พระปฏิวัติชาวไอริชในพม่า

พระปฏิวัติชาวไอริชในพม่า

อนาคตที่ถูกหลงลืมของสากลนิยมต้านอาณานิคม

ต้นฉบับ: Roar Magazine

เรื่องราวสุดพิศวงของนักเคลื่อนไหวชาวพุทธเชื้อสายไอริช ผู้ต่อต้านอาณานิคมในยุคที่จักรวรรดิรุ่งเรืองในเอเชีย เผยให้เห็นธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างขุดรากถอนโคน ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นเส้นตรง

วันเพ็ญที่ 2 มีนาคม ค.ศ. 1901 เป็นวันสำคัญของเทศกาลเจดีย์ประจำปีในประเทศพม่า ฉากหลังเป็นเจดีย์ชเวดากอง (Shwedagon pagoda) สีทองอร่ามซึ่งเป็นพุทธศาสนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของประเทศ สถานที่แห่งนี้ล้นทะลักไปด้วยฝูงชน ไม่ว่าจะเป็น พระสงฆ์ คนแจกหนังสือแผ่นพับ ผู้ให้ความบันเทิง เจ้าของแผงหนังสือพิมพ์ และผู้ศรัทธาเลื่อมใสในศาสนา รวมไปถึงนักท่องเที่ยวเจ้าอาณานิคมที่เดินทอดน่องไปรอบ ๆ ราวกับว่าพวกเขาเป็นเจ้าของสถานที่

ตำรวจผู้ไม่ได้อยู่ในเวลางานเดินย่างกรายเข้าไป พลางเพลิดเพลินไปกับฉากของสถานที่แห่งนี้ยังต้องหยุดชะงักระหว่างเดิน เพราะพระสงฆ์ผู้เดินเท้าเปล่าสั่งให้เขาถอดรองเท้าออกเสีย

เช่นเดียวกับเวลาที่หยุดชะงักลงเหมือนกัน

เจดีย์แห่งนี้เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ มีเส้นผมแปดเส้นจากพระเศียรของพระพุทธเจ้า รวมทั้งพระบรมสารีริกธาตุอื่น ๆ พม่าก็เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ในทวีปเอเชีย คุณไม่สามารถสวมรองเท้าเดินบนพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์หรือในบ้านของผู้คนได้ แต่ในปี ค.ศ. 1901 เจ้าอาณานิคมกลับทำเช่นนั้น รวมไปถึงทหารและตำรวจ

รองเท้ากลายมาเป็นหนึ่งในสิ่งที่แบ่งแยก “นายท่าน” (“sahibs”) ออกจาก “ชาวพื้นเมือง” (“natives”) ว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่เหนือกว่า แยกเป็นอีกชนชั้นหนึ่ง นับตั้งแต่การก่อกบฏของอินเดียในปี ค.ศ. 1857 การแบ่งแยกเช่นนี้ดูเป็นเรื่องที่สำคัญมาก กล่าวคือ ในเอเชียผู้ที่อยู่ใต้ปกครองของเจ้าอาณานิคมยุโรปมีจำนวนมากกว่าเจ้าอาณานิคมมาก ลำดับชั้นทางวัฒนธรรมดังกล่าวช่วยให้โครงสร้างอันง่อนแง่นนี้ดำรงอยู่ได้

แต่พระที่กำลังท้าทายตำรวจอยู่นั้น…เป็นชาวไอริช เขาเลิกสวมรองเท้า โกนศรีษะ นุ่งผ้าเหลืองของพระภิกษุสงฆ์และขออาหารกิน ร่างกายของเขาเป็นการท้าทายการแบ่งแยกเชื้อชาติและอำนาจโดยตรง และเขายังท้าทายเส้นแบ่งอื่นอีกด้วย ในขณะที่จักรวรรดิควรจะนำคำสอนของพระเยซูมาสู่คนนอกรีต (heathen) พระรูปนี้ได้เปลี่ยนมาเป็น “รูปเคารพ” ของชาวพื้นเมือง เขาผู้นี้เข้าร่วมองค์กรในเอเชียและใช้ชีวิตเหมือนกันกับคนที่นั่น กล่าวคือ เขาได้กลายมาเป็นคนพื้นเมืองคนหนึ่ง

 สัญลักษณ์ดังกล่าวทรงพลังมากในค่ำคืนนี้ ณ สถานที่แห่งนี้ ดังที่พระภิกษุท่านนี้คงจะได้กล่าวเอาไว้ว่า อังกฤษได้ “พรากพม่าไปจากคนพม่า ซ้ำตอนนี้ก็อยากจะเหยียบย่ำศาสนาของพวกเขา” ณ ที่แห่งนี้ ศาสนาและอำนาจมีความเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น เช่นเดียวกับจักรวรรดิและเชื้อชาติ วิธีการหนึ่งที่กองทัพอังกฤษใช้ในการบีบให้พม่าอยู่ในขอบเขตคือการใช้ปืนใหญ่ชี้ไปยังเจดีย์ชเวดากอง

สิ่งเหล่านี้ทำให้การกระทำโดยตรงของพระภิกษุสงษ์บังเกิดผลตามต้องการ ตำรวจออกหมายจับการกระทำดังกล่าว และเจ้าหน้าที่อาณานิคมพยายามกดดันโดยอ้อมให้ผู้ดูแลเจดีย์ปฏิเสธพระภิกษุสงฆ์องค์นี้ แต่พวกเขาปฏิเสธและเปิดเผยเอกสารที่พวกเขาควรจะเซ็นให้คำสั่งของเจ้าหน้าที่มีผล ทำให้ผู้มีอำนาจอับอายขายขี้หน้าอย่างแรง

ประเด็นเรื่องรองเท้า รวมไปถึงปัญหาที่ใหญ่กว่ามาก ไม่ว่าจะเป็น จักรวรรดิ เชื้อชาติ และการเคารพให้เกียรติวัฒนธรรมท้องถิ่น ก็ยังคงเป็นประเด็นต่อไป อันที่จริงมันกลายมาเป็นประเด็นหลักที่ทำให้ชาวพม่ารวมตัวกันต่อต้านอาณานิคมในอีกสิบแปดปีข้างหน้า ความหัวดื้อหัวรั้นของจักรวรรดิคือของขวัญที่ส่งมาถึงนักเคลื่อนไหว (ให้ทำการลุกฮือ-ผู้แปล)

การเผชิญหน้านี้เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์แบบหนึ่ง และต้องได้รับการอธิบายหากคุณไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่การแบ่งแยกสีผิวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เช่นเดียวกับคำถามที่ว่าใครเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในพม่า ห้วงเวลาดังกล่าวทำให้ความหยิ่งผยองของอาณานิคมทวีคูณความรุนแรงมากขึ้น การต่อต้านของประชาชนก็เช่นกัน

ปัญหาจากชาวไอริช

อู ธัมมะโลกะ (U Dhammaloka)

พวกเราหลายคน ในฐานะนักเคลื่อนไหว ต่างก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับการพยายามสร้างและขยับขยายห้วงเวลาดังกล่าวให้เกิดคุณค่าเชิงสัญลักษณ์ขึ้นมา และชาวไอริชคนนี้ก็น่าจะมีประสบการณ์โชกโชนมาแล้วก่อนหน้านี้ เป็นเรื่องที่พูดได้ยาก เพราะผู้อพยพชนชั้นแรงงานแห่งศตวรรษที่สิบเก้าอย่างเขาคนนี้พยายามอย่างมากที่จะปกปิดร่องรอยของตัวเอง ดังที่เราจะเห็นได้จากนามแฝงทั้งห้าของเขาอันเป็นที่รู้จักกันดี

ชายผู้นี้เกิดที่เมือง ลอเรนซ์ แคร์โรลล์ (Laurence Carroll) ในดับลิน (Dublin) เมื่อปี ค.ศ. 1856 เขาอพยพมาที่ลิเวอร์พูลก่อนแล้วจึงเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 1872 โดยตระเวนข้ามป่าข้ามเขาไปยังซานฟรานซิสโก และแล่นเรือไปตามเส้นทางข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกก่อนจะปรากฏตัวเป็นคนงานท่าเรือในย่างกุ้ง และกลายมาเป็นพระอู ธัมมะโลกะภิกษุเมื่อปี ค.ศ. 1900 เขาเปลี่ยนศาสนาด้วยความเลื่อมใสควบคู่ไปกับการปฏิเสธศาสนาคริสต์ในแบบของชนชั้นแรงงาน การตกหลุมรักวัฒนธรรมเอเชียซึ่งถูกคุกคามโดยลัทธิล่าอาณานิคม และการอุทิศตนในสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นจิตวิญญาณอันมีเหตุมีผลและเท่าเทียมกันของพระพุทธศาสนา

อย่างไรก็ดี ถึงแม้เขาจะชื่นชอบการเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเอง แต่ก็ยังมีเรื่องราวของชีวิต 25 ปีให้หลังที่เขาปิดบังใบหน้าอันเงียบงันเอาไว้ เป็นช่วงปีที่เจ้าหน้าที่นักสืบพิงเกอร์ตัน (Pinkerton) ต่อสู้กับสมาคมลับไอริช (The Molly Maguires) เป็นช่วงปีแห่งการต่อสู้ดิ้นรนของแรงงานที่เกิดขึ้นทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงการเติบโตขึ้นของอนาธิปไตยและสังคมนิยม

