รัฐประหารในพม่า (Burma coup)

รัฐประหารในพม่า (Burma coup)

ผู้เขียน Gabriel Ernst [EN] & Pathompong Kwangtong [แปลไทย]
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute
ภาพ Karuna Tilapaynat

So the million dollar question regarding the coup is: Why now? That’s what’s confusing so many Burma watchers.

คำถามโลกแตกเกี่ยวกับการรัฐประหารครั้งนี้ก็คือ ทำไมเป็นตอนนี้?  คำถามนี้กวนใจผู้ติดตามสถานการณ์ในพม่าตอนนี้อย่างยิ่ง

To begin this article we must openly state that we do not like Suu Kyi. She has failed to really reform Burma during her years in charge. She has been a supporter of devastating neo-liberalism and has done nothing to challenge the on going genocide and civil war that devastates ethnic minorities in the country.

ก่อนอื่นเราต้องขอบอกก่อนเลยว่า เรามิได้พิศมัยอองซานซูจี  เธอล้มเหลวในการปฏิรูปประเทศในช่วงเวลาที่เธออยู่ในตำแหน่ง  เธอคือผู้สนับสนุนแนวทางเสรีนิยมใหม่อันโหดร้ายป่าเถื่อนและหันหลังเมินเฉยต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และสงครามกลางเมืองที่กระทำต่อชนกลุ่มน้อยหลากหลายชาติพันธ์ุในประเทศ

Many have considered Suu Kyi an apologist for the Burma army for years now and her appearance at The Hague international criminal court in 2019, where she literally defended the militaries genocide of the Rohingya, underscored that. That’s what makes it so surprising that the military have bothered with this coup, they still have total control over the armed forces, make tremendous profits through corruption illicit industries and generally are feared by the populace. They can pretty much do whatever they want, regardless of the civilian government. So why bother with the coup?

หลายคนมองว่าอองซานซูจีเป็นผู้แก้ต่างให้รัฐบาลทหารในห้วงเวลาหลายปีมานี้ด้วยซ้ำ คำให้การในชั้นศาลของเธอที่ปกป้องการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุชาวโรฮิงยาโดยกองทัพ ณ ศาลอาญาระหว่างประเทศที่กรุงเฮกเมื่อปี 2019 เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดี  นี่ทำให้การรัฐประหารของกองทัพครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจยิ่งนัก ทำไมพวกเขาต้องรัฐประหารทั้งๆ ที่กองทัพยังคุมกองกำลังติดอาวุธได้เบ็ดเสร็จ กองทัพยังคงทำกำไรมหาศาลจากอุตสาหกรรมทุจริตผิดกฎหมาย อีกทั้งผู้คนก็ยังหวาดกลัวพวกเขาอยู่  กองทัพสามารถทำสิ่งใดๆ ได้ตามใจปราถนาโดยไม่ต้องสนใจรัฐบาลพลเรือน  แล้วทำไมเล่า ทำไมต้องรัฐประหาร?

The best answer we can give right now is that it’s a confluence of reasons. The first being personal. Suu Kyi, in the circles of the higher echelons of the Burma government, is not well liked at all. She’s considered extremely hard to work with and surrounds herself with a gerontocracy of yes men. She’s had major fallings out with a number of people formerly close to her, including a very public feud with her brother. This makes her look weak and thus makes a coup easier.

คำตอบที่ดีที่สุดที่เราจะให้กับทุกท่านได้ ณ ตอนนี้คือ มันมีหลายเหตุปัจจัยด้วยกัน  หนึ่งคือเรื่องส่วนตัว  อองซานซูจีไม่ได้เป็นที่รักในกลุ่มชนชั้นนำระดับสูงของรัฐบาลพม่าแม้แต่น้อย  รอบๆ ตัวเธอมีแต่กลุ่มคนชราที่พร้อมเห็นด้วยกับเธอไปเสียทุกอย่าง การทำงานกับเธอจึงเป็นสิ่งที่ยากยิ่งนัก  เธอเองมีปากเสียงกับหลายต่อหลายคนที่เคยใกล้ชิดเธอ อาทิการวิวาทะกับพี่ชายของเธอเองต่อหน้าสาธารณชน  นี่ทำให้เธอดูอ่อนแอและการรัฐประหารเป็นไปได้ง่ายขึ้น

Secondly the USDP (military backed party) did embarrassingly poorly in the national elections late last year. To explain their bad performance a narrative grew that the elections were rigged, which honestly is quite absurd, but the embarrassment felt by the military certainly is not. These are bravado guys who don’t appreciate being shown up.

