เล่าเรื่องโรจาวา ถอดความจากการสัมภาษณ์ผู้อาศัย ณ แดนดินถิ่นในฝันของใครหลายคน

เล่าเรื่องโรจาวา ถอดความจากการสัมภาษณ์ผู้อาศัย ณ แดนดินถิ่นในฝันของใครหลายคน

เรื่อง Gabriel Ernst & Pathompong Kwangtong
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

หลายคนคงประทับใจโรจาวา จากที่ได้อ่านในบทความของเราหรือได้ดูจากคลิปวีดีโอของพูดไปแล้ว ครั้งนี้ทาง #Dindeng จึงพาเราเข้าใกล้แดนดินถิ่นนั้นมากขึ้นไปอีก ด้วยการสัมภาษณ์สายตรงไปถึงอาสาสมัครที่ตั้งใจจะอยู่ที่นั่นตลอดชีวิต (เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นเวลากว่าปีนึงแล้ว) เราได้จัดตั้งการประชุมสายจากมหาอาณาจักรล้านนาและเมืองเล็กๆ ในยุโรป ไปถึงใจกลางสหพันธ์ประชาธิปไตยโรจาวา ภายใต้สัญญาณอินเตอร์เน็ตที่ฝากฝั่งหนึ่งต้องเสียเงิน กับอีกที่หนึ่งใช้การได้ฟรี การถอดความครั้งนี้เราจะเล่าเรื่องโดยใช้เสียงเล่าของเราเป็นหลัก และประเด็นการพูดคุยก็ได้มาจากที่ผู้อ่านแนะนำเรามา หากอ่านจบแล้วยังไม่จุใจ ทุกท่านสามารถฝากคำถามเพิ่มเติมได้ ผ่านทางคอมเมนต์หรือช่องทางเพจ Facebook หรือ Twitter ของเรา ถ้าเรามีโอกาสได้สัมภาษณ์อีก เราจะช่วยไขความกระจ่างให้ท่านแน่นอน

ปัญหาสำคัญในปัจจุบันของโรจาวา คืออะไร และพวกเขามีวิธีการจัดการกับสิ่งเหล่านั้นอย่างไรบ้าง?

ปัญหาใหญ่ภายนอกคือ รัฐบาลตุรกีและซีเรียขัดขวางและสกัดกั้นพวกเขาอย่างเหี้ยมโหด พูดง่ายๆ ก็คือพวกเขาเข้าถึงแหล่งทรัพยากรได้ยากมาก

ส่วนปัญหาภายในก็คือ โดยหลักการแล้ว ทุกปัญหาจะต้องถูกแก้ไขในระดับท้องถิ่น ดังนั้น ปัญหาในโรจาวาจึงไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสองปัญหา แต่ในท้องถิ่นต่างๆ ย่อมมี มอง ตีความ และแก้ไขปัญหาแตกต่างกัน ตามแต่ความประสงค์ของแต่ละท้องที่ อย่างไรก็ตาม ในโรจาวายังคงมีคนรวยกับคนจน เพียงแค่การเป็นคนจนไม่ได้สร้างปัญหาใหญ่หลวงนัก เพราะผู้คนที่นั่นดูแลและช่วยเหลือซึ่งกันอยู่ตลอด

ทั้งนี้ ปัญหาใหญ่ประการหนึ่งที่ควรค่าแก่การพูดถึงก็คือ การเติบโตของชนชั้นนายทุน จากกลุ่มคนที่จัดการเรื่องกระบวนการนำเข้าสินค้า อย่างไรก็ตาม “รัฐ” – ในความหมายของขบวนการความร่วมมือระดับใหญ่ในโรจาวา – จัดการปัญหานี้โดยการสนับสนุนให้เกิดการจัดการนำเข้าสินค้าต่างๆ ด้วยวิธีการแบบสหกรณ์ความร่วมมือ ซึ่งเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม และจำกัดการเติบโตรวมทั้งช่องทางทำเงินของชนชั้นดังกล่าว ไม่ให้เติบโตขึ้น

ชาวต่างชาติสามารถเดินทางไปโรจาวาได้หรือไม่ ถ้าได้ต้องทำอย่างไร?

ได้แน่นอน! พวกเขายินดีต้อนรับชาวต่างชาติเข้ามาอยู่อาศัย แม้ว่าในทางเทคนิคแล้ว การมาอยู่ที่นี่จะผิดกฎหมาย แต่มันก็ปลอดภัยมาก ไม่เคยมีชาวต่างชาติคนไหน “หายตัวไป” ในโรจาวา หากคุณต้องการจะช่วยเหลือสังคม คุณจำต้องเข้าคอร์สฝึกหัด แล้วคุณก็จะได้เรียนรู้คุณค่าที่พวกเขายึดถือ อันรวมไปถึงการวิพากษ์ตนเองอย่างหนักเข้าไปด้วย โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องปิตาธิปไตยชายเป็นใหญ่

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันนี้พวกเขาไม่ได้ต้องการทหารอาสาอีกแล้ว โรจาวามีอาสาสมัครอยู่ในกองทัพเยอะมาก แต่พวกเขายังต้องการผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ด้านต่างๆ อาทิ วิศวกร แพทย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร

วิธีการเข้าไปที่นั่นก็ไม่ยาก อันที่จริงพวกเขาไม่มีช่องทางหลักอย่างเป็นทางการ แต่สามารถติดต่อค้นหาได้จากช่องทางเช่น Twitter อย่าง Rojava Information Center เป็นต้น ที่เหลือคุณอาจต้องพูดคุยกับพวกเขา แล้วหาทางไปที่อิรัก และขึ้นรถต่อเข้าไปที่โรจาวา

ตัวอย่างชีวิตธรรมดาทั่วไป ในหนึ่งวัน ณ โรจาวาเป็นอย่างไร?

โรจาวาเป็นที่ที่มีความหลากหลายสูงมาก มันจึงยากที่จะยกตัวอย่างชีวิตประจำวันให้เห็น อย่างไรก็ดี ชีวิตที่นั่นค่อนข้างผ่อนคลาย สบายๆ ทุกคนเป็นมิตรและพูดคุยสังสรรค์กันตลอด อย่างเช่น สมมติว่าคุณอยู่ในโรจาวา แล้ววันหนึ่ง คุณตั้งใจเดินเข้าคาเฟ่เพื่อดื่มกาแฟสักแก้ว คุณอาจได้เข้าไปนั่งจิบชากับผู้ดูแลร้าน หลังจากนั้นก็มีคนอื่นเข้ามาขอความช่วยเหลือในการย้ายเฟอร์นิเจอร์ แล้วคุณก็เลยตามเลยไปช่วยเขาย้ายมันที่บ้าน เสร็จแล้วพวกคุณก็ดื่มชาอีกรอบที่บ้านหลังนั้น หลังจากนั้น 4 ชั่วโมงถัดมา คุณก็กลับบ้านโดยไม่ได้ดื่มกาแฟสักแก้ว แต่มันก็เป็นวันที่ดีทีเดียว เพราะคุณได้พูดคุยพบปะสังสรรค์ และหลายต่อหลายครั้ง คุณแทบไม่ต้องใช้เงินเลย บางทีเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะเดินผ่านคาเฟ่แล้วพวกเขาไม่ชวนคุณจิบกาแฟสักแก้ว อะไรทำนองนั้น

ชีวิตที่นั่นปลอดภัยมาก อาจกล่าวได้ว่าหลายที่ปลอดภัยกว่านิวยอร์คเสียอีก จนผู้หญิงสามารถเดินทางในเวลากลางคืนคนเดียวได้โดยไม่ต้องกลัวเกรงสิ่งใด แน่นอนว่าสิ่งนี้ได้มาจาการมีกองกำลังป้องกันตนเองของผู้หญิง บ้านสตรี และกลไกต่างๆ ในการเสริมสร้างดูแลผู้หญิงอย่างครบวงจร ผู้สนใจสามารถอ่านได้ในบทความของเราในส่วนคณะกรรมการสตรี

โดยสรุปแล้ว ผู้คนที่นั่นพบปะสังสรรค์กัน ถกประเด็นอภิปรายเรื่องปัญหาต่างๆ ในท้องถิ่น พูดคุยเรื่องการเมือง ทฤษฎี ชีวิตประจำวัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันในสิ่งที่แต่ละคนทำได้ และอื่นๆ อีกมากมาย หลายๆ ครั้ง ผู้คนแทบไม่ได้สนใจว่าตัวเองจะทำอะไร แต่กลายเป็นว่าเราจะช่วยใครทำอะไรมากกว่า

ชาวโรจาวาทำอย่างไร ในการส่งเสริมให้ผู้คนร่วมมือกันทำงานเป็นลักษณะสหกรณ์ ความสำเร็จและความล้มเหลวที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง?

