แถลงการณ์ 4 พฤษภาคม

แถลงการณ์ 4 พฤษภาคม

เรื่อง Young Pioneers1
ผู้แปล Sarid Siriteerathomrong
บรรณาธิการ Pathompong Kwangtong

ผืนผ้าแดง, ธงแดง, พรมแดง. ประชาชนในโถงประชุมแห่งประชาชนแสดงตนในชุดสีแดง เมื่อคุณเงยหน้าขึ้น เบื้องหน้าของคุณก็จะเป็นการชุมนุมเพื่อรำลึกถึงการครบรอบหนึ่งร้อยปีของขบวนการ 4 พฤษภาฯ 1919 ตัวอักษรที่ถูกประดับไว้อย่างยิ่งใหญ่แต่ก็ผิดที่ผิดทางจนกระตุ้นให้คนที่เห็นรู้สึกชวนหัว

ณ ขณะนี้ ในวันที่เรียกกันว่าวันแห่งยุวชน ‘แดง’ นักศึกษาหัวก้าวหน้าแห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง 6 คนถูกควบคุมตัวไปอย่างไร้เหตุผล

ในงานประชุมรำลึก พวกเขาขับร้องเพลง ‘ภารกิจฟื้นฟูชาติจักสำเร็จได้ด้วยการต่อสู้’ ประโยคบนป้ายที่อยู่เหนือหัวพวกเขาเขียนไว้ว่า “จงมุ่งมั่นเพื่อจดบันทึกคุณประโยชน์อันภาคภูมิของเยาวชนเพื่อให้ตระหนักถึงความฝันที่จะฟื้นฟูชาติจีนอันยิ่งใหญ่” เหล่าเยาวชนที่นั่งอยู่กำลังตั้งใจฟังและจดบันทึกทุกคำพูดของท่านเลขาธิการอย่างบ้าคลั่ง

แต่เมื่อสองวันก่อนนักศึกษาของมหาวิทยาลัยปักกิ่งถูกจับกดลงบนพื้นถนน มือถูกมัดไพล่หลัง ถูกฉุดกระชากลากเข้าไปในรถตำรวจ ถูกเตะ ถูกซ้อม

และเพิ่งเมื่อวานนี้เอง ที่พระอาทิตย์แห่งแปดหรือเก้านาฬิกาในตอนเช้า2ได้เป็นประจักษ์พยานถึงการหายตัวไปของนักศึกษาทั้งหกคน เสียงสุดท้ายจากพวกเขาคือเสียงร่ำไห้ผ่านสายโทรศัพท์ที่พวกเขาโทรไปหาผู้ปกครองเพื่อบอกว่าพวกเขาถูกจับ

พวกเขาไม่ใช่อาชญากรผู้ทำผิดกฎหมาย พวกเขาทำแต่สิ่งที่แสดงถึงความภักดีต่อลัทธิมาร์กซ์ พวกเขายอมมอบความเยาว์วัยเพื่อประโยชน์สุขของแรงงาน ในวันครบรอบหนึ่งร้อยปีของขบวนการสี่พฤษภาฯและวันแรงงานสากลในวันที่หนึ่งพฤษภาฯที่กำลังจะมาถึง

หอประชุมแห่งประชาชนช่างกว้างขวางและสว่างไสว ประชาชนในหอประชุมต่างแต่งกายน่าเคารพนับถือและได้รับการต้อนรับด้วยถ้อยคำซ้ำๆ ย้ำๆ ว่า “ความเยาว์วัย, เวลา, และการยึดมั่นทุ่มเท!” แต่ที่ด้านนอกหอประชุมการจัดกิจกรรมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิด ‘การรบกวนความสงบเรียบร้อยต่อสาธารณะ’ ถูกสั่งห้าม สิ่งเดียวที่สามารถทำได้คือนั่งดูกีฬา

นี่คืองานเฉลิมฉลองที่ถูกดูหมิ่น นี่คือจิตวิญญาณที่ถูกเหยียดหยาม ถ้าหากเราไม่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อมันแล้วไซร้จิตวิญญาณที่แท้จริงแห่งสี่พฤษภาฯจะแปดเปื้อนและสูญสลายหายไปในอันธการ

***

เมื่อร้อยปีก่อน กลุ่มนึกศึกษาสี่พฤษภาฯได้แรงบันดาลใจจากการเรียกร้องให้สู้เพื่อเอกราชและกำจัดผู้ทรยศชาติ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมนักศึกษาจึงปฏิเสธการเข้าชั้นเรียน แรงงานนัดหยุดงาน พ่อค้าวาณิชปฏิเสธตลาด ประชาชนทุกหนแห่งเข้าร่วมกับคลื่นแห่งการต่อต้านสินค้าจากญี่ปุ่นในขบวนการต่อต้านจักรวรรดินิยมและศักดินาที่ขยายตัวออกไปดั่งไฟป่าที่โหมไหม้ไปทั้งประเทศ นี่คือการปะทุครั้งใหญ่ของมวลชน และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ชนชั้นแรงงานของจีนก้าวขึ้นมาเป็นพลังสำคัญในฐานะพลังอิสระ สิ่งนี้ก่อให้เกิดธรรมเนียมอันน่าปลื้มปีติของการเคียงบ่าเคียงไหล่กันระหว่างปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้าและชนชั้นแรงงาน