สอง พรรค USDP (ที่กองทัพหนุนหลัง) ทำคะแนนได้ย่ำแย่ในการเลือกตั้งระดับชาติเมื่อปีที่ผ่านมา  เรื่องเล่าที่ค่อนข้างไร้สาระว่าด้วยการเลือกตั้งอันสกปรกเกิดขึ้นเพื่ออธิบายความล้มเหลวของพวกเขาครั้งนี้ ทว่าสำหรับพวกกองทัพแล้ว มันไม่ไร้สาระเลยสักนิด  พวกเขาเป็นจอมวางท่าผู้ไม่นิยมการตกเป็นเป้าสายตาเท่าใดนัก

Thirdly Suu Kyi has been surrounding herself with foreign advisors, all of them die hard neoliberals, including one individual who quit the British embassy to join her advisory team. Historically the ideology of the military has been extremely hostile to the west, this was why they were such a isolated country during the junta years. This all traces back to British colonialism and the vein of anti-colonial thought in the higher levels of the military, who sought domestic protectionism from outside interference above all else. As such Suu Kyi’s decision to surround herself by foreign neo-liberal advisors goes hard against that and many of the economic reforms (opening up the country to large foreign business) have been pretty drastic. This likely enraged the military, more so the old brass who still are highly influential.

สาม อองซานซูจี รายล้อมด้วยที่ปรึกษาต่างชาติมากมาย พวกเขาทุกคนเป็นผู้อุทิศตนให้กับอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ หนึ่งในนั้นลาออกจากคณะฑูตสหราชอาณาจักรเพื่อมาเป็นที่ปรึกษาให้เธอ  ว่ากันตามประวัติศาสตร์แล้ว กองทัพมีอุดมการณ์ชิงชังตะวันตกหัวชนฝา นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลทหารของพม่าจึงมีนโยบายปิดประเทศในช่วงก่อนหน้านี้  ทั้งหมดทั้งปวงเป็นผลมาจากลัทธิล่าอาณานิคมอังกฤษและร่องรอยของความคิดต้านอาณานิคมที่ฝังรากลึกอยู่ในกองทัพ ผู้ลุ่มหลงคลั่งไคล้การปกป้องประเทศจากการแทรกแซงของต่างชาติ  การที่อองซานซูจีตัดสินใจให้ฝรั่งมังค่าเสรีนิยมใหม่มาเป็นที่ปรึกษาของเธอนั้น ก็เสมือนการตบหน้าความกองทัพเข้าอย่างจัง และการปฏิรูปเศรษฐกิจ (เปิดประเทศเพื่อกลุ่มทุนต่างชาติขนาดใหญ่) ของเธอนั้นก็ค่อนข้างรุนแรง  สิ่งเหล่านี้น่าจะทำให้กองทัพรวมไปถึงกลุ่มชนชั้นนำเก่าๆ ที่ทรงอิทธิพลอยู่เดือดดาลพอสมควร

Finally the head of the military who enacted the coup General Min Aung Hlaing was due to retire in 6 months. We don’t know a whole lot about his personal ambitions but perhaps he wasn’t content with a quiet retirement. For all we know he could be a staunch reactionary who pines for the old days of the junta. He’s promised elections one year from now so we will see. 

สุดท้าย วาระเกษียณอายุของผู้นำกองทัพที่ทำการรัฐประหารครั้งนี้อย่างนายพลมี่นอองไลง์ก็ใกล้เข้ามาอีกเพียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น  เราไม่รู้นิสัยใจคอของเขาในหลายๆ อย่าง ไม่รู้ว่าความทะเยอทะยานส่วนบุคคลมีผลมาเพียงใด แต่เขาก็คงไม่พึงพอใจในการเกษียณอายุเท่าใดนัก  ที่เรารู้ก็คือเขาต้องการรักษาแผลของพวกปฏิกิริยาที่คิดถึงคืนวันเก่าๆ ในห้วงเวลาเผด็จการทหาร  เขาสัญญาว่าจะให้มีการเลือกตั้งในอีกหนึ่งปีถัดจากนี้  เรามารอดูกัน