การพบปะพูดคุยเชิงลึกและยาวนานเป็นสิ่งสำคัญ และกลุ่มคนที่มีบทบาทหลักก็คือผู้หญิง

แก่นแกนสำคัญของการปฏิวัติครั้งนี้ก็คือ มันเป็นการปฏิวัติของผู้หญิง ไม่ใช่แค่การปฏิวัติที่มีผู้หญิงเข้าร่วม แต่ผู้หญิงคือแกนหลักของการปฏิวัติครั้งนี้ ยุทธวิธีง่ายๆ ที่ทำให้การปฏิวัติครั้งนี้เข้มแข็งมากก็คือการที่มีผู้คนมากหน้าหลายตาเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

ปัจจัยหลักที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือเรื่องทางสังคม ทุกคนที่เข้าร่วมการปฏิวัติครั้งนี้เป็นเพื่อนกัน (ในความหมายที่ดูจะไม่ต่างจากคำว่า ‘สหาย’) เพื่อนจะค่อยช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของกันและกัน ไม่ว่ามันจะเป็นปัญหาส่วนบุคคลหรือเป็นปัญหาของชุมชนก็ตามที สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ก็ด้วยการพยายามสร้างการพบปะสังสรรค์ขนานใหญ่ขึ้น พวกเธอก่อร่างสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างผู้คนในชุมชนต่างๆ

ชาวโรจาวาจัดการเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรมและศาสนาอย่างไร?

ภูมิภาคที่โรจาวาสถาปนาสหพันประชาธิปไตยขึ้นนั้น มีประวัติศาสตร์ที่โหดร้ายทารุณ ผู้คนต้องทุกข์ทรมาณกับการต่อสู้ระหว่างวัฒนธรรมและศาสนาเป็นอย่างมาก หลายต่อหลายคนสูญเสียชีวิต การปฏิวัติโรจาวาพยายามอย่างหนักหน่วงที่จะหาหนทางจัดการกับปัญหาเรื่องความแตกต่างเหล่านี้ แต่การปฏิวัตินี้ยังคงอยู่ในระยะแรกเริ่ม และความแตกแยกก็ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ หลายต่อหลายคนยังคงโกรธแค้นการกระทำของอดีตกลุ่มชาติพันธ์ุต่างๆ ที่กดขี่กันมา บางคนก็มีทัศนคติเหยียดเชื้อชาติเพราะว่าญาติสนิทมิตรสหายของเขาเคยถูกกระทำมาก่อน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผู้ให้สัมภาษณ์ได้กล่าวกับเราว่า เมื่อเขาไปถึง ณ ที่แห่งนั้นวันแรก เขาพูดภาษาถิ่นไม่ได้ แต่เมื่อเขาไปนั่งที่โรงชาแห่งหนึ่งคนเดียว กลับกลายเป็นว่าทุกคน ณ โรงชากลับเดินเข้ามาหาเขา แล้วก็พูดคุยกัน ผ่านการแปลโดยอาศัยพจนานุกรมอิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ และทุกคนก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันเมื่อคุยถึงเรื่องศาสนาว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด

ผู้ให้สัมภาษณ์ยังกล่าวกับเราอีกว่า เมื่อคุณพบเจอการเหยียดเชื้อชาติหรือผู้คนที่มีอคติในเรื่องใดก็ตาม คุณจำต้องพูดถึงมันและจัดการกับเรื่องเหล่านั้น คุณไม่ควรโกรธ คุณควรระลึกเสมอว่าคนที่คุณกำลังพบเจอนั้นมีปัญหา และคุณก็ควรช่วยเขาจัดการกับมัน ด้วยวิธีการพูดคุยกัน อย่างไรก็ดี สิ่งนี้จำต้องใช้เวลา แน่นอนว่าพวกเขาที่นั่นอดทนกันมาก และส่วนหนึ่งก็เพราะพวกเขามีเวลาในการพูดคุยกันเยอะพอตัว

ชาวโรจาวาเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้อย่างไร?

พวกเขามีเพื่อนมากมายอยู่ที่อิรัก ซึ่งช่วยส่งสัญญาณเข้ามาผ่านทาง WiFi ที่เชื่อมต่อโรจาวาทั้งหมดเข้าสู่เครือข่ายของอีรักผ่านเสาสัญญาณต่อๆ กัน และเมื่อต่อสัญญาณไปถึงอิรักได้แล้ว ก็หมายความว่าพวกเขาเชื่อมต่อกับโลกอินเตอร์เน็ตได้อย่างสมบูรณ์

(สัญญาณอินเตอร์เน็ตที่พวกเขาใช้ในการสัมภาษณ์ ก็ดูลื่นไหลไม่ติดขัดอะไร หลายครั้งดีกว่าสัญญาณของผู้สัมภาษณ์เสียอีก)

โครงการทางการเมืองที่มีจิตวิญญาณการกระจายอำนาจและต่อต้านรัฐ-ทุนเช่นโรจาวานี้ เคยได้ยินเรื่องราวของผู้คนในพม่าบ้าง ณ ตอนนี้หรือไม่? และพวกเขามีคำแนะนำในเรื่องทางยุทธวิธีหรือยุทธศาสตร์ต่างๆ สำหรับเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้บ้างหรือไม่?

ผู้ให้สัมภาษณ์กล่าวกับเราว่าเขาไม่รู้สถานการณ์ในไทยและพม่า อย่างไรก็ดี เขาสนใจที่จะเรียนรู้เรื่องราวเหล่านั้น และเราก็ได้พูดคุยกับเขาเรื่องนี้เล็กน้อย

สำหรับเรื่องการปฏิวัติโรจาวานั้น เขากล่าวว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ทำให้มันเป็นจริงขึ้นมาได้ อย่างแรกเลยก็คือ ผู้คนในระดับท้องถิ่นมีการจัดตั้งกันเองขึ้นมาอย่างลับๆ สิ่งเหล่านี้มีประสิทธิภาพมากที่สุดในกลุ่มผู้หญิง ซึ่งเป็นหัวหอกของการปฏิวัติครั้งนี้ เหตุผลหนึ่งที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า พวกชนชั้นนำมองพวกเธอว่าอ้อนด้อย ไร้ค่ายิ่งกว่ามนุษย์ จนทำให้พวกเขาละเลยการสอดส่องตรวจตราการเมืองของเหล่าผู้หญิงทั้งหลาย ในขณะที่ผู้ชายโดยเฝ้าจับตามองอยู่ตลอดเวลา ถัดมาเมื่อเกิดสงครามกลางเมืองซีเรียขึ้น รัฐบาลก็จำต้องถอยทัพออกไป แล้วผู้คนตามท้องที่ต่างๆ ก็มีอิสระในการสถาปนาสถาบันและการปกครองของพวกเธอเองขึ้นมา ดังนั้นแล้ว คำแนะนำหลักของเขาก็คือ ‘ให้ผู้หญิงพกปืนอัตโนมัติ’ ซึ่งดูเป็นเรื่องตลก แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ตลกสักเท่าใด เพราะมันเป็นเรื่องที่มีเหตุผลทางยุทธวิธีในการสร้างการปฏิวัติของผู้หญิง และในทางศีลธรรมแล้ว มันก็คือการจัดการกับระบบปิตาธิปไตยนั่นเอง

ท้ายที่สุดแล้ว การปฏิวัติครั้งนี้เป็นเรื่องของท้องถิ่น ณ ตอนนี้ก็จริง แต่พวกเขาต้องการก้าวไปสู่ระดับนานาชาติ และพวกเขายินดีโอบรับและแผ่ซ่านความร่วมมือไปทุกที่อย่างแน่นอน