ในฐานะพระภิกษุสงฆ์ ธัมมะโลกะสุขสำราญใจไปกับการล่องเรือชิดลม เขาถูกตัดสินโทษข้อหาพยายามยุยงปลุกปั่นไม่ต่ำกว่าหนึ่งครั้ง ถูกตำรวจควบคุมตัวและถูกจับตามองโดยหน่วยสืบราชการลับ เขาขัดขวางการใช้ชีวิตของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ แกล้งตาย และหายตัวไปในที่สุด

การเป็นชาวไอริชและความวิตกกังวลที่เขาสร้างแก่ผู้มีอำนาจนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ กองทัพอังกฤษในอินเดียส่วนใหญ่เป็นชาวไอริช และด้วยกระแสชาตินิยมของอินเดียและไอริชที่ทวีคูณมากยิ่งขึ้น ก็ยิ่งเกิดความกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากพวกเขาเข้าร่วมกับกองทัพ นวนิยายขายดิบขายดีแห่งปี ค.ศ. 1901 เรื่อง Kim ของคิปลิง (Rudyard Kipling) บรรยายถึงลูกชายกำพร้าของทหารไอริชและ “แม่นางตลาดสด” ชาวอินเดีย เขาเริ่มใช้ชีวิตและมีพฤติกรรมแบบชาวพื้นเมือง จึงอยู่ในความขัดแย้งระหว่างความภักดีต่อหัวหน้าสายลับของเจ้าอาณานิคมอังกฤษ (English Raj) ผู้ให้ความสำคัญกับทักษะภาษาและการปลอมตัว กับอาจารย์ชาวพุทธในทิเบต เป็นเวลาหลายทศวรรษในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 ความเป็นหนึ่งในการต่อต้านอาณานิคมระหว่างไอร์แลนด์กับเอเชียซึ่งอยู่ใต้อาณานิคมทั้งคู่เป็นบ่อเกิดแรงบันดาลใจและในบางครั้งคราก็เป็นแหล่งที่มาของนักเคลื่อนไหว โดยมักจะมีศาสนาเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงถึงกัน

เครือข่ายและการต่อสู้ที่แผ่ไพศาลออกไป

ธัมมะโลกะทำมากกว่าการเป็นสัญลักษณ์แห่งศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของศาสนาผู้ไร้เสียง (subaltern religion) และความขัดแย้งของระบบลำดับขั้นทางเชื้อชาติและอำนาจจักรวรรดิ เขามีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการฟื้นฟูขบวนการต่อต้านอาณานิคมของชาวพุทธทั่วเอเชีย เขาเป็นนักปราศรัยและผู้จัดพิมพ์ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามทั่วพม่า เป็นผู้ก่อตั้งองค์กรในประเทศไทย สิงคโปร์ และมาเลเซียยุคปัจจุบัน เขามีส่วนเกี่ยวข้องในความพยายามที่จะเชื่อมเครือข่ายพุทธสากลของญี่ปุ่น และเป็นบุคคลที่ก่อให้เกิดความปั่นป่วนในศรีลังกาทุกวันนี้ และยังมีการเคลื่อนไหวอื่น ๆ ในอินเดีย บังคลาเทศ จีน ออสเตรเลีย รวมไปถึงเนปาลและกัมพูชาในปัจจุบัน

เนื่องมาจากบันทึกเกี่ยวกับชีวิตของธัมโลกะที่เต็มไปด้วยอคติมากมาย ซึ่งเหลือรอดมาถึงทุกวันนี้ จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะเห็นแค่คนเป็น ๆ มากกว่าการเคลื่อนไหวอีกมากมายที่อยู่เบื้องหลังเขา ทว่าตลอดระยะเวลาสิบปีของโครงการวิจัย “ประวัติศาสตร์จากเบื้องล่าง” อลิเซีย เทิร์นเนอร์ (Alicia Turner), ไบรอัน บ็อกกิ้ง (Brian Bocking) และข้าพเจ้าได้มองลึกลงไปให้ไกลกว่าปัจเจกบุคคลเพียงคนเดียวเพื่อที่จะได้เห็นถึงปฏิบัติการอันสร้างสรรค์ของเครือข่ายต่อต้านอาณานิคมระดับรากหญ้า ซึ่งประกอบไปด้วยชาติพันธุ์ที่หลากหลายภายในประเทศต่าง ๆ เหล่านี้กว่าร้อยปีที่แล้ว เป็นเครือข่ายที่มีบทบาทในการต่อสู้ตลอดระยะเวลาดังกล่าว ซึ่งเอาชนะจักรวรรดิได้ในท้ายที่สุด

เครือข่ายเหล่านี้ส่วนมากมีรากฐานอยู่บนความเป็นสากลแบบสามัญชน (plebeian cosmopolitanism) ของบรรดาเมืองท่า ทั้งย่างกุ้ง ปีนัง สิงคโปร์ กรุงเทพฯ และในเมืองที่คล้าย ๆ กันต่างก็ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ ปมเงื่อนอันเก่าแก่และสลับซับซ้อนของภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมในพื้นที่ ๆ ห่างไกลจากตัวเมือง ประกอบกับกลุ่มต่าง ๆ เช่น ชาวจีนพลัดถิ่นและชนกลุ่มน้อยทาโวยัน (Tavoyan) แรงงานอพยพชาวอินเดียและทมิฬ (Tamil) ตลอดจน “เหล่าคนขาวที่ยากจน” จากยุโรป ผู้คนเหล่านี้ถูกบีบอัดเข้าไปในสถานที่ทำงาน ในชุมชน และในวัตรปฏิบัติทางวัฒนธรรมที่แทบไม่ได้คล้ายคลึงกับภาพจำอันเป็นที่นิยมซึ่งถูกวาดขึ้นมาใหม่โดยทฤษฎีที่พูดถึงตะวันออกผ่านมุมมองตะวันตก (Orientalist theories)

เมื่อธัมมะโลกะถูกนำตัวขึ้นมาพิจารณาคดีในกรุงย่างกุ้งช่วงสิบปีหลังจากเหตุการณ์รองเท้าข้างต้น เขาไม่เพียงแต่ได้รับการสนับสนุนจากชาวพุทธเชื้อสายพม่าเท่านั้น แต่ยังได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพ่อค้าชาวจีนและอินเดีย ผู้จัดงานในอนาคตของคนงานท่าเรือชาวมุสลิม และจากโรงภาพยนตร์ท้องถิ่นด้วย แม้ว่าในนามเขาจะเป็นชาวพม่าและชาวพุทธ แต่เราก็จะเห็นได้ว่า เขาทำงานร่วมกับผู้นำเผ่าชาวฉาน (Shan) และพ่อค้าพลัดถิ่นชาวสิงหล (Sinhalese) และเขายังพูดคุยสนทนาทั้งกับกลุ่มชาวทมิฬและชาวฮินดู รวมไปถึงผู้สนับสนุนชาวยุโรปและมุสลิมด้วย

เราจะเห็นความเชื่อมโยงกันในชีวิตประจำวันได้จากการเมืองของผู้ไร้เสียงซึ่งเชื่อมโยงถึงกันหมดและจากสิ่งที่ลีลา คานธี (Leela Gandhi) เรียกว่า “การเมืองแห่งมิตรภาพ” ข้ามพรมแดนในช่วงหลายทศวรรษก่อนที่อำนาจบาตรใหญ่ของกลุ่มศาสนาชาติพันธุ์สุดโต่งและแรงกระหายที่จะสร้างรัฐชาติจะเข้ามาครอบงำกลุ่มเคลื่อนไหว

ออกเดินทางไปในซีลอน 

ในปี ค.ศ. 1909 ธัมมะโลกะได้นำทัวร์ปราศรัยที่ประเทศซีลอน (Ceylon) (ปัจจุบันคือศรีลังกา) เพื่อมหาโพธิสมาคมของอนาคาริกธรรมปาละ (Anagarika Dharmapala’s Maha-Bodhi Society) ซึ่งเป็นความพยายามที่จะรวบรวมชาวพุทธในเอเชียจากญี่ปุ่นไปยังซีลอนบนพื้นฐานอัตลักษณ์แบบเอเชียผนึกเป็นปึกแผ่นตามจินตกรรม (an imagined pan-Asian identity) เราจะเห็นได้ชัดว่า ในการรณรงค์ครั้งนี้บรรดาเครือข่ายท้องถิ่นต่างใช้ธัมมะโลกะเป็นตัวยันในการท้าทายมิชชันนารีคริสเตียน เรามีข้อมูลการประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการจำนวนมากในการเดินทางครั้งนี้ เป็นการสนทนาปราศรัยมากถึง 48 ครั้งในสองเดือน การเดินทางไป ๆ มา ๆ ทั่วซีลอน การจัดการชุมนุมทั้งในเมืองและหมู่บ้าน บ่อยครั้งมีผู้เข้าร่วมเป็นพัน ๆ คน และยังมีบทสนทนาบางส่วนที่ถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของผู้จัดงาน นอกจากนี้เรายังมีบันทึกของการตอบโต้จากสำนักพิมพ์ของอาณานิคมและมิชชันนารี นั่นคือ การถูกนักเคลื่อนไหวที่มีความอนุรักษ์นิยมมากกว่าตีตัวออกห่าง และยังมีสมุดโน้ตของเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้รับสั่งให้มาจับตาดูเขาอีกด้วย

เรายังมีไดอารี่ของธรรมปาละ ซึ่งเนื้อหาคล้ายกับไดอารี่ของคนที่พยายามจะจัดทัวร์คอนเสิร์ตร็อคในทศวรรษ 1970 มีบันทึกเรื่องค่าใช้จ่ายและความกังวลของผู้จัดงานเมื่อนักปราศรัยตัวเต็งของเขาล้มป่วย มีบันทึกแสดงความยินดีเกี่ยวกับการตอบรับงานที่ดี ยอดขายหนังสือและยอดบริจาค ความอิจฉาริษยาในหมู่คณะทัวร์ ธัมมะโลกะตบะแตกและต้องใจเย็นลง และการแยกตัวออกไปอย่างกะทันหันของเขา เท่าที่ทราบเป็นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อยับยั้งไม่ให้ทัวร์จัดต่อไปได้