สำหรับประวัติศาสตร์การเมืองในประเทศพม่า โปรดฟัง podcast #Analysand EP 14 ด้านล่างนี้ (ภาษาอังกฤษ)

ยกเลิกเมืองหลวง

ยกเลิกเมืองหลวง

ผู้เขียนและภาพประกอบ Karuna Tilapaynat
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

ผบ.ตร.: “ที่บ้านไม่มีรถไฟฟ้าใช่ไหมพาลูกน้องมาดูรถไฟฟ้าชอบไหม?”

เจ้าหน้าที่: “ชอบครับ”

ผบ.ตร.: “คราวหน้ามาอีกไหม?”

เจ้าหน้าที่: “นายสั่งก็มาครับ”

บทสนทนาที่แฝงด้วยอารมณ์ขัน + ดูถูกดูแคลนของ ผบ.ตร ยศพลตำรวจเอก กับ ตำรวจจากต่างจังหวัด หลังจากการสลายชุมนุมของคณะราษฎรบริเวณแยกปทุมวัน การกระทำนี้สวนทางกับอารมณ์โกรธแค้นของกลุ่มผู้ชุมนุมคณะราษฎรและผู้ติดตามข่าว นำไปสู่มุขตลกขบขันที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในโลกอินเตอร์เน็ต “ที่บ้านไม่มีรถไฟฟ้า”

นี่เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างจากหลายๆ เหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศนี้ อันเป็นผลพวงจากการเป็นรัฐรวมศูนย์มากเกินไปทั้งในเรื่องของการรวมศูนย์ทางอำนาจและเศรษฐกิจ ซึ่งถ้าจะให้เขียนว่ามันส่งผลให้เกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้าง บทความนี้ก็คงยาวเกินไปจนอ่านสามวันสามคืนก็คงไม่จบ อยากให้ท่านลองมาคิดกันเล่นๆ ว่ามันทำให้เกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้าง????

เมื่อการรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่เมืองหลวงมากเกินไปจนเกิดความรู้สึกว่าการเป็นรัฐแบบนี้มันมีปัญหาในตัวเอง แล้วเราจะทำอย่างไรให้เกิดการกระจายอำนาจมากขึ้นได้บ้างนะ? จะย้ายเมืองหลวงหรอ??? แต่การย้ายเมืองหลวงไปที่อื่นเช่นนั้นมันก็เป็นการสร้างศูนย์รวมอำนาจแห่งใหม่ขึ้นมาแทนน่ะสิ!!! เราเคยลองถามคำถามกับเพื่อนคนหนึ่งว่า

“นี่ๆ มีข่าวกรุงเทพจะจมน้ำในอนาคตอันใกล้?? ถ้าต้องย้ายเมืองหลวงอยากให้เมืองหลวงไปอยู่ตรงไหน?”

“อยากให้ทุกๆ ที่เป็นเมืองหลวงเลยจะได้ไหมอะ?”

คำตอบของเราอาจจะดูเหมือนเพ้อฝัน ดูเป็นไปไม่ได้ ดูเป็นโลกในอุดมคติ ยูโทเปีย สวนทางกับระบบการปกครองของโลกที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน แต่เรากลับรู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก เพราะอดีตโลกเรานั้นก็เคยผ่านจุดที่ไม่มีประเทศ ไม่มีรัฐ ไม่มีเมืองหลวง

การจินตนาการถึงระบบการปกครองแบบรัฐที่ไม่มีเมืองหลวงอาจดูเป็นไปไม่ได้ในโลกความเป็นจริง แต่หลายประเทศมีลักษณะของความเป็น Capitalless Country ไม่ว่าจะประเทศที่มีขนาดเล็กหลายๆ ประเทศที่มีเมืองเดียวในลักษณะ City-states เช่น Singapore, Vatican, Monaco หรือประเทศที่มีลักษณะ Countries with no cities ซึ่งเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรน้อยมาก อย่างเช่น Nauru, Tavalu  แม้ประเทศตัวอย่างที่ยกมานั้นมีลักษณะพิเศษในตัวมันเองทั้งขนาดหรือจำนวนประชากร แต่ก็ยังมีอีกประเทศหนึ่งนั้นก็คือ Switzerland ที่มีขนาดและประชากรเทียบเท่ากับประเทศอื่นๆ แต่ Switzerland กลับไม่มีเมืองหลวงอย่างเป็นทางการ