ประเด็นทิ้งท้ายที่สำคัญ

ผู้ให้สัมภาษณ์กล่าวเน้นว่า การศึกษาคือสิ่งสำคัญ ไม่ใช่แค่การศึกษาของปัจเจก แต่เป็นเรื่องการศึกษาในระดับกลุ่ม หรือจะเรียกว่ากลุ่มศึกษาก็ย่อมได้ สิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการที่กำลังเกิดขึ้นและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่นั่น จุดเน้นหลักก็คือการทำลายการครอบงำแบบผู้ชายทิ้งเสีย ซึ่งจำต้องมีการวิพากษ์ตนเองอย่างมากมายมหาศาล แต่เป็นกระบวนการผ่านการศึกษาแบบรวมหมู่ และโดยทั่วไปแล้ว มันคือการผนวกรวมเพื่อนฝูงเขามาในกระบวนการให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาทิการเข้าไปเคาะประตูบ้านเพื่อพบปะสังสรรค์พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ที่พวกเขาตระหนักและสนใจ เพื่อดึงพวกเขาเข้ามาร่วมในกระบวนการทางการเมืองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เป็นต้น

กรณีแปลก ๆ ของเจฟรีย์ เอ็ปสไตน์ (Jeffrey Epstein)

กรณีแปลก ๆ ของเจฟรีย์ เอ็ปสไตน์ (Jeffrey Epstein)

ผู้เขียน Gabriel Ernst [EN] & ice_rockster [แปลไทย]
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

ฉันเป็นคนที่สงสัยในตัวของพวกชนชั้นสูงและมีอำนาจมาโดยตลอด ซึ่งในฐานะฝ่ายซ้ายฉันดูถูกพวกเขา เช่นเดียวกับที่ฉันดูถูกพวกอนุรักษ์นิยมและเสรีนิยม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2019 ทำให้ฉันตกใจมากและทำให้ฉันมีความเข้าใจใหม่ทั้งหมดเกี่ยวกับความเลวทรามและความชั่วร้ายอย่างตรงไปตรงมาของคนร่ำรวยและคนมีอำนาจ นี่เป็นกรณีของเจฟรีย์ เอ็ปสไตน์

ถ้าจะให้พูดสั้น ๆ ง่าย ๆ เอ็ปสไตน์นั้นเป็นทั้ง แมงดา-เฒ่าหัวงู-โคแก่กินหญ้าอ่อน มืออาชีพที่ร่ำรวย และมีเครือข่ายทางการเมืองที่ดีอย่างเหลือเชื่อ เขามีเกาะส่วนตัวของตัวเองนอกชายฝั่งของสหรัฐอเมริกา ที่ซึ่งเขาจะให้ทาสทางเพศสาวของเขาคอยต้อนรับแขกผู้มีอำนาจที่บินไปที่นั่นด้วยเครื่องบินส่วนตัวของพวกเขา ซึ่งเขาตั้งชื่อเล่นว่า “สายด่วนโลลิต้า” ‘The Lolita Express’

แขกที่มาเยือนเกาะนี้รวมถึงประธานาธิบดีหลายคนของสหรัฐฯ อาทิเช่น บิล คลินตั้น (Bill Clinton), นายกรัฐมนตรีอิสราเอล Ehud Barak และประธานาธิบดี Andrés Pastrana ของโคลอมเบีย รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น เจ้าชายแอนดรูว (Prince Andrew) จากสหราชอาณาจักร แลรรี่ ซัมเมอร์ส์ (Larry Summers) อดีตประธานของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด หรือ นักวิชาการและนักเขียนชื่อดังอย่างสตีเว่น พิ้งเกอร์ (Steven Pinker) ของคนดัง สามารถดูรายชื่อผู้เยี่ยมชมเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ไมอามี่

ฉันเริ่มรู้จักเอ็ปสไตน์เป็นครั้งแรกหลังจากที่หนังสือพิมพ์ไมอามีเฮรัลด์เขียนบทความสอบสวนเขา บทความนี้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์แปลก ๆ ในการตัดสินคดีอนาจารครั้งแรกของเอ็ปสไตน์ในปี 2007 โดยปกติแล้วเอ็ปสไตน์จะจ้างเด็กผู้หญิงที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ซึ่งมักมาจากครอบครัวที่ยากจนมาก เพื่อพาให้ไปนวดที่คฤหาสน์ปาล์มบีชในฟลอริดา ในระหว่างการนวดเขาได้ทำการล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงเหล่านั้น จากนั้นเขาจะเสนอเงินเพื่อหาผู้หญิงให้เขามากขึ้น ซึ่งบางคนก็หาคนรับสมัครที่โรงเรียนห้างสรรพสินค้าและปาร์ตี้ที่บ้าน ไม่มีใครรู้ว่ามีเด็กผู้หญิงทั้งหมดกี่คนที่เกี่ยวข้อง แต่จากการสอบสวนของตำรวจระบุว่ามีเหยื่ออย่างน้อย 80 คน

เหยื่อรายหนึ่งกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า “เขาบอกฉันว่าเขาต้องการให้หาเด็กที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ เขาต้องการผู้หญิงให้มากที่สุดเท่าที่หาได้ ซึ่งมันไม่เคยเพียงพอ”

หลังจากให้คำแนะนำกับตำรวจท้องถิ่น FBI ได้ตั้งข้อหาเอ็ปสไตน์ในปี 2007 ในข้อหาอาชญากรรมที่ควรส่งเขาเข้าคุกตลอดชีวิต แต่เขาได้ทำข้อตกลงลึกลับกับอัยการซึ่งอนุญาตให้เขารับโทษเพียง 13 เดือน และไม่ใช่ในเรือนจำของรัฐบาลกลางหรือของรัฐ แต่อยู่ในคุกส่วนตัวของเรือนจำในเขตปาล์มบีชซึ่งหลายคนอธิบายว่าคล้ายกับโรงแรมราคาแพง

เขาได้รับการปล่อยงานให้ไปอยู่ใน “สำนักงานที่สะดวกสบาย” เป็นเวลา 12 ชั่วโมงต่อวัน หกวันต่อสัปดาห์ แม้ว่าจะมีกฎหมายห้ามปล่อยงานสำหรับผู้กระทำความผิดทางเพศก็ตาม และยังมีรายงานในภายหลังว่าเขายังคงลวนลามเด็ก ๆ หลายคนที่สำนักงานของเขาในช่วงเวลานี้

ส่วนที่แปลกประหลาดที่สุดของข้อตกลงที่แปลกประหลาดนี้คือส่วนที่เรียกว่า “ข้อตกลงการไม่ดำเนินคดี” ซึ่งให้ภูมิคุ้มกันแก่ “ผู้สมรู้ร่วมคิดใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น” ซึ่งหมายความว่าหากเพื่อนที่มีอำนาจของเอ็ปสไตน์คนใดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมของเขาพวกเขาจะไม่ต้องเผชิญกับผลที่ตามมา

ข้อตกลงดังกล่าวไม่เคยมีมาก่อนในระบอบกฎหมายของสหรัฐอเมริกาและดูเหมือนจะใช้กับคดีนี้เท่านั้น

ข้อตกลงที่ใจกว้างอย่างมากจากอัยการทำให้หลายคนเชื่อว่าเอ็ปสไตน์ได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนที่มีอำนาจของเขาเบื้องหลัง หรือแม้กระทั่งอาจจะใช้ความได้เปรียบบางอย่างข่มขู่บุคคลสำคัญในระดับที่สูงมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกคุมขัง

นั่นคือเขาเอง

ไม่ค่อยมีใครรู้เกี่ยวกับสถานการณ์เบื้องหลังว่าเอ็ปสไตน์ กลายเป็นคนร่ำรวยอย่างมากได้อย่างไร เมื่อยามที่เขายังหนุ่ม เขาทำงานเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ที่โรงเรียนสตรีของชนชั้นสูงในนิวยอร์ก ดูเหมือนว่าเขาจะถูกเลือกจากที่นั่นเพื่อทำงานระดับสูงในการธนาคารการลงทุน (ซึ่งเขาไม่มีประสบการณ์) เมื่อถึงจุดหนึ่งในปี 1986 เขาได้พบกับมหาเศรษฐีที่ชื่อว่า เล เว็กซเนอร์ (Les Wexner) ผู้ซึ่งมอบอำนาจให้เขาด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้เขามีโชคลาภอันมหาศาลไม่นานหลังจากพบเขา