เรามีข้อมูลการโต้เถียงในสื่อเรื่องฝ่ายตรงข้ามเรียกร้องให้มีการส่งธัมมะโลกะกลับประเทศ ในขณะที่ผู้สนับสนุนของธัมมะโลกะข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามด้วยข้อหารายงานเท็จ/กล่าวเกินจริง (misreporting) เรามีข้อมูลการอภิปรายวิพากษ์วิจารณ์การเดินทางของธัมมะโลกะ รวมถึงหน่วยกลองแต๊กที่ส่งไปรบกวนงานประชุมกันไปมา เรามีข้อมูลตำรวจสายลับที่ถูกส่งไปบันทึกสิ่งที่ได้ยินและถูกท้าทายกลางโพเดียมต่อหน้าผู้คน ทั้งหมดนี้ดูคุ้น ๆ ชอบกลเมื่อมองจากมุมของการเคลื่อนไหวในปัจจุบัน

คัมภีร์ไบเบิล ขวดเหล้า และปืนแกตลิ่ง 

ในการสนทนาปราศรัยของเขา ธัมมะโลกะมักจะย้ำการวิเคราะห์ลัทธิล่าอาณานิคมของเขาเสมอว่าเป็นดั่ง “คัมภีร์ไบเบิล ขวดวิสกี้ และปืนแก๊ตลิ่ง” นั่นก็คือ คริสเตียนมิชชันนารี การล้างผลาญวัฒนธรรม และการยึดครองทางทหาร หากการงดดื่มของเมา (ตรงกันข้ามกับขวดเหล้า) ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง การต่อต้านของสาธารณชนต่อจักรวรรดิก็ย่อมเป็นการขบถอย่างแน่นอน การท้าทายมิชชันนารีคือการไต่ไปตามขอบเขตของสิ่งที่สามารถพูดและทำได้ เป็นตัวแทนของความขัดแย้งในวงกว้าง

นี่เป็นการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้าง “ไอริช” เลยทีเดียว ศาสนาในไอร์แลนด์เป็นพื้นที่ ๆ ท้าทายจักรวรรดิมานานแล้ว ตั้งแต่แดเนียล โอคอนเนลล์ (Daniel O’Connell) จัดการในสิ่งที่เทอร์รี อีเกิลตัน (Terry Eagleton) เรียกว่าการเคลื่อนไหวทางสังคมในแบบสมัยใหม่อย่างแท้จริงครั้งแรกเมื่อทศวรรษที่ 1820 ซึ่งเป็นการท้าทายระบบการเลือกปฏิบัติต่อชาวคาทอลิก เป็นระบบที่สนับสนุนนิกายแองกลิกัน (Anglican church) ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปกครองของอังกฤษ ทว่าก็เหมือนกับเจดีย์ชเวดากองเมื่อปี ค.ศ. 1901 จักรวรรดิไม่สามารถเหยียบย่ำศาสนาท้องถิ่นได้มากนักโดยไม่ถูกโต้กลับก่อน การปกป้องพุทธศาสนาจากคริสเตียนมิชชันนารีในพม่านั้นได้ผลพอ ๆ กับการปกป้องคาทอลิกจากโปรเตสแตนต์ในไอร์แลนด์ ศาสนาท้องถิ่นเป็นภาษาแห่งการต่อต้านที่มีพลัง

งานของธัมมะโลกะส่วนหนึ่งคือการเผยแผ่แนวคิดอิสรภาพทางความคิด (แนวคิดอเทวนิยม) ของวัฒนธรรมชนชั้นแรงงานสุดขั้ว ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์เดียวกันกับแรงงานอพยพในอเมริกาและกะลาสีเรือชาวอังกฤษ ผนวกรวมเข้ากับประวัติศาสตร์อันยาวนานของการท้าทายพระคัมภีร์บนพื้นฐานของความคงเส้นคงวา จริยธรรม และความเป็นเหตุเป็นผล เพื่อเปิดโปงมิชชันนารีที่อ้างว่าจะนำทุกคนไปสู่ความหลุดพ้น ธัมมะโลกะได้เล่าเรื่องราวของชาวเมารี (Maori) ที่ได้รับคำแนะนำให้แหงนหน้ามองท้องฟ้าและอธิษฐาน และชาวเมารีตอบกลับมาว่า “เมื่อเรามองขึ้นไปและอธิษฐาน คุณก็ขโมยผืนดินใต้เท้าเราไป”

ดังที่จะเห็นได้ในงานเขียน Many-Headed Hydra ของไลน์บาก (Linebaugh) และเรดิเกอร์ (Rediker) นี่คือโลกของการต่อสู้และการโต้แย้งที่เชื่อมโยงถึงกันแบบข้ามชาติ เมื่อธัมมะโลกะถูกตัดสินโทษในข้อหายุยงปลุกปั่น เขาเขียนจดหมายไปถึงสำนักพิมพ์ Truth-Seeker ในนิวยอร์ค โดยแนบกระดาษข่าวที่ตัดมาจากหนังสือพิมพ์สภาแห่งชาติอินเดียซึ่งตีพิมพ์ในพม่า เราพบกระดาษเหล่านั้นในหนังสือพิมพ์อเทวนิยมมินนิอาโปลิส ซึ่งแปลเป็นภาษาสวีเดน เขาเขียนเอาไว้ว่า:

“ถ้ามิชชันนารีมีอำนาจขึ้นมา พวกเขาก็คงจะทำกับข้าพเจ้าเหมือนที่รัฐบาลสเปนทำกับฟรานเชส เฟอร์เรอร์ ผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่ถูกปลิดชีพเพราะอุดมการณ์ของตนเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1909” 

เฟอร์เรอร์ (Francesc Ferrer) นักการศึกษาอนาธิปัตย์ถูกประหารชีวิตหลังเหตุการณ์ลุกฮือในบาร์เซโลนา นักเคลื่อนไหวชาวอเมริกันจะรำลึกถึงเขาโดยการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวอนาธิปไตยและสำนักคิดแห่งเสรีภาพทางความคิด ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันข้ามรัฐข้ามชาติ ในเครือข่ายอเทวนิยมอนาธิปไตยที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร ตลอดจนเครือข่ายพุทธต่อต้านอาณานิคมหลากภาษาของธัมมะโลกะ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งสำคัญยิ่งของโลกใบนี้

บทเรียนสำหรับวันนี้

เครือข่ายของผู้ไร้เสียงและการต่อสู้อันหลากหลายที่เชื่อมเข้าหากันเหล่านี้ช่วยพลิกโฉมโลกจักรวรรดิจากหน้ามือเป็นหลังมือ ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เอเชียและแอฟริกาอยู่ภายใต้จักรวรรดิยุโรปเกือบทั้งหมด ไม่กี่ทศวรรษถัดมาก็ปลดแอกเป็นรัฐชาติได้เกือบทั้งหมด เนื่องจากประชากรโลกร้อยละ 60 อาศัยอยู่ในทวีปเอเชีย นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงสังคมจากล่างขึ้นบนครั้งใหญ่ที่สุดรอบร้อยปีที่ผ่านมา และควรค่าแก่การเรียนรู้ถ้าเราอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในระดับนี้อย่างจริงจัง หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่า เช่น การก้าวข้ามระบบทุนนิยม

ทว่าในสมัยของธัมมะโลกะ ก่อนที่ไอร์แลนด์จะได้รับเอกราชและก่อนที่จักรวรรดิเยอรมัน ออสเตรีย-ฮังการี รัสเซีย และออตโตมัน จะล่มสลายลง ตอนนั้นมันก็ยังไม่ชัดเจนเหมือนกันว่า อนาคตหลังยุคจักรวรรดิจะมาในรูปของรัฐชาติที่เติบใหญ่ขึ้นมา นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่พุทธศาสนา ซึ่งขยายไปสุดขอบสองด้านของเอเชียจากญี่ปุ่นไปยังซีลอน ในช่วงหนึ่งดูเหมือนเป็นเส้นทางสายหนึ่งที่จะนำไปสู่ความเป็นสมัยใหม่ที่ไม่ใช่ในแบบของตะวันตก (a non-western path to modernity)

ในตอนนั้นก็เช่นเดียวกันกับตอนนี้ การจินตนาการถึงอนาคตใหม่ ๆ ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นเป็นเรื่องยาก เราเห็นไม่ตรงกันว่าจะเดินไปในทิศทางไหน และมันก็มากเกินกว่าที่เราจะรู้ได้หมด ดังนั้น “อนาคตที่ถูกหลงลืม” ของการระดมมวลชนเหล่านี้จึงมีส่วนช่วยในการรับมือกับความท้าทายที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่ นั่นก็คือ การหาทางออกจากวิกฤตโคโรนาไวรัส การโค่นล้มลัทธิเสรีนิยมใหม่ การต่อสู้กับเผด็จการอำนาจนิยมที่กำลังผงาดขึ้นมา และการสร้างอนาคตเพื่อความอยู่รอด

