เผด็จการฟาสซิสต์ยุโรปแบบไทย ๆ

เผด็จการฟาสซิสต์ยุโรปแบบไทย ๆ

เรื่อง Gabriel Ernst
แปล & ภาพหลัก Napakorn Phoothamma
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute, Kunlanat Jirawong-aram

ในปี พ.ศ. 2473 ประเทศไทยพยายามสร้างอัตลักษณ์ของตัวเอง (homogeneity) ตามแบบของเผด็จการฟาสซิตแบบตะวันตก การสร้างอัตลักษณ์นี้เองถูกนำมาใช้กับระบบกษัตริย์ในปี พ.ศ. 2493  และก่อให้เกิดฉันทามติฝ่ายขวาทรงอิทธิพลมากว่าครึ่งทศวรรษ แต่อย่างไรก็ตาม การประท้วงในช่วงที่ผ่านมาหลายส่วนก็ไม่ได้ตระหนักถึงแนวโน้มเผด็จการฟาสซิสต์แบบยุโรปที่ฝังลึกในขณะที่ท้าทายรัฐไทยในปัจจุบัน

ในปี พ.ศ. 2481 เมล็ดพันธุ์แห่งเผด็จการฟาสซิสต์ได้เติบโตขึ้นในประเทศไทยจากการเรืองอำนาจของ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นยุคแห่งการนำประเทศไปสู่ความทันสมัย โดยจอมพล ป. ใช้เวลาตลอด 6 ปีนั้นเองปรับเปลี่ยนไปสู่ประเทศที่ทัดเทียมอารยประเทศตามแบบของเขา จอมพล ป. จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยที่ฝรั่งเศสที่ที่เขาเองได้ซึมซับและชื่นชมความเป็นเผด็จการชาตินิยมฟาสซิสต์ (ซึ่งในยุคนั้นเป็นแนวคิดใหม่) จากที่นั่นเอง เขายังชื่นชอบมุสโสลินี และน่าจะถึงขึ้นนำภาพของผู้นำฟาสซิสต์ไปไว้บนโต๊ะทำงานเมื่อได้ปกครองประเทศไทย

จอมพลป. นั้นได้เติบโตกลางใจกลางเมืองสยามในปี พ.ศ. 2440 จากครอบครัวที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งต่อมาเขาเข้าเรียนที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยได้เดินทางไปศึกษาวิชาทหารปืนใหญ่ ต่อที่ ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แนวคิดแบบฟาสซิสต์ถือว่าเป็นแนวคิดที่ก้าวหน้า เนื่องด้วยเป็นแนวคิดที่นำพาความเป็นสมัยใหม่และความเข้มแข็งมาสู่ประเทศ ทำลายระบบเจ้าขุนมูลนายและสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในชาติและวัฒนธรรมชาติพันธุ์ชาตินิยม (ethnonationalist) โดยอำนาจของรัฐแบบบนลงล่าง ในช่วงเวลานี้เองที่อาทาทืร์คในตุรกีและมุสโสลินีในอิตาลีได้รับความนิยมถึงขีดสุด อิทธิพลจากผู้นำเหล่านั้นได้สร้างแรงบันดาลใจแก่ จอมพล ป. ในวัยหนุ่มนั่นเอง

ประเทศไทย (หรือสยามในช่วงนั้น) ที่เขาหวนกลับคืนมาอีกครั้งในช่วงปลายยี่สิบ ช่างดูห่างไกลจากประเทศฟาสซิสต์ตามที่เขาวาดฝันเหลือเกิน สยามเป็นประเทศที่พึ่งรอดพ้นจากการล่าอาณานิคมตะวันตก มีความแตกต่างอย่างสุดขั้ว ถูกแบ่งเป็นส่วนๆ เนื่องด้วยเงื่อนไขทางภูมิศาสตร์ ทำให้การปกครองอย่างเป็นปึกแผ่นแทบจะเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะพื้นที่ราบลุ่มในฤดูฝนและในที่สูงตลอดทั้งปี

อย่างไรก็ตาม การล่าอาณานิคมของยุโรปเองก็ได้ส่งอิทธิพลต่อการสร้างเขตแดนของประเทศ ฝรั่งเศสล่าอาณานิคมในด้านตะวันออกและอังกฤษล่าอาณานิคมของในด้านตะวันตกและทางใต้ สยามไม่ได้กำหนดเขตแดนของตัวเอง แต่เขตแดนมาจากการล่าอาณานิคมมากกว่า แต่ไม่ว่าประชากรกลุ่มใดก็ตามที่ลงหลักปักฐานอยู่ที่เขตแดนนั้น แม้พ้นจากการครอบงำของชาติตะวันตกก็ยังต้องต่อสู้กับรัฐสยามอยู่ดี หลังรอดพ้นการล่าอาณานิคมอย่างหวุดหวิด รัฐสยามแบบระบบเจ้าขุนมูลนายก็ได้ปฎิรูปตัวเองก่อนหน้าหลายทศวรรษ รัฐสยามพยายามเปลี่ยนตัวเองให้เป็นประเทศสมัยใหม่เพื่อให้ทัดเทียมกับอารยประเทศตะวันตก แต่อย่างไรก็ตามรัฐสยามเองก็ไม่ได้เข้มแข็งและยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางอุตสาหกรรมมากนัก อีกทั้งประชากรส่วนใหญ่ก็ยังอาศัยอยู่ในชนบท บางครั้งต้องใช้เวลานานนับหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าคนชนบทเหล่านี้จะเข้าถึงขอบนอกของราชอาณาจักรจากมหานครหลวงกรุงเทพ

ด้วยปัจจัยดังกล่าวนี้เองที่ทำให้ชุมชนท้องถิ่นเฉพาะ (localised communities) และอัตลักษณ์ชาติพันธุ์หรือภูมิภาคยังคงอยู่ทั่วทั้งสยามโดยไม่มีการแทรกแซงจากรัฐมากนัก อย่างไรก็ตาม การแสดงออกอย่างอิสระหรือการปกครองในท้องถิ่นไม่ได้มาจากการที่รัฐอนุญาติให้มีด้วยความเมตตา แต่มาจากความอ่อนแอของรัฐสยามเองในการจัดการ ทั้งยังไม่มีความเด็ดขาดเรื่องโครงสร้างอุดมการณ์ความเป็นหนึ่งเดียวของอัตลักษณ์ชาตินิยมของตัวเอง ณ ขณะนั้น

เหตุนี้เองจึงทำให้สยามเป็นประเทศที่มีความแตกต่าง ด้วยความหลากหลายของแต่ละพื้นเมือง ทั้งภาษา วัฒนธรรม วิถีชีวิตและสถาบันทางการเมือง แม้ในทุกวันนี้ความหลากหลายในรูปแบบนี้ก็ยังมีให้เห็นอยู่ ประเทศไทยใช้ภาษาพื้นเมืองกว่า 60 ภาษาซึ่งยังไม่รวมสำเนียงภาษาถิ่นอีกนับไม่ถ้วนที่เมื่อมองผ่านประวัติศาสตร์แล้วคงมีจำนวนมากกว่านี้

การรวมตัวของนายทหารหัวก้าวหน้าอย่าง คณะราษฎร ที่ จอมพล ป. ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในการทำรัฐประหารด้วยในปี พ.ศ. 2475 เปลี่ยนกษัตริย์ให้ลงมาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญและคงไว้เพียงชื่อ หลังจาก 6 ปีแห่งความวุ่นวาย กลุ่มหัวก้าวหน้าได้สลายตัวลง จอมพล ป. ได้กลายเป็นผู้นำจอมเผด็จการของประเทศไทยโดยพฤตินัยในปี พ.ศ. 2481 เขาเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามมาเป็นไทยในปีต่อมาด้วยความตั้งใจในการสร้างความเป็นชาติพันธุ์ชาตินิยม (ethnonationalist)

หมุดทองเหลืองถูกติดตั้งเพื่อระลึกถึงรัฐประหารปี 2475

ในระหว่างการดำรงตำแหน่งของ จอมพล ป. เขาได้สร้างเอกลักษณ์เฉพาะแบบฟาสซิสต์ของเขามากมาย จอมพล ป. ได้จัดให้วันเกิดของตนเป็นวันหยุดประจำชาติและต่อมาได้ทำเช่นเดียวกัน กับบุตรและภรรยาของเขา การเฉลิมฉลองวันหยุดในช่วงนั้นส่วนมากมักจะเป็นการเดินพาเหรดทหารในเมืองใหญ่ จอมพล ป. เองยังส่งเสริมให้ผู้คนแขวนรูปของเขา ซึ่งก็เป็นอะไรที่น่าขำเพราะวิธีการดังกล่าวก็ถูกส่งต่อไปยังสถาบันกษัตริย์เช่นกัน เขายังตั้งยุวชนทหารด้วยแต่ก็ไม่ได้เหมือนกับยุวชนทหารของฮิตเลอร์ไปซะทีเดียว โดยทั่วไปแล้ว จอมพล ป. พยายามจะสร้างวัฒนธรรมแบบบูชาตัวบุคคลตามเหล่าเพื่อนๆ ประเทศฟาสซิสต์ยุโรปนั่นเอง ซึ่งหมายถึงการกำกับดูแลควบคุมสื่อและการเผยแพร่วัฒนธรรมอย่างเคร่งครัด

โปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อในยุคสมัย จอมพล ป.