“ยกเลิกเมืองหลวง” อาจจะฟังดูแล้วไม่รู้ว่ามันคืออะไร? ยกเลิกไปทำไม? เพื่ออะไร? ต้องการอะไร? เอาจริงๆ ก็ยังไม่รู้ว่าจะนำไปสู่จุดไหน แต่เราก็พยายามทดลองแตะขอบเขตของความสามัญ ความปกติ ความเป็นไปได้ต่างๆ เพื่อให้เกิดการพูดคุยถึงทั้งสิ่งที่เป็นปัญหา และไม่เป็นปัญหาในภาวะที่สังคมกำลังมีแรงผลักดันที่นำไปสู่สิ่งต่างๆ ………

“การที่คนจะเท่ากัน เมืองก็ควรจะมีฐานะเท่ากันด้วย”

Centralised Thailand

Thailand Horizontal Fused

Pluralised Thailand

Thailand Vertical Fused

ร่วมพูดคุย

ผู้เขียน Pathompong Kwangtong
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

วันนี้ผู้เขียนบทความจากทางบ้านส่งบทความขนาดสั้นมาเพื่อต้องการสนทนาแลกเปลี่ยนกับทีมงานและมิตรสหายผู้อ่านทั้งหลาย บทความนี้ผู้เขียนบอกเองว่าไม่ได้ให้คำตอบใดๆ อย่างชัดเจนถึงคำถามที่เขาได้ตั้งไว้ในตอนท้าย กระนั้นผมกลับคิดว่าตัวบทความเองได้ตอบคำถามเหล่านั้นไปแล้วบางส่วน

ผู้เขียนเริ่มต้นด้วยบทสนทนาอันเป็นที่ฮือฮาในแวดวงสื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทยช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเมืองบนท้องถนนในปี 2020 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป แล้วต่อด้วยการเสนอเป็นนัยว่าบทสนทนานี้ชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของราชอาณาจักรไทยอันเป็นที่รักยิ่งของชนชั้นปกครองทั้งหลาย จากนั้นจึงพูดถึงข้อเสนอเรื่องการยกเลิกเมืองหลวงแล้วพาไปตระเวนตามประเทศขนาดเล็กต่างๆ จนมาจบที่สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศเล็กๆ ในยุโรปซึ่งไม่มีเมืองหลวง สุดท้ายก็โยนหินถามทางมายังผู้อ่านทุกท่านให้ช่วยกันขบคิดเรื่องนี้ต่อถึงความเป็นไปได้ของข้อเสนอนี้

หากทุกท่านติดตามแฟนเพจเฟสบุ๊คของเราอยู่ก็น่าจะพบโพสต์ที่เราลงรูปป้ายประกาศขนาดใหญ่อันปรากฏข้อความว่า ‘ยกเลิกเมืองหลวง’ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ใหม่ ใหม่ขนาดที่ว่าตำรวจก็คงไม่รู้จะหาหนทางจัดการอย่างไร ไม่เหมือนครั้งที่พูดถึงสหพันธรัฐไทที่อำนาจรัฐไทยมิอาจยอมให้ตั้งคำถามกับรูปแบบของรัฐได้แม้แต่น้อย  สิ่งที่ขบวนการในครั้งนี้แตกต่างออกไป คงเป็นเพราะการยกเลิกเมืองหลวง เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคิดถึง และผลกระทบที่ตามมาจะเป็นเช่นไร การยกเลิกเมืองหลวงมีส่วนคล้ายกับการพูดเรื่องสังคมคอมมิวนิสม์ไม่มากก็น้อย มากตรงที่ดูเป็นไปไม่ได้ น้อยตรงที่อย่างหลังมันล้มเหลวไม่เป็นท่ามาแล้วในศตวรรษที่ 20 ส่วนอย่างแรกนั้นแทบไม่มีใครเขากล่าวถึงกันมาก่อน อย่างน้อยก็ในประเทศไทยที่แสนสวยงามของเรา

