารถปกป้องเขตแดนของพวกเขาไว้ได้จากการโจมตีอย่างต่อเนื่องของกองกำลังกึ่งทหารที่มีรัฐเม็กซิกันให้การสนับสนุน

ในปี 2018 คาดการณ์กันว่ามีประชากรราว 360,000 คนอาศัยอยู่ในเขตแดนของ EZLN ผู้เยี่ยมเยือนที่มุ่งหน้าไปยังเขตแดนดังกล่าวจะพบกับป่าฝนสีเขียวชะอุ่มและทุ่งมิลปา (milpa) [ที่ดินที่ไว้ใช้ปลูกข้าวโพดถั่วเหลืองและสควอช] อยู่ทั้งสองข้างทาง ซึ่งผู้คนได้เพาะปลูกเอาไว้เพื่อยังชีพ ผู้เยี่ยมชมอาจเชื่อว่ากำลังอยู่ในชุมชนชาติพันธุ์ที่เป็นชนกลุ่มน้อยในเม็กซิโกตอนใต้ที่ไหนสักแห่ง จนกระทั่งพวกเขาสังเกตเห็นว่าป้ายบอกทางของรัฐบาลถูกแทนที่ด้วยป้ายที่ทำขึ้นเอง อีกทั้งที่ชายแดนพวกเขายังสังเกตเห็นป้ายต่างๆ ที่บอกกับผู้มาเยือนว่ากฎหมายท้องถิ่นซึ่งเป็นกฎหมายของชุมชนถูกบังคับใช้ในบริเวณนี้ (ยาเสพติดเป็นสิ่งต้องห้ามและคนนอกไม่ได้รับการอนุญาตให้ถ่ายรูปใดๆ ) มากไปกว่านั้นเอง ผู้มาเยือนจะพบจิตรกรรมฝาผนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับศิลปะทางการเมืองที่ยกย่องเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วีรบุรุษและจุดมุ่งหมายของการต่อสู้ของพวกเขา จิตรกรรมฝาผนังเหล่านี้ถูกวาดขึ้นในโรงเรียนที่ดำเนินการอย่างเป็นอิสระ รวมไปถึงพื้นที่สำหรับการรวมตัวของผู้คนอันเป็นสถานที่ที่สามารถได้ยินเสียงของเด็กน้อยที่บ้างก็กำลังเล่นสนุก บ้างก็กำลังร่ำเรียนอยู่ ในช่วงระหว่างวันผู้ใหญ่ส่วนมากก็จะทำงานอยู่ในที่ดินของตัวเองด้านนอก

ในปี 2005 EZLN ได้ออกปฏิญญาที่ 6 แห่งป่าลาคานดอน (Lacandon) คำประกาศดังกล่าวระบุว่าพวกเขาจะยังคงเป็นองค์กรทางการเมืองและทางการทหารซึ่งมีภาระหน้าที่ในการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้น ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ไม่ขึ้นต่อฝ่ายซ้ายเม็กซิกันดั้งเดิม และมุ่งผนึกกำลังของกลุ่มผู้ไร้เสียง ผู้ถูกกดทับ (subaltern) ทุกกลุ่มในการต่อสู้กับทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ พวกเขาเชิญองค์กร นักกิจกรรมทางการเมือง และพลเมืองทั่วไปจำนวนนับร้อยให้มาเยือนดินแดนของพวกเขา พร้อมทั้งคิดค้นยุทธศาสตร์ใหม่ๆ ในการบรรลุโครงการดังกล่าว ลงเอยเป็นโครงการทางการเมืองที่รู้จักกันในชื่อ La otra Campaña (the Other Campaign) โดย The Other Campaign ประกอบไปด้วยทัวร์คาราวานที่เดินทางไปทั่วเม็กซิโกโดยใช้เวลานานหลายเดือนเพื่อพบปะกับองค์กรเล็กองค์กรน้อยให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ว่าจะเป็นนักจัดตั้งสหภาพแรงงาน ชุมชนคนพื้นเมือง นักสตรีนิยม กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ บรรดานักศึกษา ชาวนา รวมไปถึงผู้ที่ทำงานค้าบริการทางเพศ และครูอาจารย์ จุดหมายสูงสุดของโครงการนี้คือการกดดันให้รัฐบาลร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ โดยต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับสิทธิของชนพื้นเมืองและความเป็นอิสระในการปกครองตนเอง รวมไปถึงการขจัดองค์ประกอบของทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ออกไปให้หมดสิ้น

“Zapatismo ไม่ใช่อุดมการณ์ทางการเมืองใหม่หรือการนำอุดมการณ์เก่ากลับมาใช้ใหม่…มันไม่มีตำรา ระเบียบ ยุทธวิธี กลวิธี กฎเกณฑ์ หรือสโลแกนที่เป็นสากลแต่อย่างใด มันมีเพียงความปรารถนาหนึ่งเดียวเท่านั้น คือความปรารถนาที่จะสร้างสรรค์โลกให้ดีขึ้นกว่าเดิม เป็นโลกใบใหม่”

— รองผู้บัญชาการกาลีอาโน (Subcomandante Galeano)

เหล่าผู้ถูกกดขี่แห่งประเทศไทยจงร่วมกันผนึกแรงบันดาลใจจากการเคลื่อนไหวดังกล่าว จงนำสิ่งนี้มาปรับใช้ในวิถีทางและในจังหวะก้าวเดินแบบของพวกเราเอง พร้อมเป้าหมายเพื่อผนวกรวมกลุ่มผู้ถูกกดทับทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นชาวกะเหรี่ยง ชาวลาหู่ ชาวอาข่า ชาวม้ง ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ผู้ที่ทำงานค้าบริการทางเพศ เหล่านักศึกษา แรงงานอพยพ คนตกงาน ผู้หญิง มุสลิม คนไร้บ้าน คนชรา และเหล่าคนที่ไม่ได้สังกัดกลุ่มใด บรรดาคนที่ไม่ได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งไม่ว่าจะที่ไหน คนที่ต้องทุกข์ทรมานกับความไร้ซึ่งความหมายในโลกทุกวันนี้ จงรวมตัวกันและสลัดคราบเส้นแบ่งที่แยกพวกเราออกจากกันเสีย จงรวมกันต่อต้านลัทธิปัจเจกนิยม บริโภคนิยม และความละโมบของระบบทุนนิยม จงสุมไฟแห่งความโกรธที่มีต่อ CPTPP รวมเราเข้าไว้ด้วยกันเพื่อมุ่งสร้างขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านเสรีนิยมใหม่ให้ได้อย่างแน่แท้ จงสร้างขบวนการที่ถอดบทเรียนจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต โดยทำให้แน่ใจว่าจะไม่มีการร่วมมือร่วมใจกันกับเหล่านายทุนภายในประเทศหรือเหล่าอนุรักษ์นิยมศักดินา จงร่วมกันสร้างวัฒนธรรมแห่งการต่อต้านอันใหม่ของพวกเราเอง เป็นวัฒนธรรมที่อ้าแขนยอมรับวัฒนธรรมทั้งปวง และส่งเสริมการดำรงอยู่ที่ยั่งยืนของวัฒนธรรมเหล่านี้ รวมไปถึงส่งเสริมพัฒนาการต่อต้านแรงขับอันเบ็ดเสร็จของระบบทุนนิยม

Subcomandante Marcos (sorce: wikimedia)

 

“สำหรับข้อกังขาที่ว่ามาร์กอสเป็นเกย์หรือไม่: มาร์กอสเป็นเกย์ในซานฟรานซิสโก เป็นคนดำในแอฟริกาใต้ เป็นเอเชียนในยุโรป เป็นชิคาโน่ในซานอิสิโดร (San Ysidro) เป็นอนาธิปัตย์ในสเปน เป็นปาเลสไตน์ในอิสราเอล เป็นมายันอินเดียนบนท้องถนนซานคริสโตบัล (San Cristobal) … เป็นยิวในเยอรมัน เป็นยิปซีในโปแลนด์ เป็นโมฮอกในควิเบก เป็นผู้ต่อต้านสงครามในบอสเนีย เป็นหญิงโสดในเมโทรตอน 4 ทุ่ม เป็นชาวนาไร้ที่ดิน เป็นสมาชิกแก๊งในสลัม เป็นคนตกงาน เป็นนักเรียนนักศึกษาที่เศร้าโศก และแน่นอน เป็นซาปาติสตาในเทือกเขา” 