ขบวนการนี้ได้ขจัดการทุจริตเก่าๆ และแทนที่ด้วยสิ่งใหม่ ในแง่วัฒนธรรมแล้วขบวนการนี้ได้รื้อทำลายอำนาจนิยม การทุจริต การกดขี่ โครงสร้างลำดับชั้นของพวกศักดินา เผยแพร่อุดมการณ์ประชาธิปไตย วิทยาศาสตร์ เสรีภาพและความเสมอภาค ในแง่การเมืองขบวนการนี้ได้ขยายฐานของผู้ที่ต่อสู้กับจักรวรรดินิยมและศักดินาไปสู่แรงงาน นักศึกษา มวลชนผู้เสาะแสวงหาความเท่าเทียมทางสังคมและการปลดแอกชาติตามแนวทางสังคมนิยม ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อเผยแพร่ลักทธิมาร์กซ์ในประเทศจีนให้เป็นเสาเอกแห่งการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน!

เมื่อหันกลับมาดูปัจจุบัน เสียงกู่ร้องแห่งการต่อสู้เหล่านั้นกลายเป็นประวัติศาสตร์ ขบวนการต่อสู้อันยิ่งใหญ่หลับไหลอยู่ในประวัติศาสตร์เมื่อร้อยปีที่แล้ว

หนึ่งศตวรรษต่อมา กงล้อแห่งประวัติศาสตร์ได้เดินหน้าอีกครั้ง การเปลี่ยนแปลงที่สั่นสะเทือนสวรรค์เกิดขึ้นแล้วในจีน สามสิบปีผ่านไปหลังขบวนการสี่พฤษภาฯ ชัยชนะของการปฏิวัติและการก่อตั้งพรรคสังคมนิยมในจีนใหม่ที่ซึ่งความฝันของบรรพบุรุษได้พ่านพ้นไป กลายเป็นอดีต

หกสิบปีผ่านไปหลังจากขบวนการสี่พฤษภา พวกลิ่วล้อทุนนิยมผู้มีอำนาจในพรรคได้ทรยศต่อสังคมนิยม พวกเขาขับขานวลี “แมวตัวไหนก็ตามที่จับหนูได้คือแมวที่ดี” ด้วยเสียงอันสูงเสียดหู ซ้ำร้ายพวกเขาเลือกเดินทางทุนนิยมที่ ‘ให้ใครบางคนรวยก่อน’

หลังจากดำเนินนโยบายเปิดเสรีทางการค้าไปสี่สิบปี จีนก้าวหน้าขึ้นอย่างมากควบคู่ไปกับการพัฒนาของเศรษฐกิจแบบตลาดและแสดงให้ชาวโลกเห็น ‘ปาฏิหาริย์แดนมังกร’ แต่ภายใต้ท้องมังกรตัวนี้กลับซุกซ่อนปัญหาสังคมต่าง ๆ ไว้มากมายเหลือคณานับ

เศรษฐกิจแบบตลาดเป็นบาทหลวงผู้ทำพิธีสมรสให้แก่นายอำนาจและนางเงินตรา ราชการถูกแปรเปลี่ยนจาก ‘ข้ารับใช้ของประชาชน’ เป็น ‘นายของประชาชน’ ความเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่างคนรวยคนจนยิ่งถ่างออกกว้างขึ้นยิ่งกว่าในช่วง ‘spring breeze’ แห่งยุคปฏิรูปเสียอีก ในปัจจุบันคนจำนวนเพียง 0.4 เปอร์เซ็นต์ของประชากรถือครองความมั่งคั่ง 70 เปอร์เซ็นต์ของทั้งสังคม เพียงแค่เศรษฐีที่รวยที่สุดในจีนสามคนก็มีทรัพย์สินรวมกันเป็นมูลค่ากว่า 8 แสนล้านหยวนแล้ว!