ในยุคสมัยของพวกเขา นักเคลื่อนไหวอย่างธัมมะโลกะมีอิทธิพลในฐานะผู้จัดงานและสัญลักษณ์ของการต่อต้าน แต่จักรวรรดิเป็นเส้นขอบฟ้าที่ยากจะก้าวผ่านได้ ยุคสมัยถัดมา ขบวนการชาตินิยมทั่วโลกได้รับชัยชนะในท้ายที่สุด และตอนนี้เรากำลังเผชิญหน้ากับปัญหามากมายที่พวกเขาทิ้งเอาไว้ ตั้งแต่พม่าและศรีลังกา ไปจนถึงไอร์แลนด์และแอฟริกาใต้

หากพิจารณาย้อนหลังแล้วเห็นได้อย่างชัดเจนว่า แนวคิดรัฐเผด็จการอำนาจนิยมและลัทธิศาสนาชาติพันธุ์สุดโต่งก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง เราเองก็สามารถเรียนรู้บางอย่างได้จากทางเลือกอื่น ๆ ที่ดีกว่า ซึ่งเป็นทางเลือกที่กลุ่มเหล่านี้ผลักไสไปอยู่ชายขอบ เราไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วความพยายามของเราจะสร้างความแตกต่าง แบบไหน ขึ้นมาภายในการเคลื่อนไหวของเราหรือต่อฝ่ายตรงข้ามของเราในวงกว้าง แต่เราก็มั่นใจขึ้นได้ ว่า มันจะสร้างความแตกต่างอย่างแน่นอน

สุดท้ายแล้ว จักรวรรดิก็พ่ายแพ้อย่างราบคาบจนไม่อาจเล่าเรื่องราวของความพ่ายแพ้นั้นได้โดยไม่กล่าวถึงรายละเอียดอันสลับซับซ้อนของโลกที่ราบเป็นหน้ากลองเสียก่อน และปฏิบัติการอันสร้างสรรค์ของการต่อสู้ต่อต้านอาณานิคมในระดับรากหญ้า ซึ่งประกอบไปด้วยชาติพันธุ์อันหลากหลาย ในตลอดศตวรรษที่ผ่านมานี่เองที่สามารถเอาชนะจักรวรรดิได้ในท้ายที่สุด

หากความสิ้นหวังในโลกปัจจุบันบอกกับเราว่า การจินตนาการถึงจุดจบของโลกยังง่ายกว่าการจินตนาการถึงจุดจบของระบบทุนนิยม ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1900 ตอนนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เหมือนกันที่จะจินตนาการถึงโลกหลังการล่มสลายของจักรวรรดิ และกระนั้นเองมันก็เกิดขึ้นจนได้

 

 

บทนำ สู่เฟมินิสต์ที่มีสำนึกชนชั้น

บทนำ สู่เฟมินิสต์ที่มีสำนึกชนชั้น

แปล กุลณัฐ จิระวงศ์อร่าม

บรรณาธิการ สหายเวลา

การอ่านเรื่องแรงงานแบบมาร์กซิสต์นั้นทำให้เราเห็นว่า แรงงานทุกคนต่างถูกกดขี่จากชนชั้นกลาง-กระฎุมพี อย่างไรก็ตาม แรงงานและงานมีหลายรูปแบบ ทั้งแบบที่ได้ค่าตอบแทนและแบบที่ไม่ได้ค่าตอบแทน อย่างคนทำความสะอาดในออฟฟิศได้รับเงินเดือนปกติ แต่ผู้หญิงที่ทำความสะอาดบ้านกลับไม่ได้ แม้จะทำงานเหมือนกัน ฉะนั้นแล้ว หากจะดูว่าแรงงานในบ้านถูกเอาเปรียบอย่างไร เราต้องลองใช้แนวคิดวิพากษ์แบบมาร์กซ และนี่คือ เฟมินิสต์ที่มีสำนึกทางชนชั้น

งานที่ถูกทำให้เป็นของผู้หญิงและแรงงานผลิตซ้ำ

งานพวกนี้เป็นงานที่ส่งเสริมการผลิตซ้ำสภาพตามทุนนิยม บางครั้งได้ค่าแรง แต่บ่อยครั้งมักไม่ได้ เวลาเราพูดถึงงานผลิตซ้ำ เราหมายถึงกิจกรรมที่สานต่อชีวิต อย่างงานเลี้ยงเด็ก งานทำความสะอาด งานหาเลี้ยงครอบครัว และอื่นๆ งานแบบนี้ถูกทำให้เป็นงานของผู้หญิง เรียกกันง่ายๆ ว่า การแบ่งแยกงานตามเพศ งานผลิตซ้ำนั้นมักจะตกเป็นหน้าที่ของผู้หญิงก่อน และมักจะไม่ได้รับค่าตอบแทน ในขณะที่ “งานผู้ชาย” มักจะได้ค่าจ้าง — ปกติแล้วเมื่อเทียบกัน “งานผู้ชาย” ถูกมองว่าเป็นงานหนักกว่า งานผู้หญิง เป็นงาน “นุ่มนวล” เมื่อเทียบกัน เพราะฉะนั้นก็เลยสมเหตุสมผลที่งานผู้ชายจะได้ค่าแรง (ซึ่งปกติก็สูงกว่า) แรงงานผลิตซ้ำแบบที่ได้และไม่ได้ค่าแรงนั้นเราเรียกว่า งานผลิตซ้ำแบบทางการและไม่เป็นทางการ

งานผลิตซ้ำแบบทางการและไม่เป็นทางการ

งานทางการ – ได้ค่าตอบแทน เช่น พยาบาล พนักงานทำความสะอาด งานบริการทางเพศ งานเลี้ยงเด็ก “แม่บ้าน” (แค่ชื่อก็กำหนดให้เป็นหญิงแล้ว)

งานไม่ทางการ – ไม่ได้ค่าตอบแทน งานเหมือนด้านบนแต่ไม่มีค่าจ้าง เช่น “แม่บ้าน” (ผู้แปล: ต้นทางใช้คำว่า housewife ในบริบทนี้แปลว่าภรรยาที่ดูแลบ้าน ซึ่งภาษาไทยใช้คำว่าแม่บ้านไม่ต่างจากพนักงานทำความสะอาดหญิง)

หลายต่อหลายครั้ง ผู้หญิงถูกคาดหวังให้ทำตามบทบาททางการและไม่ทางการในเวลาเดียวกัน เวลาแม่บ้านได้รับค่าจ้างให้ทำความสะอาดและดูแลลูกของคนอื่น พวกเธอก็ต้องกลับมาบ้านเพื่อทำความสะอาดบ้านของตัวเองและดูแลลูกของตัวเองอีก โดยไม่ได้ค่าตอบแทน สิ่งนี้เรียกกันว่า ภาระซ้ำซ้อน หรือ การทำงานสองกะ

การที่มวลชนหญิงเข้าสู่ตลาดแรงงานนั้นเป็นพัฒนาการของทุนนิยมเมื่อไม่นานมานี้เอง พอผู้หญิงเริ่มเข้าสู่ตลาด พวกเธอไม่ได้ถูกมองว่าเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัวเป็นคนแรก เลยกลายเป็นว่าการจ่ายค่าแรงพวกเธอน้อยกว่าผู้ชายเป็นเรื่องสมเหตุสมผล ในปัจจุบันก็ยังมีความเหลื่อมล้ำทางเพศเรื่องรายได้เช่นนี้อยู่

เรื่องนี้ลามไปถึงการแบ่งงานตามเพศในระดับโลก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้เราเข้าใจว่า ทุนนิยมพึ่งพิงปิตาธิปไตยเชิงโครงสร้างอย่างไร เมื่อลองดูห่วงโซอุปทานสินค้าระดับโลกจะเห็นว่า อุตสาหกรรมที่มีการกดขี่สูงมากนั้นเจาะจงไปที่แรงงานผู้หญิง เห็นได้ชัดๆ จากโรงงานในซีกโลกใต้ (ผู้แปล: Global South เป็นคำที่ไม่ได้อ้างอิงตามหลักภูมิศาสตร์ เป็นคำที่ไว้เหมารวมๆ ประเทศใดก็ตามที่ไม่ใช่ตะวันตกตามขนบ) มักจ้างผู้หญิงเป็นคนในสายพานการประกอบสินค้า โดยเฉพาะในโรงงานเสื้อผ้า นั่นเป็นเพราะนายทุนตามหาค่าแรงที่ต่ำสุดที่เป็นไปได้ในโลกใบนี้ พวกเขาเลยเจาะจงผู้หญิง หรือแม้กระทั่งเด็ก ในซีกโลกใต้

ผู้หญิงและชนชั้น

เฟมินิสต์หลายคน รวมถึงลิเบอรัลเฟมินิสต์ มองเห็นพลวัตแรงงานผลิตซ้ำทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ การวิพากษ์แบบชนชั้นนี้ยังขยายความไปถึงบทบาทของกระฎุมพีหญิง ตอนที่พวกเธอจ้างผู้หญิงอีกคนให้ทำงานผลิตซ้ำให้พวกเธอโดยจ่ายค่าแรง

มันทำให้ผู้หญิงบางคนโอนอ่อนไปกับเศรษฐกิจทุนนิยม หลายครั้งพวกเธอโดนเอาเปรียบและเป็นผู้ขายแรงงาน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นชนชั้นกระฎุมพีในมุมเล็กๆ อีกหนึ่งคน เพราะตอนนี้พวกเธอคือผู้คุมแรงงานหญิงอีกคนเช่นกัน

ตัวอย่างชัดเจนของการเอาเปรียบรูปแบบนี้คือการอุ้มบุญ ร่างกายผู้หญิงถูกเปลี่ยนเป็นสินค้าในรูปแบบ โรงงาน ผลิตเด็กให้ เจ้าของโรงงาน ถึงแม้ว่าผู้หญิงจะมีประสบการณ์โดนกดขี่เหมือนกันในหลายๆ ชนชั้น แต่อย่าลืมด้วยว่าการเน้นย้ำเรื่องชนชั้นกับเฟมินิสต์ก็เป็นเรื่องสำคัญเวลาพูดถึงเรื่องงานผลิตซ้ำ