การแปลงโฉมไทยใหม่

นโยบายการแปลงโฉมไทยใหม่ โดย จอมพล ป. หรือการปฎิวัติวัฒนธรรมไทยคือการเปลี่ยนโฉม พยายาม นิยาม และสร้างความเป็นไทยตามที่เขาเห็นควรจะเป็น การนิยามความเป็นไทยนั่นหมายถึงความเป็นที่มาจากศูนย์กลางประเทศ เน้นวัฒนธรรมชนชั้นนำทหารซึ่งได้รับอิทธิพลจากตะวันตกเป็นเวลานับทศวรรษ

คำสั่งปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม รัฐนิยม 12 ข้อ ได้ถูกประกาศใช้ ซึ่งคำสั่งนี้ประกอบด้วยเรื่องการแต่งกายของประชาชนชาวไทยตามตะวันตก ภาษาไทยมาตรฐาน ห้ามแสดงออกอัตลักษณ์ภูมิภาค รวมไปถึงเรื่องกิจวัตรประจำวันว่าควรกินหรือนอนอย่างไรเวลาเท่าใด ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องแปลกในหลายๆ ครั้ง แต่ประกาศฉบับนี้บังคับใช้กับทุกสิ่งเท่าที่จะเป็นไปได้  ด้วยเป้าหมายเพื่อสร้างความชัดเจนนิยามความเป็นไทยของตัวเองและเผยแพร่ความเป็นไทยไปทั่วแผ่นดิน

แน่นอนว่ามันทำให้อัตลักษณ์ของภูมิภาคลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะในชาวพุทธที่ราบภาคกลาง ขณะที่ชาวมุสลิมที่อยู่ในหมู่คนยาวีเชื้อสายมาเลในภาคใต้ก็ได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้เช่นกัน มัดเราะซะฮ์ (สถานศึกษา) ถูกสั่งปิดและมุสลิมถูกห้ามไม่ให้สวมใส่เครื่องแต่งกายตามวัฒธรรมของตน ด้วยเหตุนี้เอง ต่อมากลุ่มยาวีได้ต่อมาได้ตั้งกองกำลังต่อต้านรัฐขึ้น ซึ่งปัจจุบันกองกำลังต่อต้านรัฐนั้นยังมีอยู่จนถึงทุกวันนี้

ผลกระทบของประกาศฉบับนี้ส่งผลไปยังอีสานด้วยเช่นกัน ประชากรส่วนใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยส่วนใหญ่แล้วเป็นคนเชื้อชาติลาว ซึ่งเป็นลูกหลานของประชากรที่ตั้งรกรากเมื่อร้อยปีก่อนหน้า ทั้งในอดีตและปัจจุบันคนอีสานไม่ได้ถูกกลืนกินอย่างสมบูรณ์โดยรัฐ ชาวเวียดนามส่วนน้อยในพื้นที่โดยรอบก็เช่นเดียวกัน จนกระทั่งวันนี้ภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่ยากจนที่สุดในประเทศ และเป็นที่รู้จักในฐานะวัฒนธรรมท้องถิ่นเฉพาะ มีประชากรที่หัวแข็งและเกลียดชังการบริหารจัดการของกรุงเทพ

การแต่งกายของชาวอีสานในช่วงก่อนการแปลงโฉมไทยใหม่

การกลืนกลายทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มุ่งเป้าเพียงวัฒนธรรมเท่านั้น นโยบายดังกล่าวยังต้องการใช้ประโยชน์กลุ่มคนที่แต่ก่อนไม่ได้มีประโยชน์ต่อรัฐเท่าไร หากถูกรวบและรวมเข้ามาในสังคมไทยจะได้ใช้งานเพื่อพัฒนารัฐศูนย์กลาง ผ่านทั้งการเกณฑ์ทหารและการจัดเก็บภาษี สร้างความแข็งแกร่งให้แก่อำนาจศูนย์กลาง

อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยในช่วงเวลาดังกล่าว แม้จะมีความพยายามเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประเทศอุตสาหกรรม ปัญหาทางภูมิศาสตร์ยังคงมีอยู่ดังเช่นเคย ประชากรส่วนใหญ่ที่อยู่ในประเทศก็ยังไม่ได้เข้าถึงความเป็นรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธ์ส่วนน้อย “คนดอย” ที่อาศัยอยู่ตามชายแดนซึ่งนั่นรวมถึง กระเหรี่ยง เผ่าลีซู เผ่าอ่าข่าและเผ่าม้ง ซึ่งที่กล่าวมาเป็นเพียงกลุ่มใหญ่ที่เห็นได้ชัดเป็นตัวอย่างเท่านั้น กลุ่มคนดังกล่าวนั้นเองแตกต่างจากคนไทยทั้ง พูดภาษาของพวกเขา และมีวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อศาสนาและสถาบันต่างๆ ในสังคมของตัวเอง

การขยายอำนาจและสงคราม

ในปี พ.ศ. 2483 จอมพล ป. ได้เห็นโอกาสที่จะขยายอำนาจแนวคิดฟาสซิสต์ชาตินิยมของเขาด้วยการนำประเทศเข้าสู่สงครามด้วยความกระหายสงคราม ในช่วงการเจรจาสนธิสัญญาเขตแดนในยุคสยาม สยามได้ยกดินแดน อินโดจีน ให้แก่ฝรั่งเศสซึ่งปัจจุบันประกอบไปด้วย ลาวและกัมพูชา ต่อมาเมื่อแผ่นดินฝรั่งเศสตกอยู่ใต้อำนาจของประเทศอักษะในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จอมพล ป. ได้ตัดสินใจส่งกองกำลังรุกล้ำเขตแดนและเรียกดินแดนคืนแก่ไทย

ความกระหายสงครามนี้เป็นจุดเด่นของ จอมพล ป. เลยก็ว่าได้ซึ่งเขาได้รับอิทธิพลจากยุโรป โดยเฉพาะจากนาซีเยอรมันซึ่งก็เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการรุกรานเขตแดนศัตรูของ จอมพล ป. ซึ่งแน่นอนจอมพล ป. ได้เรียก ฮิตเลอร์และพรรคนาซี ว่าเป็น “พันธมิตรที่ทรงปัญญา” สงครามนี้เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในกรุงเทพมหานคร กองทัพไทยได้ประโยชน์มากเมื่อฝรั่งเศสอ่อนกำลังลงเพราะสูญเสียอำนาจไปตั้งแต่โดนนาซีบุกยึด

อย่างไรก็ตาม จักรวรรดิญี่ปุ่นซึ่งได้รุกรานเข้ามาในแทบอินโดจีนอย่างหนักได้ยื่นข้อเสนอให้ทั้งสองฝ่ายสงบศึกกัน ซึ่งเข้าทางประเทศไทยเป็นอย่างมาก การทำเช่นนี้กรุยทางให้ญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานอย่าง (เกือบ) ไม่มีพิษมีภัย การที่ญี่ปุ่นตั้งฐานทัพในไทยส่งผลให้ไทยต้องเข้าร่วมฝ่ายอักษะ