อย่างไรก็ดี ในช่วงปี 1990 เขาได้พบกับกิสเลน แม็กซเวล (Ghislaine Maxwell) ลูกสาวของเจ้าของหนังสือพิมพ์อังกฤษและโรเบิร์ต แม็กซเวล (Robert Maxwell) สายลับชาวอิสราเอลในตำนาน บางครั้ง กิสเลนถูกเรียกว่าแฟนของเอ็ปสไตน์ บางครั้งก็เป็นเพื่อนร่วมธุรกิจของเขาไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตามพวกเขามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากและกิสเลนมักถูกกล่าวหาโดยเหยื่อว่าเป็นคนที่พาพวกเขามาให้เอ็ปสไตน์

เซนต์เจมส์น้อย

คดีของศาลในฟลอริดาเกิดขึ้นอย่างเป็นเอกเทศเฉพาะในรัฐ เอ็ปสไตน์ยังมีอสังหาริมทรัพย์ในนิวเม็กซิโก นิวยอร์ก และเกาะส่วนตัวของเขาชื่อเซนต์เจมส์น้อย (Little Saint James) เหยื่อหลายคนบอกว่าพวกเขาถูกส่งตัวโดย เอ็ปสไตน์และแม็กซเวลไปยังสถานที่เหล่านี้ ทั้งหมดเพื่องานปาร์ตี้หรือเพื่อทำหน้าที่เป็นโสเภณี

แท้จริงแล้วไม่ใช่แค่เหยื่อเท่านั้นที่ยืนยันเรื่องนี้ แต่ยังรวมถึงพนักงานในสถานที่เหล่านี้รวมถึงเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่ที่เกาะเซนต์เจมส์น้อย ที่อธิบายว่ามีกิจกรรมทางเพศมากมาย ที่มีเด็กสาวและมีชื่อของเจ้าชายแอนดรูว์ ปรากฏว่ามาร่วมงานด้วย

จุดจบของเอ็ปสไตน์

ชีวิตและกิจกรรมส่วนใหญ่ของเอ็ปสไตน์ รวมถึงคดีในศาลในฟลอริดาเป็นที่รู้จักในแวดวงสังคมชั้นสูงเท่านั้น จนถึงปี 2018 เมื่อสำนักข่าวไมอามีเฮรัลด์เผยแพร่บทความที่ดังระเบิดระเบ้อของเขา ซึ่งเป็นช่วงเวลาตรงกับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม MeToo จากนั้นเรื่องราวก็จึงแพร่กระจายออกไปเป็นไวรัล สิ่งนี้กระตุ้นให้ศาลในนิวยอร์กทำการสอบสวนเอ็ปสไตน์ในที่สุด หลังจากมีการกล่าวหาเขามาหลายทศวรรษ

ในปี 2019 เขาถูกจับในข้อหาค้ามนุษย์ทางเพศและถูกคุมขังในคุกที่มีความปลอดภัยสูงในนิวยอร์ก ในเวลานี้มีการคาดเดากันอย่างมากว่าคดีในศาลสาธารณะอาจเกิดขึ้นได้อย่างไร ด้วยผลกระทบทางการเมืองและการบอกกล่าวเป็นนัย ๆ ของคนดังที่อาจเกี่ยวข้อง สื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียจึงเต็มไปด้วยการอภิปรายอย่างอื้อฉาว

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2019 เอ็ปสไตน์ถูกพบว่าหมดสติในห้องขังโดยได้รับบาดเจ็บที่คอ เขารอดชีวิตและอ้างว่าเขาถูกนักโทษอีกคนทำร้าย เจ้าหน้าที่ในเรือนจำอ้างว่า เขาพยายามจะฆ่าตัวตายซึ่งเป็นเรื่องแปลกมากตั้งแต่นั้นมา เขาอ้างว่าเขาถูกโจมตี จากนั้นมีมส์ (memes) มากมายที่สร้างขึ้นเกี่ยวกับบิลหรือฮิลลารี คลินตันวางแผนที่จะฆ่าเอ็ปสไตน์ เพื่อปิดปากไม่ให้เขาเปิดเผยพวกเขาในการพิจารณาคดี เขาจึงประหนึ่งว่าถูกวางไว้บนนาฬิกาฆ่าตัวตายแม้ว่าจะมีการประเมินว่าเขา “มีกำลังใจดี” ก็ตาม

เอ็ปสไตน์ใช้ห้องขังร่วมกับนักโทษคนอื่น โดยมีกล้องรักษาความปลอดภัยและผู้คุมสองคนประจำการอยู่ข้างนอกตลอดเวลาซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบเขาทุก ๆ 30 นาที เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2019 เพื่อนร่วมห้องขังของเขาถูกย้ายออกและไม่ได้ถูกแทนที่ และในวันที่ 10 เขาจึงเสียชีวิตลง ตามที่เจ้าหน้าที่เรือนจำได้รายงาน เขาได้ผูกคอตัวเองในห้องขัง และรายงานว่าบอกว่ากล้องรักษาความปลอดภัยหยุดทำงานลงทั้งหมด อีกทั้งผู้คุมสองคนนั้น ก็กำลังหลับอยู่ในเวลานั้นพอดี

วันนี้ขึ้นอยู่กับคุณแล้วว่าคุณเชื่ออย่างไรเกี่ยวกับการตายของเจฟรีย์ เอ็ปสไตน์ ซึ่งรายงานจากสื่อส่วนใหญ่ก็จะรายงานอย่างพร้อมเพรียงว่า เป็นเรื่องราวของการฆ่าตัวตายที่ธรรมดาทั่วไป อย่างไรก็ตามหลักฐานและสถานการณ์ทั้งหมดถูกชี้ว่าน่าสงสัยอย่างไม่น่าเชื่อ

มีทฤษฎีสมคบคิดมากมายเกี่ยวกับความจริงเบื้องหลังกรณีเอ็ปสไตน์ ทั้งชีวิตและความตายของเขา บางคนอ้างว่าเขาเป็นเพียงคนรวยที่มีเพื่อนที่มีอำนาจและมีนิสัยวิปริตต่อเด็กสาว ในขณะที่มีหลักฐานบ่งบอกถึงการเล่าเรื่องที่มืดมน อัยการในคดีเดิมของฟลอริดาเมื่อปี 2007 เคยกล่าวว่า “ฉันได้รับแจ้งว่าเอ็ปสไตน์ เป็นหน่วยข่าวกรองและปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว” สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงเครือข่ายมืดของหน่วยสืบราชการลับของสหรัฐฯ ที่ทำงานร่วมกับคนเฒ่าหัวงูผู้ร่ำรวย ซึ่งบางทีอาจจะเป็นการแบล็คเมล์บุคคลสำคัญในการเสนอราคาที่สูงกว่า หรือบางทีอาจจะเหนือกว่านั้น แต่ความสัมพันธ์ในครอบครัวของ กิสเลน แม็กซเวล จะเสริมสร้างสมมติฐานนี้เท่านั้น ซึ่งแม็กซ์เวลนั้น ขณะนี้เธอถูกจำคุกในนิวยอร์กเพื่อรอการพิจารณาคดี

ดังนั้น สิ่งที่กรณีของเอ็ปสไตน์แสดงให้เราเห็นคือความสามารถของชนชั้นสูงในการใช้ชีวิตนอกอาณาจักรของสังคมอื่น ๆ มีส่วนร่วมในการกระทำที่เลวร้ายและบิดเบือนที่สุดและเผชิญกับการฟ้องร้องเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย จนถึงทุกวันนี้นอกจาก เอ็ปสไตน์ และ แม็กซเวล ยังไม่มีใครถูกตั้งข้อหาข่มขืนกระทำชำเราในคดีนี้แม้จะมีการกล่าวหาเหยื่อหลายร้อยคน เห็นได้ชัดว่ากฎเกณฑ์ของสังคมไม่ได้ถูกใช้กับผู้ที่มีเงินและผู้ที่มีอำนาจ

 

รัฐประหารในพม่า (Burma coup)

รัฐประหารในพม่า (Burma coup)

ผู้เขียน Gabriel Ernst [EN] & Pathompong Kwangtong [แปลไทย]
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute
ภาพ Karuna Tilapaynat

So the million dollar question regarding the coup is: Why now? That’s what’s confusing so many Burma watchers.

คำถามโลกแตกเกี่ยวกับการรัฐประหารครั้งนี้ก็คือ ทำไมเป็นตอนนี้?  คำถามนี้กวนใจผู้ติดตามสถานการณ์ในพม่าตอนนี้อย่างยิ่ง

To begin this article we must openly state that we do not like Suu Kyi. She has failed to really reform Burma during her years in charge. She has been a supporter of devastating neo-liberalism and has done nothing to challenge the on going genocide and civil war that devastates ethnic minorities in the country.