— รองผู้บัญชาการมาร์กอส

ภาพรวมของสงครามกลางเมืองในซีเรีย

ภาพรวมของสงครามกลางเมืองในซีเรีย

สงครามกลางเมืองซีเรียเป็นหนึ่งในกรณีพิพาทขัดแย้งที่ใหญ่และโหดร้ายที่สุดในรอบทศวรรษที่ผ่านมา กรณีขัดแย้งครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่าครึ่งล้านคน อีกทั้งยังทำให้เกิดผู้ลี้ภัยที่ต้องหนีออกจากประเทศมากถึง 6 ล้านคน และมีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศอีก 6 ล้านคน สงครามครั้งนี้ทำให้โลกได้เห็นถึงการการสถาปนาขึ้นมามีอำนาจและการล่มสลายลงของรัฐอิสลาม ISIS ซึ่งก็ยังเป็นชื่อที่สามารถสร้างความหวาดกลัววิตกกังวลให้กับคนทั่วโลก ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ปัจจุบันในซีเรียจะสามารถเรียกได้ว่าเป็นโศกนาฏกรรมด้านมนุษยธรรม  แต่ในระดับสากลนั้น คนส่วนใหญ่อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจหรือรับรู้เกี่ยวกับความขัดแย้งครั้งนี้

อันที่จริง เราเคยได้เกริ่นคร่าวๆ เกี่ยวกับความขัดแย้งในซีเรียไปแล้วในบทความของเราที่ได้พูดถึงดินแดนปกครองตนเองโรจาวา ดังนั้นวันนี้เราจะมาสำรวจสถานการณ์นี้ในวงกว้างมากขึ้น

ต้นฉบับภาษาอังกฤษโดย Anonymous
ผู้แปล Kong


ภาพรวมของสงครามกลางเมืองในซีเรีย

สงครามกลางเมืองในซีเรียนั้นเริ่มขึ้นในช่วงที่รุนแรงที่สุดของ “อาหรับสปริง” หรือการเคลื่อนไหวประท้วงต่อต้านรัฐบาลเผด็จการในประเทศอาหรับต่างๆ ในช่วงต้นปี 2011 โดยมีจุดเริ่มต้นที่ประเทศตูนีเซียและแพร่ไปยังประเทศซีเรีย ประชาชนที่โกรธแค้นประธานาธิบดี บัชชาร์ อัล-อัสซาด (Bashar al-Assad)  ผู้นำเผด็จการ ได้กล่าวหาว่าเขาทุจริตและไม่ดูแลประชาชนที่กำลังประสบกับปัญหาราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงภัยแล้งอย่างหนักในชนบทที่ทำให้เกษตรกรต้องย้ายไปอยู่ในเขตเมือง ประชาชนจึงได้ลุกฮือขึ้นประท้วงโดยเริ่มจากการเลียนแบบการประท้วงในตูนีเซียและบาห์เรน

รัฐบาลอัสซาดตอบโต้ผู้ประท้วงอย่างรุนแรงและออกคำสั่งให้ยิงกระสุนใส่พวกเขา จึงทำให้ประชาชนโกรธแค้นและมาเข้าร่วมกับการประท้วงมากขึ้น ต่อมากลุ่มผู้ประท้วงได้เริ่มรวมตัวกันเป็นกลุ่มติดอาวุธและทหารกองทัพซีเรียบางส่วนก็ได้ผันตัวมาอยู่ฝ่ายผู้ประท้วง ภายในเดือนมิถุนายนของปีนั้นได้ตั้งตนเป็นกลุ่มกบฏใหม่ซึ่งเรียกตัวเองว่ากองทัพซีเรียเสรี (Free Syrian Army – FSA)

ในปีถัดมาสงครามได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้เกือบทั้งประเทศตกอยู่ในความขัดแย้ง กองทัพของอัสซาดมีความพร้อมมากกว่าฝ่ายกบฏมาก เช่นอาวุธหนัก เฮลิคอปเตอร์โจมตี และเครื่องบินรบ ในขณะที่กลุ่มกบฏส่วนใหญ่มีอาวุธเพียงปืนไรเฟิลและวัตถุระเบิดขนาดเล็กที่ได้ฝังไว้ใต้เมืองต่างๆ เพื่อรอระเบิดใส่กองกำลังของอัสซาด

การต่อสู้ระหว่างสองฝ่ายนั้นได้นำไปสู่เหตุการณ์โศกนาฏกรรมหลายครั้ง ที่พลเรือนในเมืองต่างๆ ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างน่าสยดสยองจากการทิ้งระเบิดครั้งใหญ่โดยรัฐบาลอัสซาด ผู้ที่รอดชีวิตก็อพยพไปยังตุรกีและสู่ยุโรปในที่สุด

สงครามกลางเมืองในซีเรียได้รับการเรียกว่าเป็นสงครามตัวแทน หรือ proxy war นั่นคือสงครามที่มหาอำนาจจุดประกายให้เกิดขึ้นเพื่อผลประโยชน์ตัวเองโดยจะไม่ทำสงครามกันโดยตรง แต่จะสนับสนุนให้ประเทศพันธมิตรของตนเข้าทำสงคราม อันที่จริงแล้วอัสซาดและรัฐบาลของเขาไม่ได้เป็นมุสลิมหัวรุนแรงโดยสิ้นเชิง แต่พวกเขาเป็นศัตรูกับรัฐบาลสหรัฐอย่างแน่นอนเนื่องจากจักรวรรดินิยมของสหรัฐ เข้ามาแทรกแซงการเมืองของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ รวมไปถึงการสนับสนุนอิสราเอล นี่จึงเป็นสาเหตุของความตึงเครียดอย่างมากในโลกอาหรับเนื่องจากความทุกข์ทรมานของชาวปาเลสไตน์ ประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลางนั้นมีการแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างผู้นำประเทศและกลุ่มต่างๆ ที่เป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกาและผู้ที่เป็นศัตรู

เป็นมิตรกับสหรัฐฯ เป็นศัตรูกับสหรัฐฯ
ซาอุดิอาระเบีย

อิสราเอล

อียิปต์

จอร์แดน

สาธารณรัฐตุรกี

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

อิหร่าน

ซีเรีย

กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ 

กลุ่มฮูธิ 

ภราดรภาพมุสลิม หรือ มุสลิมบราเธอร์ฮูด 

 

ในช่วงต้นของความขัดแย้ง สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะปลดอัสซาดออกจากอำนาจ พวกเขาพร้อมกับพันธมิตรอาหรับโดยเฉพาะซาอุดิอาระเบียได้ทำการสนับสนุนกองทัพซีเรียเสรีด้วยอาวุธและความช่วยเหลือทางการเงิน รวมทั้งสนับสนุนการต่อต้านอัสซาดของกองทัพซีเรียอิสระในต่างประเทศ

ยิ่งไปกว่านั้น ฝ่ายพันธมิตรต่อต้านอัสซาดได้เริ่มนำกองกำลังต่างชาติเข้ามาในประเทศอย่างไม่เป็นทางการ ทหารเหล่านี้หลายคนเป็นกลุ่มหัวรุนแรงอิสลามและวะฮาบีย์ ที่เชื่อในการตีความศาสนาอิสลามแบบอนุรักษ์นิยมและเต็มใจที่จะตายเพื่ออุดมการณ์ การเกณฑ์นี้ได้รับการช่วยเหลืออย่างยิ่งโดยซาอุดิอาระเบียและตุรกี เนื่องจากพวกเขาเคยมีประวัติการใช้เทคนิคเดียวกันกับความขัดแย้งอื่น ๆ 

อันที่จริงกลุ่มหัวรุนแรงเหล่านี้เองก็เกลียดชังสหรัฐอเมริกาและอำนาจตะวันตกทั้งหมด แน่นอนว่าหนึ่งในกลุ่มหัวรุนแรงที่เกณฑ์มาคืออัลกออิดะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ปฏิบัติการโจมตีในเหตุการณ์ 9/11 

แสดงให้เห็นว่าสงครามกลางเมืองนั้นสามารถสร้างพันธมิตรที่แปลกประหลาดได้ เนื่องจากทุกฝ่ายในแนวร่วมต่อต้านอัสซาดเห็นพ้องกันว่าจุดมุ่งหมายหลักของพวกเขาคือการกำจัดอัสซาดไม่ว่าอย่างไรก็ตาม และค่อยตามยุติปัญหาอื่นๆ ในภายหลัง

ปรากฎว่ากลุ่มหัวรุนแรงทางศาสนาเหล่านี้มีทหารที่มีประสิทธิภาพมากกว่ากองทัพซีเรียเสรีเสียอีก ด้วยเหตุนี้ผู้บัญชาการกองทัพซีเรียอิสระหลายคนจึงส่งมอบอาวุธให้กับกลุ่มหัวรุนแรงและหลบหนีออกนอกประเทศ โดยที่สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง กลุ่มหัวรุนแรงจึงใช้โอกาสนี้ในการสถาปนาการปกครองของตนเองในภูมิภาคที่อยู่ใต้การควบคุม และบังคับให้ชาวบ้านยอมรับศาสนาอิสลามอย่างรุนแรงและประหารชีวิตผู้ที่ปฏิเสธ