ปิตาธิปไตยและทุนนิยม

เมื่อวิเคราะห์ผ่านมุมมองชนชั้น เราจะเห็นว่าวิธีที่ทุนนิยมสร้างความร่ำรวยนั้นตั้งอยู่บนแรงงานผลิตซ้ำแบบไม่เป็นทางการที่ถูกทำให้เป็นเรื่องของผู้หญิง — ให้สร้าง ให้หุงหาอาหาร ให้ดูแล ให้ผลิตแรงงานเพิ่ม ทุนนิยมอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เลยพึ่งพิงปิตาธิปไตยดังหนึ่งเสาหลักอันมีแรงงานหญิงคอยค้ำรักษามันเอาไว้

องค์กรด้านสังคมหลายองค์กรได้ใช้ความสัมพันธ์ระหว่างปิตาธิปไตยและทุนนิยมให้เป็นประโยชน์ เช่น ศาสนา ศาล ระบบการศึกษา และอื่นๆ ซึ่งทั้งหมดก็ช่วยเสริมวัฒนธรรมปิตาธิปไตยระดับโลกที่ซึมลึกไปทุกอณู

บทวิพากษ์ลิเบอรัลเฟมินิสต์

ลิเบอรัลเฟมินิสต์ต่างจากเฟมินิสต์ที่มีสำนึกชนชั้นตรงที่ให้ความสำคัญกับการกดขี่ผู้หญิงแบบปัจเจกมากกว่าจะมองสภาพโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมที่ทำให้ผู้หญิงต้องอยู่กับการถูกเอาเปรียบ ถ้าให้ลิเบอรัลเฟมินิสต์ทำเรื่องแรงงานก็คงเล่นเรื่องผู้หญิงในที่ทำงานในระดับปัจเจก เช่น สนับสนุนให้ผู้หญิงเป็น CEO ของบริษัท และเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจแบบเป็นทางการ ในขณะที่เฟมินิสต์ที่มีสำนึกชนชั้นจะส่งเสริมให้กำจัด CEO และการควบคุมแรงงานของบริษัท กำจัดสภาพการทำงานที่ถูกทำให้เป็นของผู้หญิงและโครงสร้างปิตาธิปไตยภายใน

และเมื่อมองแรงงานผลิตซ้ำแบบไม่เป็นทางการ ลิเบอรัลเฟมินิสต์ก็จะแกล้งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ และเถียงว่าผู้หญิงที่สามารถจ้างคนอื่นให้ทำงานผลิตซ้ำของตัวเองได้ เช่น เลี้ยงเด็ก ก็ตอบแทนเพียงพอแล้วด้วยค่าแรง การมองแบบนี้ละเลย ภาระซ้ำซ้อน ของงานที่ถูกทำให้เป็นของผู้หญิงไปซะโต้งๆ

เฟมินิสต์แบบคำนึงถึงชนชั้นเห็นว่าการปลดปล่อยผู้หญิงและแรงงานนั้นแยกกันไม่ออก เห็นว่าถึงแม้ผู้หญิงจะถูกกดทับด้วยโครงสร้างปิตาธิปไตย ผู้หญิงบางคนก็ยังสามารถได้ประโยชน์จากงานที่ถูกทำให้เป็นของผู้หญิง เพราะฉะนั้น เฟมินิสต์รูปแบบนี้เรียกร้องให้กำจัดโครงสร้างทุนนิยมปิตาธิปไตย เพื่อที่จะได้ปลดปล่อยผู้หญิงอย่างแท้จริงจากงานที่ถูกทำให้เป็นของผู้หญิง งานทุกงานที่กดขี่ และโครงสร้างสังคมปิตาธิปไตย


อ่านเพิ่มเติม

แคมเปญค่าแรงงานบ้านเป็นแคมเปญที่ตั้งคำถามอย่างถึงรากถึงโคนเกี่ยวกับความเข้าใจที่เรามีเรื่องการงาน นิยามใหม่ว่าแรงงานคืออะไร และสิ่งไหนที่ไม่ใช่ เน้นให้เห็นงานที่ถูกทำให้เป็นของผู้หญิงซึ่งมักโดนเอาเปรียบโดยไม่ให้ค่าแรง แคมเปญนี้ไม่ได้เรียกร้องให้จ่ายค่าตอบแทนแรงงานเหล่านั้น แต่เรียกร้องให้เห็นงานรูปแบบต่างๆ ที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องทำ–ที่บ้าน

 

เศรษฐศาสตร์มาร์กซิสต์เบื้องต้น

เศรษฐศาสตร์มาร์กซิสต์เบื้องต้น

มาร์กซิสม์ไม่ได้เป็นแค่การเรียกร้องให้มีการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ แต่มันเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ด้วย มันถูกเขียนไว้ใน Das Kapital เมื่อปี 1867 บทความชิ้นนี้จะอธิบายให้เห็นถึงการวิเคราะห์ดังกล่าวแบบคร่าว ๆ ซึ่งมีที่มาจากไตรภาค Das Kapital ทั้ง 3 เล่ม การวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์ของมาร์กซ์มองลงไปไกลกว่าความเข้าใจผิด ๆ ในสิ่งที่หลายคนมองว่าเป็นโครงสร้างทางเศรษฐกิจ “ทั่วไป” (“common sense”) อันเป็นสิ่งที่เราพึ่งพาอาศัยมันอยู่ทุกวัน หรือก็คือสิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็น “เศรษฐกิจตามปกติ” (a natural state of economic affairs) ที่ซึ่งเราทุกคนต่างซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าในตลาดอย่างยุติธรรม เมื่อเราวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์ผ่านมุมมองมาร์กซิสต์เราก็จะเห็นได้ว่า กฎเกณฑ์ทางเศรษฐกิจอันเป็นพื้นฐานของระบบที่เราอาศัยอยู่นั้นเป็นโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมแบบขูดรีด นี่คือจุดเริ่มต้นของเศรษฐศาสตร์มาร์กซิสต์ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสองชนชั้น นั่นก็คือ ชนชั้นกรรมาชีพ (the proletariat) และชนชั้นกระฎุมพี (the bourgeoisie)

ชนชั้นกระฎุมพี – เจ้าของปัจจัยการผลิต (ธุรกิจ, โรงงาน, ฯลฯ)

ชนชั้นกรรมาชีพ – คนงาน ซึ่งไม่ได้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต

ในบริบทของไทย เราต้องพูดถึง กระฎุมพีน้อย (Petite Bourgeoisie) – หรือเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กด้วย ซึ่งอาจเป็นผู้ขายในตลาด เจ้าของร้านค้าขนาดเล็ก คนหาปลา เกษตรกรรายย่อย ฯลฯ ความแตกต่างระหว่างชนชั้นกระฎุมพีน้อยกับกระฎุมพีปกติ ในหลาย ๆ ครั้งก็จำแนกได้ยากและถูกตีความไปได้หลายอย่าง แต่ในประเทศไทย พ่อค้าแม่ค้าริมถนนซึ่งในทางเทคนิคเป็นชนชั้นกระฎุมพีน้อย มีผลประโยชน์ทางชนชั้นอยู่ในระนาบเดียวกับชนชั้นกรรมาชีพอย่างเห็นได้ชัด

ทฤษฎีมูลค่าแรงงาน (Labour Theory of Value)

มูลค่าคือราคาของสิ่งที่ขายกันในตลาด ทฤษฎีมูลค่าแรงงานเป็นแนวคิดที่มักจะถือกันว่ามาจากมาร์กซ์ แม้ว่าเขาจะไม่ได้คิดขึ้นมาเองก็ตาม ที่จริงแล้วนักเศรษฐศาสตร์คลาสสิกส่วนมาก อย่างเช่นอดัม สมิธ เองก็พูดถึงเรื่องนี้

ทฤษฎีมูลค่าแรงงานระบุว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจ ราคาของบางสิ่งบางอย่าง เช่น สินค้าหรือบริการ นั้นถูกกำหนดโดยปริมาณของแรงงานทั้งหมดที่จำเป็นในการผลิตสิ่งนั้น มูลค่าของสิ่ง ๆ หนึ่งไม่ได้ถูกกำหนดโดยความสำคัญหรือประโยชน์ใช้สอยของสิ่ง ๆ นั้นต่อมนุษย์ ซึ่งถ้าหากมันถูกกำหนดมาเช่นนั้น น้ำกับข้าวก็ย่อมมีมูลค่ามากกว่าทองคำ

เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมสิ่งต่าง ๆ ถึงมีราคาแบบที่มันมี มาร์กซ์แบ่งมูลค่าออกเป็นสองอย่างคือ

  • มูลค่าใช้สอย (use value) – มูลค่าใช้สอยของสินค้าคือการที่คุณใช้สิ่งนั้นทำอะไรบางอย่าง
  • มูลค่าแลกเปลี่ยน (exchange value) – สัดส่วนมูลค่าที่สินค้าชิ้นหนึ่งสามารถแลกเป็นสินค้าชิ้นอื่น ๆ ได้

ยกตัวอย่างเช่น เก้าอี้ :