หลังจากการสงบศึกกับฝรั่งเศส จอมพล ป. ได้ประกาศชัยชนะและได้สร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิบนใจกลางเมืองกรุงเทพตามแบบฉบับของ สถาปัตยกรรมแบบฟาสซิสต์ จจนถึงปัจจุบันได้เป็นสถานที่สำคัญของกรุงเทพ

การที่ประเทศนั้นเป็นพันธมิตรกับจักรวรรดิญี่ปุ่นนั้นเองทำให้ จอมพล ป. ได้อยู่ในอำนาจต่อไปในช่วงที่ญี่ปุ่นยังยึดครองประเทศไทยอยู่ อย่างไรซะ เมื่อสงครามยุติ จอมพล ป. ได้ถูกขับไล่จากทหารที่ฝักใฝ่ฝั่งพันธมิตรเมื่อเห็นว่าท่าทีของสงครามเปลี่ยนไป

เนื่องด้วยแรงกดดันจากสหรัฐสหรัฐอเมริกาในช่วงหลังสงครามนั่นเอง ตะวันตกจึงไม่นับประเทศไทยว่าเป็นประเทศฝ่ายอักษะ เนื่องด้วยชาติตะวันตกเห็นประเทศไทยนั้นมีประโยชน์ในการตั้งฐานทัพต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การกลับมาของระบบกษัตริย์

ในช่วงการครองอำนาจของ จอมพล ป. เขามีความพยายามที่จะขจัดครอบครัวราชวงศ์ ทั้งในแผ่นดินไทยและที่อยู่ต่างประเทศ (ซึ่งนั่นรวมถึงพระเจ้าอยู่หัว) ซึ่งบางรายก็ถูกคุมขัง เขาได้ตัดงบประมาณของราชวงศ์ออกและส่งเสริมแนวคิดพุทธศาสนาเพื่อทำลายความศักดิ์สิทธิของสถาบันกษัตริย์ซึ่งสืบเนื่องยาวนานตั้งแต่ยุคก่อนเจ้าขุนมูลนาย

ณ อีกฟากโลกหนึ่ง กลางยุโรป อย่างไรซะ แผนการต่อกรให้ประเทศออกมาจากเงื้อมมือพวกสาธารณรัฐนิยมก็เริ่มก่อตัว กว่าทศวรรษที่ต้องอยู่เพียงชายขอบของการเมืองไทย สถาบันกษัตริย์ได้วางแผนที่จะกลับมาครองอำนาจราชอาณาจักรอีกครั้งแม้จะถูกเนรเทศอยู่ในยุโรป ในยุคหลังจากจอมพล ป. ราชวงศ์สบโอกาสในช่วงที่สมาชิกในคุกถูกปล่อยตัว พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลซึ่งในขณะนั้นมีอายุเพียง 20 ปี และน้องชายคนเล็กภูมิพลอดุลยเดชกลับมายังกรุงเทพ และครอบครองตำแหน่งในพระราชวังท่ามกลางเงาของรัฐเผด็จการทหารฟาสซิสต์

ในช่วงความปั่นป่วนหลังสงครามโลกครั้งที่สองเกิดความพยายามก่อตัวอย่างเงียบๆ ของราชวงศ์ ในปี พ.ศ. 2489 เมื่อนักคิดหัวประชาธิปไตยก้าวหน้าอย่าง ปรีดี พนมยงค์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ปรีดีพยายามสร้างอำนาจในการปกครองประเทศของตัวเองโดยการสร้างความสัมพันธ์กับเชื้อพระวงศ์วัยเยาว์นี้

ในยุคแห่งความศรัทธาต่อสถาบันกษัตย์ โดยเฉพาะกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาชัยนาทนเรนทรซึ่งประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการสร้างความนิยมระบบกษัตริย์และกษัตริย์วัยเยาว์ให้เป็นที่รู้จัก กลุ่มกษัตริย์นิยมได้แปลงวิธีการสร้างชาติแบบชาตินิยมของ จอมพล ป. มาใช้กับราชวงศ์ ผ่านทั้งศาสนาและความเชื่อระบบกษัตริย์กับความเป็นไทย

เพียงแค่ 4 เดือนหลังจากการครองดำแหน่งของปรีดี พนมยงค์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลก็สวรรคต ซึ่งเหตุของการสวรรคตนั้นถูกสันนิษฐานว่าเกิดจากพระองค์เล่นพระแสง ณ พระราชวัง (ซึ่งก็มีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับการสวรรคตของพระองค์จนถึงทุกวันนี้) ข่าวลือสะพัดไปทั่วกรุงเทพฯ ปรีดีเป็นคนรับข้อกล่าวหาและลาออกจากตำแหน่งไม่นานหลังจากนั้น และภูมิพลอดุลยเดชก็ได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2490 จอมพล ป. ได้รัฐประหารและคืนอำนาจของตน อย่างไรซะการกลับมาสู่อำนาจในครั้งนี้เองมีความแตกต่างจากครั้งก่อน จอมพล ป. รู้ดีว่ามีสถาบันกษัตริย์ครองอำนาจอยู่ด้วย จอมพล ป. จึงไม่สามารถที่จะควบคุมประเทศได้อย่างเต็มที่จึงต้องเข้าจัดการควบคู่ทั้ง สถาบันกษัตริย์ที่พึ่งสถาปนาอำนาจของตนเองได้และอดีตพันธมิตรสาธารณรัฐของเขา ด้วยเหตุนี้เองจึงนำไปสู่การพยายามทำรัฐประหารหลายครั้ง รวมไปถึงการลักพาตัว (โดยกลุ่มกบฏแมนฮัตตัน) ซึ่ง จอมพล ป. ได้ถูกลักพาตัวโดยเจ้าหน้าที่กองทัพเรือไทย ซึ่งทำให้เขาต้องว่ายน้ำเพื่อหลบหนีกลับมา

ฉันทามติภูมิพล และ สัจนิยมกษัตริย์

การเข้ามามีอำนาจเป็นครั้งที่สองของ จอมพล ป. ครองตำแหน่งนานนับทศวรรษได้เล่นเกมการเมืองกับขั้วอำนาจใหม่และสร้างสัจนิยมผ่านทั้งรัฐบาล กองทัพ และราชวงศ์ ความพยายามนี้สะท้อนผ่านสิ่งที่เรียกว่าความเป็นไทยและอยู่ที่ว่าใครเป็นตัวแทนความเป็น “คนไทย” ได้ดีที่สุด

ซึ่งแน่นอนว่าสถาบันกษัตริย์นั้นได้ครองอำนาจนำอย่างที่สุดโดยการเข้ามาของจอมพลผู้ภักดีอย่าง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้ทำการรัฐประหารจอมพล ป. ในปี พ.ศ. 2500 และได้สร้างความเป็นชาตินิยมไทยในรูปแบบใหม่ซึ่งได้วางสถาบันกษัตริย์ให้เป็นหัวใจสำคัญของความเป็นไทยและให้พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงตำแหน่งประมุขของรัฐ

นี่เองคือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่ายุคแห่ง “ฉันทามติภูมิพล”  ซึ่งใครก็ตามที่มีหัวเอียงไปในทางสาธารณรัฐจะถือว่าเป็นพวกนอกคอกและ “ชังชาติ” กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถูกนำกลับมาใช้ในการต้านนักการเมืองฝ่ายค้านและทางราชวงศ์เองก็ได้สร้างความสัมพันธ์ต่อสาธารณะโดยมุ่งเป้าไปที่คนไทยใต้ปกครอง และหลังจากนั้นก็ค่อยๆ เน้นคนส่วนน้อยที่อยู่ชายขอบในพื้นที่ห่างไกลอำนาจมาเป็นศตวรรษ

ยุคฉันทามติภูมิพลคงอยู่ยาวจนกระทั่งวันที่กษัตริย์ภูมิพลสวรรคตในปี พ.ศ. 2559 ตลอดการครองราชย์ 60 ปีนั้นเองไม่มีอำนาจใดนั่นมาต่อต้านอำนาจของกษัตริย์ภูมิพลรวมถึงราชวงศ์อย่างจริงจัง ซึ่งทาง ดินแดงได้เขียนบทความเกี่ยวเรื่องนี้ไว้ใน Royalist Realism & Les Majeste