แต่ทว่ากลุ่มหัวรุนแรงทั้งหลายไม่ได้เป็นพันธมิตรกันเองเลย กลุ่มหัวรุนแรงต่างๆ ต่อสู้กันเองอยู่ตลอดเวลา สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรยังคงยืนยันว่ากลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้เป็นทหารของกองทัพซีเรียเสรีและยังคงสนับสนุนพวกเขาอยู่เรื่อยๆ ในการต่อสู้กับอัสซาด อันที่จริงสงครามนี้เป็นสถานการณ์ที่แปลกประหลาดเหลือเกิน เพราะมีกำลังทหารจากหลายฝ่าย กระทั่งเกิดกรณีที่กองกำลังหัวรุนแรงติดอาวุธกลุ่มนึงที่สนับสนุนโดยเพนตากอนและอีกกลุ่มที่สนับสนุนโดย CIA ต่อสู้กันเองในซีเรีย

ในช่วงเวลานี้เอง รัฐบาลอัสซาดถอนกำลังเกือบทั้งหมดออกจากพื้นที่ที่มีชาวเคิร์ดอาศัยอยู่เป็นส่วนใหญ่ จึงนำไปสู่การปฏิวัติโรจาวาในกลางปี ​​2012 โดยมีอุดมการณ์ใหม่ที่ถูกกลุ่มหัวรุนแรงต่อต้านเป็นอย่างมาก พวกเขาให้ความสำคัญกับสตรีนิยม พหุนิยมทางการเมือง สิทธิของประชาชนในการเลือกรูปแบบการปกครองและรัฐบาลของตน และความเท่าเทียม มากกว่านี้ชาวโรจาวายังได้สถาปนากองกำลังทหารป้องกันที่เรียกว่า หน่วยพิทักษ์ประชาชน (YPG / J)

ความคลั่งไคล้ทางศาสนาที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ส่วนที่เหลือของซีเรียนำไปสู่การก่อตั้งขึ้นอย่างรวดเร็วของกลุ่ม ISIS ในกลางปี ​​2013 ซึ่งได้บุกเข้ายึดครองพื้นที่ขนาดใหญ่ของประเทศซีเรียเอง รวมถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศเพื่อนบ้านอิรัก กลุ่ม ISIS เป็นกลุ่มกบฏที่รุนแรงที่สุดและเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักรบจีฮัดต่างชาติ

กลุ่ม ISIS ทำให้ชีวิตสำหรับคนในท้องถิ่นในพื้นที่ที่ถูกยึดนั้นลำบากจนเหลือทน โดยได้บัญญัติกฎหมายใหม่ที่โหดเหี้ยม พร้อมการลงโทษอย่างรุนแรงสำหรับใครก็ตามที่ฝ่าฝืนกฎ ซ้ำร้ายยังทำการก่อการร้ายหลายครั้งทั่วโลก ข่าวของการก่อตั้งขึ้นมาของกลุ่ม ISIS ทำให้คนทั้งโลกตกใจและนำไปสู่การแทรกแซงทางทหารโดยการโจมตีทางอากาศของสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และรัสเซียเพื่อต่อต้าน ISIS (แม้ว่าอเมริกาเองยังคงสนับสนุนกลุ่มหัวรุนแรงอิสลามอื่นๆ ทั่วประเทศอยู่)

ในที่สุด หลังจากมีความทุกข์ทรมานและผู้เสียชีวิตจำนวนมาก กลุ่ม ISIS ก็ถูกกำจัดไปเกือบทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการรุกรานของกองทัพ YPG จนภายในปี 2019 ก็ถูกขับใล่จนต้องหนีไปเป็นขบวนการใต้ดินอย่างสมบูรณ์

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสงครามที่เหลือก็ยังคงดำเนินต่อไป เมื่อถึงจุดหนึ่งดูเหมือนว่าความพ่ายแพ้ของอัสซาดกำลังจะใกล้เข้ามา แต่ด้วยความช่วยเหลือจากพันธมิตรของเขารวมถึงรัสเซีย (ผู้ให้การสนับสนุนทางเศรษฐกิจ การทหาร และทางอากาศ) อิหร่าน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกองกำลังอาสาสมัครเฮซบอลเลาะห์จากเลบานอนทำให้เขาสามารถยึดอำนาจเอาไว้กับตัวได้ต่อไป

ในช่วงต้นปี 2018 รัฐบาลตุรกียุยงให้มีการบุกรุกเข้าไปในดินแดนโรจาวา โดยมีทั้งกองกำลังของตุรกีเองและพันธมิตรหัวรุนแรง พวกเขาบุกเข้ายึดจังหวัดอัฟรินและสังหารพลเรือนผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก

ตั้งแต่นั้นมาสงครามก็เงียบลงในหลายๆ ประเทศ แต่อัสซาดก็ยังคงอยู่ในอำนาจ อย่างไรก็ตามยังคงมีกลุ่มกบฏจำนวนมากรอบๆ เมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือของอะเลปโป ที่สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรยังคงให้การสนับสนุนพวกเขา และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังยืนยันว่ากลุ่มกบฏเหล่านี้เป็นกบฏฝ่ายผู้ประท้วงที่ยึดถนนในปี 2011

เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ก็จะยังคงไม่มีผู้ชนะที่แท้จริงในความขัดแย้งครั้งนี้ แต่ผู้แพ้และผู้ได้รับผลกระทบนั้นมีจำนวนมาก มีคนจำนวนมากที่สูญเสียทั้งที่อยู่ ชุมชน สมาชิกในครอบครัว รวมทั้งชีวิตของพวกเขาเอง

 

Michael Hardt: กระบวนการของความรัก

Michael Hardt: กระบวนการของความรัก

ผู้เขียน Michael Hardt
ผู้แปล Rawipon Leemingsawat
บรรณาธิการ Editorial Team

แปลจาก The Procedures of Love


กระบวนการของความรัก

ณ ที่แห่งนี้คือปริศนาเกี่ยวกับความรัก ความรักคือเหตุการณ์หนึ่งที่ปรากฏขึ้นจากภายนอกและเข้ามาพังทลายเวลาออกเป็นสองส่วน มันทุบทำลายโครงสร้างของโลกที่คุณรู้จักเสียจนป่นปี้และสร้างโลกใหม่ขึ้นมา ในความรัก คุณสูญเสียตัวตนและได้รับการดำรงอยู่ใหม่ เรือนร่างใหม่ คุณถูกสร้างขึ้นมาอีกครั้ง แต่ถ้าหากความรักคือเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวที่อยู่ภายนอกเวลา เราก็คงไม่อาจจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมัน เพราะแทบเป็นไม่ได้เลยที่เราจะสามารถอยู่ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

กระนั้นความรักก็มีอีกด้านหนึ่งซึ่งดูคล้ายกับว่าเป็นด้านตรงข้าม ความรักคือพันธะ เป็นพันธะที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่คุณจะสามารถประสบได้ มันจะยึดเหนี่ยวคุณไว้ให้สัมพันธ์กับผู้อื่น ผูกมัดคุณในลักษณะที่ราวกับว่ามันจะคงอยู่ชั่วกาล ซึ่งนี่ก็เป็นโฉมหน้าของความรักที่ดูจะอยู่ภายนอกกาลเวลาเช่นกัน มันแสดงตนเฉกเช่นสิ่งที่เป็นนิรันดร์ และเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถดำรงอยู่ร่วมกับมันได้ มันทำให้เราอึดอัดราวกับขาดอากาศหายใจ จากพันธะที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงของการโอบรับอันแสนอบอุ่น กลับกลายเป็นดั่งคุกที่ไร้อากาศอันน่าเหลือทนอย่างรวดเร็ว

คุณอาจจะบอกว่า นั่นคือความแตกต่างระหว่าง การตกหลุมรัก (falling in love) กับ การดำรงอยู่ในความรัก (being in love) อย่างไรก็ตามการแบ่งแยกเช่นนี้ก็มิได้ช่วยคลี่คลายปริศนาแห่งความรัก คุณถูกทิ้งไว้กับความคิดเรื่องความรักเพียงสองแบบที่เลวร้ายพอๆ กันทั้งคู่ อันหนึ่งอยู่นอกกาลเวลาในความหมายว่ามันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ส่วนอีกอันอยู่นอกกาลเวลาเนื่องจากมันยอมรับว่าเวลาไม่มีอยู่จริง

กลับกันแล้ว สิ่งที่พวกเราต้องการค้นพบคือความรักที่อยู่ในกาลเวลา ความรักที่มีทั้งอำนาจในการเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ และมีความต่อเนื่องของพันธะ เป้าประสงค์สำคัญที่สุดของฉันคือการพัฒนากรอบคิดทางการเมืองของความรัก หรือพูดอีกอย่างคือการทำความเข้าใจว่าความรักจะกลายเป็นวิถีแห่งการสถาปนา วิถีแห่งศูนย์กลาง และฟันเฟืองของการเมืองได้อย่างไร บางคราในอดีต ความรักถูกเข้าใจในฐานะพลังทางการเมือง แต่ทุกวันนี้ ความรักถูกแยกขาดและจำกัดอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่ของคนสนิท ในการสร้างกรอบคิดทางการเมืองและปฏิบัติการณ์ของความรักในทุกวันนี้ เราจำเป็นต้องขยายขอบเขตของความรักให้ไกลกว่าเรื่องของคู่รักหรือครอบครัว และทำให้มันออกไปสู่พื้นที่ทางสังคมทั้งหมด