การพูดถึงสหพันธรัฐไทเป็นสิ่งที่ชนชั้นปกครองที่เสวยสุขอยู่ในระบบรัฐเดี่ยวรวมศูนย์มิอาจทานทนได้ เพราะมันไปท้าท้ายความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจส่วนกลางซึ่งเริ่มสถาปนามาตั้งแต่ช่วงปลายสมัยระบอบเก่าของไทยจนกระทั่งทำให้เข้มแข็งเป็นปึกแผ่นได้ค่อนข้างสมบูรณ์ด้วยสงครามต่อต้านภัยคอมมิวนิสต์  สหพันธรัฐเองเป็นรูปแบบการปกครองที่มีใช้กันโดยทั่วไป ชนชั้นปกครองจึงคาดการณ์วิถีปฏิบัติและผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องใช้เซลล์สมองมากมายนัก ก่อเกิดเป็นความกลัว กังวล และต้องจัดการอย่างรวดเร็วตามมา

ทว่าการยกเลิกเมืองหลวงนั้นต่างออกไป การยกเลิกเมืองหลวงไม่ใช่ปรากฏการณ์ ข้อเรียกร้อง หรือขบวนการกระแสหลัก  ไม่เหมือนการเปลี่ยนรูปรัฐ ไม่เหมือนการแบ่งแยกดินแดน  การเรียกร้องให้ยกเลิกเมืองหลวงเป็นเสมือนการตั้งคำถามไปจนสุดทางถึงการอยู่ร่วมกันในสังคมการเมืองขนาดใหญ่มากกว่าเป็นโครงการทางการเมืองที่ชัดเจนและเป็นไปได้ในเดี๋ยวนี้ ตอนนี้  เมื่อพิจารณาเช่นนี้จึงไม่แปลกใจในน้ำเสียงของผู้เขียนที่ไม่ได้แสดงลักษณะปลุกเร้า หรือมั่นใจในข้อเสนอของตนเพื่อต่อยอดทางการเมืองอย่างทันทีทันใด การยกเลิกเมืองหลวงจะมองว่าเพ้อฝัน หรือกระทั่งประนีประนอมก็ได้ ทุกอย่างดูเหมือนการพูดลอยๆ ขึ้นในวงร่ำสุรา

อย่างไรก็ตาม ผมไม่คิดว่าสิ่งที่ผู้เขียนเสนอเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้แต่อย่างใด กลับกัน สำหรับผมซึ่งชื่นชอบรูปแบบการอยู่ร่วมกันในสังคมโรจาวานั้นคิดว่ามันเป็นข้อเสนอที่เข้าท่าเลยทีเดียว เพียงแต่มันคงเป็นเหมือนโครงร่างแกนกระดูกของความคิดที่รอคอยให้เราใส่อวัยวะและเนื้อหนังเข้าไป  มันสามารถเป็นโครงการในระยะเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมแบบอื่นๆ ได้  มันอาจเป็นโครงการทางการเมืองเพื่อการปลดปล่อยอย่างละมุนละม่อม ลดความบอบช้ำจากอำนาจรัฐรวมศูนย์ลงได้บ้าง และเป็นช่องทางการพูดถึงสังคมรูปแบบใหม่ๆ ที่รัฐมิอาจนำอำนาจเถื่อนมาปิดปากเราได้โดยง่าย

สุดท้าย เมื่อผู้เขียนเชิญชวนเช่นนั้นแล้ว ผมจึงอยากช่วยชวนผู้อ่านร่วมพูดคุยด้วยอีกแรง ไม่ว่าท่านผู้อ่านจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม เรามาช่วยกันขบคิด แชร์ต่อ คอมเมนต์ในเว็บไซต์ของเรา พูดถึงตามสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ หรือกระทั่งพูดคุยกับเพื่อนสนิทมิตรสหาย เพื่อแสดงพลังประชาธิปไตยออกมาให้ชนชั้นนำรู้ว่าอำนาจของประชาชนนั้นน่ากลัวเกินกว่าที่พวกท่านจะสูบเลือดเนื้อแรงงานประชาชนทั่วมหาราชอาณาจักรสยามแห่งนี้ไปใช้ขับเคลื่อนรถไฟฟ้าใกล้บ้านท่านเพียงอย่างเดียว