ในยุคฉันทามติภูมิพลนั้น แม้จะมีการเปลี่ยนผู้นำประเทศจากจอมพลเป็นกษัตริย์ จักรรรดินิยมแบบไทยยังคงขยายอำนาจและความเป็นไทย เพียงแต่มีกษัตริย์ภูมิพลเป็นภาพจำ หากนำนโยบายมาพิจารณากับนโยบายของ จอมพล ป. และการสถาปนาอำนาจของกษัตริย์นี้ก็ไม่ได้มีอะไรต่างกันมากนัก ทั้งสองมีความเป็นทหารนิยม กระหายอำนาจ และชาตินิยม ซึ่งต่างก็เป็นเจ้าของอำนาจนำ แม้กระทั่งคำสั่งปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม รัฐนิยม 12 ข้อก็ถูกเปลี่ยนมาเป็นนโยบายไทยนิยมในปี พ.ศ. 2561 ซึ่งหลังจากการสวรรคตของกษัตริย์ภูมิพูลสิ่งเหล่านี้ก็ถูกแปลงมาเป็นค่านิยม 12 ประการ

ยุคใหม่

ดังที่ได้ยกตัวอย่างกลุ่มต่างๆ ในบทความนี้ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐนานนับทศวรรษ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้กระแสการต่อต้านได้ภายในศูนย์กลางอำนาจ นับตั้งแต่การตายของกษัตริย์ภูมิพล ในปี พ.ศ. 2559 ก็ได้มีกระแสต่อต้านรัฐไทยขึ้นท่ามกลางคนไทย โดยเฉพาะในคนรุ่นใหม่

การประท้วงเพื่อประชาธิปไตย/สาธารณรัฐ ได้ก่อตัวขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมาซึ่งผู้เข้าร่วมนั้นก็ปฎิเสธความเป็นไทยที่นิยมในช่วงของฉันทามติภูมิพลในที่สุด ซึ่งกลุ่มกษัตริย์นิยมจะเรียกกลุ่มผู้ประท้วงว่าเป็น “พวกชังชาติ”

ผู้ประท้วงหลายคนถูกจำคุกโดยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมในที่สาธารณะ  ซึ่งการกระทำดังกล่าวนั้นก็รักษาไว้เพื่อรักษาอำนาจของสถาบันกษัตริย์และรัฐทหารไว้และสร้างภาพความเป็นประเทศประชาธิปไตยไว้ ข้อสังเกตสำคัญของกลุ่มผู้ประท้วงที่น่าสนใจคือ การก่อตัวของกลุ่มที่ชื่อ “คณะราษฎร” ซึ่งเคยโค่นอำนาจสถาบันกษัตริย์ในปี พ.ศ. 2475 ซึ่งจอมพล ป. ก็เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญในการนำกลุ่มขณะนั่น

นี่แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีความก้าวหน้า แต่ยังคงได้รับอิทธิพลหรือกลิ่นอายของกลุ่มขวาจัดหรือแม้กระทั่งเผด็จการฟาสซิสต์ ในทางกลับกันแม้เป็นการต่อต้านวงจรอุบาทว์เดิมๆ พวกเขายังคงยึดถือตามแบบ จอมพล ป. หนึ่งในแฮชแท็กติดเทรนด์ในทวิตเตอร์ถึงกับตั้งว่า “#กูลูกหลานจอมพลป” สะท้อนให้เห็นถึงบางกลุ่มในขบวนการเคลื่อนไหวมองย้อนหลังด้วยความชื่นชมถึงยุคสมัยที่ฟาสซิสต์ยังเฟื่องฟูและไม่มีใครทัดเทียมได้นััน แค่เพราะว่ามันเสริมความนิยมสาธารณรัฐ หาใช่การสร้างสังคมที่ก้าวหน้ากว่าเดิม

หมุดทองเหลืองถูกติดตั้งเพื่อระลึกถึงการประท้วงปี 2563

ความเป็นฟาสซิสต์ในแบบยุโรปได้ฝังรากลึกลงในสังคมไทยเป็นเวลากว่าทศวรรษซึ่งมันแฝงมาโดยความเป็นไทยแบบพุทธเถรวาทและความชื่นชมระบบกษัตริย์ แต่รากฐานแบบฟาสซิสต์นั้นก็ยังอยู่ในไทยจนทุกวันนี้นับตั้งแต่ต้นกำเนิดของมันตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1920 ในยุโรปจนมาถึงไทยในร้อยปีให้หลัง ไม่ว่าจะในกลุ่มกษัตริย์นิยมหรือสาธารณรัฐนิยม

 

 

แนวคิดว่าด้วยปรัชญาและสันติภาพของ ปิยบุตร แสงกนกกุล

แนวคิดว่าด้วยปรัชญาและสันติภาพของ ปิยบุตร แสงกนกกุล

เรื่อ1 ทักษภณ โฆษิตพิพัฒน์ (กลอง กบฏ)2
ภาพ TUMS
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

ปิยบุตร แสงกนกกุล ถือได้ว่ามีจุดยืนทางการเมืองแบบ Post-Marxism ตามแบบข้อเสนอของ เออร์เนสโต ลาคลาว (Ernesto Laclau) และ ชองตาล มูฟ (Chantel Mouffe) ซึ่งเขาเรียกว่า Post-Marxism เขาบอกว่า ที่ผ่านมาพวกมาร์กซิสต์อยากเปลี่ยนแปลงอะไรมักจะ ผลักไส(Exclude) ปัญหาของคนอื่นออกไป ชองตาล มูฟ เล่าว่า “ขบวนการเฟมินิสต์ กลุ่มความหลากหลายทางเพศ กลุ่มเรียกร้องประเด็นสิ่งแวดล้อม เวลากลุ่มคนเหล่านี้นำเสนอปัญหา พวกซ้ายดั้งเดิมจะบอกว่า ‘ถึงเรื่องนี้เป็นสำคัญแต่เชื่อเราเถอะ เราต้องเริ่มต้นที่กรรมกรแล้วปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพก่อน แล้วก็ Exclude คนอื่นออกไป’ ” มูฟ มองว่า เราไม่อาจอธิบายด้วยเส้นแบ่งอย่างเดิมได้แล้ว ให้แบ่งแบบใหม่ คือ คุณต้องไปรวมเอาความต้องการของสังคมจากคนทุกกลุ่มออกมาให้ได้

ผมเลยประยุกต์ทฤษฎีของ ลาคลาว กับ มูฟ มาใช้ คุณจะเชียร์พรรคการเมืองคนละพรรค ใส่เสื้อคนละสี เป็นเรื่องปกติในการเมืองแบบระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่ได้หมายความว่า คุยกันไม่ได้แล้วเปิดโอกาสให้ทหารเข้ามายึดอำนาจ ผมจึงเสนอให้ชี้ชวนดูความขัดแย้งชุดใหม่ที่ถูกต้อง คือ ทุกคน, คุณถอดสีเสื้อออกไปก่อนนะ คุณต้องการอะไรจากประเทศนี้ คุณทนเห็นอะไรในสังคมไทยไม่ไหวแล้ว ใน 14 ปี ที่ผ่านมา คุณมองเห็นอนาคตของลูกหลานไหม คุณมองเห็นเรื่องการศึกษาที่ดีมีคุณภาพไหม คุณมองเรื่องความเหลื่อมล้ำที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ไหม คุณต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีไหม ทุนผูกขาดรวบประเทศแบบนี้จะเอาหรือ ทฤษฎีซ้ายใหม่ของลาคลาวและมูฟ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากคาร์ล ชมิตต์ (Carl Schmitt) มาอีกที บอกว่า การเมืองเป็นเรื่องของขั้วตรงข้าม มีความขัดแย้งกันอยู่เสมอ แต่ความขัดแย้งในที่นี้ไม่ได้แบ่งครึ่งตามแนวดิ่ง (Vertical) แยกซ้าย-ขวา แบบเดิม แต่แบ่งแบบตัดขวางตามแนวนอน (Transversal) สิ่งสำคัญภายใต้การแบ่งแบบใหม่คือ คุณต้องนิยามให้ได้ว่าใครเป็น “เรา” และใครเป็น “เขา”