แต่มิได้หมายความว่าความรักแบบที่สัมพันธ์กับคนใกล้ชิดนั้นไม่มีความสำคัญและไม่เกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้นในทางการเมือง ความจริงแล้วสมมติฐานและข้อเสนอของฉันก็คือ ความรักทำงานในหลายมิติคู่ขนาน ทั้งในพื้นที่ทางสังคมและคนใกล้ชิดผ่านกระบวนการและการเชื่อมต่อที่เหมือนกัน อุปสรรคและความโหดร้ายที่ความรักเผชิญอยู่นั้นมันปรากฏในพื้นที่หนึ่งและจะปรากฏในอีกพื้นที่หนึ่งด้วย ยกตัวอย่างเช่น หนึ่งในความอันตรายที่สุดคือความรักถูกเข้าใจในฐานะกระบวนการกลายเป็นหนึ่งเดียวที่ความแตกต่างถูกลบเลือนหรือขับออก ไม่ว่ามันจะทำงานในระดับของคู่รักหรือเรือนร่างทางสังคม ความรักแบบนี้นำมาซึ่งภัยพิบัติ เช่นเดียวกัน จากข้อเสนอเรื่องการทำงานในหลากมิติของฉัน กลยุทธ์ในการระบุถึงปัญหาดังกล่าวที่พวกเราค้นพบในพื้นที่หนึ่งนั้นสามารถช่วยและนำทางพวกเราในพื้นที่อื่นได้เช่นกัน ดังนั้น วิธีการของฉันจึงเป็นการสืบย้อนกลับไปกลับมาระหว่างพื้นที่ทางสังคมและความสัมพันธ์กับคนที่ใกล้ชิดเพื่อจะได้เข้าใจว่าพลังของความรักสามารถทำสิ่งใดได้บ้าง

ปริศนาว่าด้วยโฉมหน้าทั้งสองด้านของความรักซึ่งถูกอธิบายไปข้างบน (ซึ่งทั้งสองอยู่นอกกาลเวลา) แสดงให้เห็นถึงปมปัญหาสำคัญเมื่อพิจารณาในแง่ของกรอบคิดทางการเมือง ในด้านหนึ่ง ความรักในฐานะทางการเมืองมันจำเป็นต้องมอบพลังแห่งการปฏิวัติที่สร้างการแตกหักอย่างถึงรากต่อโครงสร้างของชีวิตทางสังคมอย่างที่พวกเราเข้าใจกัน พังทำลายสถาบันและบรรทัดฐานเหล่านั้นทิ้งไป ส่วนอีกด้าน มันจำเป็นต้องจัดหากลไกเพื่อธำรงให้เกิดกระบวนการร่วมมือกันต่อไปและสร้างพันธะทางสังคมที่เสถียร ดังนั้นมันจึงต้องสร้างสถาบันที่มั่นคงขึ้นมา ในแง่นี้ ความรักจึงเป็นทั้งกระบวนการที่ต่อต้านสถาบันและมุ่งสร้างสถาบันไปพร้อมๆ กัน นี่คือปริศนาซึ่งนำพาพวกเรากลับมาสู่ปัญหาเก่าแก่ว่าด้วยอำนาจแห่งการสถาปนา อำนาจที่จำเป็นต้องแสดงออกทั้งกระบวนการเปลี่ยนแปลงเชิงปฏิวัติอย่างต่อเนื่องและสร้างการก่อรูปทางสังคมที่คงทน

Gilles Deleuze และ Felix Guattari ได้ค้นพบกระบวนการของความรักเชิงสถาปนา (และเชิงการประกอบสร้าง) ในงาน À la recherche du temps perdu (In Search of Lost Time)  ของ Marcel Proust ซึ่งนักคิดทั้งสองได้เสนอว่า มันคือกลยุทธ์ที่จะช่วยแก้ปริศนาของความรักได้ ความรักมิใช่กระบวนการที่ปัจเจกสองคนผสานเข้าหากันจนกลายเป็นหนึ่งเดียว อันที่จริงปัจเจกมิได้มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับความรักเลย ความรักทำงานเฉพาะแค่ในลักษณะที่หลากหลาย (multiplicities) “กลุ่มกระที่ปรากฏบนใบหน้า กลุ่มของเด็กผู้ชายที่กำลังพูดคุยกันสองคนซึ่งภายหลังจะส่งผลให้เกิดการรวมตัวของจำนวนเรือนร่างที่มากขึ้นเมื่อส่วนต่างๆ ซึ่งมีอำนาจสถาปนาเห็นพ้องต้องกันและเข้าร่วมในความสัมพันธ์นั้น” แม้ในยามที่ความหลายหลากดังกล่าวนั้นปรากฏออกมาในส่วนที่เล็กน้อยที่สุดของน้ำเสียงหรือใบหน้า มันก็ยังสื่อถึงโครงสร้างทางสังคมที่ใหญ่ไปกว่านั้น เช่นเพศ เชื้อชาติ ความผูกติดกับพื้นที่ และอื่นๆ การรักใครสักคนนั้นมีลักษณะเชิงกลไก กล่าวคือความหลากหลายของคุณและความหลากหลายของฉันนั้นสามารถรวมตัวกันเพื่อสร้างองค์ประกอบที่บางครั้งก็อยู่เหนือหรือต่ำกว่าระดับของความเป็นปัจเจก ความเหมือนไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เกิดการตกลงปลงใจ แต่ก็ไม่ใช่ต้านตรงข้ามของความดึงดูดไปเสียทีเดียว เราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้หรอกว่าความหลากหลายแบบใดที่จะทำให้เราสร้างความสัมพันธ์ที่ยืนยาวและสวยงามขึ้นมาได้ กระบวนการของความรักคือการสำรวจและทดลองความเป็นไปได้ในการประกอบสร้างจากความหลากหลายระหว่างเรา 

Proust’s À la recherche du temps perdu

กระบวนการของความรักที่ Deleuze และ Guattari ค้นพบในงานของ Proust นั้นสะท้อนให้เห็นถึงการประกอบสร้างเรือนร่างที่ถูกอธิบายโดย Spinoza โดย Spinoza อธิบายว่าทุกๆ ร่างกายนั้นถูกประกอบขึ้นมาจากส่วนเล็กๆ จำนวนมากที่เห็นพ้องต้องกัน ความเห็นพ้องต้องกัน (agreement) สำหรับ Spinoza นั้นไม่ได้หมายถึงความเหมือน (sameness or similarity) แต่เป็นศักยภาพที่ความหลากหลายทั้งสองจะมาเกี่ยวดองกันในความสัมพันธ์และสร้างร่างกายใหม่ขึ้นมา การเผชิญหน้าระหว่างสองเรือนร่างนั้นนำไปสู่การสร้างเรือนร่างที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ตราบเท่าที่ทั้งสองเรือนร่างนั้นตกลงปลงใจว่าจะเข้ามาอยู่ในความสัมพันธ์  อย่างไรก็ตาม การเผชิญหน้าก็สามารถทำให้เกิดกระบวนการของการสลายตัวได้เช่นกัน ดังที่ Spinoza อธิบายไว้ว่าพิษซึ่งแล่นเข้าสู่กระแสเลือดจะเข้าไปสลายความสัมพันธ์ที่ถูกสถาปนาขึ้นก่อนหน้านั้น เลือดจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่ใช่เลือดอีกต่อไป เลือดจะฆ่าล้างเรือนร่าง การประกอบกันเข้าของเรือนร่างแบบ Spinoza และความรักของ Proust เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การเผชิญหน้าครั้งใหม่ก่อให้เกิดการประกอบตัวกันที่ใหญ่ขึ้นหรือไม่ก็กลายเป็นกระบวนการสลายตัว

ความรักของ Proust เฉกเช่นเดียวกับปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพของเรือนร่างในความคิดของ Spinoza กำเนิดขึ้นในฐานะเหตุการณ์ อยู่ภายนอกการเคลื่อนที่ของกาลเวลา เป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้แต่เหตุการณ์จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการเผชิญหน้า เมื่อความหลากหลายเข้ามามีความสัมพันธ์กับสิ่งอื่นและประกอบตัวขึ้นมาใหม่ การเผชิญหน้าดังกล่าวมิได้ปฏิเสธอำนาจแห่งการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ กลับกันแล้ว มันบังคับให้พวกเขาต้องทำงานในกาลเวลา การเข้าใจความรักในแง่ที่ว่ามันเป็นการเคลื่อนไหวของความหลากหลายและกระบวนการประกอบตัวจึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เพราะนอกจากเป็นการทำลายความคิดเรื่องปัจเจกที่หลอมรวมเป็นหนึ่งในความรักแล้ว มันยังแสดงให้เห็นว่าความรักเป็นกระบวนการของการเปลี่ยนแปลง เป็นทั้งการแตกหักและการประกอบสร้าง 