ก่อนอื่นเราต้องขอบอกก่อนเลยว่า เรามิได้พิศมัยอองซานซูจี  เธอล้มเหลวในการปฏิรูปประเทศในช่วงเวลาที่เธออยู่ในตำแหน่ง  เธอคือผู้สนับสนุนแนวทางเสรีนิยมใหม่อันโหดร้ายป่าเถื่อนและหันหลังเมินเฉยต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และสงครามกลางเมืองที่กระทำต่อชนกลุ่มน้อยหลากหลายชาติพันธ์ุในประเทศ

Many have considered Suu Kyi an apologist for the Burma army for years now and her appearance at The Hague international criminal court in 2019, where she literally defended the militaries genocide of the Rohingya, underscored that. That’s what makes it so surprising that the military have bothered with this coup, they still have total control over the armed forces, make tremendous profits through corruption illicit industries and generally are feared by the populace. They can pretty much do whatever they want, regardless of the civilian government. So why bother with the coup?

หลายคนมองว่าอองซานซูจีเป็นผู้แก้ต่างให้รัฐบาลทหารในห้วงเวลาหลายปีมานี้ด้วยซ้ำ คำให้การในชั้นศาลของเธอที่ปกป้องการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุชาวโรฮิงยาโดยกองทัพ ณ ศาลอาญาระหว่างประเทศที่กรุงเฮกเมื่อปี 2019 เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดี  นี่ทำให้การรัฐประหารของกองทัพครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจยิ่งนัก ทำไมพวกเขาต้องรัฐประหารทั้งๆ ที่กองทัพยังคุมกองกำลังติดอาวุธได้เบ็ดเสร็จ กองทัพยังคงทำกำไรมหาศาลจากอุตสาหกรรมทุจริตผิดกฎหมาย อีกทั้งผู้คนก็ยังหวาดกลัวพวกเขาอยู่  กองทัพสามารถทำสิ่งใดๆ ได้ตามใจปราถนาโดยไม่ต้องสนใจรัฐบาลพลเรือน  แล้วทำไมเล่า ทำไมต้องรัฐประหาร?

The best answer we can give right now is that it’s a confluence of reasons. The first being personal. Suu Kyi, in the circles of the higher echelons of the Burma government, is not well liked at all. She’s considered extremely hard to work with and surrounds herself with a gerontocracy of yes men. She’s had major fallings out with a number of people formerly close to her, including a very public feud with her brother. This makes her look weak and thus makes a coup easier.

คำตอบที่ดีที่สุดที่เราจะให้กับทุกท่านได้ ณ ตอนนี้คือ มันมีหลายเหตุปัจจัยด้วยกัน  หนึ่งคือเรื่องส่วนตัว  อองซานซูจีไม่ได้เป็นที่รักในกลุ่มชนชั้นนำระดับสูงของรัฐบาลพม่าแม้แต่น้อย  รอบๆ ตัวเธอมีแต่กลุ่มคนชราที่พร้อมเห็นด้วยกับเธอไปเสียทุกอย่าง การทำงานกับเธอจึงเป็นสิ่งที่ยากยิ่งนัก  เธอเองมีปากเสียงกับหลายต่อหลายคนที่เคยใกล้ชิดเธอ อาทิการวิวาทะกับพี่ชายของเธอเองต่อหน้าสาธารณชน  นี่ทำให้เธอดูอ่อนแอและการรัฐประหารเป็นไปได้ง่ายขึ้น

Secondly the USDP (military backed party) did embarrassingly poorly in the national elections late last year. To explain their bad performance a narrative grew that the elections were rigged, which honestly is quite absurd, but the embarrassment felt by the military certainly is not. These are bravado guys who don’t appreciate being shown up.

สอง พรรค USDP (ที่กองทัพหนุนหลัง) ทำคะแนนได้ย่ำแย่ในการเลือกตั้งระดับชาติเมื่อปีที่ผ่านมา  เรื่องเล่าที่ค่อนข้างไร้สาระว่าด้วยการเลือกตั้งอันสกปรกเกิดขึ้นเพื่ออธิบายความล้มเหลวของพวกเขาครั้งนี้ ทว่าสำหรับพวกกองทัพแล้ว มันไม่ไร้สาระเลยสักนิด  พวกเขาเป็นจอมวางท่าผู้ไม่นิยมการตกเป็นเป้าสายตาเท่าใดนัก

Thirdly Suu Kyi has been surrounding herself with foreign advisors, all of them die hard neoliberals, including one individual who quit the British embassy to join her advisory team. Historically the ideology of the military has been extremely hostile to the west, this was why they were such a isolated country during the junta years. This all traces back to British colonialism and the vein of anti-colonial thought in the higher levels of the military, who sought domestic protectionism from outside interference above all else. As such Suu Kyi’s decision to surround herself by foreign neo-liberal advisors goes hard against that and many of the economic reforms (opening up the country to large foreign business) have been pretty drastic. This likely enraged the military, more so the old brass who still are highly influential.

สาม อองซานซูจี รายล้อมด้วยที่ปรึกษาต่างชาติมากมาย พวกเขาทุกคนเป็นผู้อุทิศตนให้กับอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ หนึ่งในนั้นลาออกจากคณะฑูตสหราชอาณาจักรเพื่อมาเป็นที่ปรึกษาให้เธอ  ว่ากันตามประวัติศาสตร์แล้ว กองทัพมีอุดมการณ์ชิงชังตะวันตกหัวชนฝา นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลทหารของพม่าจึงมีนโยบายปิดประเทศในช่วงก่อนหน้านี้  ทั้งหมดทั้งปวงเป็นผลมาจากลัทธิล่าอาณานิคมอังกฤษและร่องรอยของความคิดต้านอาณานิคมที่ฝังรากลึกอยู่ในกองทัพ ผู้ลุ่มหลงคลั่งไคล้การปกป้องประเทศจากการแทรกแซงของต่างชาติ  การที่อองซานซูจีตัดสินใจให้ฝรั่งมังค่าเสรีนิยมใหม่มาเป็นที่ปรึกษาของเธอนั้น ก็เสมือนการตบหน้าความกองทัพเข้าอย่างจัง และการปฏิรูปเศรษฐกิจ (เปิดประเทศเพื่อกลุ่มทุนต่างชาติขนาดใหญ่) ของเธอนั้นก็ค่อนข้างรุนแรง  สิ่งเหล่านี้น่าจะทำให้กองทัพรวมไปถึงกลุ่มชนชั้นนำเก่าๆ ที่ทรงอิทธิพลอยู่เดือดดาลพอสมควร

Finally the head of the military who enacted the coup General Min Aung Hlaing was due to retire in 6 months. We don’t know a whole lot about his personal ambitions but perhaps he wasn’t content with a quiet retirement. For all we know he could be a staunch reactionary who pines for the old days of the junta. He’s promised elections one year from now so we will see. 

สุดท้าย วาระเกษียณอายุของผู้นำกองทัพที่ทำการรัฐประหารครั้งนี้อย่างนายพลมี่นอองไลง์ก็ใกล้เข้ามาอีกเพียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น  เราไม่รู้นิสัยใจคอของเขาในหลายๆ อย่าง ไม่รู้ว่าความทะเยอทะยานส่วนบุคคลมีผลมาเพียงใด แต่เขาก็คงไม่พึงพอใจในการเกษียณอายุเท่าใดนัก  ที่เรารู้ก็คือเขาต้องการรักษาแผลของพวกปฏิกิริยาที่คิดถึงคืนวันเก่าๆ ในห้วงเวลาเผด็จการทหาร  เขาสัญญาว่าจะให้มีการเลือกตั้งในอีกหนึ่งปีถัดจากนี้  เรามารอดูกัน


สำหรับประวัติศาสตร์การเมืองในประเทศพม่า โปรดฟัง podcast #Analysand EP 14 ด้านล่างนี้ (ภาษาอังกฤษ)

Haji Sulong – Patani’s Reformer, Martyr and Father

Haji Sulong – Patani’s Reformer, Martyr and Father

Gabriel Ernst

The name Haji Sulong is little known in Thailand proper, despite being considered a hero and the founding father of the modern separatist movement in Thailand’s deep south ‘Patani’ region. Little is known outside the region about the conflict that erupted following his death, showing just how localised a civil war can be. This nescience is embodied in Haji Sulong, a man who lived an extraordinary life, was wildly influential and yet almost totally unknown to Thai society at large. 