“เรา” ก็คือทุกคนที่ประสบปัญหาจากระเบียบโลกใหม่ ยากลำบากจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ ได้รับผลกระทบจากลัทธิเสรีนิยมใหม่ทางเศรษฐกิจ บางคนอาจจะชาตินิยมมาก บางคนอาจจะชาตินิยมน้อย คนทำงานการเมืองต้องไปคุยให้หมดทุกกลุ่ม ทุกคนคือ “ประชาชน” คือ “เรา” ซึ่งต้องร่วมกันต่อสู้กับ “เขา” – ชนชั้นนำจำนวนน้อยสังคม

มูฟบอกว่า นี่คือประชานิยมแบบซ้าย (Left Populist) ความต่างจากประชานิยมแบบขวา (Right Populist) คือ ผู้นำของประชานิยมแบบซายไม่ปลุกระดมเรื่องชาตินิยม แต่มีภารกิจสำคัญในการหลอมรวมผู้คนทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบจากระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ ไม่ว่าคุณจะเป็นแรงงานอพยพ ข้าราชการ นักศึกษา หรือ LGBT ก็ตาม ความท้าทายของแนวทางใหม่นี้ คือ จะหลอมรวมความต้องการที่แตกต่างหลากหลายจากคนทุกกลุ่มทุกประเภท อันเป็นผลพวงจากระบบโครงสร้างที่ผ่านมา มาเป็นความต้องการของสังคม (Social demand) ที่จะนำไปต่อสู้กับชนชั้นนำได้อย่างไร ศิลปะของผู้นำจึงอยู่ที่การสร้าง Chain of Equivalence หรือห่วงโซ่แห่งการเทียบเท่าเชื่อมโยง เพื่อสร้างความต้องการของทั้งสังคม แสวงหาความต้องการร่วมของ “เรา” เพื่อจะไปสู้กับ “เขา” หลอมรวมความต้องการของคนทั้งสังคมเหล่านี้มาชนกับชนชั้นนำซึ่งเป็นกลุ่มคน 1 % ที่ดูดซับเอาทรัพยากร อำนาจ และทุนของประเทศไว้อยู่กระจุกเดียว ส่วนคนที่เหลือไม่ว่าคุณจะชอบสีไหน เชียร์พรรคอะไร ต่างก็ต้องลำบากด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ในขณะที่ชนชั้นนำ 1 % นั้น ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากการเลือกตั้งหรือกองทัพ เขาก็อยู่ได้เหมือนเดิมตลอด ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ในทรรศนะของ อ.ปิยบุตร (ซึ่งดัดแปลงมาจากข้อเสนอของ Chantal mouffe) มีทรรศนะต่อสงครามและสันติภาพที่วางอยู่บน Democracy มากกว่าบน Liberalism เพราะปิยบุตรนิยามความเป็นเรา (A) ในความหมายที่เป็น คน 99% ที่ได้รับผลกระทบจากการจัดระเบียบโลกใหม่แบบเสรีนิยม นิยาม “ศัตรู” ว่าเป็นคน 1 % ที่ดูดซับทรัพยากร อำนาจ เอาไว้แต่เพียงพวกเดียว

และปิยบุตร (เช่นเดียวกับ Mouffe และ Schmitt) ไม่เคยกล่าวเลยว่าเราควรจะทำอย่างไร กับ “เขา” ซึ่งในส่วนนี้ในสายตาของ Liberals อาจมองว่าเป็น “จุดอ่อน” ก็เป็นได้เพราะไม่ได้มีการกำหนด กฏเกณฑ์ กติกาสำหรับวิธีปฏิบัติต่อ ศัตรู (และแน่นอนว่าข้อเสนอของทั้ง 3 นั้น เสนอว่าทางออก คือ สงคราม (Conflict) ไม่ใช่ ฉันทามติร่วมของทุกคน (Consensus) ในขณะที่ฟากฝั่งของ Liberals จะต้องมี X (ศีลธรรม/ความยุติธรรม) ประกอบกับ A (ความเป็นเรา) จึงจะนำไปสู่ผล (Consensus) ได้ หรือ ต่อให้มีสงครามเกิดขึ้น สงครามเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น และ จะต้องมีศีลธรรมให้ได้มากที่สุด (เท่าที่จะเป็นไปได้) เช่น การจำเป็นต้องมีอนุสัญญาเจนีวา ที่วางมาตรฐานในการปฏิบัติต่อผู้เป็นเหยื่อของสงครามอย่างมีมนุษยธรรม

แต่กลับกันในทรรศนะของ Schmitt แล้ว “เรา” ไม่จำเป็นต้องสนใจ X (ศีลธรรม) ในการกระทำต่อ “เขา” ผลที่ออกมา คือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว,ยิปซี ฯลฯ การทรมานเชลยนักโทษต่าง ๆ ล้วนเป็นไปในนาม “สงครามที่ชอบธรรม” สำหรับ Schmitt แล้ว สงครามไม่ได้เป็นสิ่งที่จำเป็นและชอบธรรมเสมอไป หากแต่มีสงครามที่ไม่จำเป็น (สงครามอันหลีกเลี่ยงได้) และไม่ชอบธรรมอยู่นั่น คือ สงครามกลางเมือง (Civil war) ที่ Schmitt มองว่าสงครามกลางเมืองนั้นเป็นสิ่งไม่จำเป็นเพราะ มันคือสงครามที่ “เรา สู้กับ เรา กันเอง” (โดยความเป็นเราที่ว่านี่ คือ ความเป็นผู้มีเลือดอารยันเข่นฆ่ากันเอง)

เช่นเดียวกัน เมื่อ Mouffe นิยามความเป็น “เรา” ว่า คือ ผู้คนที่ประสบภัยจากระเบียบโลกใหม่และลัทธิเสรีนิยมใหม่ การที่ “เรา สู้กับ เรากันเอง” หรือก็คือ ประชาชนที่เป็นคน 99% ต้องมาต่อสู้กันเองด้วย เชื้อชาติ สีผิว เพศ ศาสนา หรือเหตุใดก็ตามเป็น “สงครามที่ไม่จำเป็น ไม่ชอบธรรม และ หลีกเลี่ยงได้) เป็นการต่อสู้ที่ผิด เพราะไม่ได้ต่อสู้กับ “ศัตรู” ที่แท้จริง และเช่นเดียวกับการต่อสู้ระหว่าง “เหลือง-แดง” ในประเทศไทย ซึ่ง “ต่างก็ต้องลำบากด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ในขณะที่ชนชั้นนำ 1 % นั้น ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากการเลือกตั้งหรือกองทัพ เขาก็อยู่ได้เหมือนเดิมตลอด ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง” ตามที่ อ.ปิยบุตรได้ว่าไว้ แนวคิดของ Schmitt มีที่มาจากคอนเซปเรื่อง Person เป็นผลรวมของ Legal และ Ethical ของมนุษย์ ในส่วนของ Legal เป็นฐานสำคัญของ Liberal อันนำไปสู่คอนเซป “การเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย” และความเป็นปัจเจกนิยม (รวมไปถึงความพหุนิยม) ซึ่ง Schmitt จะสนใจไปที่ด้าน Ethical โดยเขาอธิบายว่ามันเกิดขึ้นได้จากการ “สร้างศัตรูร่วมกัน” และในที่สุด ประชาธิปไตย (Democracy) ที่ปราศจากเสรีนิยม คือ State of war (เพราะถ้าไม่มีศัตรูที่ชัดเจน ก็จะไม่มีความเป็นเราที่ชัดเจนเช่นกัน) ความเป็นประชาธิปไตยอันเปลือยเปล่า แท้จริงแล้ว คือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของมวลประชา ซึ่งในบริบทที่ Schmitt เสนอ ณ ตอนนั้นเขาเสนอว่า “เชื้อชาติ” เป็นสิ่งที่สามารถระบุ “ความเป็นเรา” ได้ง่ายที่สุด (ในยุคสมัยของเขา) และ มีศัตรูร่วมชาติ คือ “เชื้อชาติอื่น” Schmitt วิจารณ์หลักการเรื่อง “ความเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย” อันเป็นหลักใหญ่ใจความของ Liberalism ว่าเป็นความเสมอภาคในนามธรรมที่กลวงเปล่า เพราะในความเป็นจริงแม้คนจนจะมีสิทธิฟ้องนายทุน แต่ถ้าฟ้องจริง ๆ ผลก็คือคนจนก็ตกงาน นอกจากนั้น ความเสมอภาคกันต่อหน้ากฏหมายไม่ได้ทำให้เกิดความเป็น “เรา” คนชนชั้นนายทุนกับกรรมาชีพก็ไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขาเป็นพวกเดียวกัน เพราะเสมอหน้ากันในทางกฎหมาย ประชาธิปไตยของ Schmitt จึงคือความเป็นเนื้อเดียวกัน ความ “เท่ากัน” ในแง่การระบุตัวตน (identify) ว่าเรารู้สึกว่าเรา “เท่ากัน” เป็นพวกเดียวกัน ดังนั้นเขาจึงไม่เชื่อว่า Legal จะครอบ Ethical ได้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมชาวอเมริกันในดินแดนแห่งเสรี โหวตเลือกประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ขึ้นมาเพราะเขาไม่ได้รู้สึก “อิน” กับเรื่อง PC และเรื่อง PC ก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่าพวกเขาเป็นเนื้อเดียวกัน แต่สิ่งที่ทำให้ Mouffe ต่างจาก Schmitt คือ Mouffe คิดว่า พหุนิยม (Pluralism) กับ “ความเป็นเรา” มันสามารถไปด้วยกันได้ ในขณะที่ “ความเป็นเรา” ของ Schmitt คือ ความเป็นเลือดอารยัน (ซึ่งเป็นผลพวงจากฉันทามติของชาวเยอรมันในขณะนั้น) เท่านั้น นอกเหนือจากเลือดอารยัน คือ “ความเป็นเขา”