ตรรกะดังกล่าวชี้ชวนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจบางประการเกี่ยวกับการสถาปนาทางการเมือง ซึ่งเคยถูกเข้าใจกันมาแต่เดิมว่า ไม่มีพวกเรา “ประชาชน” หรือแม้แต่อัตลักษณ์ใดๆ ทั้งสิ้นที่จะสามารถเป็นองค์ประธานแห่งการสถาปนา และอีกทางหนึ่งมันก็ไม่ใช่การมุ่งไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกันอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เหตุการณ์ที่มันก่อกำเนิดขึ้นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมากำหนดความเปลี่ยนแปลงในอนาคตของมันแต่อย่างใด ในทางกลับกัน การสถาปนาสามารถถูกสร้างขึ้นได้เฉพาะแค่ในเวลาหนึ่งๆ ผ่านกระบวนการที่เชื่อมต่อความหลากหลายทางสังคมซึ่งแตกต่างกัน ทำให้พวกมันต้องเข้ามาเผชิญหน้าซึ่งกันและกัน และสร้างความสัมพันธ์อันหลากหลายแบบใหม่ เป็นความสัมพันธ์ที่อ่อนไหวต่อการสลายตัวและแยกออกเป็นส่วนเล็กๆ ของความหลากหลายก่อนที่จะเข้าร่วมการเผชิญหน้าครั้งใหม่ มันคงเป็นเรื่องที่มีประโยชน์หากคิดถึงกระบวนการสถาปนาทางการเมืองและสังคมเหล่านี้ว่าเปรียบเสมือนการประกอบตัวขึ้นของตัวโน๊ตและเสียงดนตรีตามนัยของนักดนตรี ซึ่งนำพาวัตถุและแบบแผนบางประการที่แตกต่างเข้ามาประกอบไว้ด้วยกันในห้วงเวลาหนึ่ง ๆ อันเป็นกระบวนการทำงานที่มีพลวัต

อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าพวกเราจะสามารถเข้าไปในกระบวนการสถาปนาและเปลี่ยนมันให้กลายเป็นโครงการที่ถูกชี้นำโดยความปรารถนาของพวกเราได้อย่างไร ดูเหมือนว่าพวกเราคือพวกเฉยชา เป็นผู้ถูกกระทำโดยประสบการณ์ของตนเองที่เกี่ยวกับความสุขและทุกข์ซึ่งความรักสร้างขึ้น รวมทั้งกระบวนการประกอบตัวและการสลายตัวก็ด้วยเช่นกัน เพื่อทำให้ความรักสามารถทำงานในฐานะกรอบคิดทางการเมือง พวกเราต้องสามารถระบุหรือชี้ถึงกระบวนการของการสถาปนาผ่านปฏิบัติการทางการเมืองให้ได้ 

ตัวอย่างวรรณกรรมอีกชิ้นหนึ่งที่ที่มีประโยชน์ต่อการขบคิดถึงคำถามดังกล่าวก็คืองานของ Jean Genet เช่นเดียวกับ Proust ที่ Genet ได้จัดวางเหตุการณ์ของความรักในการเผชิญหน้า แต่เขานำพากระบวนการดังกล่าวก้าวไปสู่กระบวนการสถาปนา โดยฉพาะอย่างยิ่งในนิยายเกี่ยวกับคุกของ Genet ความรักเกิดขึ้นในฐานะเหตุการณ์ที่ทุบทำลายกาลเวลาและป่นทำลายกำแพงคุก แต่ละเหตุการณ์ก็นำมาซึ่งการเผชิญหน้าซึ่งนำไปสู่ความก้าวหน้าและการพัฒนาซึ่งเกิดขึ้นในกาลเวลา แม้ว่าเหตุการณ์จะถูกจัดวางไว้นอกกาลเวลา แต่การเผชิญหน้ากลับอยู่ในกาลเวลา แต่พวกเราไม่ควรอนุมานแค่ว่าการเผชิญหน้าในแบบที่ Genet เข้าใจเป็นแค่เพียงการแสดงออกของเหตุการณ์หรือเป็นผลลัพธ์ของมัน กลับกันแล้ว การเผชิญหน้านำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ในห้วงเวลาหนึ่ง ๆ ที่ทำให้มันเกิดการพัฒนาและขยายตัวออกไป ยิ่งไปกว่านั้น Genet กล่าวบ่อยครั้งว่าเขาประสงค์ที่จะควบคุมกระบวนการดังกล่าวผ่านการเขียนหนังสือ เพื่อตระเตรียมพื้นที่สำหรับเหตุการณ์และจัดการให้เกิดการเผชิญหน้าดังที่เขาต้องการ เขาสร้างการเผชิญหน้าแห่งความรักขึ้นในทุกๆ ที่ที่เขาสามารถทำได้ ไม่เว้นแม้แต่ในคุก และสร้างชีวิตของเขาร่วมกับพวกมัน 

Genet’s Prisoner of Love

อย่างไรก็ตาม ชีวิตที่อยู่กับการเผชิญหน้าของความรักอย่างต่อเนื่องก็ยังไม่เพียงพอ สำหรับ Genet การเผชิญหน้าจำเป็นต้องถูกเชื่อมโยงเข้าหากันในกระบวนการสถาปนาที่เขาเรียกมันว่า พิธีกรรม (Ceremonial) พิธีกรรมสำหรับ Genet คือกลไกสำหรับการยืดขยายและทำซ้ำกระบวนการเผชิญหน้า ความชั่วคราวของพิธีกรรมคือกุญแจสำคัญ พิธีกรรมเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ผ่านการเผชิญหน้าและดำเนินการให้เกิดการเปลี่ยนรูปแบบในช่วงเวลานั้นๆ มันจัดวางจังหวะต่างๆ ลงบนห้วงของเวลา ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเขาพูดถึงช่วงเวลาในคุก Genet คงจะลดจังหวะของการเผชิญหน้าของความรักให้กลายเป็นสิ่งที่เชื่องช้ายาวนานไม่สิ้นสุดและเกินความจำเป็น แต่ในห้วงเวลาอื่น เขาก็อาจจะเร่งความเร็วของมันจนเวียนศีรษะ พิธีกรรมยังคงเป็นกรอบคิดและการปฏิบัติที่สำคัญสำหรับ Genet ในนิยายและบทละครของเขา มันเป็นสิ่งวิเศษในความหมายที่ว่ามันสร้างห้วงเวลาของการสถาปนาให้เกิดขึ้น

แนวคิดเรื่องความรักแบบพิธีกรรมของ Genet ชี้ให้เห็นถึงความคิดเกี่ยวกับสถาบันที่น่าสนใจ ความรักคือพิธีกรรมแบบหนึ่งซึ่งพวกเราหวนคืนกลับสู่ผู้คนและสิ่งต่างๆ อย่างต่อเนื่องไปพร้อมๆ กับคนที่เราเห็นพ้องต้องกันในความหมายแบบ Spinoza นั่นคือผู้คนที่มาพร้อมความหลากหลาย ที่จะทำให้เราก้าวไปสู่ความสัมพันธ์ในเชิงการผลิตสิ่งต่างๆ ขึ้นมาได้ แต่การหวนคืนไม่ใช่แค่การทำซ้ำ ลองคิดถึงการที่พวกเรามีเซ็กส์กับคนรัก ฉันสัมผัสตรงนั้นของคุณ แล้วคุณก็จับตรงนี้ของฉัน หลังจากพวกเราทำสิ่งนี้และทำไปเรื่อยๆ จนพวกเราเสร็จ มันก็คือพิธีกรรม (rituals) ซึ่งเป็นชุดของความเคยชิน แต่หากมันเป็นเพียงการทำซ้ำล่ะก็ มันก็คงเป็นแค่กิจกรรมที่ปราศจากเวทมนต์ การหวนคืนและการเผชิญหน้าแต่ละครั้งในพิธีกรรมจะนำไปสู่อำนาจและความลึกลับของเหตุการณ์ นั่นคือสิ่งที่ทำให้มันมีชีวิต ดังนั้นการเข้าใจความรักในฐานะพิธีกรรมจึงหมายถึงสถาบันในนัยที่ว่ามันอนุญาตให้คุณสามารถหวนกลับไปหา ยืดเวลา และเชื่อมต่อซึ่งกันและกันในการเผชิญหน้าที่ต่อเนื่องตามที่คุณปรารถนา