Origins

Haji, originally Muhammed Sulong, was born in 1895 to a Jawi family of religious teachers in Lukson Village in the Patani Sultanate, Thailand (then Siam). The Jawi are a Malay Muslim people localised in what is today the ‘Three Deep Southern Provinces of Thailand’. Sulong attended the local Jawi religious school where he was trained in Malay, basic Arabic and Islam.

The greater kingdom of Siam would have had little influence on the young Sulong, as Patani was almost entirely self-governing at the time, in fact, it is said that Sulong never spoke a word of Thai in his life. The local Sultans of Patani had for centuries paid tribute to distant Siamese kings, who in return offered their protection from encroachment by the other Malay Sultanates to the south. This arrangement also kept the British Empire at bay, as they gradually conquered the Malay states, formalising Siam’s ownership of Patani in the treaty of 1905. 

At just 12 years old, Sulong was chosen to make Haj and to study in Mecca, a rare honour in the Jawi community. This was seemingly made possible by his family’s influential religious status and his intellectual prowess shown as a student. Making Haj for a member of the Jawi community at the time was not only expensive but extremely time-consuming, the trip would typically take around one full year to complete, on top of that it was dangerous, around 15% of pilgrims did not survive the journey. 

Time in Mecca

On arrival in Mecca, Sulong had the opportunity to meet Syeikh Wan Ahmad bin Muhammad Zain al-Fatani, a leading scholar from Patani and a prominent modernist. He spent the next two decades studying Quranic Arabic and Islamic theory, moving between several mosques and schools. Eventually, he earned a reputation as a scholar and attained the position of Junior Lecturer at al-Haram Mosque specialising in Islamic law. At some point, after completing Haj he attained the name Haji.

Mecca Circa 1910

The Islamic world that Sulong had entered into was tumultuous, with power towing and throwing between the Ottoman and British Empire as well as resistance from local rulers. Without a doubt, the secular nationalist influences of the new Young Turks impacted on the young Sulong as well as the teachings of the legendary scholar Muhammad Abduh, who is today known as a key founding figure in Islamic Modernism. During this era, he also spent time in colonial Jerusalem and Egypt.

Islamic Modernism was a relatively new and bold current in Islamic thought at the time. The concept attempted to reconcile the Islamic faith with modern values such as democracy, civil rights, rationality, equality, and progress. Sulong pursued this avenue of theology rather than the reactionary Wahabism which was also on the rise.

Age 29 Sulong, now a widower after a brief first marriage, remarried a woman named Khadijah who was a member of Kelantan Royalty, from British Malaya, which increased his ties and influence among the Jawi community back in Southeast Asia. 

Living in Mecca during the First World War, Sulong witnessed what many Arab Muslims considered to be a betrayal by the British and French Empires after they fought against the Ottomans. The western empires carved up the Arab world as their own newly-acquired colonies, leading to much resentment. This would later give rise to post-colonial Arab nationalism, which was highly influential on Sulong. Shortly after WWI, however, Wahabist Islamic extremists took control over Mecca. The new rulers did not at all favour the Jawi community, many of whom left for elsewhere in the Islamic world, including Sulong and his wife, who, shortly after the death of their young son, departed back to Patani. 

During Sulongs time in Mecca, he witnessed tremendous upheaval and was exposed to numerous strains of synthesised Islamic thought in nationalism, colonialism, identity, theology and self-determination. He left Patani as Muhammed, the child and returned as Haji, the widely respected scholar, well versed in theology, politics and their synthesis. 

Return to Patani

On his return to Patani, he saw his homeland in desperate need of redevelopment, particularly in regards to Islam. He considered typical Jawi spirituality to be far removed from authentic Islam, with many people incorporating aspects of Animism, Hinduism and even Buddhism into their religious practices, this influenced both the individuals’ spiritual lives and their systems of education and governance.

He felt a responsibility to teach Islam as he had learnt in Mecca. As such he began touring the south of Siam, lecturing and meeting with local spiritual leaders. His teachings were described as ‘progressive and bold’ upsetting many of those local leaders. The purpose of this tour was first seeking to revive Islamic teachings, then to reform Islamic education and finally to implement modern political and legal systems within a pluralist Islamic context.

‘Three Southern Provinces of Thailand’

Following his tour, Sulong decided to build a school in Patani. This would not be another Jawi Islamic school, as were typical in the region, but an institution that taught a modernist progressive curriculum within an Islamic context. As construction of the school neared completion Siam was rocked by the 1932 coup that toppled the absolute monarchy of King Prajadhipok. 

This development made necessary a completely new relationship between Patani and the new civilian post-coup leadership in Bangkok. Sulong saw this as an opportunity to forge good ties with Bangkok so as to have more influence over what he considered the reactionary old guard in Patani. In 1933 he travelled to Bangkok to meet with the new leadership and request funds for his school. Prime Minister Phahol agreed and future Prime Minister Pridi Phanomyong, while he was Minister of the Interior, visited the newly built school where he was warmly received. This cemented the perception from Bangkok of Sulong as the leading authority in Patani, despite the existing influence of other powerful families who hadn’t yet been able to forge ties with the new regime. 

Sulong became headmaster of his new school and gained tremendous influence among the local community. The school also served as a mosque for the community, proselytising Sulong’s modernist teachings on Islam.

The warm relationship with Bangkok, however, was short-lived as the national leadership began to see Sulong’s movement as a threat to their governance over the region and the school was closed down just 2 years after opening. Sulong then resumed his touring of the South, continuing his education program with his dedicated followers. 

Thaification

In 1937 Siam held its first general elections, which included votes from Patani. In the Patani election, Sulong controversially supported a Buddhist candidate, Jaroen Suebsaeng, over the more locally populist Muslim candidate Phraphiphitphakdi who was a descendent of the Jawi Sultanate. Sulong saw Jaroen as being more inclined to his own political aims of modernism and pluralism rather than supporting a member of the old Jawi elite purely on the basis of shared identity. Jaroen was also aligned with the reformist Pridi who Sulong surely admired. Phraphiphitphakdi won the election, however, Jaroen would later become elected as governor of Patani in large part due to Sulongs support.

The fall out of the general election spelt bad news for not only Sulong but the majority of the Jawi community in the deep south. Field Marshal Plaek Phibunsongkhram replaced Phahol as the Prime Minister of Thailand and established a military dictatorship inspired by the Italian fascism of Benito Mussolini. Phibun launched a reactionary modernization campaign known as the Thai Cultural Revolution that included a series of cultural mandates, changing the country’s name from “Siam” to “Thailand”, and enforced promotion of the Central Thai language. This cultural mandate program was particularly problematic for the people of Patani as after centuries of near-complete autonomy from Bangkok they were now suddenly being forcibly assimilated into the Thai state. 

Thai cultural mandates poster

School curriculums were forced to focus on Central Thai culture and all lessons had to be in the Thai language. Traditional Jawi clothing was banned and Islamic courts, which were previously used in civil cases were prohibited. The local population passively resisted, when there was a dispute among Muslims it would be arbitrated informally, Sulong was often chosen to act as arbiter in these cases. 

Sulong became the leader of an informal extrajudicial legal system in Patani and part of the tacit resistance movement to Thai imperialism. Certainly to Sulong, this would have been all too familiar, having spent decades living under western colonial powers while in Mecca.

World War II

The outbreak of World War II saw Phibhun’s Thailand align with Imperial Japan. The Japanese Army also conquered Malaya from the British Empire and the British sought allies to resist the Japanese in the region. Many Jawi joined the underground Thai resistance movement against the Japanese-Phibhun alliance. The British supported the Jawi independence movement, which had grown stronger during the Phibhun era and supposedly promised them national independence post-war, thus further undermining Bangkok’s control over the deep south. 

Sulong used this opportunity to ingratiate himself with the pro-independence movement and the British, however, he was always sceptical as he had witnessed the dark side of British colonialism during his time in Mecca and the middle east.

At the close of the war, however, the British didn’t live up to their promise. The United States wanted to treat Thailand as an ally, despite its alignment with Japan. This was due to the encroaching threat of communism, the US saw Phibhun, who managed to hold onto power post-war, as a useful anti-communist ally and as such the issue of Patani independence was ignored.