มูลค่าใช้สอยของเก้าอี้คือ มันเอาไว้นั่งได้

มูลค่าแลกเปลี่ยนของเก้าอี้คือ: ระยะเวลาที่แรงงานใช้ในการผลิตเก้าอี้ รวมไปถึงปัจจัยการผลิตทั้งหมด เช่น ไม้และสลักเกลียว กระบวนการใช้แรงงานมนุษย์ในการประกอบเก้าอี้ การออกแบบเก้าอี้ การขนส่งชิ้นส่วนทั้งหมดของเก้าอี้ ค่าแรงพนักงานร้านขายเก้าอี้ และอื่น ๆ 

เพื่อชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างมูลค่าของวัตถุดิบกับมูลค่าของแรงงานที่จำเป็นในการผลิตเก้าอี้ มาร์กซ์ใช้คำว่า ทุนคงที่ (Constant Capital) และ ทุนแปรผัน (Variable Capital)

ทุนคงที่ – สินทรัพย์ถาวร ตัวอย่างเช่น โรงงานที่เป็นตัวอาคารจริง ๆ เครื่องจักร ที่ดินและอาคาร วัตถุดิบ ฯลฯ

ทุนแปรผัน – ต้นทุนแรงงาน เช่น เงินเดือนของคนงานในโรงงาน

ถ้าบอกว่า การผลิตรถยนต์ใช้เวลานานกว่าการผลิตเก้าอี้พันเท่า รถจึงมีค่ามากกว่าเก้าอี้ประมาณพันเท่าก็คงไม่ใช่ เพราะราคาจริงต้องซับซ้อนกว่านั้นแน่นอน แต่จุดสำคัญก็คือ มูลค่าไม่ใช่สิ่งที่ฝังอยู่ในตัวสินค้าอยู่แล้วแต่อย่างใด ตัวอย่างเช่น เพชรไม่เพียงแต่ส่องประกายแสงแวววาวและสวยงาม และมันไม่ได้มีมูลค่าโดยธรรมชาติ แต่ มูลค่าของมัน ถูกกำหนดโดยสังคม ผ่านตลาด

มาร์กซ์สรุปรวบยอดระบบทุนนิยมเป็นหลักการพื้นฐานดังนี้ นายทุนเริ่มจาก M ก็คือเงินที่จะเอามาลงทุนในการผลิต C ก็คือสินค้า จากนั้นก็ขายสินค้าเหล่านั้นเป็น M’ อีกทีโดยมี เพิ่มเข้ามา ซึ่งเป็นเงินที่มากขึ้น (ส่วนเกิน) และทุนนิยมก็คือ ซึ่งหมายถึงการหามูลค่าเพิ่มเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินมากขึ้นเรื่อย ๆ

เงิน (Money) – สินค้า (Commodities) – เงิน’ (Money’)

แล้วเงิน M’ ที่ว่านี้มาจากไหน? มาร์กซ์บอกว่าสิ่งดังกล่าวเป็นห่านมหัศจรรย์ของระบบทุนนิยม เป็นห่านมหัศจรรย์ที่ออกไข่ทองคำ เป็นโชคดีของเจ้านายและเป็นโชคร้ายของเรา ห่านทองคำที่ว่านี้ก็คือพวกเราที่เป็นคนงานนี่เอง แรงงานคือสินค้าพิเศษ เป็นความสามารถของเราในการทำงาน

ถ้าคุณทำงาน คุณก็จะได้เงิน ดังนั้นแรงงานของคุณจึงเป็นสินค้าเหมือนกันกับเก้าอี้

ดังนั้น เพื่อให้เข้าใจว่าแรงงานของเรากลายมาเป็นสินค้าได้อย่างไร เราต้องแยกระหว่าง มูลค่าแลกเปลี่ยน และ มูลค่าใช้สอย ดังนี้:

มูลค่าแลกเปลี่ยน ของแรงงานเราก็คือค่าแรงที่เราได้รับ

มูลค่าใช้สอย ของแรงงานเราก็คือความสามารถในการผลิตส่วนเกิน ซึ่งมีการขูดรีดอยู่ในกระบวนการดังกล่าว คนงานผลิตมากกว่าค่าแรงที่เขาได้รับ นั่นคือ พวกเขาสร้างมูลค่าใหม่ขึ้นมา กล่าวคือ มูลค่าใช้สอย ของแรงงานเราสามารถสร้างเงินได้มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเงินที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นจะถูกนำเอาไปลงทุนผลิตสินค้าจำนวนที่มากยิ่งขึ้นโดยนายทุน

ดังนั้นเมื่อนายทุนจ่ายเงินให้เรา พวกเขาจ่ายให้กับมูลค่าใช้สอยของเรา แต่พวกเขาจะรักษามูลค่าแลกเปลี่ยนของเราเอาไว้ ซึ่งมากกว่ามูลค่าใช้สอยของเรา หมายความว่า เราทำเงินให้กับเจ้านายของเราโดยที่เราไม่ได้รับเงินนั้นด้วย

สมมติว่าคุณทำงานที่ Starbucks และบริษัทจ่ายเงินให้คุณ 400 บาทต่อการทำงานแปดชั่วโมง แต่คุณสามารถทำกาแฟสุดปังมูลค่า 400 บาทได้ภายในหนึ่งชั่วโมง หลังคุณทำงานไปหนึ่งชั่วโมง คุณไม่สามารถพูดได้ว่า “ฉันคืนเงินที่คุณจ่ายให้ฉันไปแล้ว ทีนี้ฉันจะกลับบ้านแล้วนะ” คุณต้องอยู่ทำงานต่ออีกเจ็ดชั่วโมง และในระหว่างนั้น ซึ่งก็คือช่วงเวลาที่ถูกขโมยไป คุณผลิตแบบฟรี ๆ และคุณกำลังผลิตมูลค่าส่วนเกิน นั่นคือแก่นแกนหลักที่ซึ่งนายทุนได้ผลกำไรไป เมื่อมันเป็นเช่นนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะจ่ายค่าแรงให้กับคนงานอย่างยุติธรรมภายใต้ระบบทุนนิยม เนื่องจากแรงงานส่วนเกินนี่เองที่ทำให้ระบบทุนนิยมเดินหน้าต่อไปได้

สภาวะขาดแคลนและสภาวะหลังความขาดแคลน 

มูลค่าที่อิงตามตลาดในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมถูกควบคุมด้วยความขาดแคลนเช่นกัน หรือก็คือ เมื่อบางอย่างไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้คน นี่คือสิ่งที่ทำให้เพชรมีมูลค่าสูงและทรายมูลค่าต่ำ ในขณะที่ความขาดแคลนมีอยู่จริง ผลกระทบของความขาดแคลนต่อมูลค่าสินค้าในตลาดกลับเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยความสัมพันธ์ทางสังคม

 หมายความว่า ยิ่งขาดแคลนมากไม่ได้แปลว่ามูลค่าจะมากตามเสมอไป ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือตุ๊กตา Beanie Babies เมื่อ 30 ปีที่แล้ว Beanie Babies เป็นของเล่นที่ได้

รับความนิยมอย่างล้นหลาม และบริษัทได้วางขายตุ๊กตา Beanie Babies รุ่นหายาก หลายแบบ ซึ่งมูลค่าพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในท้องตลาด หลายคน “ลงทุน” โดยการซื้อ

ตุ๊กตา Beanie Babies รุ่นหายากเหล่านี้โดยคาดเดากันว่า มูลค่าของมันจะเพิ่มขึ้นขึ้นเรื่อย ๆ  อย่างไรก็ตาม ไม่กี่ปีถัดมา ความนิยมในตุ๊กตา Beanie Babies ลดฮวบลงอย่างมาก และมูลค่าของตุ๊กตา Beanie Babies รุ่นหายากนั้นก็ลดลงกว่าแต่ก่อน ตรงนี้เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า มูลค่าที่เกิดจากความขาดแคลนนี้ถูกสร้างขึ้นบนความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างผู้คนกับสินค้า ปรากฏการณ์ดังกล่าวมักจะเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นด้วย ซึ่งควบคุมห่วงโซ่อุปทานทุน (supply chain of capital) ของเราทั้งหมด

แรงงานผลิตซ้ำ (Reproductive labour)

เพื่อขยับขยายแนวคิดนี้ให้ครอบคลุมไปถึงรูปแบบแรงงานที่ไม่ได้ผลิตสินค้าโดยตรง เราใช้คำว่าแรงงานผลิตซ้ำ (Reproductive Labour) นี่คือประเภทของงานที่เอื้อให้เกิดการผลิตซ้ำเงื่อนไขของระบบทุนนิยม เป็นงานที่บางครั้งก็ได้ค่าตอบแทน แต่บ่อยครั้งไม่ได้ค่าตอบแทน นี่หมายถึงกรณีอย่างผู้ดูแลในโรงพยาบาล เช่น แพทย์หรือพยาบาล ที่ดูแลทั้งกรรมาชีพและกระฎุมพี ซึ่งมีส่วนในการผลิตซ้ำเงื่อนไขที่ทำให้ระบบทุนนิยมดำเนินต่อไปได้ ถ้านับคนงานที่ได้รับค่าจ้างด้วยก็จะรวมไปถึงพนักงานทำความสะอาดโรงพยาบาลหรือพนักงานต้อนรับ ฯลฯ ในขณะเดียวกัน แรงงานผลิตซ้ำจำนวนมากก็ไม่ได้รับค่าจ้าง เช่น การดูแลเด็กที่บ้าน การทำอาหาร การทำความสะอาด และการอบรมเลี้ยงดู ซึ่งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเป็นงานที่ผู้หญิงทำ พวกเธอ ไม่ได้ผลิตสินค้า แต่ พวกเขามีส่วนสร้างเงื่อนไขในการผลิตสินค้า นั่นก็คือการดูแลฟูมฟักคนงานรุ่นต่อไปในอนาคต