คุณอาจจะปฏิเสธการทำให้ความรักเป็นสถาบันเพราะว่ามันจะมอบความตายให้แก่ความรัก แต่ในความเป็นจริง ความรักจะมีชีวิตได้ก็ต่อเมื่อมันเป็นสถาบัน เป็นความต่อเนื่องของการหวนคืนแบบพิธีกรรม

กรอบคิดทางการเมืองว่าด้วยความรักจำเป็นต้องทำงานผ่านรูปแบบคู่ขนานของสถาบันที่อำนวยและจัดการการหวนคืนของการเผชิญหน้าทางสังคมที่เปี่ยมด้วยความหรรษาและก่อให้เกิดประโยชน์ แน่นอนว่ารอยแตกและความวุ่นวายของเหตุการณ์ในการปฏิวัติก็เป็นโฉมหน้าหนึ่งของความรักอย่างไม่ต้องสงสัย โฉมหน้าที่บางครั้งก็เปลี่ยนแปลงพวกเราอย่างอัศจรรย์และแสดงให้พวกเราเห็นถึงความหวังต่อความเป็นมนุษย์แบบใหม่ แต่เหตุการณ์ปฏิวัติก็เฉกเช่นเดียวกับความรัก มันคือสิ่งที่ไม่สามารถดำรงชีพอยู่ได้ในตัวของมันเอง แต่นั่นไม่ได้นำไปสู่การที่พวกเราต้องทำให้กระบวนการปฏิวัติอยู่ภายในโครงสร้างที่แน่นอนของอำนาจสถาปนา แม้จะด้วยความมุ่งมาดปรารถนาจะให้เกิด “ความสุขแก่สาธารณะ” เฉกเช่นที่ Condorcet และสหายปฏิวัติของเขาต้องการก็ตาม กลับกันแล้ว พลังทางการเมืองของความรักจำเป็นต้องสร้างสถาบันอันหลากหลายในรูปแบบของพิธีกรรมของ Genet ในทางหนึ่ง สถาบันทางการเมืองและสังคมเหล่านั้นจะทำให้เกิดสถานที่ที่ซึ่งไม่เฉพาะแต่คุณเท่านั้น หากแต่สำหรับใครก็ตามที่อยากหวนคืนเพื่อขยาย เพิ่มความเข้มข้น และเชื่อมต่อกับการเผชิญหน้า และในอีกด้านหนึ่ง พวกมันก็จะถูกสถาปนาขึ้นโดยกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงซึ่งแสดงออกหรือแปรเปลี่ยนพลังของเหตุการณ์ในห้วงเวลาหนึ่ง ๆ ออกมา 

ทั้งการประกอบตัวกันขึ้นและพิธีกรรมต่างก็เป็นกลยุทธ์สองประการสำหรับพวกเราในการค้นหาความรัก รูปแบบทางการเมืองของความรักในห้วงเวลาหนึ่งๆ และทำให้เราใช้ชีวิตร่วมกับมันได้

 

ความรุนแรงของตำรวจ : วิธีการที่ผู้ประท้วงทั่วโลกใช้ต่อต้านความรุนแรงที่มาจากรัฐ

ความรุนแรงของตำรวจ : วิธีการที่ผู้ประท้วงทั่วโลกใช้ต่อต้านความรุนแรงที่มาจากรัฐ

ผู้เขียน Charlotte England, Clare Hymer, Rivkah Brown, Camille Mijola และ Sophie K Rosa
ผู้แปล GoodDay
บรรณาธิการ Editorial Team

Note: บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่ Progressive International
บทแปลได้รับการสนับสนุนจากกองทุนก้าวหน้า โดย Common School

cover image source


 

กองกำลังตำรวจทั่วโลกมีกลวิธีในการจัดการควบคุมการประท้วงที่พวกเขาใช้ร่วมกัน และผู้ประท้วงก็ควรมีกลวิธีในการป้องกันตัวเองเช่นเดียวกัน บทความชิ้นนี้พาสำรวจขบวนการเคลื่อนไหวประท้วงอันแตกต่างหลากหลายและวิธีการที่พวกเขาใช้ในการรับมือความรุนแรงของตำรวจ พร้อมเคล็ดลับแบบต่าง ๆ ที่ผู้มีส่วนร่วมในการประท้วงนิยมใช้กัน

กรีซ

‘อยู่กันเป็นกลุ่มก้อนและเกาะกลุ่มใกล้ ๆ กันเอาไว้ สวมหน้ากาก วาดลวดลายกราฟฟิตี้ทิ้งเอาไว้ และอย่าได้ยอมแพ้’

กรีซอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์ระดับชาติแบบปิดๆ เปิดๆ มาโดยตลอด ซึ่งล็อกดาวน์รอบปัจจุบันก็ปาเข้าไปเกือบจะ 5 เดือนแล้ว เสรีภาพพลเมือง รวมไปถึงเสรีภาพในการเคลื่อนไหว ถูกจำกัดควบคุมอย่างมากผ่านการใช้มาตรการสถานการณ์ฉุกเฉิน อาทิ การประกาศเคอร์ฟิวช่วงกลางคืน ผู้คนสามารถออกจากบ้านได้ในช่วงเวลาที่จำกัดและด้วยเหตุผลอันสมควรเท่านั้น และต้องเป็นภายหลังจากส่งข้อความ SMS เพื่อแจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเฝ้าสังเกตได้รับทราบแล้วเท่านั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับมอบหมายให้ใช้มาตรการเหล่านี้ซึ่งนำไปสู่การใช้อำนาจในทางมิชอบบ่อยครั้ง

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ได้ยกอำนาจนิติบัญญัติที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนให้กับสถาบันของตำรวจ และรัฐบาลยังถือว่าเสรีภาพในการประท้วงถือเป็นอาชญากรรม โดยที่สิ่งดังกล่าวไม่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด การโต้ตอบของตำรวจต่อการประท้วงแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในการเรียกร้องให้มีการจัดหา PPE (อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล-Personal Protective Equipment) จำนวนที่มากกว่านี้ ไปจนถึงการเคลื่อนไหวต่อต้านฟาสซิสต์/ส่งเสริมประชาธิปไตย ตลอดจนการประท้วงของนักศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ เป็นการตอบโต้ที่ไร้ความอดกลั้นเป็นอย่างยิ่งและมิหน้ำซ้ำยังเป็นการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุต่อผู้ประท้วงอยู่บ่อยครั้ง

ความรุนแรงและความโหดร้ายทารุณของตำรวจมีที่มาจากต้นกำเนิดแรกเริ่มของกองกำลังตำรวจในกรีซ นับแต่เกิดการจราจลในเดือนธันวาคมปี 2008 อันมีชนวนต้นเหตุมาจากการฆาตกรรมนักเรียนชายวัย 15 ปี นามว่า Alexandros Grigoropoulos ซึ่งเกิดจากน้ำมือตำรวจ กองกำลังตำรวจก็จัดหายุทโธปกรณ์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นกองกำลังทางการทหารอย่างเต็มรูปแบบ และความรุนแรงที่กระทำโดยตำรวจส่วนมากยังคงอยู่เหนือการตรวจสอบโดยกฎหมายอีกด้วย

source: dailysabah.com

การประท้วงในที่สาธารณะยังเป็นรูปแบบการต่อต้านหลักในกรีซ และการประท้วงก็ได้ทิ้งลวดลายกราฟฟิตี้ไว้อย่างต่อเนื่องเพื่อจารึกเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิของผู้อพยพ ความรุนแรงที่กระทำโดยตำรวจ สภาวะภูมิอากาศผิดปกติ (ภาวะโลกร้อน) สิทธิของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศและสิทธิของนักโทษ อันเป็นปัญหาที่สื่อกระแสหลักเมินเฉยมาโดยตลอด

บรรดานักเคลื่อนไหว รวมไปถึงผู้อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงและผู้ที่สัญจรไปมาที่มากขึ้นเรื่อยๆ ได้บันทึกเหตุการณ์ความโหดร้ายของตำรวจ โดยใช้โทรศัพท์มือถือในการเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียและสื่อที่สนับสนุนประชาธิปไตย ชุดเหตุการณ์ความรุนแรงอันต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาถูกเผยแพร่สู่พื้นที่สาธารณะผ่านพลเมืองที่แชร์ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นลงบนสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งในกาลถัดมาถูกสื่อระดับชาตินำไปเผยแพร่ต่อ และบ่อยครั้ง คลิปวิดีโอบนโซเชียลมีเดียก็มีประโยชน์อย่างมากในศาลเมื่อผู้ถูกจับกุมถูกกล่าวหาอย่างผิดๆ ว่าพวกเขาใช้ความรุนแรงต่อตำรวจ