The Pridi Years

The post-war years in Thailand were chaotic, with an ever-shifting political climate, as the reformer and anti-Phibun politician Pridi came to power briefly in 1946 prospects were looking optimistic for Sulong and his movement. The young King Ananda even donated 20,000 Baht to promote welfare in the region and Pridi indicated his willingness to allow greater autonomy. 

In 1947 the Bangkok government sent a team of representatives to the deep south on a fact-finding mission regarding the possibility of greater autonomy for the region. Sulong was chosen by religious leaders as their representative and he proposed the following:

1. That the four southern provinces be governed as a unit, with a Muslim governor.
2. That for the first seven years of the school curriculum, Malay be allowed as the language of instruction.
3. That all taxes collected in the four southern provinces be expended there.
4. That 85 per cent of the government officials be local Malays.
5. That Malay and Thai be used together as the languages of government.
6. That the provincial Islamic committees have authority over the practice of Islam.
7. That the Islamic judicial system be separated from the provincial court system.

The delegation held extensive discussions with Sulong over the requests but had no authority to implement them, as such they returned to Bangkok. The national government was slow to respond, so Sulong started a very public pressure movement, collecting funds and again travelling around the region promoting his movement and its goals. He also declared that if Bangkok approved his suggestions he would invite back Haji Mahayiddin to govern the region, Mahayiddin was the son of the last Sultan of Patani and former leader of the underground movement during WWII. This demonstrated that Sulong had no real interest in governing, rather he was more interested in continuing his educational work. 

During this period, just over the border in British Malaya, separatist movements were becoming increasingly bold and insurrectionary. This along with Sulong’s increasing popularity made Bangkok nervous about the region falling into all-out separatist revolt. Some government officials in Bangkok saw Sulong’s movement as being the Patani branch of the independence movement that gripped Malaya. 

Conservatives Reclaim Bangkok

In November 1947 a coup overthrew the reformist national government, replacing it with a conservative royalist regime who were extremely hostile to the movement in Patani. A crackdown on reformists and dissidents followed and Sulong was arrested in January 1948 along with his more active supporters. Charged with sedition Sulong was sentenced to 4 years imprisonment, all of which were served in Bangkhwang Prison in Bangkok. In jail, he wrote extensively, however, all of his writings were screened and censored by prison officials. 

Without Sulong the movement in the deep south became increasingly paranoid and moved further underground. Those who were still free made little progress with a government in Bangkok who had no intention on ceding any ground. 

Sulongs release after 4 years saw him return to a hero’s welcome in Patani where over a thousand followers came to greet him at the train station. However, he was barred from taking part in any political activity and was told to stop teaching or else he would be imprisoned again. Sulong apparently obeyed but struggled personally without being able to fulfil his purpose in life.

During the next year, the Bangkok government grew increasingly paranoid of internal threats. The Communist Party of Thailand was becoming more influential, while the independence movement in British Malaya grew ever stronger. 

In August of 1954 Sulong was summoned to a police station in nearby Songkhla province for questioning. He attended with two colleagues and his 15-year-old son to act as a translator. The four were never seen again. Years later the police officers involved would admit to the brutal murder of Haji Sulong and company. Their bodies were never found. 

Post Sulong

To this day Sulong’s battle for self-determination lives on. However, the movement he helped to define has taken on an entirely different shape. A far more radical tendency has come out of the deep south in terms of its resistance to Bangkok, nowadays bombings, drive-by shootings and assassinations are commonplace as the Thai authorities have taken an increasingly heavy-handed approach to the separatists. 

Patani is a city under military occupation, full of checkpoints manned by heavily armed soldiers, brought in from distant provinces to crush the unrest. The era of reformist post-colonial Islam seems like a distant memory in the Muslim world. However, the influence of Haji Sulong as a martyr and as the intellectual force behind Patani’s self-determination movement remains. Indeed the current insurgency has generally continued its tradition of nationalism, rather than embracing a more Salafist creed, as has become increasingly common in rebellions throughout the rest of the Islamic world and we can only assume that this tradition in Patani stems from the extensive teachings and influence of Haji Sulong. 

Futher Reading:

Profile on Haji Sulong in Thai and Bahasa languages:
https://www.bbc.com/thai/thailand-53761549
https://www.bbc.com/indonesia/dunia-53831094

Extensive paper on Haji Sulong from which much of this information is sourced:
https://www.jstor.org/stable/23020304?seq=1

พญาอินทรี ไม่ใช่พี่ใหญ่ของพวกเรา: สหรัฐอเมริกา มิตรไม่แท้ ศัตรูถาวร?

พญาอินทรี ไม่ใช่พี่ใหญ่ของพวกเรา: สหรัฐอเมริกา มิตรไม่แท้ ศัตรูถาวร?

ผู้เขียน Gabriel Ernst
ผู้แปล Pathompong Kwangtong
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute
ที่มาของภาพ Khaosod Online

เดือนพฤศจิกายน 2019 ท่ามกลางกระแสการชุมนุมอันพลุ่งพล่าน ผู้ประท้วงชาวฮ่องกงรวมตัวกันต่อหน้ากงสุลสหรัฐอเมริกา เรียกร้องให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ช่วย ‘ปลดปล่อย’ เกาะเล็กๆ นั้นให้เป็นอิสระจากการควบคุมของทางปักกิ่ง พวกเขาชูแผ่นป้ายที่มีข้อความว่า ‘โดนัลด์ ทรัมป์ ได้โปรดช่วยปลดปล่อยฮ่องกงด้วย’ เหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น กอปรกับการกวัดแกว่งธงชาติสหรัฐฯ กลายเป็นเรื่องขำขันในหมู่ฝรั่งมังค่าทั้งหลาย ด้วยความเข้าใจที่ว่าสหรัฐฯเชื่ออย่างสนิทใจ ในโฆษณาชวนเชื่อของตัวเองที่ว่าพวกเขาจะ ‘ปกป้องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย’ เป็นเรื่องที่สร้างความขำขันไม่น้อยเลยทีเดียว

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เราเริ่มเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในขบวนการประชาธิปไตยของไทยเช่นเดียวกัน เราเริ่มเห็นบัญชีผู้ใช้ทางทวิตเตอร์ที่มีธงชาติอเมริกาประดับบนชื่อ เราเริ่มเห็นธงไต้หวันและทิเบตโบกสะบัดในที่ชุมนุม สิ่งเหล่านี้ส่งสัญญาณว่าเรายืนเคียงข้างรัฐ(กึ่ง)บริวารของอเมริกา ซึ่งทำทีเป็นจักรวรรดินิยมที่เข้ามาคัดง้างกับจักรพรรดิผู้โหดร้าย น่าเสียดายที่เราจำเป็นต้องกล่าวให้ชัดว่า อเมริกานั้นไม่ใช่พี่ใหญ่หรือมิตรสหายของเรา

เราควรจะเริ่มพิจารณาข้อเสนอนี้จากจุดไหนก่อนดี? เราอาจเริ่มจากตัวอย่างความโหดร้ายป่าเถื่อนของตำรวจอเมริกาที่มีให้เห็นมากมายในช่วงปีที่ผ่านมานี้ สหรัฐอเมริกาใช้กำลังและแม้กระทั่งการสังหารพลเมืองของตนเอง เช่นนี้แล้วพวกเขาจะหันมาเหลียวแลการใช้รถน้ำสลายการชุมนุมที่อยู่ห่างออกไปอีกฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกหรือ? ผู้ประท้วงในประเทศไทยควรเห็นคุณค่าและยืนเคียงบ่าเคียงไหลกับขบวนการ #BlackLiveMatter มากกว่ารัฐป่าเถื่อนที่กดขี่เพื่อนของเรา แท้จริงแล้ว เราและสหายชาวผิวสีต่างต่อสู้กับศัตรูคนเดียวกัน นั่นคือโครงสร้างอำนาจของสังคมชนชั้นอันแข็งแกร่ง เทียบกับรัฐไทยแล้ว สหรัฐอเมริกาใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม (ในช่วงพีคสุด) อย่างโหดร้ายป่าเถื่อนแทบทุกวัน พวกเขาใช้แก๊สน้ำตา จับกุมผู้ชุมนุม ใช้กระสุนยาง ใช้กองกำลังตำรวจ รวมถึงเปิดโอกาสให้ม็อบขวาจัดติดอาวุธสังหารผู้ชุมนุมอีกด้วย มากไปกว่านั้น สหรัฐอเมริกายังมีการลักพาตัวและเป็นที่น่าสงสัยว่าอาจมีการฆาตกรรม เหล่าแกนนำผู้ชุมนุม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ บ่งชี้ว่าสหรัฐอเมริกาเองก็โหดร้ายไม่น้อยไปกว่ารัฐไทยเลย