Mouffe เสนอว่าความเป็น “เรา” จะต้อง “บาง” มีความหลากหลาย และ Include คนจำนวนมากได้ ในขณะที่ “ความเป็นเขา” จะต้อง “หนา” (ชัด) วิธีคิดเรื่อง “ความเป็นเขา” จึงเป็นมรดกที่ Mouffe สืบทอดต่อมาจาก Schmitt (หรือก็คือ Schmitt เชื่อว่า “ความเป็นเรา” ถูกกำหนดโดยภายนอกอย่างเดียว แต่ Mouffe เชื่อว่าถูกกำหนดโดยภายในได้) ความเป็น “เรา” ในทรรศนะของ Mouffe เองก็มี X (ศีลธรรม) อยู่แต่เนื่องจากเขาเป็นนักคิดหลังยุค Post-Modern ซึ่งข้อคิดสำคัญที่ได้จากปรัชญาในยุคนั้น คือ วาทกรรมและการครอบงำ ยิ่งมีกฏเกณฑ์ทางศีลธรรมมากเท่าใด ก็ยิ่งมีความครอบงำมากเท่านั้น หากแต่ถ้าเราไม่เลือกใช้วาทกรรมใด ๆ เลย ก็ไม่สามารถก่อร่างสร้างกลุ่มทางการเมืองและนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เงื่อนไขในความเป็น “เรา” จึง มีแค่ 2 ข้อ คือ Equality(ความเสมอภาค) และ Freedom(เสรีภาพ) ซึ่งเปิดกว้างให้กับการตีความ “ประชาธิปไตย” ในอุดมคติของ อ.ปิยบุตร คือ ความเป็นเนื้อเดียวกันของประชาชน 99% ที่ทำสงครามต่อคน 1% และ ต่อระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ซึ่งข้อจำกัดหรือปัญหาในทางทฤษฎีหากจะพึงมี คือ “แล้วเราจะทำอย่างไรกับศัตรู (คน 1%)” นั้น ในขณะที่ฟากฝั่ง Liberals มีสนธิสัญญาเจนีวาและสิทธิมนุษยชนเอาไว้ในการรองรับคำตอบ แต่ในฝั่งของ Democracy กลับไม่มี ซึ่งในส่วนนี้จะมองว่าเป็นข้อจำกัดก็ได้ หากแต่มันไม่ “ย้อนแย้ง” ในตัวเอง เนื่องจาก “ภาษาของสิทธิ” หรือหลักการทางนามธรรมต่าง ๆ เป็นชุดวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้น และ อาจจะเป็นฉันทามติของผู้คน 99% หรือไม่ก็ได้ การที่นักคิดเหล่านี้จงใจละส่วนนี้ไว้ ก็เนื่องจากการที่พวกเขาไปกำหนดกฏเกณฑ์ว่า “ควรปฏิบัติต่อศัตรูอย่างไร” ก็จะเป็นการไป “คิดแทน” มวลชน ที่อยู่คนละบริบทกับพวกเขา ทั้งเวลาประสบการณ์และสถานที่ ควรปล่อยไว้ให้เป็นฉันทามติของมวลชน ณ ขณะนั้น จึงจะถูกต้องตามหลักการที่เสนอมาหรือถึงที่สุดถ้าหากมติมหาชน (99%) ออกมาว่าให้กระทำความรุนแรงต่อคน 1% ขึ้นมาจริง ๆ คำถามที่น่าคิดทบทวน คือ

ข้อที่ 1. “ความรุนแรง คือ อะไร ?” สภาพความเป็นอยู่ของผู้คนส่วนใหญ่ในโลกภายใต้ระบอบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ที่ต้องทุกข์ทรมาน อยู่กับความยากจน หลายล้านคนขาดเครื่องอุปโภคบริโภค หลายล้านคนถูกใช้แรงงานจนเสียชีวิต หลายล้านคนถูกขูดรีดจนไม่มีเงินสำหรับค่ารักษาพยาบาล สิ่งเหล่านี้ไม่นับเป็นความรุนแรงหรือ ? แล้วทำไมความรุนแรงที่เกิดกับคนกว่า 99% กับมีค่าแค่เท่ากับหรือน้อยกว่าความรุนแรงที่จะเกิดกับคน 1% ?

ข้อที่ 2. “คน 1 % นั้นต้องเป็นคนประเภทใด ?” เนื่องจากฉันทามติที่มาจากคน 99% คือการล้มเลิกระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ที่ให้คุณประโยชน์แค่กับคน 1 % และ เงื่อนไขในการเป็นคน 99% ก็มีเพียงแค่เชื่อในความ “เสมอภาค และ เสรีภาพ” ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่พื้นฐานมาก ๆ

ถ้าคนที่จะตั้งตัวเป็น “ศัตรู” กับคน 99% เพราะเขาต่อต้านความ เสมอภาค และ เสรีภาพ หรือต้องการรักษาไว้ซึ่งระบบที่ “กระทำความรุนแรง” และเอาเปรียบคนส่วนใหญ่ในสังคมเพื่อประโยชน์ของตัวเขาเอง ก็แปลว่าตัวเขาไม่ได้ปฏิเสธ “ความรุนแรง” ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว นอกเหนือไปกว่านั้น คือ “หลักการสิทธิมนุษยชน” ถูกประกอบสร้างขึ้นโดยกระฎุมพีกลุ่มหนึ่ง และ แพร่กระจายออกไปเป็น “ความจริง (Truth)” ภายใต้เงาของลัทธิทุนนิยมและจักรรดินิยมอเมริกา ทำไมชุดวาทกรรมนี้จะไม่สามารถถูกรื้อสร้างหรือปรับปรุงได้โดยน้ำมือของมนุษย์ยุคปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นคนส่วนใหญ่ 99% ? ทำไมเราต้องสยบยอมต่อชุดวาทกรรมที่ “มีส่วน” ในการกดขี่คน 99% หรือชุดวาทกรรมที่ทำให้ “ความรุนแรง” ที่เกิดกับคน 99% อันเป็นผลจากระบบที่ล้าสมัยเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” (เช่น ชุดวาทกรรม ปลาใหญ่กินปลาเล็ก,บุญทำกรรมแต่ง,โชคชะตาฟ้าลิขิต,กฎแห่งป่า,There is no alternative ของ Thatcher ฯลฯ)