กลวิธีหลักในการรับมือความรุนแรงที่มาจากตำรวจในระหว่างการประท้วง ยังคงเป็นรูปแบบของการเกาะกันเป็นกลุ่มก้อนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้และถอยกลับในลักษณะที่เป็นขั้นเป็นตอน ในบางกรณี ผู้ประท้วงใช้ความพยายามที่จะดันตำรวจกลับไป เพื่อที่จะได้ซื้อเวลาให้ผู้ประท้วงสามารถถอยร่นกลับได้ เมื่อไม่นานมานี้ กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองหนึ่งได้รับทราบว่าหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มตัวเองถูกตำรวจควบคุมกักขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายและถูกทำร้ายร่างกายต่อเนื่องนานหลายวัน พวกเขาจึงตัดสินใจร่วมกันเพื่อยื่นฟ้องตำรวจ

ความรุนแรงที่กระทำโดยตำรวจเป็นหนึ่งในความรุนแรงหลากหลายรูปแบบ เครื่องมือสะกดรอยถูกติดตั้งไว้ในยานพาหนะของนักกิจกรรมและสถาบันที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิ นักกิจกรรมถูกหมายตัวจากการตีพิมพ์ชื่อและป้ายทะเบียนของพวกเขา หนึ่งในกลยุทธ์ของการต่อต้านคือความไม่หวาดหวั่น แต่เป็นการทำให้กิจกรรมการเคลื่อนไหวเหล่านี้กลายมาเป็นที่รู้จักและมีส่วนร่วมในเรื่องสังคมการเมืองอย่างต่อเนื่อง

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้คนได้เข้าร่วมเครือข่ายการสื่อสารที่เชื่อถือได้อย่างเช่น Signal และผู้คนมีความระแวดระวังมากขึ้นในเรื่องของความมั่นคงและความปลอดภัยส่วนบุคคล เมื่อลงถนนประท้วง คนส่วนใหญ่ก็มีผ้าพันคอไว้ใช้ปกปิดใบหน้าและป้องกันตัวเองจากแก๊ซน้ำตา พวกเขาใช้ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร (stomach antacids) เช่น Maalox หรือ Riopan เพื่อลดฤทธิ์การเผาไหม้ของแก๊สน้ำตา

นักกิจกรรมในกรีซไม่รู้จักคำว่าแพ้แม้ในเวลาที่หวั่นเกรง กระดูกที่แตกยังคืนสภาพได้เร็วกว่าจิตสำนึกที่แหลกสลาย นี่ไม่ใช่การพูดเกินจริงแต่อย่างใด ชายหนุ่มวัย 27 ปี Vassilis Maggos เสียชีวิตจากการโดนตำรวจซ้อมในกรีซเมื่อปีที่ผ่านมา กระนั้นเอง การร่วมกันระดมคนออกมาเพื่อทวงคืนความยุติธรรมก็เป็นหนึ่งในวิธีการที่ดีที่สุดในการประจันหน้ากับความโหดร้ายรุนแรงของตำรวจ และเป็นหนึ่งในวิธีการที่ดีที่สุดในการเยียวยารักษาความตกต่ำที่ฝังรากลึกอยู่ในระบบ เมื่อใดที่ความหวาดเกรงต่อตำรวจมีชัยเหนือเสรีภาพในการแสดงออกและการเจรจาทางสังคม นั่นหมายความว่าสิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือการพูดถึงชัยชนะของอำนาจนิยม

 

เมียนมาร์

‘ใช้ VPN จัดตั้งบน Signal ใช้โคคา-โคล่าล้างแก๊ซน้ำตาออก และถ่ายบันทึกทุกสิ่งอย่าง’

ในพม่า พวกเราประท้วงกันทั่วประเทศนับตั้งแต่การยึดอำนาจโดยกองทัพในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ประชาชนกว่าหลักแสนคนก้าวลงสู่ท้องถนนทุกวันเพื่อต่อต้านขัดขืนตำรวจและทหารที่ปฏิบัติต่อผู้คนราวกับพวกเขาเป็นผู้ก่อการร้าย โดยใช้วิธีการจับกุมโดยพลการและความรุนแรง ประชาชนกว่า 800 คนถูกฆ่า คนส่วนใหญ่ถูกยิงระหว่างการประท้วง

พวกเราจึงต้องจัดตั้งอย่างรวดเร็ว อย่างยืดหยุ่นและอย่างสร้างสรรค์ พร้อมๆ กับที่เจ้าหน้าที่เสาะหาทุกวิถีทางในการกดปราบขบวนการจัดตั้ง รวมไปถึงการบล็อกข้อมูลโทรศัพท์มือถือและสัญญาณอินเตอร์เน็ตอย่างต่อเนื่อง

ขั้นแรก พวกเราใช้กลุ่มบนเฟซบุ๊กในการประสานงานการประท้วง แต่ก็เป็นเรื่องง่ายที่ตำรวจจะสามารถแทรกแซงเข้ามาและระบุตัวผู้ก่อการได้ (หลายคนถูกลักพาตัวและกักขัง บ้างถูกทรมานและฆ่าตาย) ดังนั้น ตอนนี้เราจึงใช้ VPNs ในการปกปิดตำแหน่งของพวกเราและสื่อสารผ่านแอพพลิเคชั่นส่งข้อความที่มีความปลอดภัยอย่างเช่น Signal และ Telegram แทน ฉันโพสต์สื่อสารในแชแนลกลุ่ม ซึ่งการจะอยู่ในกลุ่มเหล่านี้ได้ ต้องให้เพื่อนรับรองเราก่อนแล้วจึงเพิ่มเราเข้าไปในกลุ่ม จำนวนคนในกลุ่มเหล่านี้จึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่นักเคลื่อนไหวบางคนก็ระวังความปลอดภัยมากกว่านั้นและเลือกที่จะส่งข้อมูลผ่านการพูดปากต่อปากเท่านั้น นั่นคือส่งข้อมูลต่อกันเป็นทอดจากคนที่วางใจได้ไปสู่อีกคนหนึ่ง โดยไม่อาจทราบถึงแหล่งอ้างอิงของคนก่อนๆ หน้าได้เลย วิธีการนี้หากคนใดคนหนึ่งถูกจับก็จะไม่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับคนอื่นๆ ได้

source: aljazeera.com

ทุกๆ วัน นักเคลื่อนไหววัยหนุ่มสาวคิดค้นไอเดียใหม่ๆ ในการรักษากระแสของการต่อสู้เอาไว้ วันนี้คนพากันสวมใส่กางเกงสีแดงทั่วทุกพื้นที่เพื่อแสดงออกถึงสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ ในวันอีสเตอร์ซันเดย์ (Easter Sunday) พวกเขาพ่นสีสโลแกนการประท้วงลงบนไข่ เมื่อเดือนที่แล้ว ในวันสตรีสากล คนก็พากันเอากระโปรงหรือผ้าถุงของผู้หญิงไปตากไว้บนเสากับราวตากผ้า เพราะผู้ชายรวมไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารงมงายเกินที่จะเดินลอดตำแหน่งดังกล่าว เพราะกลัวว่าจะการทำแบบนั้นจะทำให้ตัวเองสูญเสียอำนาจ 

บนท้องถนน ผู้ประท้วงที่อยู่แนวหน้าจะได้รับโล่ที่ทำขึ้นเฉพาะหน้าในการป้องกันตัวจากกระสุนยางและหน้ากากกันแก๊สเพื่อป้องกันตัวจากแก๊สน้ำตา ในส่วนของแนวหลังก็จะมีทีมที่รับผิดชอบในการถอนพิษของแก๊สน้ำตาโดยใช้น้ำและผ้าชุบน้ำเปียก หากแก๊สน้ำตาเข้าตา พวกเราก็ค้นพบว่า โคคา-โคล่า สามารถนำมาใช้ล้างแก๊สน้ำตาออกได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ในบางครั้ง เราจุดพลุดอกไม้ไฟเพื่อข่มขวัญตำรวจและรบกวนตำรวจด้วยการโห่ร้องเสียงดัง และจุดไฟเผายางจนไหม้เป็นควันโขมงเพื่อพรางตัวผู้ประท้วง พวกเราปิดถนนโดยใช้เครื่องกีดขวาง สิ่งเหล่านี้ใช้การได้ดีในระดับหนึ่ง แต่บางในครั้งสิ่งเดียวที่พวกเราจะสามารถทำได้ก็คือวิ่ง เพราะเวลาตำรวจและทหารใช้กระสุนจริงและพวกเราไม่สามารถทำอะไรได้เลยในการป้องกันตัวจากอาวุธปืนของพวกเจ้าหน้าที่

บรรดานายพลไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเลย พวกเขาเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อของรัฐ แต่ชัดเจนว่ามันเป็นคำโกหกที่น่าขัน ช่างน่าตลกที่จะต้องมาดูสิ่งเหล่านี้เพราะทุกคนรู้ดีว่าความจริงเป็นอย่างไร ในขณะเดียวกัน พวกเขาปิดกั้นสื่ออิสระและปราบปรามนักข่าว เพราะเหตุนี้ พวกเราจึงต้องพึ่งพาอาศัยนักข่าวพลเมือง ผู้ซึ่งใช้โทรศัพท์มือถือในการบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น คนเหล่านี้จำนวนมากตอนนี้ถูกกักขังไปแล้วเช่นกัน แต่สามัญชนคนธรรมดาจำนวนมากขึ้นกว่าเดิมก็พร้อมที่จะก้าวออกมาเสมอ แหล่งข่าวแต่ละแห่งก็เริ่มที่จะอิงข้อมูลจากคลิปวีดีโอและรูปภาพที่พวกเขาแชร์ลงสื่อโซเชียลมีเดียกันมากขึ้น

 

ไนจีเรีย

‘ใช้โซเชียลมีเดียเปิดโปงความรุนแรงของตำรวจ และระดมทุนเพื่อสนับสนุนผู้ร่วมประท้วง’

ความรุนแรงที่กระทำโดยตำรวจเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในไนจีเรียมาเนิ่นนานแล้วตราบเท่าที่ฉันจำความได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดฉากยิงจากตำรวจ หรือการที่ตำรวจกระทำอันตรายต่อพลเมืองที่ด่านตรวจ

ภายหลังจากที่มีการเปิดโปงเมื่อไม่นานมานี้เกี่ยวกับการคุกคามข่มขวัญที่กระทำโดยหน่วยตำรวจที่มีชื่อเสียงในทางที่ไม่ดีของประเทศที่ถูกเรียกว่า กองกำลังพิเศษเพื่อต่อต้านการปล้นสะดม (Special Anti-Robbery Squad) หรือ ‘SARS’ ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคนส่วนมากของประเทศ ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา การประท้วงต่อต้าน SARS และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่จึงปะทุขึ้นและแผ่ขยายวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ

การประท้วงที่ประกอบด้วยการใช้แฮชแท็ก #EndSARS จึงกลายมาเป็นฉากของการใช้ความรุนแรงโดยรัฐในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ในวันที่ 20 ตุลาคม กลุ่มผู้ประท้วงวัยหนุ่มสาวที่นั่งอยู่ที่ประตูเก็บค่าผ่านทาง “Lekki” ถูกสังหารหมู่อย่างโหดเหี้ยม ณ ห้วงขณะที่ยานพาหนะของกองทัพได้ปิดทางออกทั้งสองทางของสถานที่ดังกล่าวและเริ่มระดมยิง ในวันถัดมาประชาชนมากกว่า 100 คนถูกสังหารในลากอส (Lagos) และในหลายๆ รัฐทั่วประเทศ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ดาหน้าออกมาปฏิเสธการฆาตกรรมหมู่ดังกล่าว ความโหดร้ายรุนแรงเหล่านี้นำไปสู่การประท้วงที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในระดับชาติ พร้อมๆ กับที่บ้านและโกดังของนักการเมืองคนสำคัญหลายคนที่กักตุนอุปกรณ์และเครื่องมือรักษาโรคโควิด (COVID-19) เอาไว้ก็ถูกโหมกระหน่ำโจมตีและปล้นชิงโดยบรรดาผู้ประท้วงที่โกรธเกรี้ยว

ource: : techuncode.com

อย่างไรก็ตาม ผู้ประท้วงในไนจีเรียมีสองสิ่งที่สำคัญอยู่กับตัวพวกเขา หนึ่งคือโซเชียลมีเดีย ผู้คนหนุ่มสาวหลักพันใช้สมาร์ทโฟนบันทึกรูปภาพและคลิปวีดีโอการใช้ความรุนแรงและอัปโหลดลงเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และทวิตเตอร์ เพื่อเปิดเผยให้เห็นถึงความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มากไปกว่านั้น คลิปวีดีโอยังเผยให้เห็นความลวงหลอกของรัฐบาลจนถึงขั้นที่ว่าความน่าเชื่อถือของนักการเมืองในไนจีเรียถูกทำลายไปจนหมดสิ้น

เราควรเน้นย้ำถึงบทบาทของผู้หญิงในการรักษาไว้ซึ่งกระแสของขบวนการประท้วงเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวร่วมสตรีนิยม (The Feminist Coalition)  ซึ่งมีฐานยึดโยงกันในระดับนานาชาติ แนวร่วมนี้ระดมทุนได้มากกว่าหลักแสนดอลลาร์ในการสนับสนุนมวลชน รวมไปถึงเรื่องอาหารและค่าใช้จ่ายทางกฎหมายสำหรับช่วยเหลือผู้ที่ถูกจับกุมและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสำหรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ

ตำรวจในไนจีเรียมีความโหดเหี้ยมและเสื่อมทรามมากยิ่งกว่าที่ใดในโลก อย่างไรก็ตาม ที่แห่งนี้มีบทเรียนสำคัญที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในการรักษาไว้ซึ่งขบวนการเคลื่อนไหวได้

 

โคลัมเบีย

‘ใช้ยุทธวิธีอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นชุมนุม การระดมพล การนัดหยุดงาน การเผชิญหน้า การกีดขวาง การปิดทางมอร์เตอร์เวย์’

เมื่อไม่นานมานี้ โคลัมเบียได้ประสบพบพานกับการที่ชีวิตสาธารณะซึ่งเข้าสู่สภาวะพร้อมรบสงครามและมีการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างรัฐในการปิดปากผู้เห็นต่าง ศัตรูของนโยบายเหล่านี้คือคนหนุ่มสาวและใครก็ตามที่วิพากษ์วิจารณ์ระบบระเบียบดังกล่าวของรัฐ ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว กองร้อยเคลื่อนที่เพื่อการปราบปรามความไม่สงบเรียบร้อย หรือ ‘the ESMAD’ (Mobile Anti-Disturbances Squadron) จึงถูกจัดตั้งขึ้นเป็นกองกำลังพร้อมรบของรัฐ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการฆาตกรรมหลายกรณีและเรื่องความประพฤติอันมิชอบ กองกำลังดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาความไม่พอใจของสาธารณชน

source: aljazeera.com

ในส่วนของยุทธศาสตร์การต่อต้านความรุนแรงของตำรวจ พวกเรามีสิ่งที่เรียกว่า ‘ศิลป์ของการเคลื่อนไหวแบบหมู่คณะ’ นั่นคือ การชุมนุม การระดมพล การนัดหยุดงานประท้วง และ การเผชิญหน้ากับตำรวจ (tropeles)  การกีดขวางทางจราจร และการปิดถนน

สิ่งที่เราเห็น ณ ตอนนี้ คือการไหลมาบรรจบกันของการประท้วงอันหลากหลายที่มีมาก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงโดยพลเมืองในปี ค.ศ. 1977 หรือการต่อสู้ภายในมหาวิทยาลัยของรัฐ ประสบการณ์เหล่านี้ถูกนำมาใช้ปรับใช้ในการป้องกันและเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับขบวนการเคลื่อนไหว

กลุ่มที่ชื่อว่า ‘โล่น้ำเงิน’ [ los escudos azules (the blue shields) ] ถูกจัดตั้งขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องขบวนการเคลื่อนไหวจากการจู่โจมของตำรวจ 

คนเหล่านี้คือคนหนุ่มสาวที่สวมเสื้อคลุมศีรษะในการป้องกันตัวเอง พวกเขาต้องเผชิญกับความบาดเจ็บที่ดวงตา [อันเป็นผลมาจากแก๊สน้ำตา] ยกตัวอย่างเช่น ทุกวันนี้ผู้ประท้วงจำนวนมากขึ้นหันมาสวมใส่ชุดป้องกัน อีกหนึ่งแง่มุมสำคัญในยุทธศาสตร์ของขบวนการเคลื่อนไหว ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากการต่อต้านของชาวนาและชนพื้นเมืองในโคลัมเบีย คือการมีทีมที่ดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชน ช่องทางการสื่อสาร และสุขภาพร่างกาย

เมื่อประชาชนไม่ได้กลัวการเผชิญหน้ากับตำรวจมากเท่ากับแต่ก่อน ความรุนแรงก็ยิ่งลุกลามบานปลาย บ่อยครั้งผู้ประท้วงปาหินในการประท้วง หลังจากนั้น ESMAD ก็จะเข้าสู่สถานที่เกิดเหตุและเปิดฉากยิงกระสุนที่ประกอบไปด้วยลูกปราย (pellets) และแก้ว (glass) ใส่ผู้คนจนล้มตายไปหลายชีวิต และในบางครั้งผู้ประท้วงก็ปาระเบิดโมโลตอฟ (Molotov bombs) แน่นอนว่ามันเสี่ยงอย่างมาก แต่คุณต้องประเมินความเสี่ยงประกอบกับสิ่งที่คุณกำลังเผชิญหน้าเช่นกัน ในหลายครั้งหลายคราผู้ประท้วงก็จำเป็นต้องมีกลวิธีในการป้องกันตัวเองหากว่าเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงอย่างไม่ยั้งมือ