นอกจากนี้ยังมีแรงงานอีกหลายรูปแบบที่ไม่ได้ผลิตสินค้า แต่อำนวยความสะดวกให้ระบบทุนนิยมทำงานได้อย่างราบรื่น ลองมาดูกรณีตัวอย่าง เช่น บทบาทของพนักงานต้อนรับในหน่วยงานของรัฐที่ทำเรื่องใบขับขี่ พนักงานต้อนรับไม่ได้ ผลิต อะไรเลย และหน่วยงานนั้นก็ไม่ได้ผลิตอะไรด้วย (นอกจากบัตรพลาสติกใบเล็ก ๆ ) สิ่งที่สถาบันเช่นนี้และคนงานในสถาบันทำก็คือการตรวจสอบให้แน่ใจว่าคนสามารถขับขี่รถยนต์ได้อย่างปลอดภัย ซึ่งสิ่งนี้จำเป็นต่อการดำรงอยู่ของระบบทุนนิยม ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งสินค้า การขนส่งแรงงานไปขายแรง การทำให้คนงานสามารถไปเที่ยวพักผ่อนเอาแรงและกลับมาขายแรงงานใหม่ได้ 

กำไรบางส่วนที่คนงานเหล่านี้ผลิตขึ้นมาถูกรัฐบาลเก็บเอาไปในรูปของภาษี จากนั้นก็จะถูกจ่ายให้กับพนักงานต้อนรับเป็นค่าแรงของพวกเขา บทบาทของพนักงานต้อนรับในหน่วยงานคือการช่วยให้หน่วยงานทำงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ในขณะที่หน้าที่ของหน่วยงานดังกล่าวคือการช่วยให้ระบบทุนนิยมทำงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

ความขัดแย้งทางชนชั้น/ผลประโยชน์ทางชนชั้น (class struggle/class interest)

เมื่อมองจากกรอบคิดนี้ เราจะเห็นได้ว่า มีชนชั้นอยู่สองชนชั้นและพวกเขาอยู่ในสภาวะขัดแย้งกันตลอดเวลา นั่นก็คือ ชนชั้นกรรมาชีพและชนชั้นกระฎุมพี นี่คือสิ่งที่มาร์กซ์เรียกว่าผลประโยชน์ทางชนชั้น นี่หมายความว่า มันเป็นผลประโยชน์ของชนชั้นกระฎุมพีที่จะถือครองปัจจัยการผลิตและขูดรีดส่วนเกินจากชนชั้นกรรมาชีพ ในขณะที่มันเป็นผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมาชีพที่จะ ยึดครองปัจจัยการผลิต และโค่นล้มชนชั้นกระฎุมพี ไม่มีเจ้านายที่ดี ไม่มีนายทุนที่ดี งานภายใต้ระบบทุนนิยมทั้งหมดล้วนแล้วแต่ขูดรีด ไม่ว่าจะในสวีเดนหรือกัมพูชา

เศรษฐศาสตร์การเมือง

เศรษฐศาสตร์การเมืองเป็นการศึกษาเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ของมันต่อกฎหมาย สถาบันต่าง ๆ รวมไปถึงรัฐบาล กล่าวคือ ศึกษาว่าโครงสร้างเศรษฐกิจมีผลกระทบต่อทุก ๆ สิ่งอื่นที่ปกครองเราอย่างไรบ้าง เมื่อมองจากมุมมองมาร์กซิสต์ มีความขัดแย้งอย่างต่อเนื่องระหว่างชนชั้นกระฎุมพีและชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งกำหนดรูปโครงสร้างสังคมของเราทั้งหมด ไม่ใช่แค่สถานที่ทำงาน แต่รวมไปถึงรัฐบาลของแต่ละประเทศและสถาบันทางสังคมของเรา เช่น ศาสนา และรวมไปถึงกระทั่งความสัมพันธ์ปัจเจกในระดับจุลภาค ดังนั้น การมองเศรษฐกิจเช่นนี้สามารถใช้ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของการขูดรีดในระดับโลกได้ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับโซมาเลีย หรือระดับภายในประเทศ เช่น ระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับทักษิณ หรือแม้แต่ในระดับพื้นที่เล็ก ๆ ระหว่างคู่สามีภรรยาในบ้าน เป็นต้น

 

อ่านเพิ่มเติม:

บทวิเคราะห์กระบวนการผลิตไอโฟน (iPhone) และอัตราการขูดรีดผ่านมุมมองแบบมาร์กซิสต์

 

 

UBI ขั้นสูงสุดของจักรวรรดินิยม

UBI ขั้นสูงสุดของจักรวรรดินิยม

แนวคิด ‘รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า’ (Universal Basic Income “UBI”) ออกแบบโดยนักเศรษฐศาสตร์ซีกโลกเหนือเพื่อประเทศในซีกโลกเหนือ เป็นแนวคิดที่ไม่สามารถนำไปใช้กับซีกโลกใต้ได้ หลักการของ UBI มีอยู่ว่า ผู้คนในซีกโลกเหนือจะได้รับเงินเพื่อนำไปใช้จ่ายบริโภค ในขณะที่คนงานในซีกโลกใต้ยังคงต้องประสบความยากลำบากในการผลิตสินค้าให้แก่ซีกโลกเหนืออยู่

ข้าพเจ้าเห็นว่า การอภิปรายเรื่อง UBI ทำให้เกิดความลำบากใจบางประการ ผู้ที่สนับสนุนแนวคิดดังกล่าวมองว่า มันเป็นวิธีการหนึ่งในการกำจัดงานเฮงซวย (bullshit jobs) บรรเทาความยากจน และส่งเสริมคนงานด้วยการให้ทางเลือกในการสร้างเนื้อสร้างตัวนอกเหนือไปจากการต้องขายแรงงานของตัวเอง ในหลาย ๆ ด้าน UBI ก็คือการขยับขยายรัฐสวัสดิการทุนนิยม (capitalist walfare state) ขนานแท้ กล่าวคือ รัฐจ่ายเงินให้คนงานและยังคงมีตลาดอยู่ น่าแปลกที่แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ที่เราได้ยินชื่อเสียงเรียงนามก็มีทั้งมหาเศรษฐี อีลอน มัสก์ (Elon Musk) กับนักการเมืองสังคมนิยมชาวอังกฤษ เจเรมี่ คอร์บิน (Jeremy Corbyn) รวมไปถึงเดวิด เกรเบอร์ (David Graeber) นักเขียนชาวอนาธิปไตย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การพูดคุยเกี่ยวกับ UBI ได้แพร่กระจายไปยังประเทศไทยด้วย และในบริบทของไทยนี่เองที่เราเห็นได้ถึงความล้มเหลวของ UBI

เป็นเรื่องเข้าใจได้หากเราพูดถึง UBI ในประเทศฝั่งตะวันตกหรือทางซีกโลกเหนือ ประเทศเหล่านี้ไม่ได้ผลิตอาหาร เครื่องจักร ฯลฯ เลย กล่าวคือ เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้เต็มไปด้วยสิ่งที่เดวิด เกรเบอร์ เรียกว่างานเฮงซวย นั่นคือ เป็นงานที่ทำไปวัน ๆ เกรเบอร์ให้เหตุผลว่า ทุนต้องสร้างงานเหล่านี้และบางครั้งก็ต้องสร้างอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพื่อใช้เป็นทางออกในการจ่ายค่าจ้างให้กับคนงานแทนที่จะปล่อยให้พวกเขาอดตายข้างถนน สิ่งที่เกรเบอร์เสนอแนะคือการอ้าแขนรับ UBI เพื่อให้การผลิตมีความตรงไปตรงมามากขึ้น เกรเบอร์ยอมรับว่า งานเหล่านี้เป็นงานเฮงซวยจริงและทำให้คนงานมีเวลามากขึ้น แทนที่จะเสียเวลาทิ้งที่สำนักงานเฮงซวย

ความจริงแล้ว มันอาจจะเวิร์คในประเทศแบบสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร นอร์เวย์ หรืออื่น ๆ ซึ่งเป็นประเทศที่ไม่ได้ผลิตวัตถุใด ๆ เลย อย่างไรก็ดี ในส่วนที่เหลือของโลก คนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานเฮงซวยแต่ผลิตสินค้าจริง ๆ (ส่วนมากเป็นสินค้าที่ถูกส่งออกไปยังประเทศเศรษฐกิจเฮงซวย) ลองเปรียบเทียบประเทศไทยกับสหราชอาณาจักรดู ประเทศไทยถูกจัดอยู่ใน “ประเทศที่มีรายได้ปานกลางตอนบน” ในขณะที่สหราชอาณาจักรเป็น “ประเทศพัฒนา/ก้าวหน้า”

ประเทศไทยส่งออกผลผลิตอย่างกระตือรือต้นไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร ยาง พลาสติก ผลไม้ และข้าว ในขณะที่สินค้าส่งออกของสหราชอาณาจักรส่วนมากเป็นบริการด้านการเงิน (financial services) (อุตสาหกรรมเฮงซวย) อันที่จริง การส่งออกบริการด้านการเงินของสหราชอาณาจักรอย่างเดียวนั้นมีขนาดใหญ่กว่าสินค้าส่งออกของไทยรวมกันทั้งหมด กล่าวคือ สหราชอาณาจักรไม่ได้สร้างเงินจากการขายของที่จับต้องได้หรือของกิน ในขณะที่ประเทศไทยทำแบบนั้น เราเรียกสินค้าเหล่านี้ว่าสินค้าวัตถุ ซึ่งผลิตโดยแรงงานวัตถุไม่ว่าจะเป็น ข้าว รถ ถ้วยชาม สัปปะรด ฯลฯ นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยผลิตออกมา ในสหราชอาณาจักรส่วนมากผู้คนจะผลิตสินค้าอวัตถุ (immaterial goods) ผ่านแรงงานอวัตถุ (immaterial labour) ไม่ว่าจะเป็นบริการด้านการเงิน ประกันภัย สินเชื่อ ฯลฯ อุตสาหกรรมเหล่านี้สร้างงานแนว ๆ สำนักงานเฮงซวยในแบบที่เกรเบอร์ได้กล่าวเอาไว้ ไม่ว่านักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมจะว่าอย่างไรก็ตาม เหล่านี้คืออาชีพที่ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้!