จากชนชั้นแรงงานที่เคยเป็น ‘เจ้านายของประเทศ’ กลับกลายเป็น ‘ทาสแห่งหยดเลือดและหยาดเหงื่อ’ ต้องใช้ชีวิตเช่นไส้เดือนอยู่ในชั้นใต้ดิน ต้องประทังชีวิตด้วยผักดองกับหมั่นโถ่วนึ่ง สวมใส่อุปกรณ์ที่เรียกกันว่าหมวกนิรภัยที่แตกกระจายตั้งแต่โดนกระแทกครั้งแรก กระเสือกกระสนทำงานชั่วชีวิตเพื่อไปสู่บั้นปลายที่มีแต่ความเจ็บป่วยทั้งร่างกายและจิตใจรออยู่

ความรู้สามารถวัดได้ด้วยเงิน ชีวิตสามารถวัดได้ด้วยเงิน บุคลิกภาพก็สามารถวัดได้ด้วยเงินเช่นกันอุดมการณ์ถูกควบคุม ถ้อยแถลงถูกเซนเซอร์ ในขณะที่ความเชื่อแบบศักดิดาและข้าทาสเช่น ‘ผู้ชายเปรียบดั่งสรวงสวรรค์ ผู้หญิงเปรียบดั่งผืนพสุธา’ หรือการจัดลำดับชั้นแบบขงจื่อกลับถูกชุบชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง

คุณสามารถเห็นธงแดงพลิ้วไหวอยู่ทั่วทุกหัวระแหงประหนึ่งว่ากำลังใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของก๊กมินตั๋งก่อนปี 1949 เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ‘แรงงาน’ คือผู้ที่สร้างปาฏิหาริย์แห่งมังกรขึ้นมาด้วยสองมือของพวกเขาหาใช่ใครอื่นไม่ แต่พวกอภิสิทธิ์ชนกลับสวาปามความมั่งคั่งและอำนาจทั้งหมดไปเสียฉิบ เช่นนั้นแล้วมันเป็น ‘การฟื้นฟูอันยิ่งใหญ่’ ของผู้ใดกัน?

มันหาใช่การฟื้นฟูของประชาชาติจีนแต่อย่างใด กลับกันมันคือการฟื้นฟูของพวกชนชั้นกระฎุมพี มันหาใช่การผงาดขึ้นของของสังคมนิยมจีน แต่เป็นการผงาดขึ้นของ ‘จักรวรรดิใหม่’ ต่างหาก!

***

ในปัจจุบันอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางจิตวิญญาณราดิคัลแห่งขบวนการสี่พฤษภาฯคือ อ้ายพวกอำมาตย์กระฎุมพี (bureaucratic bourgeois class)

ซ้ำร้ายอำมาตย์พวกนี้ยังเป็นหินโสโครกที่ขวางคลื่นแห่งความก้าวหน้าทางสังคมของจีนและยังเป็นศัตรูคู่อาฆาตของชนชั้นแรงงานจีนอีกต่างหาก

นอกจากการขูดรีดมูลค่าส่วนเกินโดยตรงจากแรงงานแล้ว พวกอำมาตย์กระฎุมพียังขูดรีดแรงงานซ้ำสองด้วยการทำให้สวัสดิการสุขภาพ บ้านเรือน และการศึกษากลายเป็นสินค้ามาขายให้แรงงาน พร้อมทั้งควบคุมความคิดและการผลิตซ้ำทางอุดมการณ์ในสังคม เผยแพร่ลัทธิขงจื่อ ‘จารีตครอบครัว’ ‘ศีลธรรมของผู้หญิง’ อีกทั้งอุดมการณ์ศักดินาล้าหลังนานาประการอย่างแยบคาย พยายามกำจัดสุ้มเสียงใดๆ ที่หมายจะต่อกรกับพวกมัน ยึดจับเอาสวัสดิการทางสังคมทั้งหลายให้กลายเป็นตรรกะของทุน!

ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นย่อมมีการต่อต้าน”

ในวสันตฤดูและคิมหันตฤดูเมื่อสามทศวรรษที่แล้ว นักศึกษาหัวก้าวหน้าได้เดินเท้าเข้าสู่จัตุรัสเทียนอันเหมินเพื่อต่อสู่กับอำมาตยาธิปไตย การทุจริต เงินเฟ้อ พวกพ่อค้าหน้าเลือดและการควบคุมเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งถูกทำให้เสื่อมเสียภายหลังจากการปฏิรูปเพียงสิบปี! พวกเขาต้องการประชาธิปไตย เสรีภาพ วิทยาศาสตร์ นิติธรรม พวกเขาคาดหวังที่จะบรรลุการทำให้จีนเป็นสมัยใหม่ ขบวนการดังกล่าวเริ่มขึ้นโดยนักศึกษาในปักกิ่งแต่ท้ายที่สุดก็ได้ปลุกนักศึกษาและประชาชน ทั้งจากในปักกิ่งและทั่วประเทศให้ลุกฮือขึ้นมาได้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือความสำเร็จและความก้าวหน้าที่สำคัญในประวัติศาสตร์

อนิจจา เส้นทางแห่งประชาธิปไตยและเสรีภาพกลับมีหล่มลึกไร้ก้นบึ้งที่คอยขวางอยู่ มันคือหล่มแห่งความสัมพันธ์ที่ขูดรีดของทุนนิยม! ตราบใดที่ท่านมิได้เดินในเส้นทางสังคมนิยมซึ่งทอดตัวอยู่เบื้องหลังทุนนิยมแล้วไซร้ คำตอบของคำถามเรื่องประชาธิปไตยแลเสรีภาพจักมิมีให้ท่านดอก

เช่นนั้นแล้วความรับผิดชอบทางสังคมของเยาวชนในทุกวันนี้คืออะไรกันเล่า?