ในส่วนของปํญหาและข้อจำกัดในภาคปฏิบัติ ปัญหาและข้อจำกัดในภาคปฏิบัติถือว่ามีมากมายกว่าในทางทฤษฎีมาก ๆ เพราะแนวคิดของ Mouffe จะต้องต่อสู้แย่งชิงมวลชนกับพวกประชานิยมฝ่ายขวา และ กลุ่มคนที่เห็นด้วยกับระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่
ในส่วนของการต่อสู้กับพวกประชานิยมฝ่ายขวานั้น มีความท้าทาย คือ พวกฝ่ายขวามีความชำนาญในการฝังรากแห่งความเชื่อและอุดมการณ์ลงในมวลชนของ พวกเขามีอาวุธที่ร้ายแรงมากอย่าง “พิธีกรรม” อยู่ ซึ่ง “พิธีกรรม” ดูจะเป็นสิ่งที่ในภาคปฏิบัติฝ่ายซ้ายและลิเบอรัล ไม่ใคร่ให้ความสำคัญนัก เนื่องจากมองว่าเป็นผลิตผลจากศาสนาที่ไร้เหตุผลและล้าหลัง แต่ในภาคปฏิบัติการแล้วมันได้ผลอย่างมากในระดับจิตใต้สำนึกของมนุษย์ การสามารถตอบตัวเองว่า “ฉันได้ทำสิ่งนี้ ฉันจึงเป็นคนดี และ รู้สึกดีกับตัวเอง” เป็นความสามารถที่ฝ่ายขวาจารีตมีเหนือฝ่ายซ้าย และ เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญว่าทำไมฝ่ายขวาส่วนใหญ่จึงมีสุขภาพจิตที่ดี และ มีความเหนียวแน่นสามัคคีสูง ในขณะที่ปัจจุบันโรคทางจิตแพร่ระบาดในหมู่คนรุ่นใหม่เสรีนิยมและฝ่ายซ้าย (แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคน)ซึ่งสุขภาพจิตที่ดี ซึ่งมาจากการสามารถรู้สึกดีกับตัวเองได้ เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ฝ่ายซ้ายมีความเหนียวแน่นต่อกัน และ มีสุขภาพจิตที่ดี ฝ่ายซ้ายควรจะมี “พิธีกรรม” ซึ่งสร้างความรู้สึกที่ “ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของมวลรวมขนาดใหญ่” เป็นความรู้สึกทางจิตวิญญาณถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้ย่อมจะถูกต่อต้านจากคนที่ยังไม่ได้เข้าใจในระบบการทำงานของ “อุดมการณ์” และ จิตวิทยาการเมือง หรือ ยังไม่หลุดพ้นจากกับดักของ “Rationality”

เมื่อเนื้อแท้ของประชาธิปไตย คือ ความรู้สึกเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นสำนึกของตัวตนในลักษณะรวมหมู่(Collectivism) แล้วไซร้ สำนึกแบบ “ปัจเจกนิยม” (Individualism) ที่ตั้งอยู่ด้านตรงข้ามของประชาธิปไตย แต่ถูกนำมาแอบแฝงโดยลัทธิเสรีนิยมก็จะต้องถูกท้าทายผ่าน “พิธีกรรม” ดังกล่าวเช่นเดียวกัน สำนึกแบบปัจเจกนิยม ยังเป็นเหรียญอีกด้านของ ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ที่วางอยู่บนแนวคิด “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” และ American dream ซึ่งเป็นปัจเจกนิยมสุดขั้ว ที่ในที่สุด ตระหนักถึงตัวเองในฐานะที่เป็นปัจเจกแยกออกจากมนุษย์คนอื่น คำนึงเพียงการสะสมทุน และ มองมนุษย์คนอื่น ๆ เปรียบเสมือนวัตถุซึ่งเอาไว้ตักตวงผลประโยชน์ และ สร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำดังกล่าวผ่านขุดวาทกรรม “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก,กฎแห่งป่า,สัจนิยมแบบทุน ฯลฯ)

อุดมการณ์แบบปัจเจกนิยม,เสรีนิยมใหม่ เป็นอุดมการณ์ที่ถูกผลิตซ้ำ (ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ) จากสื่อของประเทศอเมริกา และ ประเทศที่นายทุนถืออำนาจสูงสุด (ครอบครองทรัพยากรและปัจจัยการผลิตสูงสุด) และได้เผยแพร่ออกไปทั่วโลกผ่านกระแสโลกาภิวัฒน์ และ เทคโนโลยีการสื่อสารใหม่ ๆ ในปัจจุบัน ทำให้จิตสำนึกแบบ ปัจเจกนิยมสุดขั้ว นี้ฝังรากอยู่ใน “จิตใต้สำนึก” ของผู้คนทั่วโลกที่ได้รับสื่อนั้น (และแน่นอนว่าเมื่อมันเป็น “อุดมการณ์” ซึ่งทำงานในระดับจิตสำนึก ตัวผู้สมาทานอุดมการณ์ไม่จำเป็นต้องรู้สึกตัวว่าตัวเองเชื่อในอุดมการณ์แบบไหน แต่อุดมการณ์นั้นจะเป็นตัวสั่งเขาให้ประเมินสถานการณ์ใดว่าเป็น “ธรรมชาติ” หรือ “ไม่เป็นธรรมชาติ”

ดังนั้น Mouffe , ขบวนการฝ่ายซ้ายอื่น ๆ ทั่วโลก และ อ.ปิยบุตร ไม่เพียงแต่ต้องสู้กับแนวคิดแบบฝ่ายขวาจารีตเท่านั้น (Ethical แบบเก่าภายในประเทศ) แต่ต้องสู้กับความเชื่อใน “เศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่” “สำนึกแบบปัจเจกนิยมสุดขั้ว” ที่สร้างภาพฝันว่า “ใคร ๆ ก็ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ หากพยายามมากพอ พวกที่พ่ายแพ้เป็นพวกไร้ความพยายาม หาใช่ความผิดของรัฐหรือระบบใดๆ แต่เป็น “กลไกตามธรรมชาติ “ และตอบแทนผู้ศรัทธาส่วนใหญ่ที่ไม่ได้สังกัดในชนชั้นนายทุน ด้วยการไม่มีงานทำ,รัฐที่ไร้รัฐสวัสดิการ,หนี้ที่ไม่มีวันใช้หมด และ การโทษตัวเองว่าไม่มี “ความพยายามหรือศักยภาพ” มากพอ จนนำไปสู่อาการทางจิตต่าง ๆ

แต่ปัญหาในภาคปฏิบัติดังกล่าวนี้ ก็อาจไม่ได้น่าสิ้นหวังขนาดนั้น เนื่องจาก Chain of Equivalent (ฉันทามติร่วม) ที่อ.ปิยบุตร จะต้องสร้างไม่ได้เรียกร้องถึงขนาดที่ผู้คนต้อง ละทิ้งจารีตประเพณี ความเชื่อ สีเสื้อ อัตลักษณ์ความหลากหลายต่าง ๆ ไป หากจุดร่วมที่ต้องมี คือ “ความสำนึกในฐานะที่ตัวเองเป็นคน 99% ซึ่งถูกระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ (ในบริบทไทยก็ต้องเพิ่ม ระบอบอุปถัมภ์และศักดินาเข้าไปด้วย)ก่อกรรมทำเข็ญ ก็เพียงพอสำหรับนิยามความเป็น “เรา” โดยในขบวนการแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้ จะยังรักษาความพหุนิยม เอาไว้ได้โดยไม่จำเป็นต้องบังคับให้ทุกคนต้องเหมือนกันหมด แบบที่เคยเกิดขึ้นกับการปกครองของ ฮิตเลอร์ หรือ สตาลิน


1 บทความนี้เป็นบทความที่เขียนส่งอาจารย์ในวิชา PO315 ปรัชญาสงครามและสันติภาพ
2 สมาชิกก่อตั้งกลุ่มมาร์กซิสต์ศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TUMS)

ฟรีแลนซ์ และจริยศาสตร์การทำงานแบบโปรแตสแตนท์

ฟรีแลนซ์ และจริยศาสตร์การทำงานแบบโปรแตสแตนท์

ผู้เขียน Gabriel Ernst
ผู้แปล Warisa Sukkumnoed
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

ภาพยนตร์ ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ (2015) ที่กำกับโดย นวพล ธำรงค์รัตนฤทธิ์ เป็นตัวอย่างที่หาได้ยากของภาพยนตร์ไทยที่มีเนื้อหาแบบมาร์กซิสต์ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้แฝงไปด้วยมุมมองการวิพากษ์ต่อระบบทุนนิยมและจริยศาสตร์การทำงานแบบโปรแตสแตนท์แบบมาร์กซิสต์ที่เราทั้งแบบแนบเนียนและตรงไปตรงมา