หลายคนก็ยังยืดอกพร้อมบอกว่า ระบบการทำงานอัตโนมัติ (automation) จะช่วยเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคหลังงาน (post-work) ซึ่งเป็นเศรษฐกิจแบบที่ใช้ UBI ในการประคับประคองตัว อย่างไรก็ตาม ในประเทศที่มีสภาพเศรษฐกิจแบบประเทศไทยนั้นมีการใช้ระบบการทำงานอัตโนมัติน้อยมาก นอกจากนี้ การสูญเสียงานภาคอุตสาหกรรมจำนวนมากในซีกโลกเหนือเป็นผลมากจากการย้ายงานเหล่านั้นข้ามไปยังทวีปอื่นมากกว่าการนำระบบทำงานอัตโนมัติมาใช้ ซึ่งหมายความว่า หากมองโครงสร้างเศรษฐกิจที่ใช้แรงงานกายภาพในระดับเข้มข้นอย่างประเทศไทยแล้ว การนำ UBI มาใช้ผ่านระบบการทำงานอัตโนมัตินั้นไม่สามารถทำได้จริงเพราะเศรษฐกิจของประเทศไทยยังคงพึ่งพาแรงงานวัตถุจำนวนมาก คุณไม่สามารถกรีดยางโดยใช้ระบบทำงานอัตโนมัติได้ ภาคส่วนเหล่านี้ผลิตสินค้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยตรง

ผู้ที่สนับสนุน UBI อย่างเกรเบอร์ มัสก์ หรือคอร์บิน มองข้ามความแตกต่างสำคัญระหว่างเศรษฐกิจของประเทศที่ผลิตสินค้าวัตถุกับเศรษฐกิจของประเทศที่ผลิตสินค้าอวัตถุ ระหว่างซีกโลกเหนือกับซีกโลกใต้ โครงการ UBI ของพวกเขาจะเวิร์คแค่กับเศรษฐกิจของประเทศในซีกโลกเหนือเท่านั้นเพราะงานของพวกเขาก็เฮงซวยจริง ๆ UBI จะเอาเงินให้คนอังกฤษเหล่านั้นไปบริโภค ซื้อเก้าอี้เล่นเกม หนังสือ โทรทัศน์เครื่องใหม่ หรืออะไรก็แล้วแต่ ทว่ามีบางคนที่ยังต้องผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคเหล่านั้นและนั่นก็คือคนงานในซีกโลกใต้นี่เอง

ประเทศอย่างประเทศไทยต้องพึ่งพาแรงงานวัตถุเหล่านั้นเพื่อผลิตสินค้าส่งออกและนำเข้าสู่ประเทศตัวเอง นี่คือสิ่งที่ทำให้ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ มีงานสบาย ๆ ทำในออฟฟิศ ซึ่งเป็นงานเฮงซวยด้วย อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทย คนส่วนมากยังคงต้องทำงานหนักมาก ทั้งในฟาร์ม ในโรงงาน หรือจับปลาบนเรือประมง นี่คือสิ่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง การนำแนวคิด UBI เข้ามาใช้ในประเทศไทยคงเป็นไปไม่ได้ เพราะหากไม่มีแรงงานวัตถุข้างต้น พลังที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยคงจะหยุดชะงักลงอย่างแน่นอน

ในปี ค.ศ. 1917 เลนินเขียนหนังสือที่มีชื่อว่า จักรวรรดินิยม – ขั้นสูงสุดของทุนนิยม ซึ่งอธิบายกลไกการทำงานของทุนการเงินในการสร้างผลกำไรจากการล่าอาณานิคม อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่ยุคสมัยของเลนิน ระบบทุนนิยมได้ปรับตัว เติบโต และพัฒนาตลอดมา ทุกวันนี้โครงสร้างอาณานิคมได้เปลี่ยนไปแล้ว แต่ระบบก็ยังคงเหมือนเดิมอย่างชัดเจน ลองเปรียบเทียบชีวิตโดยรวมของแรงงานพม่ากับชีวิตของคนงานในเยอรมนีก็จะเห็นภาพได้ชัด UBI เป็นแนวคิดที่มาจากซีกโลกเหนือและถูกออกแบบมาเพื่อซีกโลกเหนือ และเมื่อเราพูดถึงแนวคิดนี้ เราจะพูดถึงมันในบริบทความเป็นจริงของซีกโลกเหนือเท่านั้น มันหมายถึงการจ่ายเงินให้ซีกโลกเหนือบริโภคในขณะที่ซีกโลกใต้ทำงานให้พวกเขา แน่นอนว่า ถ้าจักรวรรดินิยมคือขั้นสูงสุดของทุนนิยม ขั้นสูงสุดของจักรวรรดินิยมก็คือ UBI นี่เอง

 

UBI The Highest Stage of Imperialism

UBI The Highest Stage of Imperialism

The concept of Universal Basic Income was designed by global north economists for global north economies and cannot be applied to the global south. The principles of UBI mean that it pays people in the global north to consume while workers in the global south continue to suffer to produce the north’s commodities. 


I have often found there to be something troubling about discussions regarding UBI. Those who promote it see it as a simple method to eradicate bullshit jobs, alleviate poverty and empower workers by giving them an alternative option for financial survival other than being dependent on selling their labour. In many ways, UBI is the purest extension of the capitalist welfare state –the state pays the workers while the market remains. Oddly, the concept has received support from both the left and right-wing, famously from both the billionaire Elon Musk and socialist UK politician Jeremy Corbyn, as well as Anarchist author David Graeber. In recent years the conversation about UBI has spread to Thailand and here, in the Thai context, is where we see the failures of UBI exposed. 

When we talk about UBI in the western or global north countries, it makes a lot of sense. These countries’ economies don’t actually produce anything like food, machinery, etc. Their economies are full of what David Graeber correctly described as bullshit jobs –work for the sake of work. Graeber argues that capital had to create these jobs and sometimes entire industries as an excuse to pay workers rather than have them starving in the street. What Graeber prescribes is to introduce UBI so as to make production more honest, admit that these jobs are bullshit jobs and allow workers more time to themselves, rather than wasting it at the bullshit office. 

Indeed, this may work well for economies like the USA, UK, Norway, etc., where they don’t produce anything material. However, in the rest of the world, the vast majority of people don’t work bullshit jobs and actually do produce commodities (typically commodities that are exported to those bullshit economies). Let’s compare Thailand to the UK as an example –Thailand is categorised as an “upper-middle-income economy” while the UK is a “Developed/ Advanced economy”.

Thailand is productive in exporting machinery, rubber, plastics, fruit and rice, while the UK’s main exports are overwhelmingly dominated by financial services (the bullshit industry). Indeed, the UK’s financial service exports alone are larger than all of Thailand’s exports combined. What this means is that the UK doesn’t make money by selling things we can touch or things we can eat, while Thailand does. We call these products material goods made by material labour. Things like rice, cars, plates, pineapples, etc. These are all things that Thailand produces. While in the UK they largely produce immaterial goods through immaterial labour. Financial services, insurance, loans, etc. These industries create the kind of bullshit office jobs Graeber described. The kind of jobs which, despite what liberal economists tell you, don’t need to exist! 

Many also make the bold claim that automation will facilitate this transition to a post-work UBI mediated economy. However, economies like Thailand’s have seen an extremely low uptake in automation. Furthermore, many of the industrial job losses in the global north can largely be attributed to offshoring rather than automation. This means that, due to the structure of physical labour-intensive economies like Thailand’s, UBI through automation is unfeasible because the economy is still dependent on a large pool of manual labour– you can’t automate rubber production, these are the sectors that produce the very commodities that drive Thailand’s economy.

Proponents of UBI like Graeber, Musk or Corbyn, overlook the key economic contrast between material and immaterial economies –between the global north and the global south. Their UBI programs would only work for those global north economies, because their jobs are indeed bullshit. UBI would simply pay those British people to consume, buying gaming chairs, or books, or new TV’s or whatever, but someone still has to make those consumer goods and those would be the workers of the global south.

Countries like Thailand, absolutely depend on those material labour jobs to produce commodities to export and bring into the Thai economy. This is what allows people in the Bangkok middle class to have comfortable immaterial bullshit jobs in offices. The vast majority of Thailand however, works very hard, on farms, in factories or on fishing boats, this is what really drives the Thai economy. Introducing UBI in Thailand would be impossible, because without that material labour the engine that drives the Thai economy would come to a complete stop.

In 1917 Lenin wrote the book Imperialism – The Highest Stage of Capitalism which explained the function of financial capital in generating profits from colonialism. Since Lenin’s time however, capitalism has adapted, grown and developed. Today the colonial structures have changed, but the system clearly remains the same. Compare the life of the average Burmese worker to the life of a worker in Germany and this is clear. UBI is a concept that comes from the global north and was designed for the global north and when we talk about it, we are only realistically talking about it in the global north context. This means paying the global north to consume while the global south works for them. If Imperialism was the highest stage of capitalism, then surely the highest stage of imperialism is UBI.