มันไม่ได้ดำรงอยู่ในการพูดคุยถึงการฟื้นฟูชาติ มันไม่ได้ดำรงอยู่ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของชาติ แต่มันดำรงอยู่ในสำนึกทางสังคมของเราด้วยการที่เอาตัวเองไปเข้าร่วมขบวนการต่อต้านอาณัติสวรรค์ที่ชื่อทุนนิยม เลือกเดินในเส้นทางประชาธิปไตยเพื่อความเท่าเทียมอีกครั้ง ระหว่างการเดินทางนั้นเยาวชนจะค่อยๆ บรรลุว่า ‘ลัทธิมาร์กซ์เท่านั้นที่สามารถช่วยจีนได้!’

ขบวนการนี้ไม่ควรถูกปิดปาก ไม่ควรถูกกำราบหรือถูกลดทอนให้เหลือเพียง ‘ชีวิต’ ในหอประชุมแห่งประชาชนได้ นักศึกษาที่ออกไปประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในหูเป่ย นักศึกษาที่ออกไปสู้กับโจรรับจ้างที่นานกิง และยังมีอีกมากที่ต่อสู้กับอำมาตย์ในมหาวิยาลัยตนเอง จิตวิญญาณแห่งสี่พฤษภาฯ ได้ลุกโหมด้วยเพลิงอันโชติช่วงอยู่ในตัวของพวกเขา

เยาวชนในปัจจุบัน ไม่ควรต่อสู้เพียงเพื่อประชาธิปไตยในวิทยาลัยเพื่อตัวพวกเขาเองเท่านั้น แต่พวกเขาควรขยายขอบเขตการต่อสู้ตั้งแต่ในโรงงาน ในชนบทไปจนจรดทุกอาณาเขตในชีวิตทางสังคมของพวกเขา

เยาวชนร่วมสมัยเอ๋ย การกล้าต่อสู้กับอำนาจเผด็จการนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป พวกเขาควรกล้าที่จะรวมตัวกับแรงงานและชาวไร่ชาวนาเพื่อร่วมเป็นแนวหน้าในการต่อสู้ทางชนชั้น

จงจดจำทุกห้วงขณะ สังคมใหม่ที่พวกเรากำลังต่อสู้เพื่อให้ได้มาคือสังคมที่นำโดยชนชั้นแรงงาน ด้วยสังคมนี้เท่านั้นที่ทำให้ประชาชนเป็นนายแห่งชีวิตของตัวเองอย่างแท้จริง สังคมซึ่งแสวงหาความเท่าเทียมและเสรี แสวงหาการพัฒนาการดำรงอยู่ของมนุษย์ในทุกด้าน ด้วยสังคมนี้จะเป็นสังคมที่ปฏิเสธการขูดรีดหรือการกดขี่ทางชนชั้นอย่างสิ้นเชิง เส้นทางของพวกเราคงไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ มันอาจจะยาวไกลน่าเหนื่อยหน่าย แต่หากพวกเราต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่เคียงข้างกันไป วันที่ฟ้าสีทองผ่องอำไพและประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินก็จักมาถึง

 


1 บทความนี้แปลมาจาก ‘Young Pioneers, May Fourth Manifesto, NLR 116/117, March–June 2019’, New Left Review <https://newleftreview.org/issues/ii116/articles/young-pioneers-a-may-fourth-manifesto> [accessed 4 May 2021].

2พระอาทิตย์ยามแปดหรือเก้านาฬิกาในตอนเช้า’ เป็นการเหน็บแหนมคำเปรียบเปรยของเหมา ที่พูดถึงนักศึกษาและผู้ไปเรียนรู้ที่มอสโกปี 1957: ‘เหล่าเยาวชนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกำลังและแรงงานเอ๋ย ชีวิตของพวกเธอกำลังเบ่งบานดั่งเช่นพระอาทิตย์ในตอนแปดหรือเก้าโมงเช้า ความหวังของพวกเราขอฝากไว้กับพวกเธอ โลกเป็นของเธอ อนาคตของชาติจีนเป็นของพวกเธอ’