ด้วยนักแสดงอย่าง ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์, ดาวิกา โฮร์เน่ และ วิโอเลต วอเทียร์ ความคาดหวังต่อภาพยนตร์เรื่องนี้จึงมักจะเป็นในรูปแบบของความโรแมนติกแบบน่ารักและแปลกตา แต่หนังเรื่องฟรีแลนซ์กลับพาเราสำรวจถึงเส้นทางที่โหดร้ายและตรงไปตรงมาของความทุกข์ทรมานในระบบทุนนิยม และความจริงที่เจ็บปวดของการแข่งขันในระบบตลาด

คำเตือน: มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วน

ยุ่น ตัวเอกของเรื่องที่แสดงโดยซันนี่ เป็นกราฟิกดีไซเนอร์รับจ้างฝีมือดีที่ต้องทำงานที่เจ๋ (แสดงโดย วิโอเลต วอร์เทียร์) ผู้จัดการของเขามอบหมายให้ให้ทันเวลา งานที่เพิ่มขึ้นจนล้นมือทำให้ สุขภาพของยุ่นค่อยๆ แย่ลงเรื่อยๆ จนเกิดเป็นผื่นจากความเครียดที่กระจายไปทั่วร่างกาย ยุ่นได้ไปพบหมอที่โรงพยาบาลเอกชนเพื่อที่จะหาทางรักษา แต่ด้วยราคานั้นแพงเกินกว่าเงินในกระเป๋าที่เขามี เขาจึงเปลี่ยนไปรักษาที่โรงพยาบาลรัฐ ที่ทำให้เขาได้พบกับหมออิม (แสดงโดยดาวิกา)

จากภาพความเป็นจริงที่สะท้อนออกมาในภาพยนตร์ โรงพยาบาลรัฐนั้นแออัดและมีความเป็นลำดับขั้นสูงที่แสดงออกผ่านการรอเข้ารักษาเป็นเวลานาน หลังจากการรักษาผ่านไปในอีกไม่กี่เดือนต่อมา หมออิมได้รักษาผื่นของเขา ซึ่งได้แสดงความเป็นห่วงอย่างจริงใจต่อสุขภาพของเขา และแนะนำเขาว่าภาระงานที่หนักเกินไปของเขาอาจทำให้เขาตายได้ แต่ยุ่นยังคงยืนกรานอยู่ตลอดว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกเสียจากการรับงานที่หนักเหล่านั้น ซึ่งถ้าเขาปล่อยงานผ่านไปงานจะไม่กลับมาหาเขาอีกแล้ว ยุ่นเป็นตัวอย่างของแรงงานทาสในระบบตลาด ที่ค่าจ้างที่ค่อนข้างสูงไม่สามารถทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้เพราะเขาไม่สามารถใช้มันในการหาความสุขให้ตัวเองได้ เนื่องจากงานที่หนัก

เมื่อภาพยนตร์ได้เล่าถึงความรักที่กำลังเบ่งบานมากขึ้นระหว่างยุ่นและหมออิม (ซึ่งถูกโฆษณาในตอนแรกว่าเป็นพล็อตหลักของเรื่อง) ยุ่นก็เริ่มที่จะดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิต ทั้งการจัดเวลานอนด้วยตัวเอง กินอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกาย

เจ๋ ผู้จัดการของเขา ก็เผชิญกับสภาวะเดียวกันกับเขาที่เครียดและอยู่ใต้ความกดดันอยู่ตลอดเวลา เจ๋มีวิธีคิดเช่นเดียวกับยุ่น คือ “ทำงาน ทำงาน ทำงาน” เธอจึงพยายามเร่งยุ่นเรื่อยๆ นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ภาพยนตร์พยายามพาเราสำรวจแนวคิดจริยศาสตร์การทำงานแบบโปรแตสแตนท์อย่างไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นแนวคิดของคาล์วินนิสต์ว่าด้วยการทำงานคือการช่วยให้มนุษย์ไถ่บาป เพราะเราจะพบเป้าหมายทางจิตวิญญาณของชีวิตผ่านการทำงาน วิธีคิดนี้ ซึ่งเกิดขึ้น ณ โลกโปรแตสแตนท์ฝั่งตะวันตกที่ถูกใช้ในการอธิบายและผสานกันอย่างลงตัวกับทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ของโลกฝั่งตะวันตกจนถึงจุดที่แทรกซึมเข้าไปทั่วสังคมทุนนิยม ไม่ว่าจะเป็นศาสนาที่อยู่ในพื้นที่ใดก็ตาม หรือแม้แต่ไม่มีศาสนาเลย ยุ่นถูกมองว่าเป็นศาสนิกชนที่เคร่งครัดต่ออุดมการณ์ โดยไม่ได้มีการพินิจพิจารณาหรือวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ 

วงจรอุบาทของการทำงานที่นำไปสู่งานที่มากขึ้นเรื่อยๆได้ถึงจุดจบของยุ่นเมื่อเขาทำงานหนักเกินไป จนตัดต่อรูปผิดพลาด และทำให้ไม่ได้รับการจ้างงาน งานของเขาที่หายไปอย่างไม่ทันตั้งตัวกลับไปตกอยู่ในมือของรุ่นน้องที่มีความกระตือรือร้นมากกว่า ส่วนเขาก็ถือเอาเวลาที่เขาว่างงานไปดูแลสุขภาพตัวเอง ถึงกระนั้นช่วงเวลาพักผ่อนของเขาก็ไม่ได้อยู่ตลอดไป เพราะอยู่ดีๆเขาก็ได้รับงานใหญ่และเงินดี ซึ่งโอกาสในการทำงานที่ผู้จ้างบอกเขาว่าจะพัฒนาตัวเขาให้ก้าวข้ามจากข้อผิดพลาดเดิมๆ

เมื่อยุ่นรับงาน เขาก็เริ่มทำงานอย่างบ้าระห่ำ และไม่สนใจในสิ่งที่หมออิมเคยแนะนำ หลังจาก 6 วันของการทำงานโดยไม่หยุดพัก ยุ่นล้มลง และเผชิญกับอาการหัวใจวาย ณ เวลานั้น ภาพงานศพของเขาก็ผุดขึ้นมา ทำให้เขารู้ว่ามีเพื่อนไม่กี่คนและคนที่เขารักที่ห่วงใยเขา มันคือช่วงเวลาที่ยุ่นเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตตัวเอง และรู้ตัวว่างานของเขามันไม่ได้มีค่าเท่าชีวิตของเขา

เมื่อเขาตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาล สิ่งแรกที่ยุ่นเห็นคือผู้จ้างวางคอมพิวเตอร์ไว้บนโตะเสิร์ฟอาหารบนเตียงที่เขานอนอยู่ และบังคับให้เขาทำงานต่อแม้ว่าเขาจะอยู่ในโรงพยาบาลก็ตาม ยุ่นปฏิเสธการทำงาน ณ จุดนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเขาพยายามหาความหมายของการทำงาน เขากลับไม่พบเจอความหมายอะไรให้เลย แต่กลับเป็นความหมายของการค้นหาและพัฒนาความสัมพันธ์ทางสังคมและความรัก การดูแลตัวเอง และการรักษาสุขภาพ นี่คือวินาทีอันทรงพลังของการต่อต้านทุนนิยมเมื่อยุ่นหันหลังให้กับการสะสมทุนที่ไม่หยุดนิ่งของความมั่งคั่งและการทำงานเพื่อ ‘หาความหมายของชีวิต’ แต่เขาได้เลือกวิธีการไถ่บาปวิธีอื่นแทน

แม้ว่าภาพยนตร์จะไม่ได้พูดถึงมาร์กซิสต์แบบตรงๆ แต่มันก็พาเราไปสำรวจข้อวิพากษ์ของมาร์กซิสต์หลายประการที่มีต่อระบบทุนนิยม นี่เป็นความตั้งใจหรือไม่ผมไม่อาจทราบได้ แต่แน่นอนว่ามันคือภาพยนตร์ที่สามารถใช้ในการแสดงให้เห็นถึงความจริงอันโหดร้ายและทารุณของสังคมที่ถูกขับเคลื่อนโดยการโหยหากำไร ที่ความหมายของชีวิตถูกกำหนดแค่โดยการทำงานและผลประโยชน์ต่อระบบทุนนิยม

คะแนน: 8/10