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลอเมริกันของนายโดนัลด์ ทรัมป์และพรรครีพับลิกันซึ่งมีนโยบายในรูปแบบปฏิกิริยาต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ผู้คนที่สนใจการเมืองรู้ดีว่า รัฐบาลอเมริกัน โดยเฉพาะภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นศัตรูกับสามัญชนอย่างชัดเจน เห็นได้จากการจาบจ้วงประชาราษฎร์เพื่อการสะสมทุนและแสวงหาอำนาจ พรรครีพับลิกันมีผลงานมากมายเป็นที่ประจักษ์ ทั้งการลดมาตรการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อม กีดกันสตรีไม่ให้เข้าถึงกระบวนการยุติการตั้งครรภ์และบริการด้านสุขภาพ จับชาวแอฟริกันอเมริกันเข้าคุก ปกป้องผลประโยชน์ของอาชญากรผู้ร่ำรวย รวมถึงมีการคอรัปชั่นอย่างมหาศาล การกระทำที่น่ารังเกียจเหล่านี้บอกเราว่า เขาไม่ใช่เพื่อนของเรา เขาเป็นศัตรูของเราเสียมากกว่า เว้นแต่ว่าคุณจะเป็นคริสต์เตียนอเมริกันผิวขาวมีทรัพย์สินมากมายมหาศาลเท่านั้น ซึ่งผมว่าท่านผู้อ่านก็คงไม่น่าใช่ กระทั่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ก็ยังมีชาวทวิตภพคนไทยรีทวีตนักการเมืองพรรครีพับลิกัน และขอความช่วยเหลือเพื่อให้เขาปลดปล่อยชาวไทยจากระบอบอันกดขี่ ระบอบที่เกือบเหมือนภาพสะท้อนของสังคมอเมริกัน สังคมที่ปกครองโดยนักการเมืองที่เราบางคนคิดว่าจะมาเป็นพระผู้ไถ่บาปให้นั่นแหละ

ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงแค่นโยบายภายในประเทศของสหรัฐฯต่อพลเมืองของตนเองเท่านั้น แต่การจะเข้าใจความสัมพันธ์ของสหรัฐฯต่อประเทศไทย เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณานโยบายต่างประเทศของพญาอินทรีด้วย อันดับแรกเราต้องสำเหนียกไว้เลยก็คือว่าสหรัฐฯมีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลประยุทธ์และกองทัพไทยเป็นอันมาก รัฐไทยและสหรัฐฯมีการซ้อมรบประจำปีอยู่ตลอด สหรัฐฯขายอาวุธให้รัฐไทย และรัฐไทยอนุญาตให้สหรัฐฯตั้งคุกลับเพื่อทรมานนักโทษอีกด้วย ที่กล่าวมานี้เป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า ทั้งสองรัฐมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันและรักษามิตรภาพนี้ไว้ได้ดีเสมอมา ทำให้ความคิดที่ว่า อเมริกาอาจจะโค่นล้มรัฐบาลนี้เพื่อประโยชน์ของผู้ชุมนุมช่างเป็นเรื่องที่ไร้สาระเสียเหลือเกิน

ต่อมาเราก็มาพิจารณาการแทรกแซงทางการเมืองของสหรัฐฯต่อนานาประเทศ เพื่อประชาธิปไตยเป็นอย่างไรในภาคปฏิบัติกันบ้าง เหตุการณ์ที่สหรัฐฯเข้าแทรกแซงอิรักในปี 2003 เพื่อ สนับสนุนประชาธิปไตยได้คร่าชีวิตผู้คนกว่า 1 ล้านนั้นเป็นที่รู้จักกันดี ทั้งนี้เหตุการณ์ที่ว่าเกิดขึ้นหลังจากการแทรกแซงอัฟกานิสถานเพื่อ สนับสนุนประชาธิปไตยที่ได้พรากชีวิตคนกว่า 100,000 ศพไปไม่นาน เหตุการณ์เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประธานาธิบดีโอบามาเข้าแทรกแซงลิเบียเพื่อ สนับสนุนประชาธิปไตยทำให้เกิดความตายอันประมาณไม่ได้จากการที่ลิเบียเข้าสู่ภาวะมิคสัญญี และกลายเป็นรัฐที่มีตลาดค้าทาสและซื้อขายมนุษย์ขึ้นมา ทั้งหมดนี้เป็นเหตุการณ์ที่จัดอยู่ในประเภท เหตุการณ์เมื่อไม่นานมานี้แต่อาชญากรรมของจักรวรรดิอเมริกันนั้นช่างยาวนาน ป่าเถื่อนโหดร้ายหลากหลายกว่านี้ยิ่งนัก

อันที่จริงสหรัฐฯสนับสนุน และหลายครั้งเป็นผู้ก่อการรัฐประหารต่อรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งมาอย่างเป็นประชาธิปไตยนับครั้งไม่ถ้วน นี่รวมถึงการรัฐประหารของไทยในยุคสงครามเย็น โดยเฉพาะเมื่อมีเวียดนามเกี่ยวข้อง สหรัฐฯเป็นกำลังหลักสำคัญในการสนับสนุนเผด็จการและการต่อต้านขบวนการประชาธิปไตยในไทยผ่านทางความช่วยเหลือด้านการเงิน การทหาร และเทคโนโลยี ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้หาได้ตามหนังสือมีชื่อที่ทางการไทย(เคยและอาจจะ)แบน(ในอนาคต) ซึ่งแน่นอนว่าดินแดงไม่ได้สนับสนุนให้คุณอ่านแต่อย่างใด

แล้วทำไมชาวไทยหลายคน และแม้แต่ประชาสังคมโลกถึงมองอเมริกาเป็นผู้นำด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนกันเล่า? คำตอบอย่างง่ายคือการโฆษณาชวนเชื่อนั่นแหละ องคาพยพในการโฆษณาชวนเชื่อของสหรัฐฯทำงานแข็งขันอย่างยิ่งในช่วงสงครามเย็น พวกคนรวยและผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ทำทุกวิถีทางในการปกป้องความร่ำรวยของตนให้พ้นภัยลัทธิคอมมิวนิสม์หรือแม้กระทั่งประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจก็ตาม ผลคือแผนกโฆษณาชวนเชื่อของอเมริกาโหมกระหน่ำกระทำการอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย เกิดภาพยนตร์ หนังสือ รายการโทรทัศน์ และกระทั่งวิชาเรียนในมหาวิทยาลัย ที่หล่อหลอมให้เกิดความเชื่อที่ว่าอเมริกาคือผู้พิทักษ์ประชาธิปไตยและเสรีภาพขึ้นมา แม้สงครามเย็นจะจบสิ้นไปแล้ว องคาพยพของจักรกลโฆษณาชวนเชื่อก็ไม่เคยหยุดตัวลง เห็นได้จากความคิดความเชื่ออันแปลกประหลาดพิสดารและผิดฝาผิดตัวยังคงเหลืออยู่ในจิตสำนักของผู้คนในที่สาธารณะจนถึงทุกวันนี้

ท้ายสุดแล้ว หากมันเป็นดังที่ชื่อบทความกล่าวไว้ พญาอินทรี ไม่ใช่พี่ใหญ่เรา: มิตรไม่แท้ ศัตรูถาวร? แล้วใครเล่าคือเพื่อนเรา? ใช่ผู้คนทั่วโลกที่กำลังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและการปกครองตัวเองหรือเปล่า? พวกเขาเหล่านี้คือชาวปาเลสไตน์ ชนกลุ่มน้อยในพม่า พลเมืองชั้นสองชาวโบลิเวียกับชิลีซึ่งเพิ่งได้รับชัยชนะในประเทศของเขาทั้งคู่ และแน่นอนว่ารวมไปถึงชาวผิวสีผู้ประท้วงด้วยสโลแกน #BlackLiveMatter ผู้ต่อสู้กับอำนาจทมิฬของรัฐบาลมหาพญาอินทรี ช่างเป็นที่น่าเสียใจที่รัฐอำนาจเถื่อนเดียวกันนี้นี่เอง ที่ชาวไทยหลายคนเรียกร้องให้เข้ามาช่วย